เลือกกล้องดิจิตอลอย่างไรดี?
    กล้องดิจิตอลเป็นกล้องถ่ายภาพที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ไม่เว้นแม้กระทั่งตากล้องมือสมัครเล่นหรือตากล้องมืออาชีพ ก็หันมาใช้กล้องดิจิตอลกัน มากขึ้น ด้วยความที่เป็นกล้องที่ใช้ง่าย ถ่ายได้สะดวกและให้ความคมชัดของภาพที่ดี รวมถึงไม่ต้องใช้ฟิล์ม เหมือนสมัยก่อน แล้วยังสามารถนำภาพมาตกแต่งด้วยคอมพิวเตอร์ได้ด้วย ทำให้กล้องชนิดนี้ได้รับความนิยมมากแต่บางคนก็ยังไม่รู้ว่าจะซื้อใช้กล้องดิจิตอลอย่างไรดี การเลือกซื้อกล้องมีหลักในการเลือกดังนี้
1. งบประมาณ ก่อนอื่นต้องมาดูกันว่าคุณจะตั้งงบไว้สักเท่าใดในการหาซื้อกล้องดิจิตอลคู่ใจ เพราะราคา ในท้องตลาดมีตั้งแต่กล้องแบบง่ายๆ ราคาไม่กี่พันบาท ซึ่งทำอะไรไม่ได้มากนัก ที่พอใช้ได้จะเริ่มจากหมื่นต้นๆ ไล่เรียงลำดับไปตามสเปคและคุณภาพที่ดีขึ้น จนถึงหลักแสนหรือหลายๆแสน เมื่อตั้งงบไว้แล้วเช่น สองหมื่นบาทก็มองหาเฉพาะกล้องที่อยู่ในงบของเรา รุ่นที่มีราคาสูงกว่ามาก เช่น 4-5หมื่นบาทคงต้องมองผ่านไปได้เลย
2. เซ็นเซอร์ภาพ ถ้าดูตามสเปคมักจะเขียนว่า Image sensor หรือ Image recording พูดง่ายๆก็ คืออุปกรณ์ที่ใช้รับภาพแทนฟิล์มนั่นเอง บางยี่ห้อใช้ CMOS แต่ส่วน ใหญ่หรือเกือบทั้งหมดใช้ CCD ขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แต่ใหญ่กว่าย่อมได้เปรียบเพราะเก็บรายละเอียดได้มาก (แพงกว่า) อาจจะดูจากสเปคว่าใช้ Charge-Couple Device (CCD) ขนาดเท่าใดเช่น 1/1.8 นิ้ว, 1/2.7 นิ้ว หรือ 2/3 นิ้ว (วัดตามแนวทแยงมุม)
3. ความลึกของสี หรือ Bit Depth บางทีก็เรียก Color Depth ยิ่งมีความลึกของสีมากเท่าใด ก็เก็บรายละเอียดของเฉดสีได้ดีมากขึ้น เช่น 10 บิต/สี หรือ 12บิต/สี หมายความว่าสีธรรมชาติมี 3 สีคือ RGB ถ้า 1 สี แสดงได้ 13 บิต 3 สีก็จะได้ 36 บิต
 
กล้องดิจิตอลหน้าจอ LCD

4. ดูความละเอียด ต้องดูที่ Effective เวลาซื้อกล้องดิจิตอลเรามักจะได้ยินคนขายบอกว่า ตัวนี้ 3 ล้าน พิกเซล ตัวนี้ 4 ล้านพิกเซล ซึ่งฟิกเซล (Pixel)คือความละเอียดสูงสุดของภาพที่สามารถถ่ายได้ จำนวนฟิกเซลนี้จะอยู่บนเซนเซอร์ หรือที่เรียกว่า CCD ทำหน้าที่ในการเก็บรวบรวมข้อมูลของภาพถ่ายความละเอียดที่ได้ของภาพถ่ายอาจไม่ เท่ากับความละเอียดของ CCD ดังนั้นควรตรวจสอบค่าทั้งสองให้ดีเสียก่อน แต่ส่วนใหญ่ เป็นความละเอียดของเซ็นเซอร์ภาพ ขนาดภาพจริงจะน้อยกว่านั้น ลองดูสเปคในคู่มือหรือโบรชัวร์ หาคำว่า Effective ซึ่งก็คือขนาดภาพจริงๆ ที่จะได้ เช่นโบรชัวร์บอกว่า 5.24 ล้านพิกเซล แต่ตามสเปคระบุชัดว่าขนาดภาพใหญ่สุดที่ได้คือ 2560x1920 พิกเซล ถ้าคูณดูก็จะได้ 4.9 ล้านพิกเซล
5. ปรับลดขนาดภาพ แม้ว่ากล้องที่มีความละเอียดจะเป็นเรื่องที่ดีแต่ต้องไม่ลืมว่าขนาดไฟล์ที่ได้จะ ใหญ่มากกินแมมมอรี่ในการ์ดมาก แต่กล้องดิจิตอลส่วนใหญ่จะเลือกขนาดภาพได้หลายแบบ เพื่อให้เหมาะกับงานที่จะนำไปใช้

6.หน่วยความจำ เปรียบเทียบได้กับฟิล์มของกล้องถ่ายภาพธรรมดาหน่วย ความจำทำหน้าที่ในการบันทึกภาพถ่ายที่ได้จากกล้องดิจิตอลลงบนหน่วยความจำของตัวกล้องซึ่งมี 2 ประเภท ดังนี้
1.) หน่วยความจำภายใน มีหน้าที่เก็บข้อมูลของภาพลงในตัวกล้องเมื่อต้องการโอนถ่ายข้อมูลรูปภาพออกมาใช้งานต้องทำการต่อสายออกจากตัวกล้องผ่านทางพอร์ตต่าง ๆ ที่ตัวกล้องใช้งานอยู่แล้ว ต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือพริ้นเตอร์ก่อนจึงจะสามารถใช้งานได้
2) หน่วยความจำภายนอก ส่วนใหญ่กล้องดิจิตอลจะใช้หน่วยความจำประเภท Flash Memory ซึ่งเป็นตัวเก็บข้อมูลขนาดเล็ก หน่วยเก็บข้อมูลที่นิยมใช้อยู่ในกล้องนั้นจะมี Compact Flash และ Smart Card ซึ่งมีความจุในการเก็บข้อมูลต่างกันออกไปตามราคา โดยส่วนมากจะเก็บข้อมูลได้ต่ำที่สุด 16 เมกะไบต์
3) หน่วยความจำแบบอื่น ๆ จะใช้งานแตกต่างกันไปตามยี่ห้อของกล้อง ได้แก่
3.1) CompactFlash เป็นหน่วยความจำขนาดเล็กที่พัฒนามาจากมาตรฐานของ PC Card (PCMCIA) พัฒนาขึ้นโดยบริษัท SanDisk มีขนาด ประมาณกล่องไม้ขีดขนาดเล็ก และใช้เทคโนโลยี Flash ในการเก็บข้อมูล
3.2) Ultra CompactFloash พัฒนาโดยบริษัท SanDisk เป็นหน่วยความจำ Flash ความเร็วสูงถึง 2.8 เมกะไบต์ต่อวินาที ทำให้สามารถนำไปใช้ งานกับกล้องดิจิตอลประสิทธิภาพสูงได้เป็นอย่างดี สามารถส่งผ่านข้อมูลได้มากกว่า CompactFlash ธรรมดา ถึง 2 เท่า
3.3) Memmory Stick พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Sony ปัจจุบันมี 2 แบบคือ Memmory Stick ขนาด 21.5x50x2.8 มิลลิเมตร น้ำหนัก 4 กรัม และขนาด 20x31x1.6 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2 กรัม ความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลจะอยู่ที่ 2MB/s สำหรับการบันทึกและ 2.45 MB/s สำหรับการอ่านข้อมูล
3.4) SmartMedia พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Tochiba เป็นหน่วยความจำแฟลช SSFDC (Solid State Floppy Disk Card) ขนาด 37x45x0.76 มิลลิเมตร น้ำหนักเพียง 1.8 กรัม แต่มีข้อเสียคือหน้าสัมผัสการอ่านข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการเสียหายของข้อมูลได้ง่ายกว่า Flash Memory ชนิดอื่น ๆ
3.5) Secure Digital (SD) ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Matsushita Electronic Industrial มีขนาด 24x32x2.1 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2 กรัม มีความเร็วแสงในการส่งผ่านข้อมูล 10 MB/s
3.6) Multimedia Card (MMC) ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่าง SanDisk Corporation และ Siemens มีขนาดเล็กที่สุดเพียง 24x31x1.4 มิลลิเมตร น้ำหนักน้อยกว่า 2 กรัม นิยมใช้ในกล้องดิจิทัลและอุปกรณ์เล่นเพลง MP3 หรืออุปกรณ์พกพาอีกหลายชนิด
7.ไฟล์ฟอร์แมท RAW ถ้ามีก็ดี กล้องระดับไฮเอนด์ที่มีความละเอียดสูง จะมีฟอร์แมทที่เรียกว่า RAW ให้เลือกนอกเหนือจาก JPEG หรือ TIFF ทั้งนี้เพราะในฟอร์แมท RAW จะเก็บข้อมูลความลึกของสีได้ดีกว่า
8.ไวท์บาลานซ์ หรือสมดุลย์แสงขาว ฟังก์ชั่นนี้มีในกล้องดิจิตอลทุกรุ่น ซึ่งที่ผ่านมาเราจะรู้จักไวท์บาลานซ์ ในกล้องวีดีโอ ซึ่งใช้ CCD รับภาพเช่นกัน ส่วนใหญ่จะมีระบบไวท์บาลานซ์อัตโนมัติ ทำให้ภาพถ่ายมีสีสันถูกต้องไม่ว่าจะถ่ายภาพกลางแจ้งหรือสภาพแสงอื่นๆ ที่มีอุณหภูมิสีแตกต่างกัน กล้องดิจิตอลจะให้สีถูกต้องเสมอ และยังมีระบบ Preset ให้ปรับตั้งตามสภาพแสงแบบต่างๆ อีก ซึ่งแต่ละรุ่นเลือกได้ไม่เท่ากัน

กล้องดิจิตอลแบบเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้

9. ดิจิตอลซูม ถ้าจะดูว่ากล้องดิจิตอลว่าซูมได้มากน้อยแค่ไหนให้ดูที่Optical Zoom ซึ่งจะบอกไว้ในสเปค เช่น 3x ก็คือ 3 เท่า นับจากเลนส์ช่วงกว้างสุด เช่น 30-90 มม.และบอกต่อว่ามีดิจิตอลซูม 2x รวมแล้วซูมได้ 6x คือ 30-180 มม.แต่ในความเป็นจริงช่วงซูมที่ดิจิตอลสูงสุด 180 มม.นั้น ขนาดภาพจะเล็กลงด้วย เช่น ความละเอียด 3 ล้านพิกเซล ถ้าซูมที่ดิจิตอลจะเหลือแค่ 1.5 ล้านพิกเซล เป็นต้น
10. ช่องมองภาพ เพื่อใช้มองภาพและจัดองค์ประกอบของภาพแล้วถ่ายภาพได้ทันที นอกจากนี้ยังมีช่องมองภาพที่เป็นจอ LCD ติดอยู่กับตัวกล้อง ทำงานเช่นเดียวกับ ช่องมองภาพธรรมดา ภาพที่ปรากฎจะ เหมือนกับภาพที่ถ่ายออกมาได้ทุกประการ ช่องมองภาพมี 2 ชนิดคือ
1)ช่องมองภาพแบบเล็งแล้วถ่าย (Optical Viewfinder) เป็นช่องมองภาพแบบที่ใช้ในกล้องราคาถูกให้ภาพที่ละเอียดไม่มากนัก การใช้งานสามารถเล็งได้โดยตรงจากช่องมองภาพแล้วออกไปได้ทันที กล้องดิจิตอลที่มีช่องมองภาพแบบนี้จะเป็นกล้องดิจิตอลอัตโนมัติ ไม่ต้องปรับแต่งค่ามากนักก็สามารถเล็ง ผ่านช่องแล้วกดชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพได้ทันที
ข้อเสียของช่องมองภาพออฟติคอลคือไม่ได้มองภาพผ่านเลนส์เวลาถ่ายภาพ ใกล้จะเกิดการเหลื่อมล้ำกันต้องดูภาพด้านบนไม้ให้เกินเส้นขีดที่แสดงไว้ ถ้าต้องถ่ายภาพจากจอมอนิเตอร์แทนจะดีกว่า แต่กล้องบางรุ่นจอมอนิเตอร์มีไว้เพื่อดูภาพที่ถ่ายไปแล้วกับดูเมนูต่างๆเท่านั้น
2)ช่องมองภาพแบบจอ LCD (Liquid Crystal Display) เป็นช่องมองภาพที่สะดวกต่อการใช้งานเป็นอย่างยิ่งสำหรับกล้องดิจิตอล เพราะสามารถมองผ่านทางจอ LCD แล้วจัดองค์ประกอบของภาพได้ และยังสามารถเลือกภาพที่ได้ถ่ายไปแล้วขึ้นมาดูได้ทันที หากไม่พอใจก็สามารถลบภาพออกได้ ทำให้ไม่เสียเวลาในการถ่ายและเลือกภาพที่ต้องการ จอ LCD จะมีขนาดและคุณภาพแตกต่างกันตามราคา และยี่ห้อของกล้องหากเป็นจอคุณภาพต่ำจะไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเมื่อมองจากด้านข้างหรือ มองจากพื้นที่ ๆมีแสงสว่างมาก ๆ
ข้อจำกัดของจอ LCD คือสิ้นเปลืองพลังงาน ทำให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ในกล้องดิจิตอลเสื่อมเร็วเมื่อเปิดจอ LCD ไว้ตลอดเวลา ดังนั้น ควรปิดหน้าจอ LCD ไว้ขณะที่ไม่ได้ใช้งาน
11.บันทึกเสียงลงในไฟล์ภาพได้ ลูกเล่นนี้มีเฉพาะในกล้องบางรุ่นเท่านั้น แต่ใช้ประโยชน์ได้มาก ส่วนใหญ่จะบันทึกได้นาน5-15 วินาที
12.ระบบโฟกัส และเลนส์ การซูมภาพมี 2 ประเภท คือ ซูมด้วยเลนส์ (เหมือนกล้องทั่วไป) และแบบระบบดิจิตอล (ใช้วิธีคำนวณแล้วเก็บข้อมูลไว้) ระบบซูมด้วยเลนส์จะดีกว่า แต่ราคาก็จะแพงกว่าด้วย ส่วนเรื่องของเลนส์กล้องดิจิตอลส่วนใหญ่จะไม่สามารถถอดหรือเปลี่ยนเลนส์ได้ แต่หากกล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้จะมีราคาแพงและมักใช้งานในระดับมืออาชีพ เลนส์จะทำหน้าที่ถ่ายทอดแสงสะท้อนจากวัตถุเข้ามายังตัวรับแสงของกล้อง วัสดุที่ใช้ในการทำเลนส์มี 2 ชนิดคือ
1)เลนส์พลาสติก ซึ่งมีราคาถูก ทำให้ได้ภาพที่มีคุณภาพต่ำ มักจะใช้ในกล้องรุ่นเก่า
2)เลนส์ที่ทำจากแก้ว มีความใสมากกว่าเลนส์พลาสติก สามารถซูมได้ทั้งแบบ Digital Zoom และ Optical Zoom จะได้ภาพที่มีคุณภาพดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
กล้องดิจิตอลเกือบทุกรุ่นเป็นระบบออโต้โฟกัสทำงานได้รวดเร็วไม่แตกต่าง กันมากนัก บางรุ่นมีจุดโฟกัสเฉพาะตรงกลางภาพ แต่บางรุ่นมี 3 หรือ 5 จุด กระจายอยู่ทั่วทั้งภาพ ไม่ว่าตัวแบบหรือสิ่งที่ต้องการจะอยู่ในตำแหน่งใด ก็จะปรับโฟกัสได้อย่างแม่นยำ โดยกล้องจะเลือกจุดโฟกัสอัตโนมัติ หรือเลือกเองก็ได้

กล้องดิจิตอลแบบเปลี่ยนเลนส์ได้

13.ระบบแฟลช กล้องคอมแพ็คดิจิตอลส่วนใหญ่มีแฟลชขนาดเล็กในตัว ทำงานอัตโนมัติเมื่อแสงน้อย เกินไป และมีระบบแฟลชกับความเร็วชัตเตอร์ต่ำทำให้การใช้แฟลชถ่ายภาพเวลากลางคืนฉากหลังไม่ดำทึบ หรือระบบสัมพันธ์แฟลชที่ม่านชัตเตอร์ที่ สองเพื่อการใช้เทคนิคพิเศษถ่ายภาพเคลื่อนไหวระบบแฟลชแก้ตาแดงเมื่อใช้ถ่ายภาพคนในระยะใกล้แบบตรงๆ
14.ระบบบันทึกภาพสำหรับฟังก์ชั่นการถ่ายภาพ จะไม่แตกต่างกับกล้องใช้ ฟิล์มมากนักส่วนใหญ่มี ระบบโปรแกรมอัตโนมัติเป็นหลักโดยกล้องจะเลือกค่าความเร็วชัตเตอร์และรูรับแสงที่เหมาะสม ถ้าแสงน้อยก็จะปรับความไวแสงให้สูงขึ้น(เลือกโหมด ความไวแสงที่ออโต้)ทำให้ใช้งานง่ายถ้าหากคุณมีความรู้เรื่องเทคนิคการถ่ายภาพก็อาจใช้ โหมดออโต้ชัตเตอร์ ออโต้รูรับแสงหรือแมนนวลและในระบบอัตโนมัติยังมีฟังก์ชันปรับชดเชยแสง
15. ความไวแสงหรือ ISO กล้องดิจิตอลมีข้อได้เปรียบกล้องใช้ฟิล์มอย่างมากในเรื่องของการปรับตั้ง ค่าความไวแสงฟิล์ม หากเป็นกล้องคอมแพ็คดิจิตอลที่มีราคาถูก อาจจะมีค่าความไวแสงคงที่เช่น ISO 100 อย่างไรก็ตามกล้องดิจิตอลเกือบทั้งหมดจะปรับเปลี่ยนค่าความไวแสงได้ เช่น ISO 100-800 เป็นต้น
16.แบตเตอรี กล้องถ่ายภาพดิจิตอลต้องการพลังงานมากกว่ากล้องใช้ฟิล์มหลายเท่าเพราะระบบ ทำงานเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์และยังมีจอมอนิเตอร์ที่ใช้ดูและเปิดชมภาพซึ่งกินไฟมากทีเดียว สำหรับผู้ใช้ที่ไม่คุ้นเคย อาจจะแปลกใจเมื่อใช้แบตเตอรีใหม่ แต่ถ่ายภาพได้ไม่กี่สิบภาพแบตเตอรีก็หมดแล้ว แบตเตอรี่ที่ใช้กับกล้องดิจิตอลมีหลายประเภท ดังนี้
1)แบตเตอรี่แบบอัลคาไลน์ AA มีอายุการใช้งานไม่นานนักเนื่องจากกล้องดิจิตอลส่วนใหญ่มีจอภาพ LCD ซึ่งใช้พลังงานสูง
2) แบตเตอรี่แบบ NiCD เป็นแบตเตอรี่ที่เก็บไฟได้น้อยและใช้งานได้ไม่นานนัก จึงไม่นิยมใช้แม้ว่าจะมี ราคาถูก แต่สามารถชาร์จไฟและนำมากลับมาใช้ได้อีก แต่การชาร์จไฟนั้นจะต้องรอให้ใช้งานจนหมดก่อนจึงทำการชาร์จได้
3) แบตเตอรี่แบบ NiMH เป็นแบตเตอรี่ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากน้ำหนักเบา เก็บไฟได้นาน สามารถชาร์จได้ทันทีและบ่อยครั้งโดยไม่ต้องรอให้แบตเตอรี่ หมดก่อน คุณภาพดี ราคาไม่แพง และหาซื้อได้ง่าย
4) แบตเตอรี่แบบ Li-ion เป็นแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและราคาแพง เนื่องจากมีน้ำหนักเบา เก็บกระแสไฟได้นานและมากกว่าแบตเตอรี่แบบ NiMH สามารถชาร์จไฟได้ทันทีที่ต้องการ นิยมใช้ กับกล้องที่มีราคาแพงและคุณภาพสูง
วิธีการเลือกซื้อกล้องที่มีฟังก์ชั่นตามที่กล่าวมานี้ต้องพิจารณาให้ดีถึงความ เหมาะสมแก่การใช้งานด้วยว่ามีความจำเป็นในการใช้งานของฟังก์ชั่นต่างๆ มากน้อยเพียงใด เพราะกล้องดิจิตอลแต่ละรุ่นจะมีระบบการทำงานที่แตกต่างกันในรายละเอียดเล็กน้อย ซึ่งต้องศึกษารายละเอียดของกล้องรุ่นนั้นๆอีกที จากวิธีการที่แนะนำไว้ข้างต้นก็ได้
 


แหล่งข้อมูล
www.sanirodban.com
http://itweb.lib.ru.ac.th
http://203.157.250.93