Home arrow บทความทั่วไป arrow บทความทั่วไป กุมภาพันธ์ 55
Home    Contacts



บทความทั่วไป กุมภาพันธ์ 55 PDF พิมพ์

หน้า 27

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

Impossible race (ตอนที่ 1)

Pic_239911

"Success is a lousy teacher, it seduces smart people into thinking they cant’ lose" Bill gates

มีคนเคยถามผมในบทสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า ช่วงเวลาไหนเป็นช่วงเวลาที่ผมทำงานแล้วสนุกที่สุด ช่วงที่ผมนึกออกชัดเจนก็คือช่วงที่เราต้องดิ้นรนเพื่อให้บริษัทอยู่รอด เป็นช่วงที่บริษัทอ่อนแอ ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ความร่วมมือร่วมใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความเสียสละ ความเห็นแก่ส่วนรวม เป็นบรรยากาศการทำงานที่สนุกมาก ทั้งๆ ที่สถานะทางการเงินและการแข่งขันย่ำแย่

แต่น่าแปลกที่ว่า พอบริษัทเริ่มแข็งแรง พอทีมงานเริ่มลิ้มลองสิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จบ่อยเข้า บรรยากาศการทำงานกลับไม่สนุกเหมือนเคย พอเราเริ่มหายใจหายคอกันได้แล้ว ไม่ต้องดิ้นรนกันทุกนาทีเพื่ออยู่รอด การเมืองภายในก็เริ่มกลับมา เริ่มมีการโทษกันไปมาไม่เหมือนแต่ก่อน

ความสำเร็จทำให้เราเริ่ม ไม่ค่อยอยากดิ้นรนหาทางใหม่ๆ เพราะที่ทำอยู่แบบเดิมก็พิสูจน์แล้วว่าพอไปได้ ความสำเร็จทำให้ทีมเริ่มประมาทขณะที่คู่แข่งพอเพลี่ยงพล้ำก็เริ่มพัฒนาตัวเองขึ้นมา แต่เรากลับมองไม่เห็นเพราะความสำเร็จบังตา ยิ่งสำเร็จเท่าไร การพัฒนาตัวเองและทีมงานดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ

ช่วงที่ผมนึกถึงก็คือ ช่วงที่ดีแทคเริ่มประสบความสำเร็จหลังจากต้องต่อสู้ดิ้นรนแทบเอาตัวไม่รอดมาหลายปี แต่พอเริ่มสำเร็จ ส่วนแบ่งการตลาดเริ่มดีขึ้น ผมก็เริ่มสังเกตถึงความเฉื่อยลงของทีมงาน

“โอ๊ยพี่ เรามาถูกทางแล้ว อย่าไปสนใจคู่แข่งเลย สบายมาก” คำพูดแบบนี้จะได้ยินประจำเวลาผมพูดถึงคู่แข่งว่าเขากำลังปรับตัวและอาจจะกระทบเราได้

ในตอนนั้น คุณซิกเว่ เบรกเก้ ยังเป็นซีอีโอของดีแทคอยู่ คุณซิกเว่เองก็เริ่มสังเกตถึงความเฉื่อยชาของผู้บริหารและพนักงานที่เริ่ม ติดเชื้อจากโรคแห่งความสำเร็จ เริ่มไม่อยากทำอะไรใหม่ เปลี่ยนแปลงอะไรก็ช้าลง

คุณซิกเว่เองเคยมีประสบการณ์เรื่องนี้มามาก ก็รู้ได้ทันทีว่า ความสำเร็จที่เรามีในช่วงนั้นเป็นแค่ช่วงสั้นๆ แถมเกิดจากการที่เราทำอะไรใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง และคู่แข่งเองก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาเร็วมาก ถ้าเรายังติดแอ๊กแบบนี้อยู่ ความหายนะก็ดูเหมือนจะเห็นอยู่ลิบๆ

คุณซิกเว่กับผมก็ปรึกษาหารือกัน เราก็เห็นพ้องต้องกันว่า คงจะต้องหาเป้าหมายยากๆ อันใหม่เหมือนภูเขาลูกใหม่ที่ให้ทีมปีน เพื่อที่จะได้ร่วมมือร่วมใจกันอีกครั้ง แทนที่จะชื่นชมอยู่กับภูเขาลูกเดิม

เราคิดถึงว่าเราอยากเป็นแบรนด์ ที่คนชื่นชมให้มากที่สุด เพราะคิดว่าถ้าสามารถสร้างแบรนด์ที่คนรักและผูกพันได้ ความแข็งแรงนี้จะอยู่กับดีแทคได้ในระยะยาว และเราก็รู้ดีว่า การสร้างแบรนด์ที่แข็งแรงจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของบริษัทใน การพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะแบรนด์ไม่ใช่เรื่องของโฆษณา แต่เป็นการทำให้ลูกค้าได้รับมากกว่าที่ลูกค้าคาดหวัง

เป้าหมายนี้ เป็นเป้าหมายที่ยาก คุณซิกเว่และผมก็คิดว่าน่าจะเป็นเป้าหมายที่ท้าทายและเป็นเป้าหมายที่ได้ ทั้งลูกค้าและได้ทั้งการปลุกพลังในองค์กรให้ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

หลังจากการประชุมไปหลายรอบ ความเคลื่อนไหวกลับช้ากว่าที่เราคิดเยอะ แทบทุกคนมีคำถามในหัวว่าเราประสบความสำเร็จแบบนี้แล้วยังจะต้องดิ้นรนไปอีกทำไม บางคนก็ไม่ได้คัดค้านแต่ก็เนือยๆ รอฟังคำสั่ง บางคนก็ตั้งแง่ตีรวน คุณซิกเว่เองก็หงุดหงิดมาก เพราะไม่รู้จะเกลี้ยกล่อมกันยังไงให้ได้พลังอย่างที่เราอยากได้เพื่อฉีกหนี ตัวเองและคู่แข่งให้ได้

แม้กระทั่งมีคำพูดจากผู้บริหารคนนึงที่พูดขึ้นมาระหว่างประชุมเรื่องการเป็นแบรนด์ที่ คนชื่นชมที่สุดว่า เรากำลังจะทำในสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” เพราะแค่นี้ดีแทคก็ดีอยู่แล้ว ไม่มีทางที่จะไปถึงตรงนั้นได้

“it s impossible" เป็นคำที่มีคนแปลให้ซิกเว่ฟัง ซึ่งก็ทำให้เห็นควันที่ออกหูจากคุณซิกเว่ได้ในทันที

…..

คุณซิกเว่เป็นคนที่แข็งแรงมากๆ เหมือนกับคนนอร์เวย์หลายคนที่ผมเคยเจอก็คือชอบออกกำลังอย่างหนักและดูแล ร่างกายอย่างดีไม่ว่างานจะยุ่งแค่ไหน

คุณซิกเว่วิ่งสิบกิโลแทบทุกวัน ใช้เวลาไม่ถึงห้าสิบนาที ซึ่งเป็นเวลาที่ดีมากๆสำหรับคนอายุสี่สิบปลายๆ อย่าว่าแต่คิดเลย แค่ฝันถึงพวกคนทำงานอย่างเรายังไม่กล้าฝันว่าจะทำได้

ผมก็เหมือนผู้บริหารทั่วไปในตอนนั้นที่ไม่ค่อยดูแลตัวเองเท่าไหร่นัก กินข้าวเย็นดึกๆ เยอะๆ ไปงานเลี้ยงค่ำๆบ่อย กำลังก็ไม่ได้ออก ร่างกายก็อ่อนแอลง น้ำหนักตัวก็มากขึ้นตามลำดับ หันข้างๆ มองเพื่อนผู้บริหารด้วยกันก็มีแนวโน้มคล้ายๆ กัน เราก็ไม่ได้กังวลอะไรกันมากนัก

คุณซิกเว่นานๆ ก็มาแหย่พวกเราทีว่า ทำไมผู้บริหารไทยไม่ออกกำลังเลย อ้วนพุงพลุ้ยกันไปหมด แหย่กันขำๆ เราก็แหย่กลับว่าเราไม่มีเวลา แถมไม่มีสมาชิกสปอร์ตคลับให้ออกกำลังเลย บริษัทสมัครให้หน่อยสิ ซิกเว่ก็หัวเราะเหอะๆแล้วทำเนียนเงียบๆไป

ผมเองนานๆ ก็ไปออกกำลังนิดหน่อย ออกเสร็จก็ไปกินแหลกเหมือนเดิมอยู่เป็นประจำ จนมีวันหนึ่งซึ่งอยู่ในช่วงเดียวกันกับที่กำลังปวดหัวกับความเป็นไปไม่ได้ ของภารกิจปั้นแบรนด์ที่ดีแทค

เช้าวันนั้น ผมไปลองวิ่งดู วิ่งได้สองร้อยเมตรก็ไม่ไหว ระหว่างเดินพักก็นึกถึงคุณซิกเว่ นึกว่าทำไมซิกเว่ถึงวิ่งได้สิบกิโล เราวิ่งได้สองร้อยเมตรก็ไม่ไหวแล้ว

ในใจก็คิดว่า เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำได้เหมือนซิกเว่ ครึ่งหนึ่งก็ยังไม่มีทางได้

“เป็น ไปไม่ได้?” ผมฉุกคิดกับคำๆ นี้ คำนี้เพิ่งโผล่มากลางห้องประชุมเมื่อวานนี่นา ตอนที่เราคุยเรื่องความพยายามที่จะเป็นแบรนด์ที่คนชื่นชมที่สุด

“เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้” เรามาถึงทางตันทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวแล้วหรือ ผมคิดในใจ


ไม่รู้ว่าอะไรดลใจผมในตอนนั้น ระหว่างทางไปทำงานเช้าวันนั้น ผมเขียนพรีเซ็นเทชั่นแบบเร็วๆขึ้นมา จากความรู้สึกอัดอั้นตันใจจากคำว่าเป็นไปไม่ได้ พอเข้าห้องประชุมผุ้บริหารระดับสูงที่คุณซิกเว่เป็นประธาน ผมก็ขออนุญาตซิกเว่พรีเซนต์สิ่งที่ผมเขียนมาในรถก่อนที่ประชุมจะเริ่ม

“impossible race” เป็นหัวข้อที่ผมเล่าให้ผู้บริหารหกเจ็ดคนในวันนั้นฟัง

เนื้อหาของพรีเซนต์ก็คือ การชวนผู้บริหารของบริษัทไปวิ่งให้ได้สิบกิโลกัน ซ้อมกันซักสามเดือน ยังไม่ได้มีรายละเอียดอะไรมาก แค่มาขออนุมัติในหลักการเพื่อจัดการแข่งขัน

ผู้บริหารมองหน้ากันเลิ่กลั่ก คิดว่าผมบ้าไปแล้ว ใครจะไปทำได้ ก่อนที่จะมีใครค้านทัน คุณซิกเว่ก็พูดด้วยเสียงอันดังว่า

“โอเค เอาเลย!”

แน่นอน ว่าซิกเว่เอาด้วยอยู่แล้วเพราะเป็นคนเดียวในห้องที่วิ่งได้ ที่เหลือก็เริ่มมองหน้ากัน บางคนก็คิดว่าเงียบๆ ไปดีกว่าเดี๋ยวโครงการก็ล้มเพราะคนคงคัดค้านเยอะ บางคนก็คิดว่าเดี๋ยวก็ส่งลูกน้องวิ่งแทนก็ได้ ไม่มีใครคิดว่าจะวิ่งกันจริงๆ จังๆ

พอออกมานอกห้อง คุณซิกเว่ก็คุยกับผมว่า ครั้งนี้เขาซีเรียส เขาจะต้องจัดวิ่งแข่งให้ได้ เพราะถ้าเรื่องแบบนี้ทำไม่ได้ ให้เกิดความเป็นไปไม่ได้อีกในองค์กร แผนงานใหญ่ก็ไม่มีทางที่จะทำได้

หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ผม ที่จะต้องเริ่มกระบวนการหาทางให้ผู้บริหารอ่อนแอหนึ่งร้อยคนซึ่งรวมถึงผมเองด้วย วิ่งให้ได้สิบกิโล!!!

(ตอนที่สอง อังคารหน้านะครับ )

ธนา เธียรอัจฉริยะ

 



 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 43140875
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!