Home arrow บทความทั่วไป arrow บทความทั่วไป  พฤศจิกายน 54
Home    Contacts



บทความทั่วไป  พฤศจิกายน 54 PDF พิมพ์

หน้า 12

วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ลี้ภัยวิญญาณสงครามโลก

Pic_214489

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

“ผี”...มีจริงหรือเปล่า ถ้ามีจริง พวกเขาจะอยู่ต่อได้นานแค่ไหนหลังหมดลมหายใจในฐานะมนุษย์ไปแล้ว จะเป็น 10 ปี 20 ปี หรือนับร้อยๆปี

คนถามอย่างนี้มีเยอะ แต่คนตอบได้มีน้อย และบอกได้ยากอีกต่างหากว่า คนที่ว่าตอบได้นั้น “จริง” หรือเปล่า

แต่หากไปถามชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ (อดีต) โรงพยาบาลโอวินสก้า (Owinska Hospital) ในประเทศโปแลนด์ เห็นทีจะตอบตรงกันเป็นส่วนใหญ่ว่า ผีมีแน่ๆ และอยู่นานเสียด้วย แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน แต่วิญญาณก็ยังไม่ยอมไปไหน ว่า แล้วคนเป็นๆก็เลยต้องเป็นฝ่ายไป

โรงพยาบาลจิตเวชโอวินสก้า.

โรงพยาบาลจิตเวชโอวินสก้า.

ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน ขอนำเสนอรายงานจากสำนักข่าวออสเตรียน ไทม์ส (Austrian Times) ที่กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ชาวบ้านเมืองโอวินสก้า โดยเฉพาะที่อยู่ย่านใกล้ๆโรงพยาบาลที่ว่า ต่างก็เผ่นแน่บแบบว่าอยู่ไม่ไหวแล้ว เพราะผีไม่ยอมอยู่ส่วนผี วันดีคืนดีผีก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนในเวลากลางค่ำกลางคืน ทำเอาชาวบ้านร้านตลาดสยองขวัญหวั่นผวา นอนไม่หลับไปตามๆกัน

ตามรายงานหมู่บ้านโอวินสก้ากำลังกลายเป็นหมู่บ้านร้าง เพราะเมื่อผีไม่ยอมไปไหน คนเลยต้องเป็นฝ่ายไปอย่างที่ว่า ไม่ต้องมีน้ำท่วมหรือภัยอะไร ก็อพยพลี้ภัยกันสุดตัว จนหมู่บ้านกลายเป็นหมู่บ้านร้าง หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “เมืองผี” (Ghost Town) ไปซะแล้ว

ด้านในโรงพยาบาลโอวินสก้า.

ด้านในโรงพยาบาลโอวินสก้า.

ชาวบ้านที่เผ่นกันเป็นโขยงต่างก็บอกว่า ไอ้เสียง ที่ลอยลมมายามค่ำคืนนั้น เป็นเสียงร้องครวญครางเหมือนคนที่ทรมานแสนสาหัส ซึ่งน่าจะเป็นเสียงของวิญญาณ ผู้ตกเป็นเหยื่อการสังหารหมู่อย่างโหด เหี้ยมด้วยฝีมือนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

วิญญาณในโรงพยาบาลแห่งนี้ไม่ใช่ธรรมดา เพราะโรงพยาบาลโอวินสก้านั้นเปิดรักษาผู้ป่วยทางจิต หรือเรียกง่ายๆคือ โรงพยาบาลบ้า ดังนั้น ก่อนจะกลายเป็นผี ผู้ที่เคยอยู่ที่นี่ก็คุ้มดีคุ้มร้ายกันอยู่แล้ว พอกลายมาเป็นวิญญาณก็เลยส่งเสียงกันสารพัดแบบ ทั้งโหยหวย กรีดร้อง หัวเราะร่วน และเสียงอันน่าหวาดกลัวเหล่านี้ มักจะมาถี่ๆขึ้น เมื่อใกล้วันสำคัญ นั่นคือ ทุกวันที่ 11 พฤศจิกายน ของทุกปี ซึ่งเป็นวันครบรอบการสังหารหมู่ที่เคยเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งนี้ ซึ่งในปัจจุบันเป็นสถานที่รกร้างที่ไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้าไปนัก

ทางเดินภายในโรงพยาบาล.

ทางเดินภายในโรงพยาบาล.

อนาสตาเซีย บอสซ์โก (Anastasia Boszko) สาววัย 26 ชาวเมืองผู้ หวาดหวั่น บอกกับผู้สื่อข่าว ว่า ถึงตอนนี้ก็รับไม่ไหวแล้วกับการรังควานของผีสงครามโลกเหล่านี้ เลยต้องจำใจทิ้งบ้านช่องไปเหมือนกับชาวเมืองคนอื่นๆ ที่เผ่นแน่บไม่หันหลัง

แม่สาวบอกว่า โดยปกติแล้ว ในช่วงวันครบรอบเหตุการณ์อันน่าสลดนั้น ไม่เพียงแต่เสียงร้อง เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งที่มาเป็นประจำเท่านั้น แต่จะมีองค์ประกอบอื่นๆ ของวิญญาณมากันครบ ไม่ว่าจะเป็นเงา หรือรูปร่างอะไรบางอย่างที่แปลกๆ เคลื่อนที่ไปมาผ่านกำแพง และทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นเมืองที่ถูกหลอน

โอวินสก้าเป็นเมืองเล็กๆอยู่ห่างออกไปทางตะวันตกของกรุงวอร์ซอ เมืองหลวงโปแลนด์ ประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร และโรงพยาบาลโอ วินสก้า ก็เป็นโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยทางจิตที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคย่านนี้

ฮิตเลอร์กับกองทัพนาซี.

ฮิตเลอร์กับกองทัพนาซี.

กองทัพนาซีเข้าครอบครองโอวินสก้าในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ปีค.ศ.1939 แล้วก็ส่งกองกำลังมาคุมโรงพยาบาลแห่งนี้ด้วย ผู้ป่วยทั้งหมดถูกสั่งกักบริเวณ ห้ามออกนอกเขตที่รักษา ทีแรกพวกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้พยายามขอร้องกองทัพนาซีว่า ไหนๆคนไข้ในโรงพยาบาลก็ทำอะไรให้ไม่ได้อยู่แล้ว ก็น่าจะย้ายผู้ป่วยไปอยู่ที่อื่น แต่หน่วยเอสเอสอันทรงอิทธิพลของนาซีก็มีคำประกาศิตมาว่า ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น เมื่อไม่เป็นประโยชน์แล้วก็ตายมันอยู่ซะที่นี่แหละ

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตุลาคม 1939 พวกนาซีก็ทยอยขนคนไข้ของโอวินสก้าออกไปทีละ 2-3 คันรถ ไปแล้วไปลับไม่กลับมา พวกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็ได้แต่ยืนมอง จนกระทั่ง 11 พฤศจิกายน 1939 คนที่ยังเหลืออยู่ก็ถูกสังหารหมู่เสียที่นี่ ส่วนใหญ่ของผู้เสียชีวิตสิ้นใจจากการถูกรมแก๊สพิษ เรียกว่าฆ่าคนยังไม่ยอมเปลืองกระสุน แถมยังเชือดได้ ทีละมากๆอีกด้วย นี่แหละสันดานนาซีโดยแท้

ห้องรมแก๊สพิษสังหารหมู่.

ห้องรมแก๊สพิษสังหารหมู่.

หากลองจินตนาการดูว่า ทำไมวิญญาณเหล่านี้ยังอยู่แม้เวลาจะล่วงเลยมานานกว่า 7 ทศวรรษ ก็อาจจะมีเหตุผลได้หลายอย่าง เช่น ยังไม่หมดกรรม ยังไม่พบญาติ ยังไม่พบความยุติธรรม ฯลฯ อย่างไรก็ตาม หากอ่านเรื่องที่จะเล่าอีกเรื่องต่อจากนี้ไป ก็อาจจะพอเข้าใจได้ว่า ทำไมเหยื่อของนาซีส่วนใหญ่ตายตาไม่หลับ นั่นก็อาจจะเป็นเพราะ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ผู้บงการตัวบิ๊กเบิ้มของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้น อาจจะไม่ได้สิ้นชีพในหลุมหลบภัยที่เบอร์ลิน ตามที่มีบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ แต่หลบหนีไป อยู่ดีกินดี และแก่ตายธรรมด๊า...ธรรมดา ก็ได้

จากที่เราได้เรียนรู้กันอย่างเป็นทางการมานานว่า หลังได้รู้ตัวว่ากลายเป็นผู้แพ้ อดอล์ฟ ฮิต–เลอร์ ผู้นำนาซี ได้ตัดสินใจยิงตัวตายเมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ.1945 เป็นการลาโลกไล่ตามไปกับ อีวา บราวน์ คู่ชีวิตที่ดื่มยาพิษปลิดชีพตัวเองไปด้วยกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม และฮิตเลอร์ได้สั่งการให้เผาศพของตนเองและภรรยาเสียให้สิ้นซาก เพราะไม่อยากให้ใครนำร่างไร้วิญญาณไปประจาน ดังนั้น จึงไม่เคยมีใครพบศพของบุรุษผู้อื้อฉาวที่สุดแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 เลย

กะโหลกที่เคยเชื่อกันว่าเป็นของฮิตเลอร์.

กะโหลกที่เคยเชื่อกันว่าเป็นของฮิตเลอร์.

ตอนที่ทหารของรัสเซียบุกเข้ามาถึงสถานที่หลบภัยนี้ จึงพบเพียงร่างที่ถูกไฟไหม้ มีเหลือแต่เศษซากเล็กๆ และชิ้นส่วนของหัวกะโหลกซึ่งมีรูกระสุนปืน ตรงตามคำให้การของผู้เกี่ยวข้องที่บอกว่า ฮิตเลอร์อมปากกระบอกปืนลูกโม่ไว้ในปาก ก่อนจะกระดิกไก ทำให้เกิดเป็นรูกระสุนที่กะโหลก ซึ่งเศษกะโหลกนี้ถูกส่งไปเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุรัสเซียเป็นเวลานาน

แต่ในปี ค.ศ.2009 ที่ผ่านมา คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอนเนกติกัต สหรัฐอเมริกา ได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการตรวจสอบเศษกะโหลกชิ้นนี้ แล้วก็ประกาศลั่นโลกว่า กะโหลกที่ “เชื่อ” กันมานานว่าเป็นของ “ฮิตเลอร์” นั้น ไม่ใช่ “ฮิตเลอร์” และไม่มีทางเลยที่จะเป็นไปได้ เพราะดีเอ็นเอที่สกัดได้จากกะโหลกนี้ เป็นดีเอ็นเอของหญิงสาวนางหนึ่ง ที่น่าจะมีอายุอยู่ระหว่าง 20-40 ปี แล้วจะเป็นฮิตเลอร์ไปได้ยังไง...

นาซีสังหารหมู่.

นาซีสังหารหมู่.

นับแต่นั้น ทฤษฎีที่ว่าฮิตเลอร์ไม่ได้สิ้นชีพคาหลุมหลบภัยในเบอร์ลิน ที่ถูกกล่าวขานกันมานานก็กลับมากระฉ่อนอีกหน และที่มีการพูดกันมากก็คือ ฮิตเลอร์น่าจะหนีไปอยู่อาร์เจนตินา ซึ่งเป็นประเทศที่เหล่าคนสนิทของท่านหนวดจิ๋มหลายคนหนีไปพำนักอยู่เมื่อ เดือนตุลาคมที่ผ่านมา เจอร์ราด วิลเลียมส์ (Gerrard Williams) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ และไซมอน ดันสแตน (Simon Dunstan) คู่หูนักเขียนก็ประกาศเปิดตัวหนังสือที่เขียนร่วมกัน คือ Gray Wolf : The Escape Of Adolf Hitler ที่ระบุว่า การตายของฮิตเลอร์และอีวา เป็นเพียงการจัดฉาก แต่เรื่องจริง (ตามที่นักเขียนทั้งสองกล่าวอ้าง) คือ ฮิตเลอร์และแม่ยอดชู้สามารถหลบหนีออกจากเยอรมนีไปได้ และไปพำนักอยู่ที่อาร์เจนตินาอย่างเงียบๆ แต่ก็แวดล้อมด้วยพลพรรคนาซีที่หนีตามกันมาหลายคน โดยฮิตเลอร์และภรรยามีลูกสาวด้วยกัน 2 คน ก่อนที่ฮิตเลอร์จะแก่ตายในปี ค.ศ.1961 ขณะเป็นคุณตาวัย 73 ปี

อ่านแล้วอึ้งสุดๆ ก็ตรงที่หนังสือเล่มนี้แฉว่า คนที่พาฮิตเลอร์หนีน่ะไม่ใช่หน่วยทหารนาซี แต่เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองอเมริกัน หรือซีไอเอ ที่เป็นผู้พาหนี แลกกับการขอข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีสงครามของนาซี ที่ตอนนั้นเชื่อกันว่าก้าวหน้าไปมากกว่ากองทัพอื่นๆ

ไอ๊หยา...ถ้าเป็นจริงคงชีช้ำสุดๆ

เจอร์ราด วิลเลียมส์ ซึ่งเป็นนักข่าวด้วย บอกว่า ได้ออกเสาะหาข้อมูลและสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากในอาร์เจน– ตินา ได้พบพยานที่เห็นคู่ผัวตัวเมียบันลือโลกนี้ กะหนุงกะหนิงกันจนมีทายาทตั้ง 2 คน อย่างที่ว่า

ทหารนาซีสังหารคน อย่างเลือดเย็น.

ทหารนาซีสังหารคน อย่างเลือดเย็น.

อย่างไรก็ตาม พอ 2 คู่หูประกาศตัวเปิดหนังสือเล่มนี้ ก็มีบรรดานักประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะนักประ วัติศาสตร์ชาวอเมริกันออกมาโวยกันใหญ่ว่า ไม่จริง...เพี้ยนไปกันหมดแล้ว เรื่องแบบนี้เป็นไปไม่ได้แน่นอน สหรัฐอเมริกาไม่มีทางเปิดโอกาสให้ฮิตเลอร์หนี และไม่มีวันเป็นไปได้ ผู้นำหนวดจิ๋มจะไปนั่งๆนอนๆอยู่สุขสบายในอาร์เจนตินาได้อีกตั้ง 17 ปี ก่อนแก่ตายโดยไม่มีใครทำอะไรในช่วงนั้น

งานนี้ก็คงต้องแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่านว่าจะเชื่อฝ่ายไหน สำหรับผู้เขียนแล้ว เชื่อในทฤษฎีที่ว่า ฮิตเลอร์หนีรอดไปได้ เพราะเราได้เห็นกันแล้วว่า ไม่มีอะไรมายืนยันการฆ่าตัวตายของฮิตเลอร์ได้เลยจริงๆ กะโหลกที่เคยเป็นคำตอบสุดท้ายก็กลายเป็นซังกะบ๊วย เพราะฉะนั้น จึงเป็น ไปได้สูงที่พี่หนวดจะแอบแวบไปก่อนกองทัพรัสเซียจะบุกมาถึงตัว

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง การที่ฮิตเลอร์น่าจะรอดจากเยอรมนีไปได้ และอาจจะไปแก่ตายบนเตียงที่ไหนสักแห่ง ก็คงเป็นข้อมูลที่ทำให้หลายคนน้ำตาร่วง โดยเฉพาะญาติพี่น้องของผู้สูญเสีย และผู้ที่ต้องเจอสิ่งเลวร้ายต่างๆจากความบ้าคลั่งของนาซี ที่ได้รับรู้ว่า “กรรม” ไม่ได้ติดจรวดไปกับฮิตเลอร์ด้วย

ทฤษฎีนี้ต่างหาก ที่อาจจะเป็นเรื่องที่หลอก หลอนเราได้มากกว่าวิญญาณต่างๆที่อาจจะอยากเพียงแค่ทวงถามความยุติธรรม

และถ้ามันจริง ก็เป็นการหลอกหลอนกันระดับโลกเลยทีเดียว.

ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน



 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 44917340

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!