Home arrow สิ่งประดิษฐ์์ arrow กล้องสลับลาย
Home    Contacts



กล้องสลับลาย PDF พิมพ์
 

    อุปกรณ์ประกอบด้วย  กระจกเงารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แผ่น  เทปกาวใส เทปกาวแผ่นหนา  กรรไกร  และกระดาษสีตัดเป็นรูปทรงต่าง ๆ  คลิกค่ะ


สอนวิทยาศาสตร์ด้วยของเล่น

โดย ประสาน สร้อยธุหร่ำ

ถ้าเอ่ยถึงของเล่น ไม่ว่าเด็กเล็ก เด็กโตหรือแม้แต่ผู้ใหญ่ล้วนแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นของชอบ เพราะของเล่นส่วนใหญ่ล้วนแต่ให้ความสนุกเพลิดเพลิน ของเล่นบางอย่าง ไม่เพียงแต่ให้ความสนุกเพลิดเพลินเท่านั้น ยังอาจทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์หรือความคิด ที่นำไปสู่กฏเกณฑ์หรือหลักวิชาการต่าง ๆ ได้อีกด้วยวิทยาศาสตร์เป็นวิชาหนึ่งที่สามารถนำ ของเล่นเข้ามาช่วย เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจและสามารถเชื่อมโยงการเล่นไปสู่ กฏเกณฑ์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ นักเรียนหลายคนอาจเคยนำของเล่นจากบ้านมาแอบเล่น ในห้องเรียน ถ้าครูมีความเข้าใจธรรมชาติของเด็ก ครูไม่ควรดุหรือริบของหรือลงโทษ นักเรียนเหล่านั้นแต่ควรให้ความสนใจ
แนะนำเวลาที่ควรเล่นถ้าเป็นชั่วโมงเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับของเล่นนั้น ครูอาจให้นักเรียนลองเล่นให้เพื่อนดู ให้เพื่อนนักเรียนได้ลองเล่น ด้วยบ้าง พร้อมทั้งให้นักเรียนที่ได้ลองเล่นแล้วอภิปรายกันถึงของเล่น ชิ้นนั้นว่า เล่นแล้วได้ความคิดความรู้อะไรหรือไม่เกี่ยวโยงกับความรู้ที่นักเรียนได้เรียน มาแล้ว หรือกำลังเรียนในเรื่องใดได้บ้าง หรือเกี่ยวโยงกับประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนบ้างหรือไม่อะไรบ้างคำถามที่ครูถามนักเรียนอาจไปกระตุ้นให้นักเรียน เกิดการสังเกตสิ่งที่เล่นอยู่ ให้เกิดการพิจารณาการทำงานของของเล่นนั้น หรือทำให้ นักเรียนเกิดความคิดวิเคราะห์ต่อไป
โดยปกติของเล่นที่ขายทั่วไปที่มีวิธีเล่นกำกับไว้มักมีอยู่น้อย ส่วนใหญ่จะให้เด็ก มาเล่นเอง ถ้าเป็นของเล่นที่เด็กต้องมาประกอบเอง มักจะมีวิธีการประกอบไว้ให้ อาจเป็น ข้อความประกอบรูป แต่ไม่มีเลยที่จะมีคำถามให้คิดขณะเล่น หรือคำถามที่ให้เด็กลองทำ ลองเล่น นอกเหนือจากที่มีอยู่ ของเล่นทั่วไปจึงมักให้แต่ความสนุกสนานกับเด็กเท่านั้น
ในการเรียนวิทยาศาสตร์ เราเชื่อกันว่าการเรียนรู้จะเกิดได้ และทำให้นักเรียนเข้าใจ จดจำได้ดี ต้องได้ลงมือทำหรือเล่นกับสิ่งนั้น เมื่อเราเชื่อกันว่าเด็กทุกคนชอบของเล่น
และถ้าครูรู้จักจัดของเล่นให้เข้ากับสิ่งที่นักเรียนจะต้องเรียนรู้ได้ แล้วนำมาใช้โดยตรงกับบทเรียน เช่น นำมาสาธิต เพื่อนำเข้าสู่บทเรียน หรือนำมาให้นักเรียนเล่นประกอบกิจกรรมการเรียน ก็จะเป็นการดึง ความสนใจของนักเรียนให้เกิดการอยากเรียน อยากรู้ ง่ายต่อการที่ครู จะสอน หรือกระตุ้นให้นักเรียนคิดหาคำตอบ ข้อสรุปหรือเชื่อมโยงกับเนื้อหาทาง วิทยาศาสตร์ที่จะเรียนต่อไปได้
ของเล่นที่จะนำมาใช้กับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นจะต้องเป็นของ ที่ต้องไปหาซื้อมาด้วยความยากลำบากหรือราคาแพง ครูอาจหาจากของที่มีอยู่ทั่วๆ ไป ราคาถูก หรือครูประดิษฐ์จากเศษวัสดุที่ไม่มีราคาก็ได้เพียงแต่ครูต้องรู้จักหยิบมาใช้ให้ ตรงกับบทเรียน ตรงกับจุดประสงค์ เช่น จะใช้สอนเรื่องอะไร นำมาใช้สอนเมื่อไร จะให้เด็กเล่นอย่างไร และจะต้องใช้คำถามกระตุ้นอย่างไร จึงให้นักเรียนได้ทั้งความสนุก ในการเล่น และเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้

ตัวอย่างของเล่นที่สามารถนำมาใช้ประกอบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ม.ต้น

โฮเวอร์คราฟ

ใช้ประกอบการสอนเรื่องแรงเสียดทาน ฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
โฮเวอร์คราฟประกอบด้วยฐานไม้หรือแผ่นพลาสติกลูกฟูกสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือ สามเหลี่ยมด้านเท่ายาวด้านละประมาณ 10 เซนติเมตร ตรงกลางฐานเจาะรูกลมเส้นผ่าน ศูนย์กลางประมาณ 0.5-1เซนติเมตร ใส่เดือยที่มีรูกลวงให้ปลายหนึ่งของเดือยอยู่เสมอ ผิวด้านล่างของฐาน ส่วนปลายอีกด้านหนึ่ง ให้สูงจากฐานประมาณ 2 เซนติเมตร เพื่อไว้สวมลูกโป่งเข้ากับเดือย


วิธีเล่น
สวมลูกโป่งเข้ากับเดือยบนตัวฐานโดยยังไม่ต้องเป่าลูกโป่ง ลองเลื่อนโฮเวอร์คราฟ ไปบนพื้นที่มีผิวราบเรียบ (ถ้าได้พื้นที่ลื่นยิ่งดี) สังเกตโฮเวอร์คราฟว่าเคลื่อนที่ ได้ดีหรือไม่
เป่าลูกโป่งแล้วต่อเข้ากับเดือยที่ฐาน ผลักโฮเวอร์คราฟเบาๆ สังเกตว่าการเคลื่อนที่ เป็นอย่างไร เปรียบเทียบกับครั้งแรก
ทำซ้ำหลายๆ ครั้ง ลองเลือกพื้นต่างๆ กัน เช่น พื้นมันเรียบ พื้นขรุขระ และลองวาง บนพื้นเอียงราบบ้าง

1.     2.

3.

โฮเวอร์คราฟเคลื่อนที่ได้อย่างไร์
เมื่อเป่าลูกโป่งให้โตเต็มที่แล้วปล่อยลมออกทางเดือยที่สวมกับลูกโป่ง ลมจะออก มาทางใต้ฐานของ โฮเวอร์คราฟ ทำให้โฮเวอร์คราฟยกตัวขึ้นเพราะอากาศจากลูกโป่ง แผ่ออกระหว่างผิวพื้นกับผิวใต้ฐานของโฮเวอร์คราฟ มีผลให้แรงเสียดทานระหว่าง ผิวสัมผัสของฐานโฮเวอร์คราฟกับพื้นลดลง แรงผลักในแนวนอนจึงดันให้โฮเวอร์คราฟ เคลื่อนที่ไปจนกว่าลูกโป่งจะแฟบ


ภาพตัดด้านข้างของโฮเวอร์คราฟ
จากการสังเกตนักเรียนจะพบว่าบางครั้ง โฮเวอร์คราฟจะเคลื่อนที่โดยหมุนวนไป แต่บางครั้งจะหมุนและเคลื่อนไปข้างหน้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทิศทางของมวลอากาศที่พุ่งออกมา เช่นเดียวกับเมื่อนักเรียนเป่าลูกโป่งแล้วปล่อยให้อากาศออก ลูกโป่งอาจวิ่งไปในทิศทางที่ ตรงข้ามกับอากาศที่ออกจากลูกโป่ง แต่สำหรับเรือโฮเวอร์คราฟจริงๆ นอกจากจะใช้ หลักการที่กล่าวมา เพื่อลดแรงเสียดทานระหว่างตัวเรือกับผิวน้ำแล้ว ยังต้องอาศัยสิ่งที่มา ควบคุมทิศทางที่เรือจะแล่นไปด้วย
ครูคงเห็นแล้วว่า ของเล่นชิ้นนี้จะช่วยอธิบายในเรื่องการลดขนาดของแรงเสียดทานได้ ลองคิดต่อไปอีกว่า นอกจากนี้แล้วนักเรียนจะเรียนรู้ หรือได้อะไรจากการเล่นของเล่นชิ้นนี้ อีกบ้าง
นักเรียนบางคนอาจอยากรู้ต่อไปว่า ลักษณะการเคลื่อนที่ของโฮเวอร์คราฟสัมพันธ์กับ รูที่อากาศออกมาหรือไม่ ตำแหน่งที่เจาะรูที่ฐานถ้าไม่อยู่ตรงกลาง ผลที่ได้จะเหมือนกับที่ เจาะรูตรงกลางหรือแตกต่างกันอย่างไร ขนาดและรูปร่างของฐานมีผลต่อการลดแรง เสียดทานหรือไม่อย่างไร ตัวอย่างที่กล่าวมานี้จะนำไปสู่การสังเกต การทำนาย การตั้ง สมมติฐานการออกแบบ การทดลอง และการควบคุมตัวแปร ทั้งสิ้น ถ้านักเรียนไม่ได้ คิดต่อ ครูควรจะเป็นผู้กระตุ้นให้นักเรียนลองคิด ลองทำต่อไปด้วย
ของเล่นที่ใช้ประกอบการสอนอีกชิ้นหนึ่งที่ช่วยอธิบายในเรื่องการสะท้อนของแสง และช่วยฝึกทักษะการคิด การทดลองเช่นเดียวกับโฮเวอร์คราฟ คือคาไลโดสโคป หรือ บางคนเรียกว่า กล้องสลับลาย

คาไลโดสโคป-กล้องสลับลาย

คำว่า "คาไลโดสโคป" มีความหมายว่า "การมองเห็นรูปลักษณ์ที่สวยงาม" นักเรียน จะเพลิดเพลินกับจินตนาการที่เกิดจากการมองดูภาพที่มองผ่านกล้องคาไลโดสโคป มาดูกันซิว่านักเรียนจะทำกล้องคาไลโดสโคปได้เองอย่างไร
ก่อนอื่นให้หากระจกหรือแผ่นสะท้อนแสงขนาดประมาณ 15 เซนติเมตร x 4 เซนติเมตร มา 3 แผ่น จากนั้นนำมาประกบกันเป็นกระบอกสามเหลี่ยมด้านเท่า ให้ด้าน สะท้อนแสงอยู่ด้านในใช้เทปกาวพันให้ติดกันแน่น แล้วใช้กระดาษไข หรือกระดาษฝ้า ที่แสงผ่านได้บางส่วนหุ้มปลายข้างหนึ่ง ตัดเศษพลาสติก หรือกระดาษสีต่างๆ เป็นชิ้น เล็กๆ หรือจะใช้ลูกปัดสีต่างๆ ก็ได้ใส่ลงในกล้องประมาณ 10-15 เม็ด แล้วปิดอีก ปลายหนึ่งของกล้องด้วยกระดาษไขหรือกระดาษฝ้าเหมือนปลายข้างแรก แต่เจาะรู ตรงกลางประมาณ 0.5 เซนติเมตรสำหรับมอง


การประดิษฐ์กล้องคาไลโดสโคป
วิธีเล่น
***ให้นักเรียนมองผ่านช่องที่เจาะไว้ด้านบน ขณะมองให้หมุนกล้องไปเรื่อยๆ ช้าๆ***

ภาพที่เห็นเกิดได้อย่างไร
ภาพที่เห็นในกล้องคาไลโดสโคป มาจากหลักการสะท้อนของแสง โดยแสงในกล้อง สะท้อนจากกระจกแผ่นหนึ่งไปยังกระจกแผ่นอื่นทำให้เกิดภาพที่เห็นมีรูปแบบต่างๆ เมื่อ หมุนกล้องภาพก็จะเปลี่ยนรูปแบบไปด้วยกล้องคาไลโดสโคปส่วนใหญ่ใช้กระจกระนาบ วางทำมุม 60 องศา ซึ่งทำให้เกิดเป็นภาพที่เสมือนมีกระจกอยู่ 6 ด้าน เท่าๆ กันทุกด้าน
ดังนั้นครูอาจให้นักเรียนลองใช้กระจกระนาบหลาย ๆ อัน ลองทำกล้องที่มีมุมต่างไป จากที่เสนอแนะ โดยอาศัยหลักการคำนวณมุมในวงกลมทั้งวงมีค่า 360 องศา
การใช้กล้องคาไลโดสโคป นอกจากจะช่วยเสริมความเข้าใจในเรื่องการสะท้อนของ แสง นักเรียนยังเกิดความเพลิดเพลินกับจินตนาการที่เกิดจากการเห็นภาพในกล้อง อาจเชื่อมโยงไปสู่งานศิลปะ การออกแบบลวดลายต่างๆ ได้อีกด้วย
ของเล่นทั้งสองชิ้นเป็นเพียงตัวอย่างที่เสนอไว้สำหรับครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ เพราะของเล่นที่เข้ากับบทเรียนยังมีอีกมากมาย หวังว่าคุณครูคงจะได้ลองคิด นำมาใช้กับ บทเรียนต่าง ๆ ต่อไป


เอกสารอ้างอิง
Hann, Judith, How science works. London : Dorling Kindersley, 1991.
Shell Questacon Science Circus. Toying with science. Canbera: shell Questacon
Science Shop Book text and Concept.
Stein, Mary and Miller, Dolores. Teaching with toy. The Science Teacher.
(April 1997) : 22 - 23.
The Smithsonian Institution. More science activities. N.Y.: Galison books GMG
Publishing, 1991.
Walker, Jearl. The fiying circus of physics with answers. John wiley & son.

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 43318761
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!