Home arrow บทความวิทยาศาสตร์ arrow หลอดไฟของเอดิสัน
  
เมนูอื่นๆ
Home บทความวิทยาศาสตร์ เซ็นสมุดเยี่ยม
หลอดไฟของเอดิสัน PDF พิมพ์
เรื่อง : รุจ ธนรักษ์
โดย:
โอเพ่นออนไลน์ Sat, 23/05/2009


ในโลกแห่งเทคโนโลยีเช่นในปัจจุบัน หากให้เหลียวมองสิ่งอำนวยความสะดวกรอบตัวหลายคนคงนึกถึงคอมพิวเตอร์พกพาขนาด บางเฉียบ โทรศัพท์เคลื่อนที่อันเปี่ยมด้วยความสามารถหลากหลาย โทรทัศน์จอแบนความละเอียดสูงที่แสดงภาพได้สวยกว่าเห็นด้วยตาตนเอง ฯลฯ แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ทันได้นึกถึง ทั้งที่ชีวิตประจำวันของเราเกี่ยวพันกับมันอย่างแทบจะขาดไม่ได้ นั่นคือ “หลอดไฟ”

 



หลอดไฟเป็นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นเล็กๆที่กลายเป็นสิ่ง “ธรรมดาสามัญ” ไปแล้วในปัจจุบัน จากสิ่งมหัศจรรย์ที่สามารถให้แสงสว่างได้โดยไม่มีฝุ่นควันจากการเผาไหม้ ปัจจุบันหลอดไฟกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนใดๆอีกต่อไป นักเรียนมัธยมสายวิทยาศาสตร์ทุกคนรู้จักลักษณะทางไฟฟ้าของมันเป็นอย่างดี นักธุรกิจอาจมองมันเป็นธุรกิจที่ไม่น่าสนใจเสียด้วยซ้ำด้วยความที่ได้กำไรต่อหน่วยต่ำ ขณะที่แม่ค้าย่านปากคลองตลาดอาจพึ่งพามันในฐานะอุปกรณ์ให้แสงสว่างช่วงรุ่งเช้าที่หาซื้อได้ในราคาแสนถูก

แต่ถึงกระนั้น หากดูบริบททางประวัติศาสตร์นับจากวันที่มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นบนโลกนี้ เราอาจนับหลอดไฟเป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ชิ้นเล็กๆที่เปลี่ยนแปลงอารยธรรมมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิง เพราะหลอดไฟทำให้มนุษย์สามารถใช้ชิวิตในเวลากลางคืนได้ราวกับเป็นกลางวัน เนื่องจากมันไม่มีกลิ่นไม่มีควันเช่นการจุดคบเพลิง

จนถึงวันนี้ หลอดไฟถูกพัฒนาเรื่อยมาจนกลายเป็นแหล่งกำเนิดแสงที่สำคัญยิ่งในหลายสถานการณ์ ตั้งแต่ไฟฉายในมือนักเดินป่า แสงไฟของนักดำน้ำใต้มหาสมุทร เสาไฟฟ้าริมซอยเปลี่ยวในกรุงเทพ แสงไฟหลากสีในผับบาร์กลางกรุงโตเกียว หรือกระทั่งแสงสว่างทุกทิศทางในสนามฟุตบอลที่บาร์เซโลนา ว่ากันว่าทุกวันนี้ สำหรับชีวิตสมัยใหม่ของใครบางคน หลอดไฟกลายเป็นแหล่งกำเนิดแสง “หลัก” ที่ทดแทนแสงจากดวงอาทิตย์ไปอย่างสิ้นเชิงเสียแล้ว

เมื่อพูดถึงหลอดไฟ ชื่อหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจใครหลายคงเป็น โทมัส อัลวา เอดิสัน เขาคือยอดนักประดิษฐ์ชาวอเมริกันผู้โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ หากนับเฉพาะสิทธิบัตรที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา เขามีสิทธิบัตรเป็นของตนเองถึง 1,093 ชิ้น ซึ่งยังไม่รวมอีกหลายชิ้นที่จดทะเบียนในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมันนี เอดิสันเกิดเมื่อปี 1847 ในชนบทของรัฐโอไฮโอ และเช่นเดียวกับประวัตินักวิทยาศาสตร์ชื่อดังอีกหลายคน เอดิสันในวัยเด็กได้รับการศึกษาจากโรงเป็นเวลาเพียง 3 เดือนก่อนจะกลับมาเรียนหนังสือที่บ้าน (Home School) ด้วยเหตุผลว่าเป็น “เด็กหัวก้าวหน้าเกินระบบ” โดยมีมารดาทำหน้าที่เป็นครูเพียงคนเดียวในชีิวิต

ชีวิตวัยเด็กของเอดิสันเติบโตขึ้นมาพร้อมกับการขยายตัวของการรถไฟในสหรัฐ ครอบครัวของเขาต้องย้ายถิ่นฐานจากโอไฮโอมาอยู่ที่มิชิแกนเพราะโดนทางเส้นรถไฟตัดผ่าน เอดิสันใช้ชีิวิตในวัยเด็กขายขนม หนังสือพิมพ์ และสิ่งของเล็กๆน้อยๆในรถไฟเพื่อประทังชีวิต

หลังจากช่วงชีวิตที่ยากลำบากบนรถไฟผ่านไป งานชิ้นแรกที่เอดิสันได้โอกาสทำอย่างเป็นทางการคือพนักงานโทรเลข เอดิสันเริ่มงานโทรเลขครั้งแรกในเมืองออนทาริโอ เขามักเลือกเข้างานกะกลางคืนเพื่อให้ตัวเขามีเวลาว่างมากพอจะให้ความสนใจกับสองสิ่งที่เขาสนใจ นั่นคือการอ่านหนังสือ และทำการทดลองต่างๆ

ทำงานได้ไม่เท่าไหร่ เอดิสันถูกไล่ออกจากงานโทษฐานเล่นพิเรนด้วยการทดลองสร้างแบตเตอรี่จนน้ำกรดหกใส่โต๊ะเจ้านายเสียหาย เอดิสันจึงหันไปเริ่มต้นชีวิตการเป็น “นักประดิษฐ์” อย่างเต็มตัวในนิวเจอร์ซี ผลงานสิ่งประดิษฐ์ยุคแรกๆของเขายังคงวนเวียนอยู่กับการพัฒนาเครื่องรับ-ส่งโทรเลข จวบจนปี 1877 เขาจึงผลิตสิ่งมหัศจรรย์ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้ตัวเขาโด่งดังในชั่วข้ามคืนได้สำเร็จ นั่นคือ เครื่องเล่นจานเสียง (Phonograph) ซึ่งนับเป็นบรรพบุรุษของเครื่องเล่นแผ่นเสียง และเครื่องเล่นซีดีในปัจจุบัน

นอกจากชื่อเสียงในฐานะ “นักประดิษฐ์” ที่กลายเป็น “ภาพลักษณ์” ของ โทมัส เอดิสัน ผู้คนในยุคนั้นทราบกันดีว่าเขายังเป็นนักอุตสาหกรรม (Industrialist) คนสำคัญเช่นเดียวกับ เฮนรี่ ฟอร์ด ผู้เป็นสหายสนิท เบื้องหลังสิ่งประดิษฐ์นับพันของเอดิสันมีกระบวนการคิดค้นอย่างเป็นระบบเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จ เขาได้ชื่อว่าเป็นนักประดิษฐ์คนแรกที่นำเอาระบบการผลิตแบบโรงงานอุตสาหกรรมมาประยุกต์ใช้กับการคิดค้นวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ว่ากันว่าสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดของเอดิสันอาจไม่ใช่หลอดไฟ แต่เป็นการก่อตั้งห้องแล็บวิจัย (Research Lab) ขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก ห้องแล็บวิจัยแห่งเมนโลพาร์ค (Menlo Park Laboratory) เป็นหน่วยงานแรกในโลกที่ก่อตั้งขึ้นด้วยเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือการทุ่มเทค้นคว้าสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เอดิสันนำเอาระบบการผลิตแบบโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาใช้กับห้องแล็บแห่งนี้ เขาจ้างวิศวกรและพนักงานส่วนต่างๆมากมาย แบ่งงานออกเป็นกลุ่มย่อยๆ โดยแต่ละกลุ่มมีเป้าหมายและการวัดผลของตนที่ชัดเจน ส่วนตัวเขาทำหน้าที่กำหนดทิศทางการค้นคว้าในภาพรวมว่าแต่ละกลุ่มต้องคิดค้นอะไร ต้องทำให้สำเร็จภายในเวลาไหน เพื่อนำเอาผลงานย่อยๆเหล่านั้นมาประกอบกันเป็นอะไรต่อไป

 


เทคนิคการทำงานที่ประยุกต์มาจากระบบสายการผลิตในโรงงานเช่นนี้นับได้ว่าเป็นความคิดที่ก้าวหน้ามากในแวดวงวิทยาศาตร์ยุคนั้น ด้วยเหตุนี้ ห้องแล็บแห่งเมนโลพาร์คจึงเป็นเบื้องหลังความสำเร็จของสิ่งประดิษฐ์มากมายภายใต้ชื่อ โทมัส เอดิสัน การจัดระบบเช่นนี้ทำให้เขามี “ทีมงาน” อันประกอบด้วยวิศวกรเครื่องกล นักวัสดุศาสตร์ วิศวกรไฟฟ้า นักเคมี และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆอีกมากมาย ร่วมกันทำงานภายใต้เป้าหมายที่เขากำหนดขึ้น สิทธิบัตรทุกชิ้นที่คิดค้นขึ้นได้จะจดทะเบียนภายใต้ชื่อของเอดิสัน เช่นเดียวกับที่เราคุ้นเคยกันดีกับระบบงานวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ของบริษัทชั้นนำในปัจจุบัน

ช่วงปีทศวรรษ 1880s คือช่วงเวลาที่สังคมตะวันตกกำลังอยู่ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 (Second Industrial Revolution) ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี มนุษย์เริ่มรู้จักการใช้เครื่องจักรให้ทำงานแทนตนเองได้อย่างซับซ้อนมากขึ้น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เรารู้จักระบบจักรกล พลังงานไฟฟ้า และพลังงานแม่เหล็ก เรามีรถไฟเป็นการเดินทางชนิดใหม่ที่รวดเร็วและราคาถูก วิถีชีวิตของผู้คนเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่ความเป็นสังคมเมืองมากขึ้นตามการเติบโตของระบบอุตสาหกรรม ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของความต้องการแสงสว่างที่จำเป็นต้องสะดวกกว่าการจุดตะเกียงเช่นในอดีต

“หลอดไฟ” จึงเป็นเป้าหมายที่นักประดิษฐ์หลายคนทั่วยุโรปและอเมริกาเหนือขณะนั้นต่างทุ่มเทชีวิตเพื่อค้นคว้าหาทางสร้างมันขึ้นมาให้สำเร็จ นักวิทยาศาสตร์ในเวลานั้นทราบกันดีแล้วว่าหากผ่านกระแสไฟฟ้า (ในปริมาณที่มากพอ) เข้าไปในสิ่งใด สิ่งนั้นจะค่อยๆร้อนขึ้นจนเกิดการเผาไหม้ในที่สุด ซึ่งช่วงเวลาระหว่างที่มันค่อยๆร้อนขึ้นจนเผาไหม้ตัวเองหมดไปนั้น คือช่วงเวลาที่วัสดุนั้นสามารถแปล่งแสงสว่างออกมาได้ ด้วยเหตุนี้ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การคิดค้นความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ด้านไฟฟ้าและแสงสว่าง หากอยู่ที่การพยายาม “ดัดแปลง” ความรู้ที่มีอยู่แล้วให้สามารถนำมาใช้ได้ในทางปฏิบัติ

เราจึงพบว่าหลอดไฟของนักวิทยาศาสตร์สมัยก่อนทำจากวัสดุสารพัดชนิด แต่แทบทุกชิ้นผลิตได้ยาก ต้นทุนการผลิตสูง เผาไหม้เร็ว กินกระแสไฟมาก และมีอายุการใช้งานสั้นมากจนไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการจุดตะเกียง

โจเซฟ วิลสัน สวอน (Joseph Wilson Swan) คือนักฟิสิกส์เคมีชาวอังกฤษที่มีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกับเอดิสัน สวอนค้นพบว่าหากใช้วัสดุที่ทำจากคาร์บอน (เช่นไม้ไผ่) มาทำไส้หลอด และใช้หลอดแก้วที่สูบอากาศออกจากระบอก จะสามารถสร้างหลอดไฟที่ให้แสงสว่างมากพอใช้งานแทนตะเกียงได้ แต่จุดด้อยของหลอดไฟแบบนี้คืออายุการใช้งานที่ยังสั้นมาก และกินกระแสไฟสูงเนื่องจากเขาใช้ไส้หลอดคาร์บอนขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม สวอน ได้พัฒนาหลอดไฟของเขาเรื่อยมาโดยใช้บ้านของตนเองเป็นสถานที่ทดลอง ทำให้บ้านของสวอนในอังกฤษกลายเป็นบ้านหลังแรกในโลกที่มีแสงสว่างจากหลอดไฟ

ในเวลาไล่เลี่ยกัน นักประดิษฐ์ชาวแคนาดา เฮนรี วู้ดวอร์ด (Henry Woodward) และ แมทธิว อีแวนส์ (​Mathew Evans) พัฒนาหลอดไฟให้ไส้หลอดที่มีขนาดเล็กลงพร้อมใส่ก๊าซไนโตรเจนเข้าไปในกระบอกแก้ว พวกเขาพบว่าการทำเช่นนั้นทำให้หลอดไฟมีอายุการใช้งานนานขึ้นจึงพยายามจะผลิตเพื่อขายในเชิงพานิชย์ แต่ท้ายสุดพวกเขาทำไม่สำเร็จ จึงล้มเลิกโครงการและขายสิทธิบัตรต่อให้กับ โทมัส เอดิสัน

ในปี 1878 โทมัส เอดิสัน เริ่มต้นงานประดิษฐ์หลอดไฟด้วยการแสวงหา“ไส้หลอดไฟ” ที่ดีที่สุด เขาค้นพบว่าเมื่อนำไส้หลอดที่ทำจากคาร์บอนมาทำให้มีขนาดเล็กลง หลอดไฟจะกินกระแสไฟน้อยลงซึ่งทำให้เผาไหม้ช้าและมีอายุการใช้งานนานขึ้น ด้วยหลักการนี้ เขาสามารถสร้างหลอดไฟที่ให้แสงสว่างนานกว่า 13.5 ชั่วโมง (ซึ่งจัดว่านานมากในวันนั้น) เอดิสัน จดสิทธิบัตร “ไส้หลอดไฟทำจากคาร์บอน” พร้อมกับทำการทดลองต่อไปอีกหลายเดือนกว่าจะพบว่า ไส้หลอดที่ดีที่สุดนั้นทำได้จาก “ไม้ไผ่” ซึ่งให้แสงสว่างได้นานถึง 1,200 ชั่วโมง

 


และนั่นคือหมุดเวลาที่ประวัติศาสตร์จารึกให้คนรุ่นหลังจดจำกันไว้ว่า โทมัส เอดิสัน เป็นผู้ค้นพบหลอดไฟจากไส้หลอดไม้ไผ่ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามอย่างไม่ลดละของเอดิสัน ดังเช่นที่เขาพูดถึงกำลังใจของตนเองในช่วงทำการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า

“ผมไม่ได้ล้มเหลว ผมแค่ค้นพบเส้นทางที่ยังไม่ใช่เพียงหนึ่งหมื่นทางเท่านั้น”
“I have not failed, I've just found 10,000 ways that won't work”

วาทะอมตะซึ่งถูกนำมากล่าวซ้ำหลายต่อหลายครั้งนี้ต้องการสื่อว่า โทมัส เอดิสัน จะไม่ท้อแท้เมื่อต้องพบกับความล้มเหลว เขาจะก้มหน้าทำงานค้นคว้าต่อไปเรื่อยๆ โดยบอกกับตนเองทุกครั้งที่พบความล้มเหลวว่า มันคือความสำเร็จที่ได้พบทางที่ “ไม่ใช่” เพิ่มอีกหนึ่งทาง

อย่างไรก็ตาม หากว่ากันตามสภาพความเป็นจริงแล้ว คงไม่ง่ายนักที่ชีวิตมนุษย์หนึ่งคนจะต้องพบหนทางที่​ “ไม่ใช่” ถึงหนึ่งหมื่นครั้งกว่าจะพบความสำเร็จ เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความสำเร็จของเอดิสันนั้น ส่วนหนึ่งย่อมมาจากความช่วยเหลือของทีมงานภายใต้ “ระบบสายพานการผลิต” ในห้องแล็บวิจัยแห่งเมลโลพาร์คที่เขาก่อตั้งขึ้น



ถึงแม้เอดิสัน (และนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ) จะค้นพบวัสดุที่ดีพอจะนำมาทำเป็นหลอดไฟแล้ว แต่หลอดไฟก็ยังคงมีสภาพเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototype) ซึ่งมีไว้เพียงเพื่อนำไป “โชว์” ตามงานแสดงเทคโนโลยีเท่านั้น กระบวนการ “นำหลอดไฟเข้าตลาด” เป็นกลไกสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้หลอดไฟกลายเป็นแหล่งกำเนิดแสงสำหรับทุกผู้คนบนโลกเช่นในวันนี้ ซึ่งนอกเหนือจากการพัฒนาไส้หลอดไฟ โทมัส อัลวา เอดิสัน ยังมีบทบาทสำคัญในการ “นำหลอดไฟเข้าตลาด” ในฐานะ “นักธุรกิจ” อีกด้วย และนี่อาจเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆในสมัยเดียวกัน

เอดิสัน เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดจากการบริโภคไฟฟ้าของ “เครื่องใช้ไฟฟ้า” มากมายที่เขาคิดค้นขึ้น ในแง่มุมหนึ่ง ในวันที่โลกยังไม่รู้จักพลังงานไฟฟ้ามากนัก การลงทุนผลิตพลังงานไฟฟ้าก็ดูจะเป็นสิ่งจำเป็นหากเอดิสันต้องการให้ผู้คนซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าของเขากันทุกครัวเรือน หรือในทางกลับกัน หากเขาสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อป้อนเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆได้ ย่อมหมายถึงรายได้จากการขายไฟฟ้าซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มเติมจากการขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว

ด้วยเหตุนี้ เพียงหนึ่งปีหลังการคิดค้นหลอดไฟที่มีอายุการใช้งานยาวนานได้สำเร็จ เอดิสันจดทะเบียนสิทธิบัตรระบบจัดส่งไฟฟ้า (Electric Distribution System) ในปี 1880 พร้อมกับไม่ลังเลที่จะลงทุนตั้งบริษัท Edison Electric Illuminating Company ในปลายปีเดียวกัน เพื่อทำหน้าที่ผลิต จัดส่ง และขายกระแสไฟฟ้าสู่ทุกครัวเรือนในนิวยอร์ก

ระบบไฟฟ้าที่เอดิสันพัฒนาขึ้นเรียกว่าไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current, D.C.) จุดเด่นที่สำคัญของไฟฟ้าระบบนี้คือมันเหมาะที่จะใช้กับ “หลอดไฟ” อันเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สำคัญที่สุดในยุคนั้น โรงไฟฟ้ากระแสตรงสามารถจ่ายไฟฟ้าไปตามสายไฟด้วยแรงดันต่ำ สามารถผลิตได้โดยใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็กทำให้สามารถติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในพื้นที่ย่านธุรกิจหรือแหล่งที่พักอาศัยได้ง่าย ด้วยความที่เป็น​ “สิ่งใหม่” ประกอบกับบารมีของเอดิสันในวันนั้น ทำให้ระบบจัดส่งกระแสไฟฟ้าในอเมริกายุคแรกใช้ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม - ดังเช่นที่เราทราบกันดีในวันนี้ - ระบบไฟฟ้ากระแสตรงมีข้อเสียมากมายในการผลิตและจัดส่งกระแสไฟฟ้า มีการสูญเสียพลังงานระหว่างทางสูงมากทำให้ส่งได้ในระยะทางสั้น ต้องสร้างโรงไฟฟ้าจำนวนมากเพื่อเชื่อมต่อระบบจ่ายไฟให้ครอบคลุมพื้นที่

หลังจากที่ เอดิสัน คิดค้นระบบไฟฟ้ากระแสตรงได้ไม่นาน นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla) นำเสนองานค้นคว้าระบบไฟฟ้าอีกแบบหนึ่งสู่สาธารณะชนที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบันในชื่อ ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternate Current, A.C.) ซึ่งมีคุณสมบัติดีกว่าไฟกระแสตรงอย่างมากในเชิงการผลิตและจัดส่ง มันสามารถส่งกระแสไฟไปได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร มีการสูญเสียพลังงานต่ำ ผลิตได้ง่าย ต้นทุนต่ำ ใช้สายไฟขนาดเล็กราคาถูก ไม่จำเป็นต้องตั้งโรงไฟฟ้าจำนวนมากและใกล้ชุมชน ฯลฯ

7 ปีหลังจากเอดิสันก่อตั้งบริษัทผลิตไฟฟ้าขึ้น เขามีโรงไฟฟ้ากว่า 121 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา (เหตุที่จำนวนเยอะมากอาจเป็นเพราะใช้ระบบไฟฟ้ากระแสตรง) แต่เมื่อข้อด้อยของไฟฟ้ากระแสตรงถูกนำมาถกเถียงในวงกว้างมากขึ้่นพร้อมๆกับความสนใจของสาธารณชนต่อไฟฟ้ากระแสสลับที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เอดิสันไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้อีกต่อไป

กลยุทธ์ “การตลาด” ของเอดิสันในวันนั้นก็ไม่ต่างจากเทคนิคการตลาดในวันนี้เท่าไหร่นัก เขาใช้ชื่อเสียงของตนเองในการ “ประชาสัมพันธ์” ให้ผู้คนเห็นถึงอันตรายของไฟฟ้ากระแสสลับ เนื่องจากไฟฟ้ากระแสสลับจำเป็นต้องใช้แรงดันสูง (High Voltage) ในการจัดส่งกระแสไฟระหว่างเส้นทางไกลๆ เหตุการณ์ฟาดฟันทางการตลาดครั้งนั้นรู้จักกันในชื่อว่า สงครามแห่งกระแสไฟ (War of Currents)

 


เรื่องอื้อฉาวของสงครามชิงตลาดไฟฟ้าเกิดขึ้นจากวิธีการ “ประชาสัมพันธ์” ของเอดิสัน เขาใช้ไฟฟ้ากระแสสลับแรงดันสูง “ช็อต” สัตว์ชนิดต่างๆให้บาดเจ็บและล้มตายไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแมว หมา วัว ม้า หรือกระทั่ง ช้าง ในคณะละครสัตว์ เพื่อให้สาธารณชนเห็นว่าไฟฟ้ากระแสสลับนั้นอันตราย นอกจากนั้น เขาพยายามใช้บารมีของตนเองล็อบบี้นักการเมืองให้ออกกฏหมายมาป้องกันการใช้ไฟฟ้ากระแสสลับตามครัวเรือน (เทคนิคนี้ก็ฟังดูคุ้นๆ) และด้วยความพยายามอันแรงกล้าที่จะเอาชนะไฟฟ้ากระแสสลับให้ได้ ทำให้เอดิสันประดิษฐ์ “เก้าอี้ไฟฟ้า” ขึ้นจนสำเร็จ และนำมาใช้ประหารชีวิตนักโทษจนถึงทุกวันนี้ เพียงเพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่าไฟฟ้ากระแสสลับสามารถฆ่ามนุษย์ได้จริงๆ

แน่นอนว่า “กลยุทธ์การตลาด” ของเอดิสันถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และท้ายสุดแล้วกาลเวลาก็ทำหน้าที่พิสูจน์ความจริงอย่างซื่อตรง ไฟฟ้ากระแสสลับได้รับการยอมรับจนกลายเป็นมาตรฐานในวงการไฟฟ้าจนถึงปัจจุบัน ทิ้งไว้เพียงความทรงจำสีเทาให้เอดิสัน ได้จดจำการแข่งขันในอดีต

แม้จะพ่ายแพ้ในสงครามแห่งกระแสไฟฟ้า แต่หลอดไฟของเอดิสันก็ยังคงขายดีอย่างเทน้ำเทท่าเรื่อยมา เอดิสันแตกสาขาธุรกิจไฟฟ้าของเขาจากนิวยอร์กไปทั่วสหรัฐ ขยายกิจการเข้าไปในยุโรป เข้าซื้อกิจการบริษัทและสิทธิบัตรงานวิจัยมากมาย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลายสิบปีก่อนที่โลกจะรู้จักคำว่าโลกาภิวัตน์ หรือระบบการเงินแบบไร้พรมแดนเช่นในวันนี้

 


แม้ โทมัส อัลวา เอดิสัน จะมีภาพลักษณ์ของนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ถึงกระนั้นความยิ่งใหญ่ของหลอดไฟในวันนี้ ก็มิได้ถือกำเนิดขึ้นมาลอยๆจากห้องทดลองของเขาเพียงอย่างเดียว การถือกำเนิดขึ้นของหลอดไฟในอารยธรรมมนุษย์ยังมี “พลังของมือที่มองไม่เห็น” เป็นปัจจัยสำคัญร่วมอยู่ด้วยอย่างที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง และนั่นอาจเป็นจุดที่ทำให้ โทมัส เอดิสัน แตกต่างจากนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ

เอดิสันไม่เพียงเป็นนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่เขายังเป็นนักอุตสาหกรรมและนักธุรกิจผู้เชื่อมั่นในระบบการผลิตแบบแยกส่วนและพลังของ​ “ทุน” ตั้งแต่ศตวรรษฐที่ 19 เอดิสันนำเอาหลักการผลิตแบบอุตสาหกรรมมาผนวกเข้ากับการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์จนประสบความสำเร็จ นอกจากนั้น เขายังผนวกเอาพลังของทุนมารับใช้แนวคิดของตนเองจนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้เต็มไปด้วยแสงสว่างตลอดเวลาเช่นในปัจจุบัน - อย่างที่ตัวเขาเองก็คงไม่คาดไม่ถึง
นักประวัติศาสตร์บางคนสรุปไว้อย่างน่าฟังว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ “หลอดไฟของเอดิสัน” ประสบความสำเร็จเหนือผู้อื่นเป็นเพราะเอดิสันไม่ได้ประดิษฐ์หลอดไฟเพียงอย่างเดียว แต่เขาผลิต ระบบการให้แสงสว่างด้วยไฟฟ้าอย่างครบวงจร (an integrated system of electric lighting) เพื่อป้อนให้กับตลาด ซึ่งนับรวมถึงเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ระบบการจัดส่งไฟฟ้าไปตามที่พักอาศัย หลอดไฟที่เหมาะสมกับไฟฟ้าที่จ่ายมาถึงบ้าน หรือกระทั่งการแสวงหาทุน การทำกำไร และการชิงความได้เปรียบในเชิงธุรกิจ ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ผู้อื่นมุ่งมั่นแต่การคิดค้นหลอดไฟเพียงอย่างเดียว

หากปราศจากทักษะของการบริหารจัดการ ความสามารถหาประโยชน์จากพลังของทุน และการรู้จักนำหลอดไฟ “เข้าตลาด” แล้ว โทมัส เอดิสัน ก็อาจไม่ได้รับการจดจำในฐานะไอคอน (Icon) ของหลอดไฟเช่นในวันนี้

ลำพังการคิดค้นหลอดไฟได้สำเร็จเพียงอย่างเดียวไม่อาจเปลี่ยนแปลงโลกได้ทั้งใบ เพราะหลอดไฟทำได้เพียงให้แสงสว่าง มันไม่อาจเดินเข้าสู่บ้านเรือน ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ สนามกีฬา หรือกระทั่งในกระสวยอวกาศได้ด้วยตัวของมันเอง

โทมัส เอดิสัน อาจเป็นผู้ให้กำเนิดแสงสว่างในห้องแล็บแห่งเมนโลพาร์ค

แต่บางทีห้องนอนของเราอาจสว่างได้ด้วยพลังของมือที่มองไม่เห็น


< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ขณะนี้มี 11 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 11844261  คน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)
ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)
ฟิสิกส์ 2
กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์
เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)
ฟิสิกส์พิศวง
สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์
วีดีโอการเรียนการสอน
แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF
หน้าแรกในอดีต

ทั่วไป
การทดลองเสมือน
บทความพิเศษ
ตารางธาตุ(ไทย1)
พจนานุกรมฟิสิกส์
ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์
ธรรมชาติมหัศจรรย์
สูตรพื้นฐานฟิสิกส์
การทดลองมหัศจรรย์
กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์

บททดสอบ
แบบฝึกหัดกลาง
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
แบบทดสอบ
ความรู้รอบตัวทั่วไป
อะไรเอ่ย ?
ทดสอบ(เกมเศรษฐี)
คดีปริศนา
ข้อสอบเอนทรานซ์
เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
แบบฝึกหัดออนไลน์

สรรหามาฝาก
คำศัพท์ประจำสัปดาห์
ความรู้รอบตัว
การประดิษฐ์แของโลก
ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง
สุดยอดสิ่งประดิษฐ์
การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

การเรียนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
การวัด
เวกเตอร์
การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ
การเคลื่อนที่บนระนาบ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
การประยุกต์กฎของนิวตัน
งานและพลังงาน
การดลและโมเมนตัม
การหมุน
สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
การเคลื่อนที่แบบคาบ
ความยืดหยุ่น
กลศาสตร์ของไหล
กลไกการถ่ายโอนความร้อน
เทอร์โมไดนามิก
คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
คลื่น
การสั่น และคลื่นเสียง
ไฟฟ้าสถิต
สนามไฟฟ้า
ความกว้างของสายฟ้า
ตัวเก็บประจุ
ศักย์ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก
การเหนี่ยวนำ
ไฟฟ้ากระแสสลับ
ทรานซิสเตอร์
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
แสงและการมองเห็น
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
กลศาสตร์ควอนตัม
โครงสร้างของอะตอม
นิวเคลียร์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!