หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

การทดลองเสมือน

บทความพิเศษ

ธรรมชาติมหัศจรรย์

 

กลับหน้าสารบัญพุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์

กลับสู่หน้าแรกของโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

พุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์

พุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์

ปรับท่าทีและทำความเข้าใจกันก่อน

ปาฐกถาพิเศษ วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ  ณ  ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดโดย  คณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  เมื่อวันที่ 16  สิงหาคม 2534

        ได้ยินข่าวว่าหลายท่านฟังดูชื่อปาฐกถานี้  พอได้ยินชื่อเรื่องและชื่อผู้แสดงก็รู้สึกแปลกใจว่า  มีการนิมนต์พระมาพูดในเรื่องวิทยาศาสตร์  เป็นเรื่องที่เหมือนกับว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ และบางท่านก็มีความรู้สึกทำนองว่า  เอ๊ะ !  ทำไมเอานักศาสนามาพูดเรื่องวิทยาศาสตร์  อาตมาก็มามีความรู้สึกว่า  เอ !  ถ้ามีความรู้สึกอย่างนี้ก็จะไม่ค่อยถูกต้อง  น่าจะต้องทำความเข้าใจกันเล็กน้อยก่อน  เพื่อเตรียมใจในการฟังปาฐกถา คือเพื่อการวางท่าทีที่ถูกต้อง

                                การที่มีความรู้สึกว่า  พระเป็นนักศาสนาแล้วมาพูดในเรื่องของนักวิทยาศาสตร์นี้  อาจจะเป็นความเคยชินของยุคสมัย  คือสมัยนี้เป็นยุคของความชำนาญพิเศษเฉพาะทาง  หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน  เวลาได้ยินเรื่องราวก็มีการแบ่งกันไปว่า นี่เป็นนักศาสนา นี่เป็นนักวิทยาศาสตร์ นั่นเป็นนักเศรษฐศาสตร์ นั่นเป็นนักรัฐศาสตร์   เป็นต้น  แต่ละคนก็มีความเชี่ยวชาญในสาขาของตน  แต่อาตมานี้ไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นนักศาสนา  และก็ไม่อยากจะยอมรับให้เรียกว่า เป็นนักศาสนา เพราะอาตมาก็เป็นพระภิกษุเท่านั้นเอง

                                พระภิกษุกับนักศาสนาไม่เหมือนกัน  พระภิกษุเป็นเรื่องของวิถีชีวิต  เราอาจจะใช้คำพูดเลียนแบบ  คือเติมคำว่า  เฉพาะอย่าง ก็เป็นวิถีชีวิตเฉพาะอย่าง  ส่วนการเป็นนักศาสนานั้นเป็นเรื่องของวิชาการเฉพาะอย่าง

                                วิถีชีวิตเฉพาะอย่าง  กับวิชาการเฉพาะอย่างนี้  ไม่เหมือนกัน  ผู้ที่มีวิถีชีวิตเฉพาะอย่างนั้น  ก็มีบทบาทมีหน้าที่ตามแบบแผนของตนเอง  ที่จะดำเนินชีวิตและยู่ร่วมในสังคมด้วยดี  อันนี้เป็นข้อที่สำคัญ  คือเขาจะมีวิถีชีวิตอย่างไรก็เป็นแบบของเขา  แต่วิถีชีวิตแบบนั้นจะทำให้เขามีบทบาทเฉพาะอย่าง  ที่ทำให้เขาดำเนินชีวิตไปได้อย่างเกื้อกูลและกลมกลืน  สามารถอยู่ร่วมในโลกนี้  หรือในสังคมนี้ได้ด้วยดี

                                แต่นักวิชาการเฉพาะอย่าง  เป็นเรื่องของการแบ่งซอยในตัววิชาการโดยเฉพาะว่าใครเป็นผู้เชี่ยวชาญในวงวิชาการนั้น    ซึ่งอาจจะไม่คำนึงถึงว่าท่านผู้นั้นจะดำเนินชีวิตอย่างไร  อยู่ในสังคมอย่างไร  เรียกว่าเป็นเรื่องของวิชาการล้วน ๆ เพราะฉะนั้น พระภิกษุนั้น  ในกรณีอย่างนี้คงจะไม่เรียกว่าเป็นนักศาสนา

                                นอกจากนั้น  อาตมาก็ไม่ได้สนใจศึกษาเรื่องศาสนาอะไรต่าง ๆ  มากมาย  คำว่าศาสนาในกรณีนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นธรรมะ  ในกรณีนี้ศาสนาเป็นคำที่เราใช้ในความหมายสมัยใหม่  เป็นเรื่องวิชาการ  ส่วนธรรมะในพระพุทธศาสนาเป็นหน้าที่ของพระจะต้องศึกษา  เป็นเรื่องของวิถีชีวิตของท่าน  เพราะฉะนั้น  เราคงต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้กันไว้ก่อน

                                เพราะฉะนั้น  การที่จัดปาฐกถาครั้งนี้ และมีชื่อปาฐกถาว่าเป็นเรื่อง พระพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์นั้น  ไม่ควรให้มองว่าเป็นการมาพบกันของผู้เชี่ยวชาญในวิชาการสองฝ่าย มิฉะนั้นจะมีความรู้สึกเหมือนกับว่า  แหม คราวนี้น่าสนใจเพราะว่ามีการมาพบกันของบุคคลที่ไม่น่าจะมาพบกัน ๒ พวก  หรือ  ๒ ฝ่าย  คือฝ่ายศาสนากับฝ่ายวิทยาศาสตร์  ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยนึกว่าเป็นคนละเรื่องกันเลย

                                ถ้าตั้งท่าทีให้ถูกต้องเราก็จะมองว่า  มีแต่เรื่องวิทยาศาสตร์นี่แหละที่เรากำลังจะพูดถึง  วิทยาศาสตร์เป็นศูนย์กลาง  โดยมีนักวิทยาศาสตร์เป็นเจ้าของเรื่อง  เป็นผู้ชำนาญพิเศษในวิชาการนี้และตอนนี้เรากำลังเปิดโอกาส  หรือเชิญให้บุคคลภายนอกวงวิชาการวิทยาศาสตร์ เป็นพระบ้าง เป็นคนอื่นบ้าง มาดูมามอง และมาให้ความคิดเห็น  ถ้าตั้งท่าทีกันอย่างนี้แล้ว  ก็จะฟังเรื่องนี้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

                                ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว  ผู้ที่จะมาพูดนั้นซึ่งเป็นคนนอกวงการ ก็ไม่จำเป็นจะต้องมีความรู้วิทยาศาสตร์มากมาย  อาจจะรู้บ้าง  ไม่รู้บ้าง รู้ผิดรู้ถูก พูดผิดพูดถูก แต่เมื่อตั้งท่าทีถูกแล้ว ผู้ที่จะได้ประโยชน์ ก็คือวงการวิทยาศาสตร์เอง ซึ่งได้ดูว่าคนนอกเขามองตนอย่างไร

                                การที่ตั้งท่าทีอย่างนี้จะมีประโยชน์อย่างไร  หรือมีเหตุผลอย่างไร  ก็มีเหตุผลว่า  บุคคลก็ตาม  กิจการต่าง    ของมนุษย์ก็ตาม  เมื่อเข้าสู่ชีวิตและโลกที่เป็นจริงแล้ว  ไม่ใช่ว่าจะดำเนินชีวิตหรือกิจการของตนไปโดยโดดเดี่ยวลำพังให้สำเร็จได้  มันจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับความคิดจิตใจ  เรื่องราว  และความเป็นไปต่าง ๆ รอบด้าน  ที่มาจากทิศทางต่าง ๆ และมีลักษณะต่าง ๆ กัน  จึงต้องมีการประสานสัมพันธ์กับบุคคลประเภทอื่น  และวิชาการสายอื่นด้วย  ถ้าการประสานสัมพันธ์นั้นประสบผลสำเร็จ  ก็จะทำให้การทำหน้าที่ของตนหรือของวิชาการของตนก็จะไม่สำเร็จประโยชน์ตามวัตถุประสงค์

                                เพราะฉะนั้น การที่เราให้บุคคลภายนอกมาพูดมามองบ้างนี้ย่อมเป็นการดี  ทำให้เราเห็นแง่มุมในการที่จะเข้าไปประสานสัมพันธ์กับโลกภายนอก  หรือวงวิชาการต่าง ๆ  ในวงกว้างให้ได้ผลดียิงขึ้น  เรียกว่าเป็นการทำให้เกิดความรอบคอบ  และรอบด้านยิ่งขึ้น

                                เป็นอันว่าจะให้มองเรื่องของปาฐกถาครั้งนี้  ว่าเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์เองที่ให้บุคคลภายนอกมามอง  คราวนี้ให้พระมามอง  พระจะมองอย่างไรก็ค่อยมาดูกันต่อไป

                                ประการที่สองที่อยากจะทำความเข้าใจกันไว้ก่อนก็คือ  ชื่อเรื่องปาฐกถา  บางท่านก็อาจจะมองอย่างเมื่อกี้นี้อีก  คือ  ให้นักศาสนามาพูด  และยังแถมอวดอ้างด้วยว่า  พระพุทธศาสนานี้เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์  อันนี้อาตมาจะยังไม่อธิบาย  แต่จะบอกว่าชื่อปาฐกถานี้ถือได้ว่าเป็นคำพูดของนักวิทยาศาสตร์เอง  และก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ด้วย  แต่ตอนนี้ยังไม่บอกว่าเป็นใคร  ท่านผู้นี้ไม่ได้พูดไว้ตรง ๆ อย่างนี้หรอก  อาตมาถือเอานัยมาตั้งเป็นชื่อ  ถือว่าชื่อปาฐกถานี้เข้ากันได้กับคำพูดของท่าน  แต่ไม่ได้ถือเป็นเรื่องจริงจังนักหนา  และเราก็จะได้อธิบายกันต่อ ๆ ไป  ไม่ต้องใส่ใจนักว่าเป็นรากฐานจริงหรือไม่  แต่เอาเป็นว่า  ในสิ่งที่พูดต่อไปนี้  จะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา  และจะเป็นรากฐานจริงหรือไม่  ก็วินิจฉัยกันได้เอง ด้วยสติปัญญาพิจารณาของแต่ละท่าน

                                นอกจากนี้ก็คงจะต้องทำความเข้าใจกัน  เกี่ยวกับเรื่องถ้อยคำบางอย่าง  คือตัวคำว่าพระพุทธศาสนาเอง กับคำว่าวิทยาศาสตร์

                                คำว่า พุทธศาสนา ในที่นี้ ต้องเข้าใจว่าไม่ได้หมายถึงรูปแบบหรือสถาบันอะไรที่เป็นรูปธรรม แต่หมายถึงตัวสาระที่เป็นนามธรรม ที่เป็นเนื้อหาหรือหลักการของพระพุทธศาสนา

                                ส่วนวิทยาศาสตร์ก็มีปัญหา คือ นักวิทยาศาสตร์เองอาจจะบอกว่า  ต้องพูดให้ชัดว่า  ในที่นี้  ฉันจะเอาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์นะ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ไม่เกี่ยว  เทคโนโลยีไม่เกี่ยว  แต่ในสายตาของชาวบ้าน  เวลาได้ยินคำว่าวิทยาศาสตร์นี่เขามองรวมไปหมด  เขาไม่ได้แยก  อาตมานี่  มาแบบชาวบ้าน  หมายความว่าอยู่พรรคเดียวกับชาวบ้าน  ในฐานะที่เป็นพระ  ก็อยู่ฝ่ายชาวบ้าน ก็คืออยู่ในวงคนทั่วไป เพราะฉะนั้นก็จะมาพูดในความหมายแบบคลุม ๆ เครือ ๆ  คือเอาวิทยาศาสตร์ที่หมายถึงวิทยาศาสตร์ประยุกต์ด้วยก็ได้เทคโนโลยี แต่ในบางตอนอาจจะแยก ตอนไหนที่แยกก็คงจะได้อธิบายเฉพาะตอนนั้นต่อไป

ดัชนีหน้า  1   
 สารบัญ

<< หน้าก่อน      หน้าถัดไป >>


นำมาจากพุทธศาสนา ในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์ ของพระเทพเวที  ฟิสิกส์ราชมงคลต้องขอขอบคุณมากครับ
 
 
 
ข้อสอบเอนทรานซ์  
พจนานุกรมฟิสิกส์

ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c

ฟิสิกส์พิศวง
• เสียงของลำโพงออกมาได้อย่างไร
• การหมุนของลูกข่างกับการตกของแมว
• ความเสถียรภาพของลูกข่าง
• ฮาร์ดดิสก์ทำงานอย่างไร
• เอ็นโทรปี

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

  ภาพประจำสัปดาห์
 
• ความรู้รอบตัวทั่วไป
• ดาราศาสตร์พิศวง 
• อัลเบิร์ต ไอส์ไตน์ กับกฏการสมมูลของมวล
• ว่าวของแฟลงกลิน
• ระเบิดนิวเคลียร์ทำงานอย่างไร
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
• เครื่องจักรสเตอริ่ง
• ทฤษฎีความอลวน