
แหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้า
จากการศึกษาในวิชาไฟฟ้าสถิต เราจะเห็นได้ว่าประจุไฟฟ้าจะเคลื่อนที่เป็นกระแสไฟฟ้าก็ต่อเมื่อมีความต่างศักย์ไฟฟ้าเกิดขึ้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้าในระยะเริ่มแรก จึงใช้หลักในการสร้างความต่างศักย์ไฟฟ้าขึ้นจากปฏิกิริยาเคมี ต่อมาใช้หลักการสร้างความต่างศักย์ไฟฟ้าจากสนามแม่เหล็กและพลังงานรูปอื่น เช่น พลังงานแสงได้ ดังจะได้กล่าวโดยสรุปตามหัวข้อย่อยต่อไปนี้
1. เซลล์อย่างง่าย จัดว่าเป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้าอย่างแรกที่มนุษย์สร้างขึ้นเรียกว่า โวลตาอิค (Voltaic) หรือ กัลวานิค (Galvanic) เซลล์ตามชื่อนักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างขึ้น หลักการของเซลล์อย่างง่ายคือ การเปลี่ยนพลังงานเคมีให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ลักษณะประกอบด้วยภาชนะใส่กรดกำมะถัน (H2SO4) ไว้แล้วมีแท่งโลหะทองแดง (Cu) เป็นขั้วไฟฟ้าบวก มีแท่งสังกะสี (Zn) เป็นขั้วไฟฟ้าลบ ปฏิกิริยาเกิดจากกรดกำมะถันทำปฏิกิริยากับสังกะสี โดยกรดกำมะถันแตกตัวออกตามสมการ

ไฮโดรเจนอิออนที่เกิดขึ้นจะวิ่งไปยังแท่งทองแดงรับอิเล็กตรอนจากทองแดง
ทำให้เป็นกลางและเป็นก๊าซ
เป็นฟองปุดออกมาที่ขั้วบวกทำให้ทองแดงเสียอิเล็กตรอนไป
จึงมีศักย์ไฟฟ้าเป็นบวก
ส่วนอนุมูลซัลเฟต
จะวิ่งไปยังแท่งสังกะสีทำปฏิกิริยา
![]()
ทำให้แท่งสังกะสีมีอิเล็กตรอนมากกว่าปกติ จึงมีศักย์ไฟฟ้าเป็นลบ เมื่อต่อลวดตัวนำระหว่างขั้วทองแดงกับขั้วสังกะสี ซึ่งมีศักย์ไฟฟ้าต่างกันดังกล่าวแล้ว ก็จะทำให้มีกระแสไฟฟ้าไหลในเส้นลวดนั้น ซึ่งจะเห็นได้จากเครื่องวัดกระแสไฟฟ้าซึ่งเรียกว่า กัลวานอมิเตอร์ (Galvanometer, G) ซึ่งต่อเอาไว้ โดยทั่วไปเซลล์อย่างง่ายจะมีความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างขั้วเซลล์ เมื่อยังไม่ได้ต่อลวดตัวนำประมาณ 2 โวลต์ ความต่างศักย์ดังกล่าวนี้ ถือว่าเป็นอำนาจหรือแรงดันที่ทำให้ประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ได้ ต่อไปจะเรียกว่า แรงเคลื่อนไฟฟ้าของเซลล์ (Electromotive force emf)
เซลล์อย่างง่ายนี้เป็นเซลล์ไฟฟ้าที่สร้างขึ้นในระยะแรกจึงพบปัญหาที่ทำให้เซลล์ไฟฟ้าทำงานไม่ได้เต็มที่ เช่น ความบริสุทธิ์ของแท่งโลหะไม่เพียงพอ ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีแทรกซ้อนขึ้นเรียกว่า โลคอลแอคชั่น1 (Local action) ก๊าซไฮโดรเจนไปจับขั้วทองแดงทำให้ผิวน้อยลงเรียกว่า โปลาไรเซชั่น (Polarizzation) เป็นต้น ในระยะต่อมาจึงได้มีการปรับปรุงเซลล์อย่างง่ายให้ดีขึ้นตามลำดับ โดยการเติมสารบางอย่างลงไป เปลี่ยนสารละลายหรือเปลี่ยนขั้วโลหะ เป็นต้น ซึ่งจะกล่าวต่อไปเฉพาะชนิดที่สำคัญ ๆ และใช้กันมากในปัจจุบันเท่านั้น
หน้าก่อน หน้าถัดไป
ของ ผศ. อดิชาติ บ้วนกียาพันธุ์
|
|
|
| 1. การวัด | 2. เวกเตอร์ |
| 3. การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ | 4. การเคลื่อนที่บนระนาบ |
| 5. กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน | 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน |
| 7. งานและพลังงาน | 8. การดลและโมเมนตัม |
| 9. การหมุน | 10. สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง |
| 11. การเคลื่อนที่แบบคาบ | 12. ความยืดหยุ่น |
| 13. กลศาสตร์ของไหล | 14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน |
| 15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก | 16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร |
| 17. คลื่น | 18.การสั่น และคลื่นเสียง |


ครั้งที่
บทความพิเศษ