อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell)
อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) เจ้าของผลงาน การประดิษฐ์ โทรศัพท์ และเป็นผู้ก่อตั้ง สมาคมแนะนำ และสอนคนหูพิการ ชื่อว่า American Association to Promote the Teaching of Speech to Deaf เสียชีวิตในวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2465


เบลล์เกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2390 ที่เมืองเอดินเบิร์ก (Edinburg) ประเทศสก๊อตแลนด์ (Scotlant) บิดาของเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับภาษาที่ใช้สำหรับคนหูพิการ ชื่อว่า อเล็กซานเดอร์ เมลวิน เบลล์ (Alexander Melvin Bell) การที่บิดาของเขาศึกษา เกี่ยวกับคนหูพิการ ก็เพราะว่าปู่ของเขา ได้ศึกษาเรื่องนี้มาก่อน อีกทั้งมารดาของเขา ก็เป็นคนหูพิการ และด้วยสาเหตุนี้เอง ที่ทำให้เบลล์สามารถใช้ภาษาใบ้ อ่านริมฝีปาก และแยกแยะเสียงได้อย่างละเอียด โดยทั้งหมดนั้นเบลล์ ได้รับการถ่ายทอดมาจากบิดาของเขานั่นเอง
เบลล์มีพี่ชายคนหนึ่ง ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรควัณโรค และถึงแม้ว่าเบลล์จะโชคดีที่ไม่เสียชีวิต แต่เขาก็ติดโรคมาจากพี่ชาย ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นแล้วสุขภาพของเบลล์จึงไม่ดีนัก

 

เขาได้รับการศึกษาขั้นต้น ที่โรงเรียนเอดินเบิร์ก (Edinburg School) จากนั้นเขาก็ได้เข้าศึกษาต่อ ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน (London University) และเมื่อจบการศึกษา จากมหาวิทยาลัยลอนดอนแล้ว เขาก็ได้เดินทางไปประเทศเยอรมนี เพื่อเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยวูซเบิร์ก จนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกในปี พ.ศ. 2410


 
หลังจากจบการศึกษาแล้ว แบลล์ได้เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยของบิดา ในการสอนและพัฒนาคนหูพิการ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2413 อาการป่วยของเบลล์ก็ทรุดหนักขึ้น เบลล์จึงเดินทางพร้อมบิดา ไปอยู่ที่เมืองออนตาริโอ (Ontario) ประเทศแคนาดา (Canada) ตามคำแนะนำของแพทย์ ว่าควรไปพักในสถานที่ ที่มีอากาศดี และเมื่อเขารักษาตัว จนอาการทุเลาลง เขาก็ได้เดินทาง ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา (United State of America) และเข้าทำงาน ในตำแหน่งอาจารย์สอนการออกเสียง ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน (Boston University)

เขาได้รับการศึกษาขั้นต้น ที่โรงเรียนเอดินเบิร์ก (Edinburg School) จากนั้นเขาก็ได้เข้าศึกษาต่อ ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน (London University) และเมื่อจบการศึกษา จากมหาวิทยาลัยลอนดอนแล้ว เขาก็ได้เดินทางไปประเทศเยอรมนี เพื่อเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยวูซเบิร์ก จนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกในปี พ.ศ. 2410


 
หลังจากจบการศึกษาแล้ว แบลล์ได้เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยของบิดา ในการสอนและพัฒนาคนหูพิการ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2413 อาการป่วยของเบลล์ก็ทรุดหนักขึ้น เบลล์จึงเดินทางพร้อมบิดา ไปอยู่ที่เมืองออนตาริโอ (Ontario) ประเทศแคนาดา (Canada) ตามคำแนะนำของแพทย์ ว่าควรไปพักในสถานที่ ที่มีอากาศดี และเมื่อเขารักษาตัว จนอาการทุเลาลง เขาก็ได้เดินทาง ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา (United State of America) และเข้าทำงาน ในตำแหน่งอาจารย์สอนการออกเสียง ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน (Boston University)
เบลล์มีพี่ชายคนหนึ่ง ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรควัณโรค และถึงแม้ว่าเบลล์จะโชคดีที่ไม่เสียชีวิต แต่เขาก็ติดโรคมาจากพี่ชาย ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นแล้วสุขภาพของเบลล์จึงไม่ดีนัก

 

เขาได้รับการศึกษาขั้นต้น ที่โรงเรียนเอดินเบิร์ก (Edinburg School) จากนั้นเขาก็ได้เข้าศึกษาต่อ ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน (London University) และเมื่อจบการศึกษา จากมหาวิทยาลัยลอนดอนแล้ว เขาก็ได้เดินทางไปประเทศเยอรมนี เพื่อเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยวูซเบิร์ก จนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกในปี พ.ศ. 2410


 
หลังจากจบการศึกษาแล้ว แบลล์ได้เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยของบิดา ในการสอนและพัฒนาคนหูพิการ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2413 อาการป่วยของเบลล์ก็ทรุดหนักขึ้น เบลล์จึงเดินทางพร้อมบิดา ไปอยู่ที่เมืองออนตาริโอ (Ontario) ประเทศแคนาดา (Canada) ตามคำแนะนำของแพทย์ ว่าควรไปพักในสถานที่ ที่มีอากาศดี และเมื่อเขารักษาตัว จนอาการทุเลาลง เขาก็ได้เดินทาง ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา (United State of America) และเข้าทำงาน ในตำแหน่งอาจารย์สอนการออกเสียง ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน (Boston University)

เขาได้รับการศึกษาขั้นต้น ที่โรงเรียนเอดินเบิร์ก (Edinburg School) จากนั้นเขาก็ได้เข้าศึกษาต่อ ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน (London University) และเมื่อจบการศึกษา จากมหาวิทยาลัยลอนดอนแล้ว เขาก็ได้เดินทางไปประเทศเยอรมนี เพื่อเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยวูซเบิร์ก จนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกในปี พ.ศ. 2410


 
หลังจากจบการศึกษาแล้ว แบลล์ได้เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยของบิดา ในการสอนและพัฒนาคนหูพิการ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2413 อาการป่วยของเบลล์ก็ทรุดหนักขึ้น เบลล์จึงเดินทางพร้อมบิดา ไปอยู่ที่เมืองออนตาริโอ (Ontario) ประเทศแคนาดา (Canada) ตามคำแนะนำของแพทย์ ว่าควรไปพักในสถานที่ ที่มีอากาศดี และเมื่อเขารักษาตัว จนอาการทุเลาลง เขาก็ได้เดินทาง ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา (United State of America) และเข้าทำงาน ในตำแหน่งอาจารย์สอนการออกเสียง ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน (Boston University)
เขาได้รับการศึกษาขั้นต้น ที่โรงเรียนเอดินเบิร์ก (Edinburg School) จากนั้นเขาก็ได้เข้าศึกษาต่อ ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน (London University) และเมื่อจบการศึกษา จากมหาวิทยาลัยลอนดอนแล้ว เขาก็ได้เดินทางไปประเทศเยอรมนี เพื่อเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยวูซเบิร์ก จนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกในปี พ.ศ. 2410


 
หลังจากจบการศึกษาแล้ว แบลล์ได้เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยของบิดา ในการสอนและพัฒนาคนหูพิการ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2413 อาการป่วยของเบลล์ก็ทรุดหนักขึ้น เบลล์จึงเดินทางพร้อมบิดา ไปอยู่ที่เมืองออนตาริโอ (Ontario) ประเทศแคนาดา (Canada) ตามคำแนะนำของแพทย์ ว่าควรไปพักในสถานที่ ที่มีอากาศดี และเมื่อเขารักษาตัว จนอาการทุเลาลง เขาก็ได้เดินทาง ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา (United State of America) และเข้าทำงาน ในตำแหน่งอาจารย์สอนการออกเสียง ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน (Boston University)
 
หลังจากจบการศึกษาแล้ว แบลล์ได้เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยของบิดา ในการสอนและพัฒนาคนหูพิการ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2413 อาการป่วยของเบลล์ก็ทรุดหนักขึ้น เบลล์จึงเดินทางพร้อมบิดา ไปอยู่ที่เมืองออนตาริโอ (Ontario) ประเทศแคนาดา (Canada) ตามคำแนะนำของแพทย์ ว่าควรไปพักในสถานที่ ที่มีอากาศดี และเมื่อเขารักษาตัว จนอาการทุเลาลง เขาก็ได้เดินทาง ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา (United State of America) และเข้าทำงาน ในตำแหน่งอาจารย์สอนการออกเสียง ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน (Boston University)
หลังจากจบการศึกษาแล้ว แบลล์ได้เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยของบิดา ในการสอนและพัฒนาคนหูพิการ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2413 อาการป่วยของเบลล์ก็ทรุดหนักขึ้น เบลล์จึงเดินทางพร้อมบิดา ไปอยู่ที่เมืองออนตาริโอ (Ontario) ประเทศแคนาดา (Canada) ตามคำแนะนำของแพทย์ ว่าควรไปพักในสถานที่ ที่มีอากาศดี และเมื่อเขารักษาตัว จนอาการทุเลาลง เขาก็ได้เดินทาง ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา (United State of America) และเข้าทำงาน ในตำแหน่งอาจารย์สอนการออกเสียง ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน (Boston University)
 
จากความสามารถของเบลล์ เขาได้เลื่อนตำแหน่ง เป็นศาสตราจารย์สอนวิชาสรีรวิทยา ว่าด้วยเรื่องเสียง เบลล์ได้พยายามประดิษฐ์ เครื่องมือสำหรับคนพิการ ให้มีโอกาสได้ยินเสียงเหมือนคนปกติ ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นโทรศัพท์ และด้วยความที่เป็นคนชอบเล่นเปียโน วันหนึ่งเขาสังเกตว่า เสียงเพลงจากเปียโน เกิดจากการสั่นสะเทือนของเส้นลวด เพราะฉะนั้นเส้นลวด น่าจะเป็นตัวนำเสียง จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้
ในปี พ.ศ. 2416 เบลล์ได้ทำงานเป็นครูสอนหนังสือ ในโรงเรียนคนหูพิการ ที่เมืองบอสตัน และต่อมาเบลล์ได้รับการแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์สรีรวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตและเสียง และในระหว่างนี้ เบลล์ก็ได้ทำการทดลองค้นคว้า เพื่อจะส่งเสียงตามสาย เขาได้ร่วมมือกับ โทมัส เอ. วัตสัน (Thomas A. Watson) ผู้ช่วยของเขา ซึ่งเป็นลูกชาย เจ้าของร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับไฟฟ้า ที่เบลล์ซื้ออุปกรณ์ เกี่ยวกับการทดลองเป็นประจำ



ทั้งสองประสบความสำเร็จ ในการประดิษฐ์โทรศัพท์ ในปี พ.ศ. 2419 โดยการใช้เส้นลวด โยงห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง ส่วนปลายทั้งสองข้าง จะเป็นหูฟัง ซึ่งภายในประกอบไปด้วย แท่งแม่เหล็กพันด้วยทองแดง ต่อจากนั้น จะเป็นแผ่นเหล็กบาง ๆ เพื่อพูดใส่กระบอกนี้ จะเกิดอาการสั่นสะเทือน ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวด

จากความสามารถของเบลล์ เขาได้เลื่อนตำแหน่ง เป็นศาสตราจารย์สอนวิชาสรีรวิทยา ว่าด้วยเรื่องเสียง เบลล์ได้พยายามประดิษฐ์ เครื่องมือสำหรับคนพิการ ให้มีโอกาสได้ยินเสียงเหมือนคนปกติ ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นโทรศัพท์ และด้วยความที่เป็นคนชอบเล่นเปียโน วันหนึ่งเขาสังเกตว่า เสียงเพลงจากเปียโน เกิดจากการสั่นสะเทือนของเส้นลวด เพราะฉะนั้นเส้นลวด น่าจะเป็นตัวนำเสียง จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้
ในปี พ.ศ. 2416 เบลล์ได้ทำงานเป็นครูสอนหนังสือ ในโรงเรียนคนหูพิการ ที่เมืองบอสตัน และต่อมาเบลล์ได้รับการแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์สรีรวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตและเสียง และในระหว่างนี้ เบลล์ก็ได้ทำการทดลองค้นคว้า เพื่อจะส่งเสียงตามสาย เขาได้ร่วมมือกับ โทมัส เอ. วัตสัน (Thomas A. Watson) ผู้ช่วยของเขา ซึ่งเป็นลูกชาย เจ้าของร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับไฟฟ้า ที่เบลล์ซื้ออุปกรณ์ เกี่ยวกับการทดลองเป็นประจำ



ทั้งสองประสบความสำเร็จ ในการประดิษฐ์โทรศัพท์ ในปี พ.ศ. 2419 โดยการใช้เส้นลวด โยงห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง ส่วนปลายทั้งสองข้าง จะเป็นหูฟัง ซึ่งภายในประกอบไปด้วย แท่งแม่เหล็กพันด้วยทองแดง ต่อจากนั้น จะเป็นแผ่นเหล็กบาง ๆ เพื่อพูดใส่กระบอกนี้ จะเกิดอาการสั่นสะเทือน ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวด

ในปี พ.ศ. 2416 เบลล์ได้ทำงานเป็นครูสอนหนังสือ ในโรงเรียนคนหูพิการ ที่เมืองบอสตัน และต่อมาเบลล์ได้รับการแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์สรีรวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตและเสียง และในระหว่างนี้ เบลล์ก็ได้ทำการทดลองค้นคว้า เพื่อจะส่งเสียงตามสาย เขาได้ร่วมมือกับ โทมัส เอ. วัตสัน (Thomas A. Watson) ผู้ช่วยของเขา ซึ่งเป็นลูกชาย เจ้าของร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับไฟฟ้า ที่เบลล์ซื้ออุปกรณ์ เกี่ยวกับการทดลองเป็นประจำ



ทั้งสองประสบความสำเร็จ ในการประดิษฐ์โทรศัพท์ ในปี พ.ศ. 2419 โดยการใช้เส้นลวด โยงห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง ส่วนปลายทั้งสองข้าง จะเป็นหูฟัง ซึ่งภายในประกอบไปด้วย แท่งแม่เหล็กพันด้วยทองแดง ต่อจากนั้น จะเป็นแผ่นเหล็กบาง ๆ เพื่อพูดใส่กระบอกนี้ จะเกิดอาการสั่นสะเทือน ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวด

ทั้งสองประสบความสำเร็จ ในการประดิษฐ์โทรศัพท์ ในปี พ.ศ. 2419 โดยการใช้เส้นลวด โยงห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง ส่วนปลายทั้งสองข้าง จะเป็นหูฟัง ซึ่งภายในประกอบไปด้วย แท่งแม่เหล็กพันด้วยทองแดง ต่อจากนั้น จะเป็นแผ่นเหล็กบาง ๆ เพื่อพูดใส่กระบอกนี้ จะเกิดอาการสั่นสะเทือน ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวด
แต่ผลของการทดลองในครั้งแรก นั้นยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่สามารถเข้าใจในคำพูด ที่ส่งมาทางโทรศัพท์ได้ แต่ก็ประสบความสำเร็จ ในการส่งเสียง โดยในเวลาต่อมาอีก 8 เดือน ทั้งสองก็ได้ปรับปรุงโทรศัพท์ให้ดีขึ้น และคำพูดแรก ที่ใช้ในการส่งข้อความทางโทรศัพท ์ครั้งนี้ คือ "คุณวัตสันมานี่หน่อย ผมต้องการคุณ" ซึ่งการที่เบลล์พูดเช่นนี้ ก็เพราะว่าเขาได้ทำกรดแบตเตอรี่ หกรดเสื้อ เขาเรียกวัตสันจากห้องหนึ่ง และวัตสันก็ได้ยินคำพูดของเขาได้อย่างชัดเจน
 

 

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2419 เบลล์ได้นำโทรศัพท์ เข้าประกวดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ที่เมืองฟิลลาเดเฟีย (Philadelphia) และได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยม ในครั้งนี้ด้วย และในปีเดียวกันนี้ เบลล์ได้เปิดบริษัทร่วมกับวัตสัน ผู้ช่วยของเขา
เพื่อดำเนินการติดตั้งสายโทรศัพท์ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2419 เบลล์ได้ทำการติดตั้งสายโทรศัพท์ จากแบรนด์ฟอร์ดถึงออนตาริโอ ประเทศแคนาดา รวมระยะทาง 8 ไมล์ จากนั้นต่อมาอีก 2 เดือน เบลล์ได้ติดตั้งโทรศัพท์แบบ 2 ทาง ได้เป็นผลสำเร็จ จากนั้นเขาจึงดำเนินการ ติดตั้งสายโทรศัพท์ จากบอสตันไปยังแมสซาซูเซส รวมระยะทาง 2 ไมล์ กิจการของเบลล์ ประสบผลสำเร็จเป็นไปได้ด้วยดี จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2419 บริษัทของเบลล์ได้ถูกฟ้องร้องจากบริษัท เวสเทิร์น ยูเนียน เทเลกราฟ (Western Union Telegraph Company) ซึ่งเป็นบริษัท ที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับโทรเลข แต่ในที่สุดศาล ได้ตัดสินให้เบลล์ชนะคดี
 
เบลล์ได้นำโทรศัพท์ของเขาไปจดทะเบียนสิทธิบัตร และก่อตั้งบริษัทขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ชื่อว่า บริษัท อเมริกันเบลล์ เทเลโฟน (American Bell Telephone Company) จากผลงานชิ้นนี้ทำให้เบลล์มีชื่อเสียงและมีเงินทองมากขึ้น เขาจึงบริจาคเงินส่วนหนึ่งให้ในการก่อตั้งสมาคมเพื่อคนหูพิการ ชื่อว่า American Association to Promote the Teaching of Speech of Deaf นอกจากนี้ เขายังให้การสนับสนุน การวิจัยเกี่ยวกับการบินอีกด้วย

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2419 เบลล์ได้นำโทรศัพท์ เข้าประกวดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ที่เมืองฟิลลาเดเฟีย (Philadelphia) และได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยม ในครั้งนี้ด้วย และในปีเดียวกันนี้ เบลล์ได้เปิดบริษัทร่วมกับวัตสัน ผู้ช่วยของเขา
เพื่อดำเนินการติดตั้งสายโทรศัพท์ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2419 เบลล์ได้ทำการติดตั้งสายโทรศัพท์ จากแบรนด์ฟอร์ดถึงออนตาริโอ ประเทศแคนาดา รวมระยะทาง 8 ไมล์ จากนั้นต่อมาอีก 2 เดือน เบลล์ได้ติดตั้งโทรศัพท์แบบ 2 ทาง ได้เป็นผลสำเร็จ จากนั้นเขาจึงดำเนินการ ติดตั้งสายโทรศัพท์ จากบอสตันไปยังแมสซาซูเซส รวมระยะทาง 2 ไมล์ กิจการของเบลล์ ประสบผลสำเร็จเป็นไปได้ด้วยดี จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2419 บริษัทของเบลล์ได้ถูกฟ้องร้องจากบริษัท เวสเทิร์น ยูเนียน เทเลกราฟ (Western Union Telegraph Company) ซึ่งเป็นบริษัท ที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับโทรเลข แต่ในที่สุดศาล ได้ตัดสินให้เบลล์ชนะคดี
 
เบลล์ได้นำโทรศัพท์ของเขาไปจดทะเบียนสิทธิบัตร และก่อตั้งบริษัทขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ชื่อว่า บริษัท อเมริกันเบลล์ เทเลโฟน (American Bell Telephone Company) จากผลงานชิ้นนี้ทำให้เบลล์มีชื่อเสียงและมีเงินทองมากขึ้น เขาจึงบริจาคเงินส่วนหนึ่งให้ในการก่อตั้งสมาคมเพื่อคนหูพิการ ชื่อว่า American Association to Promote the Teaching of Speech of Deaf นอกจากนี้ เขายังให้การสนับสนุน การวิจัยเกี่ยวกับการบินอีกด้วย
เพื่อดำเนินการติดตั้งสายโทรศัพท์ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2419 เบลล์ได้ทำการติดตั้งสายโทรศัพท์ จากแบรนด์ฟอร์ดถึงออนตาริโอ ประเทศแคนาดา รวมระยะทาง 8 ไมล์ จากนั้นต่อมาอีก 2 เดือน เบลล์ได้ติดตั้งโทรศัพท์แบบ 2 ทาง ได้เป็นผลสำเร็จ จากนั้นเขาจึงดำเนินการ ติดตั้งสายโทรศัพท์ จากบอสตันไปยังแมสซาซูเซส รวมระยะทาง 2 ไมล์ กิจการของเบลล์ ประสบผลสำเร็จเป็นไปได้ด้วยดี จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2419 บริษัทของเบลล์ได้ถูกฟ้องร้องจากบริษัท เวสเทิร์น ยูเนียน เทเลกราฟ (Western Union Telegraph Company) ซึ่งเป็นบริษัท ที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับโทรเลข แต่ในที่สุดศาล ได้ตัดสินให้เบลล์ชนะคดี
 
เบลล์ได้นำโทรศัพท์ของเขาไปจดทะเบียนสิทธิบัตร และก่อตั้งบริษัทขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ชื่อว่า บริษัท อเมริกันเบลล์ เทเลโฟน (American Bell Telephone Company) จากผลงานชิ้นนี้ทำให้เบลล์มีชื่อเสียงและมีเงินทองมากขึ้น เขาจึงบริจาคเงินส่วนหนึ่งให้ในการก่อตั้งสมาคมเพื่อคนหูพิการ ชื่อว่า American Association to Promote the Teaching of Speech of Deaf นอกจากนี้ เขายังให้การสนับสนุน การวิจัยเกี่ยวกับการบินอีกด้วย
 
เบลล์ได้นำโทรศัพท์ของเขาไปจดทะเบียนสิทธิบัตร และก่อตั้งบริษัทขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ชื่อว่า บริษัท อเมริกันเบลล์ เทเลโฟน (American Bell Telephone Company) จากผลงานชิ้นนี้ทำให้เบลล์มีชื่อเสียงและมีเงินทองมากขึ้น เขาจึงบริจาคเงินส่วนหนึ่งให้ในการก่อตั้งสมาคมเพื่อคนหูพิการ ชื่อว่า American Association to Promote the Teaching of Speech of Deaf นอกจากนี้ เขายังให้การสนับสนุน การวิจัยเกี่ยวกับการบินอีกด้วย
เบลล์ได้นำโทรศัพท์ของเขาไปจดทะเบียนสิทธิบัตร และก่อตั้งบริษัทขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ชื่อว่า บริษัท อเมริกันเบลล์ เทเลโฟน (American Bell Telephone Company) จากผลงานชิ้นนี้ทำให้เบลล์มีชื่อเสียงและมีเงินทองมากขึ้น เขาจึงบริจาคเงินส่วนหนึ่งให้ในการก่อตั้งสมาคมเพื่อคนหูพิการ ชื่อว่า American Association to Promote the Teaching of Speech of Deaf นอกจากนี้ เขายังให้การสนับสนุน การวิจัยเกี่ยวกับการบินอีกด้วย
 
จากนั้นในปี พ.ศ. 2465 เบลล์ได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองโนวา สโคเทีย และอยู่ที่นั่นจนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2465
จากนั้นในปี พ.ศ. 2465 เบลล์ได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองโนวา สโคเทีย และอยู่ที่นั่นจนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2465