ชื่อนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการ
Samuel  Morse Telegraph Receiver
The key used in Washington on May 24, 1844
แซมมวล มอร์ส : Samuel Morse
 

เกิด        วันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1791 ที่รัฐแมสซาชูเซส (Massachusette) ประเทศสหรัฐอเมริกา
             (United State of America)
เสียชีวิต วันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 1872 ที่กรุงนิวยอร์ค (New York) ประเทศสหรัฐอเมริกา (United State of America)
ผลงาน
  - คิดค้นรหัสมอร์ส ซึ่งใช้แทนตัวหนังสือในการส่งโทรเลข
             - คิดค้นประดิษฐ์เครื่องส่งโทรเลข


         มอร์สนักวิทยาศาสตร์ผู้ประดิษฐ์เครื่องโทรเลข ซึ่งมีคุณประโยชน์อย่างมหาศาลในการสื่อสารที่รวดเร็ว ซึ่งต่อมาโทรเลขถือว่า
เป็นส่วนสำคัญในชีวิตของมนุษย์เลยทีเดียว
         
         มอร์สมีชื่อเต็มว่า แซมมวล ฟินเลย์ บรีส มอร์ส (Samuel Finley Breeze Morse) เกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1791
รัฐแมศซาชูเซส ประเทศสหรัฐอเมริกา บิดาของเขาชื่อว่า เจดิเดียทมอร์ส มีอาชีพเป็นนักบวช และนักเขียน มอร์สเข้ารับการศึกษา
ขั้นต้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งมีเจ้าของเป็นหญิงชรานามว่า มาดามแรนท์ ซึ่งเป็นคนเจ้าระเบียบ และชอบลงโทษเด็ก ๆ ด้วยการใช้
ปิ่นปักผมจิ้มตามตัว ซึ่งมอร์สก็เป็นผู้หนึ่งที่เคยถูกลงโทษ หลังจากจบการศึกษาขั้นต้นแล้วมอร์สได้เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเยล
(Yale University) ในวิชาศิลปะ ซึ่งเป็นวิชาที่เขาชอบมากอีกทั้งเขายังมีพรสวรรค์ในเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก นอกจากวิชาศิลปะแล้ว
มอร์สได้มีโอกาสเข้าฟังบรรยายเกี่ยวกับวิชาไฟฟ้า เคมี และฟิสิกส์ อย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ไม่ทำให้มอร์สมีความชำนาญด้านนี้มากนัก
ด้วยมอร์สมีความสนใจด้านศิลปะมากกว่า อีกทั้งทางครอบครัวก็ให้การสนับสนุนด้านนี้ด้วย ดังนั้นเมื่อมอร์สจบการศึกษาจาก
มหาวิทยาลัยเยลในปี ค.ศ. 1810 เขาได้เดินทางไปยังประเทศอังกฤษเพื่อศึกษาต่อทางด้านศิลปะ ในระหว่างที่มอร์สได้ศึกษาอยู่ที่
ประเทศอังกฤษเขาได้รับอุปการะจากเบนจามิน เวสต์ จิตรกรชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียง อาศัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษแต่ถึงอย่างนั้นมอร์ส
ก็ได้รับความลำบากเพราะค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นมอร์สจึงต้องทำงานให้กับทางสถาบันราชศิลป์อีกทางหนึ่ง เพื่อแลกกับค่าใช้จ่ายใน
สถาบัน งานที่มอร์สต้องทำก็คือการสเกตช์ภาพอนุสาวรีย์แห่งหนึ่งด้วยชอล์กขาวและดำ

         นอกจากนี้แล้วเขายังได้วาดภาพเพื่อขายสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว ต่อมามอร์สได้ปั้นรูปเฮอร์คิวลิสด้วยดินเหนียวส่งเข้า
ประกวด ตามคำแนะนำของศาสตราจารย์ท่านหนึ่งในสถาบันราชศิลป์ ซึ่งมอร์สได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทองของสมาคมศิลป์
อเดลฟี มอร์สยังคมทำงานด้านศิลปะต่อไป ในปี ค.ศ. 1813 ภาพเขียนสีน้ำมันชื่อว่า การตายของเฮอร์คิวลิส (The Dead of
Hercules) ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 9 ภาพ ของงานนิทรรศการแสดงภาพของสถาบันราชศิลป์ ปัจจุบันภาพนี้ได้แสดงอยู่ใน
พิพิธภัณฑ์ศิลปะของมหาวิทยาลัยเยล และในปี ค.ศ. 1815 ภาพเขียนสีน้ำมันของเขาได้ร่วมในงานนี้อีกครั้งหนึ่ง ภาพนี้มีชื่อว่า
การตัดสินใจของจูปีเตอร์ (The Decide of Jupiter) หลังจากประสบความสำเร็จทางด้านศิลปะในประเทศอังกฤษ มอร์สจึง
ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศสหรัสอเมริกาในปี ค.ศ. 1815

         เมื่อกลับมาถึงประเทศสหรัฐอเมริกาเขาได้เปิดร้านจำหน่ายภาพเขียน (Gallery) แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก
จากนั้นเขาจึงรับวาดภาพเหมือน ซึ่งทำให้เขามีชื่อเสียงมากขึ้นเพราะเขาได้วาดภาพเหมือนของบุคคลสำคัญหลายคนแต่ก็ไม่ทำ
ให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้น

        ต่อมาในปี ค.ศ. 1818 มอร์สแต่งงานกับลูกเครียเทีย พิคเคอร์ริ่ง วอคเกอร์ หลังจากแต่งงานแล้วมอร์สจำเป็นต้องหารายได้
จากงานอื่น เพราะรายได้จากงานวาดภาพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว และเพราะเหตุนี้เขาและภรรยา
ต้องแยกกันอยู่ชั่วคราว โดยมอร์สได้เดินทางไปทำงานที่เมืองนิวยอร์ค และได้เข้าทำงานในตำแหน่งนักเขียน และผู้บรรยายวิชา
ศิลปะในเมืองนิวยอร์ค ในระหว่างที่ทั้งสองต้องแยกกันอยู่นี้เอง ต่อมาในปี ค.ศ. 1825 ภรรยาของมอร์สเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ
วาย แต่การโทรคมนาคมในสมัยนั้นยังล้าช้า ทำให้กว่าจะทราบข่าวก็ล่วงเลยไปหลายวันแล้ว มอร์สรู้สึกเสียใจมาก และตั้งใจว่า จะหาวิธีส่งข่าวสารให้ได้รวดเร็วกว่านี้ให้ได้สักวันหนึ่ง

        หลังจากที่ภรรยาของเขาเสียชีวิตก็ทำให้มอร์สเศร้าโศกเป็นอย่างมาก ดังนั้นในปี ค.ศ. 1829 จึงตัดสินใจเดินทางไปยัง
ประเทศอิตาลี และเดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1832 ระหว่างเดินทางกลับจากทวีปยุโรป มอร์ส
ได้มีโอกาสรู้จักกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องแม่เหล็กไฟฟ้าหลายท่าน โดยเฉพาะชาร์ล เอฟ. แจ็คสัน (Charles F. Jaxkson) นักเคมี
ชาวอเมริกัน ได้เป็นผู้ที่คอยตอบปัญหาเกี่ยวกับไฟฟ้าให้กับผู้สนใจเสมอ ซึ่งมอร์สก็เป็นผู้หนึ่งที่ใช้ความสนใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
และเป็นผู้หนึ่งที่นั่งฟังคำบรรยายเกี่ยวกับไฟฟ้าเสมอ นอกจากนี้แจ็คสันยังทำการทดลองอย่างง่ายเกี่ยวกับไฟฟ้าให้กับผู้โดยสาร
บนเรือได้ชม โดยการใช้แท่งเหล็กพันด้วยลวดทองแดง จากนั้นก็ปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ลวดทองแดง ปรากฏว่าแท่งเหล็กนั้น
กลายเป็นแม่เหล็กชั่วคราว โดยดูดตะปูเหล็กขึ้นมาได้ แต่เมื่อหยุดปล่อยกระแสไฟฟ้าแท่งเหล็กก็จะกลายเป็นแท่งเหล็กธรรมดา
และตะปูก็หลุดร่วมลงบนพื้น นอกจากนี้ามอร์สได้เข้าร่วมฟังการสนทนาระหว่างนักวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับการนำกระแสไฟฟ้า
มาใช้ในการส่งข่าวสารในระยะไหล ดังนั้นมอร์สจึงใช้เวลาที่อยู่บนเรือร่างต้นแบบเครื่องส่งโทรเลขขึ้น

         เมื่อมอร์สเดินทางมาถึงกรุงนิวยอร์คเขาเหลือเงินไม่มากนักจึงต้องรับจ้างเป็นครูสอนศิลปะตามบ้านและเวลาว่างส่วนที่เหลือ
เขาได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเครื่องโทรเลข ต่อมาในปี ค.ศ. 1835 มอร์สได้เข้าทำงานมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค (New York
University) ในตำแหน่งศาสตราจารย์ทางศิลปะ การทำงานในมหาวิทยาลัยแห่งนี้มอร์สไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน แต่ได้รับ
สิทธิพิเศษในการเรียนวิชาใดก็ได้ในมหาวิทยาลัยแทน มอร์สเลือกเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ซึ่งเข้ามีความรู้พื้นฐานมาบ้างแล้ว

        แม้ว่ามอร์สจะมีเวลาน้อยลง แต่ะเขาก็คงพยายามประดิษฐ์เครื่องส่งโทรเลขต่อไปมอร์สต้องประสบปัญหาหลายประการ
ทั้งเงินทองและเวลา มอร์สใช้เวลาเฉพาะช่วงกลางคืนเท่านั้นในการทำงาน เนื่องจากกลางวันเขาต้องทำงานในมหาวิทยาลัย
อีกทั้งมอร์สไม่มีเงินเพียงพอที่จะใช้ซื้ออุปกรณ์ทีละมาก ๆ ทำให้ต้องซื้อลวดทองแดงได้ทีละน้อย ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญ
ในการสร้างโทรเลข แต่ในที่สุดมาร์สก็สามารถสร้างเครื่องส่งโทรเลขได้เป็นผลสำเร็จในปี ค.ศ. 1837 ซึ่งเขาใช้ระยะเวลาถึง 5 ปี
แต่การส่งโทรเลขนั้นไม่สามารถส่งเป็นตัวหนังสือได้ดังนั้นมอร์สจึงคิดเป็นรหัสเพื่อให้แทนตัวหนังสือ โดยสร้างสวิตช์ไฟอย่างง่าย
ขึ้น ทำจากสปริงทองเหลือง ส่วนปลายมีปุ่มสำหรับกดซึ่งติดอยู่กับสปริงและแม่เหล็กไฟฟ้าอันเล็ก ๆ เรียกว่า "อาร์เมเจอร์"
และเมื่อกดปุ่มก็ทำให้กระแสไฟฟ้าเดิน ถ้ายกมือออกจากปุ่มกระแสไฟฟ้าก็จะตัดสวิตช์ชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า "สะพานไฟของมอร์ส"
ซึ่งมีประโยชน์ในสำหรับส่งกระแสไฟฟ้าออกมาในช่วงสั้น ช่วงยาว ซึ่งทำให้เกิดรหัสในการส่งสัญญาณโทรเลข เรียกว่า
"รหัสมอร์ส" คือ กดสั้น เป็นจุด ( . ) และกดยาวเป็นขีด ( _ ) ได้แก่

        มอร์สได้แสดงการส่งโทรเลขครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1873 ภายในห้องประชุมของทางมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค
โดยมีระยะทางในการส่งครั้งแรกเพียง 1,700 ฟุต แต่ถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะมีผู้คนเข้าชมอย่างมาก อีกทั้งการแสดง
ครั้งนี้ทำให้มอร์สได้รับการสนุบสนุนเงินทุนในการพัฒนางานโทรเลขให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากอัลเฟรด เวลล์ บุตรชายเจ้า
ของกิจการจำหน่ายเหล็กและทองเหลืองที่รัฐนิวเจอร์ซี มอร์สได้ปรับปรุงเครื่องโทรเลขให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เขาได้นำผลงาน
ชิ้นนี้เดินทางไปยังกรุงนิวยอร์ค ในปี ค.ศ. 1838 เพื่อเสนอผลงานของเขาต่อสภาคองเกรส ซึ่งครั้งนี้มอร์สสามารถส่งโทรเลขได้
เป็นระยะทางถึง 10 ไมล์แต่ถึงอย่างนั้น สภาคองเกรสก็ไม่ได้สนับสนุนเรื่องเงินทุนแก่เขา

         มอร์สได้พยายามขออนุมัติเงินทุกจากสภาคองเกรสอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1843 ซึ่งครั้งนี้ทางสภาคองเกรสได้อนุมัติเงิน
ให้เขาจำนวน 30,000 ดอลลาร์ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการวางสายโทรเลขจากกรุงวอชิงตันไปยังบัลติมอร์ รวมระยะทาง 38 ไมล์
ซึ่งการวางสายโทรเลขได้สำเร็จลงในปี ค.ศ. 1884 เมื่อวางสายโทรเลขเสร็จเรียบร้อย จึงมีการทดลองส่งโทรเลขเป็นครั้งแรก
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1844 ใจความว่า "พระเจ้าทำงานอะไร" ส่วนปลายทางที่บัลติมอร์ตอบกลับมาว่า "เขียนที่สุด
ปลายทาง" ถือว่าการส่งโทรเลขครั้งแรกประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี หลังจากนั้นกิจการโทรเลขก็ได้รับความนิยมอย่างมาก
ในสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งต่อมาก็ได้เผยแพร่เข้ามาในประเทศไทยด้วย จากผลงานประดิษฐ์เครื่องโทรเลขทำให้มอร์สเป็นผู้ที่มี
ชื่อเสียงโด่งดังเขาได้เปิดบริษัทร่วมกับเวลล์ผู้ซึ่งเคยให้การสนับสนุนเขามาก่อน มอร์สยังได้รับรางวัลจากกลุ่มประเทศยุโรปเป็นเงิน
ถึง 40,000 ฟรังก์ นอกจากนี้เขายังได้รับเชิญจากสมาคมวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ใช้เข้าร่วมเป็นสมาชิกอีกด้วย

         มอร์สเสียชีวิตวันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 1872 ที่กรุงนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วย โรคปอดบวม ก่อนหน้าที่เขาจะเสีย
ชีวิต 1 ปี สมาคมโทรเลขแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สร้างอนุเสาวรีย์เป็นเกียรติแก่เขาที่สวนสาธารณะในเมืองนิวยอร์ค

This site is copyright @ 2004 สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

75/7 ถ.พระรามหก แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพ 10400 โทร 0 2201 7256 แฟกซ์ 0 2354 3792
Email : info@dss.go.th

ปรับปรุง : 21-Sep-2004 1:53 PM

ของ สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศ ว&ท  http://siweb.dss.go.th  ฟิสิกส์ราชมงคล ขอขอบคุณครับ

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต  

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

    

กลับหน้าสารบัญประวัตินักวิทยาศาสตร์

 

กลับสู่หน้าแรกของโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ประวัตินักวิทยาศาสตร์