p47
กฎของคูลอมบ์
"แรงดูดหรือแรงผลักระหว่างประจุไฟฟ้าเป็นสัดส่วน
โดยตรงกับผลคูณระหว่างประจุและเป็นสัดส่วนโดยผกผัน
กับกำลังสองของระยะ ทางระหว่างประจุนั้น"
![]()
![]()
F = แรงระหว่างประจุไฟฟ้า มีหน่วยเป็น นิวตัน
Q1 , Q2 = ประจุไฟฟ้าทั้งสอง มีหน่วยเป็น คูลอมบ์
R = ระยะห่างระหว่างประจุ มีหน่วยเป็น เมตร
k = ค่าคงที่ในกฎของคูลอมบ์ = 9x109 Nm2/c2
หลักการ ประจุต่างกันจะดูดกันและประจุต่างกันจะผลักกัน

สนามไฟฟ้า
สนามไฟฟ้า คือ บริเวณรอบ ๆ ประจุไฟฟ้าที่ประจุไฟฟ้า
สามารถส่งอำนาจไปถึง ถ้า Q เป็นประจุ + จะได้รับแรงใน
ทิศทางเดียวกับ สนามไฟฟ้า ถ้า Q เป็นประจุ - จะได้รับแรง
ในทิศตรงข้ามกับสนามไฟ ฟ้า
![]()
![]()
E = สนามไฟฟ้า มีหน่วยเป็น นิวตัน/คูลอมบ์
Q = ประจุไฟฟ้าที่ทำให้เกิดสนามไฟฟ้า
R = ระยะระหว่างประจุ
k = ค่าคงที่ 9x109 Nm2/c2
สนามไฟฟ้าระหว่างแผ่นโลหะคู่ขนานจะมีค่าคงที่ และ
มีค่าเท่ากับ

![]()
E = สนามไฟฟ้า
V = ความต่างศักย์ มีหน่วยเป็น โวลต์
d = ระยะห่างระหว่างแผ่น มีหน่วยเป็น เมตร
จุดสะเทิน คือ ตำแหน่งที่มีความเข้มของสนามไฟฟ้า
ขอบคุณที่ท่านให้ความสนใจฟิสิกส์...ครับ
ประเจียด ปฐมภาค ผู้จัดทำ

เทอร์โมมิเตอร์แบบกาลิเลโอ อาศัยหลักการประยุกต์หลักการลอยและจมของอาร์คิมิดีส ความหนาแน่นของของเหลวสีในกระเปาะแก้วลูกต่างๆจะเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิ การลอยการจมของกระเปาะแก้ว จะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิขณะนั้นๆ โดยจะมีลูกตุ้มบอกอุณหภูมิห้อยอยู่
รูปที่ 1 ลูกที่ป้ายบอกเลข 22 ลอยอยู่ตรงกลาง แสดงว่า อุณหภูมิขณะนั้นคือ 22 องศาเซลเซียส
รูปที่ 2 กระเปาะแก้วที่มีทั้งลอยและจมแยกกันเป็นสองพวก ให้เอาค่าของลูกที่ลอยต่ำสุดและลูกที่อยู่สูงสุดของพวกจมมาหาค่าเฉลี่ย ในที่นี้คือ 24 และ 22 ดังนั้นค่าเฉลี่ยเป็น 23 องศาเซลเซียส
รูปที่ 3 กระเปาะแก้วทุกลูกลอยขึ้นไปหมด ลูกที่อยู่ต่ำสุดมีเลข 16 แสดงว่าอุณหภูมิขณะนั้นต่ำกว่า 16 องศาเซลเซียส
รูปที่ 4 กระเปาะทุกลูกจมลงมาหมด ลูกที่ลอยสูงสุดมีเลข 28 แสดงว่าอุณหภูมิขณะนั้นสูงกว่า 28 องศาเซลเซียส
นำมาจาก http://www.thai.net/janchai_sciencepark/index.html


นำมาจาก http://www.thai.net/janchai_sciencepark/index.html


ใยแก้วนำแสง ทำด้วยแท่งแก้วทรงกระบอกขนาดเล็กยาว หุ้มด้วยวัสดุที่มีค่าดัชนีหักเหต่ำกว่าที่เรียกว่าแคลดดิ้ง (Cladding) ใยแก้วนำแสงเส้นเล็กๆมีความยืดหยุ่น สามารถดัดโค้งงอได้ เมื่อนำมารวมกันเป็นมัดใหญ่ สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้มากมาย เช่นในทางการแพทย์ ใช้เป็นตัวกลางนำภาพจากปลายด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งในกล้องที่ส่องดูอวัยวะภายในที่เรียกว่าเอ็นโดสโคป(Endoscope) ในด้านโทรคมนาคมสมัยใหม่ เรามักใช้การส่งสัญญาณด้วยแสงเลเซอร์วิ่งไปในใยแก้วนำแสง ทั้งนี้การนำแสงจากปลายด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งนั้นอาศัยหลักการสะท้อนกลับหมดของแสง ดังแสดงในรูป
สเปคโตรสโคป

มนุษย์เรารู้จักและคุ้นเคยกับแสงมาตั้งแต่สมัยโบราณ แสงเป็นพลังงานรูปหนึ่งและถูกจัดว่าเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในศตวรรษที่ 17 เซอร์ไอแซค นิวตัน ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับแสง โดยให้แสงแดดส่องผ่านช่องแคบๆ แล้วไปตกลงบนแท่งแก้วปริซึม แสงจากดวงอาทิตย์จะมีการหักเหและถูกแยกออกมาเป็นสี 7 สี ที่เราเรียกว่าสเปคตรัมของแสงแดด สเปคตรัมของแสงแดดที่เราเห็นกันอยู่คุ้นตาก็คือ รุ้งกินน้ำ นั่นเอง ดังนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า ถ้ามีแสงสีต่างๆ มาผสมรวมกันด้วยอัตราส่วนที่พอเหมาะจะได้แสงสีขาว แต่ถ้าผสมกันด้วยอัตราส่วนอื่นๆ ก็จะได้สีอื่นๆ เช่น สีเหลืองเกิดจาก สีแดง ผสมกับ สีเขียว เป็นต้น แต่แสงสีเหลืองที่เรามองเห็น ไม่จำเป็นต้องเกิดจากสีแดงผสมกับสีเขียวเสมอไป เช่น แสงสีเหลืองจากสเปคตรัมเปล่งแสงของโซเดียม ซึ่งเป็นสีเหลืองบริสุทธิ์ ตาของคนเราไม่สามารถแยกได้ว่า เป็นสีเหลืองแท้ หรือเกิดจากการผสม เราจำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ใช้วิเคราะห์สเปคตรัมนี้ ซึ่งเราเรียกว่า สเปคโตรสโคป (Spectroscope)
........สเปคโตรสโคปเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์สเปคตรัมของแสง เพื่อศึกษาธรรมชาติของแสงนั้น หรือเพื่อใช้วิเคราะห์และศึกษาสมบัติของสารต่างๆที่ให้กำเนิดแสงนั้นๆ โดยอาศัยการแยกสเปคตรัมของแสง
........ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานของสเปคโตรสโคปนี้ก็คือ เราสามารถศึกษาสเปคตรัมของเปลวไฟได้จากการใช้สเปคโตรสโคปส่องไปยังเปลวไฟ ที่เกิดจาการเผาเกลือของโลหะบางชนิด เช่น แคลเซียม สตรอนเชียม ลิเธียม ธาลเลียม ตะกั่ว โบรอน โซเดียม เป็นต้น โดยใช้ลวดพลาตินัมจุ่มลงในสารละลายเข้มข้นของโลหะที่จะทดลอง แล้วนำไปเผาในเปลวไฟของตะเกียงบุนเซน เมื่อสารละลายละเหยไป โลหะจะถูกเผาจนร้อนและเปล่งแสงออกมาได้ ดังแสดงในวิดีโอ เป็นตัวอย่างสเปคตรัมของ โซเดียม และ ทองแดง
........นอกจากนี้ เราสามารถจะดูสเปคตรัมเปล่งแสงของแก๊สได้โดยอาศัยไฟฟ้าแรงสูงทำให้แก๊สแตกตัว แล้วเปล่งแสงออกมา เช่น เราสามารถดูสเปคตรัมของแสงที่ถูกเปล่งออกมาจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนส์ได้

เมื่อเราเคาะอ่างหรือขันโลหะ เราจะได้ยินเสียงที่มีหลายความถี่ปนกัน ถ้าเราใช้ไม้ลากวนไปบนปากอ่างอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นการกำหนดเลือกบางความถี่ของเสียงให้เด่นขึ้นมา ดังกว่าความถี่อื่น และในการลากวนของไม้นี้จะทำให้เกิดการสั่นตามยาวตลอดเส้นรอบวงของปากอ่าง และปากอ่างจะมีการสั่นตามขวางควบคู่ไปด้วยโดยสั่นตั้งฉากกับขอบอ่าง ถ้าเราเติมน้ำลงไปในอ่างเล็กน้อยเราจะสามารถสังเกตเห็นการสั่นตามขวางได้จากการสั่นขึ้น-ลงของน้ำ

ไจโรสโคปเป็นลูกข่างประเภทหนึ่งที่นิยมใช้กันในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ แกนหมุนของลูกข่างนี้จะอยู่ภายในกรอบของตัวลูกข่างอีกที่หนึ่ง ถ้าเราทำให้แกนหมุนนี้หมุนไป และเราจับกรอบลูกข่างด้านนอก ลูกข่างก็ยังคงหมุนได้อย่างอิสระ เมื่อลูกข่างหมุน จะเกิดปริมาณทางฟิสิกส์อย่างหนึ่งคือ โมเมนตัมเชิงมุม ซึ่งเป็นปริมาณอนุรักษ์ ที่มีทั้งขนาดและทิศทาง ลูกข่างจะคงปริมาณนี้ไว้ ตราบเท่าที่ลูกข่างยังหมุนอยู่ ด้วยเหตุนี้เอง ลูกข่างจึงสามารถตั้งอยู่ได้ แม้บนปลายปากกา หรือบนเส้นเชือก
|
ตุ๊กตาฟาราเดย์
|
![]() |
........ตุ๊กตาฟาราเดย์
เป็นผลงานประดิษฐ์และจดทะเบียนสิทธิบัตรโดย รองศาสตราจาร์ วิชาญ ก่องตาวงษ์
ครูวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 2543 ของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยฯ ตุ๊กตารูปร่างแมวนั่งชิงช้า เมื่อไกวชิงช้า ตาของแมวจะมีไฟกระพริบกลับไปกลับมาข้างละดวง อาศัยหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของฟาราเดย์ เมื่อมีขดลวดตัดผ่านสนามแม่เหล็ก หรือ แม่เหล็กเคลื่อนที่ผ่านขดลวด จะเกิดการเหนี่ยวนำ มีกระแสไฟฟ้าไหลในขดลวด ถ้ามีหลวดไฟขนาดพอเหมาะมาต่อในวงจร หลอดไฟก็จะสว่างได้เมื่อมีกระแสไหลผ่าน |
|
สมดุลสถิต
|
|
........ วัตถุใดๆจะสามารถตั้งนิ่งอยู่บนฐานไม้ได้โดยไม่ล้ม เราเรียกว่าวัตถุนั้นอยู่ในสภาพ สมดุลสถิต ในรูปแสดงแท่งไม้เจาะรูและมีขวดแก้วเสียบอยู่โดยที่ไม่ล้มลงมา ที่เป็นเช่นนี้ได้ เพราะน้ำหนักรวมของแท่งไม้ (W1) และขวด (W2) มีเส้นแรงรวมผ่านจุดศูนย์ถ่วงมายังฐานไม้ ที่พื้นก็จะมีแรงปฏิกิริยา (N) ผ่านฐาน ถ้าเราเสียบชวดเข้าไปในไม้ โดยมีแนวแรงเนื่องจากน้ำหนักตกลงมาไม่ผ่านฐาน ขวดก็จะล้ม ซึ่งกล่าวได้ว่าไม่อยู่ในสภาพสมดุลสถิตปล่งออกมาจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนส์ได้ |
|
ผลึกเหลว
|
........ ผลึกเหลวถูกค้นพบครั้งแรกโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรีย ชื่อไฟรดริช ไรนิตเฟอร์ ในปี ค.ศ. 1888 โดยทำจาก ผลึกของเหลวคอเลสเตอริค (Cholesteric liquid crystals) ผลึกเหลวนี้สามารถเปลี่ยนสีได้ตามอุณหภูมิ ผลึกเหลวในปัจจุบันสามารถเปลี่ยนแปลงสีได้ในอุณหภูมิ ช่วงตั้งแต่ -40 ถึง 200 องศาเซลเซียส ผลึกเหลวถูกนำไปใช้ประโยชน์มากมาย เช่น ตรวจหามะเร็งเต้านม ตรวจการปวดหลัง และปัญหาระบบทางเดินโลหิต ตรวจการลัดวงจรของแผ่นวงจรพิมพ์ ใช้บนเครื่องบินและยานอวกาศ ที่นิยมใช้ทั่วไป |
|
อ่างจักรพรรดิ์
|
|
........ อ่างจักรพรรดิ์ ทำจากโลหะผสม เป็นภาชนะอเนกประสงค์โบราณของจักรพรรดิ์จีนโบราณ ใช้ล้างมือ ล้างหน้า ตักน้ำ ตลอดจนใช้เลี้ยงปลาไว้ดูเล่น อ่างใบนี้มีหูหิ้ว 2 หู มีลักษณะพิเศษทางวิทยาศาสตร์คือ เมื่อใช้มือที่สะอาดและเปียกชื้นมาถูไปมาที่หูทั้งสองข้างอย่างช้าๆ พลังงานที่เกิดจากการถูจะทำให้เกิดคลื่นกลที่อ่างและเคลื่อนที่ไปยังน้ำที่ใส่ในอ่าง ถ้าถูด้วยความถี่ที่เหมาะสม จะเกิดคลื่นในลักษณะที่มีการสั่นพ้อง (Resonance) ทำให้น้ำในอ่างสั่นตามและพุ่งขึ้นมาราวกับน้ำพุ |
|
กังหันมหัศจรรย์
|
|
........ เป็นของเล่นวิทยาศาสตร์ชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยใบพัดที่ติดบนแกนที่บากเป็นร่องๆไว้ตลอดตามแนวยาวของแกน ใบพัดติดไว้ที่ปลายแกนด้วยตะปูหรือเข็มหมุดและสามารถหมุนได้คล่อง ถ้าเราใช้ไม้อีกอันหนึ่งถูบนร่องที่บากไว้ จะสามารถทำให้ใบพัดหมุนได้ ความถี่และแอมปลิจูดในการสั่นของแกนที่บากร่องไว้ไม่เท่ากัน เนื่องจากรูปร่างของแกนในแนวดิ่งและแนวระดับแตกต่างกัน และยังมีผลมาจากแรงกดของนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือด้วย การสั่นจะทำให้เข็มหมุดเคลื่อนที่เป็นวงรี ซึ่งจะทวนเข็มหรือตามเข็มนาฬิกานั้น ขึ้นอยู่กับแรงดันจากนิ้วและด้านของแกนที่ถูกถู แรงเสียดทานระหว่างเข็มหมุดกับใบพัด จะทำให้ใบพัดหมุนตามไปด้วย |
|
นกดื่มน้ำ
|
![]() ![]() ........นกกินน้ำเป็นของเล่นวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลกชนิดหนึ่ง ลำตัวนกทำด้วยกระเปาะแก้วปิดที่มีของเหลวที่ระเหยง่ายเมื่อมีอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย กระเปาะแขวนอยู่บนแกนที่ยึดติดกับขานก แต่สามารถกระดกได้ดังรูป ส่วนหัวของนกหุ้มด้วยกำมะหยี่ที่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ เมื่อทำให้ส่วนหัวของนกเปียกน้ำ และน้ำระเหยออกไปบ้างจะทำให้ส่วนหัวเย็นลง อากาศที่อยู่ภายในกระเปาะก็จะเย็นลง ทำให้อากาศภายในกระเปาะมีการหดตัว ของเหลวที่อยู่ด้านล่างจะขยายตัวขึ้นมาตามหลอดแก้ว และเมื่อความสูงของระดับของเหลวสูงมากจนไม่สามารถรักษาสมดุลย์ได้ หัวนกก็จะกระดกลงมาจุ่มลงบนภาชนะน้ำที่เตรียมไว้ และภายในกระเปาะมีท่อแก้วที่จะทำให้ของเหลวไหลกลับลงสู่กระเปาะด้านล่าง นกจะกลับมาสมดุลย์ดังเดิม และจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ภาชนะใส่น้ำยังคงมีน้ำอยู่ |
แบตเตอรี่มือ |
|
..........แบตเตอรี่มือสามารถทำได้โดย
วางมือข้างหนึ่งลงบนแผ่น อลูมิเนียม และวางมืออีกข้างหนึ่งลงบน
แผ่นโลหะต่างชนิดกัน เช่น แผ่นทองแดง เมื่อเชื่อมต่อแผ่นโลหะทั้งสองเข้ากับ
กัลวานอมิเตอร์ หรือ เครื่องมือวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้า
จะพบว่าเข็มของเครื่องวัดจะกระดิกไป ทำการทดลองใหม่แล้วสังเกตผลการทดลอง โดย
1.เปรียบเทียบการทดลองขณะที่มือทั้งสองแห้งและเปียก จะให้ผลการทดลองต่างกันหรือไม่ เพราะเหตุใด 2.วางมือทั้งสองลงบนโลหะชนิดเดียวกัน เข็มจะกระดิกหรือไม่ 3.วางมือข้างหนึ่งลงบนแผ่นโลหะชนิดหนึ่ง ให้เพื่อนอีกคนหนึ่งวางมือข้างหนึ่งลงบนแผ่นโลหะอีกชนิดหนึ่ง ....ใช้มือข้างที่ว่างจับมือของเพื่อนข้างที่ว่าง สังเกตผลการทดลอง 4.ทำการทดลองเหมือนข้อ3. แต่ให้มือเปียกชื้น เปรียบเทียบผลการทดลองกับข้อ 3. |
|
กล้องจุลทรรศน์ขนาดจิ๋ว
|
|
........กล้องจุลทรรศน์นี้เป็นชนิดเลนส์เดี่ยว
เลนส์เดี่ยวสร้างจากการยึดและหลอมเศษแก้ว โดยหลอมแก้ว ให้เป็นเม็ดกลม
ซึ่งเรียกว่า "ปมแก้ว"
ปมแก้วนี้เปรียบเหมือนเลนส์นูนที่มีความหนามากกำลังขยาย
ของเลนส์ปมแก้วจะมีค่าประมาณ 170 เท่า
วิธีทำเลนส์ ........เลนส์ของกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายนี้ ทำจากแท่งแก้วคนสารเคมี หลอกแก้วนำก๊าซขนาดเล็ก นำมาลนไฟด้วนตะเกียงบุนเซ็น โดยให้เปลวไฟอยู่กึ่งกลางแท่งแก้ว เมื่อแก้วเริ่มอ่อนตัวให้ดึงแท่งแก้วออกจากเปลวไฟอย่างรวดเร็วแล้วยืดแก้วที่อ่อนตัวนี้เป็นเส้นเล็กๆ ทิ้งไว้ให้เย็น หักบริเวณกึ่งกลางเส้นแก้วที่ยืดออกมา แล้วนำไปลนไฟอีกครั้งจะเกิดปมแก้วขึ้นที่ปลายจนมีขนาดประมาณ2-3 มิลลิเมตร ทิ้งไว้จนเย็น จะได้เลนส์ปมแก้วที่ใช้ประกอบกล้องจุลทรรศน์ต่อไป
........นำเลนส์ปมแก้วติดเข้ากับแผ่นพลาสติก หรือแผ่นไม้บางๆเสียก่อน โดยเจาะแผ่นวัสดุเพื่อใส่เลนส์ปมแก้วลงไป แล้วผนึกเข้ากับแผ่นทึบแสงอีกแผ่นหนึ่ง จากนั้นจึงวางแผ่นสไลด์ที่ต้องการดูบนที่วางสไลดืที่เจาะรูเพื่อให้เห็นแสงส่องผ่านมาได้ กล้องจุลทรรศน์แบบนี้สามารถพกติดตัวและใช้ประกอบการสอนได้อย่างดี อีกทั้งราคาก็ถูกมาก และที่สำคัญก็คือเราสามารถพึ่งพาตนเอง โดยลดการพึ่งพาชาติได้อีกส่วนหนึ่ง |
|
ลูกแก้วทรงกลมพลาสมา
|
![]() ........ลูกแก้วทรงกลมกลวง
ภายในบรรจุก๊าซบางชนิดที่มีความดันต่ำ
ด้านล่างมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแรงสูงหลายหมื่นโวลต์
จะมีการเคลื่อนย้ายถ่ายเทประจุไฟฟ้าระหว่างขั้วไฟฟ้าแรงสูงกับอากาศภายนอก
โดยที่ประจุไฟฟ้าจะวิ่งชนก๊าซที่อยู่ภายในลูกแก้ว
เกิดการแตกตัวเป็นพลาสมาและเปล่งแสงสีต่างๆออกมา
ตามธรรมชาติเฉพาะตัวของก๊าซนั้นๆ โดยจะมีทิศทางไม่แน่นอนเป็นแบบสุ่ม |
|
ลูกข่างกระดก
|
......
........ลูกข่างกระดก หรือ Tippy Top เป็นของเล่นวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 ที่คิดค้นโดยชาวเยอรมัน ชื่อ Helene Sperl และได้จดทะเบียนสิทธิบัตรไว้ที่เมืองมิวนิค เมื่อปี ค.ศ.1891 ลูกข่างชนิดนี้ เป็นลูกข่างรูปครึ่งทรงกลมมีก้าน รูปร่างเหมือนดอกเห็ด เมื่อปั่นให้ลูกข่างหมุนบนด้านกลม ลูกข่างจะพลิกกลับและหมุนบนก้านโดยเอาด้านกลมซึ่งหนักกว่าขึ้นด้านบน ที่เป็นดังนี้เพราะ เมื่อลูกข่างถูกหมุนอยู่บนพื้นที่ขรุขระ แรงเสียดทานตรงจุดสัมผัสจะทำให้เกิดทอร์ก และเกิดการพลิกกลับของลูกข่าง |
![]() |
นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล 2 ท่าน คือ โวลฟ์กัง เพาลี และ นีลส์ โบห์ร กำลังเฝ้าดูการกระดกกลับของลูกข่าง ซึ่งเปรียบได้กับการหมุนกลับตัวของอิเล็กตรอน (Spin flip) |
ครั้งที่
ภาพประจำสัปดาห์