|
1
|
|
|
2
|
- ต้นกำเนิดของเหล็ก ก็คือ
แร่เหล็ก ส่วนมากอยู่ในสภาพของ
- ออกไซด์ และที่นำมาถลุงได้แก่
- 1. เฮมาไตต์ (Hematite) มีชื่อทางเคมีว่า เหล็กออกไซด์
- (Fe2O3)
เป็นแร่สีแดง
มีเหล็กผสมอยู่ประมาณ 52 % พบมากใน
- เยอรมัน อังกฤษ แคนาดาและสเปน
-
2. แมกนิไตต์
(Magnetite)
มีชื่อทางเคมีว่า เฟอโรโซเฟอริค
- ออกไซด์ (Fe3O4) เป็นแร่สีดำ มีเหล็กผสมอยู่ ประมาณ 72 %
- พบมากในรัสเซีย อเมริกา เยอรมัน และสวีเดน
|
|
3
|
-
3. ซิเดอไรท์
(Siderite)
มีชื่อทางเคมีว่า
เหล็กคาร์บอเนต
(Fe CO3)
เป็นแร่สีน้ำตาล
มีเหล็กผสมอยู่ ประมาณ
45 %
พบมากในเยอรมันและอังกฤษ
-
4. ลิโมไนท์
(Limonite)
มีชื่อทางเคมีว่า เหล็กออกไซด์ และ
- น้ำ (Fe2O3
-3 H2 O) เป็นแร่สีน้ำตาล
มีเหล็กผสมอยู่ ประมาณ
- 20-45 % พบมากในเยอรมัน อเมริกา และอังกฤษ แร่ชนิดนี้ บางครั้ง
- เรียกว่า บราวน์ เฮมาไตต์
(Brown Hematite)
-
5. เหล็กไพไรท์
(Iron Pyrite) มีชื่อทางเคมีว่า Fe S2 มี
- เหล็กผสมอยู่ ประมาณ 43-45
% พบโดยทั่วไป
|
|
4
|
-
วัตถุดิบที่สำคัญสำหรับการผลิตเหล็กทั้งหลายก็คือ เหล็กดิบ
- (Pig Iron) เหล็กดิบผลิตขึ้นจากเตาสูง (Blast Furnace) โดยการ
- หล่อหลอมแร่เหล็ก
กับถ่านหินและหินปูน
คุณภาพของเหล็กดิบ
- ที่ได้ขึ้นอยู่กับชนิดของสินแร่ที่นำมาใช้หล่อหลอม
|
|
5
|
-
คาร์บอน
3-4 %
-
ซิลิกอน
1-3 %
-
กำมะถัน
0.05-0.1 %
-
ฟอสฟอรัส
0.1-1 %
-
แมงกานีส
1 %
|
|
6
|
|
|
7
|
-
เตาสูง (Blast Furnace) จากรูปเป็นเตาที่ใช้ผลิตเหล็กดิบ มี
- รูปร่างสูง
ผนังเตาทำด้วยอิฐทนไฟ
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโต
25
- ฟุต หรือมากกว่า มีความสูงมากกว่า 200 ฟุต ขึ้นไป สามารถผลิต
- เหล็กดิบได้วันละ
800-1700 ตัน
-
จากรูป
แสดงให้เห็นรถลากวัตถุดิบ
(Skip Car) วิ่งขึ้นลง
- ตามราง
เพื่อบรรทุกแร่เหล็ก
ถ่านหินและหินปูน
จากโรงเก็บวัตถุ
- ดิบไปที่ด้านบนของปากเตา ในการผลิตเหล็กดิบ 1000 ตัน จะต้อง
- ใช้แร่ ประมาณ 2000 ตัน ถ่านหินชนิดบิทูมัส (Bituminous)
- 800 ตัน หินปูน 500
ตันและลมร้อน 4000 ตัน
|
|
8
|
-
รอบ ๆ ข้างเตาจะมีท่อลมต่อเข้าไปภายในเตาเพื่อส่งอากาศ
- ร้อนจากเตาลมร้อนเข้าไปสู่ภายในเตา
อากาศที่ผ่านเข้ารูลมร้อน
- นี้
มีขนาดกำลังดันประมาณ
15 ปอนด์/ตารางนิ้ว
อุณหภูมิ 1000
- ถึง 1800 ฟาเรนไฮน์ ลมร้อนที่ส่งเข้าไปภายในเตา จะช่วยให้
- อุณหภูมิภายในเตาสูงขึ้น 3000
ฟาเรนไฮน์
ซึ่งร้อนเพียงพอที่จะ
- ทำให้สินแร่หลอมละลายได้
|
|
9
|
-
นำเอาสินแร่เหล็ก
ถ่านโค๊กและหินปูน บรรจุเข้าที่ปากเตา
- ด้านบนด้วยรถลากวัตถุดิบ
ในการบรรจุแต่ละครั้งมีสัดส่วนดังนี้
-
สินแร่
2/3
-
ถ่านโค้ก
1/4
-
หินปูน
1/12
|
|
10
|
-
เมื่อเกิดการเผาไหม้ขึ้นระหว่างถ่านหินกับลมร้อน จะเกิด
- ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์
(CO) ขึ้น
อุณหภูมิภายในเตาจะ
- เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงประมาณ
3000 ฟาเรนไฮน์ซึ่งร้อนเพียง
- พอจะทำให้สินแร่เหล็กหลอมละลายได้
ทุกๆ 5 หรือ 6 ชั่วโมง
- จะแทงรูเทน้ำโลหะ
ซึ่งอยู่ที่ข้างเตาด้านล่าง
ให้น้ำเหล็กไหล
- ออก
ในแต่ละครั้งจะได้น้ำเหล็ก
ประมาณ 150-300 ตัน และ
- จะได้สแลก (Slag-
สิ่งสกปรกที่รวมตัวกับหินปูนลอยอยู่ด้าน
- บน ของน้ำเหล็ก) ไหลออกที่รู เหนือรูเททางด้านขวามือ
|
|
11
|
-
เหล็กดิบ
จะมีความแข็งและเปราะ
ดังนั้นมันจึงมีความ
- แข็งแรง
ความเหนียวไม่มากนัก
และทนต่อแรงกระแทกได้
- น้อย
ส่วนใหญ่เหล็กดิบจะถูกขายให้กับโรงหล่อ เพื่อนำไป
- หล่อเป็นเหล็กชนิดต่าง ๆ ต่อไป
|
|
12
|
|
|
13
|
-
เกิดจากการนำเอาเหล็กดิบ
(Pig Iron)
หรือเหล็กดิบผสมกับ
- เศษเหล็กหล่อหรือเศษเหล็กกล้า
ไปเผารวมกับถ่านโค้กและหิน
- ปูน ในเตาคูโปลา (Cupora) ที่อุณหภูมิ 1150 -1250 องศาเซล
- เซียส
ที่จุดนี้เหล็กดิบจะเกิดการหลอมละลาย น้ำเหล็กหล่อมี
- ความเหลวมาก ดังนั้นจึงสามารถผลิตชิ้นงานเหล็กหล่อ ให้มีรูป
- ร่างตามที่ต้องการได้
โดยนำไปเทลง
ในแบบทรายหรือแบบ
- โลหะ
|
|
14
|
-
คาร์บอน
2.5 - 4.0 %
-
ซิลิกอน
1.0 - 3.0 %
-
แมงกานีส
0.4 - 1.0 %
-
กำมะถัน
0.1 - 0.35 %
-
ฟอสฟอรัส
0.05 - 1.0 %
|
|
15
|
-
จะเห็นได้ว่าเหล็กหล่อมีปริมาณคาร์บอนสูงมาก ดังนั้น
- เหล็กหล่อจึงเป็นวัสดุที่แข็งแรงและเปราะ สามารถรับแรงดึงได้
- ต่ำ
แตกหักง่ายเมื่อรับแรงอัดกระแทก คาร์บอนที่ผสมอยู่ใน
- เหล็กหล่อ จะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ
-
1. อยู่ในรูปของสารประกอบคาร์บอน
-
2. อยู่ในรูปของคาร์บอนอิสระ
หรือเรียกว่า กราไฟต์
|
|
16
|
|
|
17
|
-
เตาคูโปลาเป็นเตาที่ใช้หลอมละลายเหล็กดิบ และเศษ
- โลหะ เพื่อทำเป็นเหล็กหล่อชนิดต่าง ๆ เช่นเหล็กหล่อสีเทา
- เหล็กหล่อมัลลิเอเบิ้ล
เตาชนิดนี้มีรูปร่างและลักษณะการทำ
- งานคล้ายกับเตาสูง
(Blast Furnace)
แต่มีขนาดเล็กกว่า ขนาด
- โดยทั่ว ๆ ไปจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางด้านนอกประมาณ
- 4 ฟุต ถึง 7 ฟุต และสูง 30 ฟุตถึง 40 ฟุต
|
|
18
|
-
นำเหล็กดิบ
เศษเหล็กเหนียว
ถ่านโค้กและฟลักซ์
(โดย
- ทั่วไปใช้หินปูน)
ใส่ลงไปภายในเตาสลับกันเป็นชั้น ๆ โดยที่
- ส่วนล่างสุดจะต้องรองก้นเตาด้วย
ถ่านโค้กเสียก่อน
ถ่านโค้กที่
- รองก้นเตา เรียกว่า Bed Coke โดยทั่ว ๆไป ถ่านโค้กรองก้นเตา
- จะมีความสูงประมาณ 36-54 นิ้ว
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเส้นผ่าศูนย์
- กลางภายในของเตา
ถ่านโค้กรองก้นเตานี้
ถ้ามีระดับสูงหรือต่ำ
- เกินไป จะมีผล ดังนี้
|
|
19
|
- 2.
ถ้า Bed Coke สูงเกินไป ระยะการหลอมละลายจะยืด
- ออกไป
|
|
20
|
-
ชั้นหรือระดับของถ่านโค้ก
ซึ่งขั้นอยู่แต่ละชั้นของเหล็ก
- เพื่อช่วยในการหลอมละลายเรียกว่า
ชาร์จ โค้ก
(Charge Coke)
- ชาร์จ โค้ก มีความสูงอยู่ระหว่าง 6-9 นิ้ว
-
เหล็กดิบ เศษเหล็กหล่อและเศษเหล็กเหนียวที่ใส่ลงในเตา
- แต่ละชิ้นจะเป็นสัดส่วนกับถ่ายโค้กที่ใส่ลงไปแต่ละชนิดด้วย
- โดยทั่ว ๆไป จะใช้อัตราส่วน
5:1 ถึง 8:1 โดยน้ำหนัก เช่น ถ้า
- ใส่เหล็กดิบ 5 กก. จะต้องใส่ถ่านโค้ก 1 กก.
|
|
21
|
-
ฟลักซ์
เป็นวัสดุที่มีจุดหลอมละลายต่ำ ใช้ทำความสะอาด
- น้ำเหล็ก
ทำหน้าที่ผสมกับถ่านโค้กและออกไซด์ของเหล็ก ออก
- มาในรูปของสแลก (Slag-
สิ่งสกปรกที่ลอยอยู่เหนือน้ำเหล็ก)
- ฟลักซ์ที่ใช้ได้แก่ หินปูน,
โซดาไฟ, ฟลูออกไรท์ โดยปกติ
- สแลกที่เกิดขึ้นจะมีสีเขียวดำ
|
|
22
|
-
เมื่อบรรจุวัตถุดิบจนเต็มเตาแล้ว จึงให้ความร้อน ถ่านโค้ก
- ส่วนล่างสุด จะเกิดการเผาไหม้ ในขณะเผาไหม้ก็จะผ่านลมร้อน
- เข้าไปภายในเตา
เพื่อช่วยให้อุณหภูมิภายในเตาสูงขึ้นอย่าง
- รวดเร็ว
อุณหภูมิช่วงนี้จะอยู่ระหว่าง
1000-1300 องศาเซลเซียส
- ซึ่งร้อนเพียงพอ
ที่จะหลอมละลายเหล็กดิบและเศษเหล็กได้
-
หลักจากเหล็กดิบในชั้นแรกหลอมละลายจนหมด ก็จะแทง
- รูเทให้น้ำเหล็กไหลออกเพื่อนำไปเทลงในแบบ ให้มีรูปร่างต่างๆ
- ที่ต้องการต่อไป
|
|
23
|
|
|
24
|
|