หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

การทดลองเสมือน

บทความพิเศษ

ธรรมชาติมหัศจรรย์

 

กลับหน้าสารบัญพุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์

กลับสู่หน้าแรกของโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

พุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์

วิธีเข้าถึงความจริง

จุดเน้นและการใช้ต่าง ที่ทำให้ห่างไกลกัน

           นี่เป็นเรื่องของวิธีหาความรู้  เพื่อให้ได้ความจริง ๓ ประการด้วยกัน  ทีนี้ต่อไปก็จะมองจุดแตกต่างในการหาความจริงระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์

        ก็อย่างที่พูดมาแล้ว

        ประการที่หนึ่ง  วิทยาศาสตร์ใช้วิธีการหาความจริงนี้เพื่อได้ความจริง  หรือได้ตัวความรู้มาเฉย ๆ  เป็นกิจกรรมต่างหากจากการดำเนินชีวิต  ส่วนในพุทธศาสนา  วิธีการเข้าถึงความจริงนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตที่ดีงามและการพัฒนาตนด้วย

        ไม่ใช่เพียงต่างในเป้าหมายเท่านั้น  แม้แต่ในลักษณะการกระทำก็ต่างกัน  คือ  วิทยาศาสตร์  นั้นไม่มีส่วนในการดำเนินชีวิตของเราเลย  วิทยาศาสตร์หาความจริงก็เพื่อรู้ตัวความจริงเท่านั้น  แต่ในพุทธศาสนา  วิธีหาความจริงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต  มันเป็นตัวกิจกรรมการดำเนินชีวิต  ที่เป็นผลดีต่อชีวิตในขณะนั้น  เป็นปัจจุบันทันที  เช่น  การรับประสบการณ์ตรงโดยไม่มีความยินดียินร้ายจะมีผลต่อจิตใจอย่างไร  เป็นต้น  คุณค่าต่อสภาพชีวิตในขณะนั้นเกิดขึ้นมาทันที  เพราะฉะนั้น  การแสวงหาและรู้ความจริง  จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าแม้แต่โดยไม่ได้ตั้งเป้าหมาย

        อีกประการหนึ่ง  วิทยาศาสตร์นั้นเอาประสบการณ์ที่เกิดขึ้นทางอินทรีย์ ๕  หรือประสาททั้ง ๕  เท่านั้น  แต่พุทธศาสนาเอาอินทรีย์ที่ ๖  คือใจด้วย  ทางวิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับอินทรีย์ที่ ๖  แต่พุทธศาสนาถือว่าอินทรีย์ที่ ๖  ก็พิสูจน์ความจริงได้  แต่การพิสูจน์ความจริงของแต่ละอินทรีย์นั้น  พิสูจน์ได้ด้วยอินทรีย์ที่ตรงกัน  หมายความว่า  เราจะพิสูจน์รสก็ต้องพิสูจน์ด้วยลิ้น  ถ้าเราต้องการพิสูจน์เสียงดัง  เสียงเบา  ก็ต้องพิสูจน์ด้วยหู  เราจะเอาตาไปพิสูจน์ไม่ได้  หรือเราต้องการพิสูจน์สีดำ  สีแดง  เราจะเอาหูไปพิสูจน์  ก็ไม่ได้เหมือนกัน  เพราะฉะนั้นอินทรีย์ที่ใช้พิสูจน์ต้องตรงกับสิ่งที่ถูกพิสูจน์ด้วย

        ถ้าเราไม่ยอมรับอินทรีย์ที่ ๖  เราจะขาดความรู้ต่อประสบการณ์ไปมากมาย  เพราะประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นในจิตใจนั้นมีมาก  ยกตัวอย่าง  ทางจิตใจก็มีประสบการณ์ตรงที่พิสูจน์ได้ทันที  เช่น  ความรัก  ความโกรธ  ความกลัว  ซึ่งไม่อาจพิสูจน์ได้ด้วยอินทรีย์อื่น  เวลาคนเรามีความรัก  เราก็รู้แก่ใจของเราเอง  พิสูจน์ได้  เวลามีความกลัว  มีความรู้สึกโกรธ  มันก็รู้สึกได้โดยตรง  ตลอดจนความสุขสบาย  ความปลาบปลื้มอิ่มใจ  ผ่อนคลายในใจ  พิสูจน์ได้ทั้งนั้น

        เพราะฉะนั้น  ในทางพระพุทธศาสนาจึงถือว่า  อินทรีย์ที่ ๖  คือจิต  รวมทั้งเรื่องความคิดนี้  มีบทบาทสำคัญมากในการหาความรู้หรือหาความจริงนั้น  แต่ในทางวิทยาศาสตร์เมื่อไม่ยอมรับอินทรีย์ที่ ๖  นี้  ก็เลยจะต้องหาทางพิสูจน์ปรากฎการณ์ทางจิตหรือประสบการณ์ทางจิตด้วยวิธีการใช้เครื่องมือเครื่องวัดที่แสดงผลออกมาเป็นประสบการณ์ที่รับรู้ได้ด้วยอินทรีย์ ๕  อย่างอื่น  โดยเฉพาะ  ตา  หู  และกายสัมผัส  เช่น  ต้องการจะรู้ความคิดในใจ  ก็พยายามประดิษฐ์เครื่องวัดคลื่นสมอง

        นักวิทยาศาสตร์บอกว่า  ต่อไปนะ  ฉันจะใช้เครื่องวัดคลื่นสมอง  แล้วจะบอกได้เลยว่าคนนี้กำลังคิดอะไร  วิทยาศาสตร์ก็หวังไปสิ  คิดไปว่าต่อไปเราจะรู้ได้อย่างนี้ ๆ  หรือมิฉะนั้นก็ดูจากสารที่สมองหลั่งออกมา  ตอนนี้มีความรู้สึก  หรือมีอารมณ์อะไรในใจ  ดูสารที่สมองหลั่งออกมาก็คงจะรู้ได้  ซึ่งก็มีความเป็นจริงอยู่บ้าง  แต่มันจะตรงกับที่  Sir  Arthur  Eddington  บอกว่านั่นแหละคือ  shadow  มันคือ  เงาของความจริง  ไม่ใช่ตัวความจริง  และเป็นเครื่องแสดงว่า  ความจริงทางวิทยาศาสตร์มีความบกพร่อง  และวิธีการหาความจริงของวิทยาศาสตร์ก็บกพร่อง  เพราะผิดหลักการพิสูจน์ความจริง  คือ  พิสูจน์ประสบการณ์ของอินทรีย์หนึ่งด้วยอินทรีย์อื่น  ผิดอินทรีย์กัน  ถ้าอยู่ในลักษณะนี้  วิทยาศาสตร์ก็จะพิสูจน์เงาของความจริงเรื่อยไป  คือจะเป็นอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำพูดไว้ว่า  วิทยาศาสตร์ไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้โดยตรง  เข้าถึงได้แต่เงาของความจริง  เรื่องนี้เราจะพูดกันอีก

        ทีนี้  บทบาทของอินทรีย์ที่ ๖  คือจิต  ที่พุทธศาสนาถือว่ามีความสำคัญมากในการแสวงหาความรู้  หรือเข้าถึงความจริงนี้  ที่จริงก็มีความสำคัญต่อวิทยาศาสตร์มากด้วย  เพราะแม้แต่วิทยาศาสตร์เองก็เจริญพัฒนามาได้ด้วยอินทรีย์ที่ ๖  นี้  ทั้งขั้นต้น  ขั้นปฏิบัติการ  และขั้นตามผลสุดท้าย

        ขั้นต้น  ก่อนที่จะพิสูจน์ด้วยอินทรีย์อื่น  นักวิทยาศาสตร์ที่ได้ความรู้ความเข้าใจ  ทำให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมาได้นั้น  ก็ต้องมีการคิดก่อน  เช่น  คิดวางแผน  คิดวางกระบวนการพิสูจน์  คิดตั้งสมมุติฐาน  เป็นต้น  ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการทางความคิด  ซึ่งต้องอาศัยอินทรีย์ที่ ๖  คือ  จิตใจ  และแม้แต่ในเวลาปฏิบัติการ  ก็ต้องมีจิตเป็นตัวที่คอยรับรู้  ทำการบันทึกตลอดเวลา  คือก่อนที่จะบันทึกลงกระดาษ  บันทึกลงคอมพิวเตอร์  หรืออะไรก็ตาม  ก็บันทึกในใจก่อน  แล้วจิตใจนั้นก็เป็นผู้ที่จะตัดสินว่าจะยอมรับหรือไม่  คือตัดสินข้อมูลที่ผ่านมาทางอินทรีย์ทั้ง ๕  ดังนั้น  จิตใจจึงมีบทบาทอยู่ตลอดเวลา

        จนกระทั่งในขั้นสุดท้าย  การประมวลสรุปความคิดเป็นระบบ  วางเป็นทฤษฎี  อะไรต่าง ๆ  นี้  ก็เป็นกระบวนการของความคิด  พูดได้ว่า  ทฤษฎีวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของความคิด   เป็นผลงานของอินทรีย์ที่ ๖  คือ  จิตใจ  ซึ่งเป็นศูนย์รวมประสานงานอินทรีย์ทั้ง ๕ อย่างแรก

        เพราะฉะนั้น  ในทางพุทธศาสนาจึงยอมรับความสำคัญของอินทรีย์ที่ ๖  ถือว่าเป็นทางเข้าถึงประสบการณ์ตรงได้  ข้อสำคัญ  ก็คือ  การรับรู้จะต้องให้ตรงอินทรีย์กัน  หมายความว่า  สิ่งที่ถูกรับรู้กับอินทรีย์ที่รับรู้ต้องตรงกัน  สิ่งที่จะรับรู้ด้วยตาก็ต้องใช้ตา  สิ่งที่จะรับรู้ด้วยลิ้นก็ต้องใช้ลิ้น  สิ่งที่ต้องรับรู้ด้วยหูก็ต้องใช้หู  เพราะฉะนั้น  สิ่งที่รับรู้ด้วยใจจะไม่สามารถรับรู้ด้วย  ตา  หรือ  หู  เป็นต้น  ต้องให้อินทรีย์ตรงกัน

        ทีนี้ความจริงระดับจิตใจที่ท่านบอกว่าพิสูจน์ทำนายได้ตามกระบวนการของเหตุปัจจัยนั้น  ก็เพราะว่ามันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ  แม้ว่ามันจะมีความซับซ้อนและยากสักหน่อย  แต่พุทธศาสนาถือว่ามันก็เป็นไปตามกระบวนการของเหตุปัจจัย

        ในโลกของวัตถุหรือในโลกของฟิสิกส์  ก็ยอมรับว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามกระบวนการของเหตุปัจจัย  แต่ในกรณีที่ปัจจัยซับซ้อนมากเกินไป  ก็ทำให้ทำนายหรือตามดูยาก  ยกตัวอย่างเช่นการพยาการณ์อากาศ  ซึ่งถือว่ายากมาก  เพราะมีปัจจัยซับซ้อนและมีการแปรง่ายไว  แม้แต่ปัจจัยที่ร่วมแปรนิดเดียวสภาพอากาศก็เปลี่ยน

        ทีนี้  กระบวนการของเหตุปัจจัยในทางจิตนี้  ต้องถือว่าซับซ้อนยิ่งกว่ากระบวนการของเหตุปัจจัยในทางจิต  จึงยากกว่าการพยากรณ์อากาศ  ถ้ามองในแง่นี้แล้วก็จะได้ไม่ท้อใจ  อย่างน้อยก็จะมีหลักว่า  เรื่องของความเป็นไปทางจิตใจก็เป็นไปตามกฏเกณฑ์แห่งเหตุปัจจัย  เช่นเดียวกัน

        มองแง่หนึ่ง  เรื่องอาจจะเป็นไปในทำนองนี้ว่า  มนุษย์เป็นธรรมชาติชนิดที่มีธรรมชาติทั้งหมดรวมอยู่แล้วในตัว  เมื่อมนุษย์เบิกตาปัญญามองดูให้ชัด  ก็สามารถเข้าถึงความจริงของธรรมชาติ  โดยตรงได้ทันที  การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ  ผ่านทางอินทรีย์ ๕  เป็นวิธีอ้อม ๆ  หรือผิวเผิน  ที่พิสูจน์ความจริงได้แค่ขั้นตื้น ๆ  เอาแค่พอใช้พิชิตธรรมชาติภายนอกในระดับหนึ่ง  แต่จะเข้าถึงแก่นแท้ของธรรมชาติที่รวมทั้งนามธรรมทั้งหมดไม่ได้

        รวมความว่า  พุทธศาสนาเอาวิธีหาความรู้หาความจริงนี้  มาใช้กับตัวมนุษย์หรือมนุษยภาวะเป็นสำคัญ  และใช้เพื่อประโยชน์แก่มนุษย์ในการพัฒนาแก้ปัญหาของมนุษย์  ส่วนวิทยาศาสตร์นั้นใช้วิธีการหาความรู้หาความจริงนี้กับโลกแห่งวัตถุ  และก็เป็นการหาความรู้เพื่อพิชิตธรรมชาติอย่างที่ว่ามาแล้ว

        ที่พูดมานี้  ก็เป็นอันว่าได้บอกแล้วถึงความกว้าง  แคบ  ต่างกันและเหมือนกัน  ระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์  ในแง่ของสภาพเนื้อหาของความจริงที่ต้องการจะรู้  ในแง่ของวิธีรู้ความจริงและในแง่ของการนำความรู้ในความจริงนั้นมาใช้  หรือจุดมุ่งหมายของการรู้ความจริงนั้น  อย่างที่ว่า

        ฝ่ายหนึ่งคือวิทยาศาสตร์  ตอนต้นเป็นความรู้ล้วน ๆ  บริสุทธิ์ลอยออกไปเรื่อย ๆ  ข้างนอกตัว  ส่วนทางฝ่ายพุทธศาสนาเป็นความรู้ที่สัมพันธ์กันหมดโยงมาถึงตัวมนุษย์เอง  ต่อมาวิทยาศาสตร์บอกว่ารู้มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์  แต่เพื่อพิชิตธรรมชาติหรือเพื่อหาประโยชน์จากธรรมชาติ  ส่วนพุทธศาสนาบอกว่ารู้เพื่อจะได้เอามาพัฒนามนุษย์  ใช้แก้ปัญหาให้แก่มนุษย์

        ถึงแม้ว่าวิธีหาความจริงโดยทั่วไปจะใกล้เคียงกันหรือตรงกัน  แต่ช่องทางที่ใช้หาก็มากกว่ากันและเน้นต่างกัน  เพราะเนื้อหาของตัวความจริงที่ค้นหาและพิสูจน์  มีความกว้างแคบต่างกัน

ดัชนีหน้า  1   2    3    4    5    6    7
 สารบัญ

<< หน้าก่อน      หน้าถัดไป >>


นำมาจากพุทธศาสนา ในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์ ของพระเทพเวที  ฟิสิกส์ราชมงคลต้องขอขอบคุณมากครับ
 
 
 
ข้อสอบเอนทรานซ์  
พจนานุกรมฟิสิกส์

ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c

ฟิสิกส์พิศวง
• เสียงของลำโพงออกมาได้อย่างไร
• การหมุนของลูกข่างกับการตกของแมว
• ความเสถียรภาพของลูกข่าง
• ฮาร์ดดิสก์ทำงานอย่างไร
• เอ็นโทรปี

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

  ภาพประจำสัปดาห์
 
• ความรู้รอบตัวทั่วไป
• ดาราศาสตร์พิศวง 
• อัลเบิร์ต ไอส์ไตน์ กับกฏการสมมูลของมวล
• ว่าวของแฟลงกลิน
• ระเบิดนิวเคลียร์ทำงานอย่างไร
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
• เครื่องจักรสเตอริ่ง
• ทฤษฎีความอลวน