Home arrow บทความทั่วไป arrow อ๊อกร์ ยักษ์ประหลาดจากเทพนิยาย
Home    Contacts



อ๊อกร์ ยักษ์ประหลาดจากเทพนิยาย PDF พิมพ์
 

Pic_355539

ขึ้นชื่อว่าตัวประหลาดแล้ว ก็ย่อมจะมีตัวที่ผิดปกติไปจากสิ่งที่ควรจะเป็นมีอยู่ บ้างประหลาดแบบน่ากลัว บ้างประหลาดแบบน่ารัก ส่วนใหญ่จะเอาไว้หลอกเด็กดื้อให้เชื่อฟัง โดยเฉพาะตัวประหลาดของฝรั่งมักจะแฝงอยู่ในเรื่องเล่าลึกลับหรือตำนานพิศวง (Mythology) หรือเรื่องราวเกี่ยวกับเทพกรณัมต่างๆ ทำให้ตัวประหลาดในวัฒนธรรมของฝรั่งค่อนข้างเป็นที่รู้จักและแพร่หลายมาอย่างยาวนาน ทุกวันนี้เรื่องเกี่ยวกับตัวประหลาดดังกล่าวได้สอดแทรกอยู่ในภาพยนตร์ เกมส์หรือละครของตะวันตก แฟนานุแฟนหลายท่านน่าจะเคยผ่านตามาบ้างแล้ว

วันนี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน ขอนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับหนึ่งในตัวประหลาดของเทพนิยาย มันมีชื่อว่า อ๊อกร์ (Ogre)
 

ภาพอ๊อกร์ ผลงานของ Jon Hrubesch

ภาพอ๊อกร์ ผลงานของ Jon Hrubesch


อ๊อกร์ มีรูปร่างเป็นตัวประหลาดขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายคลึงมนุษย์ แต่ที่ควรรู้ไว้คือ อ๊อกร์เป็นตัวประหลาดในเทพนิยายหรือนิทานพื้นบ้านในยุโรปซึ่งสร้างสรรค์จินตนาการเกี่ยวกับอ๊อกร์ในวรรณกรรมต่างๆอย่างกว้างขวาง ในด้านศิลปะ ฝรั่งมักจะจินตนาการว่าอ๊อกร์มีหัวขนาดใหญ่ มีผมและเคราดกหนา ร่างกายที่แข็งแรง ในอีกด้านคนยุโรป มักจะเปรียบเทียบคำว่าอ๊อกร์กับคนที่ดูเถื่อน ดิบ หรือโหดร้ายกับศัตรู

นอกจากนี้ผู้ใหญ่มักจะใช้อ๊อกร์ไว้ขู่เด็กๆที่ดื้อไม่เชื่อฟังพ่อแม่ โดยเล่าว่าหากเด็กๆทำตัวไม่ดี จะโดนอ๊อกร์ลักตัวไปกิน แต่ว่าก็มีนักเขียนอีกกลุ่มที่คิดว่านิสัยส่วนใหญ่ของอ๊อกร์นั้นขี้อาย และชอบหลบหลีกจากสังคม

อ๊อกร์ปรากฏตัวขึ้นในโลกวรรณกรรมสมัยใหม่ของฝรั่งเศส ว่ากันว่าได้ถูกอ้างอิงอยู่ในวรรณกรรมของ ชาร์ล แปร์โรต์ (Charles Perrault) เมื่อ ค.ศ.1696 ในเรื่อง Tales of Mother Goose ซึ่งน่าจะเป็นนักเขียน รุ่นแรกผู้บุกเบิกเกี่ยวกับวรรณกรรมแนวใหม่ที่ว่าด้วยเทพนิยายเป็นหลัก รวมถึงเรื่อง Le Chat botte และ Le Petit Poucet ซึ่งก็ได้อ้างอิงถึงเรื่องอ๊อกร์ด้วย

ขณะที่วรรณกรรมเด็กปัจจุบันก็ได้มีการกล่าวถึงเรื่องราวของอ๊อกร์อย่างแพร่หลายเช่นกัน เช่นงานเขียนของ C.S.Lewis, J.R.R. Tolkien, Ruth Manning-Sanders และ Piers Anthony เป็นต้น อ๊อกร์ยังปรากฏตัวในเกมส์คอมพิวเตอร์อยู่หลายเกมส์ เช่น Final Fantasy, RuneScape, Warcraft, Two Worlds และ Ogre Battle และยักษ์เขียวผู้ใจดีของเด็กอย่างเชร็ค (Shrek) ก็เป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ของอ๊อกร์สมัยใหม่ ซึ่งมีรูปร่างใหญ่ตัวเขียวแต่ไม่ดุร้ายเหมือนอ๊อกร์ทั่วไป
 
อ๊อกร์ ฝีมือศิลปินยุคใหม่ Cristian Rio

อ๊อกร์ ฝีมือศิลปินยุคใหม่ Cristian Rio


คราวนี้ลองมาดูอ๊อกร์ของเอเชียบ้านเราดีกว่า อ๊อกร์ที่มีชื่อที่สุดอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่น คนที่นั่นเรียกว่า โอนิ (Oni) มาจากนิทานพื้นบ้านปรัมปรา เป็นตัวประหลาดที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ปรากฏตัวอยู่ในงานศิลปะวรรณกรรมและการแสดงของญี่ปุ่นอย่างแพร่หลาย

โอนิคล้าย คลึงกับอ๊อกร์ คือ ตัวใหญ่ ชอบหลบซ่อนตัวจากสังคม มีอุ้งมือขนาดใหญ่ ผมยุ่งเหยิง และที่เป็นจุดเด่นคือมีเขางอกออกมาจากหัว แม้จะมีรูปร่างคล้ายคน แต่ก็มีลักษณะบางอย่างที่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนอยู่ดี เช่น มีดวงตาที่มากกว่าปกติ หรือมีนิ้วมือและนิ้วเท้าขนาดใหญ่ ผิวหนังมีหลายสี แต่ว่าสีส้มหรือสีแดงดูจะเป็นสียอดนิยมของนักเขียนญี่ปุ่นที่วาดให้กับโอนิ โอนิมักจะชอบใส่เสื้อคลุมที่ทำมาจากหนังเสือและถือกระบองเหล็ก ที่เรียกว่า Kanabo ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสัญลักษณ์ความเข้มแข็งที่ไม่สามารถจะเอาชนะได้

ตำนานเกี่ยวกับโอนิได้รับการเล่าขานให้มีความร่วมสมัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการผสมผสานความเชื่อนี้เข้ากับความเชื่อทางพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับยักษ์นั่นเอง (yaksha) นอกจากนี้ยังมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับจินน์ (ยักษ์ในตะเกียง) ของดินแดนอาหรับด้วย

ข้อมูลอีกแหล่งก็อ้างว่า ภาพลักษณ์ของโอนิมาจากแนวคิดจากเมืองจีนและออนเมียวโด ว่ากันว่าทางตะวันออกเฉียงเหนือครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่าเป็น คิมอน (kimon) หรือประตูปีศาจ และเชื่อว่าเป็นทางที่ไม่เป็นมงคล เพราะเป็นทางที่วิญญาณภูตผีปีศาจใช้ผ่าน
 
โอนิจากจินตนาการของศิลปิน RichardSvensson

โอนิจากจินตนาการของศิลปิน RichardSvensson


หมู่บ้านบางแห่งในญี่ปุ่นจัดงานฉลองประจำปีเพื่อขับไล่โอนิ โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ ระหว่างช่วงเทศกาลเซตซูบัน (Setsuban) ชาวบ้านจะขว้างถั่วเหลืองออกจากบ้านและตะโกนว่า โอนิจง ออกไป และพรที่ปรารถนาจงเข้ามา (Oni wa soto! Fuku wa uchi!) นอกจากนี้ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าลิงจะเป็นสิ่งที่ป้องกันโอนิได้ จึงมักสร้างรูปปั้นลิงไว้ตามหมู่บ้าน เพราะคำว่าลิงในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า saru ที่มีความมายว่าออกไป ตามตำนานพื้นบ้านยังเชื่อว่า ต้นฮอลลี่ (Holly) สามารถใช้ป้องกันโอนิได้เช่นเดียวกัน

ในปัจจุบัน ความเชื่อเกี่ยวกับด้านที่ชั่วร้ายของโอนิได้ผ่อนคลายลงไปมากจากเดิม และถูกตีความไปในทางที่จะเป็นสิ่งที่พิทักษ์จากความชั่วร้ายไปเสียเอง ทุกวันนี้ ผู้ชายที่แต่งกายเลียนแบบโอนิจะเป็นผู้นำขบวนพาเหรดที่แสดงให้เห็นถึงการจัดการให้ความชั่วร้ายออกไป เช่น สิ่งปลูกสร้างทุกวันนี้นิยมมีแผ่นกระเบื้องบนหลังคาเป็นรูปโอนิ นัยว่าใช้ ป้องกันความชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคล เช่นเดียวกับการประดับตัวการ์กอยในวัฒนธรรมตะวันตก
 
หุ่นจำลองมนุษย์ดึกดำบรรพ์นีแอนเดอร์ธัลส์

หุ่นจำลองมนุษย์ดึกดำบรรพ์นีแอนเดอร์ธัลส์


ย้อนกลับมาถึงข้อสันนิษฐานของนักวิชาการที่พยายามหาคำตอบว่าแท้จริงแล้วอ๊อกร์มีที่มาที่ไปอย่างไรในทางวิชาการ และทำไมจึงมีอิทธิพลต่อชาวบ้านต่างวัฒนธรรมทั้งยุโรปและเอเชีย คำตอบก็คือ นักวิทยาศาสตร์ต่างสันนิษฐานว่าอ๊อกร์น่าจะเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์นีแอนเดอร์ธัลส์ (Neanderthals) ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เคยอาศัยอยู่ในยุโรปและตะวันตกของเอเชีย

ฮวน ลูอิส อาร์ซัวกา (Juan Luis Asuaga) นักโบราณคดีบรรพ์วิทยาชาวสเปนได้ตั้งข้อสมมติฐานตามหลักฐานฟอสซิลว่า ชาวนีแอนเดอร์ธัลส์และมนุษย์โครมันยองได้อาศัยอยู่ในพื้นที่บางส่วนของยุโรปในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่บียอน เคอร์เทน (Bjon Jurten) นักบรรพชีวินชาวฟินแลนด์ก็ทำให้ทฤษฎีดังกล่าวน่าสนใจไปอีก เพราะได้เชื่อมโยงเอาความรู้กับจินตนาการเข้าด้วยกัน โดยบอกว่าอ๊อกร์เป็นความทรงจำที่หลงเหลือจากบรรพบุรุษมนุษย์นีแอนเดอร์ธัลส์และโครมันยองเมื่อเกือบ 40,000 ปีที่แล้วระหว่างการอพยพครั้งใหญ่ไปยังยุโรปเหนือ จากหลักฐานฟอสซิลก็ทำให้คำตอบในเอเชียดูจะมีความชัดเจนขึ้นกว่าเดิม เพราะสันนิษฐานได้ว่าความเชื่อเกี่ยวกับอ๊อกร์ในเอเชียอาจจะมาจากความทรงจำร่วมเกี่ยวกับบรรพบุรุษในอดีตเช่นกัน
 
อ๊อกร์ในงานจิตรกรรมเมื่อ ค.ศ. 1624 โดย จิโอวานนี ลานฟรังโก

อ๊อกร์ในงานจิตรกรรมเมื่อ ค.ศ. 1624 โดย จิโอวานนี ลานฟรังโก


ขณะที่ยังมีอีกคำอธิบายถึงนิยายปรัมปราเกี่ยวกับอ๊อกร์ ที่สะท้อนวัฒนธรรมความเชื่อเกี่ยวกับลัทธิบูชาบรรพบุรุษ (forefather-cult) ในสังคมสแกนดิเนเวียที่มีอยู่ทั่วไปก่อนที่อิทธิพลของคริสตศาสนาจะเริ่มแผ่ขยายเข้ามาราวศตวรรษที่ 10-11 ในการบูชาบรรพบุรุษส่วนใหญ่จะกระทำกันในป่าศักดิ์สิทธิ์ บนแท่นบูชาหรือข้างหลุมฝังศพ เนื่องจากชาวไวกิ้งเชื่อว่าหลังจากสิ้นชีวิตวิญญาณผู้ตายจะยังคงอยู่หรืออยู่ใกล้กับบริเวณที่ครอบครัวนั้นอาศัยอยู่ เป็นวิญญาณบรรพบุรุษที่มีหน้าที่ปกปักรักษาบ้านเรือน และได้รับการเคารพยำเกรงจากลูกหลานมาก วิญญาณบรรพบุรุษเหล่านี้ค่อนข้างจะหวงที่อยู่ไม่น้อย เพราะหากว่ามีเด็กๆไปเล่นบริเวณดังกล่าวก็อาจจะทำให้วิญญาณไม่พอใจ ด้วยเหตุนี้ ผู้เป็นผู้ปกครองจึงต้องสร้างเรื่องราวอ๊อกร์เพื่อทำให้เด็กกลัวและกลายเป็นเรื่องเล่าเชิงตำนานปรัมปราไปในที่สุด

อีกเหตุผลหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยคือ ภายหลังที่คริสตศาสนาแผ่อิทธิพลเข้าสู่สแกนดิเนเวีย ก็ได้พยายามทำให้ลัทธิบรรพบุรุษนิยมเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย ด้วยการกล่าวหาว่าการเคารพบูชาวิญญาณในหลุมศพเป็นการกระทำที่ชั่วร้าย อ๊อกร์จึงอาจเกิดมาในลักษณะนี้ก็เป็นได้
 
โอนิโดนขว้างปาด้วยถั่ว ผลงานของศิลปินเอก คะสึชิกะ โฮะกุไซ

โอนิโดนขว้างปาด้วยถั่ว ผลงานของศิลปินเอก คะสึชิกะ โฮะกุไซ


เห็นไหมครับว่าเรื่องที่เราได้ยินหรือได้รับรู้กันทั่วไปในหนังหรือในเกมส์ที่เด็กรุ่นใหม่เล่นกัน ก็มีที่มาและที่ไปที่ค่อนข้างละเอียดลออทีเดียว เริ่มจากการปรากฏตัวในฐานะตัวประหลาดในเทพนิยาย ก่อนจะถูกตั้งข้อสันนิษฐานว่าเป็นเผ่าพันธุ์บรรพบุรุษของมนุษยชาติ ฉะนั้นแล้วเวลาท่านผู้อ่านดูหนังฮอลลีวูดที่ให้อ๊อกร์เป็นผู้ร้าย ท่านผู้อ่านอาจเปลี่ยนมาเอาใจช่วยอ๊อกร์ในฐานะพระเอกตัวจริงที่เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับงานศิลปะ วรรณกรรมและการแสดงที่แพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน.

โดย... บ.รัฐบริรักษ์ ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 43492077

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!