อุบัติเหตุทางรังสีและหลักปฏิบัติในภาวะฉุกเฉินทางรังสี
โดย พูลสุข พงษ์พัฒน์ ผู้อำนวยการกองการวัด พปส.
3.
ภาวะฉุกเฉินทางรังสีและระดับของความร้ายแรง
4.
หลักการปฏิบัติภาวะฉุกเฉินทางรังสี
5.
แนวปฏิบัติภาวะฉุกเฉินทางรังสี
-
การจัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์
-
การรักษาพยาบาลผู้ป่วยทางรังสี
-
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้งานในภาวะฉุกเฉินทางรังสี
การปฏิบัติเกี่ยวกับรังสีนั้นแม้จะมีการเตรียมการที่ดีมีความพร้อมในด้านสถานที่ห้องปฏิบัติการ
เครื่องมือ/อุปกรณ์เหมาะสม บุคลากรได้รับการฝึกอบรมเป็นอย่างดี
ทั้งทางด้านการใช้ประโยชน์ จากรังสีตามลักษณะของงานนั้น
และการเรียนรู้เกี่ยวกับการป้องกันอันตรายจากรังสีที่เหมาะสม
รวมทั้งมีมาตรการแนวปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐานครบถ้วนก็ตาม
บางครั้งก้อาจเกิดเหตุสุดวิสัยซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่เกี่ยวข้องได้
อุบัติเหตุทางรังสี หมายถึง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมายเกี่ยวข้องกับรังสี ต้นกำเนิดรังสีอันเป็นผลให้ไม่สามารถควบคุมต้นกำเนิดรังสี
ปริมาณรังสีให้อยู่ในระดับที่กำหนดได้และอาจก่อให้เกิดอันตรายทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ปฏิบัติงาน
ผู้เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไป
ปัจจุบันการใช้สารกัมมันตรังสี(ต่อไปจะเรียกสั้นๆว่า
สารรังสี) ในประเทศ ทั้งเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์
เกษตรกรรมและการศึกษาวิจัยต่างๆนั้น
มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุทางรังสีได้สืบเนื่องจากสาเหตุโดยสรุป 3 ลักษณะ ได้แก่
·
สารรังสีสูญหาย ถูกโจรกรรมหรือทิ้งไว้โดยปราศจากการควบคุมดูแล เช่น
สารรังสีที่ใช้ในงานถ่ายภาพด้วยรังสีเกิดหายไปจากที่เก็บ
หรือนำสารรังสีที่เลิกใช้แล้วไปเก็บไว้ในที่ซึ่งไม่มีมาตรการป้องกันอันตรายจากรังสี
·
สารรังสีขาดเครื่องกำบังรังสี
เกิดการค้างหรือหลุดออกมาจากเครื่องกำบังรังสี เนื่องจากเหตุขัดข้องขณะปฏิบัติงาน
เช่นการค้างของสารรังสีที่ใช้ในงานถ่ายภาพด้วยรังสี
ไม่สามารถนำลงคืนภาชนะเก็บซึ่งกำบังรังสีได้
·
สารรังสีแพร่กระจายออกจากที่เก็บหรือบริเวณที่ควบคุม เช่น
เกิดการรั่วของสารรังสีขณะปฏิบัติงาน หรือมีผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์
ถอดชิ้นส่วนหรือเครื่องมือ ซึ่งสารรังสีบรรจุอยู่ ทำให้สารรังสีแพร่กระจายออกไป
อุบัติเหตุทางรังสีแม้ว่าจะเกิดขึ้นจากสาเหตุเดียวกันแต่ความร้ายแรงของสถานการณ์อาจต่างกันไป
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ เช่นสภาพเหตุการณ์
คุณสมบัติของสารรังสีการดำเนินการแก้ไขสถานการณ์และอื่นๆเป็นต้น
บางครั้งความรุนแรงอาจขยายขอบเขตกว้างออกไปจนอยู่ในระดับที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติได้
สถานการณ์ดังกล่าวนี้ เรียกว่า ภาวะฉุกเฉินทางรังสี
·
ภาวะฉุกเฉินทางรังสีระดับ 1 สถานการณ์มีขอบเขตอยู่ภายในห้องทดลอง
ห้องปฏิบัติการหรือภายในอาคารหนึ่งอาคารใด
·
ภาวะฉุกเฉินทางรังสีระดับ 2
สถานการณ์ขยายขอบเขตออกไปทั่วโรงงาน สถาบันการศึกษาวิจัย
หรือโรงพยาบาลที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสี
·
ภาวะฉุกเฉินทางรังสีระดับ 3 สถานการณ์อาจมีผลกระทบต่อสถานที่ข้างเคียง
·
ภาวะฉุกเฉินทางรังสีระดับ 4 สถานการณ์มีผลกระทบต่อประเทศข้างเคียง
การดำเนินการต่างๆในภาวะฉุกเฉินทางรังสี
มีเป้าหมายที่จะแก้ไขสถานการณ์ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติตามสาเหตุของอุบัติเหตุทางรังสีที่เกิดขึ้น
แต่อาจมีมาตรการและแนวการปฏิบัติงานในรายละเอียดที่แตกต่างกัน
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของภาวะฉุกเฉินทางรังสีนั้นๆ
·
เป้าหมายการแก้ไขสถานการณ์ในแต่ละอุบัติเหตุ
1.
ต้องค้นหาสารรังสีให้พบ
2.
นำกลับไปเก็บไว้ในที่เก็บ
ซึ่งมีความปลอดภัยทางรังสี
หรือย้ายสถานที่เก็บไปยังที่ซึ่งมีมาตรการควบคุม/ป้องกันอันตรายจากรังสีอย่างรัดกุม
3.
การปฏิบัติการทั้งหมดจะต้องควบคุมให้ได้รับปริมาณรังสีต่ำที่สุดเท่าที่สมควรจะยอมให้รับได้
4.
หากมีผู้ประสบอุบัติเหตุ
จำเป็นต้องประเมินระดับปริมาณรังสีที่ผู้ประสบเหตุได้รับ
เพื่อให้การรักษาพยาบาลได้ถูกวิธี
สร้างเครื่องกำบังรังสีใหม่
หรือนำสารรังสีเข้าเก็บไว้ในเครื่องกำบังรังสีที่มีอยู่
การปฏิบัติงานทั้งหมดต้องควบคุมให้ได้รับปริมาณรังสีต่ำที่สุด
เท่าที่สมควรจะยอมให้รับได้
หากมีผู้ประสบเหตุ
จำเป็นต้องประเมินระดับปริมาณรังสีที่ผู้ประสบเหตุได้รับ เพื่อให้การรักษาพยาบาล
ได้ถูกวิธี
ต้องขจัดความเปรอะเปื้อนรังสีให้แก่บุคคล
เครื่องมือ และสถานที่ซึ่งมีการเปรอะเปื้อนรังสี
รวบรวมเก็บ
และกำจัดกากกัมมันตรังสีที่เกิดขึ้น
การปฏิบัติงานทั้งหมด
ต้องควบคุมให้ได้รับปริมาณรังสีต่ำที่สุดเท่าที่สมควรจะยอมให้รับได้
หากมีผู้ประสพเหตุ จำเป็นต้องประเมินระดับปริมาณรังสีที่ผู้ประสบเหตุได้รับ
เพื่อให้การรักษาพยาบาลได้ถูกวิธี
หน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ
หน่วยงานที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานภาวะฉุกเฉินทางรังสี
ได้แก่
หน่วยงานที่ใช้สารรังสีจนเกิดภาวะฉุกเฉินทางรังสี หน่วยงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยระดับท้องถิ่น
เช่นตำรวจ หน่วยดับเพลิง โรงพยาบาล หน่วยงานฝ่ายปกครอง เป็นต้น
และสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
ทั้งนี้แต่ละหน่วยงานจะมีส่วนร่วมในการปฏิบัติมากน้อยเพียงใด
ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและขอบเขตของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และในบางกรณีอาจมีความรุนแรงจนกระทั่งจำเป็นต้องมีหน่วยงานระดับชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง
·
หน่วยงานที่ใช้สารกัมมันตรังสีมีหน้าที่รับผิดชอบเป็นอันดับแรก
ในการควบคุมการใช้สารกัมมันตรังสีให้เป็นไปอย่างปลอดภัย
โดยการออกกฎระเบียบและแนวปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้การปฏิบัติงานมีความปลอดภัยทางรังสี
และมีความเสี่ยงภัยต่อการเกิดอุบัติเหตุน้อยที่สุด
·
หน่วยงานที่ใช้สารกัมมันตรังสี
ควรวางแนวปฏิบัติในการรักษาความปลอดภัยของสารกัมมันตรังสีที่ครอบครองอยู่แนวปฏิบัติในการตรวจระวังอุบัติเหตุ
ซึ่งคาดว่าอาจมีโอกาสเกิดขึ้นได้และแนวปฏิบัติในการแจ้งเหตุเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถแก้ไขสถานการณ์ให้ทันท่วงที
·
หน่วยงานที่ใช้สารกัมมันตรังสี
ควรมีแผนฉุกเฉินทางรังสีในการใช้สารกัมมันตรังสีที่ครอบครองอยู่ทั้งหมด
โดยให้มีขอบเขตครอบคลุมอุบัติเหตุต่างๆซึ่งคาดว่าอาจเกิดขึ้นได้
รวมถึงแนวทางการประเมินและการแก้ไขสถานการณ์ตลอดจนมาตรการขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก
·
หน่วยงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยระดับท้องถิ่นมีหน้าที่รับผิดชอบในการป้องกันอันตรายให้กับประชาชน
ได้แก่ การดับเพลิง การรักษาพยาบาล การป้องกันประชาชนไม่ให้เข้าไปในพื้นที่
อันตราย การให้ความช่วยเหลือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานค้นหาสารกัมมันตรังสีที่เกิดสูญหายช่วยเหลือในการปฏิบัติงานควบคุมการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสี
รวมทั้งการแถลงข่าวตอบข้อซักถามให้ประชาชนและสื่อมวลชนทราบ
·
สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ มีหน้าที่รับผิดชอบในการป้องกันอันตรายจากรังสีให้กับประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
โดยหลังจากได้รับแจ้งอุบัติเหตุภาวะฉุกเฉินทางรังสีแล้ว
ต้องดำเนินการประเมินสถานการณ์
และคาดคะเนขอบเขตของอุบัติเหตุภาวะฉุกเฉินทางรังสีแล้ว
ต้องดำเนินการประเมินสถานการณ์ และคาดคะเนขอบเขตของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากข้อมูลที่ได้รับแจ้ง
ประกอบกับข้อมูลจากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและการประเมินสถานการณ์เบื้องต้นเพื่อให้สามารถวางแผน
และดำเนินการปฏิบัติงานได้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
·
มีผู้ได้รับปริมาณรังสีทั่วร่างกายตั้งแต่ 0.25 ซีเวิร์ท (25เรม) ขึ้นไป หรือได้รับปริมาณรังสีบริเวณ
เท้า หัวเข่า มือ หรือแขน ตั้งแต่ 1.50 ซีเวิร์ท (150เรม) ขึ้นไป หรือได้รับปริมาณรังสีบริเวณเท้า
หัวเข่า มือ หรือแขน ตั้งแต่ 3.75 ซีเวิร์ท(375 เรม) ขึ้นไป หรือ
·
ความเสียหายอันเป็นเหตุให้ไม่สามรถปฏิบัติงานได้ตามปกติ ตั้งแต่ 1
สัปดาห์ขึ้นไป
หน่วยงานนั้นจะต้องแจ้งเหตุฉุกเฉินทางรังสีให้สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติทราบทันที
·
มีผู้ได้รับปริมาณรังสีทั่วร่างกายตั้งแต่ 0.05 ซีเวิร์ท (5 เรม) ขึ้นไป
หรือได้รับปริมาณรังสีบริเวณผิวหนังทั่วร่างกายตั้งแต่ 0.30 ซีเวิร์ท (30 เรม)ขึ้นไป หรือได้รับปริมาณรังสีบริเวณเท้า
หัวเข่า มือ หรือแขน ตั้งแต่ 0.75 ซีเวิร์ท(75 เรม) ขึ้นไป หรือ
·
ความเสียหายอันเป็นเหตุให้ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ ตั้งแต่ 1 วันขึ้นไป
หน่วยงานนั้นจะต้องแจ้งเหตุฉุกเฉินทางรังสีให้สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติทราบ
ภายใน 24
ชั่วโมง
-
ถ้าอุบัติเหตุทางรังสีที่เกิดขึ้นมีสถานการณ์ความรุนแรงน้อยกว่าที่กล่าวมาข้างต้นให้แจ้งเหตุฉุกเฉินทางรังสีให้สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติทราบ
ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
-
การแจ้งเหตุภาวะฉุกเฉินทางรังสีสามารถติดต่อแจ้งมายังสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
โดยมีรายละเอียดสถานที่และเจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุฉุกเฉินทางรังสีดังนี้
สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
ถนนวิภาวดีรังสิต
บางเขน
กรุงเทพมหานคร 10900
หมายเลขโทรศัพท์ 5795230-4, 5790138-9, 5790547, 5620086,
5620091
หมายเลขโทรสาร 5613013
-
ในเวลาราชการ
แจ้งเจ้าหน้าที่กองสุขภาพ
-
นอกเวลาราชการและวันหยุดราชการ
แจ้งหัวหน้าเวรรักษาความปลอดภัยเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูหรือผู้ช่วยหัวหน้าเวรฯ
·
มาตรการและขอบเขตการควบคุมทางเข้าออกในบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสี
ขึ้นอยู่กับชนิดของอุบัติเหตุและระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้น เช่น
ในกรณีสารกัมมันตรังสีสูญหายจะวางมาตรการควบคุมทางเข้าออกพื้นที่เกิดเหตุได้ก็ต่อเมื่อพบสารกัมมันตรังสีนั้นแล้ว
ส่วนในกรณีสารกัมมันตรังสีขาดเครื่องกำบังรังสีได้แก่ การที่สารกัมมันตรังสีค้างหรือหลุดออกจากเครื่องกำบังรังสีการควบคุมทางเข้าออกจะมีขอบเขตเฉพาะในบริเวณที่มีระดับรังสีสูงกว่าปกติเท่านั้นและในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางรังสี
ซึ่งมีการเปรอะเปื้อนรังสี หรือคาดว่าจะมีการเปรอะเปื้อนนั้น
การควบคุมทางเข้าออกอาจครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง
·
วิธีการควบคุมทางเข้าออกที่ดีที่สุด ได้แก่
การใช้สิ่งกีดขวางกำหนดขอบเขตพื้นที่ ควบคุมทางเข้าออกเช่น
ในกรณีอุบัติเหตุทางรังสีเกิดขึ้นภายในห้อง หรือภายในอาคาร
อาจควบคุมทางเข้าออกโดยางประตูและควรติดตั้งเครื่องหมายแสดงบริเวณรังสีไว้บนประตูและหน้าต่างทุกบาน
เพื่อป้องกันมิให้ผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณพื้นที่ควบคุม
ส่วนการควบคุมทางเข้าออกในพื้นที่ซึ่งมีบริเวณกว้าง อาจใช้เครื่องกีดขวางการจราจร
เครื่องหมายแสดงบริเวณรังสีไว้บนประตูและหน้าต่างทุกบาน
เพื่อป้องกันมิให้ผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณพื้นที่ควบคุม
ในสถานการณ์เช่นนี้อาจต้องปิดระบบระบายอากาศในพื้นที่ควบคุม
·
ในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางรังสีที่มีการเปรอะเปื้อนรังสี
ต้องพิจารณาสภาพภูมิอากาศในขณะนั้นและการพยากรณ์ อากาศ
ประกอบกับการใช้สิ่งกีดขวางเพื่อกำหนดขอบเขตพื้นที่ควบคุมทางเข้าออก
·
การเข้าหรือออกในบริเวณพื้นที่ควบคุมจะต้องผ่านจุดตรวจ
ที่มีการควบคุมความปลอดภัยทางรังสี
และเป็นศูนย์รวมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉินทางรังสี
ซึ่งในบางกรณีอาจมีการ ขจัดความเปรอะเปื้อนรังสีเบื้องต้น
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าพื้นที่ควบคุมการเข้าออกเป็นพื้นที่เปิดควรกำหนดจุดตรวจ
ในบริเวณที่อยู่เหนือทิศทางลมผู้ที่เข้าไปในพื้นที่ควบคุมทางเข้าออก
ควรมีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากรังสีตามความเหมาะสม เช่น
เครื่องวัดรังสีประจำตัวบุคคล ชุดป้องกันอันตรายจากรังสี
หน้ากากป้องกันสารกัมมันตรังสี เป็นต้น
·
ในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางรังสี โดยมีภาวะฉุกเฉินทางรังสีระดับ 1 และ 2
ซึ่งมีขอบเขตของสถานการณ์อยู่ภายในอาคาร หรือ ภายในหน่วยงานที่เกิด อุบัติเหตุ
หน่วยงานที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสีมีหน้าที่รับผิดชอบในการกำหนดขอบเขตพื้นที่และดำเนินการควบคุมทางเข้าออก
แต่ถ้าสถานการณ์มีระดับภาวะฉุกเฉินทางรังสีรุนแรงกว่าระดับ 1 และ 2 แล้ว
หน่วยงานที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสีจะต้องขอความช่วยเหลือและคำแนะนำจากหน่วยงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยระดับท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง
ในการกำหนดขอบเขตพื้นที่และดำเนินการควบคุมทางเข้าออก
·
การปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉินทางรังสี
ต้องมีเครื่องวัดรังสีเพื่อใช้ประเมินอันตราย จากรังสีที่เกิดขึ้น
ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน
หน่วยงานที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสีและหน่วยงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยระดับท้องถิ่นรวมทั้งสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
ควรมีชุดเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อนำไปใช้ในภาวะฉุกเฉินทางรังสี
ตามหน้าที่รับผิดชอบของหน่วยงานนั้นๆ
·
ชนิดและประเภทของเครื่องวัดรังสี ซึ่งจะนำไปใช้ในภาวะฉุกเฉินทางรังสี
ขึ้นอยู่กับสารกัมมันตรังสีที่เกิดอุบัติเหตุและวิธีการที่จะใช้ตรวจวัดรังสี คุณสมบัติของเครื่องวัดรังสีที่ใช้ในภาวะฉุกเฉินทางรังสีโดยทั่วไป
สอดคล้องกับ 4
·
เครื่องวัดรังสีที่จะนำไปใช้ในภาวะฉุกเฉินทางรังสี จะต้องได้รับการสอบ
ปรับเทียบและซ่อมบำรุง อย่างสม่ำเสมอ และ ควรกำหนดรายละเอียด
การดำเนินงานดังกล่าวไว้ในระเบียบข้อบังคับ ของการเตรียมการปฏิบัติงานในกรณีเกิดภาวะฉุกเฉินทางรังสี
·
ชนิดของเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้งานในภาวะฉุกเฉินทางรังสีตามอุบัติเหตุในแต่ละประเภท
แสดงไว้ในหัวข้อรายการเครื่องมือ
การตรวจวัดรังสี
ต้องพิจารณาเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมกับสถานการณ์โดยการจัดทำรายละเอียดวิธีการตรวจวัดรังสี
ในแต่ละอุบัติเหตุทางรังสี
และความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบนำไปใช้เป็นระเบียบปฏิบัติในภาวะฉุกเฉินทางรังสี
1.
กรณีสารกัมมันตรังสีค้างหรือหลุดจากที่เก็บ
ในกรณีสารกัมมันตรังสีค้างหรือหลุดจากที่เก็บซึ่งเป็นอุบัติเหตุทางรังสี
ที่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ง่ายที่สุด
ระดับรังสีในบริเวณใกล้เคียงกับสารกัมมันตรังสี อาจมีค่ามากกว่า 100 R/h แต่ถ้าสารกัมมันตรังสีมีเครื่องกำบังรังสีที่เหมาะสมแล้ว
จะมีระดับรังสีเพียง 1 R/h
ดังนั้น
เครื่องมือที่ใช้วัดระดับรังสีควรมีช่วงการวัดระดับรังสีกว้าง
โดยทั่วไปควรใช้เครื่องมือ 2 ชุด ชุดแรกใช้วัดระดับรังสีในบริเวณที่มีรังสีสูง
และอีกชุดหนึ่งใช้วัดระดับรังสีในบริเวณที่มีรังสีต่ำกว่า
ในการวัดระดับรังสีควรให้ผู้ปฏิบัติงานอยู่ห่างจากสารกัมมันตรังสีประมาณ 2-3 เมตร
โดยสามารถที่จะอ่านค่าระดับรังสีจากที่กำบังรังสี เช่น ผนังห้อง
เครื่องวัดระดับรังสีที่ใช้อาจใช้เครื่องวัดที่สามารถเลื่อนหัววัดรังสีให้ไกลออกไปได้
หรือชนิดที่สามารถถอดหัววัดรังสีและผูกติดกับอุปกรณ์ที่ยื่นเข้าไปวัดระดับรังสีได้
โดยทั่วไปสารกัมมันตรังสีที่ค้างหรือหลุดจากที่เก็บจะเป็นสารกัมมันตรังสีประเภทมีการปิดผนึกเป็นอย่างดี
แต่การดำเนินงานไม่ควรมองข้ามโอกาส ซึ่งอาจมีการเปรอะเปื้อนรังสี ดังนั้น เมื่อแก้ไขสถานการณ์ โดยการนำสารกัมมันตรังสีกลับสู่ที่เก็บแล้ว
ควรตรวจวัดการเปรอะเปื้อนรังสีเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการเปรอะเปื้อนรังสีเกิดขึ้น
2.
กรณีสารกัมมันตรังสีสูญหายหรือถูกโจรกรรม
ในกรณีสารกัมมันตรังสีสูญหายหรือถูกโจรกรรมจะค้นหาได้ยากที่สุด
โดยในขณะที่ยังไม่ทราบสถานที่แน่นอนของสารกัมมันตรังสีที่หายไป การค้นหาในเบื้องต้นจะดำเนินการได้เพียงสำรวจระดับรังสีในบริเวณพื้นที่ที่สงสัยเท่านั้น
แต่ถ้ามีข้อมูลหรือสิ่งบ่งชี้ที่แน่นอนว่า อาจมีสารกัมมันตรังสีอยู่ในพื้นที่ใด
จึงจะดำเนินการค้นหาสารกัมมันตรังสีในพื้นที่นั้นโดยละเอียดได้
วิธีการค้นหาสารกัมมันตรังสีในเบื้องต้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น
กรณีที่ทราบว่าสารกัมมันตรังสีที่หายไปอยู่ภายในอาคารการค้นหาอาจ
ใช้เจ้าหน้าที่เดินสำรวจระดับรังสีทั่วบริเวณระเบียงของอาคาร
แต่ถ้าสงสัยว่าสารกัมมันตรังสีอยู่ในที่ซึ่งไม่มีขอบเขตแน่นอนการค้นหาอาจใช้การสำรวจระดับรังสีโดยทางรถยนต์หรือเครื่องบิน
และ เพื่อกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่สงสัยได้แล้ว จึงดำเนินการค้นหาโดยละเอียดต่อไป
-
ความยุ่งยากในการค้นหาสารกัมมันตรังสีที่หายไปในหลายกรณีพบว่าสารกัมมันตรังสียังคงเก็บไว้ภายในเครื่องกำบังรังสีจึงมีระดับรังสีต่ำมาก
ดังนั้นการเลือกใช้เครื่องวัดรังสีเพื่อค้นหาสารกัมมันตรังสีที่หายไปควรพิจารณาถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย
-
หลังจากนำสารกัมมันตรังสีที่หายไปกลับคืนมาได้แล้ว
ควรตรวจสอบการเปรอะเปื้อนรังสีซึ่งอาจเกิดขึ้นได้
กรณีเกิดการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสี
ควรดำเนินการตรวจวัดรังสีอย่างน้อย 3 วิธี คือ
1.
ตรวจวัดระดับรังสีบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสี
โดยใช้เครื่องมือวัดรังสีชนิดถือติดตัว
2.
ตรวจวัดการเปรอะเปื้อนรังสีในพื้นที่ที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสี
โดยใช้เครื่องวัดรังสีชนิดถือติดตัวและใช้วิธีตรวจสอบโดยการเก็บตัวอย่างจากพื้นผิว
3.
ตรวจวัดการเปรอะเปื้อนรังสีในอากาศ
นอกจากนี้
ควรมีการตรวจวัดการเปรอะเปื้อนรังสี
ให้แก่ผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุทางรังสี
และสิ่งของทุกชนิดที่นำออกไปจากพื้นที่ที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสี
ก่อนที่จะนำไปทิ้งหรือนำกลับมาใช้ใหม่
การเลือกใช้เครื่องวัดรังสีที่เหมาะสมกับการปฏิบัติงานมีความสำคัญอย่างยิ่งเครื่องวัดรังสีที่นำมาใช้
ควรมีความไวต่อชนิดและคุณสมบัติของรังสีที่จะทำการตรวจวัด
และเครื่องวัดรังสีหลายชนิดที่ใช้ในงานประจำสามารถนำมาใช้ในภาวะฉุกเฉินทางรังสีได้
อย่างไรก็ตามเครื่องวัดรังสีเหล่านี้มีข้อจำกัดในการวัดรังสีสูงและอาจเกิดการเปรอะเปื้อนสารกัมมันตรังสี
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องจัดหาเครื่องมือวัดรังสีที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
ต่อการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ อาจติดต่อขอยืมมาจากหน่วยงานอื่นๆที่มีอยู่
การรักษาพยาบาลผู้ป่วยทางรังสี
มีหลักการดำเนินงานพื้นฐาน
เช่นเดียวกับการรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทั่วไป
แต่ต้องปรับวิธีการรักษาพยาบาล โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วยเป็นสำคัญ
ขั้นตอนในการรักษาพยาบาล
ที่คณะแพทย์ควรดำเนินการ ได้แก่การกำหนดประเภท สาเหตุความรุนแรงและความรีบด่วนในการรักษาพยาบาล
ของผู้ป่วยแต่ละราย
ประเภทผู้ป่วยเนื่องจากอุบัติเหตุทางรังสีสามารถแบ่งออกได้
5
กลุ่มดังนี้
1.
ผู้ป่วยมีอาการให้เห็นว่าเกิดจากการได้รับรังสีและมีบาดแผลหรือแผลไหม้ตามผิวหนัง
2.
ผู้ป่วยไม่มีอาการให้เห็นว่าเกิดจากการได้รับรังสี
แต่มีบาดแผลหรือแผลไหม้ตามผิวหนัง
3.
ผู้ป่วยมีอาการที่อาจคาดว่าได้รับรังสี
4.
ผู้ป่วยไม่มีอาการให้เห็นว่าเกิดจากการได้รับรังสี
และไม่มีบาดแผล(ปริมาณรังสีต่ำกว่าค่าที่จะทำให้เกิดการป่วยทางรังสี
5.
ผู้ป่วยที่ได้รับรังสีเกินกว่าขีดกำหนด
แต่ยังต่ำกว่าค่าที่จะทำให้เกิดการป่วยทางรังสี
ผู้ป่วยในกลุ่มที่1 และ 2 ถึงแม้ว่าจะได้รับรังสีหรือไม่ก็ตาม
ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบำบัดรักษาผู้ป่วยทางรังสีโดยด่วน
แต่ถ้าบาดแผลหรืออาการไหม้ของผู้ป่วยไม่รุนแรง และไม่จำเป็นต้องรีบรักษาพยาบาลแล้ว
ควรดำเนินการชำระล้างการเปรอะเปื้อนทางรังสีในเบื้องต้น ทั้งนี้ต้องไม่ทำให้บาดแผลหรืออาการไหม้ดังกล่าวเกิดอาการสาหัส
และควรได้รับคำแนะนำในการรักษาพยาบาลด้วย อย่างไรก็ตามการขจัดการเปรอะเปื้อนรังสี
เป็นสิ่งจำเป็นยิ่งเนื่องจากอาจทำให้เกิดการแพร่กระจายการเปรอะเปื้อนรังสี
ในสถานพยาบาล ซึ่งก่อให้เกิดความยุ่งยากมากขึ้น ดังนั้น
ถ้าจำเป็นต้องขนย้ายผู้ป่วยที่มีการเปรอะเปื้อนรังสี
ควรใช้แผ่นพลาสติกคลุมบนเปลหามขึ้นรถพยาบาล และใช้แทนผ้าห่ม
ซึ่งจะช่วยลดการแพร่กระจายการเปรอะเปื้อนรังสีได้
วัสดุที่ใช้งานแล้วให้ทิ้งโดยผ่านขบวนการขจัดกากกัมมันตรังสีหรือนำมาขจัดการเปรอะเปื้อนรังสีก่อนที่จะนำไปใช้ต่อไป
สำหรับผู้ป่วยในกลุ่มที่ 3 นั้น
ไม่จำเป็นต้องรีบทำการรักษาพยาบาลทันที แต่ต้องประเมินปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับ
และความเร่งด่วนอันดับต่อมา ได้แก่ การตรวจวินิจฉัยอาการเบื้องต้น
โดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ พร้อมทั้งมีเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ
พอสมควรโดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยในกลุ่มนี้ไม่ว่าจะได้รับรังสีชนิดใดก็ตามต้องได้รับการรักษาพยาบาลเป็นพิเศษ
เช่นกัน ดังนั้น ควรส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เฉพาะด้านการบำบัดรักษาผู้ป่วยทางรังสีซึ่งจะให้การรักษษพยาบาลตามสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นได้
ในกรณีที่คาดว่าจะมีประชาชนได้รับรังสีควรดำเนินการตรวจสอบหาผู้ที่ได้รับรังสีโดยละเอียด
ซึ่งการตรวจสอบเพื่อหาผู้ได้รับรังสีนี้
หากวินิจฉัยจากอาการที่เกิดขึ้นจะกระทำได้ยากมาก
เนื่องจากอาการป่วยทางรังสีอาจปรากฏให้เห็นได้ต่อเมื่อได้รับรังสีไปแล้ว 6 สัปดาห์
การตรวจหาผู้ที่ได้รับรังสี
จึงควรดำเนินการโดยวิธีสอบประวัติผู้ที่ต้องสงสัยว่าอาจได้รับรังสี
โดยสอบถามรายละเอียดสถานที่อยู่ของผู้นั้น ในขณะที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสี
ผู้ป่วยกลุ่มที่ 4 และ 5 นั้น ตามปกติไม่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
แต่จะต้องมีการติดตามผลของผู้ป่วยกลุ่มที่ 4
เพื่อให้มั่นใจว่าการวินิจฉัยครั้งแรกถูกต้องและเพื่อประเมินปริมาณรังสีที่ได้รับให้ถูกต้องยิ่งขึ้น
ส่วนผู้ป่วยในกลุ่มที่ 5 ควรมีการเก็บประวัติปริมาณรังสีที่ได้รับ
และหากมีความจำเป็นควรดำเนินการประเมินปริมาณรังสีใหม่
แนวปฏิบัติงานของสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
มีแนวปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉินทางรังสี ดังนี้
1.
ประเมินสถานการณ์และคาดการผลกระทบทางรังสีจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น
2.
ประสานการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยระดับท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
3.
ให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำแก่หน่วยงานที่เกิดอุบัติเหตุทางรังสี
ในการปฏิบัติงานแก้ไขสถานการณ์
4.
ประสานงานในการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์
กรณี
สารกัมมันตรังสีสูญหายหรือถูกโจรกรรม
·
เครื่องวัดรังสีแกมม่า หรือนิวตรอนทั่วไป เช่น จี
เอ็ม ไอออนไนเซชั่นแชมเบอร์ หรือ เรม
·
เครื่องวัดการเปรอะเปื้อนรังสีเบต้า แกมม่า ซึ่งมีความไวสูง เช่น แพนเค็ก(pancake)สำหรับสารกัมมันตรังสีที่ไม่มีบรรจุในแคปซูล
·
เครื่องวัดการเปรอะเปื้อนรังสีแอลฟ่าซึ่งมีความไวสูง เช่น
เครื่องวัดแบบพรอพโพชันนัล หรือ ซิลทิเลชัน
สำหรับสารกัมมันตรังสีที่ไม่มีบรรจุในแคปซูล
·
ฟิล์มแบดจ์ หรือ TLD ซึ่งมีช่วงวัดปริมาณรังสีอยู่ใน ระดับปกติ
·
เครื่องวัดรังสีชนิดเสียบกระเป๋าซึ่งสามารถอ่านค่าได้โดยตรง
พร้อมเครื่องประจุ
ชุดป้องกันการเปรอะเปื้อนรังสี
·
สำหรับสารกัมมันตรังสี ซึ่งไม่ได้บรรจุในแคปซูล
หากพบหรือคาดว่ามีการเปรอะเปื้อนรังสีให้ใช้เครื่องมือ หรือ อุปกรณ์ต่างๆดังอุบัติเหตุที่เกิดการเปรอะเปื้อนทางรังสี
อุปกรณ์ประกอบ
·
ถ่านไฟฉาย,
สารกัมมันตรังสีที่ใช้ทดสอบเครื่องวัด, ถุงพลาสติก, ถังเก็บสารกัมมันตรังสี, เทปปิดผนึกที่เขียนได้,
กระดาษกรองสำหรับเช็ดพื้นผิวเวลาตรวจสอบการเปรอะเปื้อนรังสี, คีมจับสารกัมมันตรังสี,
ที่บังคับการทำงานระยะไกล, ถังเก็บกากกัมมันตรังสี,
ป้ายเครื่องหมายแสดงบริเวณอันตรายจากรังสี, สีสเปรย์, เชือกและไม้ปักสำหรับขึงเชือก
กรณี
สารกัมมันตรังสีค้างหรือหลุดจากที่เก็บ
·
เครื่องวัดรังสีแกมม่าซึ่งมีระดับรังสีสูง เช่น เครื่องวัดแบบ จี เอ็ม
·
ฟิล์มแบดจ์ หรือ TLD ซึ่งมีช่วงการวัดปริมาณรังสีสูงกว่าปกติ
·
เครื่องวัดปริมาณรังสีชนิดเสียบกระเป๋า
อ่านค่าได้โดยตรงพร้อมเครื่องประจุ
ชุดป้องกันการเปรอะเปื้อนรังสี
·
ไม่จำเป็น
อุปกรณ์ประกอบ
·
ถ่านไฟฉาย, สารกัมมันตรังสีที่ใช้ทดสอบเครื่องวัด, ถังเก็บสารกัมมันตรังสี,
ก้อนตะกั่ว, คีมจับสารกัมมันตรังสีที่บังคับการทำงานระยะไกล, เชือกและไม้สำหรับปักเชือก,
ป้ายเครื่องหมายแสดงบริเวณอันตรายจากรังสี
ชุดป้องกันการเปรอะเปื้อนรังสี
·
เสื้อ กางเกง ป้องกันการเปรอะเปื้อนรังสี, ถุงมือ, ถุงหุ้มรองเท้า, หน้ากาก หรือ เครื่องช่วยหายใจตามความเหมาะสม
อุปกรณ์ประกอบ
·
ถ่านไฟฉาย, สารกัมมันตรังสีที่ใช้ทดสอบเครื่องวัด, ถุงพลาสติก, เศษผ้า, น้ำยาขจัดการเปรอะเปื้อนรังสี, เทปปิดผนึกที่เขียนได้,
กระดาษกรองสำหรับเช็ดพื้นผิวในการตรวจสอบการเปรอะเปื้อนรังสี, ถังเก็บกากกัมมันตรังสี, ป้ายเครื่องหมายแสดงบริเวณอันตรายจากรังสี, สีสเปรย์, แผ่นโพลีเอทธิลีน
|
|
|
|
|
||
|
|