เวลาคืออะไร ?
เวลาคืออะไร? นักวิทยาศาสตร์จะมีความคิดกันว่า เวลาจะสิ้นสุดเมื่อไร? รวมทั้งยังคิดว่าเราสามารถจะย้อนเวลากลับไปหาอดีตกันได้ด้วยการใช้เครื่องจักร ซึ่งตามหลักพุทธศาสนาแล้ว เวลาก็คือการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ(อนิจจัง) ถ้าสิ่งใดไม่มีการเปลี่ยนแปลง สิ่งนั้นก็อยู่เหนืออำนาจเวลา แต่ถ้าจะถามว่า “เวลาจะสิ้นสุดเมื่อใด?” ซึ่งผู้ที่ถามเช่นนี้แสดงว่าไม่มีความรู้จริง เพราะเวลาไม่ใช่วัตถุหรือมีลักษณะใดๆ จึงไม่สามารถที่จะสิ้นสุดได้ แต่เมื่อเรามาสมมติเอาการที่ พระอาทิตย์ขึ้นและลงจนกลับขึ้นมาใหม่เป็นเวลา ๒๔ ชั่งโมง และ ๓๐ วันเป็นหนึ่งเดือนอีกทั้ง ๑๒ เดือนเป็นหนึ่งปีจึงทำให้เกิดความรู้สึกว่าเวลามันมีมิติให้กำหนดได้ จึงคิดว่าเวลามันน่าจะหมดลงได้เหมือนสิ่งต่างๆที่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องดับหายไป ไม่ช้าก็เร็ว
ตามหลักพุทธศาสนาแล้ว เวลามีอยู่ ๒ ลักษณะ คือ เวลาภายนอกและเวลาภายใน ซึ่งเวลาภายนอกก็คือการที่สิ่งต่างๆเกิดขึ้นมาแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา(ไม่หยุดนิ่ง) ซึ่งก็เท่ากับมันกำลังเดินทางไปสู่ความดับสลายหายไป อย่างแน่นอนนั่นเอง เมื่อมองดังนี้แล้วจะเห็นได้ว่าเวลานั้นมันไม่ได้มีเวลาที่เป็นส่วนกลางอย่างที่เราสมมติกันขึ้นมา สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมาแล้วมันก็มีเวลาเป็นของมันเอง ไม่ได้รวมหรือเกี่ยวข้องกับเวลาของสิ่งอื่น อย่างเช่นตามธรรมดเวลาของไม้เนื้ออ่อนจะสั้น กว่าเวลาของไม้เนื้อแข็ง เป็นต้น อีกอย่างการจะย้อนเวลานั้นมันเป็นไปไม่ได้ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ไม่สามารถที่จะย้อนกลับมาได้ แม้บางทีเราอาจจะทำให้วัตถุที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วย้อนกลับมามีลักษณะเหมือนเดิมได้ แต่นั่นก็คือการที่มันเปลี่ยนแปลง ในลักษณะต่างๆของวัตถุนั้น คือเราไม่สามารถทำวัตถุให้กลับมาเหมือนเดิมได้จริง(เพราะอะตอมเดิมภายในถูกเปลี่ยนแปลงที่ตั้งไปแล้ว)
ส่วนเวลาภายในนั้นก็คือการที่เรามีความรู้สึกต่อเวลา อย่างเช่นขณะเมื่อเรารู้สึกมีความสุขมาก เราจะรู้สึกว่าเวลามันสั้นหรือหมดไปเร็วจริงๆ แต่ขณะเมื่อเรากำลังมีความทุกข์มากนั้นเราจะรู้สึกว่าเวลามันยาวนานมาก หรือผ่านไปช้าจริงๆ ทั้งๆที่เวลาภายนอกมันก็ผ่านไปตามปกติของมัน เป็นต้น ซึ่งนี่แสดงว่าเวลาภายในจิตใจของเรานี้มันขึ้นอยู่กับการปรุงแต่งภายในของจิตเอง ซึ่งทางศาสนาเรียกว่า “ความยึดมั่นถือมั่น” (อุปาทาน) คือเมื่อเรายึดถือว่ามีเรากำลังมีความสุข ก็จะเกิดความรู้สึกว่าเวลามันสั้น แต่เมื่อเรายึดถือว่ามีเรากำลังมีความทุกข์ ก็จะเกิดความรู้สึกว่าเวลามันยาว และถ้าเราไม่มีความยึดถือว่ามีตัวเรา(จิตบริสุทธิ์จากกิเลส) ก็จะไม่มีความรู้สึกว่ามีเวลาเลย (จิตหลุดพ้น)
พุทธศาสนาจะสอนให้เราไม่ประมาท เพราะเวลามันกลืนกินสรรพสิ่งพร้อมทั้งตัวของมันเอง และเมื่อกาลเวลากำลังผ่านไปๆ เราควรพิจารณาตนเองว่าบัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่? เพื่อให้เรามีสติไม่หลงใหลในสิ่งต่างๆของโลกจนลืมความตายหรือ ความพลัดพราก หรือมัวแต่ทำความชั่วอยู่แล้วก็จมลงๆจนไม่สามารถกลับคืนมาทำความดีได้ แล้วความทุกข์อย่างมหันต์ก็รออยู่
กาลเวลาจึงเป็นเครื่องเตือนสติให้เราไม่ประมาท ไม่ทำชั่ว หมั่นทำแต่ความดีให้พร้อม และถ่ายถอนความยึดติดในสิ่งต่างๆ เพราะทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้ ยึดถือให้เที่ยงแท้ไม่ได้เลยแม้สักนิด ถ้ามัวแต่ยึดถือหรือยึดติด สุดท้ายก็จะสายไปที่จะคลาย เพราะเมื่อความพลัดพรากหรือความตายก็จะมาถึง ก็จะต้องจากทุกสิ่งไปอย่างแน่นอน ซึ่งนั่นหมายถึงความทุกข์อันมหันต์นั่นเอง.

*********************

กลับหน้าแรกเรื่องเวลา

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

    

กลับสารบัญหน้าแรกในอดีต

 

กลับสู่หน้าแรกของโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

หน้าแรกในอดีต