บทความทั่วไป กุมภาพันธ์ 55

สารบัญ


เนื่อเรื่อง

หน้า
ถุงมือประกาศรัก...รับรองไม่หลงคู่ 1
ประมวล ชุดชั้นในเซ็กซี่ + จีสตริงประดับจี้หัวใจ 2
เดวิด แกร์เรต... เขาคือ เดวิด เบ็คแฮมแห่งวงการดนตรีคลาสสิก! 3
นครปริศนาใต้มหาสมุทร 4
เปิดภาพชุดหายาก"มาริลีน มอนโร"เล่นน้ำสุดเซ็กซี่-แสนคลาสสิก 5
เทคนิคครองรัก รับรองแฟนหนุ่มไม่เปลี่ยนใจ!!! 6
คอลเลกชั่นมัดใจหนุ่มๆ ชุดชั้นในสุดเซ็กซี่ Cris's Collection 7
ท่องเที่ยว เรียนรู้ “ดูนก ชมบึง ทัศนาบัว” ที่บึงบอระเพ็ด 8
"การชูนิ้วกลาง" ประวัติศาสตร์อย่างย่อของความหยาบคายและความก้าวร้าว? 9
โอเรียนท์ “โคลเวอร์ วาเลนไทน์” ที่มาแห่งความรักอันเป็นนิรันดร์ 10
2,600 ปี...ธรรมปาฏิโมกข์ ร่วมสร้าง..อรหันต์ 1,250 องค์ 11
ถุงยางอนามัย 12
สุดฮือฮา ชมภาพลับที่ฮิตเล่อร์ห้ามเผยแพร่ 13
สยองสุดๆ!! หน้าเละเพราะเสพติดศัลยกรรมพลาสติก 14
'ไขปริศนา' เมนูพิสดารกิน 'อวัยวะลับสัตว์' จำเป็นหรือ…? 15
60 ปี การครองราชย์ ของ"ควีนเอลิซาเบธที่สอง" 16
ตกแต่งพื้นที่แคบ ของ 2 คน 1 ห้อง.. 17
เรื่องพิศวงของผีทวงแค้น 18
ชม"ความหมาย"ในภาพถ่าย รางวัลระดับโลก 19
125 ปี บนเส้นทางแห่งการแข่งขันของ Mercedes Benz 20
ชม"ศัลยกรรมระดับขั้นเทพ"ที่เปลี่ยนสาวหน้าบ้าน ๆ ให้กลายเป็น"นางฟ้า" 21
สายลับผู้ดีเผย'ชาร์ลี แชปลิน' ดาวตลกชื่อก้องอ าจมีชาติกำเนิดในแดนหมีขาว 22
อัฐิ (ปลอม) ของ Joan of Arc 23
'ไทม์ อิส เลิฟ' นาฬิกาแห่งรัก...!!! 24
ม.6 อึ้ง! ข้อสอบโอเน็ต ถามเกิดอารมณ์ทางเพศต้องทำอย่างไร? 25
เมื่อคู่แฝดกลับมาประกบฝา 26
Impossible race (ตอนที่ 1) 27
เกร็งทั้งตัว!!! แฟชั่นนุ่งลมห่มฟ้า"หมวกสวย เปลือยท่อนล่างนางแบบ"บนเวทีแคทวอล์คเมืองผู้ดี! 28
สุดขีด! กับ 'Workshop' ถ่ายภาพสุดเข้มปี 3 โดย 'National Geographic...'!! 29

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ถุงมือประกาศรัก...รับรองไม่หลงคู่

Pic_234908

เข้าสู่เดือนแห่งความรักกันแล้ว เพื่อให้คนมีคู่ได้อินเทรนด์สมกับเทศกาล ไทยรัฐออนไลน์จึงมี "ถุงมือประกาศรัก" มาเสนอ ซึ่งขอการันตีว่า แม้จะเดินในฝูงชนนับแสน แต่รับรองว่าไม่มีหลงคู่อย่างแน่นอน

ขึ้นชื่อว่า "ถุงมือประกาศรัก" ย่อมต้องมีรูปลักษณ์แสดงออกถึงความรักสมชื่ออยู่แล้ว โดยเจ้าถุงนี้มีรูปร่างเป็นหัวใจอันโต ปลายหัวใจทั้งสองด้าน มีช่องสำหรับมือสวมใส่ แม้ว่ามือของคนจะมีสองมือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถุงมือประกาศรักไม่ได้มีไว้ใส่แค่คนเดียว ต้องมีมือของเราอยู่หนึ่งมือ และมือของคนรักอีกหนึ่งมือจับกันอยู่ภายในถุงมือ ภาพที่มองออกมาจึงหวานน่ารักน่าหยิกเป็นที่สุด

เจ้าถุงมือรูปหัวใจนี้ทำมาจากผ้ากำมะหยี่ ส่วนสีสันก็สามารถเลือกได้ตามสถานภาพความรักของคุณ หากรักกันหวานชื่นจะเลือกถุงมือสีแดง หรือสีชมพูก็เข้าท่าดี แต่หากคู่ของคุณเป็นเพศเดียวกัน อย่าอายที่จะเลือกถุงมือสีม่วงประกาศให้รู้กันไปเลย ส่วนสาวๆ ช้ำรักที่ต้องการคู่ในช่วงวาเลนไทน์ขอแนะนำให้เลือกถุงมือสีดำหัวใจแตกเป็นเสี่ยง เพื่อบอกให้คนเขารู้เลยว่า คุณโสด ต้องการคนมาสวมถุงมืออีกข้างแล้วจ้า

ถึงใครจะบอกว่าถุงมือที่ใส่มือได้คนละข้างจะไม่อุ่น แต่ลองถามคนที่สวมแล้วหรือยังว่า มันอุ่นจริงหรือเปล่า มันอาจจะไม่อุ่นทางกาย แต่รับรองหัวใจนี้ทั้งอิ่มทั้งอุ่น!!!


ภาพ/ข้อมูล : trendhunter

Twitter : quet_thairath

หน้า 2

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ประมวล ชุดชั้นในเซ็กซี่ + จีสตริงประดับจี้หัวใจ สไตล์ 'ไคร่า' รับวาเลนไทน์ !!

Pic_234877

ชุดชั้นในเป็นเสมือนเพื่อนแท้ของผู้หญิง หน้าอกที่ได้รูปจะช่วยเสริมส่วนโค้งส่วนเว้า ให้รูปร่างของผู้หญิงอย่างเราดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น ไคร่าเล็งเห็นความใส่ใจ จึงเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับว่า มีคุณภาพ สวยหรู มีรูปทรงที่น่ารักน่าค้นหา เซ็กซี่ และที่สำคัญตอบโจทย์เรื่องเข้ารูปกับหน้าอกได้เป็นอย่างดี

ล่าสุด “ไคร่า” (Kyra) ชุดชั้นในแฟชั่นแบรนด์ดัง ขอแนะนำ “วาเลนไทน์ กิ๊ฟต์เซต” (Valentine Gift Set) ที่รวม “ชุดชั้นใน” สุดเซ็กซี่ ผ้าซาตินสีฮอตพิ้งก์ ที่สามารถมิกซ์แอนด์แมตช์ได้กับ “จีสตริง” ประดับจี้หัวใจสีทอง หรือจะใส่คู่กับ “บิกินี” ตกแต่งริบบิ้นโบว์ พิเศษสุดๆ “กางเกงในเอวสูง” ด้านหลังคัตติ้งเป็นรูปหัวใจประดับเพชรสวารอฟสกี้ ดูหรูหรา และน่ารักไม่เหมือนใคร นอกจากนั้น ยังมี แอคเซสเซอรี่สุดเก๋เพิ่มดีกรีความเร่าร้อนอย่าง “ผ้าปิดตา” รูปหัวใจ และ “สายรัดต้นขา” ตกแต่งด้วยเพชรสวารอฟสกี้ และท้ายสุดกับ “ชุดนอน” ผ้าซาตินซีทรู พิเศษสุดใน ราคาเซตละ 3,970 บาท หรือสามารถซื้อแยกชิ้นได้

นอกจากนี้ เรารวมคอลเลกชั่นใหม่ของแบรนด์ไคร่ามาให้สาวๆ เลือกกันว่าชอบชุดสไตล์ไหนกัน






ที่สุดแล้วชุดชั้นในสวยอย่างเดียวไม่น่าจะตอบโจทย์ได้หมดดังนั้นเลือกแบบที่สวมใส่ได้สบายๆ เข้ากับรูปหน้าอกของคุณละกัน


*ที่ตั้ง*
เลือกซื้อของขวัญที่จะทำให้สาวคนรักของคุณสุดประทับใจ ด้วย “วาเลนไทน์ กิ๊ฟต์เซต” จาก “ไคร่า” ได้แล้ววันนี้ที่สยามพารากอน, เซ็นทรัล ชิดลม และไคร่า ช็อปทุกสาขา สอบถามเพิ่มเติมโทร.0-2204-2010-2 หรือที่www.kyramode.com / www.facebook.com/kyrafanpage.

หน้า 3

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เดวิด แกร์เรต... เขาคือ เดวิด เบ็คแฮมแห่งวงการดนตรีคลาสสิก!


เดวิด แกร์เรต


พอพูดถึงเดวิด เบ็คแฮม

ภาพของนักฟุตบอลชื่อดังชาวอังกฤษลอยขึ้นมาในหัวทันที

ผู้เล่นกองกลางอดีตตำนานนักเตะของสโมสรที่มีผู้เชียร์มากที่สุดในโลกอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปัจจุบันนี้ ได้ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาทำมาค้าแข้งที่สโมสรแอลเอแกแล็กซีของสหรัฐอเมริกา

เขามีดีทั้งฝีมือการเล่นบอล หน้าตา และบุคลิกที่มีเสน่ห์ จึงกลายเป็นบุคคลผู้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

และในตอนนี้ ที่ภาคพื้นยุโรป

มีเดวิด เบ็คแฮมคนใหม่เกิดขึ้นแล้ว

ไม่ใช่ครับ, เดวิด เบ็คแฮมที่ว่า ไม่ได้มีลูกฟุตบอลเอาไว้สังหารฟรีคิกเป็นอาวุธประจำตัว

แต่เขามี ไวโอลิน ที่เอาไว้ใช้แสดงพรสวรรค์บนโลกใบนี้

เขาจึงถูกสื่อดังอย่าง เทเลกราฟ ตั้งฉายาว่า "เดวิด เบ็คแฮม ของวงการไวโอลิน"

ชื่อของเขาคือ เดวิด แกร์เรต(David Garrett)

ในวันนี้ แกร์เรตมีวิถีชีวิตไม่ต่างจากเดวิด เบ็คแฮม ได้เดินทางข้ามไปข้ามมาระหว่างเยอรมันบ้านเกิด กับนิวยอร์คอันเป็นศูนย์กลางของอุุตสาหกรรมดนตรีอันเป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงชีวิตและหัวใจของเขา

แม้ว่าชื่อของหนุ่มหน้าเข้มชาวเยอรมันผู้นี้จะไม่ค่อยคุ้นหูผู้ฟังชาวไทยมากนัก

แต่หนุ่มหล่อผู้นี้ เซ็นสัญญาในฐานะศิลปินเดี่ยวกับค่ายเพลงคลาสสิคที่ดีที่สุดในโลกอย่าง Deutsche Grammophon ด้วยอายุเพียง 13 ปี, ออกทัวร์ที่อเมริกา บัตรขายหมดเกลี้ยง, เป็นศิลปินหน้าใหม่ที่มีอัลบั้มขายดีที่สุดบนชาร์ทบิลบอร์ด (เพลงคลาสสิค)ในปี 2009, เป็นแขกรับเชิญทางรายการทีวีดังๆ ระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Oprah, Fox&Friends, E! News, the Today Show, CBS Saturday Morning, CNN และ Good Morning America และ รายการพิเศษ การแสดงสดของเขาที่มีชื่อว่า "ไลฟ์ อิน เบอร์ลิน"(Live In Berlin) ออกฉายทางช่อง PBS นั้น ประสบความสำเร็จอย่างมาก

ปรากฏการณ์เหล่านี้ เป็นเครื่องการันตีว่า เดวิด แกร์เรต ย่อมต้อง "มีของ" อย่างแน่นอน



ปลายปีที่แล้ว เดวิด แกร์เรต ได้แว้บๆมาจัดโชว์เล็กๆทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สิงคโปร์ และเมืองไทย ซึ่งแม้ไม่ใช่คอนเสิร์ตใหญ่ แต่การเล่นไวโอลินของเขา ครองหัวใจของคอเพลงไวโอลินในภูมิภาคนี้ไปเต็มๆ

ช่วงที่เขามาเมืองไทย แกร์เรตได้ออกมาคุยกับสื่อมวลชนชาวไทยด้วย

แม้บทสนทนากับหนุ่มผู้นี้จะใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่นัก แต่ก็ทำให้เราได้กลิ่นจางๆของความเป็นร็อคสตาร์ในคราบของนักไวโอลิน

หากลองเปิดยูทูบ หาเพลงของเขา จะเห็นว่า มีเพลงของเขาเพลงหนึ่ง ที่มีผู้ชอบเข้าไปคลิกดูคลิกฟังสูงถึง 5 ล้านวิว...

พอพูดถึงไวโอลิน หลายคนอาจจะนึกถึงเพลงคลาสสิก นึกถึงโมสาร์ต นึกถึงบีโธเฟ่น...

แต่เพลงที่คนดูเป็นล้านๆคนที่ว่า ดันเป็นเพลงบรรเลงที่นำเอาเพลง "Smooth Criminal" ของไมเคิล แจ็คสัน มาตีความใหม่ในเสียงของไวโอลินได้อย่างน่าฟัง

แกร์เรต นิยมชมชอบที่จะนำแบบแผนดนตรีคลาสสิกมาผสมกับความเป็นร็อคและป๊อบ และโดยเฉพาะในมุมของเพลงร็อค

เขาเล่าว่า "ความเป็นร็อคมันจะดูตรงๆ หนักๆ เมื่อผสมกับดนตรีคลาสิกแล้วมันจะเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ในการทำดนตรี"

เขามองย้อนถึงอมตะคีตกวีในอดีตอย่าง บีโธเฟ่น

แกร์เรตบอกว่า นี่ก็ร็อค!

"บีโธเฟ่น คือคนคนนึงที่มีภาพลักษ์ของความเป็นร็อคสตาร์ คำอธิบายความเป็นร็อคสตาร์ก็คือ คนคนหนึ่งที่มีความหลงใหลในดนตรี บางคนที่เป็นอัจฉริยะ และต้องไม่กลัวที่จะกล้าทำหรือค้นหาสิ่งใหม่ๆ แน่นอนว่า บีโธเฟ่น คือผู้นำในทุกสิ่ง"

ด้วยเหตุนี้ งานเพลงอัลบั้มล่าสุดของแกร์เรต อัลบั้ม "ร็อค ซิมโฟนีส์"(Rock Symphonies) จึงนำสองสิ่งที่หนุ่มชาวเยอรมันคนนี้ชื่นชอบและรักเป็นพิเศษ นั่นก็คือ ดนตรีคลาสสิคและเพลงร็อคจากยุคที่เขาเติบโต มาผสมกันอย่างมีรสชาติ

อัลบั้มนี้ จึงเปรียบเหมือนกับการเขียนจดหมายรักไปถึงวงร็อคที่เขาชื่นชอบอย่างเนอร์วาน่า ผ่านเพลง Smells Like Teen Spirit, กันส์ แอนด์ โรสเซส ในเพลง November Rain, ของแอโรสมิธ เขาเลือกเพลง Walk This Way มาตีความใหม่, ส่วนยูทู เขาเล่นเพลง Vertigo รวมถึงเพลงที่พวกเขานำมาคัพเวอร์ของท่านเซอร์ พอล แมคคาร์ทนีย์ เพลง Live And Let Die


อัลบั้ม "ร็อค ซิมโฟนีส์"

เขานำเพลงร็อคมานำเสนอแบบมิกซ์ แอนด์ แมตช์กับเพลงคลาสสิค ด้วยเหตุผลที่ว่า

"นานหลายปีแล้ว ที่ผมอยากนำเพลงคลาสสิคมาให้คนรุ่นใหม่ได้ฟังกันบ้าง และผมก็ได้เห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง มีเด็กรุ่นใหม่หลายคนกลับมาชื่นชอบคีตกวีอย่าง บีโธเฟน บรามห์ส และบาค ซึ่งนั่นผมถือว่า ฝันของผมเป็นจริงแล้วหล่ะ"

แกร์เรต ยืนยันว่า เขาไม่ได้เพียงแค่นำเพลงเก่ามาคัฟเวอร์ผ่านไวโอลิน รายละเอียดในงานเพลงมีมากกว่านั้น...

"หากคิดว่า นี่เป็นงานคัฟเวอร์ นั่นเป็นความคิดที่น่ากลัวมากๆ เลยน่ะครับ ก่อนอื่น ผมพยายามที่จะมองทุกเพลงในอัลบั้มจากมุมที่แตกต่างออกไปมากกว่าจะทำเลียนแบบต้นฉบับ และบางครั้งผมแทบจะเปลี่ยนคาร์แรกเตอร์ทั้งหมดของเพลงนั้นๆ เลย และถัดมา การที่ไม่มีเสียงในเพลงมันมอบอิสระในความคิดเป็นอย่างมาก"

หน้า 4

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

นครปริศนาใต้มหาสมุทร

Pic_235917

อภิมหาอุทกภัยที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทำให้ส่อเค้าว่าในอนาคตเมืองไทยเราอาจจมอยู่ใต้น้ำอย่างถาวร ซึ่งก็มิใช่เรื่องประหลาดผิดธรรมชาติแต่อย่างใด เพราะอดีตกาลนั้นมีหลายนครที่จมอยู่ใต้สมุทรมาแล้ว และหนำซ้ำยังเป็นนครที่มีอารยธรรมสูงส่งน่าอัศจรรย์ คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยผมไอแสค อาศิระ และทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนพิเศษ จึงขอนำเรื่องและภาพของนครใต้สมุทรเหล่านี้มาเสนอครับ

จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทำให้เรารู้ว่าในยุคน้ำแข็ง (Ice Age) ช่วงท้ายๆนั้นระดับน้ำในมหาสมุทรอยู่ต่ำกว่าที่เป็นเดี๋ยวนี้มาก ก็ลองจินตนาการถึงภาพภูเขาน้ำแข็งสูง 3 กิโลเมตร ที่ปกคลุมอยู่ทางตอนเหนือของทวีปยุโรปและอเมริกาดูซิครับว่าจะมีปริมาณเป็นน้ำมากมายมหาศาลเพียงใด น้ำแข็งขั้วโลกนี้เริ่มต้นละลายเมื่อ 21,000 ปีก่อนโน้น และสิ้นสุดการละลายราว 10,000 ปีที่ผ่านมา


โบราณสถานใต้น้ำที่ปกคลุมด้วยส่ิงมีชีวิตใต้ทะเล.

โบราณสถานใต้น้ำที่ปกคลุมด้วยส่ิงมีชีวิตใต้ทะเล.


ผลของการนี้ทำให้เมืองมั่งคั่งชายฝั่งทะเลค่อยๆ จมอยู่ใต้ระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมบริเวณดินแดนที่ถูกทะเลกลืนกินพอๆกับพื้นที่ยุโรปบวกกับประเทศจีน ประวัติศาสตร์ของดินแดนเหล่านี้ถูกลบทิ้งไปจากพิภพ และเรื่องราวของพวกเขาก็ยากที่จะสำรวจค้นคว้า เพราะมหาสมุทรนั้น “ลึกล้นสุดคณนา”

เมืองที่สาบสูญไปใต้สมุทรซึ่งโด่งดังที่สุดได้แก่ “แอตแลนติส (Atlantis)” มีจารึกที่บันทึกถึงนครนี้ไว้มากมายกว่านครอื่นใด โดยเฉพาะหนังสือ2 เล่ม “ติมาอีอูส (Timaeus)” กับ “ไครติอัส (Critias)” ที่เพลโต (Plato) ปราชญ์กรีกเขียนไว้ในปี 360 ก่อน ค.ศ. เขากล่าวถึงแอตแลนติสในฐานะนครที่มีความก้าวหน้าสูงส่ง มีกำแพงเมืองล้อมเป็นชั้นๆ และรุ่งเรืองสมัย 9,000 ปีก่อนเขาเกิด มีวังใหญ่ของกษัตริย์ เพลโตยังระบุว่ามีแสนยานุภาพทัพเรือที่พิชิตดินแดนอื่นๆ ทั่วโลก และที่สำคัญคือเขากล่าวว่าแอตแลนติสก็มีความสัมพันธ์กับโลกอื่นมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง โดยเทพแห่งสมุทร “โพไซดอน” สร้างแอตแลนติสขึ้นมา ทั้งนี้ในสายตาของมนุษย์โลกแล้ว ผู้มาจากดวงดาวอื่นก็ดูสูงส่งดุจเทพเจ้านั่นเอง


ซากเมืองใต้น้ำที่โยนากูนิ.

ซากเมืองใต้น้ำที่โยนากูนิ.


ตำนานกล่าวว่าเทพโพไซดอนได้ประสบพบสาวงามบนโลกอนงค์หนึ่ง จากนั้นเธอก็ตั้งครรภ์ เทพแห่งสมุทรจึงได้สร้างแอตแลนติสขึ้นสำหรับทายาทได้ครอบครอง ครั้งต่อมาเมืองนี้ได้พ่ายแพ้ต่อนครเอเธนส์ (Athens) จึงได้เกิดมหาอุทกภัยขึ้นถล่มนครนี้จนจมหายไปภายใน 1 วันกับ 1 คืนเท่านั้น แต่บางตำนานก็กล่าวว่ามิได้เกิดภัยพิบัติอันใด หากเกิดจากน้ำมือชาวแอตแลนติสตะหาก


เพลโต นักปราชญ์ผู้จารึกเรื่องราวของแอตแลนติส.

เพลโต นักปราชญ์ผู้จารึกเรื่องราวของแอตแลนติส.


หนังสือของเพลโตบ่งชี้ว่าที่ตั้งของแอตแลนติสอยู่เบื้องหน้าเสาหลักของเฮอร์คิวลิส (Pillars fo Hercules) ผู้รู้บางคนบอกว่าตำแหน่งดังกล่าวก็คือช่องแคบยิบรอลต้า (Gibralta) ในปัจจุบันนั่นเอง ทั้งนี้เมื่อผ่านพ้นทะเลเมดิเตอร์เรเนียนออกมาสู่มหาสมุทรแอตแลนติสอันไพศาลก็จะพบกับหมู่เกาะบาฮามา (Bahamas) เรียงรายเป็นสายโซ่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฟลอริดา ซึ่งที่นี่เองในปี 1968 เจ. แมนสัน วาเลนไทน์ (J.Manson Valentine) นักโบราณคดีเชื่อมั่นว่าเขาได้พบบางส่วนของแอตแลนติสในลักษณะที่เป็นชั้นหินน่าทึ่งอยู่นอกชายฝั่งเกาะบิมินิ (Bimini Island) บริเวณนั้นน้ำลึกเพียง 4 ถึง 6 เมตร ทำให้เห็นแนวหินได้ชัดเจน แต่แรกคิดกันว่าเป็นเพียงหินชายหาดธรรมดา ครั้นแล้วจึงสังเกตเห็นว่ามันเป็นหินชายหาด (beach rock) ที่วางตั้งบนหินชายหาดอีกที่หนึ่ง โดยมีลิ่มหินเป็นสลักยึดไว้ให้มั่นคง นี่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ หากจากมือมนุษย์และเมื่อพินิจต่อไปก็สันนิษฐานได้ว่ามันถูกก่อขึ้นเพื่อกันคลื่น ดังนั้น ภายในแนวหินยาว 100 เมตรนี้ก็คือท่าเรือนั่นเอง แล้วก็ยังพบต่อไปถึงสิ่งก่อสร้างน่าอัศจรรย์ใจอีกหลายอย่างทั้งถนนทางเข้าอาคารที่ถูกปกคลุมด้วยปะการัง ซึ่งมนุษย์ยุคนั้นไม่สามารถสร้างสรรค์ขึ้นได้เป็นไปได้ไหมว่า ซากชายฝั่งเกาะบิมินินั้นก็คือแอตแลนติสที่สาบสูญไปและถนนที่พบนั้นอาจนำไปสู่อาคารอื่นๆของเมือง


โดกุ หุ่นมนุษย์ที่ใส่ชุดฟอร์มปริศนา.

โดกุ หุ่นมนุษย์ที่ใส่ชุดฟอร์มปริศนา.


กระทั่งปี ค.ศ.2000 นักสำรวจสมุทร พอลีนา เซลิทสกี้ (Paulina Zelitsky) ได้ค้นพบแนวหินที่วางเรียงเป็นสมมาตร ใต้ทะเลทางตะวันตกของคิวบา จมลึกเกือบ 1 กิโลเมตร จึงต้องใช้เครื่องโซนาร์สำรวจ แล้วก็ได้ผลว่ามีอาคารหินขนาดมหึมาถึง 80 แห่งก่อตั้งด้วยหินบล็อกสี่เหลี่ยมซ้อนกัน แต่หลายก้อนก็เป็นแท่งกลมวางซ้อนเป็นระเบียบสูงถึง 5-6 เมตรก็มี เห็นชัดว่ามีลักษณะเป็นซากของถนน อาคาร อุโมงค์ และพีระมิดจากหินลาวาภูเขาไฟที่จมอยู่บริเวณใกล้เคียงทำให้ทดสอบได้ว่าซากเหล่านั้นมีอายุกว่า 6,000 ปี หรือว่าเมืองนี้ก็คือแอตแลนติสเมื่อ 10,000 ปีก่อนโน้นที่เพลโตรจนาไว้

ทั้งคิวบาและหมู่เกาะบาฮามาอยู่บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle) ที่กินเนื้อที่กว่า 500,000 ตารางไมล์ และเป็นที่ลือลั่นจากปรากฏการณ์สนามแม่เหล็กดึงดูดเครื่องบินและเรือต่างๆให้อันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย เป็นไปได้ไหมว่าสาเหตุแท้จริงเกิดจากอุปกรณ์บางอย่างของมนุษย์จากโลกอื่นที่มาตั้งฐานอยู่ ณ แอตแลนติส ก่อนจะละทิ้งที่มั่นสุดท้ายนี้ไป

ยังมีเมืองอื่นของมนุษย์นอกโลกอีกไหมที่จมอยู่ใต้สมุทร?


แอตแลนติส เป็นเมืองที่หลายคนเชื่อว่ามีอยู่จริงและจมอยู่ใต้ผืนน้ำ.

แอตแลนติส เป็นเมืองที่หลายคนเชื่อว่ามีอยู่จริงและจมอยู่ใต้ผืนน้ำ.


โยนากูนิ (Yonaguni) เกาะเล็กๆทางตะวันตกของญี่ปุ่นอาจเป็นอีกคำตอบ ปี 1987 คิฮาชิโร อาราตาเกะ (Kihachiro Aratake) นักดำน้ำญี่ปุ่นได้จ๊ะเอ๋เข้ากับสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ความลึก 20 เมตรจากฝั่งสมุทร กล่าวกันว่าเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของโบราณคดีใต้น้ำเลยเชียวแหละ

ลักษณะอาคารที่พบเป็นแบบพีระมิด 5 ชั้น ฐานกว้างขนาด 2 สนามฟุตบอล มีช่องเป็นมุมฉากให้เดินเข้าไปได้อย่างสบายจนถึงปลายทางที่มีบันไดหินขนาดยักษ์เรียงซ้อนกันเข้ามุม 90 องศาอย่างสมบูรณ์ แน่นอนว่าเกิดจากฝีมือมนุษย์ เพราะได้พบทั้งอุปกรณ์แกะสลัก และแท่งหินที่มีการสลักเสลาไว้ มีช่องอุโมงค์ที่คุณสามารถดำลอดเข้าไปได้ มีใบหน้ามนุษย์ขนาดความสูง 8 เมตรสลักไว้บนผนังหินคล้ายกับหินสลักบนเกาะอีสเตอร์ แต่มองอีกทีก็เป็นแบบสฟิงซ์ที่เฝ้าพิทักษ์พีระมิดอียิปต์มากกว่า ทั้งหมดทั้งมวลนี้จมอยู่ตั้งแต่การละลายของยุคน้ำแข็งหลังสุด


แนวหินนอกชายฝั่งเกาะบิมินิ.

แนวหินนอกชายฝั่งเกาะบิมินิ.


มีซากฟอสซิลของมนุษย์ที่โยนากูนิ ซึ่งน่าจะเป็นผู้ที่อาศัยอยู่บนเกาะนี้ ทว่าเขาจะสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ขึ้นได้หรือ เพราะช่วงนั้นเรายังเป็นคนป่าอาศัยถ้ำและล่าสัตว์ไปวันๆเท่านั้นเอง จะเอาเทคโนโลยีอันใดมาก่อสร้างอาคารมหึมาเยี่ยงนี้ได้ นักโบราณคดีบางคนจึงเชื่อว่าน่าจะมีร่องรอยของมนุษย์นอกโลกมาช่วยสร้างสรรค์ให้

แล้วก็น่าประหลาดที่สิ่งก่อสร้างอัศจรรย์นี้ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณที่ขนานนามกันว่า “สามเหลี่ยมมังกร” (Dragon’s Triangle) โดยไม่ไกลจากทางใต้ของญี่ปุ่นได้เกิดปรากฏการณ์ที่ละม้ายคล้ายกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา นั่นคือเครื่องบินที่ผ่านได้อันตรธานไปจากท้องฟ้า และเรือก็สาบสูญไปจากท้องน้ำโดยไร้ร่องรอย ยิ่งกว่านั้นทางการญี่ปุ่นยังออกคำเตือนว่าอย่าบินข้ามอาณาเขตนี้หรือแล่นเรือให้ห่างๆเข้าไว้ มิฉะนั้นอาจเกิดอันตรายขึ้นแก่คุณได้

ตำนานโบราณของญี่ปุ่นสืบเนื่องถึงปัจจุบันได้กล่าวถึง “ทะเลมังกร (Dragon Sea)” ไว้หลายเรื่องเกี่ยวกับการที่มีวัตถุลึกลับพุ่งขึ้นจากใต้ทะเลและโผบินขึ้นไปในอากาศ โดยตำนานโบราณจะอ้างว่าเป็นอสุรสัตว์ที่มีปีกและพ่นไฟจากปากได้ แต่ตำนานทันสมัยจะพูดถึงการปรากฏของยานที่มีเครื่องยนต์กลไก


แท่งหินที่เรียงเป็นชั้นแบบพีระมิดที่โยนากูนิ.

แท่งหินที่เรียงเป็นชั้นแบบพีระมิดที่โยนากูนิ.


ย้อนไปปี ค.ศ. 1803 มีตำนานหนึ่งเล่าถึงชายหาดตอนเหนือของญี่ปุ่นว่ามียานประหลาดขนาดใหญ่รูปกลมถูกคลื่นซัดมาชายฝั่ง เมื่อชาวประมงเข้าไปดูภายในยานก็ได้พบสาวสวยวัยเยาว์ที่พูดภาษาซึ่งพวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน เธอกอดกล่องใบหนึ่งไว้แน่นโดยไม่ยอมให้ใครแตะกล่อง กล่าวกันว่ากล่องใบนั้นบรรจุศีรษะของชายที่เธอรัก ตำนานดังกล่าวนี้รู้จักกันในชื่อ “อู สุโร บูเน่” หรือ “เรือที่ว่างเปล่า” และเป็นปริศนามาช้านานว่าเรือลำนี้มาจากแห่งหนใด สาวลึกลับนั้นเป็นผู้ใด เธอและยานลำนั้นมาจากดวงดาวไกลโพ้นใช่หรือไม่

มีรูปปั้นลักษณะหนึ่งเรียกกันว่า “โดกุ (Dogu)” เป็นหุ่นมนุษย์ที่ใส่ชุดฟอร์มอันมีหมวกโลหะครอบหัว บางตัวสวมแว่นตา หัวเข็มขัดกลมประหลาด รวมทั้งสายรัด เมื่อมองเผินๆก็เหมือนกับชุดของมนุษย์อวกาศยังไงยังงั้น นักโบราณคดีได้จัดทำแค็ตตาล็อกของโดกุไว้เป็นจำนวนถึง 15,000 ลักษณะ โดกุเหล่านี้สร้างไว้ตั้งแต่สมัยโจมอนอันเป็นยุคประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ราว 14,000 ถึง 300 ปีก่อน ค.ศ. ตำนานที่มาพร้อมโดกุกล่าวว่าพวกเขาลงมาจากท้องฟ้าและสั่งสอนวิชาการให้มนุษย์โบราณไว้หลายเรื่อง เป็นไปได้ไหมว่า “โดกุ” เหล่านี้แหละคือผู้สร้างสรรค์นครใต้น้ำแห่งโยนากูนิไว้


นักประดาน้ำกำลังสำรวจเมืองโบราณ.

นักประดาน้ำกำลังสำรวจเมืองโบราณ.


เรื่องของนครใต้สมุทรที่มีร่องรอยว่าสร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้มาจากนอกโลกนั้นยังมีอีกครับ เช่น เมืองวานากุ (Wanaku) ที่จมอยู่ใต้ทะเลสาบติติกากา (Lalk Titikaca) แห่งเปรู ที่ทีมงานอิตาลีได้ดำลงไปสำรวจเมื่อสิงหาคม 2000 และได้พบนครโบราณใต้ความลึก 30 กว่าเมตร

รายละเอียดของนครนี้เป็นอย่างใดนั้นติดตามชมได้ทางทรูวิชั่น ช่อง HISTORY ชื่อเรื่อง Underwater Worlds ครับผม.

ภาพมุมกว้างของเมืองโบราณแห่งโยนากูนิ.

ภาพมุมกว้างของเมืองโบราณแห่งโยนากูนิ.



ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

หน้า 5

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เปิดภาพชุดหายาก"มาริลีน มอนโร"เล่นน้ำสุดเซ็กซี่-แสนคลาสสิก

"มาริลีน มอนโร"ชื่อนี้คือเซ็กส์ซิมโบลอมตะที่ไม่มีวันตายไปจากใจของแฟนๆทั่วโลก เพราะความเซ็กซี่อย่างอมตะนิรันดร์กาล เธอคือเซ็กส์สตาร์ที่แม้วายชีพไปแล้วก็ยังเป็นที่กล่าวขวัญถึง และมีผู้ติดตามผลงานของเธออย่างเนือง ๆ จนอาจพูดได้ว่า ความนิยมของเธอไม่ต่างไปจากงานศิลป์ชั้นเยี่ยมที่มีผู้คนแห่ชมอยู่ตลอดเวลา และมักถามหา"ภาพใหม่ ๆ"ของเธออยุู่เสมอ ๆ


และภาพต่อไปเป็นบางส่วนของภาพชุดเก่าที่รวบรวมภาพของ"มาริลีน มอนโร"ในท่วงท่าเล่นน้ำในสระอันแสนเซ็กซี่ และหาชมได้ยากชุดหนึ่ง ที่เธอเคยบันทึกภาพไว้



หน้า 6

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เทคนิคครองรัก รับรองแฟนหนุ่มไม่เปลี่ยนใจ!!!

Pic_236334

มีคู่รักหลายคู่เหลือเกินที่ต้องเลิกรากันเพราะทนกับนิสัยบางอย่างของอีกฝ่ายไม่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่ฝ่ายชายจะเริ่มต้นตีตัวออกห่าง เนื่องจากเบื่อพฤติกรรมบางประการของแฟนสาว ไทยรัฐออนไลน์จึงรวบรวมข้อเสียวีนๆ มาฝากสาวๆ เพื่อให้ปรับตัวมัดใจหนุ่มๆ ให้อยู่หมัดจนถึงวันวิวาห์



เพื่อนเขาก็คือเพื่อนเรา

ธรรมชาติของผู้ชายทุกคนคือติดเพื่อนฝูง ยิ่งวันไหนมีศึกฟาดแข้งของทีมโปรดอยู่ด้วยแล้ว มีหรือที่แฟนหนุ่มสุดที่รักของคุณจะพลาดแมตช์สำคัญไปได้ และยิ่งไปกว่านั้น หากตลอดการแข่งขันนัดสำคัญจะมีกลุ่มเพื่อนบ้ากีฬามานั่งชมนั่งเชียร์กันให้ลั่น สาวๆ หลายคนพอได้ยินการรวมตัวเช่นนี้ หลายคนมักแสดงกิริยาหน้างอ โกรธ และอารมณ์เสีย เนื่องจากไม่มีเวลาเป็นส่วนตัว อีกทั้งเพื่อนๆ ของเขาก็คลั่งเกมกันสุดเหวี่ยง


เทคนิคมัดใจ - สาวๆ ทั้งหลายควรเปลี่ยนตัวเองเสียเดี๋ยวนี้ หากรู้ว่าแฟนของคุณและกลุ่มเพื่อนของเขาชอบกีฬาประเภทนี้จับจิตจับใจ คุณเองก็ควรทำใจให้สนุกไปกับบรรยากาศของเขาด้วย ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็นั่งเชียร์ไปพร้อมๆ กับเขา บริการอาหารกินเล่นในขณะเกมการแข่งขันก็น่าจะทำให้ทั้งแฟนคุณและเพื่อนๆชอบในตัวคุณมากขึ้นอีกด้วย



สิ่งที่ผู้ชายชอบ
ผู้ชายทุกคนย่อมมีวงดนตรีที่ชอบ ภาพยนตร์ที่ถูกใจ ดังนั้นหน้าที่ของแฟนสาวอย่างคุณ จึงต้องคอยสังเกตว่าวงดนตรีเหล่านี้จะมีแสดงสดเมื่อไหร่ และรอซื้อตั๋วมาเซอร์ไพรส์ชายหนุ่มที่รักเสียโดยเร็ว

เทคนิคมัดใจ - บอกแล้วว่าเป็นของเซอร์ไพรส์ ดังนั้นวิธีการให้ของจึงต้องพิเศษกันหน่อย คุณอาจเลือกวิธีการส่งทางไปรษณีย์ วางไว้บนโต๊ะทำงาน หรือนั่งรถไปพร้อมกับเขาแล้วพาไปถึงสถานที่จัดงานเลยก็น่ารักไปอีกแบบ



ศักดิ์ศรีที่ผู้ชายไม่ยอมเสีย
ผู้เชี่ยวชาญความรักพิสูจน์มาแล้วว่า ผู้ชายส่วนใหญ่ขอเลิกกับหญิงคนรัก หลังจากมีเรื่องทะเลาะในที่สาธารณะจนต้องอับอายขายหน้าประชาชี ยิ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางกลุ่มเพื่อนด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ชายหนุ่มเกือบร้อยทั้งร้อยขอตัดสินจบความสัมพันธ์เลยทีเดียว เนื่องจากพวกผู้ชายจะไม่ยอมเสียหน้าให้ตัวเองอับอายเป็นอันขาด ยิ่งสาวๆ ไปวีนกลางฝูงชน หนุ่มๆ จะเห็นว่าคุณไม่ให้เกียรติพวกเขาเอาซะเลย

เทคนิคมัดใจ - ข้อนี้อาจจะยากไปสักหน่อยสำหรับหญิงสาวขี้วีน เพราะต้องระงับอารมณ์ความรู้สึกโกรธแล้วเปลี่ยนให้ตัวเองเป็นน้ำเย็นให้ได้ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ความรักของคุณให้ตลอดรอดฝั่ง แม้เราอาจไม่ใช่คนผิด แต่หนุ่มๆ เขาก็ไม่ยอมที่จะอ่อนข้อให้คุณท่ามกลางสายตาฝูงชนอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นสาวๆ ต้องจำให้แม่นเลยว่า ผู้หญิงต้องรักษาท่าที เชื่อเถอะว่า ผู้ชายโดยมากจะสำนึกและกลับมาขอโทษคุณพร้อมช่อดอกไม้ช่อโตเลยทีเดียว


Twitter : quet_thairath

หน้า 7

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

คอลเลกชั่นมัดใจหนุ่มๆ ชุดชั้นในสุดเซ็กซี่ Cris's Collection

Pic_235737

ร้อนผ่าวไปทั่วรันเวย์ สำหรับการเปิดตัวคอลเลกชั่นชุดชั้นใน Cris's Collection by Sabina ซึ่งได้สาวสวยมากความสามารถอย่าง "คริส หอวัง" มาเป็นดีไซเนอร์ออกแบบ

จะชุดไหน สีไหน เห็นทีสาวๆ คงต้องเตรียมหามาใส่กันแล้ว สำหรับชุดชั้นในคอลเลกชั่นล่าสุด จากซาบีน่า ซึ่งได้ดาราสาว คริส หอวัง มาเป็นคนออกไอเดีย โดยมีอยู่ 2 คอนเซปต์ คือ Breakfast in bed และ Candle light dinner มาเพิ่มความน่ารักและเซ็กซี่ให้กับสาวๆ

การเปิดตัวชุดชั้นในสุดเก๋ครั้งนี้ นอกจากสาวคริสจะร่วมแชร์ไอเดียและบอกเล่าที่มาของผลงานล่าสุดของแล้ว ยังมีการเดินแฟชั่นโชว์ชุดชั้นใน Cirs's Collection จากนางแบบหุ่นเซ็กซี่ รวมไปถึงดาราสาวชื่อดังมากมาย อาทิ เจนสุดา ปานโต, ก้อย-รัชวิน, แอริน ยุกตะทัต และ นานา ไรบีนา.

หน้า 8

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ท่องเที่ยว เรียนรู้ “ดูนก ชมบึง ทัศนาบัว” ที่บึงบอระเพ็ด

บึงบอระเพ็ดในมุมมองเห็นยอดเขาพนมเศษ

“เมืองสี่แคว แห่มังกร พักผ่อนบึงบอระเพ็ด ปลารสเด็ดปากน้ำโพ”

จากคำขวัญประจำจังหวัด“นครสวรรค์” จะเห็นได้ว่าบึงบอระเพ็ด คือหนึ่งในสถานที่สำคัญและเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองปากน้ำโพแห่งนี้

บึงบอระเพ็ด เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 132,737 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอของจังหวัดนครสวรรค์ ได้แก่ อ.เมือง อ.ชุมแสง และ อ.ท่าตะโก

บึงบอระเพ็ดนั้นได้รับการประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ในปี พ.ศ. 2518 และมีการค้นพบนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร (White-eyed River-Martin : Pseudochelidon sirintarae) เป็นครั้งแรกของโลก

ปลาเสือตอ

และด้วยศักยภาพทางการท่องเที่ยวอันโดดเด่นของบึงบอระเพ็ด ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ที่สวยงาม ความหลากหลายทางชีวภาพ และมีทั้งนกน้ำ นกประจำถิ่นมากมาย รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 190 ชนิด มีทุ่งดอกบัว พันธุ์ไม้น้ำจำนวนมาก และเป็นแหล่งรวมพันธุ์ปลาน้ำจืดที่หายาก เช่น ปลาเสือตอ ปลากะโห้ เป็นต้น ทำให้บึงบอระเพ็ดได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองไทย

นั่นจึงทำให้ล่าสุดทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ได้จัดทำเอกสารคู่มือ “ดูนกชมบึง บึงบอระเพ็ด”ขึ้น โดยคู่มือฉบับนี้ได้แนะนำเส้นทางท่องเที่ยวดูนกชมบึงบอระเพ็ดที่น่าสนใจไว้ 2 เส้นทางด้วยกัน

มหัศจรรย์แห่งบึงน้ำ

เส้นทางแรกเป็นเส้นทาง “มหัศจรรย์แห่งบึงน้ำ” เป็นเส้นทางแห่งการเรียนรู้และสัมผัสระบบนิเวศของที่ลุ่มชุ่มน้ำของบึงบอระเพ็ด ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของบึง

นกยางโทน

เส้นทางนี้เริ่มต้นที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวฯ ใช้เวลาในการล่องเรือประมาณ 1 ชั่วโมง แบ่งจุดชมเที่ยวชมบึงหลัก 4 จุดด้วยกัน ได้แก่

เกาะแห่งชีวิต : เกาะวัด-เกาะดร.สมิธ เป็นเกาะใหญ่กลางบึงน้ำปกคลุมด้วยกอพืชและป่าละเมาะ เป็นที่อยู่อาศัยของนกน้ำตลอดทั้งปี สามารถเที่ยวชมนกได้อย่างไม่ยากเย็นไม่ว่าจะเป็น นกยางควาย ยางเปีย นกยางโทน นอกจากนี้ที่นี่ยังมีการค้นพบนกหายากอย่าง “นกช้อนหอยดำเหลือบ”อยู่กันเป็นฝูงใหญ่ และมีนกกาน้ำขนาดใหญ่ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ อย่าง นกอ้ายงั่ว และนกน้ำชนิดต่างๆอีกมากมาย

ชาวบ้านพายเรือเก็บบัวหลวง

ทะเลบัวสาย : อาณาจักรพรรณไม้น้ำ บนพื้นน้ำที่ปกคลุมไปด้วยทุ่งบัวสายหรือบัวแดงที่ออกดอกสีชมพูสดสวยงาม พันธุ์ไม้น้ำอีกหลากหลายกว่า 50 ชนิด ที่มีคุณค่าต่อสรรพชีวิตของที่นี่ เพราะเป็นทั้งแหล่งทำมาหากินของชาวบ้าน แหล่งผลิตออกซิเจน แหล่งอนุบาลลูกปลา เป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์น้ำ นอกจากนี้บรรดาไม้น้ำที่ปกคลุมเหนือผิวน้ำ ไม่ว่าจะเป็น บัวสาย บัวหลวง ผักตบชวา สาหร่ายและสันตะวาต่างๆ ยังเป็นแหล่งทำรังของนกนานาชนิด ซึ่งทั้งหมดล้วนต่างช่วยรักษาสมดุลให้ระบบนิเวศแห่งนี้

โขดใหญ่ : ที่แห่งนี้มีลักษณะเป็นสันดอนทรายกว้างใหญ่ริมบึงน้ำ มีกอกกและพงหญ้าขึ้นปกคลุม เป็นแหล่งที่อยู่ของนกน้ำนานาชนิด และเป็นที่อำพรางตัวคอยดักกินปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็กของนกยางกรอก นกยางไฟ ส่วนนกน้ำขนาดใหญ่ขายาวอย่างนกกาบบัว ก็อาศัยพื้นที่บริเวณนี้เดินย่ำน้ำหากิน ใช้ปากควานหาปลากินเป็นอาหาร นอกจากนี้นกประจำถิ่นอีกหลายชนิดก็อาศัยบริเวณสันดอนนี้ ทำรัง วางไข่ เช่น นกกระแตแต้แว้ด ตีนเทียน และกระจาบทอง

นกเป็ดผี

สะดือบึง : เป็นจุดสำคัญใจกลางบึงบอระเพ็ดที่มีความลึกมากที่สุดเต็มไปด้วยสัตว์น้ำหลากหลายชนิด โดยเฉพาะปลาน้ำจืดที่เคยสำรวจพบว่ามีอยู่ถึง 148 ชนิด แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าปัจจุบันเหลือเพียง 30 ชนิดเท่านั้น บริเวณนี้ยังเป็นจุดที่อยู่ของนกอพยพย้ายถิ่นต่างๆ เช่น นกสกัวขั้วโลกเหนือ ตะกรุม เป็ดหงส์ อีกทั้งยังมีการพบนกเป็ดผีเล็ก นกที่รูปร่างหน้าตาเหมือนเป็ด แต่สามารถหายตัวได้ราวกับผี เพราะมันดำน้ำได้เก่งมาก

ตามรอยนกเจ้าฟ้าฯ

อีกหนึ่งเส้นทางท่องเที่ยวในบึงบอระเพ็ดที่คู่มือเล่มนี้แนะนำคือ เส้นทาง “ตามรอยนกเจ้าฟ้าฯ” ที่อยู่ทางทิศใต้ของบึงบอระเพ็ด

นกอีแจว

เส้นทางสายนี้ ใช้เวลาล่องเรือชมประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที เริ่มต้นจากเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด ล่องเรือเข้าไปในยังแหล่งที่อยู่อาศัยของเหล่านกน้ำหลากหลายชนิด บริเวณนี้เคยพบนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร ซึ่งพบเพียงแห่งเดียวในโลก

เส้นทางตามรอยนกเจ้าฟ้าฯ แบ่งเป็นจุดหลักๆในการเที่ยวชมได้แก่

นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร : บริเวณนี้เคยเป็นแหล่งที่พบนกนางแอ่นชนิดใหม่ของโลก ใน ปี พ.ศ. 2511 โดย กิตติ ทองลงยา ซึ่งได้ตั้งชื่อให้นกชนิดนี้ว่า “นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร” ที่แม้ปัจจุบันจะไม่มีการพบนกชนิดนี้มาประมาณ 30 ปีแล้ว แต่นกเจ้าฟ้าฯก็ยังเป็นตัวแทนบอกคุณค่าความสำคัญของบึงบอระเพ็ดอยู่เสมอมา

กอสนุ่นกลางน้ำ : บริเวณนี้จะพบกลุ่มพืชลอยน้ำนานาชนิดๆ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกน้ำและเป็นแหล่งหากินของนกที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะ นกอีแจว“ราชินีแห่งนกน้ำ” นกพริก นกอัญชันคิ้วขาว ที่จะออกมาเดินจิกกินแมลงบนกอสนุ่นลอยน้ำ ขณะที่บริเวณดงผักตบชวาก็เป็นจุดที่นกอีโก้งชอบออกมาหาหอยกินเป็นอาหาร

นกอีโก้ง

ผู้มาเยือน : ตั้งอยู่บริเวณแหลมตาเส็ง เป็นสันดอนใหญ่ขอบบึง มีไม้ยืนต้นร่มครึ้ม มีนกอพยพย้ายถิ่นหลากหลายชนิดชอบมาแวะพักอาศัยเกาะต้นไม้ เช่น นกเป็ดพม่า กิ้งโครงพันธุ์ยุโรป และคุดคู้ด่างดำขาว นอกจากนี้ยังมีนกกาน้ำมากางปีกผึ่งแดด รวมไปถึงนกอพยพอื่นๆและนกเป็ดน้ำอีกหลากหลายชนิดที่บินหนีหนาวมาอาศัยอยู่ชั่วคราวเป็นประจำทุกปี

ดงนกปากห่าง : ตั้งอยู่บริเวณแหลมนา เดิมทีนกปากห่างเป็นนกอพยพจากประเทศอินเดียเข้ามาทำรังวางขาบริเวณนี้เป็นประจำ จนกระทั่งบางส่วนปักหลักหากินอยู่ในเมืองไทยตลอดทั้งปี ขณะที่ในฤดูหนาวจะมีนกอีกจำนวนหนึ่งอพยพเข้ามาอยู่รวมกัน ทำให้ปัจจุบันที่บึงบอระเพ็ดมีนกปากห่างอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากนับหมื่นตัว ซึ่งพวกมันได้ช่วยกำจัดหอยเชอรี่ศัตรูพืชของเกษตรกรให้ลดน้อยถอยลงไปเป็นจำนวนมาก

นกปากห่าง

แหล่งกำเนิดสายพันธุ์ในบึงน้ำ

ในคู่มือเล่มน้ำยังมีเส้นทางพิเศษ “แหล่งกำเนิดสายพันธุ์ในบึงน้ำ” สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจดูนกเป็นพิเศษ นำเสนอแหล่งนกน้ำที่สำคัญ แบ่งเป็น 3 จุด ได้แก่

หนองกรวด : เป็นทุ่งหญ้าสลับพงอ้อ บริเวณนี้เป็นแหล่งอาศัยของนกน้ำอพยพหายากของเมืองไทยที่ใช้เป็นแหล่งหากินและพักอาศัยเป็นประจำ อย่างนกเป็ดผี เป็ดเชลดัก รวมไปถึง เป็ดชนิดใหม่ของไทยคือ นกเป็ดดำหลังขาว

นกพริก

บ้านทุ่งแว่น : เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ น้ำท่วมขังบางฤดู มีป่าละเมาะขึ้นเป็นหย่อมๆ เป็นจุดที่นกอพยพย้ายถิ่นขนาดเล็กชอบมาแวะพักอาศัย อย่าง นกคอทับทิม นกจาบคาหัวเขียว และนำอีเสือสีน้ำตาล นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ทำรังวางไข่ของนกประจำถิ่นหาดูยาก อย่าง นกกระแตผีเล็ก และนกโป่งวิดด้วย

เขาพนมเศษ : ภูเขารูปกรวยที่ยอดเรียวแหลม ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของบึง มีความสูงประมาณ 400 เมตร เป็นสถานที่เดียวที่สามารถมองเห็นสัณฐานของบึงได้ ที่นี่เป็นจุดพบนกน้ำขนาดใหญ่ที่สวยงามและหายากของเมืองไทย คือ นกช้อยหอยดำเหลือบ

และนี่ก็คือ 2 เส้นทางแนะนำ กับอีกจุดเที่ยวชมพิเศษในคู่มือ ดูนกชมบึง บึงบอระเพ็ด ที่ทาง ททท.จัดขึ้น เพื่อเผยแพร่ให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่นี่ โดยเล็งเห็นว่า คู่มือดูนกชมบึงบอระเพ็ดนี้ เป็นเครื่องมือสื่อความหมายธรรมชาติ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่มายังบึงบอระเพ็ดสามารถเข้าถึงคุณค่าของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผ่านมุมมองของการเรียนรู้เรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ต่างๆในธรรมชาติ อันจะนำไปสู่การตระหนักรู้ในคุณค่า และก่อเกิดจิตสำนึกในด้านการอนุรักษ์ต่อไป

นกอ้ายงั่ว

ปฏิทินท่องเที่ยวธรรมชาติบึงบอระเพ็ด

มกราคม-มีนาคม : ฤดูกาลอพยพของนกน้ำ ชมฝูงนกเป็ดน้ำชนิดต่างๆจำนวนมาก รวมทั้งนกหายาก คือ เป็ดเปีย เป็ดหัวดำ และเป็ดดำหัวสีน้ำตาล

เมษายน-มิถุนายน : ช่วงฤดูจับคู่ ทำรัง ของนกทุ่งนับสิบชนิดที่อาศัยอยู่รอบบึงบอระเพ็ด

กรกฎาคม-มิถุนายน : ฤดูนกน้ำทำรังกันมากที่สุด เช่น นกพริก นกอีโก้ง นกอีแจว นกช้อนหอยดำเหลือ และกลุ่มนกยาง

ตุลาคม-ธันวาคม : ช่วงฤดูหนาวบึงบอระเพ็ดจะมีทะเลบัวสายและไม้น้ำดอกสวยขนาดเล็กอีกมากมาย

นอกจากทุ่งดอกบัวและนกนานาพันธุ์แล้ว บึงบอระเพ็ดยังมี อาคารแสดงพันธ์สัตว์น้ำบึงบอระเพ็ด จัดแดงพันธุ์สัตว์น้ำชนิดต่างๆ โดยเฉพาะปลาเสือตอที่หาชมได้ค่อนข้างยากในเมืองไทย โดยผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบึงบอระเพ็ด โทร. 0-5627-4525 หรือที่ ททท.สำนักงานอุทัยธานี(รับผิดชอบพื้นที่อุทัยธานีและนครสวรรค์) โทร. โทรศัพท์.0-5651-4651-2

หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก Nature Explorer ผู้จัดทำคู่มือ “ดูนกชมบึง บึงบอระเพ็ด”

หน้า 9

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

"การชูนิ้วกลาง" ประวัติศาสตร์อย่างย่อของความหยาบคายและความก้าวร้าว?

ศึกคนชนคน "ซูเปอร์โบวล์" ระหว่างทีมนิวยอร์ก ไจแอนท์ และนิวอิงแลนด์ แพทริออท เป็นไปด้วยความตื่นเต้น โดยผลการแข่งขัน ไจแอนท์เอาชนะแพทริออทไปได้ 21-17 แต้ม


เรื่องที่กลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงไม่แพ้กันก็คือ การแสดงระหว่างช่วงพักครึ่ง ซึ่งถือเป็นเวลาทองที่ศิลปินต่างๆต่างหวังที่จะได้แสดงสักครั้งในชีวิต ขณะที่มีรายงานว่า มีผู้ชมเฉพาะในสหรัฐฯที่เฝ้าดูการแข่งขันนัดนี้กว่า 111.3 ล้านคน

มาดอนน่า ศิลปินสาวใหญ่ได้รับเกียรตินั้นไปครอง เธอออกมาแสดงในหลายเพลง ซึ่งรวมถึงเพลงใหม่ของเธอ "Give Me All Your Luvin′" ที่มีศิลปินสองสาวร่วมแจมด้วย คือ นิกกี้ มินาจ และ M.I.A. ซึ่งรายหลังสร้างความอื้อฉาวด้วยการชูนิ้วกลางให้แก่ผู้ชม

กระทั่งสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี ซึ่งเป็นผู้ทำการถ่ายทอดสดครั้งนี้ ต้องออกมาขอโทษขอโพยต่อการกระทำของนักร้องสาว โดยระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมโดยสิ้นเชิง

การชูนิ้วกลาง ทำไมจึงถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว?

กลุ่มปัญญาชน มักแสดงความรู้สึกเหยียดหยามต่อนักการเมืองที่ไร้จริยธรรม โดยการชูนิ้วกลาง และประกาศกร้าวว่า นี่เป็นวิธีการเพื่อปลุกปั่นฝูงชนได้ดีที่สุด


ดิโอจิเนสแห่งซิโนพ

ตามข้อมูลของนักประวัติศาสตร์กรีกระบุว่า ต้นเหตุของมันย้อนกลับไปในยุคกว่า 400 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อดิโอจิเนส นักปรัชญากรีกโบราณ กล่าวแสดงความรู้สึกของเขาที่มีต่อ"เดมอสเธนีส" นักปราศรัยชื่อดัง ให้แก่ผู้มาเยี่ยมได้ฟัง พร้อมกับการชูนิ้วกลาง

การชูนิ้วกลาง โดยที่นิ้วที่เหลือถูกกดไว้โดยนิ้วหัวแม่โป้ง ถูกระบุไว้ชัดว่าคือการแสดงการดูหมิ่นเหยียดหยามและการดูถูกดูแคลนมานานเกือบ 2,000 ปี ไม่ว่าจะเป็นนักปรัชญากรีกโบราณ กวีชาวลาตินที่หวังจะขายผลงานของตน หรือกระทั่งทหาร นักกีฬา นักร้องเพลงป็อป เด็กนักเรียน หรือตำรวจ กระทั่งผู้บริหารประเทศต่างทราบดีว่าสัญลักษณ์นิ้วกลางมีพลังต่อพวกเขามากเพียงใด

นายเดสมอนด์ มอร์ริส นักมานุษยวิทยา กล่าวว่า การชูนิ้วกลางเป็นกิริยาการแสดงการดูหมิ่นที่เก่าแก่ที่สุดอันหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ โดยนิ้วกลาง เป็นสัญลักษณ์ของอวัยวะเพศชาย ขณะที่นิ้วทั้งสี่ที่ห่ออยู่ด้วยกันด้านล่าง เป็นสัญลักษณ์ของอัณฑะ เมื่อใครก็ตามที่แสดงกิริยาดังกล่าว เท่ากับว่าคนคนนั้น กำลังยื่นข้อเสนอที่ชวนให้ขัดเคืองใจ โดยการแจกของสงวนให้แก่บุคคลที่เขาเกลียดชัง


นิ้วกลางยังเป็นสัญลักษณ์ขององคชาตมานานแล้วในวัฒนธรรมของยุโรป เนื่องจากเป็นนิ้วที่มีขนาดยาวที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ แต่คำด่านี้บ่งบอกถึงการก้าวร้าวมากกว่าจะหมายถึงเรื่องเพศโดยตรง

The Clouds โดย Aristophanes

นอกจากนั้นยังมีการอ้างถึง "การชูนิ้วกลาง" ไว้ที่บริเวณหว่างขา เป็นครั้งแรกในบทละครชวนขันของกรีกโบราณ เรื่อง "The Clouds" ของอริสโตฟาเนสเมื่อ 419 ปีก่อนคริสตศักราช ขณะที่ชาวโรมันยังตั้งชื่อพิเศษสำหรับนิ้วกลางไว้ด้วยโดยพวกเขาเรียกมันว่า "ดิจิตุส อินฟามิส" (digitus infamis) ที่แปลว่านิ้วทุเรศ หรือไร้ยางอาย หรือ"ดิจิตุส อิมพูดิคุส" (digitus impudicus) ซึ่งมีความหมายในทำนองว่า นิ้วสัปดน

นอกจากนี้ ชาวโรมันยังคงเห็นภาพองคชาติเป็นเสมือนเครื่องรางต่อสู้กับคำสาปชั่วร้าย ดังนั้น การชูนิ้วกลางให้คนอื่นจึงอาจจะไม่ใช่คำด่าในเชิงหยาบโลน แต่น่าจะเป็นการกล่าวข่มขวัญมากกว่าว่า "ฉันจะป้องกันตัวเองจากมนต์ดำของแก ก่อนที่แกจะได้เริ่มใช้มันซะอีก" กระนั้นก็ตาม ยังมีที่มาของการด่าด้วยการชูนิ้วกลางอีกด้วยว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ชาวนาโบราณจะใช้นิ้วกลางทดสอบว่าแม่ไก่กำลังออกไข่หรือไม่

การแสดงอาการดังกล่าว ยังคงแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น ในอังกฤษ อาจจะชูนิ้วกลางขึ้นโดดๆ หรือชูพร้อมกับนิ้วชี้และหันอุ้งมือเข้าข้างในและในการพิจารณาคดีหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ในแดนปลาดิบศาลขอญี่ปุ่นยังได้ตัดสินว่า การแสดงสัญลักษณ์โดยการชูด้านหลังของนิ้วกลางของมือข้างขวาแล้วหันลงถือว่าเป็นการกระทำหมิ่นประมาท หรือการยั่วยุแม้ว่ามันจะเป็นสัญลักษณ์ไม่สามัญเท่ากับในสหรัฐฯก็ตาม"

ศาสตราจารย์เกียรติคุณโธมัส คอนลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและวรรณกรรม จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ อ้างคำกล่าวของ"แทคซิตุส" นักประวัติศาสตร์ชาวโรมัน ที่กล่าวว่า ชนเผ่าเยอรมันโบราณ มอบ"นิ้วกลาง"ให้แก่นักรบโรมัน ขณะที่ก่อนหน้านี้ ชาวกรีกมักใช้นิ้วกลางเพื่อแสดงสัญลักษณ์อวัยวะเพศชายอย่างตรงไปตรงมา

ที่มาของกิริยาดังกล่าว ยังถูกเชื่อมโยงไปถึงกิริยาของลิงเพศผู้สายพันธุ์หนึ่งในทวีปอเมริกาใต้ ที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่ามักแสดงกิริยาพร้อมกับอวัยวะเพศที่กำลังแข็งตัว

นอกจากนั้น การชูนิ้วกลางซึ่งนายเดสมอนด์ มอร์ริสกล่าวถึง ยังอาจมาถึงสหรัฐฯพร้อมกับผู้อพยพชาวอิตาเลียน มีการบันทึกไว้ในเอกสารที่สืบไปได้ไกลถึงช่วงปี 1886 เมื่อผู้เล่นตำแหน่งพิชเชอร์ของทีมเบสบอลบอสตัน บีนอีทเตอร์ส ชูนิ้วกลางระหว่างการถ่ายรูปร่วมกับทีมคู่แข่งอย่างนิว ยอร์ก ไจแอนท์ส


ในวัฒนธรรมแบบฝรั่งเศส มีการแสดงท่าทางที่สื่อถึงอวัยวะเพศชายเช่นกัน แต่มิใช่การชูนิ้ว แต่เป็นการยกแขนขึ้นคล้ายกับการเบ่งกล้ามที่เรียกว่า "bras d′honneur" หรือ arm of honour


ขณะที่ในอังกฤษ อวัยวะเพศชายถูกนำเสนอผ่านการชู 2 นิ้ว มาใช้แทนความหมายของ"ชัยชนะ" ซึ่งมาจากท่าทางที่นายวินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มักกล่าวคำปราศรัย พร้อมชู 2 นิ้ว เป็นรูปตัววี เพื่อประกาศชัยชนะในสงครามโลกอยู่บ่อยครั้ง


แม้ว่าจะมีการบอกเล่ากันต่อๆมาว่า การชูนิ้วกลางมีที่มาจาก"ยุทธการอาแฌงคูร์" (Battle of Agincourt) ในปี 1415 ที่เมืองอาแฌงคูร์ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เป็นการต่อสู้ระหว่างกองทัพของฝ่ายอังกฤษที่นำโดยสมเด็จพระเจ้าเฮนรีที่ 5 แห่งอังกฤษ และฝ่ายฝรั่งเศสที่นำโดยชาร์ลส์ ดาลเบรต์ ผลของยุทธการครั้งนี้ฝ่ายอังกฤษได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดต่อกองกำลังที่เหนือกว่ามากของฝรั่งเศส

มีเรื่องเล่ากันว่า ทหารฝ่ายอังกฤษได้ชูนิ้วของตนโบกไปมาให้ทหารฝรั่งเศส เพื่อยั่วยุฝรั่งเศสที่ขู่ตัดสองนิ้วที่ใช้สำหรับรั้งสายธนูของทหารอังกฤษทิ้งเสีย เนื่องจากเหตุการณ์ที่ทหารฝรั่งเศส จับพลแม่นธนูอังกฤษได้ ก็เลยสำเร็จโทษด้วยการตัดนิ้วชี้กับนิ้วกลางที่ใช้ยิงธนูทิ้ง กระทั่งปัจจุบันก็ยังมีชาวอังกฤษบางส่วนที่แสดงกิริยาเช่นนั้นอยู่เพื่อเย้ยหยันชาวฝรั่งเศส

ขณะที่ปัจจุบัน ความหมายของการชูนิ้วกลาง ยังข้ามพรมแดนนอกเหนือจากการดูหมิ่น ไปเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงออกทางวัฒนธรรม ภาษา ที่พบเห็นได้ทั่วไปผ่านการประท้วง การแข่งขันกีฬา และคอนเสิร์ตเพลงร็อคที่เกิดขึ้นทั่วโลก


ในปี 2004 นักการเมืองจากแคนาดารายหนึ่ง ถูกกล่าวหาว่าชูนิ้วกลางใส่นักการเมือฝ่ายตรงข้าม เนื่องจากถูกขัดคอระหว่างการปราศรัยในสภาผู้แทนราษฎร เขาให้เหตุผลในภายหลังว่า เขาเพียงต้องการแสดงความไม่พอใจเท่านั้น และสองปีต่อมา บริทนีย์ สเปียร์ส นักร้องสาวชาวอเมริกัน ชูนิ้วกลางใส่กลุ่มช่างภาพปาปาราซซี ที่คอยติดตามเธอไปทุกที่ ขณะที่แฟนเพลงของเธอบางส่วนเข้าใจว่า นักร้องสาวชูนิ้วกลางให้พวกเขา ก่อนที่สเปียร์สจะออกมาขอโทษในภายหลัง

อิรา ร็อบบินส์ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยอเมริกัน ยูนิเวอร์ซิตี้ แสดงความเห็นว่า จากข้อมูลตามประวัติศาสตร์ที่กล่าวกันมาเนิ่นนานว่า ความหมายของการการชูนิ้วกลาง คือการแสดงถึงสัญลักษณ์ของเพศชาย ในยุคปัจจุบันมันได้สูญเสียความหมายที่แท้จริงไปแล้ว ขณะที่การใช้ในบางโอกาสแทบไม่ได้สื่อถึงเนื้อหาที่มีความสัปดน หรือพฤติกรรมที่ส่อถึงความมักมากในกามอีกต่อไป แต่แตกแขนงเป็นพฤติกรรมที่เกิดทั่วไปในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก และความหมายถึงอวัยวะเพศชายจริงๆก็ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา

หน้า 10

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

โอเรียนท์ “โคลเวอร์ วาเลนไทน์” ที่มาแห่งความรักอันเป็นนิรันดร์

Pic_235687

เป็นที่ทราบกันดีว่า “ใบโคลเวอร์” ที่มีลักษณะคล้ายรูปหัวใจแบ่งเป็นสี่แฉก เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี ปกติแล้วใบโคลเวอร์ทั่วไปจะมีเพียงสามแฉก ว่ากันว่า ในต้นโคลเวอร์หนึ่งพันต้น จะพบใบโคลเวอร์สี่แฉกเพียงใบเดียวเท่านั้น เชื่อกันว่าจะเป็นตัวนำพาโชคลาภทั้งสี่ประการ นั่นคือ ความร่ำรวย ชื่อเสียง สุขภาพ และความมั่นคง

นอกจากนี้ ฟิลิปปา วอริ่ง ผู้จัดทำพจนานุกรมเกี่ยวกับโชคลาง ได้เขียนถึงความเชื่อเกี่ยวกับใบโคลเวอร์ว่า “หากพบใบโคลเวอร์สี่แฉก จะได้พบกับรักแท้ และในวันเดียวกันนั้น ถ้ามอบใบโคลเวอร์สี่แฉกให้กับใคร ก็จะได้พบกับความโชคดีแบบคาดไม่ถึง”


จากความเชื่อดังกล่าวนี้เอง นำมาซึ่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ นาฬิกาโอเรียนท์ (Orient) รุ่นใหม่ล่าสุด ถ่ายทอดความหมายแห่งรักออกมาในคอลเลกชั่นแฮปปี้ สตรีม (Happy Stream) ในรุ่น “โคลเวอร์ วาเลนไทน์” (Clover Valentine) โดดเด่นด้วยดีไซน์หน้าปัดลวดลายใบโคลเวอร์สี่แฉก ประดับด้วย หินไรน์สโตนไว้บนกลีบใบโคลเวอร์ ทั้งยังเจาะช่องที่ใบโคลเวอร์บางส่วนเพื่อโชว์กลไกการทำงาน ภายใน สามารถมองเห็นทับทิมสังเคราะห์ที่ประกอบอยู่ในกลไก ช่วยเติมเสน่ห์ความเก๋ไก๋แบบผู้หญิงและยังสามารถมองเห็นการทำงานผ่านฝาหลังตัวเรือนได้อย่างชัดเจน มาพร้อมสายหนังมาร์เบิ้ล (Marble) สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรคาเดโร กรุ๊ป โทร. 0-2677-4500.

หน้า 11

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

2,600 ปี...ธรรมปาฏิโมกข์ ร่วมสร้าง..อรหันต์ 1,250 องค์

Pic_235877

พระอรหันต์ 1,250 องค์.

มาฆปุรณมีบูชา.....หรือ มาฆบูชา คือการ บูชาในวันเพ็ญเดือน 3 (ในปีอธิกมาส เลื่อนไปอีกเดือน คือเดือน 4)...

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งแผ่นดินรัตนโกสินทร์ ได้รำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในสมัยพุทธกาล ทรง สถาปนาวันมาฆบูชา ขึ้น โดยโปรดให้จัดกิจกรรมทำบุญและเวียนเทียน ซึ่งได้สืบสานเป็นพุทธประเพณีมานานถึง 152 ปี

O O O

เมื่อ....สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ถึง อมตธรรม อันเป็น ศาสตร์ที่เข้าถึงความสว่างชี้ทางให้หลุดพ้นห้วงกิเลส จึงได้ดำรัสสั่งสาวก 60 รูปให้ออกประกาศธรรม เป็นการแรกเริ่มเผยแผ่ศาสนา.......ดั่งปรากฏใน พระบาลีมหาวรรค ว่า

“.......พวกเธอจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก อนุเคราะห์คนหมู่มากเพื่อประโยชน์แก่สัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าไปทางเดียวกันถึงสององค์ จงไปองค์เดียวหลายๆทาง นำธรรมอันดี ในเบื้องต้นท่ามกลางที่สุด บุคคลทั้งหลาย ผู้มีธุลีน้อยเป็นปกติยังมีอยู่ แต่ได้เสื่อมจากธรรมเพราะไม่ได้ฟังธรรม จงประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์บริบูรณ์ พร้อมทั้งอรรถพยัญชนะ...”

แล้ว.....พระอรหันต์เหล่านั้นก็ออกประกาศธรรมเผยแผ่ศาสนาไปทั่วชมพูทวีป ส่วนพระพุทธ-องค์ก็มุ่งสู่อุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรม.....เช่นกัน

O O O

9 เดือนหลังจากพระพุทธองค์ตรัสรู้ พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ วันนั้น (เพ็ญเดือน 3) พระอรหันต์ 1,250 รูป (รวมทั้ง 60 รูปที่ออกเผยแผ่ศาสนา) อันเป็น เอหิภิกขุ (อุปสมบทจากพระพุทธองค์) ได้เดินทางมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ เวฬุวันมหาวิหาร ในกรุงราชคฤห์ ซึ่งถือว่าเป็น วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา

ในอดีต....กับการที่จะให้มวลมนุษย์ 1,250คน มิได้อยู่ชิดใกล้ ให้ได้รับข่าวสารการนัดแนะ เพื่อประกอบกิจร่วมกันนั้นยากนัก ด้วยสมัยพุทธกาลการสื่อสารโทรคมนาคมยังไม่เจริญ การนัดหมายติดต่อถึงกันบนโลกที่จะยิ่งยวดเหมือนยุคปัจจุบันจึงหมดโอกาส

พระพุทธรูปปางแสดงโอวาทปาฏิโมกข์.

พระพุทธรูปปางแสดงโอวาทปาฏิโมกข์.


หรือ.....แม้แต่จะแจ้งข่าวด้วยจดหมายลายลักษณ์อักษรไปแก่พระอรหันต์ทั้งหลายที่กระจายกระจัดทั้งปวงก็เช่นกัน แต่ทำไมพระอรหันต์ทุกองค์ต่างมาพร้อมกันได้....เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์

...ด้วยอภิญญาแห่งพระพุทธองค์ที่สื่อสารด้วยโทรจิต จิตตรึกนึกถึงพระผู้เป็นสาวกผ่านญาณทัสสนะไปจดฌาณของพระอรหันต์ทุกองค์ ให้รำลึกถึงภาพพระพุทธประสงค์ไปปรากฏทำให้ได้รับสารพร้อมกัน ทำให้สาวกทั้ง 1,250 องค์ไม่ว่าจะอยู่ในทางทิศใดหรือว่าไกลกันเพียงไหนก็ตาม ได้รับรู้และมาร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียงด้วยอภิญญาพลังแห่งอานุภาพ

นี่คือ.....ความมหัศจรรย์ล้ำลึกของพุทธศาสตร์ ซึ่งเจริญ ก้าวหน้าเกินกว่าเทคโนโลยีที่ทางโลกจะก้าวทัน....ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปกี่พันกี่หมื่นปีก็ตาม...!!!

O O O

ยามนั้น...เวฬุวันมหาวิหารงดงามอย่างมหัศจรรย์ในกาล “ศิวาราตรี” (ใกล้สิ้นแสงตะวันพระจันทร์เพ็ญก็ทอแสงกระจ่างฟ้ารับช่วง โลกสว่างไสวไม่มีกลางวัน ไม่มีกลางคืน) ให้เป็นที่ประจักษ์เป็นนิมิตหมายว่า......ธรรมได้สาดส่องกลางใจ ขับความมืดมิดแห่งอวิชชาให้พ้นจากกระแสโลก

แล้ว....พระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ อันประกอบด้วยจุดหมาย (สูงสุดของพระพุทธศาสนาคือ นิพพาน หลักการ 3 ข้อคือ ไม่ทำความชั่ว ก่อกุศล ชำระ

จิตให้ผ่องใส) และวิธีการคือ มุ่งมั่นในความเพียร อดทน อดกลั้น ไม่ว่าร้าย ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ทั้งกาย วาจา ใจ...ฯลฯ

พระราชพิพัฒน์โกศล.

พระราชพิพัฒน์โกศล.


บทแห่ง ธรรมปาติโมกข์ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงต่อมหาสันนิบาตสาวกครั้งนั้น เป็นการวางรากฐานความมั่นคงให้เกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนา ซักซ้อมการเผยแผ่เพื่อให้พระอรหันต์ทั้ง 1,250 องค์ (เพราะในช่วงต้นพุทธกาล ในการเผยแผ่อาจมีความแตกต่างกันออกไป) ได้เข้าใจตรงกัน......

.....อันเปรียบเสมือนธรรมนูญแห่งพระพุทธศาสนา ให้ชาวพุทธทั้งหลายได้ยึดถือเป็นแม่บทสำหรับการปฏิบัติ เพื่อเป็นแนวทางในการพ้นทุกข์ และเป็นแบบฉบับในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา...จะได้ เกื้อกูลประโยชน์สูงสุดแก่ชาวโลก

O O O

จากอดีตอันไกลโพ้นกระทั่งถึงปัจจุบัน......

นับเวลาถึง 26 ศตวรรษ (พระพุทธศาสนาเริ่มนับหลังจากองค์พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพาน และบวกเวลาย้อนหลังที่พระองค์ทรงตรัสรู้ไปอีก 45 ปี ก็เท่ากับ 2555 + 45 จึงเป็น 2,600 ปี

พระราชพิพัฒน์โกศล (หลวงพ่อเณร) เจ้าอาวาสวัด ศรีสุดารามวรวิหาร แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กทม. ได้มีความ มุ่งมั่นในการสืบสานพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป จึงนำเอาประวัติแห่งพุทธศาสตร์ในช่วงคาบเวลาการวางธรรมนูญพระพุทธศาสนามาบันทึกเป็นอนุสรณ์สถานในรูปของประติมากรรม ณ ตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายก โดยให้ชื่อว่า....พุทธอุทยานสัมพุทธ-ชยันตี 2,600 ปี

บริเวณสร้างพุทธอุทยานฯ กำลังสร้างฐานพระพุทธโอวาทปาฏิโมกข์ ท่ามกลางขุนเขา นครนายก.

บริเวณสร้างพุทธอุทยานฯ กำลังสร้างฐานพระพุทธโอวาทปาฏิโมกข์ ท่ามกลางขุนเขา นครนายก.


ศาสนสถาน....พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ท่าม กลางพระอรหันต์ 1,250 องค์นี้ถือว่าเป็น การสร้าง ครั้งแรกของโลก.....เพราะไม่มีประเทศใดจัดสร้างมาก่อน...!!!

O O O

โดย.....ความเชื่อของพุทธศาสนิกชน ที่สืบสานกันมาอย่างยาวนานว่า บิดามารดาคือพระอรหันต์ของลูกๆ เนื่องจากคุณธรรม จริยธรรมของพระอรหันต์มีความปรารถนาดีต่อมวลมนุษย์ทุกประการเช่นใด ก็เฉกเช่นคุณธรรม จริยธรรมของบิดามารดาที่มีต่อลูกๆเฉกนั้น ไม่ว่าจะเป็นความ ปรารถนาดี สร้างสรรค์ สั่งสอน ส่งเสีย ส่งเสริม เพื่อให้ลูกเกิดความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต....การทำบุญต่อบิดามารดาจึงเทียมเท่าต่ออรหันต์และการทำบุญต่ออรหันต์ก็เท่าเทียมบิดามารดา

มหากุศล ในครั้งนี้....นอกจากจะเปิดโอกาสให้ได้ร่วมศรัทธาสร้างองค์พระพุทธรูปแล้ว ด้วยอานิสงส์แห่งบุญบารมี ในวาระ 2,600 ปี แห่งปาฏิโมกข์ จึงเปิดโอกาสให้ได้ร่วมแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อคุณบิดามารดาด้วยการร่วมสร้างพระอรหันต์ .....มากหรือน้อย นั่นก็แล้วแต่พลังศรัทธา...!!

ก้อง กังฟู

หน้า 12

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

"ใส่ 2 ชั้นแตกง่ายกว่า" และอีกหลากเรื่องราว "ถุงยางอนามัย" ที่คุณอาจไม่เคยรู้

ใกล้วัน "วาเลนไทน์" เข้ามาทุกขณะ วัยรุ่น วัยใส หรือวัยไหน ๆ ก็ตามแต่ที่มีความรัก ดูเหมือนจะหัวใจพองโตกันถ้วนหน้า

 

เพราะ "14 กุมภาฯ" คือวันที่มีความหมาย "พิเศษ" เกี่ยวกับเรื่อง "ความรัก"

"เซ็กซ์" กับ "ความรัก" แม้จะเป็นคนละเรื่อง แต่ที่สุดแล้วดูเหมือนว่าทั้งสองสิ่งก็มักจะ "จับมือ" จูงกันไปเสมอ

แต่ "เซ็กซ์" ที่ขาดการป้องกันทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย

สิ่งสำคัญยิ่งกว่าการ "ห้าม"อย่างที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองของเรามักทำกัน นั่นคือการ "ทำความเข้าใจ" เพราะริจะมี "เซ็กซ์" ก็ต้อง "รู้" จักป้องกันตัวเอง

ดังนั้น "โครงการเพศวิถีศึกษาเพื่อเยาวชน องค์การแพธ" จึงได้จัดกิจกรรม “ครั้งแรก ครั้งไหน... ถุงยาง ก็ใช่ Oh Yes!”

เป็นกิจกรรมที่รณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์อย่างรับผิดชอบ

โดยได้ออกโปสเตอร์รณรงค์พร้อมให้ความรู้ 12 แบบ

เป็น 12 เรื่องเกี่ยวกับ "ถุงยางอนามัย" ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

1.ใช้ถุงยางใครว่ายาก: หลังจากตรวจสอบสภาพของถุงยางและวันหมดอายุแล้ว ฉีกซอง บีบปลายไล่ลมก่อนใส่ทุกครั้ง จากนั้นสวมใส่สุดอวัยวะเพศ เมื่อเสร็จกิจแล้วถอดถุงยางออก ง่ายและปลอดภัยอย่างนี้ ไม่ใช้ไม่ได้แล้ว

2.หลั่งข้างนอกก็ท้องได้!: เชื้ออสุจิและเชื้อเอชไอวีมีอยู่ในน้ำหล่อลื่นของทั้งชายและหญิง แม้หลั่งข้างนอกได้สำเร็จ แต่น้ำหล่อลื่นที่หลั่งออกมาก่อนน้ำอสุจิ ขณะสอดใส่ก็อาจทำให้ท้องหรือทำให้ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือเอชไอวีได้


3.ใส่ใกล้หลั่ง ก็เหมือนไม่ได้ใส่: เพราะคุณต่างสัมผัสน้ำหล่อลื่นของกันและกันแล้ว คุณจึงมีโอกาสที่จะท้อง ติดโรคทางเพศสัมพันธ์และเอชไอวี แต่...เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นเมื่อสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งก่อนการมีเพศสัมพันธ์

4.ใส่สองชั้น แตกง่ายกว่า: เพราะเนื้อของถุงยางจะเสียดสีกัน ทำให้เกิดการฉีกขาดหรือแตกได้ ถุงยางอนามัยใส่เพียงชั้นเดียว ก็มั่นใจได้ว่าปลอดภัยจากการตั้งท้อง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอชไอวี

5.โลชั่น วาสลีน ออยล์ ตัวการทำให้ถุงยางแตก: เพราะสิ่งเหล่านี้มีส่วนผสมของน้ำมัน ที่เป็นตัวการทำให้ถุงยางแตกระหว่างใช้งาน หากต้องการเพิ่มความหล่อลื่นขณะมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้เจลที่ใช้กับถุงยางโดยเฉพาะซึ่งมีน้ำเป็นส่วนผสม

6.ถุงยางปลอดภัยแค่ไหน?: ถุงยางถูกตรวจสอบคุณภาพหลายขั้นตอน มีการรับรองจาก อย. และได้ประกาศให้เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งหมายความว่ามีการควบคุมคุณภาพเป็นพิเศษ

7.สนุกแบบเป็นธรรมชาติ: ถุงยางมีความหนาอยู่ระหว่าง 0.06-0.08 มิลลิเมตร ซึ่งบางมาก และยังมีหลากหลายรูปแบบและสีสัน รสชาติ ให้เลือกตามต้องการ สนุกแบบเป็นธรรมชาติ และความปลอดภัย จึงอยู่คู่กันได้ ไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

8.ใช้ถุงยาง "ไม่ใช่" ไม่ไว้ใจ: การสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความจริงใจและเป็นห่วงใยในความปลอดภัยซึ่งกันและกัน ถือเป็นเพศสัมพันธ์อย่างมีความรับผิดชอบ

9.ไม่ว่าเพศไหนก็พกได้: ถุงยางคืออุปกรณ์ชนิดเดียวที่สามารถป้องกันท้อง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และเอชไอวีได้ การพกถุงยางจึงเท่ากับการพกความปลอดภัยให้กับตัวเอง หรือคุณจะยอมให้ "ความปลอดภัย" ของตัวเอง ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนอื่น?


10.อายทำไมแค่ซื้อความปลอดภัยให้ตัวเอง: รู้ไหม...ว่ามีคนชื่นชมที่คุณกล้าซื้อความปลอดภัยให้ตัวเอง เปลี่ยนทัศนคติใหม่ ๆ ต่อถุงยาง เริ่มได้ที่คุณ

11.พก=ป้องกัน=ปลอดภัย: คาถา 3 คำของถุงยางอนามัยที่ทำให้คุณปลอดภัยจากการตั้งท้อง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และเอชไอวี พกไว้ไม่ได้ใช้ย่อมดีกว่าถึงเวลาอยากใช้แล้วไม่มีติดตัว จริงไหม?



12.อย่า! ใช้เฉพาะบางคน : คนไหนมีเชื้อเอชไอวีหรือไม่ บอกกันไม่ได้ด้วยรูปร่างหน้าตา อาชีพ หรือนิสัยใจคอ ป้องกันด้วยการใส่ถุงยางอนามัย "ทุกครั้ง" กับ "ทุกคน" ปลอดภัยกว่า

นี่คือ 12 เรื่องราวเกี่ยวกับ "ถุงยางอนามัย" ที่คุณอาจไม่เคยรู้

สำหรับผู้สนใจข้อมูล ร่วมกิจกรรมดี ๆ ตลอดจนรับฟังผลการสำรวจความคิดเห็นของเยาวชนทั่วประเทศต่อการใช้ถุงยางอนามัย สามารถร่วมกิจกรรม “ครั้งแรก ครั้งไหน... ถุงยาง ก็ใช่ Oh Yes!” ได้ใน 9 จังหวัดทั่วประเทศ

นางสาวอุษาสินี ริ้วทอง หัวหน้างานรณรงค์สร้างกระแสสังคม องค์การแพธ กล่าวว่า การรณรงค์ในครั้งนี้ ก็เพื่อส่งเสริมให้เยาวชน และคนทั่วไป เห็นความสำคัญของถุงยางอนามัย ในฐานะที่เป็นทางเลือกหนึ่งในการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย และส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้ถุงยาง โดยไม่เน้นย้ำแต่เรื่องของพฤติกรรมทางเพศเท่านั้น แต่จะเป็นวาระการทำงานเรื่องเพศเชิงบวกกับเยาวชนด้วย โดยกิจกรรมนี้จะเน้นการมีส่วนร่วมของเยาวชน ในบรรยากาศงานที่เป็นมิตร สนุกสนาน รวมถึงการสร้างความไว้วางใจในการพูดคุยเรื่องเพศวิถีในเชิงบวก

สำหรับรายละเอียดกิจกรรมในแต่ละแห่ง มีดังนี้

กรุงเทพฯ วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ ณ สยามพารากอน ชั้น 2, จ.เพชรบุรี วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ตลาดเพชรไพบูลย์ ใกล้ๆ กับ Lotus Express, จ.ชลบุรี วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ฮาร์เบอร์มอลล์, จ.ศรีสะเกษ วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ถนนคนเดิน, จ.นครสวรรค์ วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่โรงเรียนนวมินทราชูทิศ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (จิรประวัติ) และโรงเรียนบ้านแก่งชัชวลิตวิทยา

จ.นครศรีธรรมราช วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ Robinson ocean, จ.ลำปาง วันจันทร์ที่ 13 – วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่โรงเรียนลำปางพาณิชยการฯ โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตล้านนา, จ.ชัยภูมิ วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ศาลาเอกลักษณ์ หน้าอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแล และ จ.อุดรธานี วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ UD Bazaar Town

โปสเตอร์ทั้ง 12 แบบ จะถูกนำมาใช้เป็นสื่อในการรณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์อย่างรับผิดชอบ

สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่ อุษาสินี ริ้วทอง 08-9449-7074 พรรณอุมา สีหะจันทร์ 08-6705-6591 หรือ องค์การแพธ โทร. 0-2611-3001-5

หน้า 13

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สุดฮือฮา ชมภาพลับที่ฮิตเล่อร์ห้ามเผยแพร่"ซ้อมท่วงท่าจิตวิทยาปลุกระดมมวลชน"

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 9 ก.พ.ว่า ภาพชุดลับสุดยอดของอดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ ซึ่งถูกถ่ายโดย"ไฮน์ริช ฮอฟมานน์"ช่างภาพส่วนตัวของผู้นำกองทัพนาซี ได้ถูกนำมาเปิดเผยต่อโลก โดยภาพเหล่านี้มีจำนวน 11 ภาพ จำนวนนี้ 9 ภาพเป็นการซ้อมท่วงท่าจิตวิทยาปลุกระดมมวลชน เพื่อกระตุ้นให้ชาวเยอรมันมีความเกลียดชังต่อศัตรูของกองทัพนาซี โดยภาพเหล่านี้ได้ถูกฮิตเล่อร์สั่งห้ามเผยแพร่ และได้ถูกเก็บไว้ในห้องสตูดิโอของนายฮอฟมานน์ จนกระทั่งเขาถูกจับกุมในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และถูกตีพิมพ์ในบันทีกความทรงจำชื่อ" Hitler Was My Friend ในปี 1950 ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายนัก ก่อนจะถูกเผยแพร่เป็นภาคภาษาอังกฤษต่อสาธารณชน

หน้า 14

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สยองสุดๆ!! หน้าเละเพราะเสพติดศัลยกรรมพลาสติก

Pic_237382

การพึ่งมีดหมอทำศัลยกรรมพลาสติกเสริมความงามกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้มากขึ้นในยุคปัจจุบัน เพราะแม้แต่นักศึกษา หนุ่มสาวออฟฟิศ หรือแม่บ้านธรรมดาๆก็ยังซื้อทัวร์บินไปเกาหลีเพื่อเสริมจมูกและทำตาสองชั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ของทุกอย่างมีสองด้านเสมอ ถ้าหมกมุ่นมากไปจนกลายเป็นอาการเสพติด ทำเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ...ห้ามไม่ได้ฉุดไม่อยู่ แทนที่จะสวยจะสาวอย่างที่วาดหวังไว้ ดีไม่ดีอาจหน้าเละชีวิตพังไม่เป็นท่าเพราะพิษศัลยกรรม

ตัวอย่างน่ากลัวที่สุดของการเสพติดศัลยกรรมที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจสวยด้วยแพทย์ของเกาหลีใต้ จนทำเอาหนุ่มสาวแดนกิมจิเข็ดขยาดมีดหมอไปพักใหญ่ คงต้องยกให้ เจ้ฮัง มิโอกุ สาวใหญ่วัย 48 ปี ของเกาหลีใต้ ซึ่งคลั่งศัลยกรรมพลาสติกถึงขนาดมีอาการทางจิต

“เจ้ฮัง” เริ่มทำศัลยกรรมพลาสติกครั้งแรกตอนอายุ 28 ปี



เพราะอยากสวยอยากสาวเหมือนชาวบ้าน แต่ทำไปทำมาชักติดใจหนักกลายเป็นอาการเสพติดหยุดสวยไม่ได้ ทั้งฉาบทั้งซ่อมจนสุดท้ายหน้าเบี้ยวบวมฉึ่ง ไปหาหมอที่ไหนก็เซย์โนไม่รับเป็นคนไข้ เมื่อถึงทางตันหลังชนกำแพง สาวใหญ่บ้าศัลยกรรมจึงคลั่งหนักคว้าน้ำมันพืชมาฉีดหน้าแทนโบท็อกซ์มันซะงั้น โอ้แม่เจ้า!! คราวนี้เลยกู่ไม่กลับเละกันไปใหญ่ หน้าบวมเบอะบิดเบี้ยวกลายเป็นพิซซ่าฮาวาเอี้ยนถาดบะเริ่ม

อย่างไรก็ดี พอเรื่องราวความโชคร้ายของสาวใหญ่รายนี้ถูกตีแผ่ออกไปทางทีวีเกาหลีใต้ ทำให้มีผู้ชมจำนวนมากเห็นอกเห็นใจเธอ และบริจาคเงินผ่านรายการทีวี เพื่อให้ “เจ้ฮัง” นำไปผ่าตัดลดขนาดใบหน้าให้กลับมาเป็นปกติ หลังจากผ่าตัดไปหลายหน แม้ใบหน้าจะมีขนาดเล็กลงมาก แต่ปัจจุบันรูปหน้าของเธอก็ยังคงบิดเบี้ยวไม่ได้สัดส่วน และเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นฝากไว้เตือนใจ

เหยื่อศัลยกรรมพลาสติกที่ลือลั่นที่สุดในแวดวงสังคมไฮโซมะกัน คงหนีไม่พ้น โจเซลิน ไวล์เดนสไตน์ สาวสังคมชื่อกระฉ่อนวัย 71 ปี แห่งนิวยอร์ก ซึ่งสื่อตั้งฉายาให้ว่า “เจ้าสาวของแฟรงเกนสไตน์” เธอหมดเงินหมดทองไปหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯกับการขึ้นเขียงให้หมอผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้า จนละม้ายคล้ายแมวเหมียวเข้าไปทุกที และมักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ความน่าสยดสยองของการทำศัลยกรรมผิดพลาด

อันที่จริงสมัยสาวๆ “โจเซลิน” เป็นผู้หญิงสวยเด่นสะดุดตา เธอเกิดในครอบครัวชนชั้นกลางชาวสวิตเซอร์แลนด์ แต่ได้ดิบได้ดีเพราะไปแต่งงานกับมหาเศรษฐีดีลเลอร์ค้างานศิลป์ชื่อดัง “อเล็กซ์ ไวล์เดนสไตน์” ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 2 คน และใช้ชีวิตคู่อย่างแฮปปี้น่าอิจฉา แต่แล้ววันโลกาวินาศก็มาถึง เมื่อภรรยาคนสวยจับได้คาหนังคาเขา เปิดประตูผลัวะเข้าไปเจอผัวกำลังเล่นจ้ำจี้กับนางแบบเอ๊าะชาวรัสเซีย



แทนที่จะร้องไห้ฟูมฟายเหมือนผู้หญิงทั่วไป “โจเซลิน” กลับฮึดสู้หาทางแย่งสามีคืนจากหญิงชู้ โดยยอมทำทุกวิธี รวมถึงการทำศัลยกรรมพลาสติกเพื่อให้สวยกว่าสาวกว่าอีหนูของผัว ทว่าความพยายามไม่เป็นผล สามียังคงทิ้งเธอไปอย่างไร้เยื่อใย พร้อมควักกระเป๋าจ่ายค่าหย่าเมีย 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และแถมค่าเลี้ยงดูให้อีกปีละ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯยาวนาน 13 ปี นับตั้งแต่นั้นมา การทำศัลยกรรมก็กลายเป็นสิ่งเสพติดที่ขาดไม่ได้ในชีวิตม่ายไฮโซ

อีกไม่กี่ปีดีไซเนอร์สาวใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลแห่งโลกแฟชั่นอิตาลี

โดนาเทลล่า เวอร์ซาเช่ ก็จะอายุ 60 ปีแล้ว เธอเข้ามารับช่วงดูแลห้องเสื้อเวอร์ซาเช่แทนพี่ชาย “จิอานนี เวอร์ซาเช่” ซึ่งเสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อน ถ้าเอกซเรย์ดูกันทีละส่วน แทบไม่มีส่วนไหนของร่างกาย “ป้าโดนาเทลล่า” ที่ไม่ผ่านมีดหมอทำศัลยกรรม!! เธอทำจมูกให้เล็กลง, เหลาคางจนเรียวแหลม, ฉีดคอลลาเจนที่แก้มและคาง, ดึงหางตา, ฉีดฟิลเลอร์เพิ่มความอวบอิ่มให้ริมฝีปาก, ทำเฟซลิฟต์ยกกระชับใบหน้า, ฉีดโบท็อกซ์กำจัดริ้วรอยเหี่ยวย่นและตีนกา แล้วยังเสริมหน้าอกให้ใหญ่เบิ้มราวกับนางแบบเพลย์บอย ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเบสิกมากๆสำหรับ

ชาวฮอลลีวูด ถ้าไม่บังเอิญว่าทำๆแก้ๆปีละหลายหนแบบ “คุณป้าโดนา-เทลล่า” จนหน้าแข็งโป๊กไร้อารมณ์ นมก็ตั้งชูชันผิดสังเกต คนละเรื่องกับสรีระเหี่ยวๆที่บ่งบอกวัยไม้ใกล้ฝั่ง.


มิสแซฟไฟร์

หน้า 15

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

'ไขปริศนา' เมนูพิสดารกิน 'อวัยวะลับสัตว์' จำเป็นหรือ…?

Pic_236571

เห็นกันอยู่จนเจนตากับข่าวการลักลอบค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย หรือแม้แต่กระทั่งค้าสัตว์ที่เป็นเพื่อนมนุษย์ของเรามาแต่ไหนแต่ไรอย่างช้าง สุนัข และลิง บ้างค้าขายเพื่อนำอวัยวะไปบูชาเป็นเครื่องรางของขลัง บ้างก็นำไปสวาปามปรุงเป็นเมนูพิสดารอย่างบ้าคลั่ง...

ที่น่าหดหู่ใจคือสัตว์จำนวนมากต้องสังเวยชีวิต ให้กับความเชื่อเรื่องเพศของมนุษย์ ฟังดูไร้สาระ และดูโง่เขลาโดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าในเรื่องการกินจู๋ของสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ช้าง สุนัข กวาง วัว แมวน้ำ สิงโตทะเล ลา ม้า จระเข้ สารพัดสัตว์ เพราะความเชื่อที่ว่ากินแล้วจะมีกำลังวังชาโด่ไม่รู้ล้ม สามารถทำให้มนุษย์กินอวัยวะสืบพันธ์ุของสัตว์ได้ เป็นความเชื่อหรือเรื่องจริงไทยรัฐออนไลน์มีคำตอบ...!!!

จู๋ช้าง

เริ่มจากกรณีล่าสุดข่าวการพบซากช้าง ถูกเจี๋ยนอวัยวะสืบพันธ์ุ เป็นที่งงงวยกันว่าเขาเอาจู๋ช้างไปทำอะไรกัน??? มันมีความเชื่อที่ว่าการทานจู๋ช้างนั้นสามารถเพิ่มพลังวังชาทางเพศได้ กับเมนูสุดสะอิดสะเอียนอย่างซาซิมิจู๋ช้าง หรือเมนูที่นำอวัยวะช้างมาดอง ซดง่ายๆ พร้อมดื่มชูกำลังอย่างยาดองหรือยาโด๊ป ไม่ต้องเคี้ยวกลืนทีเดียวลุกฮือ...

จู๋เสือ-จู๋แมวน้ำ

นอกจากนั้นก็ยังมีความเชื่อเรื่องการทานอวัยวะเพศของเสือเพราะเชื่อว่าทนแล้วจะมีความแข็งแรงห้าวหาญเหมือนเสือ หรือกินจู๋แมวน้ำ ก็จะอดทนเหมือนแมวน้ำที่ดำน้ำได้อึด

อัณฑะกวาง

แม้กระทั่งอัณฑะสัตว์ก็ยังถูกนำมาปรุงเป็นเมนูพิสดารสนองตัณหามนุษย์เช่นกันอย่างอัณฑะกวางเชื่อว่าเป็นเมนูมหาเสน่ห์ เพื่อให้เลือดลมคล่องทุกจุดซ่อนเร้น

อัณฑะงู


ส่วนอัณฑะงูคนจีนเชื่อว่าการโซ้ยอัณฑะงูเข้าไปจะทำให้ว่องไว และอัณฑะม้าเชื่อว่าทานแล้วจะคึกคะนอง

ไข่ปลาคาเวียร์

หรือจะเลือกรับประทานไข่ปลาคาเวียร์ อาหารที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก ด้วยความเชื่อที่ว่าการทานไข่ปลาคาเวียร์ช่วยกระตุ้นพลังทางเพศเพราะไข่ปลาคาเวียร์เป็นสัญลักษณ์ของการมีลูกดก มักเป็นที่นิยมของคนรวยเพราะมันหายากและราคาแพงมาก กินร่วมกับแชมเปญ ยกระดับขึ้นมาราวนรกกับสวรรค์ระหว่างไข่ปลาคาเวียร์พร้อมแชมเปญกับจู๋ช้างพร้อมยาดอง

หอยนางรมดิบ

หรือจะเป็นหอยนางรมดิบ ราคาสบายๆ หาโซ้ยได้ง่าย อีกหนึ่งตัวช่วยให้เรื่องเซ็กซ์ของคุณให้ไม่ต้องถูกคนว่าไม่มีน้ำยาอีกต่อไป เพราะหอยนางรมนั้นเชื่อกันว่ามีแร่ธาตุสังกะสีปริมาณสูง คนที่ขาดสังกะสีจะมีเชื้ออสุจิอ่อนแอ จึงเชื่อว่าสังกะสีช่วยทำให้สเปิร์มเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น เท่ากับว่าช่วยเพิ่มโอกาสการมีลูกนั่นเอง รวมถึงผักอย่างเจ้าแครอทก็มีความสามารถในการช่วยให้อสุจิของคุณผู้ชายแข็งแรงและมีปริมาณมากขึ้นอีกด้วย เมื่อทานแล้วก็เตรียมหยิบปืนพร้อมยิงหลังเสียงสัญญาณ 3...2...1...ปั้ง!!! แต่จะเข้าเส้นชัยหรือเปล่านั้นก็ต้องลุ้นกันต่อไป

อย่างไรก็ดี ความจริงแล้วโปรตีนในเนื้อสัตว์นั้น จะช่วยเพิ่มระดับของนอร์อีพิเนฟรีนและโดปามีน ซึ่งเป็นตัวช่วยเรื่องความรู้สึกการถึงจุดสุดยอดเวลามีเพศสัมพันธ์ ความจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องถึงขนาดกินอัวยวะเพศของสัตว์ก็ได้ เพียงแค่เนื้อสัตว์ธรรมดาอย่างประเภทสเต๊กเนื้อวัวก็ช่วยได้เช่นกัน อีกทั้งเนื้อวัวยังมีธาตุสังกะสีช่วยเพิ่มแรงกระตุ้นทางเพศอีกด้วย โดยที่มันจะไปลดการสร้างฮอร์โมนโปรแลคตินซึ่งเป็นตัวขัดขวางการตื่นตัวทางเพศ และที่ยิ่งกว่านั้นการกินเนื้อจะช่วยเพิ่มระดับเทสทอสเตอโรนซึ่งเป็นตัวขับ ดันทางเพศด้วย นอกจากเนื้อวัว ตามตำรายาจีนเนื้อแพะ เนื้อกวาง ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงทางเพศได้เช่นกัน

ที่สุดแล้วมนุษย์ก็ไม่เห็นมีความจำเป็นที่จะต้องไปกินอะไรสุดสะอิดสะเอือนราคามหาศาล อย่างอวัยวะเพศของสัตว์เลย มีอาหารมากมายให้เลือกทานเพิ่มสมรรถภาพทางเพศและอร่อยกว่าเป็นไหนๆ แถมยังปลอดภัยทั้งคนและสัตว์

อ้อ...อย่างลืมออกกำลังกายเป็นประจำกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทำจิตใจให้ผ่องใส แค่นี้ก็ฟิตเปรี๊ยะได้ไม่ต้องพึ่งของพิสดาร แถมยังไม่เปลืองเงิน!!



*รู้ไว้ใช่ว่า*

นอกจากเนื้อสัตว์แล้วผลไม้ยังมีประโยชน์เรื่องเพศด้วยเช่นกันอย่างมะเดื่อ ตามความเชื่อของชาวกรีกโบราณเชื่อว่ามันสามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ และในปัจจุบันทางวิทยาศาสตร์ก็ศึกษาแล้วว่ามันช่วยได้จริง สารไนอะซีนแมกนีเซียมที่อยู่ในผลมะเดื่อ ช่วยในเรื่องระบบการไหลเวียนโลหิตในร่างกายและมีส่วนสำคัญในการสร้างฮอร์โมนต่างๆ รวมทั้งฮอร์โมนเพศด้วย และยังช่วยในเรื่องการทำงานของกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เวลาปฏิบัติกิจกรรมกับคู่รักก็ไม่ต้องกลัวว่าแรงจะตก

หน้า 16

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

60 ปี การครองราชย์ ของ"ควีนเอลิซาเบธที่สอง"

Pic_237691

ปี2012 นับเป็นปี ทองของสหราชอาณาจักรอย่างแท้ จริง เพราะนอกจากอังกฤษจะเป็นเจ้าภาพ จัดการแข่งขันมหกรรม กีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ “ลอนดอน โอลิมปิก เกมส์ 2012” ระหว่าง วันที่ 27 ก.ค. ถึง 12 ส.ค. นี้ ประชาชนชาวอังกฤษยังได้ร่วมเฉลิมฉลองปีมหามงคลยิ่ง เนื่องในวโร- กาสครบรอบ 60 ปี การครองราชย์ของ “สมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบธที่สองแห่งสหราชอาณาจักร” ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตลอดปี 2012



ย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีก่อน ในยุคที่เพิ่งมีโทรทัศน์ขาวดำ และอังกฤษผ่านความบอบ ช้ำจากสงครามโลกครั้งที่สองมาเกือบทศวรรษ “เจ้าหญิงเอลิซาเบธ” ต้องเสด็จขึ้นเสวยราชย์แทนพระราชบิดา “พระเจ้าจอร์จที่หก” ซึ่งเสด็จสวรรคตอย่างฉับพลันด้วยพระหทัยวาย ในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 6 ก.พ.1952 ทันทีที่ทราบข่าวร้าย “เจ้าหญิงเอลิซาเบธ” และพระสวามี ทรงรีบบินกลับจากประเทศเคนยา เพื่อมาร่วมพระราชพิธีพระบรมศพ



ขณะนั้น “เจ้าหญิงเอลิซาเบธ” เพิ่งจะมีพระชนมายุเพียง 25 พรรษา และยังไม่ทรงฉายแววใดๆว่าจะเป็นพระประมุขที่ดีในอนาคต เพราะทรงเป็นเด็กสาวขี้อาย, กิริยามารยาทสุภาพเรียบร้อย, ไม่ใคร่ชอบออกงานสังคม และรักม้าเป็นชีวิตจิตใจ กระนั้น ก็ทรงถอดแบบพระนิสัยหลายอย่างมาจากพระราชบิดาผู้ทรงเป็นกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นความเจ้าระเบียบ, ความช่างคิด และความรับผิดชอบต่อหน้าที่ อีกทั้งยังทรงเข้มแข็งอดทน และสุขุมเยือกเย็นเหมือนพระราชมารดาด้วย



เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.1953 พระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ภายในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ และจากเจ้าหญิงน้อยที่ไม่ทรงประสีประสาอะไรเมื่อ 6 ทศวรรษก่อน กาลเวลาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สมเด็จพระบรม ราชินีเอลิซาเบธที่สอง ทรงเป็นทรัพย์สินอันล้ำค่าของแผ่นดินอย่างแท้จริง และยังทรงเป็นศูนย์กลางดวงใจของประชาชนทั้งชาติ แม้จะทรงถูกท้าทายพระราชอำนาจครั้งแล้วครั้งเล่าจากฝ่ายรัฐบาล ซึ่งพยายามลดบทบาทความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง!!



ภายใต้รัชสมัยการปกครองของสมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบธที่สอง มีนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศและเก็บกระเป๋าออกจากบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิ่ง ถึง 12 คนแล้ว ไล่ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีคนแรกคือ “เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์” ซึ่งแก่พอจะเป็นคุณปู่ของควีนเอลิซาเบธที่สอง มาจนถึงนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน “เดวิด คาเมรอน” ที่ยังไม่เกิดด้วยซ้ำตอนที่องค์พระประมุข ของอังกฤษเสด็จขึ้นเสวยราชย์เมื่อ 6 ทศวรรษที่แล้ว

จนถึงขณะนี้สมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบธที่สองทรงได้รับการบันทึกให้เป็นพระประมุขที่มีพระชนมายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์อังกฤษ โดยปัจจุบัน มีพระชนมายุ 85 พรรษา อีกทั้งยังทรงเป็นพระประมุขที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดของสหราชอาณาจักร เป็นรองก็แต่สมเด็จพระ นางเจ้าวิคตอเรีย ซึ่งปกครองประเทศ มายาวนานถึง 63 ปีเต็ม

นอกจากพระราชภารกิจหลัก ในฐานะองค์พระประมุขแห่งเครือจักรภพอังกฤษ, จอมทัพแห่งกองทัพสหราชอาณาจักร และประมุขสูงสุดแห่งคริสตจักรอังกฤษตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมา สมเด็จพระบรม ราชินีเอลิซาเบธที่สองยังทรงแสดงบทบาทอย่างโดดเด่นในฐานะทูตสันถวไมตรีของเครือจักรภพอังกฤษและราชวงศ์วินด์เซอร์ พระองค์เสด็จฯเยือนประเทศต่างๆมาแล้วทั่วทุกมุมโลก โดยมีพระราชสวามี “เจ้าชายฟิลิป” ดยุคแห่งเอดินเบอระ ตามเสด็จเคียงข้างเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ตลอดจนช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจอันหนักอึ้ง และในปัจจุบันควีนเอลิซาเบธที่สองทรงเป็นองค์ประธานองค์กรการกุศลมากกว่า 600 แห่ง



อย่างไรก็ดี เมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของอังกฤษต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์อย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกในยุคทศวรรษ 1980 โดยสื่ออังกฤษต่างขุดคุ้ยนำเรื่องราวชีวิตส่วนพระองค์ของพระราชวงศ์วินด์เซอร์ออกมาตีแผ่ต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง พุ่งเป้าไปที่พระราชธิดา และพระราชโอรสทั้ง 3 พระองค์ของควีนเอลิซาเบธที่สองเป็นหลัก

ต่อมาในยุคทศวรรษ 1990 ความนิยมของสมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบธที่สองดิ่งลงสู่จุดต่ำน่ากังวล โดยมีกระแสกดดันอย่างหนักจาก ฝ่ายต่อต้านราชวงศ์ ที่ทวงถามความเท่าเทียมกันทางสังคม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ควีนเอลิซาเบธที่สองต้องทรงเปิดพระราชวังบั๊กกิ้งแฮมให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมเป็นครั้งแรก และยังทรงถูกบีบให้จ่ายภาษีเงินได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ด้วย!! ขณะที่คะแนนนิยมขององค์พระประมุขอังกฤษตกต่ำถึงขีดสุด เมื่อทรงแสดงท่าทีเย็นชาต่อการสิ้นพระชนม์ของอดีตพระสุนิสาองค์โต “เจ้าหญิงไดอาน่า” สร้างความผิดหวังอย่างมากแก่ประชาชนทั่วโลก

หลังจากนั้นไม่นาน นิตยสารฟอร์บส์ก็ไขปริศนาคาใจประชาชนชาวอังกฤษให้ล่วงรู้ โดยนำตัวเลขพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของสมเด็จ พระบรมราชินีเอลิซาเบธที่สองออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2010 โดยระบุว่า องค์พระประมุขแห่งอังกฤษทรงมีพระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์ไม่ต่ำกว่า 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กระนั้น ทางพระราชวังบั๊กกิ้งแฮมได้ออกแถลงการณ์ยืนกรานว่า ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าความเป็นจริงหลายเท่าตัว

ในขณะที่สื่อแดนผู้ดียังคงจับจ้องนำเสนอข่าวพระราชวงศ์อังกฤษอย่างไม่หยุดยั้ง และหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ความยิ่งใหญ่และโรแมนติกของพระราชพิธีเสกสมรสครั้งประวัติศาสตร์ ระหว่าง “เจ้าชายวิลเลี่ยม” พระโอรสองค์โตของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ กับหญิงสามัญชนผู้เลอโฉม “เคท มิดเดิลตัน” เมื่อปี 2011 กลับช่วยกอบกู้เรตติ้งความนิยมของสถาบันพระมหากษัตริย์อังกฤษให้ฟื้นคืนมาอีกครั้ง ท่ามกลางความชื่นชมของประชาชนทั่วทุกมุมโลก

เนื่องในวโรกาสครบรอบ 60 ปี แห่งการครองราชย์ สมเด็จพระบรม ราชินีเอลิซาเบธที่สองได้มีพระราชสาสน์ถึงประชาชน เมื่อเช้าวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา ใจความว่า “วันนี้ เป็นวันที่ข้าพเจ้าครองราชย์มาครบ 60 ปีเต็ม ข้าพเจ้าขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่ให้การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ข้าพเจ้า และเจ้าชายฟิลิป ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สำหรับปีที่พิเศษยิ่งนี้ ข้าพเจ้าขออุทิศตนทำงานเพื่อประชาชนอีกครั้ง... ข้าพเจ้าหวังอย่างยิ่งว่า พวกเราจะได้ใช้โอกาสนี้ในการเฉลิมฉลองร่วมกัน และมุ่งไปสู่อนาคตด้วยกัน”.

ทีมข่าวสตรี

หน้า 17

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ตกแต่งพื้นที่แคบ ของ 2 คน 1 ห้อง..

Pic_237456

จัดห้องให้สวยอาจทำไม่ยาก แต่ถ้ามีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ เห็นทีต้องคิดหนัก วันนี้ Trend@home เลยมาแนะไอเดียการแต่งห้องเล็กๆ พื้นที่เพียง 30 ตารางเมตรในคอนโดมิเนียมให้น่าอยู่สุดๆ ไปเลย

การอยู่คอนโดมิเนียมไม่ใช่เรื่องใหม่ของคนเมืองหลวง บางคนอาจต้องมาอยู่คอนโดฯ เพราะใกล้ที่ทำงานเดินทางสะดวก ทางคนมาอยู่เพราะต้องการความเป็นส่วนตัว หรือจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม พื้นที่ของห้องคอนโดฯ ก็ดูจะไม่เคยเพียงพอต่อความต้องการของเราเสียเลย แถมด้วยถ้ามีเหตุจำเป็น หรือ ตั้งใจก็ตาม ที่นำพาให้ 2 ชีวิต ต้องมาอาศัยอยู่ในคอนโดฯ เดียวกัน บนพื้นที่เพียง 30 ตารางเมตร การแชร์พื้นที่เพื่อใช้งานร่วมกัน รวมทั้งแบ่งพื้นที่ส่วนตัวของใครของมัน ดูจะเป็นเรื่องยากยิ่ง แต่ก็ใช่ว่าจะยากจนเป็นไปไม่ได้

ข้อแนะนำก่อนเริ่มเป็นชาวคอนโดฯ


- สำรวจตัวเองว่ามักใช้เวลากับกิจกรรมแบบไหน หรืออยู่บ้านชอบทำอะไร ช่วยให้จัดแบ่งพื้นที่ได้เหมาะสม
- เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถดัดแปลงการใช้งานได้หลายประเภท เช่น โซฟา ที่สามารถกางออกมาเป็นเตียงได้
- เลือกใช้ฉากหรือ ผ้าม่าน แทนการใช้ผนัง ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้สะดวก รวดเร็ว
- การกั้นห้องด้วยบานเลื่อนก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะสามารถเปิดให้เป็นพื้นที่โล่งได้เมื่อต้องการ
- พื้นที่เก็บของเป็นสิ่งจำเป็นสุดๆ สำหรับชาวคอนโดฯ ควรวางตำแหน่งเอาไว้แต่เนิ่นๆ
- ยิ่งกั้นห้องมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ห้องดูเล็กลงเท่านั้น


ห้องสองศรี พี่-น้อง

สองพี่-น้องในเมืองใหญ่ ต่างพึ่งพาอาศัยดูแลซึ่งกันและกัน คนพี่ทำงาน คนน้องเรียนหนังสือ ข้าวของเครื่องใช้ต่างค่อยๆ เพิ่มขึ้น ยิ่งถ้าเป็นคู่พี่สาว – น้องสาว เรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่ว่าจะแบ่งพื้นที่ให้เท่าไหร่ก็คงไม่พอ แต่อย่างน้อย ขอให้มีที่จัดเก็บได้เป็นสัดส่วนคงจะดีไม่น้อย

- ถ้าเข้านอนคนละเวลา ให้ระวังเรื่องแสงไฟที่อาจจะรบกวนคนที่หลับอยู่
- มุมไหนแชร์กันได้ยิ่งดี แถมช่วยสานสัมพันธ์พี่-น้องให้อบอุ่น
- พื้นที่เก็บของมิดชิด ช่วยปิดบังความรกได้อยู่หมัด
- กั้นพื้นที่ส่วนของ มุมครัว และ มุมแต่งตัว เผื่อใครตื่นก่อน ทั้งเสียง และ กลิ่น จะได้ไม่รบกวนคนที่หลับอยู่
- การกั้นพื้นที่ด้วยกระจกใส ทำให้ห้องไม่ดูทึบตัน


ห้องของสองเรา

เมื่อแชร์พื้นที่กับคนรัก ดูเหมือนไม่ใช่ปัญหา แต่ข้อสำคัญคือมักต้องทำอะไรพร้อมๆ กัน เช่น กินข้าวด้วยกัน ดูหนังด้วยกัน เข้านอนพร้อมๆ กัน เพราะฉะนั้น ทุกอย่างจะต้องพอดีกับการใช้งานของสองคน


- มุมทานข้าวเล็กๆ ต่อเนื่องกับส่วนครัว สะดวก สบาย
- มีตู้เก็บของเต็มๆ ทั้งผนัง ช่วยขจัดปัญหาของไม่มีที่เก็บ
- ตู้เสื้อผ้าต่อเนื่องกับส่วนห้องน้ำ ทำให้เลือกหยิบใช้ได้สะดวก
- ใช้ผ้าม่านกั้นส่วนทางเข้าห้องน้ำไว้ ช่วยบังแสง ไม่แยงตา
- ปูพรมเฉพาะส่วนนั่งเล่น ผิวสัมผัสที่แตกต่าง ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

ขอบคุณ My home ฉบับเดือนกุมภาพันธ์


คอลัมน์ Before&After

www.myhome.com

หน้า 18

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เรื่องพิศวงของผีทวงแค้น

Pic_237655

ป้ายบอกสถานที่พบศพมาเรีย.

เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1827 ที่หมู่บ้านโพลสเตด (Palstead) ในประเทศอังกฤษ เมื่อหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งชื่อ มาเรีย มาร์เตน (Maria Marten) ถูกยิงเสียชีวิตโดยคนรักของเธอ ศพถูกฝังในโรงนาเพื่ออำพรางคดี และเมื่อฝังเสร็จเขาก็หนีไปใช้ชีวิตในลอนดอน พร้อมสวมรอยเขียนจดหมายส่งกลับไปเพื่อให้ดูเหมือนว่าเธอยังมีชีวิตอยู่

กระทั่ง 1 ปีผ่านไป นางมัวร์ แม่เลี้ยงของผู้ตายได้เกิดฝันประหลาดเข้า เห็นวิญญาณมาเรียมาบอกว่าโดนฆ่า ขอให้แม่เลี้ยงเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ตัวเธอ

และนี่เป็นจุดเริ่มต้นคดีฆาตกรรมแห่งโรงนาสีแดง (Red Barn Murder) อันลือลั่นในอังกฤษ

มาเรีย มาร์เตน อายุ 24 ปี เป็น ลูกสาวของนาย โธมัส มาร์เตน ชาวบ้านธรรมดาที่ทำอาชีพจับตุ่น ฐานะค่อนข้างยากจน ความจนทำให้เธอหวังที่จะแต่งงานกับคนรวยเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น เมื่อพบกับวิลเลียม เธอรีบโดดคว้าโอกาสแสนงามไว้โดยไม่สนประวัติ หรือนิสัยที่ไม่ดีของเขาเลยแม้แต่น้อย

วิลเลียม คอร์เดอร์ เป็นบุตรชายคนที่ 3 ของครอบครัวเกษตรกร ฐานะร่ำรวยพอสมควร หน้าตาดีมีสาวๆในหมู่บ้านติดพันหลายคน มีชื่อเสียงด้านลบว่าเป็นเสือผู้หญิง ชาวบ้านตั้งฉายาเขาว่า “จิ้งจอก” เพราะนิสัยกลับกลอก เจ้าเล่ห์ขี้โกง โกงแม้กระทั่งพ่อตัวเอง

ภายหลังเขาถูกจับได้ว่าปลอมแปลงเอกสารและโกงผลผลิตจากชาวบ้าน จึงเป็นเหตุทำให้ทางครอบครัวขายหน้าจึงต้องส่งตัวเขาไปอยู่ลอนดอน

วิลเลียม คอร์เดอร์

วิลเลียม คอร์เดอร์


อย่างไรก็ตาม ไม่นานนักวิลเลียมก็ถูกเรียกกลับเมื่อพี่ชายของเขาจมน้ำเสียชีวิต และในเวลาต่อมาพ่อกับพี่ชายอีกคนของเขาก็เสียชีวิตลงอย่างมีเงื่อนงำ มรดกและฟาร์มพื้นที่กว่า 300 เอเคอร์ จึงตกอยู่ในมือของเขาทั้งหมด

ยามว่าง ทั้งสองมักไปพลอดรักกันในโรงนาขนาดใหญ่บนเนินเขาบาร์นฟิลด์ (Barnfield Hill) ไกลจากบ้านเธอประมาณครึ่งไมล์ โรงนาขนาดใหญ่สร้างด้วยไม้ หลังคามุงกระเบื้องสีแดง เมื่อแสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องเข้ามาเหมือนโรงนาอาบไปด้วยสีแดงทั้งหลัง ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านมักเรียกติดปากว่า “โรงนาสีแดง”

เมื่อมาเรียตั้งท้อง เธอกดดันให้เขาแต่งงานด้วย แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังนิ่งเฉย กระทั่งเธอคลอดเด็กทารกและเด็กเสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุ มาเรียกล่าวโทษว่าเขาทำให้ลูกตาย (ต่อมามีการพิสูจน์ว่าเด็กทารกถูกฆาตกรรม) วิลเลียมนั้นไม่เคยคิดแต่งงานด้วยเลย เพราะมาเรียเป็นเพียงลูกสาวชาวบ้านจนๆ ซึ่งไม่มีวันเข้าสังคมของเขาได้ ทว่าเมื่อโดนบีบหนักเข้า เขาจึงเริ่มมองหาทางออก

ทางออกสุดท้ายที่เขาคิดไว้คือ ฆ่าเธอซะเพื่อตัดปัญหา!!

18 พฤษภาคม 1827 เขานัดพบเธอที่โรงนาสีแดงแหล่งพลอดรัก บอกว่าจะพาหนีไปเริ่มชีวิตใหม่ด้วยกัน เมื่อถึงเวลานัด หมาย มาเรียปลอมตัวเป็นชายเพื่ออำพรางสายตาชาวบ้าน ออกจากบ้านเร่งฝีเท้าตรงมาที่โรงนาสีแดง ซึ่งเวลานั้นเองโธมัสผู้เป็นพ่อเห็นเข้าพอดี นี่เป็นภาพสุดท้ายที่เขาได้เห็นขณะเธอยังมีชีวิตอยู่

มาเรีย มาร์เตน

มาเรีย มาร์เตน


ท่านผู้อ่านคงเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น วิลเลียมสังหารมาเรียด้วยปืน และลากศพเธอไปฝังในโรงนาสีแดง ก่อนที่เขาจะหนีไปอยู่ลอนดอน

เมื่อครอบครัวของมาเรียไม่ได้ข่าวคราวหลายเดือน โธมัสพยายามติดต่อวิลเลียม พร้อมกับขู่ว่าหากไม่ตอบกลับว่า ตอนนี้มาเรียเป็นอย่างไร พวกเขาจะไปแจ้งตำรวจ

ด้วยแรงกดดัน ทำให้วิลเลียมคิดแผนอย่างหนึ่ง เขาเขียนจดหมายถึงพ่อของมาเรีย โดยแสร้งทำเป็นว่าเธอเป็นคนเขียน ในจดหมายเขียนว่า ตอนนี้เราทั้งคู่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนเกาะไวท์ และขอโทษพ่อที่ไม่ได้ส่งจดหมายหรือส่งข่าวคราวให้ทราบ

เนื้อหาในจดหมายยังระบุว่า ขณะนี้เธอกำลังป่วย เจ็บมือ ทำให้ลายมือของเธอออกจะแปลกๆ ไม่เหมือนที่เคยเขียน ในจดหมายมีเงินสอดมาด้วยอีกปึกหนึ่ง ซึ่งโธมัสก็เชื่อจดหมายนี้อย่างสนิทใจ

เวลาผ่านไป 1 ปี...กลางดึกของเดือนเมษายน 1828 เรื่องราวเหนือธรรมชาติก็ได้เกิดขึ้น แม่เลี้ยงของมาเรีย ปลุกโธมัสสามีของเธอที่กำลังหลับอยู่ข้างๆด้วยใบหน้า ตื่นตระหนก

“โธมัส ฉันฝันร้ายค่ะ!!”

ภาพร่างจุดที่ขุดพบศพและโรงนาสีแดง.

ภาพร่างจุดที่ขุดพบศพและโรงนาสีแดง.


เธอฝันประหลาดว่าตนเองอยู่ในโรงนาสีแดง เห็นมาเรียในร่างที่โชกเลือด มาบอกว่าถูกวิลเลียมฆ่า และถูกฝังใกล้จุดที่เธอยืนอยู่ ขอร้องให้แม่เลี้ยงเรียกร้องความเป็นธรรมแก่ตัวเธอ ตอนแรกโธมัสไม่เชื่อ หากแต่นางมัวร์บอกว่าเธอฝันเรื่องแบบเดียวกันนี้ถึง 2 ครั้งแล้วก่อนหน้านี้

เพื่อพิสูจน์ความฝันดังกล่าว วันรุ่งขึ้น โธมัสรวบรวมชาวบ้านหลายคนชวนกันถือจอบเสียมแห่ไปที่โรงนาสีแดง เมื่อถึง นางมัวร์ชี้ไปยังมุมหนึ่งของโรงนา เธอว่าตรงนั้นล่ะที่มาเรียชี้บอกว่าร่างถูกฝังอยู่ หลังจากที่พวกเขาขุดไปได้เพียง 50 เซนติเมตร ก็พบซากศพของผู้หญิงถูกยัดไว้ในกระสอบ

โธมัสยืนยันว่าศพดังกล่าวเป็นมาเรียลูกสาวเขาแน่นอน เนื่องจากจำผ้าเช็ดหน้าสีเขียว และเสื้อผ้าได้ว่าเป็นของมาเรียที่สวมใส่ในวันสุดท้าย

ในเวลาไม่นานนัก วิลเลียมถูกจับกุมอย่างง่ายดายในบ้านหลังใหม่ที่ลอนดอนกับภรรยาใหม่ ตำรวจแจ้งข้อหาฐานฆาตกรรม เขาปฏิเสธ แต่จากการตรวจค้นบ้านพบปืนที่คาดว่าใช้สังหารมาเรีย

ศาลถูกจัดตั้งขึ้นที่โรงแรมในโพลสเตด ท่ามกลางผู้คนที่ สนใจต่างแห่เข้ามาฟังแทบล้นศาล เจ้าหน้าที่ต้องจำกัดคนเข้าโดยใช้ตั๋วเข้าชม วิลเลียมแก้ข้อกล่าวหาว่า สาเหตุการตายของมาเรียนั้นยังไม่ระบุแน่ชัด เพราะร่างเน่าสลายจนยากที่จะระบุสาเหตุ บาดแผลที่พบอาจเกิดจากจอบเสียมที่ขุดก็เป็นได้ แต่สุดท้ายเขาก็จำนนด้วยหลักฐาน ทั้งยังมีพยานที่เห็นวิล เลียมถือปืนออกจากโรงนา

ผู้คนแห่แหนกันมาดูการประหาร.

ผู้คนแห่แหนกันมาดูการประหาร.


วิลเลียมยังไม่ยอมแพ้ เขาได้ออกมายอมรับว่าอยู่ในโรงนาสีแดงกับมาเรียจริง แต่มาเรียนั้นฆ่าตัวตาย เขาและมาเรียทะเลาะกันเรื่องเด็กถึงขั้นลงไม้ลงมือ พอเขาเดินออกไปข้างนอกก็ได้ยินเสียงปืน กลับมาอีกทีก็เห็นมาเรียนอนเสียชีวิต โดยมี ปืนอยู่ข้างกาย เขาจำเป็นต้องฝังเธอเพราะกลัวความผิด

แต่สุดท้ายคำแก้ตัวก็ฟังไม่ขึ้น วิลเลียมถูกพิพากษาประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ

ขณะรอวัน ประหาร วิลเลียมที่อยู่ในคุกเอ่ยปากสารภาพว่าเขาฆ่านางมาเรียจริง แต่เขาไม่ได้ตั้งใจ มีการโต้เถียงกันและเกิดการต่อสู้ขึ้น ปืนที่เขาพกลั่นใส่เธอจนถึงแก่ชีวิต มันเป็นอุบัติเหตุน่าเศร้าที่เขาเองก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น

11 สิงหาคม วิลเลียมถูกนำตัวไปยังตะแลงแกงในเรือนจำเบอรี่ เซนต์ เอดมันส์ (Bury St Edmunds) แม้จะเป็นเวลาใกล้ เที่ยงอากาศร้อนอบอ้าว แต่ฝูงชนต่างแห่กันมาดูการประหารนั้นจนแน่นขนัด หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งบอกว่ามีผู้ชมกว่า 7,000 คน ขณะที่อีกฉบับหนึ่งบอกว่ามีมากกว่า 20,000 คน

“ผมมีความผิด นี่คือการตัดสินยุติธรรม ผมสมควรได้รับโชคชะตาดังกล่าว และขอให้พระเจ้าเมตตาต่อจิตวิญญาณของผมด้วย”

วิลเลียมกำลังฝังศพมาเรียและขณะถูกจับกุม.

วิลเลียมกำลังฝังศพมาเรียและขณะถูกจับกุม.


วิลเลียมกล่าวประโยคสุดท้ายก่อนที่เพชฌฆาตจะสวมหมวกคลุมหัวเขา

ร่างของวิลเลียมถูกมอบให้สำหรับวิจัยทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเวอร์จีเนีย โครงกระดูกถูกวางจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ฮันเทเรี่ยน (Hunterian) จนกระทั่งปี 2004 ร่างกายที่เหลือของเขาก็ฌาปนกิจที่ป่าช้าโพลสเตดอันเป็นสถานที่ที่ฝังศพมาเรียคนรักด้วย

มีเรื่องเล่ากันว่า ระหว่างที่กะโหลกของวิลเลียมถูกตั้งโชว์ในกรอบแก้วที่โรงพยาบาลซัฟโฟล์ค จู่ๆกะโหลกด้านบนเกิดยุบลงมาเหมือนมีใครมาทุบ ทำให้หลายคนเชื่อว่ามันคือคำสาปของมาเรีย

อย่างไรก็ตาม หลังการตายของวิลเลียม หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยต่อความฝันของแม่เลี้ยงมาเรียว่ามีพิรุธหลายจุด นางมัวร์แม้จะมีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยง แต่ความจริงแล้วเธอมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับมาเรีย ทั้งคู่ไม่ค่อยลงรอยกัน หลายครั้งที่โต้เถียงอย่างเผ็ดร้อน หากมาเรียเป็นวิญญาณทวงแค้นจริงล่ะ ก็น่าจะเลือกเข้าฝันบิดาแท้ๆมากกว่า

สิ่งที่น่าสงสัยต่อมาคือจดหมายที่วิลเลียมส่งเงินมากับจดหมายด้วย เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี หลังจากเขาเลิกส่งจดหมาย จู่ๆนางมัวร์ก็เกิดฝันประหลาด ทำไมวิญญาณมาเรียจึงรอนานกว่า 1 ปีกว่าจะมาเข้าฝัน


มีข้อสันนิษฐานตามมามากมาย แต่ที่มีความเป็นไปได้ที่สุด คือ นางมัวร์น่าจะรู้เห็นเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้น แต่ไม่บอกให้ใครรู้ เพราะสำหรับเธอแล้วมาเรียคือหนามยอกอก ก่อนจะหัวใสใช้ เรื่องนี้มาแบล็กเมล์วิลเลียมในภายหลัง

เมื่อวิลเลียมหยุดส่งเงินทำให้เธอไม่พอใจ แต่หากแฉเรื่องดังกล่าวคงถูกจับในข้อหาสมรู้ร่วมคิดไปด้วย ดังนั้น เธอจึงใช้เรื่องเหนือธรรม ชาติเป็นเครื่องมือ

คำถามต่อมา ในเมื่อนางมัวร์เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ทำไมวิลเลียมจึงต้องปกป้องเธอด้วย ทำให้เชื่อต่อได้ว่าเธออาจเป็นหนึ่งในคนรักของวิลเลียม อีกทั้งยังอาจเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดวางแผนฆาตกรรมด้วยซ้ำ

เรื่องราวเรื่องผีทวงแค้นแห่งโรงนาสีแดงกลายเป็นข่าวที่โด่งดังอย่างมากในสมัยนั้น เนื่องจากมีองค์ประกอบชั้นดีอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความตาย โศกนาฏกรรม และเรื่องเหนือธรรมชาติ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจแก่เพลงพื้นบ้าน ละครเวที และภาพยนตร์จนได้รับความนิยมเรื่อยมา

โรงนาสีแดงแห่งหมู่บ้านโพลสเตดที่เป็นเวทีโศกนาฏกรรมนี้ ดึงดูดความสนใจนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ มีการขายของที่ระลึกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด แผ่นกระดานที่งัดมาจากโรงนา กระทั่งเอามาทำเป็นไม้จิ้มฟันก็มี น่าเสียดายที่โรงนาสีแดงถูกเพลิงไหม้ในปี 1842 จนไม่เหลือซากให้ใครเห็นอีกเลย.

โดย อลิสโต และ ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

หน้า 19

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ชม"ความหมาย"ในภาพถ่าย รางวัลระดับโลก "World Press Photo 2012"

องค์การ World Press Photo ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ประกาศผล"ภาพถ่ายแห่งปี 2012" รางวัลภาพสารคดีเชิงข่าวทุกประเภท วานนี้ (10 ก.พ.) โดยคัดเลือกจากภาพถ่าย 101,254 ภาพ จากช่างภาพมืออาชีพทั่วโลก 5,247 คน จาก 124 ประเทศทั่วโลก

คณะกรรมการตัดสินกล่าวว่า ภาพถ่ายทั้งหมดคือการกวาดสายตามองโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงผ่านเลนส์อย่างที่เป็นจริง และในขณะเดียวกันช่างภาพก็ต้องใช้ฝีมือขั้นสุดยอด ทั้งด้านการถ่ายภาพ มุมมอง ความรู้ ความคิด ความกล้าหาญ ความอดทน และจรรยาบรรณในวิชาชีพของช่างภาพข่าว

ภาพยอดเยี่ยมประจำปี 2011 - สตรีรายหนึ่งกำลังโอบญาติของเธอไว้ในอ้อมแขน ในสุเหร่าแห่งหนึ่งซึ่งถูกใช้เป็นโรงพยาบาลชั่วคราว ทามกลางสถานการณ์การต่อต้านประธานาธิบดีอาลี อับดุลลาห์ ซาเลห์แห่งเยเมน เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2011 (ภาพ Samuel Aranda—The New York Times via Reuters)

รางวัลชนะเลิศ ประเภทข่าวเดี่ยว นักรบฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่เมืองราส ลานุฟ ลิเบีย (ภาพ Yuri Kozyrev—Noor Images for TIME)

รางวัลรองชนะเลิศ ประเภทภาพข่าวทั่วไป - สภาพในวันที่ 14 มี.ค. หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์ และสึนามิถล่มชายฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่น ซึ่งก่อให้เกิดการทำลายล้างเป็นวงกว้าง คลื่นยักษ์ที่มีความสูงกว่า 38 เมตร ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าเป็นระยะทางไกลถึง 10 กม.จากชายฝั่งทะเล (ภาพ Paolo Pellegrin—Magnum Photos for Zeit Magazin)

รางวัลชนะเลิศ ประเภทประเด็นร่วมสมัย - 10 มิ.ย. 2010/ฮัจจาห์,เยเมน ด.ญ.ทาฮานี (ชมพู) โพสต์ท่าถ่ายรูปแต่งงานกับสามีของเธอ (25 ปี) ขณะที่เธอมีอายุเพียง 6 ขวบ พร้อมกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเธอและสามี ทั้งนี้ เกือบครึ่งของสตรีเยเมนต้องแต่งงานขณะที่พวกเธอยังเป็นเด็ก (ภาพ Stephanie Sinclair—VII Photo Agency for National Geographic magazine)

รางวัลชนะเลิศภาพข่าวธรรมชาติ - 30 มิ.ย. โนวายา เซมิลยา, รัสเซีย หมีขั้วโลกเพศผู้กำลังปืนชะง่อนหินผาเพื่อหาไข่นกทะเลเป็นอาหาร ทั้งนี้เนื่องจากพวกมันไม่สามารถล่าแมวน้ำซึ่งเป็นอาหารของมันได้ตามปกติเนื่องจากทะเลน้ำแข็งละลายเร็วกว่าปกติ (ภาพ Jenny E. Ross)

รางวัลชนะเลิศภาพข่าวทั่วไป - 10 ก.พ. ไคโร, อียิปต์ ผู้ประท้วงร่วมร้องตะโกนด้วยความยินดี หลังประธานาธิบดีฮอสนีม มูบารัค ประกาศสละตำแหน่ง (ภาพ Alex Majoli—Magnum Photos for Newsweek)

รางวัลชนะเลิศภาพข่าวชีวิตประจำวัน - 5 ต.ค. เปียงยาง, เกาหลีเหนือ ภาพของนายคิม อิล ซุง อดีตผู้นำเกาหลีเหนือ ประดับไว้ที่อาคารแห่งหนึ่งในกรุงเปียงยาง (ภาพ Damir Sagolj—Reuters)

รางวัลรองชนะเลิศประเภทประเด็นข่าวเด่น - 22 ก.ค. เกาะอูโทยา, ฟินแลนด์ ภาพเสื้อผ้าของผู้รอดชีวิตและเหยื่อการสังหารหมู่ 69 ศพ ที่พยายามกระโดดลงน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด (ภาพ Niclas Hammerstrîm—for Aftonbladet)

รางวัลรองชนะเลิศ ข่าวกีฬา - 5 ก.พ. ดับลิน, ไอร์แลนด์ การแข่งขันรักบี้ระหว่างทีมโอลด์ เบลเวเดอร์ และแบล็คร็อค (ภาพ Ray McManus—Sportsfile)

รางวัลชนะเลิศ ข่าวร่วมสมัย - 31 ส.ค. กริฟยีริก, ยูเครน มาเรีย โสเภณีหญิงติดยาถ่ายภาพที่ห้องพักของเธอระหว่างรอลูกค้า เธอมักฉีดยาเสพติดเข้าเส้นเป็นกิจวัตร และขายบริการทางเพศให้แก่ผู้ชายจำนวนมากในแต่ละสัปดาห์ โดยอ้างว่าจำเป็นต้องหาเงินเพื่อเลี้ยงลูก และซื้อยาเสพติด (ภาพ Brent Stirton—Reportage by Getty Images for Kiev Independent)

รางวัลรองชนะเลิศ ข่าวกีฬา - 17 ก.ค. เซี่ยงไฮ้, จีน นักกระโดน้ำชาวจีนกำลังฝึกซ้อม ระหว่างการแข่งขันกระโดดน้ำชิงแชมป์โลกครั้งที่ 14 ที่ศูนย์กีฬาในนครเซี่ยงไฮ้ (ภาพ Adam Pretty—Getty Images)

รางวัลรองชนะเลิศ ภาพข่าวศิลปะและบันเทิงแบบเดี่ยว - 9 ก.ค. 2011 ดาการ์, เซเนกัล นางแบบสาวกำลังโพสต์ท่าหน้าร้านตัดเสื้อแห่งหนึ่งในกรุงดาการ์ (ภาพ Vincent Boisot/Riva Press)

รางวัลชนะเลิศ ประเด็นข่าวชีวิตประจำวัน - บัวโนสไอเรส, อาร์เจนตินา มาร์คอส และโมนิก้า สองสามีภรรยาที่แต่งงานกันมานานถึง 65 ปี ที่บ้านพักของพวกเขา มาร์คอสวัย 89 ปี ต้องคอยดูแลภรรยาวัย 87 ปี ซึ่งมีอาการอัลไซเมอร์ (ภาพ Alejandro Kirchuk)

รางวัลรองชนะเลิศ ประเภทภาพบุคคลในข่าวเดี่ยว - 25 ต.ค. 2011 นิวยอร์ก, สหรัฐฯ ผู้ประท้วงหญิงถูกจับกุมในย่านฮาร์เล็ม หลังชุมนุมเรียกร้องต่อความไม่เท่าเทียมกันในสังคม (ภาพ Tomasz Lazar)

รางวัลชนะเลิศ ประเภทภาพบุคคลในประเด็นข่าว - ฮิงาชิมัตซึชิมะ, มิยางิ ชิเอโกะ มัตซีกาวา โชว์ใบปริญญาของลูกสาวของเธอที่ค้นเจอในซากบ้านพัก (ภาพ Yasuyoshi Chiba/Agence France-Presse)

รางวัลชนะเลิศภาพประเด็นข่าวธรรมชาติ - 9 พ.ย. 2010 แรดเพศเมียยังคงใช้ชีวิตตามปกติ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทูเกลา ประเทศแอฟริกาใต้ หลังจากมันถูกนักล่าตัดเอานอออกเพื่อนำไปขาย (ภาพ Brent Stirton/Reportage Betty Images/National Geographic Magazine)

รางวัลชนะเลิศ ภาพถ่ายบุคคลในข่าวเดี่ยว - 4 พ.ค. โคเปนเฮเกน, เดนมาร์ก เมลิกา เมห์ราบัน นักแสดงหญิงชาวเดนมาร์กเชื้อสายอิหร่าน กำลังถ่ายภาพเพื่อรับบทเป็นตัวร้ายในภาพยนต์เรื่อง ′Fox Hunting′ (ภาพ Laerke Posselt)

รางวัลรองชนะเลิศ ภาพถ่ายบุคคลในประเด็นข่าว - 28 ก.ย. 2011 ผู้เข้าฝึกตำรวจใหม่ ที่ศูนย์ฝึกเมืองคุนดุซ อัฟกานิสถาน (ภาพ Ton Koene)

หน้า 20

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

125 ปี บนเส้นทางแห่งการแข่งขันของ Mercedes Benz

Pic_238161

นับตั้งแต่นวัตกรรมยานยนต์ Mercedes Benz ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 125 ปีที่แล้ว รางวัลเกียรติยศ และสถิติต่างๆ เกิดขึ้นตามมาอย่างมากมาย ท่ามกลางสนามแข่งรถทั่วโลก ร่วมย้อนอดีตไปกับเส้นทางแห่งชัยชนะของ Mercedes Benz World Of Motorsport 1894 - 2011...

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อกว่า 125 ปีที่ผ่านมา ยนตกรรมเยอรมนีนาม Mercedes Benz ได้เข้าร่วมทำการแข่งขันรถยนต์ในยุกแรกเริ่มของวงการมอเตอร์สปอร์ต รางวัลจากชัยชนะ และการสร้างสถิติต่างๆ เกิดขึ้นตามมามากมายบนเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 100 ปี ในความสำเร็จของการแข่งขันภายใต้สัญลักษณ์ดาวสามแฉก หนึ่งเดียวของเป้าหมายแห่งชัยชนะทั้งหมด คือ เกียรติยศและศักดิ์ศรีที่ยืนยงควบคู่ไปกับการผลิตยานยนต์ของค่ายตราดาว ร่วมย้อนรำลึกถึงจักรกลมอเตอร์สปอร์ตของ Mercedes Benz ที่เดินทางผ่านกาลเวลา บนเส้นทางของการแข่งขันที่กลายเป็นบันทึกแห่งประวัติศาสตร์

1894 Mercedes Benz Lizenz Daimler
นี่คือรถยนต์ที่เข้ามาแทนที่รถม้า ในยุคแรกเริ่มของวงการยนตกรรม มีรถจำนวน 20 คัน จากที่ลงทะเบียนไว้ทั้งหมด 102 คัน เข้าร่วมทำการแข่งขัน การแข่งรถทางไกลของกรุง Paris ครั้งที่ 1 ระยะทาง 126 กิโลเมตรไปยังเมือง Pouen ท่ามกลางสภาพของเส้นทางอันย่ำแย่เมื่อกว่า 100 ปีก่อนของฝรั่งเศส รถที่คว้าชัยชนะในครั้งนั้น 2 คัน วางเครื่องยนต์เบนซินของ Lizenz Daimler เป็นครั้งแรกของบริษัทผลิตรถยนต์จากเยอรมนีแห่งนี้ที่สามารถเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 1- 2 โดยเครื่องยนต์เบนซินอันทรงประสิทธิภาพ

1909 Mercedes Benz blitzen
เครื่องยนต์เบนซินที่มีปริมาตรความจุ 21.5 ลิตร ถูกวางลงไปในตัวรถแข่งรุ่น blitzen ของบริษัท Mercedes Benz มันมีประสิทธิภาพมากพอในการทำความเร็วทางตรง รถแข่ง Mercedes Benz blitzen สามารถวิ่งได้ถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในวันที่ 8 พฤจิกายน ปีค.ศ. 1909 นับเป็นจักรกลมอเตอร์สปอร์ตคันแรกสุดของค่ายตราดาวที่ซิ่งทะลุย่านความเร็วระดับ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

1922 Mercedes Benz 6/40/65 PS Racing Car
Damler Motoren Gesellschaft สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตของทวีปยุโรป ด้วยการเปิดผ้าคลุมรถแข่งรุ่นใหม่ล่าสุด Benz 6/40/65 PS Racing Car รถแข่งคันแรกของโลกที่ใช้ระบบอัดอากาศแบบ Supercharger ซึ่งต่อมารถแข่ง 6/40/65 PS สามารถกำชัยชนะเหนือรถคู่ต่อสู้ในรายการต่างๆ ได้มากมายหลายครั้ง

1923 Mercedes Benz RH 2-1
รูปทรงแบบซิการ์ของ Benz RH 2-1 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดแรงต้านทางของอากาศ พวกมัน 3 คันถูกส่งลงทำการแข่งขันในประเทศอิตาลี ในรายการอิตาเลียนกรังด์ปรีซ์ ซึ่งแข่งกันในสนาม Monza เมื่อเดือนกันยายน ปีค.ศ. 1923

1934 Mercedes Benz W25
เจ้านี่คือต้นกำเนิดและบรรพบุรุษของตำนานลูกธนูสีเงินหรือ Silver Arrows รถแข่งที่ทรงประสิทธิภาพ และเอาชนะได้ยากมากที่สุดคันหนึ่งในยุคของการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบช่วงปี ค.ศ. 1934-1936 วันที่ 3 กรกฎาคม ปีค.ศ. 1934 นักขับรถแข่ง Manfred Von Brauchitsch เข้าร่วมทำการแข่งขันในรายการ Efel Race ด้วยรถแข่งรุ่นนี้ที่วางเครื่องยนต์ 8 กระบอกสูบและวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคันแรก

1938 Mercedes Benz W125
ความทะยานอยากที่จะเป็นเลิศด้านวิศวกรรมจักรกลของ Adolf Hitler (อดอล์ฟ ฮิตเลอร์) ผู้นำเยอรมนีในยุค 1938 ก่อกำเนิดจักรกลแห่งการทำสถิติคันใหม่ของอาณาจักรไรซ์ที่ 3 นี่คือรถ Mercedes Benz W125 ที่มีรูปทรงถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์ มันถูกพัฒนามาเพื่อทำสถิติการวิ่งด้วยความเร็วสุงสุด บนถนนออโต้บาห์นระหว่างเมือง Frankfurt ไปยังเมือง Darmstadt เจ้า Mercedes Benz W125 สามารถทะยานทำความเร็วทางตรงในระดับ 432.7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สถิติความเร็วดังกล่าวของรถ Mercedes Benz W125 ที่ยังคงอยู่ยั้งยืนยงมาจนถึงทุกวันนี้ โดยที่ยังไม่มีรถยนต์์คันใดบนถนนออโต้บาห์นสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดได้เท่ากับมัน

1952 Mercedes Benz 300 SL
ที่ระดับความเร็วกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถแข่ง Mercedes Benz 300 SL ชนปะทะเข้ากับนกแร้งอย่างจังในระหว่างการแข่งขัน Carrera Panamericana ซึ่งต่อมาภาพความเสียหายของกระจกบังลมด้านหน้ารถถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก ขณะที่นักขับทั้งสองคนคือ Kari Kling และ Hans Klenk ต้องซิ่งผ่านภูมิประเทศที่ทุรกันดารยาวถึง 3,130 กิโลเมตร ตัดผ่านประเทศเม็กซิโกด้วยความเร็วเฉลี่ย 165 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนาน 19 ชั่วโมงก่อนคว้าชัยชนะได้สำเร็จด้วยสภาพที่ยับเยินของตัวรถ

1955 Mercedes Benz 300 SLR
ตำนานแห่งความทรหดอดทนของตัวรถและนักขับเริ่มต้นขึ้นใน Mercedes Benz 300 SLR รถแข่งหุ่นเพรียวลมแบบ Roadster ซึ่งเชื่อมโยงกลไกของการบังคับเข้ากับฝีมือการซิ่งอันสุดยอดของ Slr. Stirling Moss พาตัวรถโลดแล่นฝ่าอุปสรรคนานัปการจนเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 1 ของการแข่งขันรถยนต์ทางไกลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งทวีปยุโรป นั่นก็คือรายการ Mille Miglia ที่ Brescia ในประเทศอิตาลี ด้วยเวลา 10 ชั่วโมง 7 นาที 48 วินาที บนระยะทางกว่า 1,000 ไมล์ ความเร็วเฉลี่ย 178 .96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นสถิติใหม่ที่ยากต่อการลบล้าง หลังจากการแข่งขันในรายการนี้ถูกยกเลิกไปเนื่องจากมีคนดูจำนวนหนึ่งเสียชีวิตด้วยสาเหตุรถแข่งแหกโค้งแล้วพุ่งเข้าใส่

1960 Mercedes Benz 200 SE
รายการ Monte Carlo Rally ของปี 1960 อุดมไปด้วยรถแข่งทางไกลสมรรถนะสูงจากหลากหลายบริษัทที่ส่งตัวรถร่วมลงทำการแข่งขัน ในปีนั้นนักขับทั้งสองของทีมแข่ง Mercedes Benz อย่าง Water Schock และ Rolf Moll กลายเป็นชาวเยอรมันคนแรกที่คว้าชัยชนะในตำแหน่งโอเว่อร์ออลด้วยรถแข่งซาลูนคันงาม Mercedes Benz 200 SE

1961 Miss. Ewy Rosqvist
บริษัท Mercedes Benz สั่นสะเทือนวงการมอเตอร์สปอร์ตด้วยการส่งนักขับหญิงชาวสวีเดนชื่อ Ewy Rosqvist ลงทำการแข่งขันแรลลี่ทางไกลในปีค.ศ. 1959-1961 ในรายการ European Championships ถ้วยรางวัลจากการคว้าชัยชนะนับครั้งไม่ถ้วน การันตีถึงความสามารถของเธอกับรถแข่ง Mercedes Benz 200 SE Fintal ได้เป็นอย่างดี

1971 Mercedes Benz SEL 6.3 AMG
เพียงชั่วเวลาข้ามคืน การคว้าชัยของทีมแข่งส่งผลให้แผนกมอเตอร์สปอร์ตที่ใช้ชื่อว่า AMG ของ Mercedes Benz แผนกที่มีความเชี่ยวชาญในการปรับแต่งเครื่องยนต์ และตัวรถเพื่อส่งลงทำการแข่งขันกลายเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง รถแข่ง Benz SEL 6.3 AMG เข้าเส้นชัยในอันดับที่ 2 ของการแข่งขันรถยนต์แบบมาราธอน 24 ชั่วโมงที่เบลเยียม ต่อมาในปี ค.ศ.1999 แผนกมอเตอร์สปอร์ต AMG กลายเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับค่ายตราดาวอย่างเต็มตัว

1983 Mercedes Benz 280 GE Paris-Dakar
เป็นการท้าทายประสิทธิภาพของตัวรถในการลงทำการแข่งขัน Paris-Dakar เส้นทางที่หฤโหดพร้อมทำลายชีวิตของนักขับได้ทุกเวลา บริษัท Mercedes Benz ส่งรถลุยรุ่น 280 GE เข้าร่วมทำการแข่งขันในรายการ Paris-Dakar ประจำปี ค.ศ. 1983 และสามารถวิ่งเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 1 จากฝีมือการควบคุมรถของ Jacky Lckx นักขับชาวเบลเยียมและคู่หู่นำทางอย่าง Claude Brasseur ชาวฝรั่งเศสในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อเครื่องยนต์ 4.0 ลิตร

1985 Mercedes Benz Group C Racing Car
หลังจากห่างหายไปจากการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรุ่น Group C เป็นเวลาถึง 30 ปี ค่ายตราดาวก็หวนคืนสู่กลิ่นยางไหม้และกลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิงอันน่าหลงใหลอีกครั้งในปี ค.ศ.1985 ด้วยตัวรถรุ่น C8 วางเครื่องยนต์แบบ V8 440 แรงม้าที่ถูกพัฒนาโดยฝีมือของ Mr. Peter Sauber

1988 Mercedes Benz 190 E 2.5-16 Evolution I-II
ค่ายตราดาวส่งรถบ้านที่ตกแต่งโดยสำนักงานมอเตอร์สปอร์ต AMG ในรุ่น 190 E 2.5-16 Evolution I และ II ลงทำการแข่งขันในรายการ DTM รายการแข่งรถที่ใช้รถแข่งซึ่งผลิตขึ้นในเยอรมนีทั้งหมด และคว้าตำแหน่งชนะเลิศประเภทผู้ผลิตมาครองในปี ค.ศ.1991 จากสมรรถนะของเครื่องยนต์แถวเรียง 6 สูบติดระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบ

1989 Mercedes Benz C9
การหวนกลับคืนสู่สังเวียนแข่งขันของทีม Silver Arrows ด้วยรถแข่ง Prototype C9 Model มันมีเครื่องยนต์อันทรงประสิทธิภาพขนาด V8 5.0 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ เพื่อส่งลงทำการแข่งขันในรายการ Le Mans 24 h. และมันก็ไม่ทำให้แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตของ Benz ต้องผิดหวังด้วยการเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 1 จากการวิ่ง 24 ชั่วโมงบนระยะทางกว่า 3,000 ไมล์ คว้ำแชมป์โลกประเภททีมผู้ผลิตในรุ่น Group C ไปครองด้วยความภาคภูมิ

1992 Mercedes Benz AMG And Mercedes Benz
AMG แผนกมอเตอร์สปอร์ตของ Benz ครองความยิ่งใหญ่ในการแข่งขัน DTM ด้วยการคว้าชัยชนะถึง 16 ครั้งจากทั้งหมด 24 ครั้ง ในการแข่งรถที่ Hockenhemring ซึ่งทำให้ Ellen Lohr กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ชนะเลิศในการแข่งขัน DTM

1994 Mercedes Benz F1 Sauber C12
รถแข่ง Formula 1 - Mercedes Benz Sauber C12 เผยให้เห็นถึงเทคโนโลยีจักรกลแห่งการทำความเร็วในสนามแข่งขันรถยนต์ความเร็วสูง Formula นับเป็นหนึ่งในบรรดานวัตกรรมของการพัฒนาตัวรถที่เกิดขึ้่นในสนามแข่งขันล้วนๆ ประสบการณ์ และชัยชนะอันมีค่า ถูกถ่ายทอดลงไปบนตัวรถ Sauber C12 ซึ่งสามารถทำความเร็วทางตรงในสนามได้ถึง 354.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

1997 Mercedes Benz CLK-GTR
สุดยดนักซิ่งชาวเยอรมัน Bernd Schneider ควบรถ Mercedes Benz CLK-GTR เข้าเส้นชัยคว้าตำแหน่งชนะเลิศในรายการ FIA GT Championships ในประเภทรถยนต์โปรดักชั่นคาร์ เครื่องยนต์วางกลางลำแบบ V12 ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 6.0 ลิตร 450 แรงม้า เป็นการร่วมกันพัฒนาระหว่าง AMG และ Mercedes Benz ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด

1998 McLaren - Mercedes MP4/13
มันเป็นรถแข่ง Formula 1 ที่ทีม McLaren - Mercedes ใช้ในการล่าคะแนนสะสมของการแข่งรถ F1 ประจำปี ค.ศ. 1995-1998 หลังจากนั้นมันขึ้นถึงจุดสูงสุดด้วยการคว้าชัยชนะ ซึ่งหมายถึงตำแหน่งแชมป์โลกให้กับ Mika Hakkinen สุดยอดนักซิ่งตลอดกาลชาวฟินแลนด์

2008 McLaren - Mercedes MP4/23
Lewis Hamilton ควบรถแข่ง F1 McLaren - Mercedes MP4/23 ฉลองชัยชนะในการแข่งขันรายการสุดท้ายของฤดูกาลประจำปี ค.ศ. 2008 พร้อมกับตำแหน่งแชมป์โลกนักขับที่มีอายุน้อยที่สุด สำหรับทีมแข่ง Vodafone McLaren - Mercedes Hamilton ถือเป็นนักขับคนที่ 3 ที่คว้าตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ไปครอง จากฝีมือและตัวรถอันยอดเยี่ยมบนสนาม Formula 1

2009 Brawn - Mercedes FO180W
Jenson Button นักขับชาวอังกฤษควบ Brawn - Mercedes FO180W เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 1 ของฤดูกาลแข่งขันรถ Formula 1 ประจำปี ค.ศ. 2009 รถแข่ง F1 ของทีม Brawn Mercedes คันนี้ วางเครื่องยนต์แบบ V8 รุ่น FO180W 700 แรงม้า ตัวรถได้รับการปรับตั้งช่วงล่างและระบบแอร์โรไดนามิกส์ให้รองรับกับทุกสภาพสนามของการแข่งขัน Formula 1 ประจำปี ค.ศ.2009 ทำให้ Button ขับได้ดีอย่างเหลือเชื่อ และทิ้งห่างคู่ต่อสู้แบบไม่เห็นฝุ่นตลอดการแข่งขัน

2010 Mercedes Benz C-Class Race Car
ปี ค.ศ.2010 กับการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบในเยอรมนีหรือ German Touring Car Masters คือชื่อใหม่ของการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่โด่งดังของทวีปยุโรป หลังจากที่ใช้ชื่อการแข่งขันว่า German Touring Car Championships หรือ DTM มานานกว่า 10 ปี รถแข่งภายใต้สัญลักษณ์ดาวสามแฉกที่ขับโดยนักแข่งจากทีมแข่งของ Mercedes Benz สามารถกำชัยชนะได้มากถึง 6 ฤดูกาล สำหรับแชมป์ 4 สมัยซ้อนอย่าง Bernd Schneider ได้หวนกลับมาคว้าตำแหน่งชนะเลิศในรายการนี้อีกครั้ง ส่วนผู้ชนะในปี ค.ศ.2009 ได้แก่ Paul di Resta

2011 Mercedes Benz SLS AMG Gullwing
Bernd Maylander อดีตผู้ชนะการแข่งขันในรายการ Nurburrging 24 h. ซึ่งแม้จะไม่ได้ลงร่วมทำการแข่งขันรถ Formula 1 เพื่อสะสมคะแนนชิงแชมป์โลก แต่เขากลับเป็นผู้นำหน้ารถแข่ง F1 ทั้ง 26 คัน ในการวิ่งนำขบวนด้วยตัวรถ F1 Safety Car ซึ่งเป็นรถซุปเปอร์คาร์ของ Mercedes Benz รุ่น SLS AMG Gullwing Safety Car เครื่องยนต์ V8 420 กิโลวัตต์ วางด้านหน้าขับเคลื่อนล้อหลัง กับแรงบิด 650 นิวตันเมตร เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรได้ภายในเวลา 3.7 วินาที บวกไซเรนบนหลังคาที่แสนจะงดงามและดุดันยามวิ่งออกมานำขบวนฝูงรถแข่ง F1 เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในสนามแข่ง.

หน้า 21

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ชม"ศัลยกรรมระดับขั้นเทพ"ที่เปลี่ยนสาวหน้าบ้าน ๆ ให้กลายเป็น"นางฟ้า"

"ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง"เป็นคำพูดที่ต้องบอกว่า ถูกเกินร้อยสำหรับสังคมยุคปัจจุบัน เพราะใคร ๆ ที่อยากสวยอยากงาม ก็ต้องหันมาแต่งองค์ทรงเครื่องกันอย่าง"สุดตัว"และ"สุดกำลังทรัพย์"ไปแล้ว

รวมทั้งการ"ศัลยกรรม"กลายเป็นทางเลือกแห่งเทรนด์ฮิตที่สามารถตอบโจทย์เหล่าสาว ๆ ในโลกยุคปัจจุบัน ที่ต้องการ"เปลี่ยนโฉม"ตัวเองชนิดหน้าตาอย่าง"ขี้เหร่"เป็น"สุดสวย"ชนิดหลายคนต้องทึ่ง ไม่อยากจะเชื่อว่า นี่คือผู้หญิงที่พวกเขาหรือเธอเคยรู้จักมาก่อน

แต่ที่จะนำเสนอต่อไปนี้ อาจพูดได้ว่า เป็นการศัลยกรรม"ระดับขั้นเทพ"ที่เปลี่ยนผู้หญิงหน้าตาบ้าน ๆ แบบมองแล้วมองเลยไม่มีวันหันหลังกลับมาแลอีก ให้กลายเป็น"นางฟ้า"ที่ผู้คนรอบข้างต้องตาค้าง ได้อย่างเหลือเชื่อทีเดียว

 

 

หน้า 22

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สายลับผู้ดีเผย'ชาร์ลี แชปลิน' ดาวตลกชื่อก้องอ าจมีชาติกำเนิดในแดนหมีขาว

Pic_239207

ข้อมูลของหน่วยสืบราชการลับ "MI5 "และ "MI6" ของอังกฤษ ระบุ "ชาร์ลี แชปลิน" นักแสดงตลกชื่อดังในยุคภาพยนตร์เงียบ อาจไม่ได้เป็นชาวอังกฤษอย่างที่ทุกฝ่ายเข้าใจกัน แต่อาจมีชาติกำเนิดที่แท้จริงอยู่ในแผ่นดินรัสเซีย...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ก.พ. โดยอ้างข้อมูลของหน่วยสืบราชการลับ "MI5 " ว่า เซอร์ ชาร์ลส์ สเปนเซอร์ แชปลิน หรือที่ทั่วโลกรู้จักกันดีในชื่อ "ชาร์ลี แชปลิน" นักแสดงตลกชื่อดังในยุคภาพยนตร์เงียบ อาจไม่ได้เป็นชาวอังกฤษอย่างที่ทุกฝ่ายเข้าใจกันแต่อย่างใด

ข้อมูลของหน่วยสืบราชการลับดังกล่าวของอังกฤษ ระบุว่า เมื่อปี ค.ศ. 1952 ทางการอังกฤษได้รับการร้องขอจากสหรัฐฯ ให้ช่วยตรวจสอบประวัติของนักแสดงชื่อก้องโลกรายนี้ ที่เพิ่งเดินทางออกจากการแสดงภาพยนตร์บนแผ่นดินอเมริกาว่ามีส่วนพัวพันกับลัทธิคอมมิวนิสต์หรือไม่ แต่จากการตรวจสอบอย่างละเอียดเป็นเวลานานหลายปี เจ้าหน้าที่ของหน่วยกลับไม่เคยพบบันทึกใดๆ ที่บ่งชี้ว่า แชปลิน เกิดเมื่อวันที่ 16 เม.ย. ปี ค.ศ. 1889 ที่ย่านวัลเวิร์ธ ทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน ตามที่เจ้าตัวกล่าวอ้าง ขณะเดียวกัน กลับพบข้อมูลลับที่ระบุว่า จริงๆ แล้ว แชปลิน ซึ่งมีชื่อปลอมว่า "อิสราเอล ธอร์นสไตน์" อาจถือกำเนิดใกล้กับย่าน "ฟงแตงเบลอ" ทางตอนใต้ของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส



อย่างไรก็ดี ประวัติความเป็นมาของแชปลิน กลับยิ่งทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นในเวลาต่อมา เนื่องจากการตรวจสอบของหน่วยสืบราชการลับในต่างแดนของอังกฤษ หรือ "MI6" กลับพบว่า แชปลิน ก็ไม่ได้ถือกำเนิดที่ตอนใต้ของเมืองหลวงฝรั่งเศสเช่นกัน แต่กลับพบข้อมูลในเอกสารฉบับหนึ่ง ที่มีผู้บันทึกคำพูดของแชปลินเอาไว้ขณะที่เขากล่าวว่า "going back to Russia" ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ชาติกำเนิดที่แท้จริงของดาวตลกรายนี้อาจอยู่ในแผ่นดินรัสเซีย หรือแชปลินอาจเป็นหนึ่งสมาชิกของครอบครัวชาวยิวที่อพยพหนีความยากจนและการกดขี่จากรัสเซียก็เป็นได้

ทั้งนี้ ชาร์ลี แชปลิน เริ่มต้นอาชีพการแสดงในอังกฤษ แต่ย้ายไปโด่งดังเป็นพลุแตกในสหรัฐฯ ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.1910 แต่ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 เขาถูกกล่าวหาจากทางการสหรัฐฯว่า มีส่วนพัวพันกับลัทธิคอมมิวนิสต์และสหภาพโซเวียต และถูกปฏิเสธการขอสัญชาติอเมริกัน แชปลิน จึงตัดสินเดินทางกลับอังกฤษทางเรือในปี ค.ศ. 1952 ก่อนจะเสียชีวิตในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันคริสต์มาส ปี ค.ศ. 1977.

หน้า 23

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อัฐิ (ปลอม) ของ Joan of Arc

ทหารอังกฤษจับ Joan เผาทั้งเป็น

 

ในปี ค.ศ.1424 Jeanne d’ Arc (ชื่ออังกฤษคือ Joan of Arc) สาวฝรั่งเศสวัย 12 ปีผู้ถือกำเนิดที่หมู่บ้าน Domrémy ในแคว้นลอร์แรน (Lorraine) เที่ยวบอกชาวบ้านว่านักบุญ Michael, Catherine และ Margaret ได้มาปรากฏกายให้เธอเห็นบ่อย และกล่าวบอกกับเธอว่าฝรั่งเศสจะต้องขับไล่กองทัพอังกฤษที่ยึดครองฝรั่งเศสออกไปให้หมด และให้เธอเป็นแม่ทัพในการกอบกู้อิสรภาพครั้งนี้ นอกจากนี้ก็ให้เธอเดินทางไปเข้าเฝ้าเจ้าชายรัชทายาทที่เมืองชินง (Chinon) ด้วย เพื่อทูลเจ้าชายว่าพระองค์คือรัชทายาทที่ถูกต้องตามกฎมณเฑียรบาล ทั้งนี้เพราะเวลานั้นประชาชนฝรั่งเศสต่างรู้สึกคลางแคลงใจว่าพระองค์เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 6 จริงหรือไม่ เนื่องจากพระมารดาของพระองค์คือพระนาง Isabelle ทรงมีชู้รักหลายคน และพระนางยืนยันว่าเจ้าชายมิได้มีสายเลือดของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 6 และประชาชนส่วนใหญ่เชื่อพระนาง

Joan ในชุดทหาร นั่งบนหลังม้าขาว



ณ เวลานั้นแทบไม่มีใครเชื่อเด็กสาวไร้การศึกษาผู้อวดอ้างจะนำทัพฝรั่งเศสกู้ชาติ แม้แต่บิดาของเธอยังคิดอยากจะกดหัวเธอให้จมน้ำตายดีกว่าจะปล่อยให้เธอไปสู้รบกับทหารอังกฤษ เพราะในเวลานั้นกองทัพฝรั่งเศสอ่อนแอมาก ดังจะเห็นได้จากทุกครั้งที่ออกศึกเป็นต้องพ่ายแพ้กองทัพอังกฤษอย่างยับเยินจนทหารฝรั่งเศสต่างรู้สึกสิ้นหวัง ท้อแท้ เสียขวัญ และคิดไปว่า ตลอดชีวิตนี้คงไม่มีมนุษย์คนใดสามารถนำทัพกู้ชาติได้สำเร็จนอกจากเทวดา จนกระทั่งเมื่อนายพล Robert de Baudricourt ได้ยินคำพูดที่มั่นใจและเร้าใจของ Joan of Arc เขาจึงอยากลองมีแม่ทัพเป็นผู้หญิงดูบ้าง จึงได้มอบเสื้อเกราะให้เธอสวม และให้ทหาร 6 คนติดตามเธอไปทูลเจ้าชายที่เมืองชินงว่าเธอคือผู้ที่จะปลดแอกเมืองออร์เลอองส์ (Orléans) ซึ่งอยู่ห่างจากชินงประมาณ 150 กิโลเมตร ให้รอดพ้นจากการถูกทหารอังกฤษยึดครอง

ในเดือนมกราคม ค.ศ.1429 Joan of Arc เดินทางถึงชินงเพื่อเข้าเฝ้าเจ้าชายรัชทายาท เมื่อพระองค์ทรงเชื่อคำของเธอจึงโปรดให้เธอนำทหาร 4,000 คนเดินทางไปออร์เลอองส์ Joan of Arc ผู้สวมเกราะขาวและมีอักษรที่หน้าอกเขียนว่า “Jesus Maria” ได้นำทัพเข้าโจมตีทางด้านเหนือของเมืองซึ่งไม่มีป้อมปราการ บรรดาทหารอังกฤษซึ่งไม่เคยเห็นแม่ทัพเป็นผู้หญิงมาก่อนต่างพากันกลัว เพราะคิดว่าเธอคือปีศาจ ในที่สุดเมืองออร์เลอองส์ก็แตกเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ.1429

บริเวณจตุรัสในเมืองรูออง ซึ่งเป็นสถานที่เผา Joan



ชัยชนะครั้งนั้นทำให้ทหารฝรั่งเศสที่อ่อนแอมาตลอดรู้สึกดีและมีกำลังใจมากขึ้นจนพากันเชื่อว่า Joan of Arc คือผู้ที่จะนำเอกราชมาสู่ประเทศชาติดังที่เธอพยากรณ์ หลังจากที่กองทัพอังกฤษพ่ายแพ้แล้ว Joan of Arc ได้นำทหารใต้บังคับบัญชาเดินทางสู่เมืองลียง (Lyon) ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นโดยเจ้าชายรัชทายาท

วันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.1429 Joan of Arc ประกาศสถาปนาองค์รัชทายาทเป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสที่มหาวิหาร St.Remy ในเมืองแรงส์ (Rheims) ด้วยการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ในมหาวิหารตามราชประเพณีที่ได้ปฏิบัติมานานร่วม 900 ปี พระองค์จึงขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 แห่งราชอาณาจักรฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์

จากนั้น Joan of Arc ได้นำทัพขับไล่ทหารอังกฤษที่ปารีส แต่ไม่สำเร็จเพราะพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 ทรงส่งทหารมาช่วยไม่เพียงพอ ในขณะที่ทหารฝรั่งเศสออกสู้ศึกอย่างไม่เต็มที่ เธอกลับสู้ด้วยใจเกินร้อย ถึงได้รับบาดเจ็บแต่เธอก็ไม่ย่อท้อ และได้นำเพื่อนทหารออกสู้ศึกอีกหลายครั้ง จนในที่สุดเธอถูกแม่ทัพ John of Luxembourg จับตัวเป็นเชลยเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ.1430 และถูกนำไปขังที่เมืองกงเปียญ (Compiègne) ใกล้กรุงปารีส แล้วถูกส่งตัวไปขังต่อในคุกเมืองรูออง (Rouen) ที่อังกฤษกำลังยึดครองอยู่

ขณะถูกคุมขัง Joan of Arc ถูกสอบสวนทั้งอย่างเปิดเผยในศาลและอย่างปิดบังในคุกหลายครั้ง ถูกทรมานและถูกถากถางด้วยวาจาตลอดเวลา เช่น ทนายอังกฤษกล่าวหาว่าเธอคงรู้สึกอับอายที่เป็นสตรีจึงต้องสวมเสื้อบุรุษแทน และคำพยากรณ์ทั้งหลายของเธอล้วนเป็นเรื่องหลอกลวง และที่เธออ้างว่าเห็นนักบุญนั้น แท้จริงแล้วเธอเห็นซาตาน ครั้นเมื่อทนายอังกฤษถามเธอว่านักบุญ Margaret พูดกับเธอเป็นภาษาอะไร เธอตอบว่าเป็นภาษาฝรั่งเศสด้วยสำเนียงที่ดีกว่าคนที่ถามมาก และการที่เธอสวมเสื้อบุรุษนั้น เพราะเธอกลัวทหารอังกฤษจะลวนลาม เธอมิใช่แม่มด และเป็นสาวพรหมจรย์ที่ได้เห็นนักบุญกับตา

ศาลทหารอังกฤษในขณะนั้นไม่ประสงค์จะพิพากษาลงโทษเธอ แต่ต้องการให้ศาลฝรั่งเศสพิพากษาโทษเธอแทน ด้วยข้อกล่าวหาว่าเธอลบหลู่ศาสนาคริสต์ เพื่อให้เธอยอมรับว่าผิดและไม่สมควรที่จะจูงใจใครอีกต่อไป Joan of Arc จึงถูกพิพากษาโดยบิชอปแห่งโบเวส์ (Beauvais) ให้ถูกจำคุกตลอดชีวิต คำตัดสินนี้ทำให้ Earl of Warwick แม่ทัพอังกฤษรู้สึกไม่พอใจ เพราะคิดว่าเป็นการลงโทษที่น้อยไป

แต่เมื่อศาลเห็นว่า เธอเข้าฟังคำตัดสินโดยการสวมเสื้อบุรุษทั้งๆ ที่เธอเคยสาบานว่าจะไม่แต่งตัวผิดเพศอีก ศาลจึงกลับตัดสิน และตั้งข้อหาว่าเธอมิได้รู้สึกสำนึกในบาปที่ได้กระทำเลย จึงสมควรรับโทษประหารชีวิตโดยการเผาทั้งเป็น ในฐานะที่เป็นแม่มดแห่งเมืองรูออง พิธีประหารชีวิตของเธอถูกจัดขึ้นที่จัตุรัส Old Market แห่งเมืองรูออง เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ.1431

เป็นที่น่าสังเกตว่าตลอดเวลาที่ Joan of Arc ถูกจับขังคุกและถูกพิพากษาประหารชีวิตนั้น พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 มิได้สนพระทัยหรือดำเนินการใดๆ เพื่อช่วยชีวิตเธอเลย

ในวันประหารชีวิต หลังจากที่นักบวชสวดมนตร์ครั้งสุดท้ายเสร็จสิ้น Joan of Arc ได้ขออนุญาตถือไม้กางเขนในช่วงเวลาที่เหลือของชีวิต เพชฌฆาตจึงยื่นกิ่งไม้ 2 กิ่งให้เธอมัดด้วยเชือกไขว้กันต่างไม้กางเขน ขณะที่นักบวชนำไม้กางเขนขนาดใหญ่จากโบสถ์มาวางตรงหน้าให้เธอเห็นขณะเปลวไฟกำลังลุกท่วมตัว Joan of Arc จูบไม้กางเขนที่ถือในมือ แล้วตะโกนคำสุดท้ายออกมาว่า “Jesus”

เถ้ากระดูกของ Joan of Arc ถูกนำไปโปรยในแม่น้ำแซน (Seine) ในเมืองรูออง ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้ใครเก็บเถ้ากระดูกไปบูชา จะอย่างไรก็ตาม การสังหารประหารชีวิต Joan of Arc ในครั้งนั้นได้ผนึกใจชาวฝรั่งเศสเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสู้กับกองทัพอังกฤษจนเมืองบอร์โดซ์ (Bordeaux) และปารีสได้รับอิสรภาพ และฝรั่งเศสได้เอกราชกลับคืน

ในปี 1920 สันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 5 ทรงประกาศสถาปนา Joan of Arc เป็นนักบุญ ณ วันนี้ชาวฝรั่งเศสถือว่า Joan of Arc คือวีรสตรีผู้รักชาติที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของฝรั่งเศส และเป็นนักบุญผู้กอบกู้เอกราชของชาติ แต่ทว่าชาติไม่ได้ปกป้องเธอให้รอดพ้นจากการถูกเผาทั้งเป็น

ในปี 1867 ซึ่งเป็นเวลา 436 ปีหลังจากที่เธอเสียชีวิต มีคนพบขวดโหลในร้านขายยาแห่งหนึ่งในกรุงปารีส ซึ่งมีป้ายเขียนติดที่ขวดว่าภายในมีซากกระดูกของ Joan of Arc

การพบกระดูกหลงเหลืออยู่หลังการเผา 3 ครั้ง (ศพเธอต้องเผาหลายครั้งเพราะทหารอังกฤษคิดว่าเธอเป็นแม่มด) ทำให้คนหลายคนเชื่ออย่างสนิทใจว่า Joan of Arc เป็นนักบุญตัวจริง ดังนั้นจึงมีการนำขวดโหลบรรจุอัฐิดังกล่าวไปเก็บที่พิพิธภัณฑ์ในเมืองชินง

ในปี 2007 Philippe Charlier นักนิติวิทยาศาสตร์แห่งโรงพยาบาล Raymond Poincaré ที่เมืองการ์ชส์ (Garches) ใกล้ปารีส ได้ขออนุญาตสถาบันศาสนาแห่งฝรั่งเศสนำอัฐิในขวดโหลไปพิสูจน์ความแท้จริงหรือแท้ปลอม

Charlier และผู้เชี่ยวชาญด้านกลิ่นน้ำหอมชื่อ Jean-Michel Duriez แห่งบริษัทฌอง ปาตู (Jean Patou) และ Sylvaine Delacourte แห่งบริษัทแกร์แล็ง (Guerlain) ได้ใช้เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ด้าน spectrometry ในรูปแบบ mass, infrared และ atomic-emission ร่วมกับเทคนิคการวิเคราะห์กลิ่น และได้สรุปพบว่ากระดูกดังกล่าวมิใช่ของ Joan of Arc แต่เป็นกระดูกของมัมมี่อียิปต์

ณ วันนี้ เทคนิควิเคราะห์กลิ่นมีบทบาทมากขึ้นๆ ในวงการนิติวิทยาศาสตร์เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้พบว่าถึงซากจะมีอายุมากเพียงใด แต่กลิ่นก็ยังคงอยู่ และเพื่อให้การวิเคราะห์นี้มีการตรวจสอบอย่างเสรี ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกลิ่นทั้งสองคนมิได้รับแจ้งว่าให้ดมอะไรและไม่ให้ปรึกษากันด้วย

ในการวิเคราะห์เถ้ากระดูก Charlier ใช้กล้องจุลทรรศน์ศึกษาเขม่าดำ และพบว่าสีดำเกิดจากการทาไม้ด้วยยาง bitumen กับ malachite และมิได้เกิดจากการเผากระดูกจนไหม้ดำ เพราะไม่ปรากฏซากของกล้ามเนื้อผิวหนังหรือไขมันหลงเหลือเลย นอกจากนี้ก็ยังพบกระดูกต้นขาของแมวซึ่งคงเป็นแมวดำที่ถูกเผาพร้อมแม่มด และยังได้พบซากของเรณูต้นสนด้วย ซึ่งต้นสนตามปกติจะไม่ขึ้นในแคว้นนอร์มังดี แต่คนอียิปต์นิยมใช้ยางสนทำมัมมี่ และเมื่อนักวิทยาศาสตร์นำซากกระดูกไปวัดอายุก็พบว่ามีอายุราว 2,300 – 2,600 ปี กระดูกในขวดโหลจึงมิใช่ของ Joan of Arc อย่างแน่นอน

ในส่วนของกลิ่นนั้น คนทั้งสองยังพบอีกว่ากระดูกมีกลิ่นวานิลลาปะปนกับกลิ่นปูนปลาสเตอร์ โดยกลิ่นวานิลลาเกิดจากการเน่าของมัมมี่ผ่านผ้าลินินที่ใช้พันศพ ส่วนกลิ่นปูนปลาสเตอร์เกิดจากการเผาเสาที่ทำด้วยยิปซัม

ข้อมูลทุกชิ้นจึงระบุชัดว่า ซากกระดูกในขวดเป็นกระดูกมัมมี่อียิปต์ มิใช่กระดูกของหญิงสาวผู้ถูกเผาทั้งเป็น

และ ณ วันนี้ สถาบันศาสนาแห่งฝรั่งเศสได้ยอมรับคำตัดสินของ Charlier และคณะแล้ว



*********************

เกี่ยวกับผู้เขียน



สุทัศน์ ยกส้าน
ประวัติการทำงาน - ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์

ประวัติการศึกษา - ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

หน้า 24

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

'ไทม์ อิส เลิฟ' นาฬิกาแห่งรัก...!!!

Pic_239199

ไม่มีช่วงเวลาใดที่จะโรแมนติกไปกว่าเดือนกุมภาพันธ์แห่งความรัก...

วันสำคัญที่คู่รักต่างเลือกที่จะแสดงความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจด้วยของขวัญที่พิเศษสุด หลังทำการตลาดด้วยการเน้นเรื่องราวของความรักและความโรแมนติก เป็นจุดขายมานานกว่า 20 ปี จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักที่ชาวเอเชียให้ความนิยม โซวิล เอ ติตัส จึงได้ออกแบบนาฬิกาและเครื่องประดับคอลเลกชั่นใหม่ต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ เพื่อเป็นของขวัญสมบูรณ์แบบ ตัวแทนแห่งรักนิรันดร์ ไทยรัฐออนไลน์พาไปดูว่ารุ่นไหนเหมาะกับข้อมือคู่รักของคุณ!


รุ่น 06-2352-003 (ราคา 18,800 บาท)

รุ่น 06-2352-003 (ราคา 18,800 บาท)



รุ่น 06-2352-001 (ราคา 17,500 บาท)

รุ่น 06-2352-001 (ราคา 17,500 บาท)



นาฬิกาข้อมือดีไซน์หรูในระบบออโตเมติก บนหน้าปัดขนาด 36 มม. มีทั้งแบบตัวเรือนสเตนเลสแท้สีทองโรสโกลด์ตัดกับขอบหมุนเซรามิกสีขาว และแบบตัวเรือนสเตนเลสสตีลตัดกับเซรามิกสีขาว ภายใต้กระจกกระจกแซฟไฟร์คริสตัล บนหน้าปัดแบบเปลือยเผยให้เห็นระบบกลไกการทำงานและอัญมณีที่อยู่ด้านในตัวเรือน


รุ่น 06-2358-002 (ราคา 9,600 บาท)

รุ่น 06-2358-002 (ราคา 9,600 บาท)

รุ่น 06-2358-007 (ราคา 8,700 บาท)

รุ่น 06-2358-007 (ราคา 8,700 บาท)


ตัวเรือนสเตนเลสสตีลรับกับหน้าปัดสีชมพูประกายมุก และแบบตัวเรือนสีทองโรสโกลด์รับกับพื้นสีขาวประกายมุก เพิ่มความหรูหราด้วยคริสตัลล้อมรอบตัวเรือน แทนความรู้สึกแห่งรักด้วยสัญลักษณ์หัวใจแทนเลข 12 แสดงสามหน้าปัดย่อย บอกเวลา 24 ชม. นาที และ วินาทีตัวเรือนสเตนเลสสตีลหน้าปัดสีชมพู ราคา 9,600 บาท และตัวเรือนสีทองโรสโกลด์สายหนังสีขาว ราคา 8,700 บาท

ถ้าเกิดสนใจอยากพบกับนาฬิกา Solvil et Titus ได้ที่ร้านซิตี้เชนและเคาท์เตอร์ซิตี้เชน ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

สอบถามรายละเอียดได้ที่ City Chain Call Center 0-2984-0888 ต่อ 132

หน้า 25

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ม.6 อึ้ง! ข้อสอบโอเน็ต ถามเกิดอารมณ์ทางเพศต้องทำอย่างไร?

มีรายงานว่า บรรดาเด็กนักเรียน ผู้สอบโอเน็ต O-NET ล่าสุด กำลังวิพากษ์วิจารณ์ ถึงลักษณะการออกข้อสอบ ที่มีการกำหนดข้อเลือกตอบที่ยากในการเลือกว่า ข้อไหนกันแน่ที่เป็นคำตอบที่ถูกต้อง อย่างเช่นผู้ใช้ในเว็บไซต์เด็กดี ต่างปวดหัว กุมขมับกับคำถามที่ว่า “หากเกิดอารมณ์ทางเพศขึ้นมาต้องทำอย่างไร” ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ไม่คาดคิดว่าจะมีการออกข้อสอบในลักษณะนี้ พร้อมกับตั้งคำถามว่า การตั้งคำถามลักษณะนี้เป็นการชี้วัดอะไร

นอกจากนี้ยังมีคำถามที่ว่า เป็นแฟนกันต้องแสดงออกยังไงให้ถูกประเพณีไทย เด็กบางคนตั้งคำถามว่า ประเพณีไทยมีบอกด้วยหรือว่าเป็นแฟนกันต้องทำอย่างไร และในข้อเลือกตอบนั้น ก็กำกวมไม่รู้จะเลือกตอบข้อไหนดี

ยังมีการตั้งคำถามถึง “อาการลักเพศ จะมีพฤติกรรมที่แสดงออกมาอย่างไร “ ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า ใน 2 -3 ปีมานี้ ข้อสอบโอเน็ต มักจะแปลกประหลาดมากขึ้นทุกปี สิ่งที่เด็กนักเรียนขยัน ตั้งใจอ่านหนังสือ เมื่อมาเจอข้อสอบแบบนี้ถึงกับอึ้ง จึงต้องการคำอธิบายจากผู้ออกข้อสอบ ขณะที่บางคนก็มองเป็นเรื่องขำขัน คิดว่า ผู้ออกข้อสอบคงไม่อยากให้เด็กเครียดกับการสอบมากเกินไป แต่กระนั้นกลับทำให้เครียดยิ่งกว่าเดิม…

อย่างเช่นข้อสอบวิทยาศาสตร์ ออกปริศนาคำทาย ที่มีการตั้งคำถามบอกใบ้ แล้วให้ทายว่าวัตถุสิ่งนั้นคืออะไร

ที่มา : Mthai News

ภาพ: dek-d.com

หน้า 26

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เมื่อคู่แฝดกลับมาประกบฝา

Pic_239402

เชื่อมั้ยครับว่า มีฝาแฝดบนโลกเรานี้หลายคู่ ที่เกิดมาไม่เคยเห็นหน้าค่าตาคู่แฝดของตัวเองเลย เนื่องจากพออุแว้ออกมาก็ถูกแยกตัวไปเลี้ยงดูโดยผู้มาอุปการะสองครอบครัว แล้วก็พลัดพรากจากกันไปนับแต่นั้น แต่แล้วเมื่อเติบใหญ่ขึ้นฟ้าก็ลิขิตให้มาพบกันโดยบังเอิญอย่างน่าประหลาด และที่น่าประหลาดยิ่งขึ้นไปอีกคือพบว่า แม้จะห่างเหินกันไปหลายสิบปี ทว่าพฤติกรรมของพี่น้องฝาแฝดนั้น กลับคล้ายคลึงกันอย่างเหลือเชื่อ ดังจะยกมาเล่าให้ฟังในซันเดย์สเปเชียลหนนี้ครับ

ชุมนุมเด็กแฝด

ชุมนุมเด็กแฝด

คู่แรกได้แก่ แจ๊กเกลิน กับ ชีลา ลูอิส (Jacqueline and Shiela Lewis) ทั้งสองถูกแยกนำไปเลี้ยงดูโดยสองครอบครัว และทั้งคู่ไม่รู้เลยว่า ตนนั้นมีคู่แฝดอยู่บนโลกนี้ กระทั่งกาลเวลาผ่านไป 27 ปี แจ๊กเกลินได้ไปหาแพทย์ที่โรงพยาบาลเซ้าธ์มีด (Southmead Hospital) เมืองบริสตอล, อังกฤษ เพื่อรักษาโรคผิวหนังอันสืบทอดกรรมพันธุ์มา และในวันเดียวกันนั้นเอง ชีลาก็ได้ไปที่โรงพยาบาลนี้ด้วยอาการของโรคเดียวกัน ทั้งสองเข้าไปนั่งรอตรวจอยู่ในห้องเดียวกัน ความที่หน้าตา และอากัปกิริยาหลายอย่างช่างดูคุ้นหูคุ้นตากันเหลือเกิน จึงได้มีการถามไถ่ทักทายกันขึ้น เมื่อซักไซ้ไล่เลียงรายละเอียดต่างๆ ทั้งสองก็พลันตระหนักได้อย่างปราศจากข้อสงสัยเลยว่า ที่แท้อีกคนหนึ่งนั้นก็คือ คู่แฝดประกบฝาของตนแต่อ้อนแต่ออกนั่นเอง

และน่าอัศจรรย์ยิ่งขึ้น เมื่อพบว่า สองปีก่อนหน้านี้ สามีของชีลาเสียชีวิตลงในวันเดียวกับที่แจ๊กกี้ได้หย่าขาดกับสามีของเธอ นับว่าสวรรค์ลิขิตชีวิตคู่ของเธอทั้งสองไว้ละม้ายกันอย่างยิ่ง

คู่ที่สอง ในวันหนึ่งของเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1939 ที่เมืองปิกัว, รัฐโอไฮโอ, อเมริกา เด็กชายฝาแฝดคู่หนึ่งได้ถูกสองครอบครัวนำตัวแยกไปเลี้ยง โดยแต่ละครอบครัวได้รับคำบอกเล่าว่า เด็กที่เป็นคู่แฝดนั้นเสียชีวิตไปแล้ว

ครอบครัวหนึ่งนั้นนามสกุลสปริงเกอร์ (Springer) อาศัยอยู่ที่เมืองเดย์ตัน ส่วนอีกครอบครัวหนึ่งสกุลลูอิส (Lewis) พำนักอยู่ที่เมืองลิมา ซึ่งห่างกัน 80 ไมล์

หกปีผ่านไป นางลูอิสได้ไปทำเอกสารเพื่อขอรับรองเด็กชายเป็นลูกบุญธรรม และแล้วเธอก็ได้รู้โดยบังเอิญว่า ที่แท้ลูกชายบุญธรรมของเธอคนนี้มีคู่แฝดที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะเมื่อแจ้งขอตั้งชื่อเขาว่า เจมส์ เอ็ดวาร์ด (James Edward) ทางเจ้าหน้าที่ก็บอกว่า “ตั้งชื่อนี้ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะคู่แฝดของเด็กชายนี้ได้ตั้งชื่อนี้ไปแล้ว” อะไรจะคิดพ้องกันถึงปานนั้น ทั้งนี้ อีกตระกูลหนึ่งคือสปริงเกอร์ ก็ยังคงคิดว่าคู่แฝดลูกบุญธรรมของตนตายไป

คู่แฝดต่างเพศ (ภาพจากภาพยนตร์ jack and jill)

คู่แฝดต่างเพศ (ภาพจากภาพยนตร์ jack and jill)

กาลเวลาล่วงเลยไปเรื่อย โดยที่เจมส์ ลูอิส แม้จะรู้ว่ามีคู่แฝดของตนอยู่ แต่เขาก็คงลังเลตลอดเวลาที่จะค้นหาว่าเจมส์อีกคนนั้นอยู่หนใด กระทั่งสุดท้ายก็ตัดสินใจสืบหาคู่แฝดของตนจากข้อมูลสำมะโนครัวของทางการ และก็ได้พบกันเป็นครั้งแรกในชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1979 เมื่อทั้งสองอายุได้ 39 ปี หลังจากพูดคุยถึงเรื่องราวชีวิตของแต่ละฝ่ายก็ได้ทราบว่า ทั้งสองเจมส์แต่งงานและหย่ากับสาวนามลินดา แล้วก็แต่งหนสองกับสาวคนใหม่นามเบ็ตตี้เหมือนกันเด๊ะ หนำซ้ำ ยังไปฮันนีมูนที่ชายหาดเดียวกัน คือ เซนต์ปีเตอร์, รัฐฟลอริดา อีกด้วย เจมส์ทั้งคู่ทำงานเกี่ยวกับช่างไม้ ทั้งคู่เคยผ่านการอบรมการรักษาความปลอดภัยที่โปลิสจัดขึ้น ลูกชายคนโตของทั้งสองมีชื่อว่า เจมส์ อลัน (James Alan) กับ เจมส์ อัลเลน (James Allen) คล้ายกันไปหมด ทั้งสำเนียงพูดและท่าทาง ต่างกันเพียงอย่างเดียวคือ ลูอิสผมสั้น แต่สปริงเกอร์ผมยาว

คู่ที่สาม เหตุการณ์เกิดขึ้นในปีเดียวกันกับคู่ที่สอง คือในวันที่ 27 ก.ค. 1939 ไม่กี่วันก่อนหน้าคู่แฝดโอไฮโอจะถือกำเนิด นักศึกษาจากฟินแลนด์นามเฮเลนา จาคอบสัน ได้คลอดลูกแฝดหญิงที่ รพ.แฮมเมอร์สมิธ, ลอนดอน ทารกคนพี่มีชื่อว่า แด็กมาร์ แดฟเน มาร์กาเร็ต คนน้องชื่อ กอร์ดา บาบารา ด้วยเหตุที่เฮเลนาไม่มีสามีเป็นตัวตน ทารกทั้งสองจึงมีผู้มาขออุปการะนำไปเลี้ยงดูตั้งแต่เกิด โดยบาบาราไปอยู่กับสกุลเฮอร์เบิร์ต ที่เมืองโดเวอร์ ส่วนแดฟเนอาศัยอยู่กับสกุลกู๊ดชิพ ที่เมืองเวคฟิลด์

แฝดบางคู่ต้องรอจนโตเป็นผู้ใหญ่กว่าจะได้กลับมาพบกัน

แฝดบางคู่ต้องรอจนโตเป็นผู้ใหญ่กว่าจะได้กลับมาพบกัน

ต่อมาในขณะที่ทั้งสองยังเป็นเด็กรุ่นๆ มารดาเลี้ยงของเธอทั้งคู่ก็เสียชีวิต ครั้นจบจากการศึกษา ทั้งคู่ได้เข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ พอแต่งงานแล้วลูกในครรภ์แรกของทั้งสองแท้ง จากนั้นทั้งคู่จึงมีลูกชายสองคนแรก กับเด็กหญิงตามมา ทั้งบาบาราและแดฟเนชอบการแกะสลัก แต่ว่าบาบาราถนัดแกะไม้ ในขณะที่แดฟเนชอบแกะสบู่

ทั้งคู่มีโอกาสได้พบหน้ากันเป็นครั้งแรกในปี 1979 เมื่ออายุ 39 ซึ่งตรงกับการพบกันของคู่แฝดโอไฮโออย่างน่าอัศจรรย์ใจ หรือดวงชะตาทั้งสองคู่แฝดอยู่ในฤกษ์เดียวกัน ซึ่งสวรรค์ลิขิตไว้ว่า ชะตาชีวิตจะต้องเป็นอย่างนี้!?

อีกคู่หนึ่งเป็นคู่สุดท้ายละกันในเดือนกรกฎาคม 1979 คู่แฝด รูธ จอห์นสัน ซึ่งอยู่เมืองโลเวลล์, รัฐแมสซาชูเสตต์ กับแอลลิสัน มิทเชลล์ เอิร์บ ผู้ที่อยู่ที่เมานต์ เวอร์นอน, รัฐเมน ได้มาพบกันเป็นหนแรก หลังจากที่พลัดพรากจากกันไปนานถึง 26 ปี โดยก่อนหน้านั้นในเดือนมิถุนายน ทั้งคู่ได้ดูโทรทัศน์ที่มีการอภิปรายเรื่องสิทธิของเหล่าบุตรบุญธรรมที่จะมีโอกาสได้เจอะเจอกัน จากนั้นทั้งสองจึงเริ่มต้นสืบหาคู่แฝดของตน จนกระทั่งได้พบหน้ากันดังกล่าว

คุณยายคู่แฝด อายุตั้ง 100 ปีแล้ว ยังเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน

คุณยายคู่แฝด อายุตั้ง 100 ปีแล้ว ยังเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน

เมื่อได้ซักไซ้ความเป็นไปในชีวิตของกันและกัน ก็ได้รู้อย่างน่าทึ่งใจว่า ทั้งรูธและแอลลิสันต่างก็มีอาชีพเป็นช่างทำผม มีลูกสาวคนหนึ่งชื่อคริสเตนเหมือนกัน และก็มีลูกอีกหนึ่งคนเหมือนกัน

แฝดทั้งสี่คู่ที่นำมาเล่าให้ฟังนี้ แต่ละคู่ล้วนมีความละม้ายคล้ายคลึงกันทั้งรูปร่างหน้าตา อุปนิสัย ตลอดจนหน้าที่การงาน และเมื่อได้พบหน้าหลังจากไม่เคยเห็นกันเลยตั้งแต่เกิด ก็มีความดีอกดีใจ ทักทายวิสาสะกัน ต่างจากแฝดคู่หนึ่งซึ่งเมื่อได้พบและมาอยู่ด้วยกัน ดันกลับไม่ชอบหน้ากันและกัน สร้างความวุ่นวายโกลาหลให้เกิดขึ้น ทว่า เกิดขึ้นในนิยายที่นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Jack and Jill ซึ่งเนื้อเรื่องมีอยู่ว่า แจ๊คกับจิลล์เป็นคู่แฝดชาย-หญิง ต่อมาแจ๊คได้ย้ายจากครอบครัวไปอยู่คนเดียวที่แอลเอ ส่วนจิลล์อยู่อีกฝั่งของทวีปร่วมกับพ่อแม่ ทั้งสองมีโอกาสได้พบกันปีละครั้งเดียวในวันขอบคุณพระเจ้า (Thanks giving) แต่ด้วยเหตุที่ห่างเหินกันนาน และนิสัยทั้งคู่ต่างกันราวฟ้ากับดิน การต้องพำนักอยู่ด้วยกันจึงน่ารำคาญมากกว่าน่าเบิกบานใจ นั่นเพราะแจ๊คเผลอชวนจิลล์ให้อยู่ตระเวนชมให้ทั่วแอลเอ

คู่แฝดต่างสีผิว

คู่แฝดต่างสีผิว

เหตุวุ่นวายใหญ่หลวงเกิดขึ้นเมื่อบริษัทที่แจ๊คทำงาน ต้องการให้แจ๊คไปทาบทามดาราใหญ่เจ้าอารมณ์มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ แต่ทว่าจิลล์ก็ทำให้ความพยายามของแจ๊คต้องแปรผัน ท่ามกลางความสนุกสนาน และซาบซึ้งใจระคนกัน แต่จะเป็นอย่างไรนั้น ต้องไปทัศนาด้วยตาตนเองละครับ.

โดย อุดร จารุรัตน์ และ ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

 

หน้า 27

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Impossible race (ตอนที่ 1)

Pic_239911

"Success is a lousy teacher, it seduces smart people into thinking they cant’ lose" Bill gates

มีคนเคยถามผมในบทสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า ช่วงเวลาไหนเป็นช่วงเวลาที่ผมทำงานแล้วสนุกที่สุด ช่วงที่ผมนึกออกชัดเจนก็คือช่วงที่เราต้องดิ้นรนเพื่อให้บริษัทอยู่รอด เป็นช่วงที่บริษัทอ่อนแอ ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ความร่วมมือร่วมใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความเสียสละ ความเห็นแก่ส่วนรวม เป็นบรรยากาศการทำงานที่สนุกมาก ทั้งๆ ที่สถานะทางการเงินและการแข่งขันย่ำแย่

แต่น่าแปลกที่ว่า พอบริษัทเริ่มแข็งแรง พอทีมงานเริ่มลิ้มลองสิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จบ่อยเข้า บรรยากาศการทำงานกลับไม่สนุกเหมือนเคย พอเราเริ่มหายใจหายคอกันได้แล้ว ไม่ต้องดิ้นรนกันทุกนาทีเพื่ออยู่รอด การเมืองภายในก็เริ่มกลับมา เริ่มมีการโทษกันไปมาไม่เหมือนแต่ก่อน

ความสำเร็จทำให้เราเริ่ม ไม่ค่อยอยากดิ้นรนหาทางใหม่ๆ เพราะที่ทำอยู่แบบเดิมก็พิสูจน์แล้วว่าพอไปได้ ความสำเร็จทำให้ทีมเริ่มประมาทขณะที่คู่แข่งพอเพลี่ยงพล้ำก็เริ่มพัฒนาตัวเองขึ้นมา แต่เรากลับมองไม่เห็นเพราะความสำเร็จบังตา ยิ่งสำเร็จเท่าไร การพัฒนาตัวเองและทีมงานดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ

ช่วงที่ผมนึกถึงก็คือ ช่วงที่ดีแทคเริ่มประสบความสำเร็จหลังจากต้องต่อสู้ดิ้นรนแทบเอาตัวไม่รอดมาหลายปี แต่พอเริ่มสำเร็จ ส่วนแบ่งการตลาดเริ่มดีขึ้น ผมก็เริ่มสังเกตถึงความเฉื่อยลงของทีมงาน

“โอ๊ยพี่ เรามาถูกทางแล้ว อย่าไปสนใจคู่แข่งเลย สบายมาก” คำพูดแบบนี้จะได้ยินประจำเวลาผมพูดถึงคู่แข่งว่าเขากำลังปรับตัวและอาจจะกระทบเราได้

ในตอนนั้น คุณซิกเว่ เบรกเก้ ยังเป็นซีอีโอของดีแทคอยู่ คุณซิกเว่เองก็เริ่มสังเกตถึงความเฉื่อยชาของผู้บริหารและพนักงานที่เริ่ม ติดเชื้อจากโรคแห่งความสำเร็จ เริ่มไม่อยากทำอะไรใหม่ เปลี่ยนแปลงอะไรก็ช้าลง

คุณซิกเว่เองเคยมีประสบการณ์เรื่องนี้มามาก ก็รู้ได้ทันทีว่า ความสำเร็จที่เรามีในช่วงนั้นเป็นแค่ช่วงสั้นๆ แถมเกิดจากการที่เราทำอะไรใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง และคู่แข่งเองก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาเร็วมาก ถ้าเรายังติดแอ๊กแบบนี้อยู่ ความหายนะก็ดูเหมือนจะเห็นอยู่ลิบๆ

คุณซิกเว่กับผมก็ปรึกษาหารือกัน เราก็เห็นพ้องต้องกันว่า คงจะต้องหาเป้าหมายยากๆ อันใหม่เหมือนภูเขาลูกใหม่ที่ให้ทีมปีน เพื่อที่จะได้ร่วมมือร่วมใจกันอีกครั้ง แทนที่จะชื่นชมอยู่กับภูเขาลูกเดิม

เราคิดถึงว่าเราอยากเป็นแบรนด์ ที่คนชื่นชมให้มากที่สุด เพราะคิดว่าถ้าสามารถสร้างแบรนด์ที่คนรักและผูกพันได้ ความแข็งแรงนี้จะอยู่กับดีแทคได้ในระยะยาว และเราก็รู้ดีว่า การสร้างแบรนด์ที่แข็งแรงจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของบริษัทใน การพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะแบรนด์ไม่ใช่เรื่องของโฆษณา แต่เป็นการทำให้ลูกค้าได้รับมากกว่าที่ลูกค้าคาดหวัง

เป้าหมายนี้ เป็นเป้าหมายที่ยาก คุณซิกเว่และผมก็คิดว่าน่าจะเป็นเป้าหมายที่ท้าทายและเป็นเป้าหมายที่ได้ ทั้งลูกค้าและได้ทั้งการปลุกพลังในองค์กรให้ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

หลังจากการประชุมไปหลายรอบ ความเคลื่อนไหวกลับช้ากว่าที่เราคิดเยอะ แทบทุกคนมีคำถามในหัวว่าเราประสบความสำเร็จแบบนี้แล้วยังจะต้องดิ้นรนไปอีกทำไม บางคนก็ไม่ได้คัดค้านแต่ก็เนือยๆ รอฟังคำสั่ง บางคนก็ตั้งแง่ตีรวน คุณซิกเว่เองก็หงุดหงิดมาก เพราะไม่รู้จะเกลี้ยกล่อมกันยังไงให้ได้พลังอย่างที่เราอยากได้เพื่อฉีกหนี ตัวเองและคู่แข่งให้ได้

แม้กระทั่งมีคำพูดจากผู้บริหารคนนึงที่พูดขึ้นมาระหว่างประชุมเรื่องการเป็นแบรนด์ที่ คนชื่นชมที่สุดว่า เรากำลังจะทำในสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” เพราะแค่นี้ดีแทคก็ดีอยู่แล้ว ไม่มีทางที่จะไปถึงตรงนั้นได้

“it s impossible" เป็นคำที่มีคนแปลให้ซิกเว่ฟัง ซึ่งก็ทำให้เห็นควันที่ออกหูจากคุณซิกเว่ได้ในทันที

…..

คุณซิกเว่เป็นคนที่แข็งแรงมากๆ เหมือนกับคนนอร์เวย์หลายคนที่ผมเคยเจอก็คือชอบออกกำลังอย่างหนักและดูแล ร่างกายอย่างดีไม่ว่างานจะยุ่งแค่ไหน

คุณซิกเว่วิ่งสิบกิโลแทบทุกวัน ใช้เวลาไม่ถึงห้าสิบนาที ซึ่งเป็นเวลาที่ดีมากๆสำหรับคนอายุสี่สิบปลายๆ อย่าว่าแต่คิดเลย แค่ฝันถึงพวกคนทำงานอย่างเรายังไม่กล้าฝันว่าจะทำได้

ผมก็เหมือนผู้บริหารทั่วไปในตอนนั้นที่ไม่ค่อยดูแลตัวเองเท่าไหร่นัก กินข้าวเย็นดึกๆ เยอะๆ ไปงานเลี้ยงค่ำๆบ่อย กำลังก็ไม่ได้ออก ร่างกายก็อ่อนแอลง น้ำหนักตัวก็มากขึ้นตามลำดับ หันข้างๆ มองเพื่อนผู้บริหารด้วยกันก็มีแนวโน้มคล้ายๆ กัน เราก็ไม่ได้กังวลอะไรกันมากนัก

คุณซิกเว่นานๆ ก็มาแหย่พวกเราทีว่า ทำไมผู้บริหารไทยไม่ออกกำลังเลย อ้วนพุงพลุ้ยกันไปหมด แหย่กันขำๆ เราก็แหย่กลับว่าเราไม่มีเวลา แถมไม่มีสมาชิกสปอร์ตคลับให้ออกกำลังเลย บริษัทสมัครให้หน่อยสิ ซิกเว่ก็หัวเราะเหอะๆแล้วทำเนียนเงียบๆไป

ผมเองนานๆ ก็ไปออกกำลังนิดหน่อย ออกเสร็จก็ไปกินแหลกเหมือนเดิมอยู่เป็นประจำ จนมีวันหนึ่งซึ่งอยู่ในช่วงเดียวกันกับที่กำลังปวดหัวกับความเป็นไปไม่ได้ ของภารกิจปั้นแบรนด์ที่ดีแทค

เช้าวันนั้น ผมไปลองวิ่งดู วิ่งได้สองร้อยเมตรก็ไม่ไหว ระหว่างเดินพักก็นึกถึงคุณซิกเว่ นึกว่าทำไมซิกเว่ถึงวิ่งได้สิบกิโล เราวิ่งได้สองร้อยเมตรก็ไม่ไหวแล้ว

ในใจก็คิดว่า เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำได้เหมือนซิกเว่ ครึ่งหนึ่งก็ยังไม่มีทางได้

“เป็น ไปไม่ได้?” ผมฉุกคิดกับคำๆ นี้ คำนี้เพิ่งโผล่มากลางห้องประชุมเมื่อวานนี่นา ตอนที่เราคุยเรื่องความพยายามที่จะเป็นแบรนด์ที่คนชื่นชมที่สุด

“เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้” เรามาถึงทางตันทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวแล้วหรือ ผมคิดในใจ


ไม่รู้ว่าอะไรดลใจผมในตอนนั้น ระหว่างทางไปทำงานเช้าวันนั้น ผมเขียนพรีเซ็นเทชั่นแบบเร็วๆขึ้นมา จากความรู้สึกอัดอั้นตันใจจากคำว่าเป็นไปไม่ได้ พอเข้าห้องประชุมผุ้บริหารระดับสูงที่คุณซิกเว่เป็นประธาน ผมก็ขออนุญาตซิกเว่พรีเซนต์สิ่งที่ผมเขียนมาในรถก่อนที่ประชุมจะเริ่ม

“impossible race” เป็นหัวข้อที่ผมเล่าให้ผู้บริหารหกเจ็ดคนในวันนั้นฟัง

เนื้อหาของพรีเซนต์ก็คือ การชวนผู้บริหารของบริษัทไปวิ่งให้ได้สิบกิโลกัน ซ้อมกันซักสามเดือน ยังไม่ได้มีรายละเอียดอะไรมาก แค่มาขออนุมัติในหลักการเพื่อจัดการแข่งขัน

ผู้บริหารมองหน้ากันเลิ่กลั่ก คิดว่าผมบ้าไปแล้ว ใครจะไปทำได้ ก่อนที่จะมีใครค้านทัน คุณซิกเว่ก็พูดด้วยเสียงอันดังว่า

“โอเค เอาเลย!”

แน่นอน ว่าซิกเว่เอาด้วยอยู่แล้วเพราะเป็นคนเดียวในห้องที่วิ่งได้ ที่เหลือก็เริ่มมองหน้ากัน บางคนก็คิดว่าเงียบๆ ไปดีกว่าเดี๋ยวโครงการก็ล้มเพราะคนคงคัดค้านเยอะ บางคนก็คิดว่าเดี๋ยวก็ส่งลูกน้องวิ่งแทนก็ได้ ไม่มีใครคิดว่าจะวิ่งกันจริงๆ จังๆ

พอออกมานอกห้อง คุณซิกเว่ก็คุยกับผมว่า ครั้งนี้เขาซีเรียส เขาจะต้องจัดวิ่งแข่งให้ได้ เพราะถ้าเรื่องแบบนี้ทำไม่ได้ ให้เกิดความเป็นไปไม่ได้อีกในองค์กร แผนงานใหญ่ก็ไม่มีทางที่จะทำได้

หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ผม ที่จะต้องเริ่มกระบวนการหาทางให้ผู้บริหารอ่อนแอหนึ่งร้อยคนซึ่งรวมถึงผมเองด้วย วิ่งให้ได้สิบกิโล!!!

(ตอนที่สอง อังคารหน้านะครับ )

ธนา เธียรอัจฉริยะ

 

หน้า 28

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เกร็งทั้งตัว!!! แฟชั่นนุ่งลมห่มฟ้า"หมวกสวย เปลือยท่อนล่างนางแบบ"บนเวทีแคทวอล์คเมืองผู้ดี!

เมื่อเร็วๆ นี้ งานแฟชั่นกรุงลอนดอน สร้างความฮือฮา เมื่อจัดแฟชั่น"หมวกสวย เปลือยท่อนล่างนางแบบ-นายแบบ งานนี้ยังมีการร่วมแจม"ของนู๊ดระดับคุณป้า ผู้ชายเปลือยท่อนล่าง อดีตนางงาม ที่โชว์นู๊ดว่าที่คุณแม่ ลองไปชมกันเพราะเป็นอีกแฟชั่น"นุ่งลมห่มฟ้า"ที่โชว์ความกล้าแบบ"เพียว ๆ"จริงๆ

 

 

 








 

 

หน้า 29

วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สุดขีด! กับ 'Workshop' ถ่ายภาพสุดเข้มปี 3 โดย 'National Geographic...'!!

Pic_240036

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ตรง เรียนรู้เทคนิคถ่ายภาพในสถานที่จริงกับช่างภาพนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย และช่างภาพมืออาชีพระดับประเทศ...

สำหรับคนที่ชอบและรักการถ่ายภาพ ไทยรัฐออนไลน์มีข่าวดีมาบอกกับ Workshop การถ่ายภาพ “สวรรค์กลางขุนเขา ชนเผ่ามลาบรี วิถีนครเก่าแก่ ตะวันลับแลริมน้ำน่าน” วันที่ 3 – 7 พฤษภาคม 2555 จำนวน 5 วัน 3 คืน ออกเดินทางตอนเย็นวันที่ 3 พ.ค. ณ จังหวัดน่านดินแดนเหนือเขื่อนดินใหญ่สุด แหล่งพักไม้เถื่อนในอดีต พลิกชะตามาเป็นหมู่บ้านหาปลา ปากนาย สายใยแห่งสิบสองปันนารูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลง แต่วิถีไม่เปลี่ยนไป กับ ไทลื้อผู้เปี่ยมด้วย “ใจ”

นอกจากนี้ยังพบกับชนเผ่าเร่ร่อนผู้อาบลมห่มใบตอง เปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนกางเกงตามยุคตามสมัย แต่ยังโดนเอารัดเอาเปรียบจากชนกลุ่มน้อยด้วยกันเองกับ “มลาบรีผู้ห่มฟ้า”

และตำนาน “พุ่งสะเน้า” แบ่งถิ่นเกลือสู่เส้นทางการค้า และสงครามการแย่งชิง บ่อเกลือสินเธาว์ สู่ตำนาน “บ่อเกลือ” แห่งเดียวในภาคเหนือ

อย่างไรก็ดี สำหรับวิทยากรของงานในครั้งนี้ก็คือ นายยุทธนา อัจฉริยวิญญู ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์
http://www.shutter-j.com/ กับสุดยอดสารคดีคุณภาพ 28 เรื่อง ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย และนายคัมภีร์ ผาติเสนะ ช่างภาพนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทยนั่นเอง

สำรองที่นั่ง และโอนเงินก่อน มีสิทธิ์ก่อน!! ด่วน รับจำนวนจำกัดเพียง 40 ท่านเท่านั้นราคาสมาชิก 8,500 บาท ผู้อ่านทั่วไป 9,000 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0-2422-9999 ต่อ 4132, 4176 – 4178, 4700 หรือได้ที่ 08-4386-5888

ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!!

ดูด..ดึง..เย็บกระชับ up บอดี้..!

Pic_240841

ไขมันปนเลือดและน้ำเหลืองถูกดูดออกมารวมไว้ในกระบอกพลาสติก เช่นเดียวกับผนังหน้าท้องติดมันที่ถูกเฉือนออก ก่อนจะดึงเนื้อหนังให้กลับไปเต่งตึงอย่างเก่า

การดูดไขมัน หรือ Liposuction เป็นเทคโนโลยีที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน สำหรับผู้หญิงและผู้ชายที่อยากจะมีร่างกาย ฟิต แอนด์ เฟิร์ม ภายใต้กระบวนการ Body contouring หรือการปรับแก้ไขรูปร่างให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการลดน้ำหนัก

อ้วน พุงพลุ้ย ท้องย้อย ขาใหญ่ ก้นหย่อน...!

ล้วนแล้วแต่เป็นฝันร้ายของคนที่อยากจะมีหุ่นดี แต่บังเอิญมีไขมันส่วนเกินมากไปหน่อย


การกำจัดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย ไม่ง่ายเหมือนตอนที่เรากินมันเข้าไป ทั้งคุณหมอและผู้เชี่ยวชาญส่วนมากมักแนะนำให้งดอาหารที่มีแป้งหรือไขมันสูงควบคู่กับการออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญไขมันที่มีอยู่เกินออกไป ส่วนหนึ่งดูเหมือนจะได้ผลดีที่น้ำหนักลดลง แต่ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เมื่อมองตัวเองในกระจกและพบว่ายังมีไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ตามจุดต่างๆ เช่น หน้าท้อง เอว ต้นขา บดบังความหล่อ สวย เร้าใจ...

“เป้าหมายที่แท้จริงของการดูดไขมัน ไม่ใช่เพื่อลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน ผู้หญิงบางคนมีหน้าท้องลาย หย่อน คล้อยหลังการคลอดบุตร หรือผู้ชายบางคนมีส่วนโค้งของเอวป่องออกด้านข้างเพราะไขมันที่พอกพูน ลดทอนความหล่อ ล่ำ บึ้ก ที่จะมัดใจสาวน้อยสาวใหญ่ได้ ก็มาให้หมอดูดไขมันส่วนที่เกินออก เป็นการอัพ แมน (Up Man) เพื่อสร้างความมั่นใจ” น.ท.นพ.ณัฏฐวุฒิ เจียมไชยศรี ศัลยแพทย์โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช อธิบายจุดประสงค์ของการดูดไขมัน
ก่อน

ก่อน

หลัง

หลัง


“การดูดไขมันเป็นการดูดเอาเซลล์ไขมันออกไป เช่น สมมติว่ามีเซลล์ไขมันอยู่ 1 ล้านเซลล์ ดูดออกไป 4 แสนเซลล์ เหลือ 6 แสนเซลล์ก็จะอยู่แค่นั้น ไม่เพิ่มจำนวนอีก”

ขั้นตอนการดูดไขมันก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร แค่ใส่เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายท่อ สอดผ่านแผลขนาดเล็กเข้าใต้ผิวหนังเพื่อดูดไขมันส่วนที่ไม่ต้องการออก การดูดไขมันไม่ใช่วิธีลดความอ้วนแต่สามารถกำจัดไขมันเฉพาะส่วนได้ดี ซึ่งถ้าเป็นจุดเล็กๆก็อาจจะไม่ต้องวางยาสลบ แค่ฉีดยาชาเฉพาะที่เท่านั้น

แต่ถ้าไขมันมีปริมาณมหาศาล แถมหน้าท้องยังหย่อนคล้อย แตกลายงา ดูดยังไงก็ไม่สามารถปรับรูปร่างหรือสัดส่วนให้ดีได้

“ต้องยอมรับว่า สภาวะแบบที่ว่านั้นมีมากขึ้นในปัจจุบัน เช่น ผู้ชายอ้วนลงพุง ผู้หญิงท้องลายที่ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการคลอดบุตร หรือมีไขมันสะสมในบริเวณส่วนล่างของท้อง ซึ่งถ้าเป็นถึงขนาดที่ว่า ก็ต้องใช้วิธีการผ่าตัดไขมันและดึงหน้าท้อง เป็นการผ่าตัดเอาไขมันส่วนเกินในบริเวณส่วนล่างของท้องออก และอาจจะต้องเอาผิวหนังในส่วนที่ท้องลายบริเวณใต้สะดือออกด้วย ก่อนจะผ่าตัดและเย็บกระชับกล้ามเนื้อผนังหน้าท้อง ควบคู่ไปกับการดูดไขมันส่วนเกินในบริเวณท้องส่วนบนและเอวออกด้วย” ศัลยแพทย์ รพ.ภูมิพลอดุลยเดช อธิบายถึงวิธีการดูด ดึง เย็บกระชับ เพื่ออัพสัดส่วนของร่างกาย
ก่อน

ก่อน

หลัง

หลัง


ในการผ่าตัดเย็บกระชับผนังหน้าท้อง แพทย์จะวาดตำแหน่งที่มีความต้องการดูดหรือผ่าตัดเอาไขมันออก จากนั้นจึงทำการผ่าตัดส่วนล่างของท้อง ตั้งแต่ขอบกางเกงใน และค่อยเลาะผนังหน้าท้องขึ้นถึงบริเวณลิ้นปี่ แยกสะดือออกจากผนังหน้าท้อง ดึงผนังหน้าท้องลงมาด้านล่าง ตัดผิวหนังและไขมันส่วนเกินออก แล้วจึงเย็บกระชับกล้ามเนื้อผนังหน้าท้องให้กลับเข้าไปอย่างเดิม ก่อนจะเจาะรูที่ผนังหน้าท้องเพื่อนำสะดือขึ้นมาไว้ที่จุดเดิม แล้วจึงเย็บปิดแผลใส่ท่อระบายเลือด ข้อดีของการผ่าตัดเย็บกระชับหน้าท้องนี้ผลที่ได้คือ หน้าท้องจะตึงขึ้น ไขมันบริเวณหน้าท้องและเอวลดลงอย่างเห็นได้ชัด หากมีท้องลายใต้สะดือ ลายนั้นก็จะหายไป ส่วนข้อเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้ก็คือ มีแผลเป็น เป็นรอยยาว มีเลือดออกมากกว่าการดูดไขมันธรรมดา และอาจเกิดการติดเชื้อได้ เนื่องจากเป็นการผ่าตัดใหญ่

หลังผ่าตัดแพทย์จะสวมผ้ายืดหรือพันผ้าไว้ประมาณสองเดือน ในกรณีของการดูดไขมันอาจจะมีรอยเขียวช้ำบริเวณที่เข็มเจาะผ่านผิวหนังเข้าไป แต่จะหายไปเองภายใน 2 สัปดาห์

สำหรับราคาค่าดูดไขมันเฉพาะที่ ประมาณการคร่าวๆอยู่ที่ประมาณจุดละ 30,000 บาท บวกลบ แล้วแต่ว่าทำที่ รพ.ไหน แต่ถ้าอยากจะยกกระชับกันทั้งผนังหน้าท้องล่ะก็ เริ่มต้นที่ 80,000 ไปจนถึงหลายแสนแล้วแต่ความยากง่าย และโรงพยาบาลที่เลือก

เบาะๆ เบาๆ สำหรับสาวๆ และหนุ่มๆที่อยากจะ Up สัดส่วน งานนี้อยากสวย หล่อ ก็ต้องใจถึงและกล้าเสี่ยง!

โปรย

ก่อน

หลัง

ผู้เฒ่าซิมบับเวอ้าง แก่สุดในโลก 115 ปี เผยเป็นครูประถม 'มูกาเบ'

Pic_240988

 

ชายชราชาวซิมบับเว อ้างอายุมากที่สุดในโลก 115 ปี เผยเคยเป็นครูสมัยประถม ของอดีตประธานาธิบดี "โรเบิร์ต มูกาเบ" ด้วย...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 24 ก.พ. ว่า นายออสการ์ มุนโยโร คัตสุคุนยา ชายชราชาวซิมบับเว อ้างว่าตนเองเป็นชายที่มีอายุมากที่สุดในโลก ด้วยวัย 115 ปี เกิดเมื่อปี 1897 ทั้งยังระบุว่า เคยเป็นครูในระดับประถมศึกษา ของอดีตประธานาธิบดีโรเบิร์ต มูกาเบ เมื่อครั้งยังเด็ก ราวปี 1931 หรือขณะที่อดีตผู้นำอายุเพียง 7 ขวบ อีกด้วย ส่วนเจ้าของสถิติเดิมคือนายคริสเตียน มอร์เทนเซ่น ชาวสหรัฐฯ อายุ 115 ปี 252 วัน ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 1998

ทั้งนี้ การอ้างสถิติดังกล่าว สร้างความประหลาดใจยิ่งนัก เนื่องจากค่าเฉลี่ยอายุขัยของประชากรในซิมบับเว อยู่ที่ 47 ปี เท่านั้น และถือว่าน้อยที่สุดในโลก สืบเนื่องจากปัญหาความยากจน และส่วนใหญ่เสียชีวิตเพราะโรคเอดส์ รวมถึงไร้การจัดการที่ดีด้านสาธารณะสุข.