โทมัส อัลวา เอดิสัน
ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1847 ในเมืองมิลาน รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา โทมัส แอลวา เอดิสัน ลืมตาขึ้นดูโลกในบ้านหลังเล็กๆริมทะเลสาบอีรี แซมมวลบิดาของเอดิสันประกอบธุรกิจค้าไม้ แซมมวลกับแนนซี่มีบุตรธิดา 7 คน สามคนในจำนวนนี้เสียชีวิตตั้งแต่เป็นทารก ในตอนที่โทมัสถือกำเนิดขึ้นมา พี่ชายพี่สาวของเขาล้วนเติบใหญ่เป็นวัยรุ่นกันหมดแล้ว
ในปี 1854 โทมัสอายุได้ 7 ขวบ ครอบครัวเอดิสันย้ายไปพอร์ตฮิวรอนเมืองใหญ่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐมิชิแกน ปลลายติ่งของตอนใต้ทะเลสาบฮิวรอน ธุรกิจค้าไม้ของบิดาล้มเหลว ครอบครัวของเอดิสันยากจนข้นแค้น ทอมัสล้มป่วยเป็นไข้ดำแดง ซึ่งส่งผลให้เขาเป็นคนหูตึง ในปีต่อมา โทมัสเข้าโรงเรียน…ซึ่งเป็นปีเดียวของการศึกษาอย่างเป็นทางการในชีวิต! โทมัสเป็นด็กซุกซนอยากรู้อยากเห็นเป็นที่สุด และนิยมเล่นตลกกลั่นแกล้งผู้อื่น เมื่อบวกกับอาการหูตึงก็ถูกไล่ออกจากโรงเรียนหลังจากเข้าได้เพียง 3 เดือน ครูผู้สอนให้ความเห็นว่า "โทมัสเป็นเด็กปัญญาอ่อน" แนนซี่ผู้เป็นมารดารับลูกน้อยกลับบ้าน ในยุคนั้นไม่มีใครคิดเลยว่า โทมัส เอดิสัน จะกลายเป็นมหาเศรษฐีใน 22 ปีต่อมา
แนนซี่สอนบุตรชายด้วยตนเอง เอดิสันต้องอ่านหนังสือปรัชชาและวิทยาศาสตร์ หนึ่งในจำนวนนั้นคือ พรินซีเปีย หนังสือคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ระดับสุดยอดที่โลกเคนรู้จัก ผลลัพธ์ก็คือ เอดิสันใคร่รู้เรื่งราวทางวิทยาศาสตร์เพิ่มอีกหลายเท่า แต่ก็เกลียดคณิตศาสตร์เข้ากะดูกดำ ทุกลมหายใจเข้าออกของเขาจดจ่ออยู่กับการทดลองทางเคมีและฟิสิกส์เท่านั้น เอดิสันสร้างห้องปฏิบัติการในชั้นใต้ดิน ขอขวดเปล่าสารเคมีจากร้านชำประจำหมู่บ้าน เมื่อใดที่พบเห็นเรื่องการทดลองในตำราวิทยาศาสตร์จะลงมือทำการทดลองทันที ในปี 1859 การรถไฟแกรนด์ทรังก์เปิดสายการรถไฟจากพอร์ตฮิวรอนไปยังดีทรอยต์ รางรถไฟสายใหม่และเสาโทรเลขแตกกิ่งก้านสาขาเลื้อยลัดเลาะไปทุกหัวเมือง เอดิสันเป็นเด็กขายหนังสือพิมพ์บนรถไฟ เขาขยายเครือข่ายธุรกิจให้กว้างยิ่งขึ้น โดยการขายขนมหวานและผักผลไม้ตามฤดูกาล และยังว่าจ้างเด็กตามหัวเมืองตามรายทางไว้เป็นลูกจ้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นนำมาซื้อหนังสือวิทยาศาสตร์อ่านจนจุใจ นักวิทยาศาสตร์ใช้ตู้รถไฟว่างเป็นห้องปฏิบัติการ ถัดจากนั้นก็เพิ่มแท่นพิมพ์เข้าไป เอดิสันออกหนังสือพิมพ์ เดอะ แกรนด์ทรังก์เฮรัลด์ซึ่งเขาเป็นผู้เขียนข่าวเองทั้งหมด
สงครามกลางเมืองในสหรัฐระเบิดขึ้นในปี 1861 ในปีถัดมา นักโทรเลขประจำพอร์ตฮิวรอนต้องไปรบ เอดิสันเข้าสวมตำแหน่งทันที ทำหน้าที่รับส่งโทรเลข เขาใช้ห้องใต้ดินสถานีเป็นห้องปฏิบัติการ ในปี 1864 เขาย้ายไปรับตำแหน่งนักโทรเลขในแคนนาดา จุดนี้เป็นการเบิกยุคอาชีพใหม่ตลอดระยะเวลา 6 ปี ในฐานะ "นักโทรเลขพเนจร" ซึ่งเป็นที่เรียกขานนักโทรเลขปืนไว ตระเวนรับจ้างผู้ที่ให้ค่าตัวสูงสุด เอดิสันเดินทางท่องไปทั่วสหรัฐและแคนนาดา แต่เลือกเฉพาะงานผลัดกลางคืนเท่านั้น แพราะช่วงกลางวันเป็นเวลาแสนสุขที่ใช้ไปกับการอ่านตำราวิทยาศาสตร์และการทดลอง บ่อยครั้งที่เอดิสันจะถูกเชิญออกจากงาน เนื่องจากเสนอความคิดแปลกพิสดาร หรือประดิษฐ์กลอุปกรณ์แปลกๆ มาใช้งาน
ในปี 1868 เอดิสันรับงานโทรเลขในบริษัทเวสเทิร์นยูเนียนในนครบอสตัน เขาสร้างชื่อเสียงเป็นที่เลืองลื่อเมื่อสามารถรับโทรเลขครบถ้อยกระบวนความจาก "นักโทรเลขนิ้วไวที่สุดจากนิวยอร์ค" แต่หัวหน้างานมีข้อตำหนิว่า ลายมือของเขาเล็กเกินไปจนอ่านไม่ออก เอดิสันขยายลายมือใหญ่ขึ้น 2 ตัวเต็มหน้ากระดาษ เอดิสันถูกเชิญออกจากงานอีกครั้ง เมื่ออายุ 21 ปี เอดิสันอ่านหนังสือชื่อ การค้นคว้าเชิงการทดลองเรื่องไฟฟ้า ของ ไมเคิล ฟาราเดย์ นักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงในอังกฤษ ซึ่งก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้อ่านตำราเอง และชอบทำการทดลองเหมือนเอดิสัน หนังสือเล่มนี้เป็นแรงบัลดาลใจให้เอดิสันจดบันทึก กำหนดขั้นตอนการทดลองด้วยความระมัดระวัง และจดบันทึกผลการทดลองไว้อย่างละเอียด เอดิสันมักจะเดินทางไปรับฟังการสัมนาเชิงปฏิบัติการในบอสตันเพื่อรับฟังแนวคิด ที่ต้องการขยายศักยภาพของการนำไฟฟ้ามาใช้งาน ในยุคนั้นแม้จะมีแบตเตอร์รี่และไดนาโมแล้ว แต่ก็ใช้ป้อนพลังงานไฟฟ้าให้เครื่องรับส่งโทรเลขเพียงอย่างเดียว ในปี 1868 เอดิสันยื่นคำร้องขอสิทธิบัติครั้งแรกในชีวิต สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้คือ เครื่องนับคะแนนอัตโนมัติ สำหรับการลงคะแนนเสียงในสภา ผลงานสุดแสนจะเข้าท่าไม่ได้รับความสนใจมากนัก เพราะข้ารัฐกลัวเกินกว่าจะลองสิ่งประดิษชิ้นใหม่ เอดิสันได้บทเรียนราคาแพงที่เขาไม่เคยลืมเลยนั่นคือ อย่าประดิษฐ์สิ่งของที่ผู้คนไม่ต้องการ
เอดิสันเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองโปรดปราณการทำงานกับไฟฟ้าและเครื่องจักรกล เขาอยากประดิษฐ์และประบปรุงคุณภาพของกลอุปกรณ์ให้ดียิ่งขึ้น เขาลาออกจากเวเทิร์นยูเนียน ไปสมัครงานโรงงาน ชาร์ลส วิลเลี่ยมผู้ผลิตและรับส่งโทรเลข ในโรงงานแห่งนี้เขาประดิษฐ์กลอุปกรณ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดคือ เครื่องพิมพ์โทรเลข ในธุรกิจการเงิน ผู้คนจะซื้อหุ้นและหลักทรัพย์ของบริษัทต่างๆ ซึ่งก็ไม่ต่างจากการมอบเงินจำนวนนั้นให้บริษัทยืมไปดำเนินธุรกิจ ถ้าบริษัทได้กำไรผู้คนที่ถือกรรมสิทธิ์ในหุ้นและหลักทรัพย์นั้น ก็จะได้เงินปันผลกำไรตอบแทน ถ้ามูลค่าของหู้นและหลักทรัพย์เพิ่มสูงขึ้น ก็สามารถขายเอากำไรได้ทันที ธุรกิจเช่นนี้วันหนึ่งมีเงินเปลี่ยนมือกันวันละหลายล้านเหรียญ เพราะฉนั้นนักธุรกิจจึงจำเป็นต้องทราบข่าวสารข้อมูลในการดำเนินการเร็วด่วนว่า ราคาหุ้นและหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปในทางใดผู้ใดทราบข่าวก่อนก็ได้เปรียบกว่าผู้อื่น ในยุคปัจจุบัน นักลงทุนได้ทราบข่าวสารเปลี่ยนแปลงใหม่ทันทีจากการกดดูในคอมพิวเตอร์ (รายงานข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์) แต่ในยุคของเอดิสันหนทางที่จะเร็วที่สุดจะให้เด็กเดินสารถือข่าวจากอาคารหนังหนึ่งไปยังอาคารอีกหลัง เครื่องพิมพ์โทรเลขของเอดิสันปรับปรุงเครื่องรับส่งโทรเลขที่มีใช้อยู่แล้ว แทนที่จะต้องมีคนรับข่าวและเขียนออกมา เครื่องพิมพ์จะพิมพ์ลงบนกระดาษแถบยาวโดยอัตโนมัติ ผลงานนี้มิใช่สิ่งประดิษฐ์ใหม่ หากแต่เป็นการปรับปรุงกลอุปกรณืที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น ประกอบธุรกิจระยะแรกเริ่ม
เอดิสันเดินทางจากบอสตันมุ่งหน้ามาทางมหานครนิวยอร์ค รับตำแหน่งพนักงานขายทองคำในย่านถนนบรอด…ศูนย์กลางธุรกิจในยุคนั้นเาศึกษาหนทางการปรับปรุงเครื่องรายงานหุ้นและราคาทองคำทองคำไปยังสำนักงานต่างๆทุกมุมเมือง นักธุรกิจรายใดที่ได้ข้อมูลล่าสุดจะได้กำไรมหาศาลจากการสั่งขายหรือซื้อหุ้นและทองคำก่อนคู่แข่ง เอดิสันปลี่ยนงานอีกครั้ง คราวนี้ไปเปิดร้านวิศวกรไฟฟ้าร่วมกับ แฟลงคลิน โป๊ป โดยลงโฆษณาว่า "รับประดิษฐ์กลอุปกรณ์ไฟฟ้าและแก้ปัญหาเฉพะทาง" ผลงานชิ้นแรกของบริษัททำเงินให้เอดิสันถึง 5,000 เหรียญ เมื่อขายเครื่องพิมพ์โทรเลขรายงานหุ้นให้เวสเทิร์นยูเนียน ในระยะต่อมาเวสเทิร์จ่ายเพิ่มเติมให้อีก 40,000 เหรียญ เพื่อซื้อเครื่องพิมพ์โทรเลขรุ่นปรับปรุงใหม่ในปี 1870 เนื่องจากเครื่องนี้สามารถแก้ไขการขัดข้องติดขัด โดยส่งสัญญาณไฟฟ้าไปกับสายโทรเลข "การแก้ไขติดขัด" จากเครื่องส่งต้นทาง! เมื่อมีรายได้มาพอ เอดิสันตัดสินใจเปิดโรงงาน เพื่อคิดค้นแบะประดิษฐ์กลอุปกรณ์ใหม่
เมื่อลุถึงปี 1871 เอดิสันเปิดสำนักงานและโรงงานบนถนนวอร์ด เพื่อสร้างเครื่องพิมพ์โทรเลขและกลอุปกรณ์นานาชนิด รวมทั้งวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ เขาจ้างคนงานสองผลัด และเปิดโรงงานย่อยในละแวกใกล้เคียง เอดิสันงานหนักอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นหัวหน้าควบคุมโครงการทุกโครงการด้วยตนเอง แทบไม่หลับตานอนพักผ่อน เขาคาดหวังว่าลูกน้องทุกคนจะขยันในระดับเดีนวหับเขา ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกที่คนงานส่วนใหญ่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เอดิสันเปล่งพลังความกระตือรือล้นออกจากตัวไปยังคนรอบข้าง ครุ่นคิดประดิษฐ์กลอุปกรณ์ใหม่ๆ ออกมาอย่างไม่ขาดสาย แม้เป็นอดนักคิดฉลาดปราดเปรื่องในเชิงประดิษฐ์ แต่ทว่าเอดิสันก็เป็นนักธุรกิจยอดแย่ไร้ฝีมือ เขาเปิดบัญชีธนาคารไว้เพียง 40,000 เหรียญ มีใบทวงหนี้และใบเรียกเก็บเงินฟ่อนโตตอกตรึงข้างฝาด้วยตะปู 2 ดอก !
ในวันคริสต์มาสของปี 1871 เอดิสันแต่งงานกับแมรี สติลเวลล์ สาวรุ่นวัย 16 ปี คนงานในโรงงานของเขา ในปีต่อมา แมเรียน บุตรคนแรกของเอดิสันลืมตามาดูโลก เอดิสันตั้งชื่อเล่นให้ลูกสาวสุดที่รักว่า "ด็อต" และในปี 1876 เอดิสันได้โทมัส(ชื่อเดียวกับตัวเขาเอง) บุตรชายอีกคน คราวนี้เขาตั้งชื่อให้ว่า "แดช" ทั้งด็อตและแดชก็คือจุดและขีดใรรหัสมอร์สนั่นเอง ในปี 1878 เอดิสันได้ลูกชายอีกคนชื่อ วิลเลี่ยม
เมื่อได้รับเงินค่าจ้างอี 40,000 เหรียญจากบริษัทโทรเลขอัตโนมัติ เอดิสันและทีมงานเริ่มทำงานหนักอีกครั้ง ใช้เวลาค้นคว้าและประดิษฐ์อยู่นาน 2 ปี จนได้เครื่องรับส่งโทรเลขความเร็วสูง ส่งข้อมูลอย่างไม่มีที่ติ 200 คำต่อนาที ซึ่งเร็วกว่านักโทรเลขฝีมือดีถึง 6 เท่าตัว เอดิสันเดินทางไปยังประเทศอังกฤษ เพื่อเสนอขายเครื่องรับส่งโทรเลขระบบใหม่ให้กรมไปรษณีย์ – โทรเลข ในระหว่างที่อยู่ที่นั่น เขามีความคิดจะส่งขข้อความข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจากอังกฤษมายังสหรัฐฯ แต่หลังจากทดสอบก็ปรากฎว่าแนวคิดของเขายังไม่มีผลในทางปฏิบัติ
ในปี 1876 นักประดิษฐ์ร่วมสมัยผู้หนึ่งยื่นจดสิทธิบัตรกลอุปกรณ์ ซึ่งจะเปลี่ยนเสียงมนุษย์ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า แล้วส่งไปตามสาย แทนที่จะเป็นจุดและขีดในรหัสมอร์สเหมือนเช่นเครื่องรับโทรเลข กลอุปกรณ์ชิ้นใหม่ก็คือ โทรศัพท์นั่นเอง นักประดิษฐ์ผู้นี้มีชื่อว่า อะเล็กแซนเดอร์ แกรห์ม เบลล์ บริษัทคู่แข่งเล็งเห็นความสำคัญของกลอุปกรณ์ชิ้นนี้ เวสเทิร์ยูเนียน ว่าจ้างเอดิสันให้พัฒนาและค้นคว้าโทรศัพท์ออกมาแข่งขัน เอดิสันออกแบบโทรศัพท์เสียใหม่ ใช้แผ่นอัดผงคาร์บอนในกระบอกพูด คลื่นเสียงจะทำให้ผลคาร์บอนสั่นสะเทือน ไฟฟ้าที่ไหลผ่านผงคาร์บอนจะแปรไปตามคลื่นเสียงการทดสอบใช้งานระหว่างนิวยอร์คและฟิลาเดลเฟียประสบความำเร็จอย่างดียิ่ง เอดิสันนำเอาโทรศัพท์แบบใหม่ไปยื่นจดสิทธิบัตรในปี 1877 แต่ทางการก็ใช้เวลาพิจารณาสิทธิบัติของเขาเนิ่นนานก่อนจะมอบสิทธิบัตรใหนในปี 1892 ซึ่งก็สายเกินไป โทรศัพท์ของเบลล์ครองตลาด แพร่หลายไปเรียบร้อยแล้ว
ในปี 1876 เอดิสันย้ายมายังที่มั่นใหม่ที่เมนโล พาร์ก หมู่บ้านเล็กๆห่างจากมหานครนิวยอร์ค 38 กิโลเมตร เขาซื้อบ้านสร้างห้องปฏิบัตการขนาดใหญ่และโรงงาน รวมทั้งโรงช่างไม้และโรงกลึ่งเพื่อผลิตชิ้นส่วน(ในระยะหลังเพิ่มเติมห้องสมุดเข้าไป) เอดิสันคัดเลือกยอดฝีมือมาทำงานเพียง 20 คน ทีมงานนี้จะทำงานไม่รู้เหนื่อยทั้งวันทั้งคืน จะกินก็ต่อเมื่อหิวและจะปิดตาหลับก็ต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น ทุกคนคึกคักกระตือรือร้น กระหายที่จะสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เอดิสันมักจะฟุบหลับคาโต๊ะทำงานเสมอ เมนโล พาร์ก ได้ชื่อว่าเป็น "โรงงานนักประดิษฐ์" เพราะจะไม่มีการรับจ้างผลิตเครื่องจักรทีละมากๆให้บริษัทยักใหญ่เหมือนโรงงานที่ถนนวอร์ดอีกต่อไปแล้ว เอดิสันปล่อยภาระการผลิตให้อยู่ในมือของบุคคลที่เขาเรียกขานว่า"พ่อขุนขี้ขโมย" ซึ่งเป็นคนที่กดราคารับซื้อสิทธิบัตรจากนักประดิษฐ์ด้วยราคาอันน้อยนิด แล้วนำไปผลิตได้กำไรหลายล้านเหรียญ ทีมงานของ "โรงงานนักประดิษฐ์" จะค้นคว้าและวิจัยผลิตเครื่องจักรและกลอุปกรณ์ ซึ่งจะแก้ปัญหาเฉพาะเจาะจง สมองปราดเปรื่องจองเอดิสันเค้นคิดไม่หยุดยั้ง ปล่อยแนวคิดพิสดารไหลหลั่งพรั่งพรูเป็นสาย เขาจดบันทึกและวาดภาพประกอบทันทีที่นึกขึ้นมาได้ มีอยู่คราวหนึ่งที่เอดิสันทำงานควบ 40 โครงการในครั้งเดียวกัน ตลอดชีวิตของการทำงานหนัก เอดิสันเขียนสมุดจดบันทึกสิ่งประดิษฐ์ใหม่ไว้ถึง 3,400 เล่ม
ในปี 1877 ในระหว่าที่เอดิสันค้นคว้าระบบโทรศัพท์ เขาสังเกตเห็นการสั่นสะเทือนของแผ่น ไดอะเฟรม แผ่นโลหะบางเฉียบขณะสั่นกระเพิ่มขึ้นลงเมื่อ คลื่นเสียงตกกระทบ เขาทำการทดลองทันที พยายามบันทึกคลื่นการสั่นสะเทือนโดยการต่อเชื่อมปลายปากกาให้กดลงบนกระดาษ เมื่อต่อชิ้นส่วนเรียบร้อยแล้ว เขากรอกเสียง "ฮัลโหล" ลงไปในกระบอกพูด คลื่นสั่นสะเทือนกดรอยปากกาทิ้งร่องรอยไง้บนแผ่นกระดาษ เมื่อดึงแผ่นกระดาษย้อนทางปลายปากกาสั้นสะเทือนทำให้ไดอะเฟรมกระเพื่อมจนเกิดคลื่นเสียงในอากาศ
เอดิสันไม่อยากจะคิดว่า หูเขาแว่วไป เพราะเขาได้ยินเสียง"ฮัลโหล"ดังซ้ำอีกครั้ง เอดิสันได้ข่าวว่า มีนักประดิษฐ์ผู้อื่นกำลังทำการทดลองเรื่องนี้ เขาเร่งรีบทำงานโดยด่วน ออกแบบหีบเสียงที่มีท่อทรงกระบอกหุ้มด้วยแผ่นโลหะบาง(แทนที่แผ่นกระดาษ)สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้สำเร็จลงโดยฝีมือจอห์น ครูซี่ ในเดือนธันวาคม ปี 1877 หีบเสียงเครื่องแรกของโลกทำงานได้เป็นอย่างดี เอดิสันบันทึกเสียงลงในสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่ โดยการเอื้อนเพลงกล่อมเด็ก"แมรี่มีลูกแกะตัวเล็ก"
Next        

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

    

กลับหน้าสารบัญประวัตินักวิทยาศาสตร์

 

กลับสู่หน้าแรกของโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ประวัตินักวิทยาศาสตร์