index  57
รู้จัก "หุ่นยนต์" ให้มากกว่านี้อีกสักนิด
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 กรกฎาคม 2547 15:22 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ฟิกซ์โรบ็อต หรือหุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่ไปไหนไม่ได้

       "หุ่นยนต์" เมื่อได้ยินคำนี้หลายคนคงจะนึกไปถึงหุ่นที่มีรูปร่างเป็นทรงกระบอกคล้ายกระป๋อง อย่างเจ้า R2D2 ในภาพยนตร์เรื่องสตาร์วอร์ หรือไม่ก็นึกเลยไปถึงหุ่นเหล็กที่แปลงร่างต่อสู้กับสัตว์ประหลาด ในการ์ตูนตอนเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ แท้ที่จริงแล้วหุ่นยนต์มีอยู่ในรูปแบบต่างๆ มากขึ้นกว่าที่หลายคนรู้จัก
       
       เมื่อก่อนที่หุ่นยนต์จะถูกนำไปใช้ในงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันมีการนำมาใช้ในด้านอื่นๆมากขึ้น เช่น หุ่นยนต์ที่ใช้ในทางการแพทย์ หุ่นยนต์สำหรับงานสำรวจ หุ่นยนต์ที่ใช้งานในอวกาศ หรือแม้แต่หุ่นยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องเล่นของมนุษย์ ล่าสุดได้มีความพยายามที่จะพัฒนาให้หุ่นยนต์นั้นมีลักษณะที่มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์ เพื่อให้อาศัยอยู่ร่วมกันกับมนุษย์ ให้ได้ในชีวิตประจำวัน
       
       หากจะถามว่า "หุ่นยนต์คืออะไร?" ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า คำว่า "โรบอต" (ROBOT)ที่แปลว่าหุ่นยนต์มาจากคำในภาษาเชคที่หมายถึง "แรงงานที่ถูกบังคับ" ส่วนความหมายของนักวิทยาศาสตร์ "หุ่นยนต์" เป็นเครื่องจักรกลชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะการทำงานแบบอัตโนมัติ (Automatics Machine) หรือกึ่งอัตโนมัติ (Semi automatics Machine) และสามารถโปรแกรมให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างได้
       


 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
"ไพโอเนียร์" หุ่นยนต์แบบโมบายเคลื่อนที่ไปมาได้

       อย่างไรก็ดี RIA (tha Robotics Industries Association) ได้ให้คำจำกัดความของหุ่นยนต์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นที่ยอมรับกัน ในการประชุมนานาชาติของบริษัทอุตสาหกรรมที่ใช้หุ่นยนต์ 11 แห่ง เมื่อปี ค.ศ.1981 (พ.ศ.2524) เอาไว้ว่าหุ่นยนต์อุตสาหกรรม คือ เครื่องจักรกลที่สามารถทำการโปรแกรมใหม่ได้หลายครั้ง สามารถทำงานได้หลายๆ หน้าที่ ซึ่งมันได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถหยิบ จับ เคลื่อนย้าย วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์พิเศษต่างๆ โดยการตั้งโปรแกรมเพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ของมัน ให้ทำงานได้ตามต้องการ
       
       ถึงแม้ว่าหุ่นยนต์นั้นจะถูกพัฒนาออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือประเภทแรก คือหุ่นยนต์ชนิดที่ติดตั้งอยู่กับที่ (Fixed Robot) ไม่สามารถเคลื่อนที่ไปไหนได้ด้วยตัวเอง หุ่นยนต์ประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นแขนกล สามารถเคลื่อนไหวได้เฉพาะแต่ละข้อต่อภายในตัวเองเท่านั้น ส่วนมากมักถูกนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เช่นโรงงานประกอบรถยนต์ เป็นต้น
       
       ประเภทที่สอง คือหุ่นยนต์ชนิดที่เคลื่อนที่ได้ (Mobile Robot) หุ่นยนต์ประเภทนี้จะสามารถเคลื่อนที่ไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง บ้างก็เคลื่อนที่โดยการใช้ล้อ หรือบางแบบก็เคลื่อนที่โดยการใช้ขา ซึ่งหุ่นยนต์ประเภทนี้ ส่วนใหญ่ยังเป็นงานวิจัยที่อยู่ในห้องทดลอง เพื่อพัฒนาออกมาใช้งานในรูปแบบต่างๆ เช่นหุ่นยนต์สำรวจดาวอังคาร ขององค์การนาซ่า แต่ปัจจุบันก็ได้มีการพัฒนาให้มีลักษณะเป็นสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัข เพื่อให้มาเป็นเพื่อนเล่นกับคน หรือแม้กระทั่งมีการพัฒนาหุ่นยนต์ให้สามารถเคลื่อนที่แบบสองขาได้อย่างมนุษย์ เพื่ออนาคตจะสามารถนำไปใช้ในงานที่มีความเสี่ยงต่ออันตรายแทนมนุษย์
       

 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
หุ่นยนต์ของลีโอนาโด ดาวินชี พร้อมภาพบันทึก โดยหุ่นยนต์ตัวนี้สามารถขยับแขนและคอได้

       หลายคนที่สนใจจะสร้างหุ่นยนต์คงอยากรู้ว่าถ้าจะสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาสักตัวจะต้องมีความรู้อะไรบ้าง นักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกบอกไว้ว่าการ สร้างหุ่นยนต์เป็นเทคโนโลยีที่มีการนำเอาองค์ความรู้ จากศาสตร์หลายสาขามาประยุกต์ใช้ หากจะให้กล่าวแบบชี้เฉพาะเจาะจงลงไป ว่าจะต้องมีความรู้ด้านใดด้านหนึ่งคงไม่ได้ เพราะหุ่นยนต์บางตัวถูกสร้างขึ้นมา เพื่อวัตถุประสงค์ที่พิเศษ อาจต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาคอยให้คำปรึกษา แต่หากจะกล่าวถึงความรู้ในส่วนหลักๆ ในการออกแบบสร้างหุ่นยนต์ อาจสามารถแบ่งแยกไปตามส่วนประกอบที่สำคัญของหุ่นยนต์ ดังนี้
       
       Mechanical part...
       บุคลากรที่จะรับผิดชอบในส่วนนี้ ควรเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถทางด้านฟิสิกส์ เช่น เวกเตอร์ แรง โมเมนตั้ม ฯลฯ และควรมีความรู้ในเรื่อง ระบบกลไกลต่างๆ รู้จักวัสดุ อุปกรณ์ ทางกลต่างๆ เป็นอย่างดี มีความสามารถ ออกแบบระบบทางกลได้ เช่น ระบบส่งถ่ายกำลัง และระบบที่มีการเคลื่อนที่ทางกายภาพได้ นอกจากนี้ยังต้องสามารถ ใช้งานเครื่องมือต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น เครื่องตัด เครื่องเจาะ เครื่องกลึง ฯลฯ
       

 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
หุ่นยนต์เป่าฟลุต สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2281

       Electrical Circuit part...
       บุคลากรที่จะรับผิดชอบในส่วนนี้ ควรเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับวงจรไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งด้านอะนาล็อก และดิจิตอล จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ และจะต้องสามารถวิเคราะห์ และออกแบบวงจรต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นวงจรคอนโทรลเลอร์, วงจรเซ็นเซอร์, วงจรขับกำลังสูง ฯลฯ นอกจากนี้ยังต้องสามารถ ใช้งานเครื่องมือต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น มิเตอร์, ออสซิลโลสโคป,ลอจิกโพร๊ป, ลอจิกอะนาไลเซอร์ ฯลฯ
       
       Software Control part...
       บุคลากรที่จะรับผิดชอบในส่วนนี้ ควรเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ จะต้องเป็นผู้ที่มีความคิดอย่างเป็นระบบ สามารถแตกปัญหาออกเป็นกระบวนการ และควรมีความสามารถในการโปรแกรม ภาษาระดับต่ำเช่นแอสแซมบลีได้เป็นอย่างดี รวมถึงภาษาระดับกลาง และสูง อย่างภาษาซี และภาษาพื้นฐานได้ จะต้องมีความชำนาญในการใช้งานคอมพิวเตอร์
       

 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
หุ่นยนต์ดูแลคนแก่ กำลังนำไปทดลองใช้ตามโรงพยาบาลก่อนจะนำไปใช้จริงตามบ้าน

       การออกแบบสร้างหุ่นยนต์ จะต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญในหลายๆ ด้านเนื่องจากวิศวกรนั้น จะอาศัยการทำงานที่เป็นทีม งานหนึ่งๆ จึงประกอบด้วยวิศวกรผู้ชำนาญงานในแต่ละสาขา ที่หลากหลาย แตกต่างกันไป
       
       คุณรู้ไหม....ว่า
       การออกแบบหุ่นยนต์เหมือนมนุษย์ที่ถูกบันทึกไว้เป็นครั้งแรก คือโดยลีโอนาร์โด ดาร์วินซี เมื่อราวปี 1495 (พ.ศ.2038) ส่วนหุ่นยนต์ที่รู้จักกันว่าสามารถใช้งานได้เป็นตัวแรกถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1810 (พ.ศ.2281) โดยฟรีดิช เคาฟมันซึ่งเป็นผู้สร้างหุ่นแอนดรอยด์ที่สามารถเป่าฟลุตได้ และหุ่นยนต์อุตสาหกรรมตัวแรกที่ถูกใช้งานโดย ยูนิเมท ในปี 1962 (พ.ศ.2005) เป็นแขนกลที่ใช้ เคลื่อนย้ายสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
       

 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
และขาดไม่ได้หุ่นยนต์แห่งยุคสมัย "ไอโบ" และ "อาซิโม"

       ทุกวันนี้ ยอดขายหุ่นยนต์อุตสาหกรรมพุ่งขึ้นสูงถึง 750,000 ตัวในปี 2001 (พ.ศ.2544) ซึ่งเป็นปีสุดท้าย ที่ได้มีการรวบรวมเป็นสถิติเก็บไว้ ถึงวันนี้ ก็น่าจะเกินกว่า 1 ล้านตัวไปแล้ว ซึ่งห่นยนต์ที่กำลังใกล้ชิดมนุษย์อยู่ในขณะนี้ได้แก่ "Roomba" หุ่นดูดฝุ่น ยอดนิยม และผู้ผลิตกำลังทำการออกแบบเพื่อขยายวงความช่วยเหลือ ของหุ่นยนต์ให้กับ งานบ้านทั้งหลาย ในอนาคตอันใกล้นี้ "เพิร์ล" (Pearl - Personal Robotic Assistants for the Elderly) เป็น "หุ่นพยาบาล" ซึ่งกำลังถูกทดสอบ ในสถานพยาบาลหลายแห่ง มีจุดมุ่งหมายที่จะขยายบริการเพื่อใช้ดูแลผู้สูงอายุตามบ้าน
       
       นอกจากนี้ ยังมี "อาซิโม" (Azimo) พัฒนาโดย บ.ฮอนดาซึ่งมีความสามารถในการเดินหน้าและถอยหลัง เลี้ยวตามมุม ปีน และขึ้น-ลงบันได เปิด-ปิดสวิทช์ไฟ เคลื่อนย้ายวัตถุจากที่หนึ่งไปยังอีกที่ และเปิดปิดประตูได้ ในช่วงเวลาห้าปี มันจะสามารถโต้ตอบกับคำสั่งเสียงได้ และ "ไอโบ" (Aibo) ของโซนี หุ่นยนต์สุนัขที่มี "อารมณ์และสัญชาติญาณที่แท้จริง" ถึงแม้ว่าจะเพียงแค่หกประเภทก็ตามที ได้แก่ มีความสุข ไม่ชอบ โกรธ รัก เศร้า และประหลาดใจ และแถมท้ายกับ "เนโคโร" และ "แม็กซ์" หุ่นยนต์แมวที่เหมือนจริงอย่างมาก พัฒนาโดย บ.ออมรอนของญี่ป่นสามารถครางได้เมื่อถูกลูบขน หรือเรียกชื่อ และยังสามารถส่ายหัว กระดิกหู หระพริบตา นั่ง ยืดตัว และแม้แต่ "นอน" ได้ด้วย
       

 

http://www.manager.co.th


นาฬิกามีกี่แบบ มีแบบใหนบ้าง

    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเคยเขียนลงในนิตยสาร Business.com เห็นว่าเป็นความรู้ พอนำมาอ้างอิงได้ จึงขอนำมาดัดแปลงเป็นเวป Html เพื่อเผยแพร่ในโอกาศขึ้นบ้านใหม่ของ Siamnaliga.com ครับ

ก่อนที่คนเราจะเริ่มเล่นนาฬิกา เราก็ต้องรู้ก่อนครับ ว่านาฬิกามีกี่แบบและมีแบบไหนมั่ง อาจมีผู้อ่านหลายๆคนที่สนใจนาฬิกา เคยได้ยินว่านาฬิกามีทั้งแบบ ควอทซ์ ออโตเมติก ไขลาน ใส่ถ่าน แบบเขย่าๆ คีเนติก eco-drive สารพัดจะตั้งชื่อเรียกกัน ท่านผู้อ่านที่รู้แล้วว่าแต่ละระบบแตกต่างกันอย่างไร อย่าว่าผมสอนหนังสือสังฆราชเลย แต่ในบทแรก เราจำเป็นต้องกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ก่อนครับ นาฬิกาทั้งหมดทั้งหลายในโลกนี้แบ่งเป็นสองหมู่ใหญ่ๆคือแบบที่ควบคุมการบอกเวลาด้วยวงจรอิเลคโทรนิคใช้ไฟฟ้า กับแบบที่ควบคุมการบอกเวลาด้วยกลไกจักรกล เปรียบเหมือนรถจักรยานกับมอเตอร์ไซค์ จักรยานก็ต้องอาศัยแรงถีบจากคนถึงจะวิ่งไปได้ ส่วนมอเตอร์ไซค์เราไปเติมน้ำมันก็วิ่งปร๋อ เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ ก็จะพูดถึงแต่เฉพาะนาฬิกาที่พอมีขายในปัจจุบันเท่านั้น ไม่รวมไปถึงพวกที่สูญพันธุ์ไปแล้วเช่นพวก Tuning Fork หรือพวก Transistor

กลุ่มใหญ่กลุ่มแรกที่เราจะพูดถึงก็คือนาฬิกาที่ใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน เหมือนรถมอเตอร์ไซค์ซึ่งต้องเติมน้ำมันแล้วถึงจะวิ่งออก
นาฬิกาที่ใช้ระบบไฟฟ้านี้ถูกคิดค้นมาตั้งแต่ยุคต้นทศวรรษ 50 โดยเริ่มต้นที่ระบบ Transistor แบบใช้จักรกลอก ควบคุมความเที่ยงตรง ต่อมาก็พัฒนามาเป็นระบบขดลวดความถี่หรือ Tuning Fork และพัฒนาออกมาเป็นระบบวงจร Quartz ที่ใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน ระบบ Quartz นั้นพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือของกลุ่มผู้ผลิตนาฬิกาของประเทศสวิส ในช่างต้นทศวรรษ 70 ต่อมาในยุคปลายทศวรรษ 70 ก็มีนาฬิกาแบบ Quartz ราคาถูกจากญี่ปุ่น ออกมาตีตลาดโลก เป็นผลให้อุตสาหกรรมผู้ผลิตนาฬิกาสวิส เจ๊งกันเป็นระนาว เพราะสู้ราคาการผลิตแบบ Mass Production แบบญี่ปุ่นๆไม่ใหว เป็นจุดพลิกผันแห่งศตวรรษ เพราะนาฬิกาแบบไขลาน หรือแบบจักรกลที่คนทั้งโลกใช้กันมากว่าหลายร้อยปี ต้องถูกแทนที่ด้วยนาฬิกาใส่ถ่านราคาถูกจากญี่ปุ่น
หลักการทำงานของระบบ Quartz ก็คือ มีผู้ค้นพบว่าผลึก Quartz นั้น เมื่อได้รับประจุไฟฟ้าเข้าไป ก็จะสร้างความถี่ที่คงที่ออกมา นักประดิษฐ์จึงใช้หลักความคิดนี้สร้างนาฬิกาแบบ Quartz ออกมาโดยสร้างวงจรขึ้นมาเพื่อเทียบความถี่นี้ออกมาเป็นวินาที และใช้มอเตอร์ขนาดเล็ก ขับโดยแรงไฟฟ้าดันเข็มให้เคลื่อนไปทีละวินาทีๆ ทดกับจักรต่างๆกลายเป็นเข็มสั้น บอกนาที บอกชั่วโมง บอกวัน สารพัดแล้วแต่คนเราจะสร้าง
นาฬิกา Quartz อีกแบบไม่ใช้เข็มแสดงผล แต่ใช้วงจรอิเลคโทรนิกส์ รวบรวมข้อมูล เพื่อแสดงผลบนจอแบบ LCD (Liquid Crystal Display) ตัวอย่างก็เช่นพวก Casio G-Shock ที่เหล่าวัยรุ่นต่างๆนิยมชมชอบ เมื่อมีแบตเตอรี่เป็นแหล่งพลังงาน นักประดิษฐ์ก็สามารถติดตั้งอุปกรณ์อื่นเข้าไปด้วย เพื่อเพิ่มความสามารถของนาฬิกานั้น ตั้งแต่เครื่องคิดเลข ระบบปลุก เครื่องวัดอุณหภูมิหรือล่าสุดก็มีระบบนำทางด้วยดาวเทียม (GPS) เครื่องเล่นเพลงแบบ MP3 และกล้องถ่ายรูปแบบ Digital มารวมกับนาฬิกาข้อมือแล้ว ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อเพราะเทคโนโลยีปัจจุบันพัฒนาได้ไวเหลือเกิน

 

 

ด้านบนคือเครื่องของนาฬิกา Quartz แบบมาตรฐาน ผลิตโดยโรงงาน ETA ที่ใหญ่ที่สุดในสวิส แท่งสีเงินด้านบนคือตัวผลึก Quartz ที่ใช้ควบคุมความเที่ยงตรง (1) ขดลวดด้านซ้าย (2) คือ Stepping motor ใช้สำหรับขับเคลื่อนเข็ม ด้านล่างคือรังใส่แบตเตอรี่ (3) ส่วนวงจรและ IC สีดำ (4) คือตัวประมวลผล ควบคุมเวลาผละแสดงผล

ตามปกตินาฬิกาแบบ Quartz ต้องเปลี่ยนถ่านเมื่อถ่านหมด แต่มีนาฬิกาบางชนิดไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่าน เพราะตัวนาฬิกาสามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าเองได้ เป็นที่มาของชื่อที่ใช้เรียกระบบต่างๆของนาฬิกา Quartz

1. AGS (Automatic Generating system) และ Kinetic คิดค้นโดยบริษัท Seiko แห่งเมืองปลาดิบ ระบบนี้ใช้ Rechargeable battery หรือที่ Seiko ตั้งชื่อว่าตัวเก็บประจุไฟฟ้า แทนถ่านธรรมดาทั่วไป มีระบบตุ้มหมุน เพื่อหมุนตัวปั่นไฟ คล้ายๆกับระบบไดชาร์จของรถยนต์หรือหลอดไฟรถจักรยานนั่นเอง ดังนั้นนาฬิกาจะสามารถสร้างไฟฟ้าเองได้เรื่อยๆ ถ้าหยุดเดินเราก็จับขึ้นมาเขย่าๆ เครื่องก็จะสร้างไฟฟ้าให้นาฬิกานั้นเดินต่อไป ส่วนระบบ Kinetic-Autorelay นั้นก็เหมือนระบบ Kinetic แต่มีวงจรตรวจสอบการใช้งาน ถ้าวางนาฬิกาไว้เฉยๆเป็นเวลานานๆ เข็มก็จะหยุดเดิน เพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้า แต่ก็จะมีไฟหล่อเลี้ยงวงจรควบคุมเวลาไปเรื่อยๆ ทำให้นาฬิกาสามารถเดินได้เป็นปีๆ วันใหนเจ้าของหยิบนาฬิกาขึ้นมาใส่ เข็มนาฬิกาก็จะวิ่งไปยังตำแหน่งวันเวลาปัจจุบัน จัดว่าเป็นระบบที่ฉลาดมาก ทางฝั่งสวิสก็ออกเครื่องระบบคล้ายๆกันออกมา เรียกว่า Autoquartz ใช้หลักการคล้ายๆกัน ต่างกันที่ว่า AutoQuartz Rotor จะไม่หมุน Generator โดยตรง แต่จะไปหมุนลาน และพลังที่ลานคลายออกมา จะไปหมุน Generator อีกทีหนึ่ง

 

ภาพที่เห็นด้านบนคือภาพเครื่องของนาฬิการะบบ Kinetic จริงๆแล้วเครื่องก็จะเหมือนระบบ Quartz แต่มีกลไกลูกตุ้ม และ Generator หรือตัวปั่นไฟ ซ้อนทับอยู่บนเครื่องอีกทีหนึ่ง ตัว Generator นี้ก็จะทำหน้าที่ปั่นไฟฟ้า ป้อนให้แก่ตัวเก็บประจุ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกับแบตเตอรี่ซึ่งสามารถชาร์จไฟใหม่ได้

 

ด้านบนคือภาพของตัว Generator หรือตัวสร้างไฟฟ้าสำหรับนาฬิการะบบ Kinetic ผมว่าหน้าตาจะเหมือนตัวปั่นไฟสำหรับไฟหน้าในรถจักรยานสมัยก่อน แต่มีขนาดเล็กมาก

2. มาทางค่าย Citizen แห่งเมืองปลาดิบมั่ง ค่ายนี้ได้นำเสนอระบบ Ecodrive ซึ่งหลักการก็ยิ่งง่ายๆคือติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ไว้ที่ใต้หน้าปัด เซลล์แสงอาทิตย์ก็จะเปลี่ยนแสงเป็นพลังงานไฟฟ้า และเอาพลังงานไฟฟ้านั้นมาชาร์จถ่านที่ชาร์จได้ต่อไป ตราบใดที่นาฬิกายังเห็นแสงเดือนแสงตะวัน นาฬิกาก็เดินต่อไปเรื่อยๆไม่มีการหยุด ถ้าเก็บนาฬิกาไว้ในที่มืดๆจนหยุดเดิน เราเอาออกมารับแสงจนนาฬิกาสร้างไฟฟ้าได้เพียงพอ นาฬิกาก็จะเริ่มเดินต่อไป ส่วน Ecodrive Duo เป็นเหมือนเอาระบบ Ecodrive มาผสมกับระบบ Kinetic คือมีแหล่งสร้างไฟฟ้าอยู่สองแหล่งคือที่หน้าปัด กับระบบตุ้มหมุนด้านหลังเพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้า

 

สังเกตดูชัดๆ แบบ Eco Drive ใต้หน้าปัดจะเห็นแผงเซลล์ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ แบ่งเป็นสี่บริเวณ

3. อีกแบบที่ค่าย Seiko พัฒนาออกมาคือแบบ Thermic เป็นระบบที่ซับซ้อนพอสมควร หลักการคือในตัวนาฬิกาจะมีแท่งสารเคมีหลายชนิดวางสลับกันอยู่ พออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง สารเคมีสองชนิดก็จะเกิดความไม่สมดุลทาง electron และคายประจุไฟฟ้าออกมาเพื่อเป็นพลังงานไปประจุให้ถ่านที่ชาร์จได้ต่อไป ระบบนี้ออกมาในช่วงสามสี่ปีก่อนยังไม่ประสบผลสำเร็จนัก เพราะออกมาไม่นานก็เงียบหายไป และตัวนาฬิกาเองมีราคาแพงเป็นหลักแสน

 

 

ข้อดีของระบบ Quartz ก็คือค่าบำรุงรักษาต่ำ บำรุงรักษาง่าย ปีสองปีถึงจะมีการเปลี่ยนถ่านครั้งหนึ่ง และช่างที่ไหนก็สามารถเปลี่ยนถ่านได้ ราคานาฬิกาไม่แพง และบอกเวลาได้เที่ยงตรงมาก เพราะใช้วงจรควบคุมเวลาแบบอิเลกโทรนิกส์ ซึ่งมีความผิดพลาดน้อยกว่าแบบกลไกมาก นาฬิกาทั้งสามแบบข้างบนนั้น ผมได้ยินมาจากช่างนาฬิกาหลายรายว่าระบบยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะแบบ Kinetic มีข้อเสียอยู่ที่ตัวเก็บประจุไฟฟ้าซึ่งเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ดังนั้นเมื่อตัวเก็บประจุ หรือถ่านที่ชาร์จได้นั้นเสื่อมสภาพลง ก็ต้องมีการเปลี่ยนถ่านใหม่อยู่ดี ตัวถ่านชาร์จได้นั้น อายุการใช้งานที่สั้นที่สุดที่เคยพบคือ 5 ปี ส่วนการใช้งานยาวที่สุดนั้นคือเกิน 13 ปี เฉลี่ยๆอยู่ที่ 12 ปี ผมว่าถ้าอยู่รอดได้สัก 15 - 20 ปีก็เก่งน่าดูแล้ว

ว่าถึงนาฬิการะบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนกันไปแล้ว ต่อมาเราก็ว่ากันถึงนาฬิกากลุ่มใหญ่กลุ่มที่สอง เรียกกันว่าแบบกลไกหรือที่ฝรั่งจะเรียกว่า Mechanical watches นาฬิกาแบบกลไกนั้นจะใช้ลานเป็นพลังงานในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ตัวลานนั้นจริงๆก็คือขดสปริงที่จะค่อยๆคลายตัวออกมาเป็นพลังงานในการขับเคลื่อนเข็มของนาฬิกา หลักการของนาฬิกาแบบจักรกลก็คือลานหรือขดสปริงก็จะค่อยๆคลายตัวออกมา มีเฟืองต่างๆทดกันเป็นเข็มบอกวินาที นาที ชั่วโมง และวัน หรือสามารถทำให้ซับซ้อนมากๆจนสามารถบอกเวลาได้ถูกต้องถึงระดับ ปฏิทินถาวร หรือสามารถบอกวันเดือนปีที่ถูกต้องได้โดยไม่ต้องใช้ระบบอิเลกโทรนิกส์ใดๆเข้ามาช่วย นาฬิการะบบจักรกลนี้จะมีตัวจักรกลอก หรือ Balance Wheel คอยแกว่งไปแกว่งมาด้วยความถี่คงที่ เพื่อรักษาความเที่ยงตรง

 

อธิบายเข้าไปถึงในรายละเอียดเรื่องกลไกสำหรับผู้ที่อ่านข้างบนแล้วยังสงสัย ผู้ที่ไม่อยากปวดหัวเรื่องเทคนิคสามารถข้ามวรรคนี้ไปก่อนได้เลย หลักการก็คือแรงไขลานด้วยมือจากเม็ดมะยม (1) จะเข้าไปขดลานซึ่งเป็นลักษณะสปริง อยู่ในตลับลาน (2) ให้แน่นแล้วก็ลานจะค่อยๆคลายตัวออกมา ผ่านชุดเฟืองซึ่งทดเป็นชั้นๆเพื่อบอกเวลา และแรงที่ลานคลายออกมาผ่านชุดเฟืองก็จะค่อยๆไปกระทำต่อสายใย หรือ Hair Spring (4) ซึ่งติดอยู่กับจักรกลอก (5) สปริงสายใยก็จะบังคับให้จักรกลอกจะกลิ้งไปกลิ้งมาด้วยความถี่คงที่ เช่น 21600 รอบต่อชั่วโมง หรือ 6 รอบต่อวินาที ผู้สร้างนาฬิกาสามารถทดฟันเฟืองต่างๆหลายๆชั้นจนไปถึงยังเข็มบอกเวลาได้ เมื่อจักรกลอกกลิ้งหกครั้ง เข็มวินาทีก็จะเลื่อนไป 1 วินาที และเข็มต่างๆก็ค่อยๆเคลื่อนไปเรื่อยๆจนถึง 21600 รอบ เข็มชั่วโมงก็เลื่อนไปจนครบ 1 ชั่วโมง ทำให้นาฬิกาสามารถบอกเวลาได้ แต่ก็ไม่แม่นยำเท่าแบบใช้ไฟฟ้า ความถี่ยิ่งสูงขึ้นเป็น 28800 หรือ 36000 รอบต่อชั่วโมง นาฬิกาก็จะยิ่งมีความผิดพลาดน้อย และเข็มนาฬิกาก็จะยิ่งเดินได้นิ่มนวลขึ้น เพราะอัตราการเคลื่อนของเข็มต่อวินาทีมีมากขึ้น แต่ก็ต้องแลกด้วยความสึกหรอที่มีเพิ่มขึ้นไปตามกัน ในภาพเป็นนาฬิกาที่ทำจากเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ ราคาค่าตัวเรือนละสี่ห้าร้อย แต่ก็เป็นครูที่ดีให้เราได้เหมือนกัน เพราะตัวเรือนเปลือยล่อนจ้อน เป็นกระจกใสทั้งหน้าและหลังมองเห็นเครื่องทะลุปรุโปร่ง นาฬิกาแบบจักรกลสามารถปรับตั้งให้เดินช้าหรือเร็วได้โดยการปรับความสั้นยาวของสปริงสายใย มีตัวปรับที่เรียกว่า Regulator เป็นตัวปรับตั้ง วิธีปรับก็ง่ายๆเพียงเลื่อนเข้าออกเพื่อปรับความสั้นยาวของสายใย พอความยาวเปลี่ยนไป ความแข็งของสปริงสายใยก็จะเปลี่ยนแปลง เป็นผลให้นาฬิกาเดินช้าลงหรือเร็วขึ้นด้วย ภาพด้านล่างคือตัวปรับตั้งให้นาฬิกาเดินช้าหรือเร็วได้

นาฬิกาแบบจักรกลนี้ก็สามารถแบ่งได้เป็นอีกสองกลุ่มใหญ่ๆคือแบบไขลานด้วยมือเอง และแบบมีระบบกลไกเพื่อไขลานอัตโนมัติ
แบบไขลานด้วยมือก็คือใช้มือหมุนเม็ดมะยม เพื่อไขขึ้นลานให้พลังงานแก่นาฬิกา เจ้าของก็ต้องไขลานเองทุกวัน คนที่อายุมากๆเกิดทันจะนึกภาพออกว่าตอนเช้าๆก่อนออกบ้านต้องเอานาฬิกามาไขลาน บางทียุ่งๆจนลืมไขลานนาฬิกาก็หยุดเดิน นาฬิกาแบบไขลานนี่มีมาเกือบห้าร้อยปีแล้วครับ ใครเป็นผู้ค้นคิดผมก็ไม่มีใครบันทึกไว้ พัฒนามาจากนาฬิกาตั้งโต๊ะ กลายเป็นนาฬิกาแขวนแบบห้อยคอ นาฬิกาพกในกระเป๋า และท้ายที่สุดก็กลายเป็นนาฬิกาข้อมือแบบในปัจจุบัน ส่วนแบบไขลานอัตโนมัติหรือที่ทั่วไปเรียกว่าแบบออโต้ หรือที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นแบบสั่น แบบเขย่า ความจริงไม่ต้องสั่น หรือเขย่าหรอกครับ เพราะว่าแค่เราใส่นาฬิกาตามปรกติ นาฬิกาก็ขึ้นลานเองอยู่แล้วไม่ต้องออกแรงเขย่าให้เมื่อยมือ ผมขอเรียกว่าแบบออโตละกันนะครับ เพราะมันสั้นและได้ใจความที่สุด แบบออโตนี้ก็จะมีระบบกลไกลูกตุ้ม แกว่งไปมาตามการเคลื่อนไหวของข้อมือ เชื่อมต่อกับระบบลาน คอยขึ้นลานให้กับนาฬิกาครับ ลองดูรูปว่าลูกตุ้มหรือ Rotor นี่หน้าตาเป็นยังไง นาฬิกาข้อมือระบบออโตค้นคิดขึ้นมาราวๆปี 1929 โดยนาย Harwood ตั้งบริษัทอยู่ที่ประเทศอังกฤษ แต่ระบบนี้ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าใหร่ ช่วงปี 1930 บริษัท Rolex ได้ซื้อสิทธิบัตรของระบบนี้ไป แล้วพัฒนาอย่างจริงๆจังๆจนประสบความสำเร็จ ในภาพล่างคือ Rolex Oyster Perpetual จากปี 1940 หรือที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่า "Bubble Back" เนื่องจากมีฝาหลังที่กลมคล้ายฟองสบู่ เป็นนาฬิกาแบบแรกๆที่ใช้ระบบ Full rotor ที่สมบูรณ์ จนกลายมาเป็นแบบอย่างของนาฬิกา Automatic ในปัจจุบัน

 

ภาพด้านบนคือลักษณะของเครื่องของนาฬิกา Automatic ในปัจจุบัน ลักษณะเฉพาะของนาฬิกาแบบออโตเมติกคือตัวตุ้มหรือ Rotor นาฬิกาแบบออโตเมติกจะมีตุ้มเพื่อขึ้นลานแทนมือคน ภาพทางด้านซ้ายคือนาฬิกาออโตแบบ Full Rotor ส่วนด้านขวาคือเครื่องแบบ Micro rotor ซึ่งพัฒนาจาก Full rotor เพื่อให้ตัวตุ้ม ลดระดับลงมาอยู่ระดับเดียวกับตัวเครื่อง มีผลให้เครื่องบางลง นาฬิกาจักรกลก็จะมีข้อดีคือเดินได้ด้วยพลังงานจากเจ้าของ ไม่ต้องเปลี่ยนถ่าน มีคุณค่าทางจิตใจ และบางรุ่นสามารถซื้อขายต่อได้ และบางรุ่นถ้าเก็บไว้นานๆ คุ้มค่ากว่าเอาเงินไปฝากธนาคารอีก ส่วนข้อเสียก็มีเยอะกว่า ค่าบำรุงรักษาแพง ค่าตัวแพง ต้องไขลานหรือตั้งเวลาอยู่เป็นประจำ วิธีสังเกตคือนาฬิกาแบบไฟฟ้าเข็มจะเดินแบบชี้ที่วินาที แล้วเลื่อนติ๊ก ๆ ๆ ไปเรื่อยๆ ทีละวินาที ส่วนแบบจักรกลนั้นเข็มวินาทีจะเดินแบบนิ่งๆเรียบๆวินาทีละ 5 ครั้งเป็นอย่างต่ำ ยิ่งเครื่องที่ถูกปรับตั้งมาให้เดินที่รอบสูงเข็มนาฬิกาก็จะยิ่งเดินถี่ ส่วนแบบออโตเมติกส่วนมากก็จะมีเขียนไว้ที่หน้าปัดว่า Automatic เป็นวิธีสังเกตง่ายๆสำหรับคนเริ่มหัดดูนาฬิกา

 

เคยถามเพื่อนนักสะสมด้วยกัน ทั้งในเวปบอร์ดที่พูดคุยกันเรื่องนาฬิกา ทั้งจากนักสะสมอาวุโสต่างๆ ทำไมพวกนักสะสมถึงสะสมแต่นาฬิกาจักรกลไม่สะสมนาฬิกา Quartz มั่ง พอจะสรุปคำตอบออกมาได้ว่าในหมู่นักสะสมนาฬิกาจริงๆเค้าก็จะชอบเล่นแบบจักรกลมากกว่าเพราะนาฬิกาแบบจักรกลเป็นวรูปแบบที่ทำกันมากว่าร้อยปีแล้ว เจ้าของนาฬิกาต้องคอยเอาใจใส่ดูแลปรับตั้ง ไขลานนาฬิกาอยู่ทุกวันๆ นาฬิกาแบบจักรกลนี่ขี้ประจบกว่าแบบใส่ถ่านเยอะ กลไกแบบจักรกลก็ผลิตยากกว่า ซับซ้อนกว่า และต้องอาศัยการปรับตั้งโดยช่างผู้ชำนาญให้มันเดินตรงได้ ตัวผมเองนั้นทึ่งในภูมิปัญญาของมนุษย์ที่สามารถค้นคิดประดิษฐ์และพัฒนา เอาเฟืองต่างๆมาเรียงซ้อนกัน ทดกันไปทดกันมา สามารถทำให้มันบอกเวลาที่แม่นยำได้ ยิ่งพวกนาฬิกาแบบ Complication หรือนาฬิกาแบบสลับซับซ้อน ยิ่งต้องใช้ความสามารถในการคำนวณออกแบบพัฒนา และความละเอียดในการสร้างแบบถึงที่สุด บางเรือนก็สามารถตีบอกเวลาได้ บางเรือนก็มีปฏิทินถาวรบอกเวลาได้แม่นยำไปอีกสามร้อยปี แถมยังบอกด้วยว่าคืนนี้เดือนมืดหรือเดือนเพ็ญ ทำให้เจ้าของภูมิใจว่านาฬิกาแบบนี้ทำด้วยมือคนล้วนๆและมีไม่ถึงสิบคนบนดาวดวงนี้ ที่สามารถสร้างนาฬิกาแบบนี้ได้ นี่หละครับคือเหตุผลว่าทำไมนาฬิกาแบบจักรกลยิ่งสลับซับซ้อนยิ่งมีความประณีตสูงก็ยิ่งมีราคาแพง บางเรือนราคาอยู่หลักหลายๆล้าน หรือบางเรือนที่มีเรือนเดียวก็มีการประมูลกันให้ราคาเป็นร้อยๆล้าน ส่วนแบบใช้พลังงานไฟฟ้า หรือแบบควอตซ์นั้นแค่ใส่ถ่านเข้าไปมันก็เดินแล้ว แถมบอกเวลาได้เที่ยงตรงอีกต่างหาก ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเหมาะกับคนที่ต้องการใช้จริงๆ และใช้อยู่เรือนเดียวเป็นประจำ

มีเรื่องคนดื้อกับคนไม่ดื้อแถมให้อ่านกันเล่นๆ มีเพื่อนของผมคนหนึ่งเป็นวิศวกรไฟฟ้า แกไม่ยอมเชื่อว่านาฬิกาของผมไม่ต้องใส่ถ่าน แกบอกยังไงๆก็ต้องใส่ถ่าน เป็นไปได้ยังไงว่านาฬิกาไม่ใส่ถ่าน ผมก็เลยเปิดเครื่องให้เค้าดูว่านาฬิกาเรือนนี้มันไม่ต้องใส่ถ่านจริงๆ แกก็ยังยืนยันว่าในตลับลานนั่นหละ ต้องมีมอเตอร์จิ๋วมาขับเข็มให้เดินแน่ๆ คนดื้อนี่ยังไงก็ดื้อจริงๆครับ สงสัยผมต้องคงแกะตลับลานออกมาให้แกดูว่าข้างในมันเป็นสปริงแน่ๆ มีอีกอาเสี่ยคนหนึ่ง แกไม่เข้าใจเรื่องนาฬิกาเลยแต่เป็นคนมีสตางค์เยอะมาก แกได้ยินว่านาฬิกา Rolex แพงและดี แกก็เลยไปซื้อนาฬิกา Rolex รุ่น president เรือนทองหน้าปัดฝังเพชรมาจากศูนย์ใหญ่ที่ปิ่นเกล้า ราคากว่าครึ่งล้าน พอแกใส่นาฬิกาไปได้สองวันแล้ววางนาฬิกาทิ้งไว้ Rolex ราคาแสนแพงของแกก็หยุดเดินไปเฉยๆ แกก็ตกใจมากเอานาฬิกาไปให้เพื่อนสนิทที่เป็นเจ้าของร้านนาฬิกาแถวบ้านดู เพื่อนเดินเข้าไปหลังร้านสักพัก ออกมาบอกแกว่าถ่านมันหมดเพราะนาฬิกาอยู่ในตู้โชว์นานเกินไป เพื่อนก็เลยคิดค่าถ่าน Rolex ของสวิสอย่างดี ราคา 3000 บาท พร้อมกับบอกอาเสี่ยว่านาฬิกา Rolex เรือนนี้ต้องคอยเขย่านะ เพราะว่าจะคอยส่งไฟไปกระตุ้นให้พลังงานกับถ่าน พร้อมกันนั้นก็เอาแผ่นพับ ของ seiko kinetic มาให้กับอาเสี่ยท่านนั้นไปอ่านเป็นความรู้ อาเสี่ยผู้นั้นขับรถ SEL 500 กลับบ้านด้วยความสุขใจ ยิ้มพร้อมกับผิวปากไปตลอดทางกลับบ้านพร้อมกับคิดในใจว่า นาฬิกาเรือนละหกแสนเปลี่ยนถ่านครั้งหนึ่งแค่สามพันบาท มันช่างถูกจริงๆฮ่ะๆๆๆๆ ส่วนเพื่อนช่างซ่อมนาฬิกาผู้นั้น ปิดร้านตอนเย็นก็พาลูกเมียออกไปทานอาหารทะเล บอกลูกเมียว่าวันนี้มีหมูมาให้ฟัน เอานาฬิกาออโตมาให้เขย่าเล่น เลยคิดค่าเขย่าไป 3000 บาท สุขใจจริงๆ

บทความนี้เขียนเพื่อความบันเทิงและเป็นความรู้ในหมู่คณะของชาวสยามนาฬิกาเท่านั้น ห้ามนำไปใช้ในการพานิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต มิฉะนั้นเผลอๆอาจโดนฟ้องเรียกค่าสิขสิทธิแพงๆได้ 5555

Copyright reserved July 17, 2002 any question please mail me


จาก  http://www.tommyvintage.com


ไอแซค อาซิมอฟ

 

                ไอแซค อาซิมอฟ (1920 - 1922) นับเป็นนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานมากและเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดคนหนึ่ง ครอบครัวของเขาอพยพจากรัสเซีย มาอเมริกาในราวปี 1923 โดยอาศัยอยู่ในนิวยอร์ค เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เมื่ออายุเพียง 15 ปี และเมื่ออายุเพียง 18 ปี ก็เริ่มมีงานเขียนลงตีพิมพ์ในหนังสือ Amazing Stories เป็นครั้งแรก งานด้านการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ทำให้เขามีโอกาสทำทั้งสองอย่างที่เขารักไปพร้อมๆ กัน คือการเขียนหนังสือและวิทยาศาสตร์

                หลังการเข้าเป็นทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขากลับมาเรียนต่อและสำเร็จปริญญาเอกด้านเคมีในปี 1948 จากนั้นได้ สอนวิชาชีวเคมี ในโรงเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยบอสตันอยู่สิบปี ระหว่างนั้นหนังสือนิยาวิทยาศาสตร์ที่เป็นผลงานของเขาเองทั้งเล่ม เล่มแรกคือ Pebbles in the Sky ได้ออกวางตลาด ส่วนเรื่อง ชุดสถาบันสถาปนา (รวมเล่ม) เล่มแรกคือ Foundation ได้ออกวางตลาดในปีถัดมา คือปี 1958 ผลงานของอาซิมอฟมีมากมายหลายร้อยเรื่อง เฉพาะที่เป็นเรื่องยาว แยกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ


 
1. ชุดสถาบันสถาปนา ประกอบด้วย Fountion, Foundation and Empire, Second Foundtion, Foundtion's Edge, Foundtion and Earth, Prelude to Foundtion และ Forward the Foundtion
2. ชุดหุ่นยนต์ ประกอบด้วย The Caves of Steel, The Naked Sun, The Robots of Dawn และ Robots and Empire
3. ชุดจักรวรรดิ ประกอบด้วย The Currents of Space, The Stars, Like Dust และ Pebble in the Sky
4. ชุดที่เป็นเรื่องเดี่ยว อาทิเช่น The End of Eternity, Nemesis, Fanrastic Voyage, Fantastic Voyage II, The Gods Themselves, Nightfall และอื่นๆ อีกมาก



                นอกจากนี้ยังมีผลงานเป็นเรื่องสั้นอีกมาก ทั้งที่เป็นนิยายวิทยาศาสตร์ นิยายลึกลับ และเรื่องความรู้ทั่วไปที่นำมาอธิบายด้วยภาษาง่ายๆ เช่น ความรู้เกี่ยวกับวิชาเคมี คณิตศาสตร์ เป็นต้น รวมงานเขียนหนังสือทุกประเภทแล้ว มากกว่า 400 เล่ม

ที่มา : I,ROBOT ข้าคือหุ่นยนต์ จัดพิมพ์โดย บริษัท โปรวิชั่น จำกัด

โดย webmaster
 

  เฮอเชล กับการค้นพบรังสีอินฟราเรด
ผู้เขียน :พวงร้อย
เนื้อหาย่อ :นักดาราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดใน ศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ ค้นพบดาวเคราะห์ยูเรนัส ปี ค.ศ. 1781 สร้างแค็ตตาล็อกดาวที่ยังใช้กันมาจนทุกวันนี้สำหรับ ดาวคู่ และ เนบิวล่า NGC เป็นผู้ค้นพบ รังสีอินฟราเรด เป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบรังสีนอกเหนือไปจากแสงที่มองเห็นได้
อยู่ในส่วน : นักฟิสิกส์
วันที่ : 15/10/2004
 

 

ประวัติผลงาน
 

Sir Frederick William Herschel (ค.ศ. 1738-1822) เกิดในกรุง Hanover ประเทศเยอรมันนี ชื่อตัวในภาษาเยอรมันว่า Freidrich Wilhelm เป็นผู้มีชื่อทั้งในด้านดนตรีและดาราศาสตร์ เนื่องจากสุขภาพไม่ดีจึงต้องออกจากงานตำแหน่งนักดนตรีในกองทัพเยอรมัน ท่านได้ย้ายมาตั้งรกรากในประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1757 และได้เปลี่ยนชื่อให้สอดคล้องกับภาษาอังกฤษ ท่านได้ทำงานเป็นนักดนตรี นักแต่งเพลงซิมโฟนี และผู้กำกับวง มีผลงานทางดนตรีมากมาย ท่านมีน้องสาวชื่อ Caroline ซึ่งแต่เดิมเป็นนักร้องมีชื่อในเยอรมนี ได้ติดตามท่านมาอังกฤษเพื่อช่วยดูแลบ้าน และเป็นนักร้องให้พี่ชาย
ในยามว่างจากงานด้านดนตรี เฮอเชล ก็ชอบอ่านหนังสือค้นคว้าไปทุกอย่างที่สนใจด้วยตนเอง จนเมื่ออายุได้ ๓๕ ได้อ่านหนังสือทางฟิสิกส์เกี่ยวกับ แสง และ ดาราศาสตร์ จึงเริ่มสนใจที่จะดูดาว แต่ในสมัยนั้น กล้องดูดาวก็มีแต่กล้องเล็กๆที่เป็นแบบ refracting telescope และก็มีราคาแพงมาก ในตอนแรก เฮอเชล ก็ได้แต่เช่ากล้องมาดูแต่ก็ไม่เป็นที่พอใจ เฮอเชล จึงศึกษาวิธีสร้างกล้องดูดาวเอง เริ่มตั้งแต่หัดฝนเลนส์ด้วยตัวเอง และด้วยความช่วยเหลือของน้องชายชื่อ อเล็กซานเด้อร์ และ คารอไลน์ ผู้เป็นน้องสาว ก็ได้สร้างกล้องดูดาวที่มีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ
เฮอเชล จึงได้ออกแบบและสร้าง กล้องดูดาว โดยอาศัยหลัก reflecting คืออาศัยภาพสะท้อนของดาว แทนที่จะดูแสงโดยตรงจากดวงดาว อย่างเช่นแบบ refracting telescope เฮอเชล พัฒนาและปรับปรุงกล้องของเขาให้มีกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ และสร้างกล้องดูดาวที่ดีที่สุดในโลกยุคนั้น

 
กล้องดูดาวขนาด ๒๐ ฟิต ของ เฮอเชล

ในปี ค.ศ. ๑๗๘๑ เฮอเชล ได้ค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ เป็นครั้งแรกหลังจากดาวเคราะห์ ตั้งแต่ดาวพุธ ถึง ดาวเสาร์ ถูกค้นพบโดนนักดาราศาสตร์โบราณ โดยตอนแรก ท่านนึกว่า เป็นเพียงดาวหางดวงใหม่ แต่หลังจากแน่ชัดว่า เป็นดาวเคราะห์แล้ว ก็เป็นที่ตื่นเต้นกันเป็นอันมาก เป็นการยกฐานะนักดาราศาสตร์สมัครเล่นของ เฮอเชล ขึ้นมาเป็นนักดาราศาสตร์เต็มตัว ผู้มีชื่อเสียงทั่วโลกแทบจะชั่วข้ามคืน แต่แรก เฮอเชล เรียกดาวเคราะห์ดวงใหม่นีว่า Georgium Sidus ตามชื่อพระเจ้าจอร์จที่สาม ซึ่งเป็นกษัตริย์อังกฤษในเวลานั้น แต่ไม่เป็นที่ยอมรับของนักดาราศาสตร์สากล จนได้มีการเปลี่ยนมาเรียก ดาวยูเรนัส ตามธรรมเนียมการตั้งชื่อดาวเคราะห์ตามเทพเจ้าในตำนานกรีกที่กระทำกันมาแต่สมัยโบราณ

พระเจ้าจอร์จที่สาม จึงทรงโปรดปราน เฮอเชล เป็นอย่างยิ่ง ทรงสถาปนา เฮอเชล เป็น นักดาราศาสตร์หลวง มีเบี้ยบำนาญประจำปีอย่างที่ไม่ต้องไปสอนและเล่นดนตรีหาเลี้ยงชีพอีกต่อไป หากหันมาศึกษาค้นคว้าทางด้านดาราศาสตร์อย่างเต็มที่ และยังทรงอุปภัมภ์ทุนให้ เฮอเชล สร้างกล้องดูดาว ขนาดใหญ่ขึ้นตั้งแต่ ๑๒ นิ้ว ไปจนถึง ๒๐ นิ้ว

ในปี ค.ศ. ๑๗๘๑ เฮอเชลได้รับ Catalog of Nebulae and Star Clusters โดย Charles Messier แห่งประเทศฝรั่งเศส ซึ่งนับเป็นแค็ตตาล็อกดวงดาวฉบับแรก ทำให้ เฮอเชล หันมาสำรวจท้องฟ้าที่มองไปได้ไกลกว่าของเขา ด้วยกล้องดูดาวเยี่ยมที่สุดในโลก เฮอเชล และน้องสาว คารอไลน์ ก็ผูกขาดการสำรวจท้องฟ้า ที่เรียกว่า Deep Sky Serveys ซึ่งเน้นในการหา กระจุกดาว และ เนบิวล่า นอกเหนือไปจากที่ Messier ได้ค้นพบไว้แล้ว เฮอเชล และ คารอไลน์ ทำงานอย่างเป็นระบบและมีระเบียบมาก การใช้กล้องของเขาไม่ใช่ของง่าย เพราะคนดูต้องขึ้นไปยืนบนยกพื้นสูง ตาก็มองกล้อง สองมือก็ควบคุมกล้องอันใหญ่โต จึงเขียนอะไรไม่ได้ เฮอเชล ก็ตะโกนบอกให้น้องสาวจดตามไป คารอไลน์ เป็นผู้ที่มีนิสัยเหมือนกับเฮอเชล ที่ชอบอะไรคล้ายๆกัน และจงรักภักดีต่อพี่ชายเป็นที่สุด ทำงานเคียงข้าง เฮอเชล และได้ค้นพบดาวหางมากที่สุดในโลกสมัยนั้น และยังเป็นผู้อบรมให้การศึกษา จอห์น บุตรชายคนเดียวของ เฮอเชล ทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ จน จอห์น เมื่อเติบใหญ่ได้รับช่วงการทำงานด้านดาราศาสตร์จากพ่อจนนำชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลอีกท่านหนึ่ง

 

ผลงานของสองพี่น้อง ภายในเวลาเพียง หนึ่งปีครึ่ง ก็ค้นพบเทหวัตถุถึง ๑,๐๐๐ ราย และได้รวบรวมเป็นแค้ตตาล็อกใหม่ ในปี ค.ศ. ๑๗๘๖ เรียกว่า William Herschel, 1786. [XXVII.] Catalogue of One Thousand new Nebulae and Clusters of Stars แต่ได้ตีพิมพ์ปรับปรุงใหม่อีกสองฉบับ ในปี ค.ศ. ๑๗๘๖ แต่ได้ตีพิมพ์ฉบับใหม่ๆตามมาอีกสองฉบับในปี ในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ และ ๑๘๐๒ รวมเทหวัตถุที่พี่น้องสองท่าน ค้นพบรวมรวมได้ ถึง ๒,๕๐๐ รายการ ซึ่งนับเป็นแค้ตตาล็อกที่สำคัญมากสำหรับวิชาดาราศาสตร์ และนักดาราศาสตร์ ก็ยังใช้เป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญในการศึกษาทางดาราศาสตร์มาจนทุกวันนี้ หลังจากได้รับการปรับปรุงโดยบุตรชายของท่านคือ John Herschel เรียกว่า New General Catalog ซึ่งมีชื่อย่อว่า NGC อันเป็นที่มาของชื่อเทหวัตถุบนฟ้าจำนวนมากที่เราศึกษากันจนทุกวันนี้

นอกจากค้นพบดาวเคราะห์ ยูเรนัส และสำรวจทำบันทึกแค้ตตาล็อกดาวที่สำคัญมากแล้ว เฮอเชล ก็ยังมีผลงานต่างๆอีกมากมาย ที่สำคัญคือ

ศึกษาบันทึกการเคลื่อนตัวของดวงอาทิตย์ จนนำไปสู่การค้นพบว่า ดวงอาทิตย์ และระบบสุริยะ เคลื่อนที่ไปในอวกาศในทิศทางสู่กลุ่มดาว Hercules

ในปี ๑๗๘๗ ค้นพบดาวบริวารของ ยูเรนัส สองดวงคือ Titania และ Oberon

ใช้เวลาสองปี สร้างกล้องดูดาวขนาดยาว ๔๐ ฟิต แล้วค้นพบดาวบริวารของ ดาวเสาร์ สองดวงคือ Enceladus และ Mimas แต่เนื่องจากกล้องนี้ใช้ยากมาก เฮอเชล จึงไม่ค่อยได้ใช้ และหันกลับไปใช้กล้อง ๒๐ ฟิตตามเดิม ทำให้ไม่ได้ค้นพบดาวบริวาร์ของดาวเคราะห์มากกว่านี้ แต่อย่างไรก็ดี กล้องนี้เป็นกล้องดูดาวที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่นานถึง ๕๐ ปี

 

 
แผนผังกาแล้กซี่ทางช้างเผือก โดย เฮอเชล

เฮอเชล เป็นคนแรกที่พยายามศึกษาเข้าใจโครงสร้างและวาดผังของ ทางช้างเผือก รวมทั้งเริ่มตรองว่า อาจจะมีระบบ กาแล้กซี่ อื่นๆนอกเหนือจาก ทางช้างเผือก ของเราอีก แต่เนื่องจากสมัยนั้น ยังไม่มีใครทราบว่า มีมวลสารระหว่างดวงดาว หรือ ฝุ่นอวกาศ ที่ปิดกั้นไม่ให้เรามองเห็นผืนฟ้าอีกเป็นอันมาก และยังมีความเชื่ออีกว่า ดวงอาทิตย์อยู่ใกล้ศูนย์กลางของทางช้างเผือก (ดูดาวดวงที่สุกสว่างที่สุดใกล้ศูนย์กลางทางซ้ายในผังของ เฮอเชล) แม้จะเป็นผังที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็สร้างขึ้นด้วยความรู้ทางดาราศาสตร์สูงสุดของยุคนั้นทีเดียว นับได้ว่า เฮอเชล เป็นผู้บุกเบิกการศึกษาด้าน จักรวาลวิทยา แต่แรกอีกท่านหนึ่ง

และ เฮอเชล ยังได้ค้นพบทางฟิสิกส์ที่สำคัญที่สุดตั้งแต่นิวตัน ค้นพบสเปคตรัมของแสงที่เรามองเห็นได้ คือได้ค้นพบรังสีอินฟราเรด เป็นนักวิทยาศาสตร์ท่านแรก ที่ค้นพบ และพิสูจน์ให้เห็นว่า ยังมีรังสีที่นอกเหนือไปจากแสงที่เรามองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งนับเป็นการบุกเบิกศาสตร์ใหม่ๆตามมาอย่างมากมาย รวมทั้งเข้าใจความเป็นไปของดวงดาวได้อย่างมากมายกว่าที่เราเคยศึกษากันมาแต่ดึกดำบรรพ์

จาก  http://www.vcharkarn.com


ดาวเคปเลอร์
 

ดาวเคปเลอร์ (Kepler's star) เป็นซูเปอร์โนวาในดาราจักรของเราที่เกิดขึ้นและมองเห็นได้ครั้งล่าสุด มันส่องสว่างมองเห็นได้ในปี ค.ศ. 1604 ซึ่งเป็นเวลาไม่กี่ปีก่อนที่จะมีการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ขึ้นใช้ ซูเปอร์โนวาครั้งนี้เกิดขึ้นในกลุ่มดาวคนแบกงู ใกล้กับกลุ่มดาวแมงป่อง ค้นพบเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 1604 โดยนักดาราศาสตร์หลายคน แต่ที่มันได้ชื่อว่าดาวเคปเลอร์ เนื่องจากโยฮันน์ เคปเลอร์ นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้ทำการสังเกตการณ์และเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เขาถึงกับเขียนหนังสือชื่อ De Stella nova in pede Serpentarii (ดาวดวงใหม่ที่เท้าของคนแบกงู) บรรยายเกี่ยวกับการสังเกตการณ์ซูเปอร์โนวาแห่งนี้โดยเฉพาะ ภาพนี้เป็นภาพของซากซูเปอร์โนวา ได้จากการผนวกเข้าด้วยกันของภาพถ่ายในหลายความยาวคลื่น ทั้งหอดูดาวรังสีเอกซ์จันทรา กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล และกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์
ภาพ: R. Sankrit and W. Blair (JHU) et al., ESA, NASA, STScI


  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต  

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์