RmutPhysics.com
กรกฎาคม 04, 2022, 11:04:04 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไฟฟ้าคืออะไร  (อ่าน 10215 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: มีนาคม 21, 2009, 04:07:22 am »

ไฟฟ้าคืออะไร

อุปกรณ์ไฟฟ้าที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์สำนักงาน ตลอดจนเครื่องมือ เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม ล้วนแต่ต้องอาศัยพลังงานจากไฟฟ้าทั้งสิ้น ดังนั้น เราควรมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับไฟฟ้าให้มากยิ่งขึ้นคำถามแรกที่ต้องค้นหาคำตอบก็คือ " ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้อย่างไร"

วัตถุ ประกอบด้วยอะตอมจำนวนมาก แล้ว " อะตอมคืออะไร " คำถามนี้ต้องเกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้นจะขออธิบายสั้นๆ ว่าอะตอมเป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กมากๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งในร้อยล้านเซนติเมตร อะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสและอิเล็กตรอน โดยอิเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียส จำนวนอิเล็กตรอนของอะตอมแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน จึงทำให้คุณสมบัติของอะตอมนั้นๆ แตกต่างกันไปด้วย ภายในนิวเคลียสของอะตอมประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน จำนวนโปรตอนจะเท่ากับจำนวนของอิเล็กตรอน ทั้งอิเล็กตรอนและโปรตอนเป็นอนุภาคที่มีไฟฟ้า อิเล็กตรอนมีไฟฟ้าลบและปริมาณไฟฟ้าลบของอิเล็กตรอนของอะตอมใดๆ จะมีขนาดเท่ากันหมด ส่วนโปรตอนมีไฟฟ้าบวกและปริมาณไฟฟ้าบวกของโปรตอน 1 ตัวจะเท่ากับปริมาณไฟฟ้าลบของอิเล็กตรอน 1 ตัว อิเล็กตรอนหมุนรอบนิวเคลียสของอะตอมด้วยวงจรที่แน่นอน เป็นเพราะมีแรงดึงดูดระหว่างไฟฟ้าบวกของโปรตอนและไฟฟ้าลบของอิเล็กตรอน ด้วยแรงดึงดูดนี้เองที่ทำให้อิเล็กตรอนติดอยู่กับอะตอม อิเล็กตรอนจึงหลุดไปจากอะตอมไม่ได้ แต่อิเล็กตรอนตัวที่อยู่วงโคจรนอกสุดซึ่งห่างจากนิวเคลียสมากมีแรงดึงดูดน้อย เมื่อมีอิทธิพลจากภายนอกเข้ามารบกวน อิเล็กตรอนจึงหลุดพ้นจากวงโคจรนั้นได้ และสามารถเคลื่อนไหวอย่างอิสระระหว่างอะตอมได้ ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ทางไฟฟ้า วัตถุใดที่มีอิเล็กตรอนอิสระจำนวนมาก จะมีคุณสมบัติเป็น ตัวนำไฟฟ้า แต่ถ้ามีจำนวนน้อยจะมีคุณสมบัติเป็น ฉนวนไฟฟ้า วัตถุทุกชนิดประกอบด้วยอะตอมที่มีไฟฟ้า ดังนั้น วัตถุทุกชนิดควรมีไฟฟ้าด้วย ภายในอะตอมของวัตถุนั้นมีปริมาณไฟฟ้าบวกและลบเท่ากัน แรงกระทำจากไฟฟ้าบวกและไฟฟ้าลบจึงหักล้างกันพอดี สภาพเช่นนี้เรียกว่า สภาพเป็นกลางทางไฟฟ้า ( ทั้งไฟฟ้าบวกและไฟฟ้าลบยังคงมีอยู่ในจำนวนที่เท่ากัน )

เหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าวัตถุมีไฟฟ้า คือ การเกิดไฟฟ้าสถิตย์ เช่น เมื่อเรานำวัตถุสองชนิดมาถูกัน จะเกิดไฟฟ้าสถิตย์ขึ้น อธิบายได้ว่า อิเล็กตรอนอิสระที่อยู่ภายในวัตถุชนิดหนึ่งเคลื่อนไหวรุนแรงมากขึ้นจนสามารถหลุดพ้นจากแรงยึดเหนี่ยวของนิวเคลียสของอะตอมและกระโดดไปอยู่ในวัตถุอีกชนิดหนึ่ง อิเล็กตรอนในวัตถุชนิดแรกมีจำนวนลดลง จึงแสดงความเป็นไฟฟ้าบวกออกมา ในขณะเดียวกันวัตถุที่ได้รับอิเล็กตรอนอิสระจะทำให้มีไฟฟ้าลบมากกว่า จึงแสดงความเป็นไฟฟ้าลบออกมา

โดยทั่วไป การที่วัตถุเกิดไฟฟ้าขึ้นเรียกว่า วัตถุนั้นมีประจุไฟฟ้า ประจุไฟฟ้ามีทั้งประจุบวกและประจุลบ ประจุไฟฟ้าแสดงถึงปริมาณไฟฟ้า มีหน่วยเป็น คูลอมบ์ (Coulomb)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
สุวัฒน์ หนูคีรี นักศึกษาวิศวอิเล็ก ผู้ดูแลระบบเว็บบอร์ด
ผู้ดูแลระบบ
Administrator
สุดยอดสมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1545

นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ELECTRONIC ราชมงคลธัญบุรี

suwat_elec@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 14, 2009, 02:47:26 pm »

ไฟฟ้ากระแสตรงและไฟฟ้ากระแสสลับ

1.1 ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct current) เป็นกระแสไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลหรือขั้วของแหล่งจ่ายออกมาอย่างแน่นอน ไม่มีการสลับขั้วบวกลบแต่อย่างใด เช่นกระแสไฟฟ้าที่ออกมาจากถ่านไฟฉาย หรือแบตเตอรี่รถยนต์ เป็นต้น

1.2 ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating current) เป็นกระแสไฟฟ้าที่ได้จากเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้า อย่างเช่นเครื่องปั่นไฟ เป็นต้น ไฟฟ้าประเภทนี้มีการเปลี่ยนทิศทางการไหลอยู่ตลอดเวลา โดยขั้วหรือประจุทางไฟฟ้าจะสลับบวก-ลบ อยู่ตลอดเวลา

1.3 กระแสไฟฟ้า (Current) กระแสไฟฟ้าคือปริมาณของอิเล็กตรอนซึ่งเคลื่อนที่ผ่านจุดที่กำหนดให้ภายในช่วงเวลา 1 วินาที หน่วยวัดกระแสเป็นแอมแปร์ (Ampare) หรือย่อว่า A หนึ่งแอมแปร์มีค่าเท่ากับจำนวน 6,250,000,000,000,000,000 หรือ 6.25 X 10 16 อิเล็กตรอนที่ผ่านจุด ๆ หนึ่งใน 1 วินาที

1.4 แรงเคลื่อนไฟฟ้า (Voltage) แรงเคลื่อนไฟฟ้าหรือเขียนย่อว่า V เป็นความดัน (Pressure )หรือแรง (Force) แรงเคลื่อนไฟฟ้าบางครั้งอ้างอิงเป็นแรงเคลื่อนไฟฟ้าตกคร่อม (Potential Voltage Drop)ซึ่งเป็นความแตกต่างของแรงเคลื่อนไฟฟ้าระหว่างปลายทั้งสองของตัวนำที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน ถ้าเราเปรียบเทียบกระแสไฟฟ้าเป็นปริมาณน้ำที่ไหลผ่านท่อ แรงเคลื่อนไฟฟ้าคือความดันของน้ำ ( Water Pressure)

1.5 กำลังไฟฟ้า (Power) กำลังไฟฟ้า เขียนย่อว่า P เป็นงานที่เกิดจากการกระทำของกระแสไฟฟ้า มีหน่วยเป็น วัตต์(Watt) กำลังของไฟฟ้ากระแสตรงได้จาก แรงเคลื่อนไฟฟ้า X กระแสไฟฟ้า (V x 1 = P)

1.6 ความต้านทาน (Resistance) ความต้านทางไฟฟ้าเขียนย่อว่า R มีหน่วยเป็นโอห์ม ซึ่งความต้านทาน 1 โอห์ม ได้จากแรงเคลื่อนไฟฟ้า 1 โวลท์ จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลผ่านค่าความต้านทาน 1 โอห์ม

1.7 กฏของโอห์ม (Ohm,s Law) จากคำจำกัดความข้างต้น เราจะได้สูตรที่เรียกว่า "กฏของโอห์ม" ดังนี้


V = I x R
หรือ I = V/R
หรือ R = V/I
P = V x I
หรือ P = I2 R

ไม่สะใจมีให้อ่านอีก
ไฟฟ้าแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท คือ
1. ไฟฟ้าสถิต เป็นไฟฟ้าที่ไม่มีการไหลหรือเคลื่อนที่เกิดขึ้นได้จากการขัดสีของวัตถุ ใน ทฤษฏีของอิเลคตรอนกล่าวว่า บรรดาวัตถุทั้งหลายประกอบขึ้นด้วยโปรตรอนและอิเลค ตรอนเท่าๆ กัน เช่น ผ้าขนสัตว์ต่างก็มีจำนวนอิเลคตรอน และโปรตรอนเท่ากันแท่งยาง
หรือแท่งอำพันต่างก็มีอิเลคตรอนและโปรตรอนเท่ากัน เมื่อนำของทั้งสองอย่างนี้มาถูกัน อิเลคตรอนจากผ้าขนสัตว์จะเกาะอยู่ที่แท่งอำพัน

2. ไฟฟ้ากระแส เป็นไฟฟ้าที่ไหลไปตามตัวนำ หมายถึงเมื่อเกิดเป็นกระแสขึ้นแล้วไม่
เกาะอยู่นิ่งเหมือนไฟฟ้าสถิต มันจะไหลเหมือนกระแสน้ำในท่อน้ประปาไฟฟ้ากระแสยัง

แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

2.1 ไฟฟ้ากระแสตรง เป็นไฟฟ้าที่มีกระแสเดินทางเดียวหรือเป็นไฟฟ้าที่มีขั้วตายตัว ขั้วไหนเป็นขั้วลบ ก็จะเป็นขั้วลบอย่างนั้นตลอดไปอิเลคตรอนหรือกระแสก็อยู่ในทิศทาง เดียว คือ ออกจากขั้วลบไปสู่ขั้วบวก โดยตลอดไฟฟ้ากระแสตรงส่วนใหญ่แล้วเราได้จาก
การเกิดปฏิกริยาเคมี เช่น ได้กระแสตรงจากถ่านไฟฉาย และแบตเตอรี่กระแสที่เราได้จาก สองสิ่งนี้มีความดันต่ำ

2.1.1 ไฟฟ้ากระแสตรงได้จากแบตเตอรี่นั้นโดยการนำแผ่นโลหะสองแผ่น คือ แผ่นทอง แดงและแผ่นสังกะสีจุ่มลงในกรดกำมะถัน แผ่นทองแดงจะทำปฏิกิริยากับกรดกำมะถันทำ ห้เกิดอิเลคตรอน อิเลคตรอนจะวิ่งไปยังแผ่นสังกะสี แล้วไหลจากแผ่นสังกะสีไปตามสาย ที่ต่อให้ผ่านหลอดไฟฟ้ามายังแผ่นทองแดงอีก การที่แผ่นทองแดงปล่อยอิเลคตรอนให้กับ แผ่นสังกะสีนั้นทำให้แผ่นทองแดงกลายเป็นประจุบวก และแผ่นสังกะสีกลายเป็นประจุลบ

2.1.2 ไฟฟ้ากระแสที่ได้จากถ่านไฟฉายซึ่งมีการเกิดปฏิกิริยาทางเคมีอย่างเดียวกันกับแบต เตอรี่ แต่ถูกปรับปรุงให้ดีและสะดวกขึ้น โดยการเปลี่ยนกรดกำมะถันเป็นสารเคมีเปียกไม่ เป็นของเหลว และใช้สังกะสีทนทองแดงทั้งนี้เพราะมีราคาถูก การทำงานของถ่านไฟฉาย

เช่นเดียวกันกับแบตเตอรี่ กล่าวคือ อิเลคตรอนจะวิ่งจากแท่งถ่านมายังสังกะสีที่ทับอยู่ภาย นอก จากนั้นอิเลคตรอนจะวิ่งออกจากสังกะสีผ่ายหลอดไฟฟ้ากลับเข้าทางแท่งถ่านตามเดิม

2.2 ไฟฟ้ากระแสสลับ เป็นไฟฟ้าที่เราใช้กันอยู่ตามบ้านทั่วๆ ไป ซึ่งเราได้ไฟฟ้าชนิดนี้มา จากโรงไฟฟ้า ต้องใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ทำการหมุนไดนาโม จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า ออกมาตามสาย ไฟฟ้าสลับเป็นไฟฟ้าที่มีขั้วไม่แน่นอน เพราะการไหลของกระแสสลับกลับ ไปมาอยู่ตลอดเวลา

ที่มา http://board.dserver.org/w/wwwt/00000292.html
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.138 วินาที กับ 21 คำสั่ง