หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

การทดลองเสมือน

บทความพิเศษ

ธรรมชาติมหัศจรรย์

 

กลับหน้าสารบัญพุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์

กลับสู่หน้าแรกของโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

พุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์

ทำท่าจะเหมือนแต่ไม่เหมือน

           ขอย้อนกลับไปพูดถึงศรัทธาระดับที่สอง  ที่แยกเป็น ๒ ด้าน  อย่างที่แสดงไว้ข้างต้น  ในเรื่องนี้  มีข้อสังเกตว่า  แท้จริงแล้ว  ศรัทธาของวิทยาศาสตร์ก็มีเค้าว่าจะแยกเป็น ๒ อย่างตรงกับของพระพุทธศาสนาเหมือนกัน  คือ  เชื่อในกฎธรรมชาติ  และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์  ขอให้พิจารณาดูศรัทธาของวิทยาศาสตร์นั้น  ซึ่งถ้าพูดให้เต็มความก็จะบอกว่า  (ศรัทธาของวิทยาศาสตร์)  ได้แก่  ความเชื่อมั่นว่า  ในธรรมชาตินี้มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน  ซึ่งสามารถเข้าถึงหรือรู้เข้าใจได้ด้วยปัญญาของมนุษย์

        จะเห็นว่า  ศรัทธาของวิทยาศาสตร์นี้  ก็แยกได้เป็น ๒ ตอน  และมีจุดที่เป็นเป้า ๒ จุด  เช่นเดียวกัน  คือ  ช่วงแรก  เชื่อในกฎธรรมชาติ  ช่วงที่ ๒  เชื่อในปัญญาของมนุษย์ที่สามารถรู้เข้าใจกฎธรรมชาตินั้นได้  คือเชื่อในศักยภาพของมนุษย์นั่นเอง  อย่างไรก็ตาม  ความเชื่อหรือศรัทธาอย่างที่สองที่เป็นช่วงหลังนี้  วิทยาศาสตร์ไม่ได้ยกขึ้นมาเน้นให้เด่นชัด  เป็นเพียงความเชื่อที่ซ่อนแฝงอยู่เท่านั้น  ดังนั้น  ในทางวิทยาศาสตร์  นอกจากมีศรัทธาที่เชื่ออย่างนั้นแล้ว  ก็ไม่ได้ก้าวต่อไปในศรัทธาข้อที่สองนี้  คือไม่ได้เอาใจใส่ในเรื่องกระบวนการพัฒนามนุษย์ว่ามีธรรมชาติอย่างไร  จะพึงดำเนินการอย่างไร  มุ่งแต่จะสนองศรัทธาข้อแรก  คือการที่จะรู้เข้าใจเข้าถึงหรือค้นให้พบกฎธรรมชาติอย่างเดียว

        ข้อนี้  ต่างจากพระพุทธศาสนา  ซึ่งถือว่า  ศรัทธาในศักยภาพของมนุษย์นี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง  และได้ขยายเรื่องนี้ออกไปสู่ภาคปฏิบัติการ  มีการจัดตั้งเป็นระบบและกระบวนการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์  จนกระทั่งเรื่องการพัฒนามนุษย์นี้เป็นเนื้อหาส่วนใหญ่ของพระพุทธศาสนา

        เมื่อมองดูแต่ต้น  จะเห็นชัดว่า  ศรัทธาของพระพุทธศาสนาโยงกันตลอดทั้ง ๓ ตอน  กล่าวคือ  มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ที่สามารถพัฒนาปัญญาให้รู้เข้าใจกฎธรรมชาติได้  โดยมีความเชื่อมั่นเป็นฐานรองรับอยู่ว่า  ธรรมชาติมีความเป็นไปอย่างมีกฎเกณฑ์แน่นอนที่เรียกว่าเป็นกฎธรรมชาติ  และพร้อมกันนั้นก็มีความเชื่อมั่นด้วยว่า  การเข้าถึงความจริงของกฎธรรมชาตินั้นจะทำให้มนุษย์เข้าถึงความดีงามสูงสุดมีชีวิตที่ไร้ทุกข์ด้วย  โดยโยงกลับไปหาความเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ที่ว่ามนุษย์สามารถพัฒนาตน  ให้เข้าถึงความดีงามสูงสุดนั้นได้  ด้วยการรู้เข้าใจกฎธรรมชาติ  และนำเอาความรู้นั้นมาใช้แก้ปัญหาและปฎิบัติต่อโลกและชีวิตให้ได้ผลดี  ในกระบวนการพัฒนาตนของมนุษย์

          การมีศรัทธาอย่างนี้  ทำให้เกิดความแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่ง  ระหว่างพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์  คือในพระพุทธศาสนาการแสวงหาความรู้เพื่อเข้าถึงความจริงของกฎธรรมชาติ  จะดำเนินควบคู่พร้อมไปด้วยกันกับการพัฒนาตนของมนุษย์  และการพัฒนามนุษย์นั้นจะเป็นตัวบอกขอบเขตของการนำความรู้ในกฎธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ด้วย  ซึ่งเมื่อเป็นไปตามหลักการนี้  ก็จะปิดทางมิให้มีการนำความรู้ในกฎธรรมชาติไปใช้ในทางของการสนอง โลภะ โทสะ โมหะ ของมนุษย์  ที่ทำให้เกิดการเบียดเบียนทำลายชีวิตสังคมและธรรมชาติ  แต่ให้ใช้ในทางที่เป็นคุณอย่างเดียว  โดยที่ทั้งเป้าหมายของการแสวงหาความรู้และทั้งการพัฒนาตนของมนุษย์เองที่ควบคู่กันไปกับการแสวงหาความรู้นั้น  ล้วนแต่ปิดกั้นช่องทางที่จะเกิดโทษภัยเหล่านี้ทั้งสิ้น

        ส่วนทางฝ่ายวิทยาศาสตร์  ศรัทธาด้านเดียวที่เป็นความเชื่อมั่นในกฎธรรมชาติ  อาจทำให้การแสวงหาความรู้เป็นไปอย่างเรื่อยเปื่อยเลื่อนลอย  โดยไม่มีการพัฒนาตนเองของมนุษย์ควบคู่กันไป  และก็มิได้มีเป้าหมายเพื่อจะนำเอาความรู้ในกฎธรรมชาติไปใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนามนุษย์  การแสวงหาความรู้ความจริง  ในธรรมชาติของวิทยาศาสตร์  จึงไม่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์หรือใคร ๆ  ที่เกี่ยวข้อง  มีความสุข  ผ่อนทุกข์  คลายเครียด  มีจิตใจที่สงบมั่นคง  เจริญงอกงามขึ้น  (นอกจากบางคนที่วางใจถูกต้องพอดีในปฏิบัติการแสวงหาความจริง  จึงทำให้คุณค่าในระหว่างที่สอดคล้องเกิดขึ้นมา)  และพร้อมกันนั้นก็เปิดช่องอย่างเต็มที่ให้แก่คุณค่าอันไม่พึงประสงค์  ที่จะเข้ามานำทิศทางของการพัฒนาวิทยาศาสตร์  โดยให้เป็นไปในทางสนองโลภะ  โทสะ  โมหะ  ซึ่งก่อให้เกิดการเบียดเบียน  และผลาญทำลาย  เป็นต้น  ดังที่แนวความคิดในการพิชิตธรรมชาติและแนวความคิดในการปรุงแต่งวัตถุปรนเปรอให้พรั่งพร้อมได้เข้ามาครอบงำการพัฒนาวิทยาศาสตร์ในยุคที่ผ่านมาทั้งหมด  ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น

        ขอย้ำว่า  มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีจิตใจ  หรือพูดให้กระชับตรงยิ่งขึ้นไปอีกว่า  เป็นสัตว์มีเจตน์จำนง  คือเป็นสัตว์ที่ทำกรรมมีการคิด  เป็นต้น  และกรรมทุกอย่างมีการคิดเป็นต้นนั้น  ต้องอาศัยเจตน์จำนงทั้งสิ้น  เพราะฉะนั้น  มนุษย์จึงเป็นสัตว์ที่มีสำนึกในคุณค่า  เมื่อเขามีศรัทธาในกฎธรรมชาติและคิดที่จะแสวงหาความรู้ในความจริงของกฎธรรมชาตินั้น  เขาจะต้องมีความรู้สึกที่เป็นคุณค่าอยู่ในจิตใจหรือในเจตน์จำนงด้วย  จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม  และคุณค่าที่อยู่ในความรู้สึกนั้นก็จะเป็นปัจจัยที่กำหนดรูปแบบและทิศทางของปฏิบัติการในการแสวงหาความรู้กฎธรรมชาติของเขา  ตลอดจนแง่มุมและลักษณะของความจริงที่เขาค้นพบด้วย

        ถ้าความสำนึกในคุณค่าของเขาไม่หยั่งลงไปถึงคุณค่าพื้นฐานที่บรรจบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความจริงของธรรมชาติ  คือความดีงามสูงสุดที่พ่วงอยู่กับความรู้แจ้งในความจริงของกฎธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แล้ว  การแสวงหาความรู้ในความจริงของธรรมชาติ  นอกจากจะไม่มีทางครบถ้วนสมบูรณ์  เพราะละเลยแดนแห่งความจริงไปด้านหนึ่งแล้ว  นักวิทยาศาสตร์ก็จะถูกคุณค่าปลีกย่อยกระเส็นกระสายเข้ามาครอบงำ  ทำให้การแสวงหาความรู้เปะปะอยู่ครึ่ง ๆ  กลาง ๆ  เรื่อยไป

        ในการแสวงหาความรู้นั้น  คุณค่าในจิตใจที่แฝงอยู่จะมีอิทธิพลในการชี้ทิศทางของการแสวงหาความจริง  มีส่วนปั้นแต่งรูปร่างของความจริงที่ค้นพบ  ลักษณะการเห็นความจริง  และแง่ด้านของความจริงที่มองเห็น  พูดง่าย ๆ  ว่า  ความรู้ความจริงของนักวิทยาศาสตร์ไม่เป็นอิสระจากคุณค่าในจิตใจของนักวิทยาศาสตร์  ตัวอย่างง่าย ๆ  ของคุณค่าปลีกย่อยเหล่านี้  เช่น  ความสุข  ความพอใจในการแสวงหาความรู้และในการได้ค้นพบความจริงต่าง ๆ  ซึ่งอยู่เบื้องหลังความก้าวหน้าในการแสวงหาความรู้นั้น

        แม้แต่ความใฝ่รู้ความจริงอย่างบริสุทธิ์ใจ  ซึ่งเป็นคุณค่าที่ประเสริฐนั้น  ถ้าวิเคราะห์และสืบค้นให้ลึกลงไป  ก็อาจจะมีคุณค่าอะไรอื่นบางอย่างซ้อนอยู่เบื้องหลังอีกก็ได้  เช่น  อาจจะเป็นความปรารถนาจะสนองเวทนาในการที่จะได้ความสุขอย่างประณีต  ดังนี้  เป็นต้น

        พูดไปพูดมา  ชักจะยาว  เดี๋ยวก็จะพร่า  ขอรวมความว่า  เราได้พูดมาถึงคุณค่า ๒ ระดับ  คือ  คุณค่าสูงสุด  กับคุณค่าสอดคล้องในระหว่าง  คุณค่าสูงสุดนั้นเป็นภาวะของความจริงที่จะเข้าถึง  ไม่ใช่เป็นความรู้สึกที่จะเอามาตั้งขึ้นในใจของเรา  นักวิทยาศาสตร์มีศรัทธาในกฎธรรมชาติอยู่แล้ว  ศรัทธานั่นแหละเป็นคุณค่าอยู่ในตัวแต่แรกเริ่ม  เพียงแต่ขยายศรัทธานั้นให้กว้างออกไป  ให้ครอบคลุมธรรมชาติทั้งหมดรวมทั้งในตัวมนุษย์เองด้วย  คือศรัทธาในความดีงามสูงสุด  เพียงด้วยความตระหนักรู้  หรือสำนึกถึงความจริงที่ว่ากฎธรรมชาตินั้นโยงไปสู่ความมีชีวิตที่ดีงามด้วย

        เมื่อมีคุณค่าคือศรัทธาที่ถูกต้องแล้ว  คุณค่าในระหว่าง  ที่สอดคล้องก็จะเกิดมีขึ้นมาได้เอง  หรือจะตั้งใจสำนึกขึ้นมาเป็นการเน้นสำทับก็ได้  ซึ่งจะเป็นการปิดกั้นไม่ให้คุณค่ากระเส็นกระสายที่ไม่พึงประสงค์  แทรกตัวเข้ามาครอบงำจิตใจความคิดและปฏิบัติการของผู้แสวงหาความรู้  การปฏิบัติในเรื่องคุณค่าพื้นฐานก็มีเพียงเท่านี้

        จากศรัทธาที่เป็นคุณค่าเริ่มแรก  คุณค่าในระหว่างหรือคุณค่ารองที่สอดคล้องก็จะเกิดตามมา  โดยเฉพาะคือความใฝ่รู้จากศรัทธาในความจริงของธรรมชาติ  ก็เกิดความใฝ่รู้ความจริงของธรรมชาติ  หรือความใฝ่รู้ความจริงของสิ่งทั้งหลาย  ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญทั้งในพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์  และจากศรัทธาในความดีงามสูงสุด  และในศักยภาพของมนุษย์  ก็นำสู่คุณค่าคือความใฝ่ปรารถนาที่จะเข้าถึงภาวะไร้ทุกข์  และการที่จะแก้ปัญหา  และพัฒนาตนเองของมนุษย์

        ได้พูดไปแล้วว่า  ความใฝ่หรือปรารถนาในพุทธศาสนานั้นมี ๒ ส่วน  มาบรรจบกัน  เมื่อกี้นี้ยังไม่ได้แสดงความบรรจบ  เพียงแต่พูดทิ้งไว้ว่า 

        อย่างที่หนึ่ง  คือ  ความใฝ่รู้ความจริงในธรรมชาติ

        และอีกอย่างหนึ่ง  คือ  ความใฝ่ปรารถนาความไร้ทุกข์

        สองอย่างนี้จะต้องมาบรรจบกัน  พอมาบรรจบกันแล้วก็จะทำให้ความใฝ่รู้นั้นมีขอบเขตและเป้าหมายที่ชัดเจน  คือกลายเป็นความใฝ่รู้ความจริงของธรรมชาติ  เพื่อนำมาแก้ปัญหาและพัฒนามนุษย์ให้ไร้ทุกข์  ตรงนี้แหละคือจุดสมบูรณ์ของพุทธศาสนา  เมื่อความใฝ่ปรารถนาสองอย่างมาบรรจบกัน  ซึ่งทำให้เกิดวงจร  แล้วก็เกิดความสมดุล  คือความพอดี  มีขอบเขตที่ชัดเจนคือการที่จะต้องรู้ความจริงของธรรมชาติและการที่จะต้องเอาความรู้นั้นมาใช้ประโยชน์  ในการแก้ปัญหาของมนุษย์  หรือพัฒนามนุษย์  หรือจะใช้สำนวนอื่น  ก็อาจจะบอกว่า  เพื่อสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมที่ดีงาม  ที่บรรลุประโยชน์สุข  หรืออะไรก็แล้วแต่  ซึ่งก็มีความหมายอย่างเดียวกัน  แต่ทั้งหมดนั้นจะมีความหมายที่โยงเข้ามาหาตัวมนุษย์ด้วย  ซึ่งทำให้มีขอบเขตว่าเราจะใช้ความรู้นั้นแค่ไหนและอย่างไร

        โดยเฉพาะภาวะที่เรียกว่ามีความสมดุลในการกระทำต่อธรรมชาติ  กับการกระทำต่อตนเองคือการพัฒนาตนของมนุษย์  ทำให้การแสวงหาความรู้ในธรรมชาติต้องดำเนินควบคู่ไปกับการพัฒนาตนของมนุษย์  และความรู้ในธรรมชาติที่ได้มา  ก็ถูกเอามาใช้ในการพัฒนามนุษย์ยิ่งขึ้นไป

        ส่วนทางฝ่ายวิทยาศาสตร์นั้น  เดิมมีแต่ความใฝ่รู้ความจริงอย่างที่ว่ามาแล้วว่าลอยตัวอยู่ลำพัง  เมื่อเป็นความใฝ่รู้ในความจริงของธรรมชาติลอย ๆ  มันก็จะได้แต่คอยแสวงเนื้อหาข้อมูลของความรู้เรื่อง ๆ  ไป  อยากรู้ความจริงที่อยู่เบื้องหลังธรรมชาติ  โดยมองออกไปเรื่อย ๆ  มีแต่หาความรู้ไปก็แล้วกัน  ซึ่งเราก็จะเห็นว่าการหาความรู้ของนักวิทยาศาสตร์นี่ปลายเปิด

        ทีนี้เพราะความใฝ่รู้แบบปลายเปิดนี้ไม่มีเป้าหมายชัดเจน  ก็เลยเป็นการเปิดช่องให้มีการนำเอาเป้าหมายอื่นมาเติมต่ออย่างที่ว่ามาแล้ว  เป้าหมายอื่นที่มาเติมต่อก็ได้พูดไปแล้ว  อย่างที่หนึ่ง  คือ  ความใฝ่ปรารถนาที่จะพิชิตธรรมชาติ  แล้วต่อมาก็ความใฝ่ปรารถนาที่จะมีวัตถุปรนเปรอพรั่งพร้อม  แล้วสองอย่างนั้นก็มาบรรจบกันอีก  เกิดเป็นวงจรที่ว่า  ความใฝ่รู้ของวิทยาศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่จุดมุ่งหมายของการพิชิตธรรมชาติ  เพื่อหาวัตถุมาบำรุงบำเรอปรนเปรอตนเองสนองความเห็นแก่ตัวของมนุษย์

  

สู่ความจริง

        ขอย้ำความหมายของวงจรนี้ว่า  เป็นการใฝ่รู้ความจริงของธรรมชาติ  เพื่อเอาชนะธรรมชาติ  แล้วจะได้จัดการปรุงแต่งธรรมชาติให้สนองรับใช้ความต้องการของมนุษย์  เพื่อให้มนุษย์มีความสุขด้วยการมีสิ่งบำเรอพรั่งพร้อมเต็มที่  แล้ววงจรนี้ก็ได้กลายเป็นต้นเหตุที่นำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ  ของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน  ทั้งปัญหาจิตใจ  ปัญหาสังคม  และโดยเฉพาะที่กำลังเน้นกันมาคือปัญหาธรรมชาติแวดล้อมอย่างที่เป็นอยู่

        นี้คือการที่แนวความคิดในยุคอุตสาหกรรมได้เข้ามาครอบงำวิทยาศาสตร์  ซึ่งเกิดจากช่องโหว่  ในการมีปลายเปิดของความใฝ่รู้ของวิทยาศาสตร์นั่นเอง  ที่เป็นการกระทำของมนุษย์แต่ไม่มีจุดเชื่อมโยงมาถึงตัวเองของมนุษย์  และปัจจุบันนี้เราก็กำลังประสบปัญหาจากจุดอ่อนหรือช่องโหว่อันนี้  นี่คือข้อสรุปที่บอกว่า  เดี๋ยวนี้การที่เรากำลังประสบปัญหาธรรมชาติแวดล้อม  และอะไรต่ออะไรนี้ก็สืบเนื่องมาจากแนวคิดที่จะพิชิตธรรมชาติเพื่อจะปรุงแต่งสิ่งบำรุงบำเรอปรนเปรอตนของมนุษย์ให้พรั่งพร้อม  เพราะเข้าใจว่าความสุขของมนุษย์อยู่ที่นี่

        แนวความคิดแบบนี้ทำให้ไม่มีขอบเขตของการกระทำที่ชัดเจน  การกระทำที่ไม่พอดีก็จึงเกิดขึ้น  เพราะไม่รู้จะเอาแค่ไหน  การหาความสุขพรั่งพร้อมก็ไม่มีที่สิ้นสุด  การพิชิตธรรมชาติก็ไม่มีที่สิ้นสุดก็เลยจัดการกันเรื่อยไป  จนโทรมหรือสลาย  ตลอดจนพินาศไปด้วยกัน  เพราะฉะนั้นปัญหาก็ต้องเกิดขึ้นแน่นอน  อันนี้คือจุดแยกจุดหนึ่งระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์

ดัชนีหน้า  1   2    3    4    5    6    7
 สารบัญ

<< หน้าก่อน      หน้าถัดไป >>


นำมาจากพุทธศาสนา ในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์ ของพระเทพเวที  ฟิสิกส์ราชมงคลต้องขอขอบคุณมากครับ
 
 
 
ข้อสอบเอนทรานซ์  
พจนานุกรมฟิสิกส์

ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c

ฟิสิกส์พิศวง
• เสียงของลำโพงออกมาได้อย่างไร
• การหมุนของลูกข่างกับการตกของแมว
• ความเสถียรภาพของลูกข่าง
• ฮาร์ดดิสก์ทำงานอย่างไร
• เอ็นโทรปี

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

  ภาพประจำสัปดาห์
 
• ความรู้รอบตัวทั่วไป
• ดาราศาสตร์พิศวง 
• อัลเบิร์ต ไอส์ไตน์ กับกฏการสมมูลของมวล
• ว่าวของแฟลงกลิน
• ระเบิดนิวเคลียร์ทำงานอย่างไร
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
• เครื่องจักรสเตอริ่ง
• ทฤษฎีความอลวน