ฟิสิกส์ราชมงคล

index 80

คำถาม

    ทำไมเมื่อหยดน้ำที่อยู่บนจอทีวีเราเห็นเป็นจุดสี  ?

คำถาม

    กระจกเงาต้องมีขนาดเท่าไหร่ จึงเห็นภาพสะท้อนเราได้ทั้งตัว ?

คำถาม

    นกเพนกวินมีกี่ชนิด และชื่อว่าอะไรบ้าง ?

 

วัณโรค

วัณโรค คืออะไร

 

วัณโรค เป็นโรคติดต่อที่เรื้อรัง และเป็นได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย เช่น ที่ต่อมน้ำเหลือง กระดูก เยื่อหุ้มสมอง ปอด แต่วัณโรคที่เป็นกันมากและเป็นปัญหาทางสาธารณสุขอยู่ในขณะนี้ก็คือ วัณโรคปอด มักพบในคนแก่คนที่ร่างกายอ่อนแอจากการเป็นโรคอื่น ๆ มาก่อน เช่น หวัด หัด ไอกรน พวกติดยาและโรคเอดส์และในคนที่ตรากตรำทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอ ขาดอาหาร ดื่มเหล้าจัด หรือในคนที่มีประวัติใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรค เช่น นอนห้องเดียวกัน หรืออยู่บ้านเดียวกัน

การติดต่อ

 

ผู้ป่วยวัณโรค จะมีเชื้อโรคอยู่ในปอด เมื่อผู้ป่วย ไอจาม เชื่อจะออกมากับละออง เสมหะหรือน้ำลายนั้น เสมหะที่ตกสู่พื้นดินถ้าถูกแสงแดดส่องนาน ๆ เข้า เชื้อจะตายไปเอง ส่วนละอองเล็ก ๆ จะลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน ๆ หากผู้ใกล้ชิดสูดหายใจเข้าไป เชื้อวัณโรคจะเข้าสู่ร่างกาย ทำให้มีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้ แต่ผู้ที่ได้รับเชื้อแล้ว บางคนก็ยังไม่ป่วยเป็นวัณโรคเลยทีเดียว แต่จะเป็นพาหะนำโรคแพร่เชื้อโรคไปสู่ผู้อื่นได้
 

อาการของวัณโรค

1. อาการทั่วไป

2. อาการเฉพาะที่

การป้องกัน

การปฏิบัติตนเมื่อเป็นวัณโรค

 

1. รับประทานยาให้สม่ำเสมอ ระยะเวลานานเพียงพอตามการรักษาแพทย์ หลังรับประทานยา 2-3 เดือน ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีอาการดีขึ้น แต่อาการที่ดีขึ้นนั้นไม่ได้หมายความว่า ผู้ป่วยหายจากโรคแล้ว ถ้าด่วนหยุดยาเอง โรคกำเริบและเชื้อวัณโรคอาจดื้อยาที่เคยรักษาอยู่ โอกาสหายจึงยากมาก ถ้าผู้ป่วยรับประทานยาแล้วมีอาการแพ้ยาขอให้กลับมาพบแพทย์ทันที ห้ามหยุดยาเอง หรือเปลี่ยนที่รักษาใหม่ จะมีผลทำให้การรักษาล่าช้าไป
2. ปิดปาก จมูก เวลาไอหรือจาม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายสู่ผู้อื่น
3. บ้วนเสมหะลงในภาชนะ หรือกระป๋องที่มีฝาปิดมิดชิดทำลายเสมหะโดยนำกระป๋องไปตั้งไฟให้เดือด อย่างน้อย 5 นาที เพื่อฆ่าเชื้อโรค หรือแช่น้ำยา ฆ่าเชื้อไลโซ
4. จัดบ้านให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ให้แสงแดดส่องถึง และหมั่นนำเครื่องนอนออกตากแดด
5. ตัวผู้ป่วยควรนอนแยกห้องหรือมุ้งออกจากผู้อื่นในบ้านโดยเด็ดขาด จนกว่าจะรักษาตัวให้แน่ใจว่าหายดีแล้ว
6. ควรใช้ช้อนกลางในการตักกับข้าวรับประทานอาหาร ช้อน จาน ชาม ของผู้ป่วยควรต้อมในน้ำเดือด ช้อน ชาม จาน ของผู้ป่วย ควรต้มในน้ำเดือด
7. ห้ามดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และยาเสพติดทุกชนิด เพราะเป็นสาเหตุสำคัญ ของการทำลายสุขภาพ
8. ผู้ที่อยู่ในบ้านเดียวกับผู้ป่วย อาจจะได้รับเชื้อจากผู้ป่วย จึงควรนำทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ไปรับการตรวจจากแพทย์ จะได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ

จะได้รับการตรวจรักษาและฉีดวัคซีน บี ซี จี ป้องกันวัณโรคได้ที่ใดบ้าง


เอกสารเผยแพร่ของหน่วยงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ กองการพยาบาล รพ.ภูมิพลอดุลยเดช พอ.

 


อนุรักษ์กระดาษพันปี

คงเป็นที่ทราบกันดีว่า คนจีนได้ประดิษฐ์กระดาษขึ้นใช้เป็นชาติแรกในโลก เมื่อประมาณ 2 พันกว่าปีมาแล้ว แต่เทคโนโลยีการทำกระดาษของจีนมิได้แพร่หลายกระจายสู่ชาติต่างๆ อย่างรวดเร็ว เพราะสภาพโดดเดี่ยวทางภูมิศาสตร์ และสังคมของจีนโบราณ

 

ส่วนชาวเกาหลีนั้นได้รู้จักกระดาษเป็นครั้งแรกในราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 ญี่ปุ่นเป็นชาติต่อไปที่รู้จักกระดาษในราวคริสต์ศตวรรษที่ 3 และชาวอินเดียเริ่มทำกระดาษเป็นราวคริสต์ศตวรรษที่ 7

 

ส่วนชาวยุโรป นั้นเพิ่งเห็นกระดาษเป็นครั้งแรกเมื่อนักสำรวจชื่อ Marco Polo ได้ไปเยือนเมืองจีน ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยเขาได้เห็นคนจีนใช้เงินที่ทำด้วยกระดาษอย่างแพร่หลาย และได้เห็นประเพณีเผากระดาษในงานศพอีกด้วย ต่อมาเมื่ออาณาจักรมองโกลแผ่ขยาย อารยธรรมการทำกระดาษของจีนจึงได้แพร่กระจายไปทั่วโลก

 

ในปี พ.ศ. 2450 Sir Auriel Stein นักโบราณคดีชาวอังกฤษได้พบหนังสือจีนที่พิมพ์ด้วยหมึกดำในถ้ำแห่งหนึ่งใกล้เมือง Dunhuang ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน หนังสือนั้นทำด้วยกระดาษยาว 5 เมตร มีบันทึกข้อความเกี่ยวกับพุทธศาสนาและวันเวลาที่ได้รับการพิมพ์ว่าได้ถูกพิมพ์ขึ้นเมื่อ 1132 ปีก่อนโน้น

 

สิ่งตีพิมพ์จึงได้รับนามว่า Dunhuang Diamond Sutra นับว่าเป็นเอกสารพิมพ์ที่โบราณที่สุดในโลก ปัจจุบันกระดาษที่ประมาณค่ามิได้ชิ้นนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของอังกฤษ และขณะนี้กระดาษ Dunhuang กำลังเปื่อยสลาย

 

ในอดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายพิทักษ์รักษาสมบัติทางอารยธรรมของโลกชิ้นนี้ ได้ใช้กาวชนิดหนึ่งทาบกระดาษแล้วแปะติดกับกระดาษรองพื้นอีกทีหนึ่ง กรรมวิธีลักษณะนี้ทำให้กระดาษเครียด มันจึงมีรอยแตก และรอยแตกได้ขยายขนาดขึ้นทุกวัน

 

เจ้าหน้าที่ฝ่ายอนุรักษ์พิพิธภัณฑสถานจึงได้ลงความเห็นว่า สมควรที่จะแยกกระดาษตัวจริงออกจากกระดาษรอง แต่ปัญหาก็มีอยู่ว่า ทางพิพิธภัณฑ์ไม่รู้ว่า ในอดีต คนเก็บรักษากระดาษนี้ใช้กาวชนิดใดทา และน้ำยาที่ใช้ในการพิมพ์กระดาษนั้น เป็นน้ำยาชนิดใด

 

ทางพิพิธภัณฑ์จึงได้ติดต่อกับ K. Seddon และ F. Jones แห่งมหาวิทยาลัย Sussex ในประเทศอังกฤษให้ช่วย ก่อนที่กระดาษจะเหลือแต่ขุย นักเคมีทั้งสองได้ทดลองใช้สารละลายหลายชนิดละลายกาวที่ใช้ในการปะ และขณะเดียวกันก็ไม่ทำลายกระดาษด้วย ในที่สุดเขาพบว่า สารที่ใช้ละลายกาวได้ดีที่สุดคือ น้ำ แต่หากจะเอาน้ำราด หมึกเหมิก ตัวอักษรต่างๆ ที่พิมพ์ไปบนนั้น ก็จะละลายไหลตามออกมาด้วย

 

ทางออกใหม่ที่ Seddon และ Jones พบคือ ใช้สารละลายของ sodium nitrate สารละลายนี้เวลาสัมผัสหมึกของกระดาษจะเปลี่ยนหมึกเป็นสารอื่น แต่สีและความเข้มต่างๆ จะยังคงสภาพเดิมทุกประการ sodium nitrate ละลายกาวได้ดีอีกด้วย

 

ปัญหาขั้นต่อไปคือ ทางพิพิธภัณฑ์ยังคิดไม่ออกเลยว่า จะมีวิธีเก็บรักษาตัวกระดาษที่มีหมึกพิมพ์อยู่ด้วยนี้ให้คงทนค้ำฟ้าและถาวรได้อย่างไร

โดย ดร.สุทัศน์ ยกส้าน สสวท.


มนุษย์กับแมลง

เมื่อดีดีทีถูกพบใหม่ๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านแมลงท่านหนึ่งกล่าวว่ากีฏวิทยา (วิชาที่ว่าด้วยแมลง) กำลังใกล้จะถึงวาระสุดท้ายเพราะดีดีทีจะฆ่าแมลงทั้งหลายทุกชนิดจนสิ้นโลก

 

จากวันนั้นจนกระทั่งวันนี้ เราก็ยังคงมีแมลงอยู่เต็มโลก ในประเทศต่างๆ ทั้งหลายที่กำลังพัฒนา โรคภัยที่เกิดจากแมลงกำลังแพร่ระบาดไปทั่ว ในแอฟริกาในแต่ละปีจะมีเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ จำนวนล้านคนที่เสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรีย ซึ่งมียุง Anopheles เป็นพาหนะนำ ในประเทศแถบร้อน ยุงและแมลงทำให้คนเป็นโรคเท้าช้างจำนวนร่วม 400 ล้านคน

 

ในการประชุมประจำปีครั้งที่ 100 ของสมาคมกีฏวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อปลายปี 2538 ได้มีหัวข้อหนึ่งในการประชุมคือ แมลงกับการเป็นเจ้าโลก และมนุษย์กับการเป็นผู้ขออาศัย

 

แมลงได้ถือกำเนิดบนโลกมานานร่วม 400 ล้านปีแล้ว และเป็นสัตว์บกรุ่นแรกๆ ของโลก และเมื่อประมาณ 1 ล้านปีมานี้เอง พระเจ้าก็ได้ส่งให้มนุษย์มาจุติบนโลกบ้าง

 

ปัจจุบันโลกมีแมลงประมาณหนึ่ง ล้าน ล้าน ล้าน ตัวทำให้มีน้ำหนักรวมกันเท่าๆ กับน้ำหนักของมนุษย์ทั้งโลกและขณะนี้นักชีววิทยารู้จักแมลงประมาณ 750,000 ชนิด แต่จริงๆ แล้วแมลงมีมากมายหลายชนิดกว่านี้หลายต่อหลายเท่า แมลงจึงนับเป็นสัตว์ที่มีจำนวนชนิดมากที่สุด มากกว่าพืช กว่าสัตว์อื่นๆ และจุลินทรีย์รวมกันทั้งหมด

 

มนุษย์พึ่งพาอาศัยแมลงในการดำรงชีพมาก แต่แมลงไม่จำเป็นต้องอาศัยมนุษย์ในการดำรงชีวิตเลย สมมติว่าโลกนี้ ไม่มีมนุษย์ในทันทีทันใด เราจะพบว่าแมลงแม้แต่ชีวิตเดียวก็ไม่กระทบกระเทือน และภายในระเวลาเพียง 200-300 ปีโลกจะย้อนกลับสู่สภาพอุดมสมบูรณ์ดังในอดีต เมื่อ 10,000 ปีมาแล้ว แต่หากแมลงหมดสิ้นไปจากโลก ระบบนิเวศน์ทั้งหลายทั้งปวงที่แวดล้อมและแวดไม่ล้อมจะอลวนสับสนทันที ต้นไม้ดอกที่เคย มีแมลงช่วยในการผสมเกสร ก็จะมีแต่ลมๆ แล้งๆ ช่วยผสมพันธุ์แต่เพียงอย่างเดียว มันจะค่อยๆ ล้มตายและสูญพันธุ์ไป สัตว์อื่นๆ เช่นนกเมื่อไม่มีพืช ไม่มีแมลงเป็นอาหารก็จะล้มตายไป ดินดำที่เคยร่วนซุยเพราะมีแมลงช่วยพรวนก็จะกลายเป็นดินแข็งที่ใช้เพาะปลูกอะไรไม่ได้ ชีวิตมนุษย์ก็จะไม่เป็นชีวิตอีกต่อไป

 

ในความคิดเห็นของคนทั่วไป แมลงเป็นสัตว์ที่น่าเกลียด น่ากลัว และน่ารำคาญ เราตบยุง ตีแมลงวัน และฆ่าแมลงสาบ แต่ถึงแม้เราจะกระทำมากและบ่อยครั้งสักเพียงใดก็ตาม ปริมาณการตายของแมลงเหล่านี้ก็นับว่ายังน้อยนิด จนไม่กระทบเทือนระบบแวดล้อมแต่อย่างใด

 

ในยุคสมัยดึกดำบรรพ์แมลงกับพืชเคยมีชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข พอมีมนุษย์มาเกิดร่วมโลก สมดุลต่างๆ ในธรรมชาติก็ถูกรบกวน ตราบเท่าทุกวันนี้มนุษย์ยังไม่มีความรู้ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ การไม่รู้จักและไม่เข้าใจชีวิตในรูปแบบอื่นๆ ทำให้เกิดปัญหาในการครองชีวิตร่วมกันและทุกๆ วันมนุษย์จะทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของแมลง แมลงจึงกำลังถูกทำลายให้สูญพันธุ์ นับเป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากที่ว่าแมลงเหล่านี้บางชนิดมีประโยชน์คือ สามารถใช้ในการรักษาและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่ทันที่เราจะรู้จัก มันก็สูญพันธุ์ไปแล้ว

 

สงครามและสันติภาพ ระหว่างมนุษย์กับแมลงจะต้องดำเนินต่อไปอีกนานแสนนาน เมื่อโลกถึงวาระแตกดับ และมนุษย์คนสุดท้ายได้ล้มตายจากโลกนี้ไปแล้ว สิ่งมีชีวิตที่จะสืบทอดมรดกโลกต่อไป คือแมลงครับ

โดย ดร.สุทัศน์ ยกส้าน สสวท.


ตำนานความสัมพันธ์คนและม้า

ผมไม่ทราบว่าคุณๆ เคยอ่านเรื่องที่ว่าในอดีตเมื่อ 480 ปีก่อนได้มีแม่ทัพคนหนึ่งใช้ม้าเพียง 16 ตัว ก็สามารถทำศึกพิชิตอาณาจักรๆ หนึ่งได้สบายๆ

 

แม่ทัพคนนั้นคือ Hernando Cortez แห่งสเปน และเขาคือผู้ที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่า ในปี พ.ศ. 2062 เขาได้กรีธาทัพถึงนคร Tenochtitlan (หรือ Mexico City ในปัจจุบัน) โดยมีทหาร 500 คน ปืน 14 กระบอก และม้า 16 ตัว เมื่อชาวอินเดียเผ่า Aztec เห็นม้าได้รู้สึกประทับใจและตกใจกลัวมากเพราะคนเหล่านั้นไม่เคนเห็นม้ามาก่อนเลยในชีวิต ทั้งนี้เพราะม้าได้สูญพันธุ์ไปจากทวีปอเมริกาเป็นเวลานานก่อนที่ชนเผ่า Aztec จะสร้างอาณาจักรของตนขึ้นมา ชาวอินเดียเหล่านั้นจึงได้พากันคิดไปว่า เทพเจ้า Quetzalcoatl ที่ตนนับถือและได้ผละทิ้งตนไป ได้หวนกลับมาหาพวกตนอีกครั้งหนึ่ง โดยได้มาปรากฏตัวในร่างของนายพล Cortez ที่กำลังนั่งอยู่บนหลังของสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งซึ่งตนกำลังเห็น เมื่อคิดได้เช่นนั้น ชนเผ่า Aztec จึงได้พากันยอมยกอาณาจักร Mexico ให้นายพล Cortez นำไปถวายแก่กษัตริย์สเปนทันที

 

เหตุการณ์นี้มิได้เป็นเหตุการณ์เดียวที่ม้าได้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดวิถีชีวิตของมนุษย์ จักรพรรดิ Alexander มหาราชแห่งอาณาจักร Macedonia ได้เคยขี่ม้าชื่อ Bucephalus ทำศึกชนะไปทั่ว 7 คาบสมุทร ชาวโรมันในสมัยโบราณนิยมการแข่งขันรถศึกที่ใช้ม้าลาก เหล่าอัศวินในยุโรปสมัยกลางก็นิยมขี่ม้า ก่อนที่มนุษย์จะรู้จักประดิษฐ์รถยนต์เสียอีก ในอดีตการรับส่งผู้โดยสารและการสื่อสารต่างๆ ก็ใช้ม้าเป็นพาหนะทั้งสิ้น

 

ทุกวันนี้เราคงยังพบเห็นการใช้ม้าในการทำธุรกิจฟาร์ม ในวงการละครสัตว์ ในภาพยนตร์และกีฬา เข่น โปโล เป็นต้น เราเห็นมันบ่อย และนึกภาพของมันได้ดีเสียจนลืมคิดไปว่าม้าเป็นสัตว์ที่น่าสนใจมากเพราะเวลามันวิ่งมันจะใช้ปลายเท้า (กีบ) วิ่ง เช่นเดียวกับคน

 

การศึกษาโครงกระดูกของม้าดึกดำบรรพ์ทำให้เราทราบว่าม้าตัวแรกของโลกได้ถือกำเนิดมาเมื่อ 55 ล้านปีก่อนโน้น และม้ายุคนั้นมีขนาดเล็กมากคือเล็กเท่าสุนัขจิ้งจอก และเท้ามีนิ้วถึง 4 นิ้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปม้าก็มีวิวัฒนาการคือ ลำตัวได้เพิ่มขนาด ม้าในยุคต่อมาจึงมีขนาดใหญ่ขึ้นๆ และนิ้วเท้าทั้ง 4 ได้หดหายเหลือกีบๆ เดียว พร้อมกันนั้นความสามารถในการวิ่งของม้าก็ทวีขึ้นๆ เพราะมันกินอาหารมากขึ้น และแข็งแรงขึ้น

 

ปัจจุบันคนรู้จักม้า แต่ในอดีตเมื่อ 3,700 ปีก่อนนี้ คนอียิปต์ไม่รู้จักม้าเลยและเมื่อเขารู้จักมัน เขาก็นำมันมาใช้แทนลาทันที แม้แต่องค์ฟาโรห์เองก็ทรงโปรดม้ามากและทรงใช้ม้าในการทำสงครามบ่อยๆ ส่วนคนอาหรับโบราณนั้นไม่รู้จักม้าจึงใช้อูฐแทน แต่เมื่อรู้จักม้า เขาก็รักม้ามาก ม้าอาหรับเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นม้าที่วิ่งเร็วและมีรูปร่างเพรียว ส่วนชาวอินเดียนแดงที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือนั้นก็เป็นคนที่มีความสามารถในการขี่ม้ามาก เพราะสามารถยิงธนูสู่เป้าขณะที่ขี่ม้าได้อย่างสบายๆ เช่นเดียวกับชนเผ่า tartar ในเอเชียกลาง

 

ถึงม้าเราจะรู้สึกว่าเรารู้จักม้าเป็นอย่างดีมากแล้วก็ตาม แต่ก็มีคำถามๆ หนึ่งที่นักโบราณคดีได้พยายามหาคำตอบมาเป็นเวลานาน คำถามนั้นก็คือมนุษย์เริ่มรู้จักขี่ม้าตั้งแต่เมื่อใด

 

เมื่อ 5 ปีก่อนนี้ D. Anthony แห่ง Hartwick College ซึ่งอยู่ในรัฐ New York ของสหรัฐอเมริกาได้ตอบคำถามนี้ว่า จากการขุดพบกระดูกของม้าโบราณในบริเวณลุ่มน้ำ Dnieper ของแคว้น Ukraine เขาได้พบว่าชนเผ่า Sintashta-Petrovka ได้รู้จักขี่ม้าเป็นครั้งแรกเมื่อ 6,300 ปีก่อนนี้ Anthony ได้สรุปผลการวิจัยครั้งนี้จากการพิจารณากระดูกฟันของม้าที่ขุดได้ และเมื่อเขาเห็นว่ากระดูกฟันของม้ามีรอยสึกกร่อน และรอยนั้นมิได้เกิดจากการผุของฟันแต่อย่างใด เขาจึงได้อธิบายว่าการที่ฟันม้าเหล่านี้สึกหรอคงเป็นผลมาจากการที่มันเป็นฟันของม้าที่ถูกคนขี่ เพราะเวลคนขี่กระตุกบังเหียนเหล็กที่ถูกสวมติดเข้าช่องปากของม้าจะเสียดสีฟันม้าไปมาตลอดเวลาทำให้ฟันมีรอยบุ๋มลึกประมาณ 3-4 มิลลิเมตร และเมื่อ Anthony วัดอายุของฟัน เขาก็รู้ว่าม้าที่ถูกคนขี่เหล่านั้นได้เคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 6,300 ปีก่อนนี้

 

นักประวัติศาสตร์ยังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า เมื่อมนุษย์รู้จักขี่ม้า ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ก็เริ่มเปลี่ยนโฉมทันที เพราะม้าเป็นสัตว์ที่แข็งแรงและวิ่งได้เร็ว ดังนั้น คนที่ขี่ม้าก็สามารถเดินทางได้ไกลขึ้นและเร็วขึ้นถึง 130 กิโลเมตรในหนึ่งวัน และทำให้การติดต่อสื่อสารถึงกันเร็วขึ้นเช่นกัน การเป็นสัตว์ที่ทรงพลังก็มีส่วนทำให้คนนิยมใช้ม้าในการลากรถและบรรทุกสัมภาระ และยามเกิดศึกสงคราม กองทัพที่มีม้าเมื่อโจมตีข้าศึกแล้วก็สามารถถอยหนีไปได้เร็วก่อนที่ข้าศึกที่ไม่มีม้าจะตอบโต้ทัน ยุโรปสมัยกลางมียุค chivalry (คำว่า cheval แปลว่าม้า) ที่ใครจะเป็นอัศวินโดยไม่มีม้าไม่ได้ เพราะประเพณีกำหนดไว้ว่า เวลาอัศวินล้มละลายเพราะมีหนี้สินล้นพ้นตัว เขาจะมีสมบัติเพียง 2 ชิ้นเท่านั้นที่รัฐไม่สามารถยึดครองได้ สมบัติแรกคือเกราะ และสมบัติสองคือม้าของเขาเอง ดังนั้น เกราะกับม้าคือสมบัติที่เขาจะมีติดตัวไปตลอดชีวิต แต่ในความเป็นจริงนั้นอัศวินประจำการทุกคนจะมีม้าประจะตัวถึง 4 ตัว คือม้านำที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ซึ่งเขาจะใช้นำเข้าสู่สถานพิธีต่างๆ ตัวอัศวินเองจะขี่ม้าที่มีขนาดตัวเล็กว่าม้านำ แต่ม้าตัวที่เขาขี่นี้จะไม่ใช้ม้าตัวที่เขาขี่เวลาออกศึก ม้าตัวที่ 3 เป็นม้าศึก ซึ่งถือเป็นม้าประจำตัวของอัศวินที่สามารถวิ่งได้คล่องแคล่ว และแข็งแรง ส่วนม้าตัวที่ 4 เป็นม้าติดตาม ซึ่งอัศวินจะไม่ขี่เลย เพราะเป็นม้าที่ใช้ในการขนสัมภาระส่วนตัว เช่น หอก ธนูและโล่ เป็นต้น

 

และเมื่อคนเรารู้จักขี่ม้าแล้ว กิจกรรมเกี่ยวกับม้าที่คนโบราณนิยมทำในเวลาต่อมาคือการแข่งรถศึกที่ใช้ม้าลาก (chariot) นักประวัติศาสตร์ได้พยายามศึกษาหาที่มาว่าประเพณีการแข่งรถศึกที่เทียมม้านั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างไรและเหตุใดปัจจุบันเราจึงไม่มีเกมการแข่งรถศึกลักษณะนั้นอีก

 

D. Bennett แห่งมหาวิทยาลัย Regensburg ในประเทศเยอรมันได้มีรายงานประวัติความเป็นมาของการแข่งขันรถม้าศึก ในวารสาร History Today ฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 ว่าที่ผิวของเครื่องปั้นดินเผาที่เขาขุดพบในบริเวณเมือง Tiryns ในประเทศกรีซมีภาพรถ 2 คันกำลังวิ่งแข่งขันและคนที่ขี่รถม้าทั้งสองคนมีผมสยายเพราะถูกลมพัดและที่ปลายสุดทางวิ่งมีเสาปักสำหรับเป็นที่กลับรถ ภาพนี้แสดงให้เห็นว่ากีฬาแข่งรถม้าได้เกิดขึ้นเมื่อ 3,300 ปีก่อนโน้น และในกีฬาโอลิมปิกเมื่อ 2,700 ปีก่อนนี้ ก็ได้มีกีฬาแข่งรถม้าเช่นกัน และเมื่อการแข่งขันจบลงผู้ชนะจะได้รับพวงมาลัยที่ทำด้วยใบมะกอก ได้น้ำมันมะกอก ข้าวโพด โล่ หรือเครื่องเงินเป็นรางวัลและในบางครั้งก็ได้เงินรางวัล หรือได้ตำแหน่งสูงๆ ทางการเมือง โดยเฉพาะเมื่อ 200-300 ปีก่อนคริสตกาลนั้น กีฬาแข่งรถม้าศึกได้แพร่หลายในอาณาจักรโรมัน ในรัชสมัยของจักรพรรดิ Romulus คือในราวปี พ.ศ. 100 คนโรมันมีวันหยุดไม่น้อยกว่า 180 วันต่อปี และแทบทุกวันจะมีการแข่งรถม้า บางวันก็มีบ่อยถึง 24 ครั้ง

 

ในสมัยนั้นกีฬาแข่งรถม้าเป็นกีฬาอันตรายจ๊อกกี้หลายคนได้เสียชีวิตลงเพราะเวลาเกิดอุบัติเหตุรถม้าชนกัน เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ไม่สามารถปกป้องตัวเขาให้รอดพ้นจากการถูกรถม้าอื่นๆ แล่นทับหรือแม้แต่หมวกกันน็อกก็ไม่มีใส่ในยุคนั้น และเมื่อถึงเวลาแข่งขันจริงๆ เสียงเชียร์ของคนดูที่ดังสนั่นกึกก้องทั่วท้องสนามก็มีส่วนทำให้จ๊อกกี้รถม้าลืมตัว อุบัติเหตุและการสูญเสียชีวิตจึงเกิดขึ้นเนืองๆ

 

กีฬาชนิดนี้ได้มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคม การเมือง และวัฒนาธรรมของคนโบราณในสมัยนั้นมาก และเมื่อจักรพรรดิโรมันเริ่มสลาย กีฬาแข่งรถม้าศึกก็เริ่มสลายตาม และสิ้นสุดลงเช่นเดียวกับกีฬาทารุณอื่นๆ มาในยุคปัจจุบันเราแข่งรถ Formula-1 แทนครับ

โดย ดร.สุทัศน์ ยกส้าน สสวท.


ฮอร์โมนพืช-แอสไพริน
 
เคล็ด "ลับ" หนึ่งที่แม่บ้านทางโลกตะวันตกพบก็คือ น้ำที่มียาแอสไพริน (aspirin) ละลายอยู่สามารถทำให้ดอกไม้ในแจกันสดสะพรั่งอยู่ได้เป็นเวลานานๆ เมื่อเร็วๆ นี้นักวิทยาศาสตร์ก็ได้พบสูตรสนับสนุนความรู้นี้ คือได้พบว่ากรด salicylic ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของยาแอสไพริน สามารถกระตุ้นเร้าให้ระบบภูมิคุ้มกันเชื้อโรคของต้นไม้ทำงาน นักวิทยาศาสตร์ทราบมานานแล้วว่าต้นไม้สามารถผลิตยาแอสไพรินได้ แม้กระทั่งอินเดียนแดงก็ได้พบว่าต้น Salix สามารถใช้กินแก้อาการปวดศีรษะได้ แต่กระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีใครทราบว่ายาแอสไพรินที่พืชผลิตได้นั้น มีประโยชน์กว้างไกลเพียงใด ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้สะสมความรู้ ด้านอิทธิพลได้สะสมความรู้ ด้านอิทธิพลของแอสไพรินต่อพืชมากมาย เช่น พบว่าสารนี้ทำให้พืชงอกใบและออกดอกได้เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2522 R. White แห่งสถาบันวิจัย Rothamsted ในประเทศอังกฤษได้พบว่าเขาสามารถป้องกันไม่ให้ไวรัสระบาดในพืชได้ โดยฉีดพืชนั้นด้วยยาแอสไพรินอ่อนๆ การทดลองนี้บ่งชี้ว่าพืชก็มีระบบภูมิคุ้มกันและต่อต้านเชื้อโรคเหมือนกัน แต่กลไกที่พืชใช้ในการต่อต้านเชื้อโรคจะเป็นเช่นไรนั้น ยังเป็นเรื่องลึกลับสำหรับนักชีววิทยาอยู่ จนกระทั่งเมื่อ Ilya Raskin แห่งสถาบันวิจัยเกษตรกรรมที่ Delaware ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้พบว่า ในต้นพลับพลึงชนิดหนึ่ง ก่อนที่มันจะออกดอก จะมีปริมาณกรด salicylic สูงถึง 100 เท่า ของปริมาณปกติ และเขายังพบอีกว่า ในต้นที่มีไวรัส ก็มีปริมาณกรด salicylic มากเหมือนกัน หลักฐานทั้งสองประการนี้ชี้บอกว่า เวลาเกิดการเปลี่ยนแปลงในพืช พืชจะขับสารโปรตีนประเภท salicylic ออกมามากมาย ถึงแม้ว่าความรู้ที่ Raskin พบนี้จะเป็นความรู้บริสุทธิ์ แต่บริษัท Ciba-Geigy แห่งเมือง Basel ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์กำลังหาหนทางจะใช้ความรู้นี้ในทางการค้า โดยจะหาวิธีป้องกันพืชจากโรคธรรมชาติ วิธีการหนึ่งที่เป็นไปได้คือ หาสารเคมีมาฉีดให้พืชขับสารต่อต้านเชื้อโรคออกมา ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือหาหนทางพัฒนาพืชต่างๆ ให้สามารถผลิตกรด salicylic ในตัวมันเองเพื่อต่อสู้กับโรคร้ายที่จะมาคุกคามมันได้ Raskin คิดว่า การค้นพบเกี่ยวกับกรด salicylic ในพืชที่เขาพบนี้ เป็นเพียงความรู้เบื้องต้น งานวิจัยเกี่ยวกับฮอร์โมนในพืชยังต้องทำอีกมากมาย สรุปว่าแอสไพรินรักษาโรคของคน และพืช (ได้บ้าง) แต่ทั้งนี้ผมไม่ได้หมายถึงโรคเอดส์ที่เป็นเฉพาะคน ต้นไม้ไม่เกี่ยวนะครับ

โดย ดร.สุทัศน์ ยกส้าน สสวท.


มด

มดเป็นแมลงชนิดหนึ่งในตระกูล Formicidae เราพบเห็นมดในทุกหนแห่ง นอกจากใน ทวีปแอนตาร์กติกาที่มีน้ำแข็งปกคลุมตลอดปี มดเป็นสัตว์สังคมที่มีความสามารถหลายด้าน และมีพฤติกรรมที่น่าสนใจมาก ถึงระดับที่ทำให้มันเป็นสัตว์ที่คนสนใจศึกษามากที่สุด
 
ถึงแม้มดจะมีน้ำหนักตัวเบาเมื่อเทียบกับคนก็ตาม แต่ถ้าเราชั่งน้ำหนักของมดทั้งโลก เราก็จะพบว่ามันมีน้ำหนักพอๆ กับคนทั้งโลกทีเดียว
 
นักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดว่ามดมีวิวัฒนาการจากแมลงดึกดำบรรพ์ที่ดำรงชีวิตเป็นกา ฝากตามตัวแมลงชนิดอื่น และถือกำเนิดเกิดมาบนโลกเมื่อประมาณ 40 ล้านปีมาแล้ว
แต่ในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมานี้ D. Agosti แห่ง American Museum of Natural History ที่ New York ในสหรัฐอเมริการและคณะได้รายงานว่าเขาได้ พบซากฟอสซิล ของมดที่มีอายุถึง 92 ล้านปี ซึ่งนับว่าดึกดำบรรพ์กว่าที่คิดเดิมถึง 2 เท่าตัว ในยางสนของต้นไม้ต้นหนึ่งในรัฐ New Jersey สหรัฐอเมริกา ซากมดที่เขาพบนี้เป็นซากของ มดงานตัวเมีย 3 ตัว และตัวผู้ 4 ตัว มดกลุ่มนี้มีอวัยวะและต่อมาของร่างกายที่ชัดเจนว่าเป็น มด เช่น มีต่อม metapleural ที่ทำหน้าที่ขับสารปฏิชีวนะออกมาเพื่อปกป้องมดมิให้เป็น อันตรายจากการถูกจุลินทรีย์คุกคาม จึงทำให้มันสามารถดำรงชีพอยู่ใต้ดินหรือตามต้นไม้ที่ เน่าเปื่อยได้สบายๆ และยังใช้สารเคมีที่ขับออกมาจากต่อมนี้ในการติดต่อสื่อสารถึงกัน อันมี ผลทำให้มันเป็นสัตว์สังคมที่ดีที่สามารถ ในที่สุด Agosti และคณะจึงคาดคะเนว่า มดคงถือ กำเนิดเกิดมาบนโลกเมื่อ 130 ล้านปีก่อน ซึ่งยุคนั้นเป็นยุคที่นักธรณีวิทยาเรียกว่ายุค Cretaceores และเป็นยุคที่ไดโนเสาร์ยังครองโลกอยู่ แต่มดก็มิได้มีบทบาทสำคัญทันทีทันใด มดเริ่มมีความหลากหลายทางชีวภาพในยุคต่อมาคือยุค Tertiary คือ เมื่อไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ไปจนหมดสิ้นแล้ว ปัจจุบันมดมีความสำคัญต่อระบบนิเวศของโลกมาก โดยเฉพาะในบริเวณ เขตร้อนของโลกป่าดงดิบ ในเขตนี้จะขาดมดไม่ได้เลย
นักชีววิทยาได้ศึกษาธรรมชาติของมดมานานกว่าหนึ่งศตวรรษแล้ว และได้พบว่ายิ่ง ศึกษามดมากขึ้นเพียงใด เขาก็ยิ่งทึ่งในความสามารถของมันมากขึ้นเพียงนั้น เมื่อ 5 ปีก่อน นี้ B.Holldobler และ E.O. Wilson ได้เขียนวรรณกรรม The Ants บรรยายธรรมชาติของมด ตั้งแต่วิวัฒนาการตลอดจนพฤติกรรมทุกรูปแบบของมดจนทำให้หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัล pulitzer ของอเมิรกา และใครที่อ่านหนังสือเล่มนี้มักจะคิดว่ามนุษย์รู้จักมดดีแล้วแต่ความ จริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเรากำลังได้รับความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับมดอยู่ตลอดเวลา เช่น C.Errand แห่งมหาวิทยาลัย Paris ได้เคยรายงานไว้ในวารสาร Animal Behavior เมื่อ 2 ปี ก่อนนี้ว่า มดที่อยู่ในอาณาจักรเดียวกันจะมีความสนิทสนมกันและคุ้นเคยกันโดยอาศัย กลิ่นจากสารเคมี pheromone ที่มดขับออกมาจากร่างกาย เพราะหลังจากที่ได้ทดลองเลี้ยง มดให้อยู่ด้วยกันนาน 3 เดือน แล้วจับแยกกันนาน 18 เดือน มันก็ยังจำเพื่อนของมันได้
 

ส่วนมด Formica selysi นั้น Errand ก็ได้พบว่าตามธรรมดาเป็นมดกาฝากที่ชอบเกาะมด อื่นๆ กิน ราชินีของมดพันธุ์นี้มักจะใช้ความสามารถในการปลอมกลิ่นบุกรุกเข้ารังมดพันธุ์อื่น แล้วฆ่าราชินีมดเจ้าของรัง จากนั้นก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นราชินีมดเจ้าของรัง จากนั้นก็ สถาปนาตนเองขึ้นเป็นราชินีแทน แล้วบังคับมดงานทั้งหลายให้ทำงานสนองความต้องการ ของตนเองทุกรูปแบบ
 
เมื่อไม่นานมานี้นักชีววิทยากลุ่มหนึ่งได้ศึกษามด Polygerus ที่ทำรังอยู่ตามลุ่มน้ำ อะเมซอนในบราซิล และได้พบว่ามดพันธุ์นี้มีความเชี่ยวชาญในการล่าทาสมาก คือเวลามัน ทำสงครามมดชนะมันจะบุกเข้ายึดรังมดที่แพ้สงครามแล้วจับมดทาสที่ประจำอยู่ในรังนั้นมา เป็นทาสรับใช้มัน จากนั้นมันจะขนไข่มดที่แพ้สงครามกลับไปพักที่รังมันทันทีที่ไข่สุกลูกมด ใหม่จะมีจิตใจเป็นทาสยินยอมรับใช้มด Polygerus โดยไม่ต้องสั่ง มดทาสนั้นตามปกติมีฐานะ ทางสังคมต่ำสุด มันจึงไม่มีสิทธิ์สืบพันธุ์ใดๆ ดังนั้นเวลามดทาสตาย มดนายก็ต้องออก สงครามเพื่อล่ามดทาสมารับใช้มันอีก เพราะถ้าไม่ออกศึกหาทาสมันก็จะอดอาหารตายเมื่อ มีมดทาสแล้ว วันๆ มันจะนั่งอ้อนขออาหารจากมดทาสตลอดเวลา
 
ส่วนมด Aolenopsis invicta ซึ่งเป็นมดคันไฟที่มีชีวิตอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ และขณะนี้กำลัง คุกคามผู้คนและที่อยู่อาศัยในทวีปอเมริกาเหนืออยู่ R. Hickling แห่งมหาวิทยาลัย Mississippi ในสหรัฐอเมริกา ได้พบว่ามันสามารถติดต่อสื่อสารกันด้วยเสียงและกลิ่นได้ โดยเขาได้ถ่ายภาพมดชนิดนี้และบันทึกเสียงของมดและเขาได้พบว่าเวลามดตกใจมันจะส่ง เสียงดังหรือเวลาศัตรูปรากฏตัวให้เห็นอย่างทันทีทันใดมันก็จะส่งเสียงอื้ออึงเหมือนกัน
 
เพราะเหตุว่าเสียงเดินทางได้เร็วกว่าโมเลกุล Pheromone ของกลิ่น ดังนั้นมดจะใช้เสียง เฉพาะในกรณีสำคัญๆ เท่านั้น
 
ส่วนมด Pheidole palidula เวลาถูกศัตรูข่มขู่จะโจมตี มันจะสร้างไข่อ่อนที่จะให้กำเนิด มดทหารมากกว่าปกติเพื่อมาปกป้องรังของมัน ให้รอดพ้นจากการถูกโจมตีและเมื่อใดที่มด วรรณะหนึ่งๆ ถูกศัตรูฆ่าตายหมดทุกตัวแล้วมดวรรณะอื่นก็จะเข้ามาทำหน้าที่แทนและนั่นก็ หมายความว่ามดชนิดนี้เปลี่ยนวรรณะทางสังคมของมันได้เมื่อมีความจำเป็น
 
การที่มดมีการแบ่งชั้นวรรณะเช่นนี้ ได้ทำให้นักชีววิทยาบางคนคิดว่า มดเป็นสัตว์ที่มี สติปัญญาเฉลียวฉลาดยิ่งกว่าลิง การมีสติปัญญาที่สูงในสมองที่เล็กนี้ได้ทำให้มันมีวัฒนธรรม หนึ่งที่ประเสริฐยิ่งกว่าคน คือความรู้สึกสามัคคีทุกหมู่เหล่าของมดเพราะสังคมมดเป็นสังคม สหชีวิตที่ชีวิตทุกชีวิตมีความหมายต่อทุกชีวิตอื่น อย่างที่เรียกกันว่า altruism ที่สังคมคนไม่มี ครับ
 
นอกจากนี้มดยังจำทิศทางได้เป็นอย่างดี นักชีววิทยาชาวอเมริกันได้ศึกษาถึงวิธีการที่มดจำทิศทางกลับไปยังแหล่งอาหาร โดย วางกรวยสีดำสูงประมาณ 10 เซนติเมตรบนโต๊ะ และวางน้ำตาลไว้ใกล้ๆ มดแต่ละตัวจะถูก ปล่อยให้ออกจากรังเพื่อไปยังน้ำตาลตัวละเที่ยว เขาพบว่าขณะกลับรังหลังจากพบน้ำตาลแล้ว มดจะหันหลังไปดูกรวยสีดำ และน้ำตาลบ่อยๆ เมื่อกลับมาที่น้ำตาลอีกครั้งมดจะเดินมาใน แนวทางเดิม
เนื่องจากมดมีสมองที่เล็กมาก (น้อยกว่า 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร) การมองเห็นไม่ดี ระบบ การมองเห็นเป็นแบบง่ายๆ ตาของมดไม่สามารถหมุนรอบได้ ดังนั้นภาพที่ตกบนจอรับภาพ (เรตินา) ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของตัวมดเมื่อหยุดมองสิ่งที่สังเกตมดจะจำวัตถุนั้นๆ ได้อย่างที่ตา เคยมองเห็น ถ้าเห็นวัตถุนั้นอีกแต่อยู่ในสภาพแวดล้อมอื่น มดจะจำวัตถุนั้นไม่ได้ เมื่อให้มด ไปยังน้ำตาลและกลับรังหลายๆ ครั้ง มดจะหาสิ่งที่เป็นสังเกตมากขึ้น มดที่รู้แหล่งอาหารแล้ว เมื่อจะกลับไปที่แหล่งอาหารอีกก็จะปล่อยสารเคมีที่เรียกว่าฟีโรโมนไปตามทางที่เกิน เพื่อให้ มดที่เหลือนั้นตามไปได้ถูกทาง มดที่เดินตามโดยอาศัยฟีโรโมนก็หาสิ่งที่เป็นสังเกตสำหรับ ตนเองเช่นกัน ทำให้ในการไปแหล่งอาหารครั้งต่อไปทำได้เร็วขึ้น
 
โดย สุทัศน์ ยกส้าน "มดศึกษา" และ สมศรี ตั้งมงคลเลิศ "มดจำทิศทางได้อย่างไร" วารสาร สสวท ฉบับที่ 101 เม.ย.- ม.ย. 2541

ชีวิตของจักจั่น

จักจั่นถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้เมื่อราว 230-295 ล้านปีก่อน ในยุคไทรแอสสิก (Triassic) นักวิทยาศาสตร์ได้จัดให้จักจั่นเป็นแมลงอยู่ในอันดับ (Order) Homoptera ซึ่งเป็น กลุ่มของแมลงที่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชเป็นอาหาร เช่นเพลี้ยชนิดต่างๆ ครั่ง แมลงหวี่ขาว ลักษณะที่เด่นชัดของแมลงในอันดับนี้ก็คือ ปีกคู่หน้ามีลักษณะและขนาดความหนาของเนื้อปีกเท่ากันตลอดทั้งแผ่นปีก ชื่ออันดับที่มาจากลักษณะเด่นที่ว่านี้ คือ homo แปลว่า เหมือนกัน, เท่ากัน ส่วน ptera แปลว่า ปีก ซึ่งจะหนาทึบหรือบางใสก็ได้แล้วแต่ชนิดของแมลง ปีกของจักจั่นจะบางใสเหมือนกันทั้งแผ่นปีก

 

แมลงในกลุ่มนี้จะแยกออกเป็นอีกสองกลุ่มย่อยๆ (Suborder) คือพวกที่เคลื่อนไหวเฉื่อยช้า กับพวกที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว แน่นอนที่สุดว่าจักจั่นที่เรากำลังพูดถึงอยู่ในกลุ่มหลัง เพราะสามารถกระโดดหรือบินได้เป็นอย่างดี

 

จักจั่นเป็นแมลงที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในบรรดาแมลงอันดับนี้ทั้งหมด คือมีขนาดตั้งแต่ 1 เซนติเมตรขึ้นไป จนถึงบางชนิดที่ มีขนาดตัวยาวกว่า 10 เซนติเมตร มีหนวดสั้นๆ (หนวดแบบขน-setaceoux) จนเกือบจะมองไม่เห็นดูคล้ายปุ่มเล็กๆ มากกว่าที่จะเป็นหนวด มีตาเดี่ยวสามตา ส่วนหัว ลำตัว ท้อง จะเชื่อมต่อกลมกลืนเป็นส่วนเดียวกัน ปีกคู่หน้าจะบางใส

 

ช่วงชีวิตของจักจั่นเป็นดังนี้
ไข่ (4 เดือน) - วางไข่ใต้เปลือกไม้
ตัวอ่อน (4-6ปี) - ใช้ชีวิตอยู่ใต้ดิน ดูดกินน้ำเลี้ยงจากรากไม้เป็นอาหาร
ตัวเต็มวัย (1-2 เดือน) - อาศัยอยู่ตามต้นไม้ดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นไม้เป็นอาหาร
ตัวผู้ทำเสียงได้ดังมาก ประมาณ 200 เดซิเบล
ตัวเมียไม่สามารถทำเสียงได้

 

จักจั่นทำเสียงเพื่ออะไร

เสียงที่ก้องกังวานทั่วทั้งแนวไพรในยามใกล้พลบค่ำ คงไม่มีเสียงใดจะมากลบเสียงบรรเลงของจักจั่นไปได้ ทำไมจักจั่นจึงต้องทำเสียงดังขนาดนั้นทั้งๆ ที่ตัวของมันก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก

 

ในการศึกษาเรื่องเสียงของจักจั่นพบว่า ส่วนใหญ่การทำเสียงของจักจั่นจะเป็นไปเพื่อการหาคู่ครอง สำหรับจักจั่น "เสียง" ก็ไม่ ต่างไปจาก "รูปร่างหน้าตาและความสามารถ" ของคนเรา คุณภาพของเสียงบ่งบอกถึงงคุณภาพของร่างกาย และดุจเดียวกัน พลังเสียง ท่วงทำนอง ความไพเราะ คือลีลา เฉพาะของจักจั่นตัวผู้แต่ละตัว ที่จะประกาศหรือโชว์ให้ตัวเมียได้เห็น (ได้ยิน) ศักยภาพและพึงพอใจในที่สุด

 

นอกจากเสียงที่ใช้ในการประกาศหาคู่แล้ว จักจั่นยังสามารถทำเสียงเฉพาะกิจอื่น ๆ ได้อีก เช่น เสียงเพื่อคัดค้าน ประท้วง เสียงแสดงความพึงพอใจ เสียงข่มขู่
ถึงแม้ว่าตัวผู้หลายสิบตัวจะประสานเสียงจนกังวานไปทั่ว ดังขึ้นตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้าง จนเราสับสนและหาที่มาของเสียงไม่ได้ว่าจักจั่นเกาะอยู่ตรงไหน แต่สำหรับจักจั่นตัวเมียแล้ว มันสามารถแยกแยะแหล่งที่มาของเสียงจากตัวผู้ต่ละตัวได้ไม่ยากและเสียงดังเพียง 30-40 เดซิเบลก็พอแล้วสำหรับการตัดสินใจ ตัวเมียจะเป็นฝ่ายเลือกจากผู้เสนอหลายสิบตัว โดยจะยอมผสมพันธุ์กับตัวผู้ที่มันพอใจมากที่สุดซึ่งก็ต้องเป็นตัวที่มีน้ำเสียงถูกใจมันมากที่สุดนั่นเอง การส่งเสียงของจักจั่นตัวผู้ไม่ต่างไปจากการส่งกลิ่นฟีโรโมนของแมลงชนิดอื่นๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเพศตรงข้าม

การผลิตเสียง

เสียงที่ดังมากกว่า 100 เดซิเบล ของจักจั่นตัวผู้ ไม่ได้เกิดจากหลอดเสียงในลำคอเช่นสัตว์ทั่วๆ ไป
เสียงของจักจั่นดังมาจากส่วนท้องแหล่งที่มาของเสียงเริ่มต้นที่กล้ามเนื้อ (tymbal) ที่อยู่ภายในร่างกายตรงช่องท้อง และมีซี่โครง (Folded membrane) สี่อันเรียงเป็นแนวขวางกับลำตัว ปลายซี่เชื่อมต่อกันกับแผ่นรูปไข่และเชื่อมติดกับกล้ามเนื้ออีกที เมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้หดตัว - คลายตัว ซึ่โครงสี่อันนี้ก็จะขยับตาม ส่งผลให้แผ่นรูปไข่ขยับตามไปด้วย และเกิดเสียงขึ้นมา เสียงจะถูกส่ง ผ่านไปยัง tymbal โดย tymbal แต่ละข้างของช่องท้องสามารถผลิตเสียงได้ในความถี่ข้างละ 120 เฮิรตซ์ จากนั้นเสียงจะผ่านไปยังถุงลม (air sac - ถุงลมนี้จะมีขนาดใหญ่มาก มีความจุราว 1.8 มิลลิลิตร ประมาณร้อยละ 70 ของส่วนท้อง) อีกทีก่อนที่จะส่งผ่านไปยังเยื่อแก้วหู (eardrum)
eardrum จะทำหน้าที่ในการควบคุมและขยายเสียง ก่อนที่จะปล่อยออกไปสู่ภายนอก ซึ่งจะผ่านการปิด-เปิดของแผ่น opercula ที่จะปรับแต่งเสียงเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อให้ได้เสียงที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่มันจะพึงทำได้

 

แค่ลำพังท้องเล็กๆ ที่มีขนาดความจุไม่กี่มิลลิลิตรของจักจั่นก็สามารถผลิตเสียงที่ดังมหาศาลเกินกว่าที่เราจะคาดคิด แต่ไม่ว่าอย่างไร เสียงระเบ็งเซ็งแซ่ของจักจั่นก็ใช่จะสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงทุกสำเนียงย่อมหมายถึงชีวิตและการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์อันเป็นเป้าหมายสำคัญของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตบนโลกนี้
จากหนังสือสารคดี ปีที่ 14 ฉบับที่ 168 ก.พ. 2542 หน้า 171 - 172

ธรรมชาติของผีเสื้อ

หากมีการกล่าวถึงแมลงที่มนุษย์ชื่นชม คงไม่มีแมลงที่เราชื่นใจยิ่งไปกว่าผีเสื้อ ภาพของแมลงที่มีปีกสีสันสวยงามได้ทำให้เราหลายคนหลงไหลและสงสัยในธรรมชาติที่แท้จริงของมัน

 

ผีเสื้อเป็นสัตว์ปีกที่ชอบแสงอาทิตย์และอากาศที่เย็นสบาย เรามักเห็นมันบินวนเวียนตามดอกไม้อยากสนุกสนาน อย่างไม่รู้จักหยุดหย่อนหรือเหน็ดเหนื่อย การที่มันบินคละเคล้าเกสรดอกไม้อยู่เช่นนี้เพราะมันต้องการน้ำหวานจากดอกเกสรเป็นอาหารและช่วยดอกไม้ในการผสมพันธุ์ไปในตัว

 

นักชีววิทยาประมาณว่าผีเสื้อมีวิวัฒนาการมาจากแมลงปอและแมลงเต่าทองเมื่อ 280 ล้านปีก่อนโน้น ขณะนี้โลกมีผีเสื้อ 7,000 ชนิด ส่วนประเทศไทยเรามีผีเสื้อประมาณ 900 ชนิดเท่านั้นเอง

 

ผีเสื้อเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกภายใน จึงทำให้มันแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยหรือนกที่มีโครงกระดูกในร่างกาย ลำตัวของมันเป็นวงแหวนหลายวงเรียงต่อกันด้วยเนื้อเยื่อบางๆ เปลือกที่ห่อหุ้มตัวเป็นสาร Chitin 2 ตาของผีเสื้อมีเลนส์ตานับพัน มันมีหนวด 1 คู่ทำให้หน้าที่ดมกลิ่น และมีวงหนึ่งวงสำหรับดูดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ และเมื่อไม่ถึงเวลากินอาหารวงจะถูกม้วนเก็บเป็นเกลียว ผีเสื้อมีปีก 2 คู่ของมันทำด้วยเยื่อบางๆ และมีเส้นปีกเป็นโครงร่างเส้นปีกจึงเปรียบเสมือนโครงกระดูกของมัน สีและการจัดเรียงของเส้นปีกเป็นลักษณะสำคัญที่ผู้เชียวชาญเรื่องผีเสื้อใช้ในการจำแนกชนิดของมัน

 

นักชีววิทยาพบว่า ผีเสื้อมีวงจรชีวิตที่น่าสนใจมากคือมันจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไม่เหมือนเดิมกัน เช่นเดียวกับผึ้ง แมลงวัน และยุง โดยแบ่งขั้นตอนการเจริญเติบโตออกเป็น 4 ขั้น คือ ระยะไข่ ตัวหนอน ดักแด้ และผีเสื้อ ข้อดีของการเติบใหญ่เช่นนี้ก็คือเมื่อสภาพร่างกายไม่เหมือนหัน การเจริญเติบโตของมันแต่ละขั้นตอนจึงไม่มีผลกระทบต่อกัน

 

ในการสืบพันธุ์ของผีเสื้อนั้น นักชีววิทยาได้พบว่าผีเสื้อตัวผู้มักจะสนใจผีเสื้อตัวเมียที่มีปีกสีเดียวกันและเมื่อผสมพันธุ์กันแล้วในเวลาอีกไม่นานมันก็จะวางไข่ตามใบพืชที่เหมาะสมเพื่อจะได้เป็นเสบียงให้ตัวหนอนของมัน โดยมันจะวางไข่ใต้ใบไม้เป็นกลุ่มๆ ไข่ผีเสื้อตามปกติจะมีสารเหนียวสำหรับยึดติดใบไม้ไข่มีสีและขนาดแตกต่างตามวงศ์ของผีเสื้อ หลังจากวางไข่ได้ 2-3 วัน หนอนในไข่ผีเสื้อจะปรากฏตัวและอีก 5-10 วันต่อมาหนอนก็จะใช้ปากเจาะเปลือกไข่ให้แตกแล้วกินเปลือกไข่ตนเองเป็นอาหารเมนูแรก จากนั้นมันก็จะกินผีเสื้อจำนวนมา หนอนก็จะสร้างความเสียหายให้แก่พืชมาก เมื่อหนอนเติบโตเต็มที่มันจะขับใยเหนียวๆ ออกมาห่อหุ้มตัว กระบวนการปกป้องตัวเองเช่นนี้จะใช้เวลานานประมาณ 12 ชั่วโมง จากนั้นหนอนก็จะกลายเป็นดักแด้ที่ไม่ต้องการอาหารอะไรหรือทำอะไรเลย มันจะมุดตัวอยู่แต่ในเกราะและจะใช้เวลา 7-10 วันในการเปลี่ยนรูปร่างจนกลายเป็นผีเสื้อ และเมื่อผีเสื้อโผล่จากตัวดักแด้ใหม่ๆ มันยังบินไม่ได้เพราะปีกของมันยังไม่แข็งแรง แต่เมื่อปีกแห้งมันก็บินได้และผสมพันธุ์ได้ทันที

 

นักชีววิทยาได้พบว่าผีเสื้อบางชนิดชอบอพยพไปเป็นระยะทางไกลๆ เช่น ผีเสื้อพันธุ์ monarch สามารถบินได้ไกลถึง 3,000 กิโลเมตร และผีเสื้อบางชนิดบินข้ามทะเลได้หรือบินข้ามภูเขาแอลป์ก็ยังได้ นักชีววิทยาได้สงสัยในความสามารถของผีเสื้อในด้านนี้มากและก็ได้พบว่า เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี ผีเสื้อ monarch ที่มีปีกกว้าง 4 นิ้ว จำนวนล้านจะหายตัวไปจากสหรัฐฯ อย่างสมบูรณ์คืออย่างไม่มีใครรู้ว่าผีเสื้อเหล่านั้นบินไปซ่อนอยู่ที่ใด จนกระทั่งเมื่อ 20 ปีมานี้เอง ผู้เชี่ยวชาญด้านผีเสื้อจึงได้พบว่ามันบินจากเทือกเขา Rockies ลงไปทางใต้สู่ประเทศเม็กซิโกด้วยความเร็ว 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง และที่ระดับความสูง 1.5 กิโลเมตรแล้วก็จะถึงบริเวณทิวเขายาวนอกเมือง Mexico City และมันจะใช้เวลานานของฤดูหนาว ณ ที่นั่น

 

นักชีววิทยาได้เคยสงสัยมากว่าเหตุใดผีเสื้อ monarch จึงต้องบินไกลเช่นนั้น และมันบินสู่สถานีปลายทางอย่างถูกต้องได้อย่างไร และเมื่อผีเสื้อที่บินอพยพไปนั้น ส่วนใหญ่ถือกำเนิดในสหรัฐฯ และไม่เคยบินไปเม็กซิโกเลย เหตุใดมันจึงบินไปได้ถูกเมือง ส่วน L. Brower แห่งมหาวิทยาลัย Florida ก็ได้พยายามตอบคำถามที่ว่าผีเสื้อ monarch บินจากสถานที่หนึ่งไปยังสถานที่ไกลๆ ได้อย่างไร

 

และ Brower ก็ได้พบว่าเพราะผีเสื้อ monarch ชอบอาศัยอยู่ในบริเวณเขตร้อนและชอบวางไข่บนใบของต้น milkweed เมื่อหนอนผีเสื้อกินใบของต้น milkweed เข้าไป สารเคมีที่ใบ milkweed มีจะเข้าไปแฝงอยู่ในตัวหนอนนั้นและเมื่อ milkweed นี้มีขึ้นทั่วสหรัฐฯ และในสถานที่แต่ละแห่ง ใบ milkweed ก็มีรสชาติต่างกัน ดังนั้น Brower จึงสามารถบอกได้ว่าผีเสื้อ monarch ตัวที่เขาจับได้มีถิ่นฐานอยู่ทางเหนือหรือใต้ของประเทศ โดยอาศัยเทคนิคนี้ Brower จะสามารถบอกได้ว่า ผีเสื้อ monarch ที่บินจากสหรัฐฯ ไปทางใต้สู่เม็กซิโกในตอนปลายฤดูใบไม้ร่วงและฤดูร้อนเพื่อหลบภัยหนาวนั้น เป็นผีเสื้อตัวเดียวกับที่บินจากเม็กซิโกขึ้นทางเหนือสู่สหรัฐฯ ในฤดูใบไม้ผลิ หรือไม่ และตามปกติเหล่าผีเสื้อที่บินกลับสหรัฐฯ นี้จะบินไปวางไข่และตายที่รัฐ Texas และ Louisiana ดังนั้น เมื่อไข่ผีเสื้อถูกฟักตัวเป็นผีเสื้อๆ ก็จะบินขึ้นทางเหนือสู่บริเวณทะเลสาบ Superior ผีเสื้อบางตัวจะออกไข่และบางตัวจะตาย จากนั้นผีเสื้อรุ่นที่สามก็จะบินจากบริเวณทะเลสาบไปยังบริเวณฝั่งตะวันออกของอเมริกา แล้วผีเสื้อชุดที่ 4 ก็จะบินลงไปทางใต้สู่เม็กซิโกนับเป็นการบินที่ครบวงจรทุกปีไป

 

Brower คิดว่าผีเสื้อเหล่านี้ก็เหมือนเช่น นกและเต่าทะลที่สามารถเดินทางไกลได้โดยใช้สนามแม่เหล็กโลกในการเดินทาง เพราะในตัวของผีเสื้อมีผลึกของสารแม่เหล็กที่มันใช้ในการปรับทิศได้ตลอดปี โดยเมื่อเริ่มออกเดินทางจากเม็กซิโกในราวเดือนมีนาคม เข็มทิศจะชี้ทิศเหนือและทุกวันที่ผ่านไป "เข็มทิศ" ในตัวมันจะบิดไป 1 องศา ตามเข็มทิศนาฬิกา ดังนั้น เมื่อมันบินถึง Texas เข็มทิศในตัวมันจะชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือแล้วลูกหลานของมันเมื่อได้รับแสงอาทิตย์อันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิและมีเข็มทิศในตัวที่ชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือก็จะบินไปตามทิศนั้นสู่บริเวณทะเลสาบ Superior ลูกหลานผีเสื้อกลุ่มใหม่ที่เกิดในบริเวณทะเลสาบและมีเข็มทิศในตัวชี้ไปทางตะวันออกก็จะบินไปตามทิศทางนี้สู่ Appalachians และเข็มทิศในตัวจะเปลี่ยนทิศไปเรื่อยๆ ตลอดการเดินทางของมัน

 

ส่วน I. Saccheri และคณะแห่งมหาวิทยาลัย Helsinki ในประเทศฟินแลนด์ก็ได้รายงานในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2541 เมื่อเขาทดลองผสมพันธุ์ระหว่างผีเสื้อพันธุ์ที่เป็น Militaea cinxia ที่เป็นญาติกัน เขาได้พบว่า 26% ของผีเสื้อจะล้มตายภายในเวลาเพียง 1 ปี ผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการผสมพันธุ์กันระหว่างสัตว์ตระกูลเดียวกัน ที่ถูกจับขังอยู่รวมกันทำให้สารพันธุกรรม (gene) เสื่อมสภาพ คือมีผลทำให้ผีเสื้อมีโอกาสสูญพันธุ์สูง แต่ผีเสื้อก็มิได้เป็นสัตว์ชนิดเดียวเท่านั้นที่ให้ข้อสรุปเช่นนี้ แมลงหวี่ นกกระจอก งูและหนู ก็ให้ผลเช่นเดียวกัน

 

การทดลองนี้จึงมีความสำคัญมาก เพราะเดิมนักชีววิทยากลายคนเคยคิดว่าการผสมพันธุ์กันระหว่างสัตว์ในตระกูลเดียวกัน ให้ผลกระทบกระเทือนต่อการไม่สูญพันธุ์น้อย และคิดว่าดินฟ้าอากาศและมนุษย์ที่บุกรุกทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่างหากที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สัตว์สูญพันธุ์ แต่การทดลองของ Saccheri ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าในการหาสาเหตุการสูญพันธุ์ของสัตว์ ปัจจัยเรื่องการผสมพันธุ์กันเองในบรรดาญาติก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา

 

เมื่อ 200 ปีก่อนนี้ ปัญหาโรคโลหิตออกไม่หยุด (hemophilia) ได้คุกคามราชตระกูลหลายตระกูลของยุโรป เพราะได้มีการสมรสกันระหว่างบรรดาพระประยูรญาติ แต่เมื่อได้มีการพบสาเหตุว่าการสมรสเช่นนี้จะทำให้ยีน (gene) บางตัวแสดงอำนาจ ประเพณีปฏิบัติเช่นนี้จึงได้ถูกยกเลิกในเวลาต่อมา มาบัดนี้ความคิดนี้ก็ยังคงใช้ได้กับสัตว์และพืชทุกชนิดไม่ว่าจะมีจำนวนมากหรือน้อยเพียงใดครับ
โดย ดร.สุทัศน์ ยกส้าน สสวท.

"เอดส์"...มาจากไหน

นิตยสาร TIME ฉบับกลางเดือนกุมภาพันธ์ 1998 คอลัมน์ MEDICINE เริ่มต้นไว้อย่างชวนติดตามว่า...
 
ปี 1959 สถานที่ : แอฟริกากลาง เมืองลีโอโพลด์วิลล์ซึ่งบัดนี้กลายเป็นกรุงกินชาซาไม่นานก่อนเกิดจลาจลเรียกร้องเสรีภาพในคองโกของเบลเยี่ยม*
ชายหนุ่มท่าทางสุขภาพดีคนหนึ่งเดินเข้าไปโรงพยาลบริจาคเลือดเพื่อใช้วิจัยโรคที่เกิดกับเลือด แล้วก็เดินออกจากโรงพยาบาลไปโดยไม่เคยทราบผลการตรวจเลือด แพทย์ วิเคราะห์ตัวอย่างเลือด และแช่แข็งแบบ "ขังลืม" มันไว้ในหลอดทดลอง เหตุการณ์ผ่านไปถึง 25 ปี จนกลางศตวรรษ 1980 นักวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์ได้นำตัวอย่างเลือดนั้นมาตรวจ และพบว่าเชื้อเอชไอวีไวรัสที่เป็นสาเหตุของเอดส์อยู่ด้วย
 
มันไม่ใช่แค่เชื้อเอชไอวีธรรมดา ตัวอย่างเลือดจากกรุงลีโอโพลด์วิลล์มีเชื้อไวรัสเอดส์เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ปรากฏและอาจช่วยไขปริศนาเรื่องที่มาและการก่อเกิดของเชื้อร้ายนี้...เมื่อไรกันแน่ที่มันกระโดดจากลิงสู่คน?
 
นิตยสาร TIME อ้างรายงานที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Nature กรณีที่ด็อกเตอร์เดวิดโฮ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอดส์ กรุงนิวยอร์ก กล่าวถึงผลการวิเคราะห์เชื้อไวรัสเอดส์ ว่าจุดเริ่มต้นของมันน่าจะย้อนหลังไปจากนั้นไม้น้อยกว่า 1 ทศวรรษ หมายถึงว่า เอดส์เริ่มแพร่สู่มนุษย์ครั้งแรกเมื่อต้นศตวรรษ 1950 หรือไม่ก็ปลายทศวรรษ 1940
การพบบรรพบุรุษของเชื้อเอชไอวีครั้งนี้บอกอะไร ๆ แก่นักวิจัยผู้กำลังรบรากับ เอดส์มากทีเดียว เพราะในระยะเวลา 15 ปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์สามารถรวบรวมเชื้อไวรัสเอดส์ได้อย่างน้อย 10 สายพันธุ์ย่อย แต่พวกเขาไม่สามารถอธิบายอย่างชัดเจนถึงความ แปรผัน หรืออาจกล่าวว่า ยังไม่มีใครรู้ลำดับความสัมพันธ์ของเอดส์สายพันธุ์ย่อยต่าง ๆ นับจากที่มันกระโดดจากลิงสู่คน พอมีการศึกษาถึงการผ่าเหล่าในยีนของเอชไอวี "ลีโอโพลด์วิลล์" โดยละเอียดและเข้มข้น จึงรู้ความเป็นไปของ "เหตุการณ์" ซึ่งนำพาโชคร้ายมาสู่มนุษยชาติ
 
จากการวิจัย DNA เชื้อไวรัสจากหนุ่มนิรนามปี 1959 เปรียบเทียบกับตัวอย่างเชื้อจากทศวรรษ 1980 และ 1990 ดร.โฮสามารถจัดลำดับเครือญาติของเอชไอวีโดยที่เจ้า "ลีโอ โพลด์วิลล์" เป็น "ชุมทาง" หรือลำดับต้น ๆ ของสายตระกูล ก่อนแตกแขนงออกเป็นสามสายพันธุ์ย่อย เจ้าเชื้ออายุ 39 ปีมีส่วนคล้ายอย่างเด่นชัดกับสายพันธุ์ย่อยอีกเจ็ดชนิด และ เชื้อทั้ง 10 ชนิดย่อยดังกล่าวสามารถศึกษาย้อนกลับไปหาต้นตออันหนึ่งอันเดียวกันหรือกลุ่มของต้นตอที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับเอดส์ก็คือ มันเริ่มติดต่อมาจากลิงในป่าแอฟริกาแพร่ระบาดในหมู่คนในถิ่นทุรกันดาร ติดต่อมาถึงคนเมืองและมวลชนจำนวนมหาศาลในที่สุด
 
หัวข้อความสนใจที่นักวิทยาศาสตร์เน้นมากเรื่องหนึ่งคือ เชื้อเอชไอวีที่แพร่ไปอย่างรวดเร็วสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของมันจนทำให้ยากแก่การคิดค้นวัคซีนที่มีผลต่อเชื้อร้ายได้อย่างไร ไม่มีใครรู้ว่าเชื้อร้ายเอชไอวีจะเพิ่มจำนวนเป็นกี่ชนิดในอีก 40 ปี ข้างหน้า แต่ยังดีอยู่บ้างที่เรารู้ว่าทุก ๆ ตัว (ร้าย) ที่จะอุบัติก็คือตัวใดตัวหนึ่งที่เห็นกันในวันนี้นั่นเอง
 

 

ลักษณะการติดเชื้อที่แขน


โดย วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์ สารคดี ฉบับที่ 157 ปีที่ 14 หน้า 30 มี.ค. 2541

ไดโนเสาร์...สัตว์โลกล้านปี

จากภาพยนต์เรื่อง จูราสสิค พาร์ค ของสตีเว่น สปิลเบิร์ก ที่นำเข้ามาฉายในประเทศไทย เมื่อกลางปีที่ผ่านมานี้ ทำให้คนไทยเกิดการคลั่งไคล้ไดโนเสาร์หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคไดโนเสาร์ฟีเวอร์ เพราะนอกจากจะมีการกล่าวขานถึงทั้งในเด็กและผู้ใหญ่แล้ว ยังมีการสร้าง หุ่นจำลอง จัดนิทรรศการ พิพิธภัณฑ์ ตลอดจนภาพวาดและของเล่น ล้วนเกี่ยวข้องกับ ไดโนเสาร์แทบทั้งสิ้น ล่าสุดห้างเซ็นทรัล รามอินทราและสวนสยามยังคงจัดแสดงหุ่น ไดโนเสาร์ ให้ผู้ชมเข้าและศึกษาหาความรู้

 

บางท่านอาจจะสงสัยว่า ไดโนเสาร์ คืออะไร ในสมัยดึกดำบรรพ์มีจริงหรือไม่ สูญพันธุ์ ไปหมดแล้วจริงหรือ เราศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์ได้อย่างไรและอีกหลากหลาย คำถามที่ต้องการค้นหาคำตอบ

 

คำว่าไดโนเสาร์ ถูกใช้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2384 โดยนาย ริชาร์ด โอเวนนักกายวิภาค วิทยา ชาวอังกฤษ ตั้งขึ้นเพื่อใช้เรียกสัตว์ชนิดหนึ่งที่ขุดพบในรูปของซากดึกดำบรรพ์ เป็น โครงกระดูกขนาดใหญ่ โดยนายริชาร์ด ใช้คำว่า ไดโนเสาร์เพราะมาจากภาษาอังกฤษว่า dinosaurs เป็นคำผสมจากภาษากรีก ว่า deinos ซึ่งแปลว่า น่าเกลียดน่ากลัว กับคำว่า sauros แปลว่า กิ้งก่า ดังนั้น ไดโนเสาร์ จึงมีความหมายตามตัวอักษรว่า กิ้งก่าที่น่าเกลียด น่ากลัว ซึ่งอาจจะน่ากลัวในสายตาของนายริชาร์ด และอาจจะไม่น่ากลัวเลยในสายตาของนักวิทยาศาสตร์บางคน

 

ความรู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์นั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากซากดึกดำบรรพ์ที่เรียกตามศัพท์วิทยาศาสตร์ว่า ฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นฟอสซิลโครงกระดูก รอยเท้า เปลือกไข่ อุจจาระ ตลอดจนกลายสภาพเป็นหินแข็งอยู่ภายใต้ผิวโลก ครั้นเวลาผ่านไปเปลือกโลกมีการเคลื่อนตัว ซากฟอสซิลเหล่านี้จึงปรากฏบนพื้นผิวโลกให้เห็นตามที่ต่าง ๆ เป็นหลักฐานศึกษาการวิวัฒนาการของไดโนเสาร์ได้เป็นอย่างดี

 

ความจริงแล้วมนุษย์เคยค้นพบกระดูก และรอยเท้าไดโนเสาร์มาเป็นเวลานานแล้ว เพียง แต่ว่าผู้คนยุคต้น ๆ นั้น คิดว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์ของกิ้งก่า มังกรหรือแม้กระทั่งนกกาเหว่า ยักษ์ จนกระทั่ง นายริชาร์ด ได้ให้ความเห็นว่า โครงกระดูกของสัตว์เหล่านั้น เป็นของสัตว์ กลุ่มหนึ่งที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงใกล้ชิดกับพวกกิ้งก่า

 

แต่ไม่จัดเป็นพวกกิ้งก่า ซึ่งถ้าดูจากโครงสร้างของโครงกระดูกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน พอจะแยกออกได้เป็น 7 ลักษณะ

 

นักโบราณคดีและนักชีววิทยา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับไดโนเสาร์ไว้ว่า ถ้าแบ่งช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่ในโลก จะแบ่งออก
ได้เป็น 3 ช่วง คือ
 
1. ช่วงไตรแอสสิก (Triaassic) เป็น
ช่วงแรกของการเกิดไดโนเสาร์ คือ
ประมาณ 250- 205 ล้านปีมาแล้ว ได้แก่

 

 

 

2. ช่วงจูราสสิก (Jurassic) เป็น
ช่วงที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่ประมาณ
205-135 ล้านปีมา แล้ว ในช่วงนี้มีไดโนเสาร์หลากหลายชนิด ทั้งมีเขาไม่มีเขา มีเกราะ ไม่มีเกราะ คอยาว คอสั้น ตลอดจนวิวัฒนาการไปเป็นสัตว์ปีก ได้แก่
 
3. ช่วงครีเตเชียส (Cretaceous)
เป็นช่วงที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่ประมาณ
135-66 ล้านปีมาแล้วเป็นช่วงสุดท้าย
ของไดโนเสาร์ซึ่งจะมีวิวัฒนาการสูงสุด
และสูญพันธุ์ไปในที่สุด ได้แก่
 
 

 

1. Herreraasaurus
 
2. Staurikosaurus
 
3. Coelophysis
 
4. plateosaurus
 
5. protoavis ฯลฯ
 
1. Allosaurus
 
2. anchisaurus
 
3. Dilophosaurus
 
4. Ornitholestes
 
5. Branchiosaurus
 
6. Archaeopteryx
 
7. Stegosaurus ฯลฯ
 
1. Protoceratops
 
2. Triceratops
 
3. Tyrannosaurus
 
4. Iguanodon
 
5. Acrocanthosaurus
 
6. Maiasaurus
 
7. Ornithominus
 
8. Oriraptor
 
ไดโนเสาร์ ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดซึ่งถูกขุดพบที่ประเทศอาร์เจนตินา โดยนาย พอล เซเรโน นักโบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัย ชิคาโก ขุดพบในปี พ.ศ. 2534 และให้ชื่อสัตว์ที่ขุดพบว่า อีโอแรพเตอร์

 

ชนิดใหม่ล่าสุดที่ขุดพบเมื่อเดือน เมษายน ปี 2536 มีชื่อว่า โมโนไนคัส (Mononycus) ซึ่ง นักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นว่าคล้าย กับซากดึกดำบรรพ์ของนกโบราณชนิดหนึ่งที่ขุดพบ เมื่อปี พ.ศ. 2504 ซึ่งประมาณอายุได้ 150 ล้านปี นกโบราณชนิดนี้ คือ อาร์คีออฟเทอริกซ์ (Archaeopteryx)

 

ดังนั้น สายวิวัฒนาการของนกกับไดโนเสาร์จะต้องเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน แต่อะไรจะ เป็นต้นตระกูลของอะไรจะต้องหาหลักฐานกันต่อไป แต่ที่แน่นอนที่สุดไดโนเสาร์ไม่ได้ สูญพันธุ์ไปจากโลกจนหมดสิ้น นักโบราณคดีและนักชีววิทยาหลายท่านเชื่อว่ายังมีไดโนเสาร์ สายพันธุ์หนึ่งที่ยังคงสืบเชื้อสายอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้และมีอยู่เป็นจำนวนมากมายต่างพากันเรียก ไดโนเสาร์กลายพันธุ์ชนิดนี้ว่า นก แต่ต้นตระกูลนกจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นนกชนิด ใดก่อนนั้น เป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไป

 

แจ็ก ฮอร์เนอร์ ซึ่งเป็นนักโบราณคดีและนักชีววิทยา รวมถึงนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ ได้ให้ข้อสรุปเกี่ยวกับไดโนเสาร์ไว้อย่างน่าฟัง ถึงเหตุผลี่ทำให้ไดโนเสาร์สามารถอยู่รอดได้ถึง 150 ล้านปี
 
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ไดโนเสาร์ที่มีลักษณะใหญ่โตเหล่านั้น ก็สูญพันธุ์ไปสิ้นเมื่อ 65 ล้าน ปีที่แล้ว มีหลากหลายทฤษฏีที่ชี้แจงการสิ้นสุดของไดโนเสาร์ ทั้งทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ตลอดจนทฤษฎีดาวหางและอุกกาบาต แต่ดูเหมือนทฤษฎีหลังจะเป็นที่ยอมรับของนักวิทยาศาสตร์และประชาชนทั่วไป

แต่การสูญสิ้นของไดโนเสาร์นั้นยังไม่เป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์มากนักเพราะต่าง พากันมุ่งประเด็นไปที่การดำรงชีวิตของไดโนเสาร์ตรงที่ว่า ไดโนเสาร์มีอะไรดีจึงสามารถดำรง เผ่าพันธุ์ได้นานถึง 150 ล้านปี ยังเป็นปริศนาสำหรับนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะต้องหาข้อมูล จากซากดึกดำบรรพ์กันต่อไป

 

คราวนี้เรามารู้จักกับไดโนเสาร์พันธุ์ต่าง ๆ ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีตามพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ตัวแรกที่จะแนะนำให้รู้จักก็คือ

ไทแรนโนซอรัส (Tyrannosaurus rex)
 
อัลโลซอรัส (Allosaurus)
 
อะแพททอซอรัส (Aapatosarus)
 
ไทรเซอราทอปส์ (tricratops)
 
อิกัวโนดอน (Iguanodon)
 
เทอราโนดอน (pteranodon)

แม้เวลาจะผ่านไปถึง 65 ล้านปี คำว่า ไดโนเสาร์ ก็ยังถูกกล่าวถึงเสมอ ถึงแม้ว่ามันจะ เป็นสัตว์ที่น่าเกลียดน่ากลัว แต่ก็ยังไม่ร้ายเท่ามนุษย์ที่คอย แต่คิดค้นและสร้างสมแต่สิ่งที่นำ ไปสู่การทำลายตัวเองอยู่ตลอดเวลา และเมื่อใดที่โลกเต็มไปด้วยมลพิษที่เกินกว่ามนุษย์จะ ทนได้ ก็อาจสูญพันธุ์ไปในที่สุด... ดังเช่น... ไดโนเสาร...์ สัตว์โลกล้านปี...ที่ถูกบันทึกไว้ใน ความทรงจำของมนุษย์ตราบจนทุก...วันนี้

 


โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

โครงสร้างโครงกระดูกไดโนเสาร์

ลักษณะที่ 1 Stegosaros

ลักษณะที่ 2 Triceraatops

ลักษณะที่ 3 Miaarara

ลักษณะที่ 4 Euoplocephalus

ลักษณะที่ 5 Albertosarus

ลักษณะที่ 6 Ornithomimus

ลักษณะที่ 7 Camarasaurus


โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

Allosaurus

อัลโลซอรัส (Allosaurus) ตัวนี้หน้าตาคล้าย ๆ กับ ทีเร็กซ์ เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อขนาด ใหญ่ที่สุดมีขนาดยาวกว่า 33 ฟุต (10 เมตร) ขาหน้าเล็กสั้น หัวโต เขี้ยวใหญ่ได้ฉายาว่า จอมพราน ชอบล่าไดโนเสาร์อื่นเป็นอาหารโดยเฉพาะ อะแพททอซอรัส (Aapatosaaurus) เป็นอาหาร ที่กล่าวเช่นนี้เพราะอะแพททอซอรัสที่ขุดพบนั้นมีรอยเขี้ยวของ อัลโลซอรัส เต็ม ไปหมด
โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

Archaeopteryx

อาร์คีออฟเทอริกซ์ เป็นบรรพบุรุษของนก ถูกค้นพบโดยคนงานในค่ายทหารเยอรมันมี ขนาดเท่ากับนกพิราบ ฝังตัวอยู่ในชั้นหิน จากหลักฐานพบว่า กระดูกและฟันของเจ้านก โบราณนี้คล้ายกับกระดูกและฟันของไดโนเสาร์มาก ต่างกันตรงที่มีปีกและขนแบบนกปก คลุมอยู่ทั่วตัว ชี้ให้เห็นว่ามันสามารถบินได้อย่างนก

 


โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

Triceratops

ไทรเซอราทอปส์ (tricratops) มีฉายาว่า ยักษ์สามเขา ตัวไม่โตนัก ยาวประมาณ 20 ฟุต สูง 10 ฟุต มีขนาดใหญ่กว่าช้างเล็กน้อย ที่ต้นคอมีเกราะใหญ่แผ่คลุมคอและไหล่ ขากรรไกร โค้งเหมือนปากนกแก้ว ชอบเล็มหญ้าเป็นอาหารที่สะดุดตาที่สุด ของเจ้ายักษ์สาม เขานี้ก็คือ มีเขา 3 อัน ที่แหลมคมมากยาวประมาณ 3 ฟุต อยู่เหนือตาทั้งสองข้าง ส่วนอันที่ 3 ใหญ่กว่าแต่มีขนาดสั้นอยู่ตรงจมูก แต่ที่น่าแปลกกว่านั้นก็คือลักษณะดูเหมือนดุร้ายแต่กิน พืชเป็นอาหาร เขาของมันมีไว้สู้ศัตรูเท่านั้น

 


โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

Tyrannosaurus

ไทแรนโนซอรัส (Tyrannosaurus rex) หรือเรียกสั้น ๆ ว่าทีเร็กซ์ (Trex) แปลว่า กิ้งก่า ทรราชเป็นไดโนเสาร์ประเภทกินเนื้อเป็นอาหาร มีความยาวประมาณ 48 ฟุต สูงประมาณ 20 ฟุต ลักษณะเป็นแบบฉบับของไดโนเสาร์ หัวโต ตัวใหญ่ขาหน้าเล็กและสั้น มีกรงเล็บ แหลมคมยาวถึง 8 นิ้ว มีน้ำหนักถึง 7 ตันครึ่ง เจ้ากิ่งก่ามีชีวิตได้ด้วยการกินไดโนเสาร์ที่ อ่อนแอกว่าเป็นอาหาร เช่น ไดโนเสาร์ที่มีชื่อว่า แองคีลอซอรัส (Ankylosaurus) ฉายยายักษ์ สวมเกาะเป็นไดโนเสาร์ที่มีเกาะแข็งหุ้มตัวตัวยาวประมาณ 15 ฟุต สูงไม่เกิน 4-5 ฟุต ตัวอ้วน ขาใหญ่ เดินงุ่มง่ามหลบหลีกศัตรูได้ช้าเป็นอาหารโปรดของเจ้าทีเร็กซ์ ดังนั้นจึงได้อีก ฉายาหนึ่งว่า จอมเพชฌฆาต

 


โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

Iguanodon

อิกัวโนดอน ฉายาว่า ผู้มีชื่อเสียงเลื่องระบือ ลักษณะคล้ายกิ้งก่ายักษ์กินพืชเป็นอาหาร ซึ่ง อิกัวโนดอน แปลว่า ฟันของอิกัวนา เพราะซากฟันที่ขุดพบคล้ายอิกัวนา ซึ่งเป็นกิ้งก่ายักษ์ แห่งเกาะกาลาปากอส จากโครงกระดูกที่ขุดพบ ในประเทศอังกฤษ คาดว่าน้ำหนักตัวของมัน น่าจะหนักประมาณ 7 ตัน และมีความสูงประมาณ 30 ฟุต แม้ว่ามันจะตัวใหญ่มาก แต่มันก็ เคลื่อนไหวได้รวดเร็วตามต้องการ
โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท

อีโอแรพเตอร์

อีโอแรพเตอร์ เป็นไดโนเสาร์ในกลุ่มที่กินเนื้อสัตว์เป็นอาหารไดโนเสาร์พวกนี้มี โครงสร้างของสะโพกเช่นเดียวกับสัตว์เลื้อยคลาน นักวิทยาศาสตร์ให้ชื่อ ไดโนเสาร์ กลุ่มนี้ว่า ซอริสเชียน ซึ่งแตกต่างจากไดโนเสาร์อีกกลุ่มหนึ่งที่มีชื่อกลุ่มว่า ออร์นิธิสเชียน พวกนี้กินพืช เป็นอาหารและมีโครงสร้างของสะโพกคล้ายคลึงกับนกมาก แต่ไม่ว่าจะเป็นไดโนเสาร์กลุ่มใด นั้น ต้นตระกูลของไดโนเสาร์น่าจะมาจากบรรพบุรุษเดียวกันแล้วแยกสายวิวัฒนาการออก เป็นสายพันธุ์ชนิดต่าง ๆ ตามที่ขุดพบได้จากทุกสารทิศจากขั้วโลกเหนือจรดขั้วโลกใต้

 


โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

Mononycus

โมโนไนคัส (Mononycus) แปลว่า ผู้มีกรงเล็บเดียว ลักษณะฟอสซิลที่ขุดพบมีขนาดเล็กเท่า ไก่งวง มีขนแบบนกปกคลุม ทั่วตัวโครงสร้างของกระดูกมีลักษณะผสมผสานระหว่างนกกับไดโนเสาร์นับเป็นหลักฐานชิ้น สำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่สนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างนกกับไดโนเสาร์นับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ อีกชิ้นหนึ่งที่สนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างนกกับไดโนเสาร์ นอกจากนี้โมโนไนคัส ยังมี โครงสร้างคล้ายกับไดโนเสาร์พวกเทอโรพอด ซึ่งเป็นไดโนเสาร์ยุคเริ่มต้น กินเนื้อเป็นอาหาร มีฟันแหลมคมอยู่เต็มปาก หางยาวและที่สำคัญมีกระดูกช่องอกกว้างมากเป็นที่ยึดเกาะของ กล้ามเนื้อสำหรับใช้ในการบิน ลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้
โดย ผกายดาว สุธาพรพิทักษ์ วารสาร สสวท.

Archaeopteryx

อาร์คีออฟเทอริกซ์ เป็นบรรพบุรุษของนก ถูกค้นพบโดยคนงานในค่ายทหารเยอรมันมี ขนาดเท่ากับนกพิราบ ฝังตัวอยู่ในชั้นหิน จากหลักฐานพบว่า กระดูกและฟันของเจ้านก โบราณนี้คล้ายกับกระดูกและฟันของไดโนเสาร์มาก ต่างกันตรงที่มีปีกและขนแบบนกปก คลุมอยู่ทั่วตัว ชี้ให้เห็นว่ามันสามารถบินได้อย่างนก