หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

การทดลองเสมือน

บทความพิเศษ

ธรรมชาติมหัศจรรย์

 

กลับหน้าสารบัญพุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์

กลับสู่หน้าแรกของโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

พุทธศาสนาในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์

ศรัทธา : จุดร่วมที่แตกต่าง  

ระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์

           ได้กล่าวแล้วข้างต้นว่า  จุดเริ่มร่วมของศาสนาและวิทยาศาสตร์  ก็คือ  การที่มนุษย์ประสบปัญหาในการดำรงชีวิตอยู่ในโลก  เนื่องจากภัยอันตรายและความติดขัดบีบคั้นจากธรรมชาติแวดล้อมและเมื่อจะแก้ปัญหา  มนุษย์ก็มองออกไปที่ธรรมชาติภายนอกด้วย  ความรู้สึกหวาดหวั่น  และความรู้สึกอัศจรรย์ใจ  แล้วความรู้สึกทั้งสองนั้นก็นำต่อไปสู่ความใฝ่ปรารถนาที่จะพ้นภัย  และความใฝ่รู้ในความจริงของธรรมชาติ  ตั้งแต่นั้น  จากจุดเริ่มที่ร่วมกัน  ศาสนากับวิทยาศาสตร์ก็เริ่มแยกจากกัน

        แม้จะแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม  แต่ทั้งศาสนาทั่วไปและวิทยาศาสตร์ก็มีจุดร่วมอีกอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน  คือ  การมองออกไป(หาต้นเหตุ)  ที่ธรรมชาติภายนอกตัว  โดยที่ตัวมนุษย์เองเป็นผู้มองพบว่าวิทยาศาสตร์ศึกษาแต่ธรรมชาติภายนอกในโลกแห่งวัตถุ  ไม่ได้มองมนุษย์รวมอยู่ในภาพรวมของธรรมชาติ  หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า  ไม่มองธรรมชาติว่าครอบคลุมถึงมนุษย์  และก็มิได้มองมนุษย์ว่าครอบคลุมธรรมชาติเอาไว้ในตัวด้วย

        เมื่อวิทยาศาสตร์มองธรรมชาติอย่างนี้   วิทยาศาสตร์จึงมีจุดที่เป็นเป้าของศรัทธาเพียงอย่างเดียว  คือ  ธรรมชาติ(ภายนอก)  โดยมีความเชื่อมั่นว่าในธรรมชาตินั้นมีกฎเกณฑ์อันแน่นอน  ซึ่งเรียกสั้น ๆ  ว่าศรัทธาในกฎธรรมชาติ

        แต่สำหรับพระพุทธศาสนา  จุดเริ่มคือการที่จะแก้ปัญหาที่เรียกว่า  ความทุกข์ของมนุษย์  ซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน  โดยเฉพาะเน้นแดนแห่งกิจกรรมของมนุษย์  แต่ก็มองเห็นว่าเหตุปัจจัยเหล่านั้นเป็นกระบวนการของธรรมชาติ  พุทธศาสนาจึงเชื่อในกฎธรรมชาติเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์  แต่ความเชื่อหรือศรัทธานี้โยงมาถึงตัวมนุษย์ด้วย  ทั้งในแง่ที่มนุษย์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและในแง่ที่มนุษย์เป็นที่ครอบคลุมธรรมชาติเอาไว้ในตัวโดยถือว่า  ความเป็นไปของชีวิตมนุษย์ก็อยู่ภายใต้กฎธรรมชาตินั้น  เช่นเดียวกัน

        สรุปว่า  ศรัทธาของพระพุทธศาสนามีแง่ที่ต่างจากศรัทธาของวิทยาศาสตร์  คือ  ศรัทธาของวิทยาศาสตร์มีจุดที่เป็นเป้าอย่างเดียว  ได้แก่  ธรรมชาติ  แต่ศรัทธาของพระพุทธศาสนามีจุดที่เป็นเป้า ๒ อย่าง  ได้แก่

                                .  ธรรมชาติ

                                .  ตัวมนุษย์

        แม้จะมีจุดที่เป็นเป้าแยกเป็น ๒ อย่าง  แต่จุดเป้าทั้งสองนั้นก็เชื่อมโยงถึงกัน  ต่อเนื่องเป็นอันเดียว  และจากความเชื่อมโยงระหว่างจุดเป้าทั้งสอง  คือ  ธรรมชาติกับตัวมนุษย์นี้  เราสามารถแยกศรัทธาของพระพุทธศาสนาเป็น ๒ ระดับ

 

        )  ระดับที่หนึ่ง  หรือระดับพื้นฐาน :  ศรัทธาหนึ่งเดียว  แยกเป็น ๒ ด้าน

         ในระดับที่หนึ่ง  หรือระดับพื้นฐาน  ซึ่งอาจจะเรียกกว่าระดับสูงสุดก็ได้  ศรัทธาเกี่ยวกับธรรมชาติภายนอกหรือธรรมชาติทั่วไป  และศรัทธาเกี่ยวกับตัวมนุษย์  เป็นศรัทธาอันเดียวกันนั่นเอง  แต่แยกเป็น ๒ ด้าน  หรือว่าที่จริงคือ  โยงต่อจากกันเป็น ๒ ช่วงตอน  กล่าวคือ

            .  ศรัทธาเกี่ยวกับธรรมชาติ  (ภายนอกหรือทั่วไป)  ได้แก่  ความเชื่อมั่นว่า  ในธรรมชาติมีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนแห่งความเป็นไปตามเหตุปัจจัย  เรียกสั้น ๆ  ว่า  ศรัทธาในกฎธรรมชาติ

            .  ศรัทธาเกี่ยวกับตัวมนุษย์  (ธรรมชาติภายใน)  ได้แก่  ความเชื่อมั่นว่า  ความดีงามสูงสุด  หรือชีวิตที่ดีงามของมนุษย์  เป็นภาวะที่เป็นไปได้โดยอาศัยและเนื่องอยู่ในกฎธรรมชาตินั้น  เรียกสั้น ๆ  ว่า  ศรัทธาในชีวิตดีงามที่เข้าถึงได้ตามกฎธรรมชาติ  หรือศรัทธาในคุณค่าสูงสุด

         ที่ว่าศรัทธาทั้งสองข้อนี้เป็นศรัทธาอันเดียวกัน  ก็เพราะว่าแท้จริงแล้ว  ทั้งสองข้อนั้น  ก็เป็นศรัทธาที่เกี่ยวกับธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น  สำหรับข้อ ๑ นั้น  โดยคำพูดก็ชัดอยู่แล้วว่า  เป็นศรัทธาที่เกี่ยวกับธรรมชาติ  แต่ที่จริงธรรมชาติในข้อ ๑ นั้น  หาใช่จะครอบคลุมธรรมชาติทั้งหมดไม่  มันกินความแค่ธรรมชาติภายนอก  หรือธรรมชาติทั่ว ๆ  ไปนอกจากความเป็นมนุษย์

        ในทางพุทธศาสนาถือว่ามนุษย์ก็เป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งด้วย  เพราะตัวมนุษย์เองในส่วนที่เป็นรูปธรรม  ก็มีความเป็นธรรมชาติเหมือนกันกับธรรมชาติภายนอกทั่ว ๆ  ไป  อย่างไรก็ดี  มนุษย์มีธรรมชาติอีกส่วนหนึ่ง  ซึ่งแปลกจากธรรมชาติภายนอกทั่ว ๆ  ไป  อย่างไรก็ดี  มนุษย์มีธรรมชาติอีกส่วนหนึ่ง  ซึ่งแปลกจากธรรมชาติภายนอกทั่ว ๆ  ไป  เป็นธรรมชาติส่วนที่ทำให้มนุษย์มีภาวะที่แตกต่างจากธรรมชาติภายนอกทั่ว ๆ  ไปเหล่านั้น  ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะพิเศษของมนุษย์หรือเป็นส่วนที่เป็นตัวมนุษย์เองแท้ ๆ  ที่เราเรียกแยกออกมาว่า  เป็นตัวมนุษย์ต่างหากจากธรรมชาติทั่ว ๆ  ไป  ธรรมชาติส่วนที่เป็นตัวมนุษย์โดยเฉพาะนี้เป็นนามธรรม  เป็นเรื่องของคุณค่า  หรือเป็นธรรมชาติในด้านคุณค่า

        เนื่องจากมนุษย์มีทั้งส่วนรูปธรรมที่เป็นธรรมชาติ  เหมือนกับธรรมชาติทั่ว ๆ  ไปภายนอก  และมีทั้งส่วนนามธรรมที่เป็นธรรมชาติด้านคุณค่า  ซึ่งพิเศษนอกเหนือไปจากธรรมชาติภายนอกทั่วไปเหล่านั้น  ดังนั้น  แทนที่จะพูดว่ามนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติด้วย  เราควรจะพูดในทางกลับกันว่า  มนุษย์ครอบคลุมธรรมชาติทั้งหมดเอาไว้ในตัว  และพร้อมกันนั้นมนุษย์ก็เป็นอันเดียวกับธรรมชาติ

        ทางพระพุทธศาสนาถือว่า  เรื่องคุณค่าที่เป็นด้านนามธรรมของมนุษย์  ก็เป็นธรรมชาติเหมือนกัน  และมันก็ขึ้นต่อกฎธรรมชาติแห่งความเป็นไปตามเหตุปัจจัยเช่นเดียวกัน  มันจึงเป็นความจริงของธรรมชาติเช่นเดียวกันด้วย  ด้วยเหตุนี้  การที่จะรู้เข้าใจธรรมชาติ  เข้าถึงความจริงหรือสัจจธรรมอย่างแท้จริง  จึงต้องรู้เข้าใจธรรมชาติให้ครบทั้งสองด้าน  คือทั้งธรรมชาติภายในของตัวมนุษย์  และธรรมชาติทั่วไปภายนอก

        เฉพาะอย่างยิ่ง  มนุษย์เป็นผู้ศึกษา  เป็นผู้รู้เข้าใจธรรมชาติ  การที่จะรู้เข้าใจธรรมชาติทั่วไปได้  ก็ต้องรู้เข้าใจตัวมนุษย์ที่เป็นผู้ศึกษาและเป็นผู้รู้เข้าใจธรรมชาตินั้นด้วย  แม้แต่ตัวความรู้ความเข้าใจนั้นเอง  ตลอดจนศรัทธาและความใฝ่รู้เป็นต้น  ที่เป็นองค์ประกอบของการเข้าถึงความจริง  ก็ล้วนเป็นเรื่องของคุณค่า  เป็นด้านนามธรรมของตัวมนุษย์และเป็นธรรมชาติที่จะต้องรู้เข้าใจด้วยทั้งนั้น  ยิ่งกว่านั้น  เราจะเห็นจุดบรรจบในขั้นสุดท้ายว่า  ตัวภาวะของการรู้เข้าใจเข้าถึงความจริงของกฎธรรมชาตินั้นเอง  ก็มีความหมายสำหรับมนุษย์เป็นการบรรลุถึงความดีงามหรือคุณค่าสูงสุด  เพราะฉะนั้นในขั้นสุดท้าย  ความจริงแท้กับความดีงามสูงสุด  หรือความจริงสูงสุดกับคุณค่าสูงสุดจึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ถ้าไม่ศึกษาคุณค่าต่าง ๆ  ที่เป็นเรื่องของมนุษย์นี้แล้ว  การรู้เข้าใจธรรมชาติก็จะต้องเว้าแหว่ง  บกพร่อง  ไม่ครบถ้วน  ไม่สมบูรณ์  และไม่สามารถเข้าถึงความจริงอย่างแท้จริง

        เมื่อแยกธรรมชาติออกเป็น ๒ ด้านหรือ ๒ ส่วน  คือ  ตัวมนุษย์กับธรรมชาติภายนอกแล้ว  ศรัทธาต่อธรรมชาติ  ก็แยกออกเป็น ๒ ด้าน  หรือ ๒ ตอนด้วยคือ  ศรัทธาในกฎธรรมชาติที่เป็นองค์ความรู้หรือตัวความจริงสูงสุด  กับศรัทธาในความดีงามหรือคุณค่าสูงสุด  แต่ก็เช่นเดียวกับธรรมชาติโดยรวมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียว  ศรัทธา ๒ อย่างนั้นก็เป็นเพียงการแสดงออก ๒ ด้านหรือ ๒ ตอนของศรัทธาอันเดียวกัน  ซึ่งในที่สุด  การเข้าถึงองค์ความรู้สูงสุด  กับการบรรลุถึงคุณค่าสูงสุดมาบรรจบรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ศรัทธาที่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวนี้เรียกสั้น ๆ  ว่า  ศรัทธาในธรรม

        ถึงแม้วิทยาศาสตร์จะมีศรัทธาในกฎธรรมชาติ  มุ่งที่จะรู้เข้าใจเข้าถึงความจริงของกฎธรรมชาติ  แต่วิทยาศาสตร์ไม่ได้มองธรรมชาตินั้นครอบคลุมถึงความเป็นมนุษย์และคุณค่า  ความจริงที่วิทยาศาสตร์มองจึงไม่ครบถ้วน  ไม่ทั่วตลอด  การแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงขาดตอน  ไม่สามารถตีวงบรรจบครบรอบได้  จึงไม่สามารถมองเห็นสัจจธรรมได้โดยสมบูรณ์  โดยที่ความจริงด้านหนึ่งของธรรมชาติได้ถูกละเลยมองข้ามไปเสีย  คือความจริงด้านตัวมนุษย์  รวมทั้งระบบคุณค่าทั้งหมด
ดัชนีหน้า  1   2    3    4    5    6    7
 สารบัญ

<< หน้าก่อน      หน้าถัดไป >>


นำมาจากพุทธศาสนา ในฐานะรากฐานของวิทยาศาสตร์ ของพระเทพเวที  ฟิสิกส์ราชมงคลต้องขอขอบคุณมากครับ
 
 
 
ข้อสอบเอนทรานซ์  
พจนานุกรมฟิสิกส์

ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c

ฟิสิกส์พิศวง
• เสียงของลำโพงออกมาได้อย่างไร
• การหมุนของลูกข่างกับการตกของแมว
• ความเสถียรภาพของลูกข่าง
• ฮาร์ดดิสก์ทำงานอย่างไร
• เอ็นโทรปี

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

  ภาพประจำสัปดาห์
 
• ความรู้รอบตัวทั่วไป
• ดาราศาสตร์พิศวง 
• อัลเบิร์ต ไอส์ไตน์ กับกฏการสมมูลของมวล
• ว่าวของแฟลงกลิน
• ระเบิดนิวเคลียร์ทำงานอย่างไร
แบบฝึกหัดโลหะวิทยา
• เครื่องจักรสเตอริ่ง
• ทฤษฎีความอลวน