4.6 การวัดแรงดันไฟสลับ
     4.7 การวัดกระแสไฟตรง
     4.8 การวัดความต้านทาน
     4.9 ออสซิลโลสโคป
     4.10 เครื่องกำเนิดสัญญาณและความถี่

 

1.  บอกความสำคัญของเครื่อมือวัดไฟฟ้าได้
2.  บอกส่วนประกอบของมัลติมิเตอร์และสเกลหน้าปัดได้
3.  บอกข้อควรระวังในการใฃ้มัลติมิเตอร์ได้
4.  อธิบายวิธีกรวัดแรงดันไฟตรงและแรงดันไฟสลับด้วยมัลติมิเตอร์ได้
5.  อธิบายวิธีการวัดกระแสไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ได้
6.  อธิบายวิธีการวัดความต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์ได้
7.  บอกคุณสมบัตืการใช้งานของออสซิลโลสโคปได้
8.  บอกคุณสมบัติการใช้งานของเครื่องกำเนิดสัญญาณและความถี่ได้

 

4.6  การวัดแรงดันไฟสลับ

เอซีโวลต์มิเตอร คือมิเตอร์วัดแรงดันไฟสลับ (AC VOLTAGE)  หลักการใช้มิเตอร์ชนิดนี้ จะเหมือนกับดีซีโวลต์มิเตอร์ คือในการใช้งานจะต้องนำไปวัดคร่อมขนานกับโหลดที่ต้องการวัดแรงดันนั้น จะมีส่วนที่แตกต่างจากดีซีโวลต์มิเตอร์ คือในการใช้มิเตอร์วัดคร่อมแรงดันหรือแหล่งจ่ายไฟไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงขั้วมิเตอร์ เพราะแรงดันไฟสลับจะมีขั้วสลับไปสลับมาตลอดเวลา
เอซีโวลต์มิเตอร์ มีทั้งหมด 5 ย่าน คือ 0~2.5V, 0~10V, 0~50V, 0~250V และ0~1,000V
มี 4 สเกล คือ 0~2.5,0~10, 0~50, 0~250 อ่านขีดสเกลที่อยู่ใต้กระจกเงา

 

ลำดับขั้นการใช้เอซีโวลต์มิเตอร์

1. ต่อเอซีโวลต์ในขณะวัดค่าแรงดันคร่อมขนานกับโหลด
2. ตั้งย่านใช้งานของมิเตอร์ในย่าน ACV
3. ปรับสวิตช์ตั้งย่านการวัดให้ถูกต้อง หากไม่ทราบค่าที่จะวัดว่าเท่าไร ให้ตั้งย่านวัดที่ตำแหน่งสูงสุด (1,000V) ไว้ก่อน แล้วจึงปรับลดย่านให้ต่ำลงทีละย่าน จนกว่าเข็มมิเตอร์จะชี้ค่าที่อ่านได้ง่ายและถูกต้อง
4. ก่อนต่อมิเตอร์วัดแรงดันไฟสูงๆ ควรจะปิดสวิตช์ไฟ (OFF) ของวงจรที่จะวัดเสียก่อน
5. อย่าจับสายวัดหรือมิเตอร์ขณะวัดแรงดันไฟสูง เมื่อวัดเสร็จเรียบร้อยควรปิด (OFF) สวิตช์ไฟ ของวงจร ที่ทำการวัดเสียก่อนจึงปลดสายวัดของมิเตอร์ออกจากวงจร

 

การอ่านสเกลของเอซีโวลต์มิเตอร์

 

 

 

4.7  การวัดกระแสไฟตรง

ดีซีแอมมิเตอร หรือดีซีมิลลิแอมมิเตอร์ คือมิเตอร์วัดกระแสไฟตรง (DC CURRENT) เพื่อจะทราบจำนวนกระแสที่ไหลผ่านวงจรว่ามีค่าเท่าไร การใช้ดีซีแอมมิเตอร์ หรือดีซีมิลลิแอมมิเตอร์ วัดกระแสไฟตรงในวงจร จะต้องตัดไฟแหล่งจ่ายออกจากวงจร และนำดีซีแอมมิเตอร์ หรือดีซีมิลลิแอมมิเตอร์ ต่ออันดับกับวงจร และแหล่งจ่ายไฟ ขั้วของดีซีแอมมิเตอร์ จะต้องต่อให้ถูกต้องมิเช่นนั้นเข็มมิเตอร์จะตีกลับ อาจทำให้มิเตอร์เสียได้
เอซีโวลต์มิเตอร์ มีทั้งหมด 4 ย่าน คือ 50uA, 2.5mA, 25mA และ 0.25 mA
มี 3 สเกล แต่นำมาใช้กับการวัดกระแสจะใช้ 2 สเกล คือ 0~50, 0~250 อ่านขีดสเกลที่อยู่ใต้กระจกเงา

 

ลำดับขั้นการใช้ดีซีมิลลิแอมป์มิเตอร์

1. การต่อดีซีมิลลิแอมมิเตอร์วัดกระแสในวงจร จะต้องต่ออันดับกับโหลดในวงจร
2. ตั้งย่านใช้งานของมิเตอร์ในย่าน DCmA
3. ปรับสวิตช์ตั้งย่านการวัดให้ถูกต้อง ถ้าหากไม่ทราบกระแสที่จะทำการวัด ให้ตั้งย่านวัดที่ตำแหน่งสูงสุด (0.25A) ไว้ก่อน แล้วปรับลดย่านให้ต่ำลงทีละย่านจนกว่าเข็มมิเตอร์จะชี้ค่าที่อ่านได้ง่ายและถูกต้อง
4. ก่อนต่อมิเตอร์วัดกระแสไฟสูงๆ ควรจะปิด (OFF) สวิตช์ไฟของวงจรที่จะวัดเสียก่อน
5. เมื่อวัดเสร็จเรียบร้อยควรปิด (OFF) สวิตช์ไฟ ของวงจร ที่ทำการวัดเสียก่อนจึงปลดสายวัดของมิเตอร์ออกจากวงจร

 

การอ่านสเกลของดีซีมิลลิแอมป์มิเตอร์

 

 

 

4.8  การวัดความต้านทาน

  โอห์มมิเตอร คือ มิเตอร์ที่สร้างขึ้นมาไว้วัดค่าความต้านทาน ของตัวต้านทาน (R) โดยอ่านค่าออกมาเป็นค่าโอห์ม
โดยมีย่านการวัดทั้งหมด 5 ย่าน คือ x1, x10, x100, x1k และ x10k อ่านค่าความต้านทานได้ตั้งแต่ 2 กิโลโอห์ม ถึง 20 เมกกะโอห์ม

 

ลำดับขั้นตอนการใช้โอห์มมิเตอร์

1. ตั้งย่านใช้งานของมิเตอร์ที่ย่านโอห์ม
2. ใช้สายวัดสีแดงเสียบเข้าที่ขั้วต่อขั้วบวก (+) และสายวัดสีดำเสียบเข้าที่ขั้วต่อขั้วลบ (-COM)
3 . ปรับซีเล็กเตอร์สวิตช์ตั้งย่านวัดให้ถูกต้อง
4. ก่อนการนำโอห์มมิเตอร์ไปใช้วัดทุกครั้ง และทุกย่าน จะต้องทำการปรับ 0 โอห์มเสมอ
5. ถ้าจะนำโอห์มมิเตอร์ไปวัดค่าความต้านทานในวงจรต้องแน่ใจว่าปิด (OFF) สวิตช์ไฟ ทุกครั้ง

 

การอ่านสเกลของโอห์มมิเตอร์

 

 

4.9  ออสซิลโลสโคป   

        ออสซิลโลสโคปหรือเรียกสั้นๆ ว่า "สโคป" (Scope) มีชื่อเต็มมาจาก แคโทดเรย ์ ออสซิลโลสโคป (Cathode ray oscilloscope ; CRO ) หมายถึง ออสซิลโลสโคปใช ้หลอดรังสีแคโทด สโคป เป็นเครื่องมือวัดทาง อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญอีกชนิดหนี่งที่ใช้ในการวัดแสดง รูปคลื่นสัญญาณต่างๆ ออกมาเป็นภาพ ปรากฎบนจอหลอดภาพให้เห็นได้ เช่น การวัดสัญญาณกระแสไฟฟ้าหรือแรงดันไฟฟ้า (ที่เป็นไฟ AC หรือ DC) การวัดความถี่ของ สัญญาณ การวัดเฟสของสัญญาณ และรวมถึงการวัดสัญญาณพัลส์ การอ่านค่าแอมพลิจูดของสัญญาณจะเป็น พีค-ทู-พีค หรือค่าพีคและค่าเวลาเป็นวินาที

 

       

 

หลักการทำงานของออสซิลโลสโคป

ออสซิสโลสโคปจะใช้หลักการบังคับการบ่ายเบนของลำอิเล็กตรอนภายในหลอดภาพรังสีแคโทด (Cathode ray tube ; CRT)
ด้วยระบบการบ่ายเบนทางไฟฟ้าสถิต (Electrostatic deflection)

หน้าที่หลักของออสซิลโลสโคป คือ


1. รับสัญญาณ
2. แสดงภาพของสัญญาณที่รับ
3. วิเคราะห์สัญญาณ

ประโยชน์ของการนำออสซิสโลสโคปไปใช้งาน

1. ใช้วัดแรงดันไฟฟ้าตรง (DC) วัดแรงดันไฟฟ้าสลับ (AC) และกระแสไฟฟ้าของสัญญาณ
2. ใช้วัดค่าเวลา คาบเวลา และความถี่ของสัญญาณ
3. ใช้วัดผลต่างทางเฟสของสัญญาณ และเปรียบเทียบสัญญาณ 2 สัญญาณ
4. ใช้วัดตรวจสอบวงจรอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับความถี่และรูปคลื่นสัญญาณที่ถูกต้อง เช่น การปรับจูนเครื่องรับ-ส่งวิทยุ เครื่องรับโทรทัศน์ วิดีโอ เครื่องเสียง เป็นต้น
5. ใช้ตรวจเช็คคุณสมบัติของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ว่าดีหรือเสียได้โดยดูจากภาพที่ปรากฎบนจอ
6. นำไปใช้ประกอบร่วมกับอุปกรณ์อื่นเพื่อให้สามาถใช้งานด้านอื่นได้กว้างขวาง

หลักการเกิดภาพบนจอออสซิสโลสโคป

การเกิดรูปสัญญาณที่จอออสซิลโลสโคป (หลอด CRT) อาศัยหลักการทำงานของ 2 ภาคใหญ่ๆ คือ
1. การบ่ายเบนสัญญาณทางแนวตั้ง (Vertical deflection)
2. การบ่ายเบนสัญญาณทางแนวนอน (Horizontal deflection)
การป้อนสัญญาณเข้าที่ชุดแผ่นเพลตบ่ายเบนทั้งแนวตั้งและแนวนอนโดยตรงจะต้องมีค่าแรงดันไฟฟ้าที่สูงมาก เพื่อให้ลำอิเล็กตรอนเกิดบ่ายเบนไปถึงหน้าจอที่ฉาบด้วยสารเรืองแสง ดังนั้นถ้ากรณีที่สัญญาณเข้าเป็นแรงดันไฟฟ้าค่าต่ำๆ ก่อนเข้าแผ่นเพลตบ่ายเบนทั้ง 2 ชุด โดยการขยายสัญญาณดังกล่าวเสียก่อน เรียกว่าวงจรขยายสัญญาณทางแนวตั้งและวงจรขยายสัญญาณทางแนวนอน จะเห็นการแสกน (Scan) ของรูปคลื่นไซน์ที่ป้อนเข้าทางแนวตั้งและรูปคลื่นฟันเลื่อยเข้าทางแนวนอน ภาพที่จะปรากฎจะเป็นการเริ่มต้นสแกนของจุดลำแสงอิเล็กตรอนที่จอหลอดภาพวิ่งจากซ้ายไปขวา เริ่มจากตำแหน่งศูนย์เหมือนกันจนกระทั่งถึงจุดสูงสุด (เลข 8) ของสัญญาณคลื่นไซน์และฟันเลื่อย จากนั้นจุดลำแสงอิเล็กตรอนบนจอหลอด CRT จะวิ่งกลับจากตำแหน่งสูงสุด (ขวาสุด) มายังซ้ายสุดด้วยความเร็วที่สูงมากเราจึงเห็นรูปสัญญาณคลื่นไซน์ปรากฎหน้าจอ

 

ปุ่มปรับและฟังก์ชันสวิตซ์ของสโคป

หมายเลข
ชื่อ
หน้าที่
1

INTEN (INTENSITY)

POWER (ON/OFF)

INTEN มาจากคำว่า Intensityใช้ปรับความสว่างของภาพ

ปิด-เปิดการทำงานของเครื่อง

2
TRACE ROTATION
ใช้ปรับเส้นจอภาพให้ได้แนวระดับกับเส้นระยะในแนวนอน
3
FOCUS
ปรับความชัดของภาพรูปคลื่นบนหน้าจอ
4.

TRIG MODE

AUTO NORM TV

ใช้สำหรับเลือกสภาวะสัญญาณจุดชนวน (Trigger)

AUTO การทริกตลอดเวลาโดยอัตโนมัติในขณะไม่มี

(AUTOMATIC) : สัญญาณอินพุตเข้ามาก็จะเห็นเส้นแสงบนจอ

NORM การทริกแบบปกติจะไม่เห็นเส้นแสงเมื่อไม่มี

(NORMAL) :สัญญาณอินพุตเข้ามา

TV : ใช้เมื่อต้องการสังเกตภาพทางแนวนอน (Hor) หรือ ทางแนวตั้ง (Ver) ทั้งหมดของสัญญาณโทรทัศน

5.
CALIB(CALIBRATION)

1vp-p ใช้ปรับแต่งแรงดันขนาด 1 Vpeak - to-peak

เป็นสัญญาณ รูปสี่เหลี่ยมจตุรัสมีความถี่ประมาณ 1 kHz

6.
(กราวนด์) ,
GND เป็นขั้วลงดินของออสซิลโลสโคป
7.
POSITION ( )Pull x 5 MAG

ใช้ในการเลือกภาพแนวนอน (ไปทางซ้ายหรือขวา)

จำเป็นอย่างยิ่งในการวัดเวลาของรูปคลื่น

ภาพจะเลื่อนไปทางขวาเมื่อหมุนปุ่มตามเข็มนาฬิกา

และภาพจะเลื่อนไปทางซ้ายเมื่อหมุนปุ่มทวนเข็มนาฬิกาเมื่อดึง (Pull)

ปุ่มนี้ขึ้น ภาพจะขยายออกเป็น 5 เท่า

8.
TRIGGERING INT WIDE + EXT HF.REJ
ใช้ในการเลือกแหล่งของสัญญาณทริกเกอร์ INT : สัญญาณที่ป้อนเข้าทางอินพุตจะถูกใช้เป็นสัญญาณทริกเกอร์EXT : ใช้สัญญาณทริกเกอร์จากภายนอกที่ป้อนเข้ามาทางขั้ว Trig inputWIDE : สัญญาณทริกเกอร์มีความถี่อยู่ในพิสัย 3-20 kHz การเชื่อมต่อจะใช้ AC Coupling สำหรับการวัดสัญญาณทั่วไปHF.REJ : สัญญาณทริกเกอร์ความถี่สูงจะถูกตัดทิ้งไปให้เฉพาะสัญญาณความถี่ต่ำผ่านไปได้โดยผ่านวงจรกรองความถี่ต่ำ (Low pass filter)+ : ใช้สำหรับเลือกสโคปของขั้วการทริกเกอร์ระดับทริกเกอร์จากลบไปบวก- : ใช้สำหรับเลือกสโคปของขั้วการทริกเกอร์ระดับทริกเกอร์จากบวกไปลบ (อธิบายเกี่ยวกับ Slope ของขั้วทริกเกอร์)+ Slope- Slope
9.
LEVEL - 0 +
ใช้ปรับควบคุมรูปคลื่นสัญญาณบนจอ CRT ให้หยุดนิ่งหรือเป็นการปรับจุดทริกเกอร์ให้เหมาะสม อธิบายเกี่ยวกับระดับทริกเกอร์ (LEVEL) ส่วนที่เป็น + Slope ส่วนที่เป็น - Slope
หมายเลข ชื่อ หน้าที่
10.
TIME/DIV
ใช้สำหรับเลือกเวลาการกวาดทางแนวนอนของฐานเวลาปรับได้ต่ำสุด 0.2 msec/DIV และสูงสุด 0.5 sec/DIV เพื่อให้เหมาะสมกับความถี่ของสัญญาณรูปคลื่น
11.
EXT.HOR OR. TRIGIN

ใช้สำหรับป้อนสัญญาณทริกเข้าทางแนวนอน (Hor) จากภายนอกโดยต้องปรับปุ่มหมายเลข 10 ไว้ตำแหน่ง Ext.Horin พร้อมกดปุ่ม Ext. ของปุ่ม 8 ด้วย จะได้รูปคลื่นที่ซิงโครไนซ์กับสัญญาณเข้าทางแนวตั้ง (Ver)

12.
VARIABLE

ใช้เป็นปุ่มปรับเปลี่ยนเวลาการกวาดของฐานเวลาที่ (TIME/DIV) สภาวะปกติจะปรับตามเข็มนาฬิกาไปที่ตำแหน่ง CAL

13.
VOLT/DIV

ใช้สำหรับลดทอนแรงดันของสัญญาณอินพุต เพื่อให้อ่านรูปคลื่นบนหน้าจอได้เหมาะสม (ไม่เล็กไปหรือล้นจอ) สามารถเลือกความไวของสัญญาณอินพุตเป็น mV/cm และ V/cm พิสัยความไวต่ำสุด 5 mV/cm และสูงสุดเป็น 10 V/cm

14.
ACDCGND
ปุ่มนี้สำหรับเลือกสัญญาณอินพุต Couplingถ้า สำหรับ AC Coupling สำหรับ DC Couplingและ GND สำหรับชอร์ตสัญญาณอินพุตลงดิน
15.
INPUT

สำหรับป้อนสัญญาณอินพุตเข้าสโคปทางแนวตั้ง (Ver)

16.
VARIABLE
เป็นปุ่มรับการลดทอนความไวทางแนวตั้งจะใช้สัมพันธ์กับปุ่ม Volt/DIV สภาวะปกติจะปรับตามเข็มนาฬิกาไปที่ตำแหน่ง CAL
17.
POSITION
ใช้สำหรับการเลื่อนภาพทางแนวตั้ง (ขึ้นหรือลง) ถ้าหมุนตามเข็มนาฬิกาภาพจะเลื่อนลง หมุนทวนเข็มนาฬิกาภาพจะเลื่อนขึ้น
18.
จอภาพและสเกล
ใช้แสดงผลและอ่านค่าเทียบสเกล สเกลจะแบ่งเป็นทางแนวนอน 10 ช่องๆ ละ 1 ซม. และทางแนวตั้งจำนวน 8 ช่องๆ ละ 1 ซม. เช่นกัน
19.
LED PILOT LAMP
เป็นหลอดไฟ LED ไว้แสดงการปิด-เปิดการทำงานของเครื่อง
20.
Z AXIS INPUT
ใช้สำหรับต่อสัญญาณอินพุตจากภายนอก เมื่อต้องการใช้สัญญาณภายนอกมาควบคุมความสว่าง ของภาพ แต่ถ้าไม่ต้องการใช้ปุ่มนี้จะต้องลงดิน (GND) อยู่ หมายเลข ชื่อ หน้าที่
21.
FUSE
เป็นกระบอกฟิวส์เอาไว้ป้องกันการลัดวงจรของสโคปไฟ AC 100 V ใช้ฟิวส์ขนาด 0.5 Aไฟ AC 220 V ใช้ฟิวส์ขนาด 0.3 A
22.
สายไฟ
ใช้เสียบกับไฟสลับ 220 V, 50 Hz

 

 

การนำออสซิลโลสโคปไปใช้งาน

- การเตรียมออสซิลโลสโคปก่อนไปใช้งาน
ก่อนนำสโคปไปใช้วัดรูปคลื่นสัญญาณ ควรรู้ถึงหน้าที่ของปุ่มปรับและฟังก์ชันสวิตซ์ต่างๆ ว่าทำอย่างไรเสียก่อน การเตรียมสโคปให้พร้อมใช้งานทำได้โดยการปรับปุ่มและฟังก์ชันสวิตซ์ให้อยู่ในตำแหน่งตามตาราง

 

ปุ่มปรับและควบคุม
หมายเลข
ตำแหน่ง
INTEN (POWER OFF)
1
OFF
FOCUS
3
ตรงกลาง
TRIG MODE
4
AUTO
POSITION
7
ตรงกลาง
TRIGGERING
8
+, WIDE , INT
LEVEL
9
ตรงกลาง
TIME/DIV
10
พิสัย 1 ms
VARIABLE
12
CAL
VOLT/DIV
13
10 V (พิสัยสูงสุด)
AC , DC , GND
14
ACGND
VARIABLE
16
CAL
POSITION
17
ตรงกลาง

 

ขั้นตอนการใช้สโคป

1. ก่อนเปิดสวิตซ์ POWER (ON) ต้องแน่ใจว่าแรงเคลื่อนของระบบจ่ายไฟอยู่ตำแหน่งไฟ AC 220-240 V
2. เปิดสวิตซ์ POWER (ON) หลอดไฟ LED LAMP 19 ติดสว่าง
3. ปรับปุ่ม Position ทั้งสองให้ได้เส้นแสงสัญญาณปรากฎที่ตำแหน่งกลางจอ CRT
4. ปรับปุ่ม INTEN และ FOCUS ให้ได้ภาพสัญญาณที่มีความคมและชัดเจน
5. นำสายโพรบต่อเข้ากับ Input 15 โพรบอยู่ตำแหน่ง Probe x 1
6. ทำการเซตสโคป 1 Vp - p สายบวกของโพรบจับอยู่ที่ CALIB 1 Vp - p 5 สายกราวนด์อยู่ที่ 6 VOLT/DIV อยู่ที่ 1V/DIV และ TIME/DIV อยู่ที่ 1 ms
7. ปรับปุ่ม LEVEL 9 ให้ได้ภาพบนจอหยุดนิ่ง
8. เลือกปุ่ม AC-DC 14 ตามสัญญาณไฟสลับหรือไฟตรงที่เข้ามาทางอินพุต ปุ่ม GND จะเด้งขึ้นเอง ถ้าเปรียบเทียบจุดของศูนย์ "0" ก็กดปุ่ม GND ใหม่อีกครั้ง

 

      

4.10  เครื่องกำเนิดสัญญาและความถี่

            เครื่องกำเนิดสัญญาณ (Signal Generator) เป็นเครื่องมือวัดทางไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ คือว่าเป็นเครื่องมือวัดที่จำเป็นต่อการใช้งานอีกชนิดหนึ่ง  ทำหน้าที่ให้สัญญาณรูปร่างต่าง ๆ ขึ้นมา  เป็นสัญญาณที่มีมาตรฐาน  สามารถควบคุมปรับแต่งได้ทั้งระดับความแรง  และความถี่  โดยทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดสัญญาณมาตรฐาน  เพื่อใช้งานในการตรวจสอบปรับแต่ง วัดเปรียบเทียบค่า  หรือใช้อ้างอิง  นำไปใช้งานในวงจรหรือเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

 

 

4.10.1  เครื่องกำเนิดความถี่เสียง

          เป็นเครื่องที่ทำงานของวงจรอิเล็คทรอนิกส์ในย่านความถี่เสียง มีย่านอยู่ในช่วง 20Hz-20KHzเครื่องมือชนิดนี้จะผลิตสัญญาณ เป็นรูปเคลื่นซายน์ และสี่เหลียม เราสามารถเปลียนค่าคสามถี่และขนาดของแอมปลิจูลทางเอาต์พุตของสัญญาณของเครื่องกำเนิด ความถี่ประมาณ 25 Vmax พิสัยย่านการวัดในช่วง 20 Hz-20KHz วงจร ออสซิลเลเตอร์ มีอยู่ 2 แบบ

 

วงจรออสซิลเลเตอร์แบบวีนบริดจ์ เพราะว่ามันเสถียรภาพของรูปคลื่นเอาท์พุตและความถี่ใช้งานคงที่รูปแบบที่ใช้งานจริง

 

 

 

4.10.2  เครื่องกำเนิดความถี่วิทยุ

           เป็นเครื่องที่ผลิตสัญญาณหรือผลิตความถี่วิทยุหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอาร์ เอฟซิกแนลให้เอาท์พุต30K - 300 MHz
วงจรภาคที่หนึ่ง เป็นวงจรเปรยบเทียบแรงดันและกำเนิดสัญญาณรูปคลืนจัตุรัส วงจรภาคที่ 2 เป็นวงจรอินทิเกรต ทำหน้าที่กำเนิดสํญญาณทางเอาท์พุต


 

แผนที่บล็อกของฟังก์ชันเจเนอเลเตอร์เบื้องต้น ประกอบด้วยวงจรอินติเกรทที่เป็นตัวป้อนสัญญาณสามเหลี่ยมให้กับวงจรจุดชนวนของชมิตต์และตัวแปลงผันคลื่นไซน

 

 

 

ประโยชน์การใช้งาน

ประโยชน์ใช้งานของเครื่องกำเนิดสัญญาณมีมากมายหลายประการด้วยกัน กล่าวโดยสรุปเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้

1.ใช้เป็นแหล่งกำเนิดสัญญาณมาตรฐาน เพื่อป้อนไปใช้งาน

2. ใช้เป็นแหล่งกำเนิดสัญญาณอ้างอิง เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบ

3. ใช้เพื่อการทดสอบและปรับแต่งเครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด เช่น เครื่องรับวิทยุ เครื่องขยายเสียง เครื่องรับส่งวิทยุ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

4.ใช้ในการตรวจซ่อมอุปกรณ์ทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

5. ใช้เป็นอุปกรณ์ร่วมในการทำงานทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

6. ใช้ในการตรวจซ่อมอุปกรณ์ทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์