Home arrow บทความทั่วไป arrow เบ๊อร์กลี่ย์ VS เดส์การ์ตส์ ในเรื่อง ความมีอยู่
Home    Contacts



เบ๊อร์กลี่ย์ VS เดส์การ์ตส์ ในเรื่อง ความมีอยู่ PDF พิมพ์

เบ๊อร์กลี่ย์ VS เดส์การ์ตส์ ในเรื่อง ความมีอยู่
สิ่งที่มี (EXISTENCE) คือสิ่งซึ่งเป็นเหตุแห่งอวัยวะรับสัมผัสของคนเรา
ญาณวิทยา (Epistemology) ของเรา ในเรื่อง อินทรีย์สัมผัส หรือความรู้สึก (Sensation) อันเป็นการเชื่อมต่อระหว่างตัวเราผู้กำลังคิดอยู่ในขณะนี้ กับโลกภายนอกนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุ คือ
สิ่งที่มี คืออวัยวะรับสัมผัส กระทบเข้ากับ สิ่งที่มี ในโลกภายนอก.

แต่ก็มีปรัชญาระบบอื่นสอนว่า, ต้นเหตุแห่งความรู้สึกหรืออินทรีย์สัมผัสนั้น ไม่ใช่เพราะการมีอยู่ของสิ่งภายนอก แต่เป็นเพราะการมีอยู่ของจิตอันยิ่งใหญ่ คือจิตพระเป็นเจ้า ซึ่งจิตอันยิ่งใหญ่นี้ หรือบรมจิตนี้ สรวมทับจิตด้อยๆของคนเราแต่ละคนอยู่ และสิ่งนอกกาย อันเป็นโลกภววิสัยทั้งปวงนั้น ก็ถูกถือเป็นมโนภาพ (Idea) ของบรมจิต
หรืออีกนัยยะหนึ่งเป็นสิ่งที่บรมจิต คิด หรือเนรมิตขึ้น
และเนื่องจากบรมจิตสรวมทับอยู่กับจิตของคนเรา เราจึงเห็นมโนภาพที่บรมจิตคิดขึ้นได้ และมโนภาพนี้ก็คือ มโนภาพของสรรพสิ่ง ที่เราเชื่อกันอย่างผิดๆว่าประกอบเป็นโลกภายนอกนั่นเอง.


ที่กล่าวมานี้ คือ มโนภาพนิยม (Idealism ไอดี-แอะลิส'ม) ของนักปรัชญาพระชาวไอริช, ยอร์จ เบ๊อร์กลี่ย์ (George Berkeley) นักปรัชญาชื่อ เดส์การ์ตส์ (Descartes) ได้ให้ข้อพิสูจน์ว่า สิ่งที่แน่ใจที่สุดว่ามีอยู่คือ ตัวฉัน ตัวเขาเอง เพราะถ้าไม่ถือว่า ตัวตน มีอยู่แล้ว ความคิดก็ไม่เกิดมี ปัญหาปรัชญาที่กำลังขบคิดอยู่ว่า อะไรมี-อะไรไม่มีจะเลยพลอยไม่เกิดขึ้นด้วย ฉะนั้นเมื่อเรารับกันว่าเรากำลังขบปัญหาปรัชญาอยู่ว่า อะไรมี อะไรไม่มี เราก็ต้องยอมรับว่า ผู้กำลังคิด นั้น มี เขาจึง สรุปหลักปรัชญาเรื่องความมี ไว้ว่า
ฉันคิด, ดังนั้น ฉันจึงมีอยู่ (I thinks, therefore I am)
นี่, เป็นหลักเบื้องต้นของปรัชญาทุกสาขา ทั้งที่เป็นปรัชญาที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง กล่าวคือ เราย่อมถือว่า สิ่งที่คิด, สิ่งที่เราเรียกกันว่าจิต เป็นสิ่งมีอยู่ ส่วนจะมีอยู่อย่างไร เป็นอะไร เป็นเรื่องซึ่งเราจะ ต้องศึกษาต่อไป.
เดส์การ์ตส์ สอนต่อไปว่า สิ่งนอกกายก็เป็นสิ่งมีถัดไปจากจิต เพราะมันก่อให้เกิดมโนภาพขึ้นแก่จิต มโนภาพที่เกิดขึ้นเมื่อมีอวัยวะรับสัมผัสนี้ไม่ใช่มโนภาพซึ่งจิตคิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น จิตก็จะคิดให้เป็นอย่างอื่นไปก็ได้.
เมื่อเรากำลังมองดูกุหลาบดอกหนึ่ง มโนภาพของกุหลาบอย่างชัดแจ้งบริบูรณ์ไปด้วยสีสัน กลิ่นและการเคลื่อนไหวเมื่อต้องลม ปรากฏขึ้นในจิตของเรา แล้วเราจะนึกให้มันกลายเป็นดอกอุตพิษ หรือเป็นหมาแมวไปก็หาได้ไม่ มันเป็นมโนภาพที่มีของจริงแทนอยู่ เป็นมโนภาพซึ่งเกิดจากต้นเหตุ คือ โลกภายนอก, อันเป็นโลกแห่งสสาร (Material World มะเทีย-เรียล เวิลด)
การที่เบอร์กลี่ย์อ้างว่า เหตุจริงของการเห็นหรือมีมโนภาพ นั้นก็คือ การมีมโนภาพของพระเป็นเจ้า. ก็เมื่อเรา,ไม่รู้แน่ว่า มีพระเป็นเจ้า เราก็จะไม่รู้แน่ว่ามีสิ่งเช่นมโนภาพของพระองค์
ฉะนั้นมติในเรื่องนี้จึงเป็นอันว่ายังไม่ได้ถูกพิสูจน์ให้เห็นจริงจังเลย. แต่ส่วนการถือว่ามีโลกแห่งสสารนั้นเราอาจทดสอบได้ด้วยอวัยวะรับสัมผัสว่าเป็นจริง
เราจึงลงมติได้ว่า สิ่งนอกกายอันเป็น สสาร เป็นต้นเหตุแห่งอวัยวะรับสัมผัสของเรา และเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง มันคือ สิ่งที่มี

บัดนี้การถกเถียงในวงการวิทยาศาสตร์จบแล้วและยอมรับทฤษฎีของลาเปลส ของดาร์วินที่พิสูจน์ให้เราเห็นว่าสสารได้มีพัฒนาการและวิวัฒนาการมาด้วยกฎธรรมชาติเป็นจักรวาลเป็นชีวิตสัตว์พืชเป็นตัวเราในปัจจุบัน

แต่ในวงการศาสนาไม่ยอมจบ และยังเชื่อว่าเจ้าสสารนั้นมันพัฒนาการและวิวัฒนาการด้วยตัวเองไม่ได้ พระเป็นเจ้าหรือสิ่งศักดิ์ในโลกวิญญาณต่างหากเป็นผู้สร้างสิ่งทั้งหลายขึ้น แม้กระทั่งความชั่วความเลวความทุกข์ ฯลฯ ทั้งปวงพระเป็นเจ้าก็สร้างเพื่อลงโทษมนุษย์ผู้มีบาป

นี่คือ เหตุผลว่าทำไมคนปัจจุบันจึงยังต้องเรียนปรัชญาอยู่ ก็เพราะคนครองเมืองครองประเทศทั่วโลกมีปรัชญาจิตนิยมเป็นสรณะทั้งนั้น เพียงต่างกันที่ยึดถือระบบใดศาสนาใด จึงต้องศึกษาให้รู้เขารู้เรา เพื่อรู้จักพนมมือไหว้คนสิบทิศ แม้แต่การกราบตี-นคน

เรียนรู้เพื่อที่จะได้รู้จักกระล่อน
โดยให้เขาจับไม่ได้ว่ากระล่อนได้เหนือเขา
ให้เขาเห็นว่าเราเป็นซื่อๆเซ่อๆ จึงจะอยู่ดีมีสุขได้ในสังคมนี้
พูดง่ายๆ พูดอย่างที่ผมพูดไม่ได้แล้วกัน ไม่มีใครคบ

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 43352917
ขณะนี้มี 7 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!