Home arrow บทความวิทยาศาสตร์ arrow บทความรวมวิทยาศาสตร์ของผู้จัดการออนไลน์  มิถุนายน 54
  
เมนูอื่นๆ
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
บทความรวมวิทยาศาสตร์ของผู้จัดการออนไลน์  มิถุนายน 54 PDF พิมพ์

หน้า 17

วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554

มุก : อัญมณีจากท้องทะเล

มุกจากทะเลสาบ Biwa ในญี่ปุ่น

ไม่มีใครรู้ชัดว่า ผู้ใดนำมุกมาใช้เป็นเครื่องประดับเป็นคนแรก แต่นักมานุษย์วิทยาหลายคนเชื่อว่า ชาวประมงอินเดียเมื่อเห็นเม็ดมุกในหอยว่าสวยและมีสีสุกใส จึงคิดนำมันมาสะสม จากนั้นผู้คนเริ่มรู้จักคุณค่าของมุกมากขึ้น เพราะมันมีความสวยงามตามธรรมชาติโดยมนุษย์ไม่จำเป็นต้องตกแต่งหรือเจียระไนเหมือนอัญมณีอื่นๆ

ในสมัยโบราณ มุกมีราคาแพงมากเพราะเป็นของหายาก จะมีก็แต่มหาราชา และจักรพรรดิที่ร่ำรวยเท่านั้นจึงจะสามารถมีมุกในครอบครอง คัมภีร์พระเวทของศาสนาพราหมณ์กล่าวถึงมุกว่าสามารถทำให้เจ้าของผู้สวมใส่มีอายุยืน กษัตริย์ Jahan แห่งอาณาจักร Mogul ผู้สร้างทัชมาฮาล ทรงประดับพระแท่นบรรทมด้วยมุก มหามงกุฎของพระเจ้าชาร์แห่งอิหร่านมีมุกประดับนับหมื่นเม็ด คัมภีร์กุรอ่านของศาสนาอิสลามกล่าวถึงถนนหนทางบนสวรรค์ว่ามีมุกสีสุกใสปูลาด และคนดีที่ได้ขึ้นสวรรค์นอกจากจะได้พำนักในเต็นท์ที่ทำด้วยมุกแล้ว ยังได้สวมมงกุฎมุกด้วย สังคมจีนและญี่ปุ่นโบราณยกย่องมุกว่ามีค่ายิ่งกว่าทองคำ และเชื่อว่ามุกถือกำเนิดในสมองของมังกร จึงสามารถใช้รักษาไข้ได้สารพัดชนิด เทพนิยายอินเดียกล่าวถึงเทพกฤษณะว่า ทรงมอบสร้อยมุกให้พระบุตรีในพิธีมงคลสมรสของนาง สำนวนอินเดียมีกล่าวว่า ดินให้ทับทิม น้ำให้มุก ลมให้รุ้ง และไฟให้อุกกาบาตแก่มนุษย์

ในปี 2444 นักโบราณคดีชื่อ J. De Morgan ได้ขุดพบเครื่องประดับที่ทำด้วยมุกซึ่งมีอายุมากที่สุดในโลกที่เมือง Susa แห่งอาณาจักร Persia ขณะนี้สร้อยที่มีมุก 216 เม็ด และมีอายุ 2,400 ปีนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Louvre ในกรุงปารีส

ภาคตัดขวางของมุก ขยาย 60 เท่า แสดงให้เห็นชั้นผลึกที่พอกเป็นชั้นๆ



ประวัติศาสตร์โรมันได้บันทึกว่า เมื่อทหารในกองทัพของนายพล Vitellius ประสบภาวะขาดแคลนอาหาร ท่านนายพลได้นำตุ้มหูมุกของมารดาไปขาย เพื่อได้เงินมาเลี้ยงทหารใต้บังคับบัญชา หนังสือ Historia Naturalia ที่ปราชญ์ Pliny ผู้เฒ่าเรียบเรียง ได้เล่าเหตุการณ์ที่พระนาง Cleopatra ที่ 7 แห่งราชวงศ์ Ptolemy ทรงเลี้ยงต้อนรับจอมทัพ Marc Antony แห่งอาณาจักรโรมันว่า พระนางได้เสวยมุกหลังพระกระยาหาร การเลี้ยงรับรองที่เล่าขานกันจนเป็นตำนานนี้ ได้ดลใจให้จิตรกร Giambasttista Tiepolo วาดภาพงานเลี้ยงดังกล่าวในปี 2289-2293 เพื่อให้ทุกคนในงานจ้องมองที่อุ้งพระหัตถ์ของพระนาง Cleopatra ซึ่งทรงถือมุกเม็ดใหญ่ และมีจอมทัพ Antony นั่งตรงข้ามกับพระนาง ส่วนบนโต๊ะเสวยมีจานเครื่องต้นที่บรรจุน้ำส้มสายชู เมื่อพระนางทรงปลดตุ้มพระกรรณมุกแล้วได้ทรงจุ่มมุกลงในน้ำส้มสายชูให้มันละลาย เพื่อทรงดื่ม การสำแดงความร่ำรวยและความสวยระดับไม่ธรรมดาของพระนาง ได้ทำให้จอมทัพ Antony รู้สึกประทับใจ และหลงใหลนางจนเป็นตำนานมาจนทุกวันนี้

แต่ในความเป็นจริง น้ำส้มสายชูที่เจือจางจะไม่สามารถละลายมุกได้เลย ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่าพระนาง Cleopatra มิได้ทรงดื่มน้ำส้มนั้น แต่ทรงซ่อนมุกไม่ให้ Marc Antony เห็น ซึ่งก็ได้ผลเพราะ Marc Antony รู้สึกประทับใจในความร่ำรวยของราชินีแห่งอียิปต์ผู้ทรงสุรุ่ยสุร่ายทำลายทรัพยากรธรรมชาติมูลค่ามหาศาล และผู้คนในงานเลี้ยงนั้นได้หลงคิดว่านางทรงดื่มน้ำส้มผสมมุกเหมือนดื่มน้ำธรรมดา

หนังสือ Natural History ของ Pliny ผู้ชรายังกล่าวถึงมุกในสมัยโรมันว่า มีค่ายิ่งกว่าเงินประมาณ 2 ล้านเท่า และจักรพรรดิ Caligula แห่งโรมทรงนิยมประดับมุกที่ฉลองพระบาท ส่วนจักรพรรดิ Nero ก็ทรงตกแต่งพระแสงดาบด้วยมุกเช่นกัน

กวี Homer ของกรีซเคยเขียนบันทึกว่า เมื่อกองทัพของจักรพรรดิ Alexander มหาราชบุกโจมตีเมือง Alexandria กรุง Babylon และกรุง Constantinople พระองค์ได้ทรงยึดมุกจำนวนมากไป

ในแง่วิทยาศาสตร์ นักชีววิทยาได้แบ่งมุกออกเป็นสองประเภท คือมุกธรรมชาติและมุกเลี้ยง โดยมุกธรรมชาติถือกำเนิดในตัวหอยมุกเอง จากการที่ตัวปรสิตในหอยเสียชีวิตลง หรือเวลาหอยมีเม็ดทรายขนาดเล็กเล็ดลอดเข้าไปขณะมันอ้าเปลือกหาอาหาร การมีสิ่งแปลกปลอมมากระแทกและทิ่มแทงเนื้อหอย ทำให้หอยรู้สึกระคายเคือง จึงขับน้ำเมือกที่มีสารประกอบ calcium carbonate ออกมาห่อหุ้มตัวปรสิต หรือเม็ดทรายขนาดเล็กนั้น จากนั้นเมือกจะแข็งตัวเป็นเนื้อมุกเข้าห่อหุ้มสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น โดยการพอกพูนทีละชั้นๆ

การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของมุก ทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้ว่าองค์ประกอบหลักของมุกคือ calcium carbonate (แร่ aragonite และ calcite) ในปริมาณตั้งแต่ 82-92 เปอร์เซ็นต์, น้ำ 2-4 เปอร์เซ็นต์ conchiolin 4-14 เปอร์เซ็นต์ และสิ่งสกปรกต่างๆ ส่วนมุกบริสุทธิ์มีความหนาแน่นสัมพัทธ์ตั้งแต่ 2.61-2.78 การมีความหนาแน่นสัมพัทธ์สูงกว่า 1 เช่นนี้ มุกจึงจมน้ำ มุกมีดัชนีหักเหตั้งแต่ 1.530-1.685 และเวลาได้รับความร้อนมาก มุกอาจแตกหรือเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล สารละลายที่เป็นกรด เช่น เหงื่อ เครื่องสำอาง หรือน้ำหอมสามารถทำลายเนื้อมุกได้ นักอัญมณียังได้พบอีกว่า ตามปกติความสุกใสแวววาวของมุกขึ้นกับอุณหภูมิ องค์ประกอบของน้ำที่มันถือกำเนิด อาหารที่หอยกิน และสุขภาพของหอยด้วย

โดยทั่วไป เรามักพบมุกธรรมชาติในหอยกาบเดี่ยวและกาบคู่ เช่น หอยนางรม และหอย abalone เป็นต้น หอยเหล่านี้ชอบอาศัยในน้ำลึก ดังนั้นนักเก็บหอยมุกจะต้องดำน้ำลงไปถึงระดับลึกตั้งแต่ 10-12 เมตร เพื่อเก็บหอยใส่ตะกร้า และเมื่อได้หอยแล้ว เขาก็จะกระตุกเชือกให้คนบนเรือดึงตะกร้าขึ้นไป ในการดำน้ำลงและคืนกลับสู่ผิวน้ำอีกครั้งหนึ่งนี้ ต้องใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที เพราะถ้านานกว่านั้นคนดำน้ำจะเสียชีวิต หลังจากได้สูดอากาศเหนือน้ำนานประมาณ 5-10 นาทีแล้ว เขาก็จะดำน้ำลงไปเก็บหอยอีก ด้วยวิธีนี้ นักเก็บหอยมุกจะดำน้ำเก็บหอยได้อย่างมากประมาณวันละ 40 ครั้ง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะได้มุก 40 เม็ด เพราะหอยบางตัวไม่มีมุกแม้แต่เม็ดเดียว

เมื่องานงมหอยมุกเป็นงานที่หนักและเสี่ยงชีวิตเช่นนี้ เช่น คนงมอาจจมน้ำตายเพราะหมดแรง จึงมีคนคิดหาวิธีเลี้ยงมุก เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ และนี่ก็คือวิธีการที่ชาวจีนโบราณคิดใช้เมื่อ 700 ปีก่อน แต่เทคโนโลยีการทำมุกเลี้ยงของจีน ไม่เป็นที่ล่วงรู้ในสังคมภายนอก เพราะสังคมจีนเป็นสังคมปิดที่ไม่นิยมถ่ายทอดวิทยายุทธให้คนภายนอกรู้ ด้วยเหตุนี้ธุรกิจมุกเลี้ยงจึงไม่แพร่หลาย จนกระทั่งปี 2436 เมื่อ Kochiki Mikimoto นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นพบวิธีกระตุ้นให้หอยนางรมขับสารมุกออกมา

ถึงวันนี้ เรามีเทคนิคการเลี้ยงมุกที่สำคัญสองวิธี คือ การเลี้ยงในน้ำเค็มที่นิยมใช้ลูกปัดกลมซึ่งทำจากเปลือกหอยหรือเนื้อชิ้นเล็กๆ ฝังลงที่รังไข่ของหอย ซึ่งจะสร้างความระคายเคืองจนหอยต้องขับน้ำมุกออกมาเคลือบ มุกเลี้ยงนี้มีรูปกลม และสำหรับวิธีที่สองคือ การเลี้ยงในน้ำจืด ซึ่งใช้เนื้อเยื่อขนาดเล็กของหอยน้ำจืดตัวอื่นฝังลงในเนื้อเยื่อของหอยที่ต้องการให้ขับเมือกมุกออกมา มุกที่เลี้ยงด้วยวิธีนี้มักมีขนาดเล็ก และไม่กลม

ตามปรกติหลังจากที่ได้ฝังเนื้อเยื่อหรือสิ่งแปลกปลอมในตัวหอยแล้ว คนเลี้ยงมุกจะนำหอยใส่ลงในกรงลวดเพื่อนำไปเลี้ยงในทะเลที่ระดับลึก 2-3 เมตร โดยเอากรงเล็กที่มีหอยอยู่ภายในนี้ผูกติดกับทุ่น เมื่อครบ 7 วัน คนเลี้ยงหอยมุกก็จะพลิกกรงครั้งหนึ่งเพื่อให้หอยหลั่งเมือกมุกออกมาอย่างสม่ำเสมอ และตลอดเวลาที่เลี้ยง เขาต้องคอยเติมอาหารให้หอยกินอย่างเพียงพอ อีกทั้งต้องคอยระวังไม่ให้กรงหอยถูกคลื่นซัดกระแทกอย่างรุนแรง และต้องคอยควบคุมให้กระแสน้ำไหลหล่อเลี้ยงตัวหอยอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงต้องคอยกำจัดมลพิษในน้ำด้วย เพื่อให้ได้มุกที่มีคุณภาพดีที่สุด

สำหรับระยะเวลาที่เลี้ยงนั้น นักเลี้ยงมุกพบว่าเวลา 4 ปีเป็นเวลาที่เหมาะที่สุด แต่ทุกวันนี้เทคโนโลยีชีวภาพได้ย่นระยะเวลาเลี้ยงเหลือเพียง 1 ปี 6 เดือน คนเลี้ยงก็จะได้เม็ดมุกที่มีขนาดใหญ่เพียงพอกับความต้องการแล้ว

ตลาดมุกถือว่ามุกสีชมพูและสีครีมเป็นมุกที่ดีและมีค่ามาก สำหรับเกณฑ์การดูมุกนั้น นักอัญมณีมีความเห็นว่า มุกที่ดีต้องมีความวาวสูง ซึ่งจะเกิดในมุกที่หนามาก ส่วนผิวเม็ดมุกที่เรียบไร้รอยตำหนิใดๆ ก็เป็นคุณภาพที่พึงประสงค์เช่นกัน คุณสมบัติด้านสีก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะมุกเลี้ยงอาจมีหลายสี เช่น ขาว เหลือง เขียว ชมพู แดง ดำ เหลือง เทา เงินปนเหลือง เหลือง-เขียว เทาปนชมพู อย่างไรก็ตาม ตลาดมุกถือว่ามุกดำเป็นมุกหายากที่สุด

การสำรวจตลาดซื้อ-ขายมุกยังทำให้เรารู้อีกว่า คนญี่ปุ่นชอบมุกเหลือง คนอเมริกันอังกฤษชอบมุกขาว คนเอเชียชอบมุกชมพูหรือสีกุหลาบ ส่วนคนอาหรับชอบมุกสีครีม

ในการเก็บรักษามุก ผู้เชี่ยวชาญมุกแนะนำให้เก็บมุกในกระเป๋าผ้า เพื่อลดการเสียดสีระหว่างเม็ดมุกกับภาชนะเก็บ และไม่ควรเก็บมุกรวมกับอัญมณีอื่น เพราะเนื้อมุกนิ่มกว่า จึงอาจถูกรัตนชาติอื่นขีดข่วนจนผิวเป็นริ้วรอยมลทินได้ เวลาทำความสะอาดมุก เจ้าของไม่ควรใช้ผงซักฟอก เพราะเนื้อมุกจะถูกกรดกัด แต่ควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำสบู่ที่เจือจางมากชำระสิ่งสกปรกที่เคลือบมุกอยู่ จากนั้นใช้ผ้านิ่มหรือสำลีเช็ดจนมุกไม่ชื้น เจ้าของมุกไม่ควรให้มุกถูกสเปรย์หรือใช้น้ำหอมฉีด เพราะสารเคมีในแอลกอฮอล์จะทำลายผิวมุก

สำหรับวิธีเลือกซื้อมุก ผู้สันทัดกรณีได้ให้ข้อคิดว่า ขึ้นกับความต้องการและกำลังทรัพย์ เพราะบางคนชอบมุกลักษณะกลม บางคนชอบมุกรูปไข่ บ้างก็ชอบมุกรูปหยดน้ำ แต่ในทัศนะของผู้เชี่ยวชาญ มุกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวตั้งแต่ 7-10 มิลลิเมตร เป็นมุกที่ดูงามที่สุด

มุกงามกับผู้หญิงสวยเป็นของคู่กัน เมื่อครั้งที่ Elizabeth Taylor แสดงภาพยนตร์เรื่อง Cleopatra สามีของเธอที่ชื่อ Richard Burton ได้ซื้อมุกนามว่า La็็ Peregrina ที่ถือกำเนิดในทะเลปานามาเมื่อ 500 ปีก่อน มามอบเป็นกำนัลแด่เธอ

แต่ถึง Elizabeth Taylor ผู้วายชนม์ไปเมื่อวันที่ 22 มีนาคมศกนี้ จะไม่มีมุกในครอบครอง เธอก็ยังเป็นผู้หญิงสวยที่มีจิตใจสวยอยู่ดี

 



< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ขณะนี้มี 47 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 11733201  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!