ความลับหินสีฟ้าแห่งสโตนเฮนจ์
ความนิยมของผู้ชม: / 15
แย่มากดีมาก 




สโตนเฮนจ์ กองหินมหัศจรรย์ ซึ่งอยู่ที่เมืองซัลลิสเบอรี่ มณฑลวิลไซร์ ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่แบบนั้นมาเนิ่นนาน โดยที่ยังไม่มีใครหาคำอธิบายได้

ว่าเพราะเหตุใด กองหินรูปทรงประหลาดเหล่านี้ จึงพากันมายืนหยัดอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งเมื่อต้นสัปดาห์นี้เอง ศาสตราจารย์ จอฟฟรีย์ เวนไรท์ ประธานสมาคม Society of Antiquaries และศาสตราจารย์ทิโมธี ดาร์วิล ซึ่งเป็นนักโบราณคดีชั้นนำของอังกฤษ เปิดเผยการค้นพบใหม่ว่า จากหลุมฝังศพที่อยู่รอบๆ อนุสาวรีย์หินและสะเก็ดหินโบราณชิ้นเล็กๆ ที่นำไปเป็นเครื่องราง บ่งชี้ว่าในยุคนั้นสโตนเฮนจ์น่าจะมีความสำคัญคล้ายกับวิหารโลเดสในฝรั่งเศส คือเป็นสถานที่สำหรับการรักษาเยียวยาผู้ป่วย เพราะในบริเวณนี้ มีกะโหลกศีรษะมนุษย์ที่เจ็บป่วย หรือได้รับบาดเจ็บมากผิดปกติ และการวิเคราะห์ภาพถ่ายฟัน ก็บ่งชี้ว่าที่พบนั้นราวครึ่งหนึ่งเป็นคนจากที่อื่น

ที่นี่ยังมีการค้นพบกะโหลกศีรษะของคน 2 คน ที่ผ่านการผ่าตัดทำศัลยกรรมในยุคแรกๆ ซึ่งเคยมีขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของอังกฤษ “น่าจะเป็นคนอยู่ในภาวะท้อแท้สิ้นหวังแล้วตอนที่เขามาที่สโตนเฮนจ์” ดาร์วิลกล่าวที่สมาคมโบราณคดีแห่งลอนดอน

“โครงกระดูกของมนุษย์ ที่รู้จักกันในชื่อว่า อเมสเบอร์รี อาร์เชอร์ ที่พบในบริเวณนี้ มีลักษณะของกะโหลกศีรษะเหมือนได้รับบาดเจ็บรุนแรง คาดว่าจะเสียชีวิตในช่วงเวลา ใกล้เคียงกับที่มีการนำหินเหล่านี้มาวางเรียงไว้แบบนี้ การวิเคราะห์กระดูกของอาร์เชอร์บ่งชี้ว่า เขาน่าจะดั้นด้นมาจากแถบเทือกเขาแอลป์” แต่ดาร์วิลก็ยังยอมรับความเป็นไปได้อื่นๆ ว่า “ที่นี่อาจจะเป็นวิหารหรือจะเป็นศูนย์ในการเยียวยารักษาก็ได้”

 

1สตีฟ บุช (ขวา) และแซม เฟอร์กูสัน นักเรียนโบราณคดี ช่วยกันเก็บตัวอย่างหินที่สโตนเฮนจ์ เมื่อต้นปี
2.จอฟฟ์ เวนไรท์ โชว์หินสีฟ้า ของสโตนเฮนจ์ (ภาพเอพี)


การค้นพบครั้งนี้ ทำให้มีการประเมินอายุของสโตนเฮนจ์ ใหม่ว่าน่าจะเป็นเมื่อราว 2300 ปี ก่อนคริสตกาล น้อยกว่าที่เคยคิดไว้ราวสองศตวรรษ อันเป็นช่วงเวลาที่มีการนำหินสีฟ้า ซึ่งเป็นหินหายากที่นักธรณีวิทยารู้จักว่าเป็นหินแร่โดโลไมต์ จากเมืองเพมโบรคไชร์ ในแคว้นเวลส์ สู่ที่ราบซัลลิสเบอร์รี ทางใต้ของอังกฤษ เพื่อจัดวางเป็นวงในของสโตนเฮนจ์

สโตนเฮนจ์ประกอบด้วยหินสามวงล้อมกันอยู่ วงนอกเป็นแผ่นหินทรายขนาดใหญ่ เป็นส่วนที่คนส่วนใหญ่เข้าไปชมได้ วงกลาง และวงในซึ่งเป็นส่วนที่เป็นหินสีฟ้านั้น มีเพียงหนึ่งในสามของ 80 หรือ 90 ก้อนเท่านั้น และส่วนนี้เองที่เชื่อกันว่าเป็นหัวใจของสโตนเฮนจ์และเป็นส่วนที่มีพลังในการรักษาได้

หลักฐานใหม่ที่พบนี้ ดาร์วิล กล่าวว่า เขาขุดค้นพบสะเก็ดหินบางส่วนที่ทำมาจากหินสีฟ้า ที่คนนำมาทำเป็นเครื่องราง เป็นการใช้ในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการรักษาหรือการป้องกัน เช่นเดียวกับทฤษฎีของหลุมฝังศพที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษที่พบว่ามีการฝังหินนี้ไว้รวมกับศพผู้เป็นเจ้าของด้วย

ปัจจุบันนี้ หินสีฟ้าส่วนใหญ่ที่เป็นวงรอบในสุดแทบจะมองไม่เห็น เพราะมีกลุ่มแผ่นหินทรายขนาดใหญ่หรือ ที่เรียกว่า หินแขวน ยืนตระหง่านล้อมอยู่อย่างมั่นคงเก็บงำความลับอันน่าพิศวงของสโตนเฮนจ์ไว้

“หินเหล่านี้น่าทึ่งมากเวลาที่เรามองดูมัน ในแง่ของโครงสร้างและการจัดวางของฐานหินสีฟ้า” เขากล่าว และทั้งสองคนต่างก็อ้างอิงคำพูดของพระ จอฟฟรีย์ แห่งมอนเม้าท์ ที่เคยกล่าวไว้ว่า “ผู้คนเชื่อว่าหินเหล่านี้มีพลังในการรักษา” และหลักฐานจากที่ขุดค้นพบใหม่นี้ ก็บ่งชี้ว่า ในช่วงอาณาจักรโรมันจนถึงยุคกลาง ก็ยังมีการเคลื่อนย้ายและกะเทาะหินสีฟ้าบางส่วนไป

ดาร์วิลคิดว่าตำนานเรื่องหินสีฟ้าเป็นเรื่องน่าสนใจ และแม้ปัจจุบันนี้คนก็ยังเชื่อว่ามันมีพลังในการรักษา และ “นั่นถือว่าเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญสำหรับผม” เขาบอก

ด้าน แอนดรูว์ ฟิตซ์แพทริก สมาชิกกลุ่มนักโบราณคดีแห่งเวสเส็กซ์ กล่าวว่าการค้นพบของดาร์วิล และเวนไรท์ มีความสำคัญมาก แต่ถึงทฤษฎีเรื่องการเยียวยานั้นจะฟังดูมีเหตุผล แต่ก็ยังไม่ใช่เรื่องเดียวเท่านั้นที่เป็นไปได้

“ผมไม่คิดว่าเราควรจะทิ้งทฤษฎีอื่นๆ ว่าที่นี่อาจเป็นจุดศูนย์กลางที่เชื่อมต่อระหว่างดินแดนแห่งชีวิตและความตาย” เขากล่าวกับบีบีซี ซึ่งจะนำเรื่องราวการค้นพบนี้มาออกอากาศพร้อมกับชองสมิธโซเนียน ในวันเสาร์ที่ 27 กันยายน ศกนี้

ที่มา ข่าวเอพี, เว็บไซต์ yahoo.com
4 ตุลาคม พ.ศ. 2551
 
Views: 6211

Be first to comment this article

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

 

Statistics

สถิติผู้เยี่ยมชม: 48660746

Who's Online

ขณะนี้มี 9 บุคคลทั่วไป ออนไลน์