Home arrow บทความทั่วไป arrow บทความทั่วไป กุมภาพันธ์ 55
Home    Contacts



บทความทั่วไป กุมภาพันธ์ 55 PDF พิมพ์

หน้า 3

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เดวิด แกร์เรต... เขาคือ เดวิด เบ็คแฮมแห่งวงการดนตรีคลาสสิก!


เดวิด แกร์เรต


พอพูดถึงเดวิด เบ็คแฮม

ภาพของนักฟุตบอลชื่อดังชาวอังกฤษลอยขึ้นมาในหัวทันที

ผู้เล่นกองกลางอดีตตำนานนักเตะของสโมสรที่มีผู้เชียร์มากที่สุดในโลกอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปัจจุบันนี้ ได้ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาทำมาค้าแข้งที่สโมสรแอลเอแกแล็กซีของสหรัฐอเมริกา

เขามีดีทั้งฝีมือการเล่นบอล หน้าตา และบุคลิกที่มีเสน่ห์ จึงกลายเป็นบุคคลผู้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

และในตอนนี้ ที่ภาคพื้นยุโรป

มีเดวิด เบ็คแฮมคนใหม่เกิดขึ้นแล้ว

ไม่ใช่ครับ, เดวิด เบ็คแฮมที่ว่า ไม่ได้มีลูกฟุตบอลเอาไว้สังหารฟรีคิกเป็นอาวุธประจำตัว

แต่เขามี ไวโอลิน ที่เอาไว้ใช้แสดงพรสวรรค์บนโลกใบนี้

เขาจึงถูกสื่อดังอย่าง เทเลกราฟ ตั้งฉายาว่า "เดวิด เบ็คแฮม ของวงการไวโอลิน"

ชื่อของเขาคือ เดวิด แกร์เรต(David Garrett)

ในวันนี้ แกร์เรตมีวิถีชีวิตไม่ต่างจากเดวิด เบ็คแฮม ได้เดินทางข้ามไปข้ามมาระหว่างเยอรมันบ้านเกิด กับนิวยอร์คอันเป็นศูนย์กลางของอุุตสาหกรรมดนตรีอันเป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงชีวิตและหัวใจของเขา

แม้ว่าชื่อของหนุ่มหน้าเข้มชาวเยอรมันผู้นี้จะไม่ค่อยคุ้นหูผู้ฟังชาวไทยมากนัก

แต่หนุ่มหล่อผู้นี้ เซ็นสัญญาในฐานะศิลปินเดี่ยวกับค่ายเพลงคลาสสิคที่ดีที่สุดในโลกอย่าง Deutsche Grammophon ด้วยอายุเพียง 13 ปี, ออกทัวร์ที่อเมริกา บัตรขายหมดเกลี้ยง, เป็นศิลปินหน้าใหม่ที่มีอัลบั้มขายดีที่สุดบนชาร์ทบิลบอร์ด (เพลงคลาสสิค)ในปี 2009, เป็นแขกรับเชิญทางรายการทีวีดังๆ ระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Oprah, Fox&Friends, E! News, the Today Show, CBS Saturday Morning, CNN และ Good Morning America และ รายการพิเศษ การแสดงสดของเขาที่มีชื่อว่า "ไลฟ์ อิน เบอร์ลิน"(Live In Berlin) ออกฉายทางช่อง PBS นั้น ประสบความสำเร็จอย่างมาก

ปรากฏการณ์เหล่านี้ เป็นเครื่องการันตีว่า เดวิด แกร์เรต ย่อมต้อง "มีของ" อย่างแน่นอน



ปลายปีที่แล้ว เดวิด แกร์เรต ได้แว้บๆมาจัดโชว์เล็กๆทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สิงคโปร์ และเมืองไทย ซึ่งแม้ไม่ใช่คอนเสิร์ตใหญ่ แต่การเล่นไวโอลินของเขา ครองหัวใจของคอเพลงไวโอลินในภูมิภาคนี้ไปเต็มๆ

ช่วงที่เขามาเมืองไทย แกร์เรตได้ออกมาคุยกับสื่อมวลชนชาวไทยด้วย

แม้บทสนทนากับหนุ่มผู้นี้จะใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่นัก แต่ก็ทำให้เราได้กลิ่นจางๆของความเป็นร็อคสตาร์ในคราบของนักไวโอลิน

หากลองเปิดยูทูบ หาเพลงของเขา จะเห็นว่า มีเพลงของเขาเพลงหนึ่ง ที่มีผู้ชอบเข้าไปคลิกดูคลิกฟังสูงถึง 5 ล้านวิว...

พอพูดถึงไวโอลิน หลายคนอาจจะนึกถึงเพลงคลาสสิก นึกถึงโมสาร์ต นึกถึงบีโธเฟ่น...

แต่เพลงที่คนดูเป็นล้านๆคนที่ว่า ดันเป็นเพลงบรรเลงที่นำเอาเพลง "Smooth Criminal" ของไมเคิล แจ็คสัน มาตีความใหม่ในเสียงของไวโอลินได้อย่างน่าฟัง

แกร์เรต นิยมชมชอบที่จะนำแบบแผนดนตรีคลาสสิกมาผสมกับความเป็นร็อคและป๊อบ และโดยเฉพาะในมุมของเพลงร็อค

เขาเล่าว่า "ความเป็นร็อคมันจะดูตรงๆ หนักๆ เมื่อผสมกับดนตรีคลาสิกแล้วมันจะเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ในการทำดนตรี"

เขามองย้อนถึงอมตะคีตกวีในอดีตอย่าง บีโธเฟ่น

แกร์เรตบอกว่า นี่ก็ร็อค!

"บีโธเฟ่น คือคนคนนึงที่มีภาพลักษ์ของความเป็นร็อคสตาร์ คำอธิบายความเป็นร็อคสตาร์ก็คือ คนคนหนึ่งที่มีความหลงใหลในดนตรี บางคนที่เป็นอัจฉริยะ และต้องไม่กลัวที่จะกล้าทำหรือค้นหาสิ่งใหม่ๆ แน่นอนว่า บีโธเฟ่น คือผู้นำในทุกสิ่ง"

ด้วยเหตุนี้ งานเพลงอัลบั้มล่าสุดของแกร์เรต อัลบั้ม "ร็อค ซิมโฟนีส์"(Rock Symphonies) จึงนำสองสิ่งที่หนุ่มชาวเยอรมันคนนี้ชื่นชอบและรักเป็นพิเศษ นั่นก็คือ ดนตรีคลาสสิคและเพลงร็อคจากยุคที่เขาเติบโต มาผสมกันอย่างมีรสชาติ

อัลบั้มนี้ จึงเปรียบเหมือนกับการเขียนจดหมายรักไปถึงวงร็อคที่เขาชื่นชอบอย่างเนอร์วาน่า ผ่านเพลง Smells Like Teen Spirit, กันส์ แอนด์ โรสเซส ในเพลง November Rain, ของแอโรสมิธ เขาเลือกเพลง Walk This Way มาตีความใหม่, ส่วนยูทู เขาเล่นเพลง Vertigo รวมถึงเพลงที่พวกเขานำมาคัพเวอร์ของท่านเซอร์ พอล แมคคาร์ทนีย์ เพลง Live And Let Die


อัลบั้ม "ร็อค ซิมโฟนีส์"

เขานำเพลงร็อคมานำเสนอแบบมิกซ์ แอนด์ แมตช์กับเพลงคลาสสิค ด้วยเหตุผลที่ว่า

"นานหลายปีแล้ว ที่ผมอยากนำเพลงคลาสสิคมาให้คนรุ่นใหม่ได้ฟังกันบ้าง และผมก็ได้เห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง มีเด็กรุ่นใหม่หลายคนกลับมาชื่นชอบคีตกวีอย่าง บีโธเฟน บรามห์ส และบาค ซึ่งนั่นผมถือว่า ฝันของผมเป็นจริงแล้วหล่ะ"

แกร์เรต ยืนยันว่า เขาไม่ได้เพียงแค่นำเพลงเก่ามาคัฟเวอร์ผ่านไวโอลิน รายละเอียดในงานเพลงมีมากกว่านั้น...

"หากคิดว่า นี่เป็นงานคัฟเวอร์ นั่นเป็นความคิดที่น่ากลัวมากๆ เลยน่ะครับ ก่อนอื่น ผมพยายามที่จะมองทุกเพลงในอัลบั้มจากมุมที่แตกต่างออกไปมากกว่าจะทำเลียนแบบต้นฉบับ และบางครั้งผมแทบจะเปลี่ยนคาร์แรกเตอร์ทั้งหมดของเพลงนั้นๆ เลย และถัดมา การที่ไม่มีเสียงในเพลงมันมอบอิสระในความคิดเป็นอย่างมาก"



 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 43140617

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!