|
|
เรื่องทฤษฎีสัมพัทธภาพ แอลเบิร์ต เกิดเมื่อ 14 มีนาคม 1879 ในเยอรมันนี ที่โรงเรียนเขาเป็นเด็กขี้เกียจ และเรียนอ่านหนังสือได้ช้า แต่เล่นไวโอลินเก่ง เขาสอบตกในบางครั้ง แต่สามารถเรียนจนจบได้ปริญญาจากโพลีเทคนิคในสวิตเซอร์แลนด์ และเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สิทธิบัตรในปี 1905 เขาอธิบายการเคลื่อนที่แบบบราวน์ ตีพิมพ์ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ และแสดงว่า E = mc2 เขาแสดงให้เห็นจริงว่ากฎของนิวตันไม่จริงเสมอไปสำหรับวัตถุที่เคลื่อนที่ได้เร็วมากๆ ณ ใกล้อัตราเร็วแสง เมื่อนาซีครองอำนาจในเยอรมนี ไอน์สไตน์จากไปทำงานในอเมริกา เขาเป็นคนฉลาด รื่นเริง และหลักแหลม เขาพูดต่อต้านสงครามและความโหดร้าย และเกลียดการสวมถุงเท้า ทฤษฎีสัมพัทธภาพของเขาเป็นการขยายกฎของนิวตัน การเปลี่ยนวิธีการที่นักวิทยาศาสตร์มองเนื้อที่ กับเวลา พลังงานและความโน้มถ่วง เขากล่าวว่า มวลกับพลังงานมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง และอีกไม่นาน ระเบิดปรมาณู สองลูกก็ได้ถูกหย่อนลงในประเทศญี่ปุ่น ดูทฤษฎีสัมพัทธภาพ |
|||
|
||||
|
หนังสือภาษาอังกฤษ ฉบับหนึ่ง ในปีค.ศ. 1934 ได้สัมภาษณ์ไอนส์ไตน์ ถึงความพยายามนำพลังงานจากภายในอะตอมว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ตอนนั้นสงครามโลกครั้งที่สองยังไม่ยุติ ไอสน์ไตน์ตอบว่า การจะนำพลังงานจากนิวเคลียร์ของอะตอมมาใช้นั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย มันเป็นได้แต่เพียงทฤษฎี อีกไม่กี่ปี หลังจากที่ไอสน์ไตน์สัมภาษณ์ระเบิดอะตอม 2 ลูก ก็สำแดงฤทธิ์เดช ถูกนำไปทิ้งที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ เป็นการพิสูจน์ ว่าไอสน์ไตน์ก็คาดเดาความก้าวหน้าทางด้านนิวเคลียร์ไม่ถึงเหมือนกัน
|
|||
|
ทฤษฎีแห่งสัมพัทธภาพ มีต้นกำเนิดมาจากพฤติกรรมแปลกๆ ของแสง กล่าวคือ ในตอนแรกนักวิทยาศาสตร์ต่างพยายามหาอัตราเร็วของแสง เมื่อหาได้แล้วก็หันมาพิจารณาถึงตัวกลางที่แสงเดินทางผ่าน บรรดานักวิทยาศาสตร์ต้องพบกับความฉงน และด้วยความฉงนดังกล่าวนี้ที่ทำให้เกิดความคิดอันเป็นพื้นฐานของทฤษฎีแห่งสัมพัทธภาพ มีต่อ |
|||
|
"Imagination is more important than knowledge. Knowledge is limited. Imagination encircles the world." ชีวิตการทำงาน หลังจากจบการศึกษาแล้ว ไอน์สไตน์ได้สมัครเข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองซูริค แต่ได้รับ การปฏิเสธโดยไม่มีเหตุอันเหมาะสม และด้วยความเห็นใจจากศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยซูริคได้ออกใบรับรองผลการศึกษาให้เข้า จากนั้นไอน์สไตน์ได้เริ่มออกหางานทำจากประกาศตามหน้าหนังสือพิมพ์ซึ่งมีประกาศรับอาจารย์หลายแห่ง ไอน์สไตน์ได้เข้ารับการ สัมภาษณ์ แต่ปรากฏว่าไม่มีสถาบันแห่งใดรับเขาเข้าทำงานเลยแม้แต่สักที่เดียว ไอน์สไตน์เข้าใจว่าอาจจะเป็นเพราะเขาเป็นชาวยิว ดังนั้นในปี ค.ศ.1901 ไอน์สไตน์ได้โอนสัญชาติเป็นชาวสวิตเซอร์แลนด์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถทำให้เขาหางานทำได้อยู่ดี ในที่สุดไอน์สไตน์ก็ได้งานทำเป็นครูในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง แต่ทำอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือนก็ถูกไล่ออก จากนั้นไอน์สไตน์จึงรับจ้างเป็น ครูสอนพิเศษตามบ้าน แต่ก็ทำได้ไม่นานก็ถูกพ่อแม่ของเด็กเลิกจ้าง เนื่องจากไอน์สไตน์ได้แสดงความผิดเห็นว่าไม่ควรให้เด็กไปเรียน ที่โรงเรียนอีก เนื่องจากครูที่โรงเรียนสอนคณิตศาสตร์ในแบบผิด ๆ ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่ไอน์สไตน์สอน แม้ว่าเด็ก ๆ จะรักและชอบ วิธีการสอนของเขาก็ตาม ไอน์สไตน์ก็ยังถุดไล่ออกอยู่ดี คลิกอ่านต่อครับ 7 ความเชื่อผิด ๆ เพี้ยนๆ เกี่ยวกับไอน์สไตน์ บทนำ ใคร ๆ ก็เคยได้ยินชื่อของไอน์สไตน์ หรือแม้เพียงเห็นภาพแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นใคร และแน่นอนว่าคนดังคับโลกระดับนี้ย่อมมีเรื่องเล่าเยอะแยะเป็นแน่ แต่จะเป็นไปได้หรือที่ทุกเรื่องที่คุณเคยได้ยินมาเกี่ยวกับไอน์สไตน์จะเป็นจริงไปเสียทั้งหมด ? คงจะดีไม่น้อยหากเรามีมุมมองมองใหม่ ๆ ที่แตกต่างไปจากที่กล่าวอ้างต่อ ๆ กันมาเป็นทางเลือกเพื่อให้เราตัดสินใจได้เองว่าเรื่องไหน น่าจะ ชัวร์ เรื่องไหน (น่าจะ) มั่วนิ่ม และเรื่องไหนที่ยังคงต้องหาหลักฐานมายันกันต่อไป ! แต่เล่นกับประเด็นจับผิดชาวบ้านอย่างนี้ ผมต้อง ใส่กระจับ โดยรีบออกตัวไว้แต่เนิ่น ๆ ก่อนว่า แม้ผมจะพยายามค้นคว้าและเสาะหาข้อมูลต่าง ๆ มานำเสนออย่างเต็มความสามารถแล้ว แต่ก็ไม่ได้ผูกขาดความถูกต้องไว้แต่เพียงผู้เดียว ในทางกลับกัน ผมจะยินดีเป็นที่สุด หากมีผู้อ่านมาร่วมแจมเพื่อสนับสนุน เสริมข้อมูล คัดค้าน ทักท้วง หรือตั้งข้อสังเกตอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เราเข้าใจอัจฉริยภาพบุคคลท่านนี้ดียิ่งขึ้น ลองมาไล่ดูทีละเรื่องกันเลย.......ดีไหมครับ ? คลิกครับ โดย บัญชา ธนบุญสมบัติ buncht@mtec.or.th ฟิสิกส์ราชมงคลขอขอบคุณครับ สตีเฟ่น ฮ็อคกิ้ง (Stephen Hawking) บทเริ่มต้น การวินิจฉัยของแพทย์ว่าเขาเป็นโรคกลไกประสาทเสื่อม (MOTOR NEURONE DISEASE) นั้นน่าตื่นตระหนก "สตีเฟ่น ฮ็อคกิ้ง" อายุ 21ปี ได้รับการบอกเล่าว่าเขาจะมีชีวิตอยู่อีก 2 ปีครึ่งเท่านั้น ด้วยความสิ้นหวัง เขาขังตนเองจากโลกภายนอก..รอคอยความตาย แต่ สตีเฟ่น ฮ็อคกิ้ง ก็สามารถเอาชนะความสิ้นหวัง และต่อสู้กับอัมพาตที่กำลังคืบคลานเข้ามา ความเป็นอัจฉริยะในทางคณิตศาสตร์ของเขาไม่ได้เสื่อมถอยลงไป และเขาก็เดินหน้าต่อไปเพื่อปฏิวัติวิชา COSMOLOGY (การศึกษาเกี่ยวกับจักรวาล) สตีเฟ่น ปัจจุบันอายุ 51 ปี เป็นผู้เขียนหนังสือชื่อ A BRIEF HISTORY OF TIME ซึ่งขายดีชนิดทำลายสถิติราบคาบ เขาเป็นนักเดินทางรอบโลกผู้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และคือตีนผีผู้ขับเก้าอี้ติดล้อ ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ เรื่องราวต่อไปนี้คือชีวประวัติอันเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจของศาสตราจารย์แห่ง (มหาวิทยาลัย) เคมบริดจ์ ผู้ไม่ธรรมดา ผู้ซึ่งสำรวจความลึกลับของช่องว่างระหว่างกาแลคซี่ด้วยจิตใจของเขา และผู้ซึ่งได้ทำอะไรมากมายเพื่อที่จะทำให้พวกเรามีความเข้าใจต่อโลกของเราดีขึ้น มันเริ่มต้นอย่างไร? ทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่? เราเป็นอะไร? และชะตากรรมท้ายสุดของเราจะเป็นอย่างไร? อ่านต่อครับ ความแตกต่างระหว่างฟิสิกส์ยุคใหม่กับฟิสิกส์ยุคเก่า วิทยาการทางศิลปะ ปรัชญา และวิทยาการทางคณิตศาสตร์ได้วิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล แต่ความสนใจศึกษาพฤติกรรมของธรรมชาติมาเริ่มกันในตวรรษที่ 17 วิทยาการจากการศึกษาพฤติกรรมธรรมชาตินี้เรียกว่า "วิทยาศาสตร์" (Science) อาจจะกล่าวได้ว่าเริ่มต้นจากสมัยของกาลิเลโอสำหรับวิชาการทาง ฟิสิกส์ได้ก่อร่างสร้างตัวมาจากผลการวัดระบบทฤษฎีทางฟิสิกส์ของนิวตัน เมื่อวิทยาการทางฟิสิกส์ได้ก้าวหน้ามากขึ้นก็ได้จัดแยกเป็นแขนงต่างๆอาทิ กลศาสตร์ ความร้อน แม่เหล็กไฟฟ้า แสงและเสียง เป็นต้น วิชาการทางฟิสิกส์ได้เกิดโฉมหน้าใหม่ในต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อได้ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ และทฤษฎีควอนตัมซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์และอธิบายเรื่องของอะตอมอย่างได้ผลวิชาการทางฟิสิกส์กลุ่มที่ค้นพบในศตวรรษที่ 20 นี้จึงถูกจัดเป็นฟิสิกส์ยุคใหม่ (Modern physics) ในขณะเดียวกันทฤษฎีต่างๆที่พบก่อน ศตวรรษที่ 20 นี้จึงถูกจัดเป็นฟิสิกส์ยุคเก่า (Classical physics)
เกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณเดินทางด้วยความเร็วสูง ทอมกับเจน ผู้สมัคร ที่จะช่วยคุณค้นหาคำตอบ โดยการส่งเจนเดินทางไปยังดวงดาวต่างๆ หลังจากกลับมายังโลก ให้เทียบอายุของเธอกับทอมที่อยู่บนโลก วิธีทดลอง 1. คลิกบนตัวของเจน หรือทอม เพื่อตั้งอายุเริ่มต้น ค่าเริ่มต้นของเครื่องให้ไว้คือ 7.0000 ปี (เจ็ดปี) 2. คลิกบนยานอวกาศ เพื่อตั้งความเร็ว 3. คลิกบนดวงดาวทีจะไป 4. เมื่อยานอวกาศลงจอดบนพื้นโลก ให้เทียบอายุของทอมกับอายุของเจน
ผู้สังเกต 2 คนเคลื่อนที่สัมพัทธ์กัน โดยที่คนหนึ่งอยู่บนยานอวกาศที่กำลังเคลื่อนที่ สัมพัทธ์กับอีกคนหนึ่งที่อยู่กับที่บนโลก เวลาของผู้สังเกตทั้งสองมีความแตกต่างกัน นาฬิกาด้านซ้ายอยู่บนยานอวกาศ นาฬิกาด้านขวา ล่าง ใช้จับเวลาสำหรับผู้สังเกตที่อยู่บนโลก ส่วนเรือนบนเคลื่อนที่ไปพร้อมกับยานอวกาศ นาฬิกาด้านซ้ายเป็นนาฬิกาแสง โดยให้คลื่นแสงถูกปล่อยจากแหล่งกำเนิดแสงเป็นช่วงคลื่นสั้น ๆ ไปสะท้อนกับกระจกด้านบนกลับมาที่ตัวดีเทคเตอร์ แต่ละครั้งที่ลูกคลื่นของแสงมาถึงดีเทคเตอร์ เครื่องบันทึกจะทำการบันทึกสัญญาณเอาไว้ ลูกคลื่นใหม่ถัดไปจะถูกปล่อยออกไปอีก และเครื่องบันทีกจะทำการบันทึกเป็นช่วง ๆ ไป ช่วงเวลาระหว่างลูกคลื่นแต่ละลูกคือเวลาของเหตุการณ์แรก (ปล่อยลูกคลื่นออกจากแหล่งกำเนิด) ถึงเหตุการณ์สุดท้าย (ลูกคลื่นกระทบกับดีเทคเตอร์) ให้แหล่งกำเนิดแสงกับตัวดีเทคเตอร์อยู่ใกล้กันมาก จนเหตุการณ์ทั้งสองถือว่าเกิดขึ้นที่เดียวกัน กดที่รูปภาพหรือที่นี่เพื่อเข้าสู่การทดลอง ทฤษฏีสัมพัทธภาพ
| ||||
| Interferometer ชนิดไมเคลสัน เป็นอุปกรณ์ทางแสงใช้วัดการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ได้ เช่นการเลื่อนตำแหน่งที่น้อยมากๆ ซึ่งใช้ศึกษาการสั่นไหว หรือจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นก็ได้ เช่นอุณหภูมิ ความเร็วในการไหลของอากาศ ความหนาของฟิล์มที่เคลือบกระจก |
| ตัวกำเนิดแสงเลเซอร์ตั้งอยู่ด้านหนึ่งของโต๊ะ เหนือจากพื้นโต๊ะประมาณ 8-10 นิ้ว เปิดสวิทซ์ให้แสงเลเซอร์ฉายไปยังกระจกแยกลำแสง (BS) ซึ่งจะแยกลำแสงออกเป็น 2 แนว โดยลำแสงลำแรก ทะลุผ่านไปยังกระจก M2 ส่วนลำที่สองสะท้อนเป็นมุม 90 องศาไปยังกระจก M1 ระยะทางจากกระจก BS ไปยังกระจก M1 และ M2 เท่ากัน คลิกเข้าสู่การทดลอง |
สารบัญการบรรยายภาพผ่านกระดานอิเล็กทรอนิกส์
คลิ๊กเพื่อฟังเสียง ใช้โปรแกรม
real player
คลิ๊กเพื่อฟังเสียง ใช้โปรแกรม
winamp
"It followed from the special theory of relativity that mass and energy are both but different ____ ____ ____ ____ a somewhat unfamilar conception for the average mind. Furthermore, the equation E is equal to ___ ___ ___, in which energy is put equal to mass, multiplied by the square of the ___ ___ ___, showed that very small amounts of mass may be converted into a very large ___ ___ ___ and vice versa. The mass and energy were in fact ___, according to the formula mentioned before. This was demonstrated by Cockcroft and Walton in 1932, experimentally." ท่านได้อธิบายเป็นภาษาอังกฤษ มีบางประโยคและบางคำ ในข้อความข้างบนหายไป ให้นักศึกษาที่เรียนฟิสิกส์ 2 ฟังเสียงจริงของท่าน เติมประโยคที่หายไปให้เต็ม และแปลความหมายทั้งหมด พร้อมกับวิจารณ์ลงใน
คอคโรสกับวอลตันได้สร้างแบบจำลองของเครื่องเร่งอนุภาคไว้เมื่อปี ค.ศ. 1932 เพื่อศึกษาปฎิกิริยานิวเคลียร์เบื้องต้น เครื่องเร่งอนุภาคของทั้งสองประกอบด้วย หม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูง และวงจรเพิ่มแรงดัน
แหล่งกำเนิดอิออนจะให้อิออนผ่านเข้าทางเครื่องเร่ง และจะถูกเร่งผ่านท่อ ออกมาเป็นลำอิออนดังรูป

|
แผ่นใส แบบ Powerpoint จำนวน 55 แผ่น ของ อ. นพฤทธิ์ จินันทุยา คลิกครับ |
แผ่นใสแบบ Powerpoint เรื่อง ฟิสิกส์ของกาลเวลา 36 แผ่น
|
|
ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ผลงานของไอน์สไตน์ การเคลื่อนที่สัมพัทธ ผู้สังเกต กรอบอ้างอิง และพิกัด space และ เวลา การแปลงแบบกาลิเลโอ การรวมความเร็วสัมพัทธ สัจพจน์ของไอน์สไตน์ กรอบอ้างอิงเฉื่อย การรวมความเร็ว ของ อ.ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ จำนวน 30 แผ่น คลิกค่ะ
|
|
|
Lorentz tranformation ความพร้อมในเหตุการณ์ การวัดความยาว การหดของระยะทาง การวัดช่วงเวลา การยืดของเวลา Muon สายฝนคอสมิก ของ อ.ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ จำนวน 18 แผ่น คลิกค่ะ
|
|
|
มุมมองใหม่ของพลังงาน หลักการคงตัวของพลังงาน มวลและพลังงาน พลังงานของมวลนิ่ง ปรากฎการณ์คอมพ์ตัน Pair production ของ อ.ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ จำนวน 20 แผ่น คลิกค่ะ
|
|
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ปี 1905
นักฟิสิกส์หนุ่มไฟแรง ไร้ชื่อเสียง ได้ประกาศการค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ
ที่สามารถพลิกผัน ความหมายของพื้นที่ อากาศ และเวลา
โดยสิ่งเหล่านี้ไม่คงที่ สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ซึ่งแต่ก่อนนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เวลาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
แต่ทฤษฎีสัมพัทธภาพสามารถพิสูจน์ว่า เวลาเป็นสิ่งสัมพัทธ์
ไม่ใช่สิ่งสมบูรณ์ จากนั้นอีกไม่กี่ปี เขาก็ประกาศว่า
พลังงานเท่ากับ มวลคูณด้วยความเร็วแสงยกกำลังสอง
ซึ่งนำไปสู่ความก้าวหน้าทางฟิสิกส์นิวเคลียร์
คลิกครับ |
|
(วิธีทำ ให้ ใส่ชื่อ สกุล เลือกวิชาที่สอบ และจำนวนข้อ แต่ต้องไม่เกินจากที่กำหนดไว้ เช่น กำหนดไว้ 10 ข้อ เวลาเลือกจำนวนข้อ ให้เลือก 5 และ 10 ข้อไม่เกินจากนี้ เป็นต้น เมื่อทำเสร็จสามารถดูคะแนนจากรายละเอียดผู้ทำข้อสอบได้ทันที
1.---------------------
|
![]() |
นินจา |
![]() |
กอล์ฟ |
![]() |
ต่อถนน |