Home arrow บุุคคลที่มีชื่อเสียง arrow วิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ผู้สืบสานตำนานเครื่องเทศ "ง่วนสูน"
Home    Contacts



วิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ผู้สืบสานตำนานเครื่องเทศ "ง่วนสูน" PDF พิมพ์

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2553

Pic_124891

ตำนานเจ้าสัวเมืองไทย ที่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ในยุคเสื่อผืนหมอนใบ มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน และหนึ่งในเจ้าสัวที่ลือลั่นในยุทธจักรค้าเครื่องเทศ คงต้องยกให้ เจ้าสัวอาจจิตต์ ลิ้มประนะ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ พริกไทยง่วนสูน ตรามือที่ 1 จากเม็ดพริกไทยกับกะละมังสังกะสี และลังใบเดียว เปิดแผงขายอยู่ข้างทางเยาวราช เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว จนปัจจุบันได้ขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตและส่งออกเครื่องเทศอันดับหนึ่งของเอเชีย อาคเนย์ สร้างอาณาจักรธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านบาท

เส้นทางการสร้าง ธุรกิจพริกไทยง่วนสูน ตรามือที่ 1 ได้รับการบอกเล่าผ่านความทรงจำของทายาทรุ่นที่ 2 คือ "เสี่ยต้อย-วิศิษฎ์ ลิ้มประนะ" ลูกชายคนรอง วัย 53 ปี ของ "เจ้าสัวอาจจิตต์" ซึ่งเป็นกำลังหลักในการสืบทอดกิจการและควบคุมคุณภาพการผลิตสินค้า จนกระทั่งขยายกิจการจากห้องแถวเล็กๆ ในตรอกอิสรานุภาพ (ตลาดเก่าเล่งบ้วยเอี้ย) ย่านเยาวราช พัฒนาไปสู่โรงงานผลิตขนาดใหญ่กว่า 10 ไร่ บนถนน สุขสวัสดิ์ และส่งออกสินค้าไปตีตลาดใน 25 ประเทศทั่วทุกมุมโลก สร้างรายได้ปีละหลายร้อยล้านบาท

 


"ครอบครัว ของผม ตั้งแต่บรรพบุรุษ อากงอาม่า ลงเรือสำเภามาจากซัวเถาเมืองจีน แบบคนจีนจำนวนมากในยุคเสื่อผืนหมอนใบ แล้วก็มาตั้งรกรากในเมืองไทย แต่คุณพ่อของผมเกิดและโตที่เมืองไทย เป็นลูกชายคนโต มีพี่น้อง 6 คน สมัยอพยพมาจากเมืองจีนใหม่ๆ อากงเริ่มจากการเป็นจับกัง ต่อมาจึงไปค้าขายยาเส้นอยู่แถวคลองโอ่งอ่าง ย่านสะพานหัน โดยรับยาเส้นมาจากนครสวรรค์ ส่วนคุณพ่อเกิดในวงการยาเส้น สมัยก่อนนิยมกันมาก พอช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มมีต่างชาติมาขายบุหรี่ และมีโรงงานยาสูบในเมืองไทย ธุรกิจค้ายาเส้นจึงซบเซาลงอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดต้องเลิกกิจการไป เปลี่ยนมาค้าขายเครื่องเย็บปักถักร้อย

...ความ ที่เป็นคนไม่อยู่นิ่ง ขณะที่คุณพ่อไปเดินเล่นแถวทรงวาด ซึ่งเป็นศูนย์รวมสินค้าเกษตร และเครื่องเทศสมัยนั้น ก็เกิดความคิดว่า น่าจะเอาเม็ดพริกไทยมาบดขายโชว์สดๆ เพราะยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน แรกๆคุณพ่อเริ่มจากการตั้งแผงขายพริกไทยที่หน้าวัดเล่งเน่ยยี่ โดยเอาลังใบหนึ่งไปตั้ง แล้ววางกะละมังพริกไทยเม็ด ตักใส่ถุงขาย กระทั่งลูกค้าถามว่ามีพริกไทยป่นไหม คุณพ่อจึงไปยกเครื่องบดหินสำหรับโม่ข้าว มาบดพริกไทยขายสดๆ ทำให้คนเห็นว่าเป็นพริกไทยร้อยเปอร์เซ็นต์จริงๆ เวลามีงานเทศกาลที่ไหน ก็จะขนลังกับกะละมังพริกไทยไปตั้ง และปักธงกับป้ายโฆษณาเป็นสัญลักษณ์ แล้วนั่งขายนั่งบดกันสดๆ แต่ช่วงหลังไปเจอ เครื่องบดไฟฟ้า จึงนำมาใช้แทนเครื่องบดหินแบบเดิม ก็เดินสายขายพริกไทยแบบนี้อยู่ 2-3 ปี กระทั่งร้านขายของชำที่คุณพ่อเคยเช่าขายของหน้าร้าน ในตรอกอิสรานุภาพ เลิกกิจการ คุณพ่อจึงขอเงินทุนจากอากงมาซื้อ ร้านเป็นของตัวเอง ตอนนั้นคุณพ่ออายุแค่ 20 ปีเท่านั้น โดยอากงตั้งชื่อร้านให้ว่า "ง่วนสูน" หมายถึง ความเจริญก้าวหน้าอย่างเป็นขั้นเป็นตอน พอได้ชื่อปั๊บ คุณพ่อก็จดทะเบียนการค้าทันที โดยเติมคำว่า ตรามือที่ 1 เข้าไปด้วย เพราะเคยเห็นจากลังยาสูบของฝรั่ง เพื่อบ่งบอกว่าสินค้าของเราคุณภาพเยี่ยมที่หนึ่ง"

 


เท่าที่จำความได้ ตอนเปิดร้านใหม่ๆคุณพ่อล้มลุกคลุกคลานขนาดไหน

ตอน นั้นลูกๆยังเล็กมาก คุณพ่อทำคนเดียวขายคนเดียว ต้องนั่งบดพริกไทยอยู่หลังร้าน แต่ก็โชคดีที่ขายดี เลยมีกำลังใจ ขายพริกไทยอยู่แค่ไม่กี่เดือน ก็มีเงินไปเช่าที่แถวสำเหร่ เนื้อที่ประมาณ 200-300 ตารางวา ทำเป็นโรงงานบดพริกไทยเล็กๆ มีคนงานแค่ 3-4 คน เพราะร้านเก่าที่เยาวราชเริ่มบดไม่ทันขาย ตอนนี้จากที่ใช้เครื่องบดหิน คุณพ่อจึงไปสั่งแถวเวิ้งนครเกษมให้ทำเครื่องบดขนาดใหญ่ขึ้น โดยดัดแปลงรูปแบบจากเครื่องบดหิน จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังใช้เครื่องบดสไตล์เดิมเหมือนเมื่อยุค 50 กว่าปีที่แล้ว เวลาขายจะใช้ช้อนตักจากกะละมัง แล้วใส่ห่อกระดาษสีขาว ตอนหลังจึงเปลี่ยนมาใส่ถุงพลาสติก ผมจำได้เลยว่าโตมากับกระสอบพริกไทยจริงๆ   กลับจากโรงเรียน เผยอิงปั๊บ ก็มานอนอยู่บนกระสอบพริกไทย

จากร้านขายพริกไทยเล็กๆ ขยายกิจการไปเปิดโรงงานใหญ่โตได้อย่างไร


คุณ พ่อมองเห็นว่าลูกค้าเราเยอะขึ้นทุกวัน กำลังผลิตคงไม่พอ หลังเปิดร้านได้ 6-7 ปี จึงรวบรวมเงินทุนก้อนใหญ่มาซื้อที่ดินแถวถนนสุขสวัสดิ์ เพื่อเปิดเป็นโรงงานผลิตพริกไทย แรกๆมีเนื้อที่แค่ 1 ไร่เศษๆเท่านั้น จนถึงปัจจุบันได้ขยายเป็น 10 ไร่แล้ว และมีคนงานเพิ่มขึ้นเป็น 300 กว่าคน

 


"เสี่ยวิศิษฎ์" กับพี่ๆน้องๆเข้ามาช่วยสานต่อกิจการตอนไหน


คุณ พ่อเป็นคนเรียนน้อย แต่ท่านเล็งการณ์ไกลไว้แล้วว่า ถ้าอยากขายสินค้าให้ได้มากๆ ต้องรู้จักส่งออกไปขายในต่างประเทศ และถ้าจะส่งออกสินค้าของ "ง่วนสูน ตรามือที่ 1" ก็ต้องมีคนสื่อสารภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว ท่านเริ่มจากส่งพี่สาวคนโตไปเรียนที่อังกฤษก่อน เพราะมีญาติทำงานธนาคารอยู่ที่โน่น จากนั้นก็ส่งพี่ชายคนโตไปเรียนที่อังกฤษ ส่วนผมเพิ่งจบชั้น ม.3 จากโรงเรียนอัสสัมชัญ ก็ถูกส่งตัวไปเรียนต่อที่อังกฤษ แล้วพี่ชายผมเรียนมาด้านการตลาด จบกลับมาก็ช่วยดูแลเรื่องการขาย นำสินค้าของเราเข้าไปวางขายตามซุปเปอร์มาร์เกต เป็นยุคแรก ส่วนผมเรียนบริหารอุตสาหกรรม เพื่อกลับมาช่วยคุมโรงงาน และดูแลการผลิต

ใช้เวลานานไหม กว่าความฝันของคุณพ่อจะกลายเป็นจริง


พอ พี่ชายเรียนจบกลับมาใหม่ๆ ก็เริ่มเจรจาหาช่องทางติดต่อกับต่างประเทศบ้างแล้ว โดยเมื่อ 20 ปีก่อน ประเทศซาอุดีอาระเบียกำลังดัง เพราะมีคนไทยไปทำงานเยอะ ต้องการพริกไทยกับเครื่องเทศ เราก็เริ่มจากการส่งออกพริกไทย และเครื่องเทศไปขายที่ซาอุฯเป็นตลาดแรก หลังจากนั้นถึงบุกตลาดส่งออกสินค้าไปขายในอเมริกาและยุโรป พอคุณพ่อเริ่มตั้งโรงงานจึงเรียกตัวผมกลับมาช่วยคุมโรงงาน ตอนนั้นคุณพ่อตัดสินใจซื้อไร่พริกไทยที่จันทบุรีด้วย เพื่อปลูกเม็ดพริกไทยเอง เพราะเมื่อส่งออกแล้ว ทำให้ต้องใช้เม็ดพริกไทยเยอะขึ้นมาก ท่านไปซื้อที่ไว้แถวจันทบุรี 10 กว่าไร่ นอกจากปลูกเองแล้ว ยังเปิดเป็นสถานีรับซื้อเม็ดพริกไทยชาวบ้าน

 


นอกจากพริกไทยแล้ว ยังมีเครื่องเทศชนิดไหนที่ขายดิบขายดี?!


เรา ขายเครื่องเทศทุกอย่างจากทั่วทุกมุมโลก จนถึงขณะนี้มีเป็น 200 กว่าชนิดแล้ว ภายใต้โลโก้เดียวกัน คือ "ง่วนสูน ตรามือที่ 1" เพียงแต่สมัยก่อนจะสั่งซื้อทุกอย่างจากย่านทรงวาด แต่พอพี่ชายกลับมาจากเมืองนอก คุณพ่อบอกว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะนำเข้าเครื่องเทศจากประเทศต้นกำเนิดเอง เพราะรู้จักช่องทางติดต่อแล้ว เช่น พวกโป๊ยกั๊ก ที่ใส่ในพะโล้ ต้องนำเข้าจากหมู่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ถึงจะได้คุณภาพ เฉพาะสมุนไพรตัวนี้อย่างเดียว บริษัทผม นำเข้าปีละเป็นร้อยตัน นอกจากเครื่องเทศในแถบเอเชียแล้ว คุณพ่อยังให้นำเข้าเครื่องเทศจากยุโรปด้วย โดยเฉพาะออริกาโน่ เพราะเล็งเห็นช่องทางตลาดว่า ปีๆหนึ่งน่าจะขายได้เยอะ เนื่องจากพวกร้านฟาสต์ฟู้ดเริ่มเข้ามาเปิดในเมืองไทย คุณพ่อเลยให้พี่ชายไปดูตลาดที่ตุรกีและสเปน

เครื่องเทศพวกนี้ เมืองไทยไม่สามารถปลูกเองได้หรือคะ


เคย ทดลองแล้ว แต่ปลูกในเมืองไทย กลิ่นและคุณภาพจะไม่เหมือนประเทศต้นกำเนิด อย่างเช่นโป๊ยกั๊ก เคยลองปลูกที่เชียงใหม่ ก็ออกดอกดี แต่กลิ่นไม่หอมเท่าของอินโดนีเซีย ผมเคยคุยกับโครงการหลวง นำเมล็ดพันธุ์ออริกาโน่มาจากอเมริกา เพื่อทดลองปลูกในเมืองไทย ปรากฏว่าปลูกขึ้นครับ แต่บ้านเราอากาศเย็นช่วงสั้นๆ ทำให้คุณภาพไม่ถึงมาตรฐานของบริษัทฝรั่ง แต่ก็ไม่ถึงกับใช้ไม่ได้ ผมก็แนะนำว่า น่าจะบรรจุขวดขาย โดยใส่ตราดอยคำ

ทำธุรกิจใหญ่โตขนาดนี้ ได้มีโอกาสตอบแทนคืนสังคมบ้างไหม


ช่วง หลังๆธุรกิจของเราต้องติดต่อกับคนเยอะ ก็คิดว่าเราน่าจะไปอยู่กับสมาคมอะไรสักอย่าง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน ผมจึงเข้าไปช่วยงาน ในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยเน้นเรื่องส่งเสริมธุรกิจอาหารเป็นหลัก จนปัจจุบันได้รั้งตำแหน่งประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ในสภาอุตสาหกรรมฯ และยังมีโอกาสถวายงานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับอาหาร, สินค้าเกษตร และสมุนไพรเครื่องเทศ ตลอดจนเป็นกรรมการบริหารร้านภูฟ้า ถวายงานในโครงการส่งเสริมอาชีพในถิ่นทุรกันดาร และเป็นประธานประชาคมเยาวราช จัดงานตรุษจีนเยาวราชเป็นประจำทุกปี

ก้าวต่อไปของ "ง่วนสูน" อยากพัฒนาไปในทิศทางไหน


ธุรกิจ ของเราพัฒนามาถึงวันนี้ ก็มีเครื่องเทศจากทั่วโลกครบทุกตัวแล้ว ผมลองคิดดูว่าจะทำยังไงให้โรงงานอื่นมาซื้อสินค้าของเราเพื่อไปผสม เป็นเมนูอาหารพร้อมทานบ้าง เมื่อ 1-2 ปี ที่แล้ว จึงได้ตั้งฝ่ายอาร์แอนด์ดีขึ้นมา ลงทุนทำห้องแล็บเพื่อวิจัยหาสูตรผงปรุงรสต่างๆ เราคิดค้นได้หลายตัวแล้ว เช่น ผงปรุงรสข้าวหมูแดง, ผงปรุงรสหมูสะเต๊ะ, ผงปรุงรสวุ้นเส้นอบหม้อดิน และผงปรุงรส ข้าวหมกไก่ ต่อไปก็อยากจะพัฒนาทำเป็นซีซั่นนิ่งแบบฝรั่ง   เพื่อให้สะดวกใช้ สะดวกปรุงยิ่งขึ้น อีกอย่างหนึ่งก็คือ ผมอยากไปเปิดร้านขายพริกไทยและเครื่องเทศแบบมีคอนเซปต์ ตามเมืองใหญ่ๆทั่วโลก โดยใช้ต้นแบบจากร้าน THE SPICE STORY ที่ชั้น G สยามพารากอน ซึ่งลูกสาวคนโตของผมดีไซน์เอง และอยากเปิดร้านอาหารไทยในต่างประเทศ โดยปรุงเมนูต่างๆจากผงสำเร็จรูปของง่วนสูน รวมทั้งผลิตผงปรุงรสใหม่ๆ ที่เน้นเฉพาะอาหารไทยโบราณหาทานยาก เพื่อเผยแพร่ให้ชาวต่างชาติได้รู้จัก

ทายาทรุ่นที่ 3 ของ "ง่วนสูน" เตรียมเข้ามารับช่วงสืบทอดกิจการหรือยังคะ

ผม แบ่งงานไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ลูกสาวคนโตจบเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ จากจุฬาฯ ก็ให้ดูแลเรื่องร้าน THE SPICE STORY ส่วนลูกชายอีก 2 คนนั้น คนโตส่งไปเรียนที่ออสเตรเลีย เพื่อให้ไปดูแลพวกฝรั่ง หัวแดง ส่วนลูกชายคนเล็ก ผมส่งไปอยู่ปักกิ่งตั้งแต่จบมัธยมปลาย เพื่อให้เรียนภาษาจีน เพราะวางแผนไว้ว่าจะให้บุกเบิกตลาดเมืองจีน ซึ่งจะเป็นมหา อำนาจใหญ่ของโลกในอนาคต ส่วนตัวผมยังมีแรงอยู่ ก็จะอยู่เมืองไทยคอยดูแลโรงงานควบคุมเรื่องการผลิต ผมบอกลูกๆเสมอว่า พวกเราไม่จำเป็นต้องอยู่กระจุกรวมกัน เพราะโลกแคบลงทุกวัน เดินทางสะดวกจะตาย ให้แยกย้ายกันไปทำงานตามประเทศต่างๆ ถ้าคิดถึงเมื่อไหร่ วันเสาร์อาทิตย์ค่อยบินกลับมาเยี่ยมบ้าน.

ไทยรัฐออนไลน์

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 43300381
ขณะนี้มี 3 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!