index 270

 

กลุ่มเมฆพลาสม่า

    มวลโคโรน่า  คือ เมฆพลาสม่าที่ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยออกมา เมื่อกระทบกับโลก อาจมีผลต่อระบบสื่อสารโดยรวมของโลก คลิกค่ะ 


การสื่อสารทางไกล

   การสื่อสารแห่งอนาคต  คือวิธีการส่งภาพแบบสามมิติ  ซึ่งสามารถทำให้เห็นภาพเสมือนจริง   ผู้รับข่าวสารจับมือกับผู้ส่ง ได้แม้อยู่ห่างกันนับพันกิโลเมตร  คลิกค่ะ 


เปลือกไข่ทรงพลัง

    นักวิทยาศาสตร์รุ่นจิ๋ว แสดงการทดลองใช้เปลือกไข่รับน้ำหนัก  โดยไม่แตก คลิกค่ะ 


อาวุธป้องกันตัวของสตรี

   อุปกรณ์ป้องกันตัวของผู้หญิงยุคไฮเทค มีมากมายหลากหลายให้เลือกใช้  เช่น สเปร์ยพริกไทย  แก๊สต่างๆ เมื่อพ่นไปที่ใบหน้าคนร้าย ทำให้หายใจไม่ออก  ชักดิ้นชักงอเป็นต้น คลิกค่ะ 


 

 

 

พริก - เผ็ด สวย ดุ และมีรอยยิ้มในคราบน้ำตา

(ภาพ : บุญกิจ สุทธิญาณานนท์)

พริกเป็นส่วนประกอบสำคัญในสำรับอาหารไทยนับไม่ถ้วน ทั้งต้มยำ ผัดพริก ผัดเผ็ด แกงส้ม แกงกะทิ ฯลฯ จนเราอาจคิดว่าพริกเป็นพืชท้องถิ่นของไทย แต่ความจริงแล้วพริกมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ นักโบราณคดีค้นพบพริกในหลุมศพของชาวเปรูยุคก่อนประวัติศาสตร์ ราว ๖,๕๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช และคาดว่าชาวพื้นเมืองอเมริกาใต้เริ่มปลูกพริกเป็นพืชสวนครัวเมื่อราว ๖,๐๐๐ ปีก่อน พริกจึงเป็นเครื่องเทศที่เก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งของโลก

คนโบราณรู้จักรสเผ็ดของพริกได้อย่างไร ทำไมพวกเขาหันมากินพริก...ข้อสงสัยนี้อาจยังไม่มีคำตอบแน่ชัด

อย่างไรก็ตาม พริกและความเผ็ดร้อนที่น่าพิศวงของมันสามารถเดินทางจากถิ่นกำเนิด ผ่านระยะทางและกาลเวลาไปสู่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก...รวมถึงดินแดนประเทศไทย

ตอนสายของวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เราตามรอยความเผ็ดของพริกมาจนถึงอำเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา ชาวบ้านทั้งอำเภอต่างหลั่งไหลไปยังลานสนามกลางแจ้ง สถานที่จัด "งานวันพริกและของดีขามสะแกแสง" เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าที่นี่คือดินแดนแห่งการปลูกพริก

ในริ้วขบวนยาวเหยียดที่มุ่งมาตามถนน หัวขบวนคือกลุ่มคนสวมเสื้อแดงและสวมหมวกทรงพริกจำลองเป็นฝักสีแดงครอบหัว อีกทั้งรถขบวนแห่แต่ละคันยังใช้พริกแห้งสีแดงเม็ดใหญ่จำนวนมหาศาลประดับประดาเป็นลวดลายต่าง ๆ ทั้งที่ตัวรถและบนตัวหุ่นสัตว์หิมพานต์รูปร่างประหลาด

ราวสิบเอ็ดโมงเป็นช่วงเวลาการแข่งขันประกอบอาหารจากพริก ทันทีที่โฆษกบนเวทีให้สัญญาณเริ่มแข่ง แม่ครัวมือดีจากแต่ละตำบลที่ประจำตามโต๊ะเรียงรายเป็นแนวยาวหน้าเวทีก็เริ่มลงมือ ป้าคนหนึ่งโยนพริกขี้หนูเม็ดใหญ่สีแดงในมือลงครกเพื่อตำส้มตำ เสียงเพลงแนวอิเล็กโทรแดนซ์แผดสนั่นจากตู้ลำโพงขนาดมหึมา ผสานกับเสียงสากกระทบครก

แม่ครัวแต่ละคนตำกันไม่ยั้ง วาดลวดลายกันเต็มที่ ช่างภาพสื่อมวลชนเดินเวียนวนถ่ายรูป คนที่ยืนมุงดูอดใจไม่ไหว ลากกันออกมาเต้นโยกย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะเพลงที่คึกคักเร่งเร้าและหลอนเหมือนอยู่ในอวกาศ ฝรั่งกลุ่มใหญ่ที่มาเที่ยวงานออกมาร่วมเต้นปะปนในหมู่คนไทย เพลงยิ่งเร่งจังหวะร้อนแรง ทั้งฝรั่งทั้งไทยต่างโห่ร้องเกรียวและเต้นกันเมามันท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง แม่ครัวหน้าเยิ้มเหงื่อถือจานส้มตำก้าวออกมาจากโต๊ะเพื่อออกลีลาท่าเต้น มือข้างที่ถือสากควงสะบัดเป็นวงกลม จนน้ำส้มตำปลาร้าและเศษมะละกอที่ติดปลายสากปลิวว่อนร่วงใส่ฝูงชน

หากคนพื้นเมืองอเมริกาใต้ยุคโบราณผู้เป็นต้นตำรับการกินพริกได้มาเห็นภาพตรงหน้าเราขณะนี้ เขาจะคิดหรือรู้สึกอย่างไร...หรือว่านี่คือภาพแทนของพิธีกรรมเฉลิมฉลองที่มนุษย์ได้สังเวยตัวเองให้แก่ความเผ็ดร้อนของพริกมายุคแล้วยุคเล่า

...เมื่อพริกที่เราเคี้ยวเริ่มออกฤทธิ์ในปาก เรารู้สึกถึงความเผ็ดร้อนลุกลามบริเวณลิ้น กระตุ้นให้น้ำลายท้นออกมา หากความเผ็ดร้อนยังทวีขึ้น ใบหน้าเราเริ่มแดง น้ำมูกไหล น้ำตาเอ่อคลอตา เหงื่อโซมตัว หรือบางครั้งเผ็ดจนกระทั่งลมออกหู ตาพร่า และรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด แต่น่าแปลกที่สุดท้ายเรากลับรู้สึกสุขสดชื่นทั้งที่ปากยังบวมเจ่อแสบร้อนจากการกินพริก

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าร่างกายของเราจะปลดปล่อยสารเอนดอร์ฟินออกมาต่อสู้กับความเจ็บปวดแสบร้อนที่ได้รับจากพริก สารเอนดอร์ฟินนี้ทำให้เรารู้สึกมีความสุขอย่างอ่อน ๆ เหตุนี้เองบรรดาผู้หลงใหลพริกจึงหวนกลับมาแสวงหาความเผ็ดครั้งแล้วครั้งเล่า

ปัจจุบันนี้พริกแพร่หลายกลายเป็นส่วนประกอบในอาหารของชนทุกชาติทุกภาษาทั่วโลกเพราะรสเผ็ดของมัน

ขบวนแห่ในพิธีเปิดงานช่วงเช้า จุดเด่นคือรถธิดาพริก นอกจากสาวงามแล้วยังมีการใช้พริกแห้งจำนวนมหาศาลประดับตกแต่งเป็นลวดลายบนตัวรถและหุ่นสัตว์หิมพานต์
(ภาพ : บุญกิจ สุทธิญาณานนท์)

น้ำพริกปลาร้าแจ่วบองใช้พริกสุดปักผุดโผล่เต็มกะละมังประกาศความเผ็ด
(ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง)


การเดินทางของพริกเกิดขึ้นเมื่อ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบทวีปอเมริกา เขาเป็นผู้นำพริกจากถิ่นกำเนิดเข้าไปเผยแพร่ในยุโรปช่วงปลายทศวรรษ ๑๔๐๐ ต่อมาพ่อค้าชาวโปรตุเกสและสเปนนำพริกไปสู่แอฟริกาและเอเชีย

พริกเป็นพืชในวงศ์เดียวกับมะเขือเทศ มันฝรั่ง และยาสูบ คืออยู่ในวงศ์ Solanaceae โดยจัดอยู่ในสกุล Capsicum ซึ่งมีอยู่ด้วยกันประมาณ ๒๕ ชนิด แต่ที่นิยมปลูกโดยทั่วไปมีอยู่เพียง ๕ ชนิด คือ Capsicum annuum, Capsicum baccatum, Capsicum chinensis, Capsicum frutescens และ Capsicum pubescens

ส่วนของพริกที่เรากินคือผลของมัน หรือที่คนไทยมักเรียกว่าเม็ดนั่นเอง ขณะนี้มีพริกปลูกอยู่ทั่วโลกประมาณ ๔๐๐ สายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีขนาดและรูปร่างแตกต่างหลากหลาย ทั้งยาวรี สั้นป้อม กลม หรือบุบบู้บี้ ทั้งยังมีหลากสีสัน และมีรสทั้งเผ็ดมาก เผ็ดปานกลาง เผ็ดน้อย หรือแทบไม่เผ็ดเลย

ความเผ็ดของพริกเกิดจากสารเคมีชื่อว่า แคปไซซิน (capsaicin) ซึ่งเป็นสารธรรมชาติจำพวกอัลคาลอยด์ หากเราลองเอาเม็ดพริกมาผ่าครึ่งซีก จะเห็นเนื้อเยื่อแกนกลางสีขาวภายใน หรือที่เรียกว่า "รกพริก" บริเวณนี้เป็นส่วนที่มีสารแคปไซซินอยู่มากที่สุด จึงเป็นส่วนที่เผ็ดที่สุดของพริก ขณะที่ส่วนเปลือก เนื้อพริก และเมล็ดมีสารแคปไซซินอยู่น้อย จึงไม่ตรงกับที่คนทั่วไปมักคิดว่าเมล็ดคือส่วนที่เผ็ดมากที่สุดของพริก

แล้วรู้ไหมว่าความเผ็ดของพริกมีหน่วยวัดที่เป็นวิทยาศาสตร์และเป็นสากลด้วย

บุคคลที่เริ่มคิดค้นวิธีวัดความเผ็ดของพริกเมื่อราว ๙๐ ปีก่อน คือ วิลเบอร์ สโควิลล์ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน โดยเขาตั้งกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ชิมและให้คะแนนพริกโดยเฉพาะ วิธีทดสอบคือการทำให้สารละลายที่สกัดได้จากพริกเจือจางลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งสารละลายนั้นไม่หลงเหลือความเผ็ดอยู่เลย พร้อมจดบันทึกว่าทำการเจือจางทั้งหมดกี่ครั้ง ถ้ามีการเจือจางมากครั้งแสดงว่าพริกเผ็ดมาก หากมีการเจือจางน้อยครั้งแสดงว่าพริกนั้นเผ็ดน้อย

กระทั่งภายหลังมีการนำเครื่องมือที่เรียกว่า HPLC (High Performance/Pressure Liquid Chromatography) มาใช้วัดปริมาณสารแคปไซซินในพริกแต่ละชนิดโดยตรง โดยเทียบปริมาณสารที่วัดได้เป็น หน่วยสโควิลล์ (Scoville Unit) และกำหนดให้ ๑ ส่วนในล้านส่วน (ppm) ของสารแคปไซซิน มีค่าเท่ากับ ๑๕ หน่วยสโควิลล์

เมื่อพริกมีหน่วยวัดความเผ็ดเป็นมาตรฐาน ย่อมทำให้เราเปรียบเทียบระดับความเผ็ดของพริกแต่ละพันธุ์ทั่วโลกได้ และอาจมีบางคนอยากรู้ว่าพริกพันธุ์ใดเผ็ดที่สุดในโลก

ซูเปอร์มาร์เกตในห้างสรรพสินค้าระดับหรูบางแห่งวางจำหน่ายพริกพันธุ์ต่างประเทศที่ไม่มีเห็นในตลาดทั่วไป เช่น พริกฮาบาเนโร พริกฮาลาพิโน หรือพริกฮอตเลมอน
(ภาพ : บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช)

พริกสีแดงสดจัดจ้านสื่อถึงความเผ็ดร้อนได้อย่างดี สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกนอกจากช่วยสร้างความเผ็ดแล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน ช่วยลดน้ำมูกและเสมหะสำหรับคนเป็นหวัด ลดคอเลสเตอรอล ทั้งกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ทำให้คนกินพริกรู้สึกสดชื่นแจ่มใส
(ภาพ : บุญกิจ สุทธิญาณานนท์)


พริกพันธุ์ใดเผ็ดที่สุดในโลก และมันเผ็ดขนาดไหน คงต้องอดใจรอฟังคำเฉลยในตอนท้ายของเนื้อหาส่วนนี้ เพราะเราจะรายงานอันดับความเผ็ดของพริกจากน้อยไปหามาก เพื่อให้เปรียบเสมือนความเผ็ดของพริกที่ค่อย ๆ ทวีขึ้นเรื่อย ๆ ในปาก กระทั่งเผ็ดร้อนจนสุดทนทาน

เริ่มจากพริกที่ไม่มีความเผ็ดเลย คือ พริกหวาน (Bell Pepper หรือ Italian Sweet) มีความเผ็ด ๐ หน่วยสโควิลล์ พริกพันธุ์นี้มีถิ่นกำเนิดแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและแคลิฟอร์เนีย นิยมปลูกทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ลักษณะผลกลมใหญ่ขนาดกำปั้น มีเนื้อมาก มักใช้ประกอบอาหารที่ไม่ต้องการความเผ็ด หรือใช้เป็นส่วนประกอบของสลัด เพราะมีวิตามินซีสูง

ส่วนพริกชี้ฟ้า (Cayenne) เป็นพริกที่เผ็ดปานกลาง ระดับ ๓๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ หน่วยสโควิลล์ นิยมใช้ในการประกอบอาหารจีนหรืออาหารอินเดีย

ขณะที่พริกขี้หนู (Thai Bird Pepper) ของไทย แม้เม็ดเล็กแต่ก็เผ็ดร้อนแรงและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จัดเป็นพริกที่มีความเผ็ดในลำดับต้น ๆ ของโลก ในระดับ ๑๐๐,๐๐๐-๓๕๐,๐๐๐ หน่วยสโควิลล์ เทียบเท่ากับพริกสกอตช์บอนเนต(Scotch Bonnet) ในประเทศแถบทะเลแคริบเบียน และพริกจาเมกา (Jamaica Hot) ของประเทศจาเมกา

และต่อไปนี้คือย่างก้าวสู่โซนอันตราย เพราะเรากำลังจะแนะนำ พริกฮาบาเนโร (Habanero) ที่มีความเผ็ดถึง ๒๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ หน่วยสโควิลล์ นิยมปลูกมากแถบคอสตาริกา เม็กซิโก รวมทั้งที่เทกซัสและแคลิฟอร์เนียในอเมริกา ผลค่อนข้างกลมสีส้มจัดจ้าน ขนาดประมาณนิ้วครึ่งเท่านั้น เมื่อแก่เต็มที่จะมีรสเผ็ดร้อนที่สุด อาจทำให้ผู้ที่กินมันสด ๆ รู้สึกเผ็ดกระทั่งเหมือนหัวตนเองกำลังจะระเบิด

พริกที่เผ็ดดุยิ่งกว่าฮาบาเนโร คือญาติของมันที่ชื่อว่าเรดซาวีนา ฮาบาเนโร (Red Savina Habanero) พริกซึ่งได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาใหม่ และปลูกมากแถบแคลิฟอร์เนียของอเมริกา ขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกับพริกฮาบาเนโร แต่มีสีแดงสด จึงเป็นพริกที่เผ็ด สวย ดุ เพราะมีความเผ็ดถึง ๕๘๐,๐๐๐ หน่วยสโควิลล์ แม้แต่การสัมผัสมันด้วยมือเปล่าก็อาจทำให้ผิวหนังของเราแสบร้อนขึ้นทันที พริกเรดซาวีนา ฮาบาเนโร เคยได้ชื่อว่าเป็นพริกที่เผ็ดที่สุดในโลกจากการรับรองของกินเนสส์บุ๊กปี ค.ศ.๑๙๙๔ ก่อนจะเสียตำแหน่งเมื่อโลกค้นพบพริกที่เผ็ดยิ่งกว่า...

พริกบุตโจโลเกีย (Bhut Jolokia) ถูกเรียกขานในหมู่คนท้องถิ่นว่า "พริกผี" ใช่แล้ว มันคือพริกที่เผ็ดที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน ศาสตราจารย์พอล บอสแลนด์ แห่งสถาบันพริก มหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐนิวเม็กซิโก เป็นผู้ทดสอบและพบว่าบุตโจโลเกียมีความเผ็ดถึง ๑,๐๐๑,๓๐๔ หน่วยสโควิลล์ เผ็ดมากกว่าแชมป์เก่าอย่างพริดเรดซาวีนา ฮาบาเนโร ถึง ๒ เท่า !

พริกบุตโจโลเกียพบมากในดินแดนห่างไกลทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย โดยเฉพาะที่รัฐอัสสัมและนาคาแลนด์ และรัฐอื่น ๆ ใกล้แนวชายแดนติดกับจีนและพม่า เป็นพื้นที่ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ยากจน ทั้งยังเป็นถิ่นฐานของกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่มักทำสงครามสู้รบกับรัฐบาลกลาง
และต่อสู้กันเองอยู่บ่อย ๆ

พริกที่เผ็ดที่สุดในโลกมีขนาดยาวประมาณ ๒๕-๓๐ มิลลิเมตร รูปร่างค่อนข้างป้อม เปลือกดูยับย่น ส่วนปลายเรียวแหลม เมื่อแก่จัดจะมีสีส้มหรือสีแดง แม้ว่ามีความเผ็ดถึงล้านหน่วยสโควิลล์ จนคนไม่เคยลองอาจคิดว่ามันเผ็ดร้อนเหมือนไฟนรก ทว่ารสชาติของพริกบุตโจโลเกียเป็นที่คุ้นลิ้นของคนท้องถิ่น ชาวรัฐอัสสัมกินพริกบุตโจโลเกียกันมานาน ทั้งเอามาทำซอสพริก พริกดอง หรือแม้แต่กินสด ๆ ขณะที่ทางนาคาแลนด์ ชาวบ้านกินพริกบุตโจโลเกียกันแทบทุกมื้ออาหาร

แม่ค้าในตลาดทางภาคเหนือจัดผักรวมและพริกเป็นชุดๆ ตามประเภทแกงแต่ละอย่างให้คนซื้อกลับไปทำกินที่บ้าน
(ภาพ : บุญกิจ สุทธิญาณานนท์)

ต้นพริกหวานปลูกเรียงแถวเป็นระเบียบภายในโรงเรือนของไร่พริกหวานทางภาคเหนือ
(ภาพ : บุญกิจ สุทธิญาณานนท์)

พริกสดถูกนำมาบรรจุถุงพลาสติกวางเรียงรายในแผงค้าพริกที่ตลาดไท รอขนขึ้นรถกระบะและรถบรรทุกเพื่อไปส่งโรงงานทำซอสพริก
(ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง)


คาดว่าพริกเข้ามาสู่ประเทศไทยพร้อมพ่อค้าชาวยุโรปราวสมัยอยุธยาตอนกลาง และได้รับความนิยมแพร่หลายในครัวเรือนของชาวสยามอย่างรวดเร็ว กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารไทยแทบทุกชนิดมาถึงทุกวันนี้

ข้อมูลจากการสำรวจพบว่า โดยเฉลี่ยคนไทยกินพริกคนละ ๕ กรัมต่อวัน หากลองคิดว่าประเทศไทยมีประชากรประมาณ ๖๐ ล้านคน เท่ากับปีหนึ่งคนไทยกินพริกถึง ๑๐๙,๕๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม

หากเราลองเดินสำรวจทั้งในตลาดสดหรือซูเปอร์มาร์เกตสมัยใหม่ จะพบว่าพริกที่วางขายมีความหลากหลายจนลานตา ทั้งขนาดรูปร่าง บ้างใหญ่ยาว บ้างกลมป้อม บ้างเล็กเรียว และสีสัน ทั้งแดงสด เขียวเข้ม เขียวอ่อน เหลือง ส้ม ฯลฯ

พริกพันธุ์ที่ปลูกและขายในเมืองไทยพอจะแบ่งออกเป็น ๕ กลุ่มใหญ่ คือ พริกชี้ฟ้า พริกหยวก พริกหวานหรือพริกยักษ์ พริกขี้หนูผลใหญ่ และพริกขี้หนูผลเล็ก

กลุ่มพริกชี้ฟ้านั้นรวมถึงพริกมัน พริกหนุ่ม พริกเหลือง พริกกลุ่มนี้มีลักษณะผล (เม็ด) ยาวใหญ่ ตั้งแต่ ๕-๒๐ เซนติเมตร รูปทรงตรงหรือโค้งงอ ปลายแหลม รสเผ็ดปานกลาง แหล่งปลูกสำคัญคือจังหวัดเชียงใหม่ นครสวรรค์ ลำพูน อุตรดิตถ์ ราชบุรี และนครราชสีมา

ส่วนพริกหยวกนั้นมีขนาดยาว ๔-๒๐ เซนติเมตร รูปทรงกรวย ปลายแหลม มีทั้งสีเหลือง สีเขียวอ่อน เป็นพริกที่มีเนื้อหนา รสเผ็ดน้อย ขณะที่พริกหวานหรือพริกยักษ์ รูปร่างค่อนข้างกลมใหญ่คล้ายผลแอปเปิล ผิวมัน สีสันสดใส ทั้งแดง เขียว เหลือง ส้ม และม่วง เนื้อหนาและรสไม่เผ็ด

พริกที่เกษตรกรไทยปลูกมากที่สุดคือพริกขี้หนูผลใหญ่ ลักษณะเรียวปลายแหลม ความยาว ๓-๑๒ เซนติเมตร มีรสเผ็ด พันธุ์ที่ปลูกได้แก่ พริกจินดา พริกหัวเรือ พริกห้วยสีทน พริกยอดสน พริกซูเปอร์ฮอต พริกบิ๊กฮอต ฯลฯ แหล่งปลูกสำคัญอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ เลย ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ส่วนพริกขี้หนูผลเล็ก ยาวน้อยกว่า ๓ เซนติเมตร รสเผ็ดจัด เช่น พริกขี้หนูสวน พริกกะเหรี่ยง พริกตุ้ม และพริกขี้นก

คนไทยรู้จักเลือกพริกให้เหมาะกับการประกอบอาหารแต่ละประเภท เช่น พริกชี้ฟ้า พริกเหลือง ใช้ประกอบอาหารประเภทแกงที่รสไม่เผ็ดจัด ส่วนพริกหยวกใช้สำหรับอาหารที่ต้องการรสเผ็ดน้อยประเภทผัด เป็นต้น

สำหรับอาหารรสเผ็ดจัดจ้าน อย่างต้มยำ ผัดเผ็ด แกงเผ็ด ผัดฉ่า ใช้พริกขี้หนูเป็นส่วนประกอบสำคัญ โดยเฉพาะพริกขี้หนูสวนที่รสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว และว่ากันว่าน้ำพริกกะปิที่อร่อยต้องใช้พริกขี้หนูสวนเท่านั้น

ไร่พริกกะเหรี่ยงที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี พริกกะเหรี่ยงถิ่นนี้มีชื่อเสียงว่าเผ็ดจัดและหอมมาก

ชาวกะเหรี่ยงจะเด็กพริกกะเหรี่ยงจากต้น โดยเด็ดมาทั้งก้านแล้วค่อยมาเด็ดออกจากก้านทีละเม็ดๆ ที่บ้านอีกทีหนึ่ง

พริกกะเหรี่ยงสด ใช้เวลาตากแดด ๓-๕ วัน จะได้พริกแห้งพร้อมบรรจุถุงส่งขาย
(ภาพ : บุญกิจ สุทธิญาณานนท์)


นอกจากพริกขี้หนู ยังมีพริกที่เผ็ดร้อนแรงและหอมฉุนจนขึ้นชื่อ ก็คือพริกกะเหรี่ยงนั่นเอง

ชาวกะเหรี่ยงในประเทศไทยอาศัยอยู่ทางภาคเหนือ ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก ไล่ลงมาตามแนวชายแดนภาคตะวันตกที่จังหวัดกาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี ชาวกะเหรี่ยงทุกกลุ่มล้วนปลูกและกินพริกกะเหรี่ยงกันมานาน อย่างไรก็ตาม พริกกะเหรี่ยงแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และภูมิอากาศ ว่ากันว่าพริกกะเหรี่ยงที่เผ็ดจัดและหอมมากต้องมาจากอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี

หากใครเคยไปจังหวัดเพชรบุรี อาจสังเกตเห็นว่าบรรดาร้านอาหารและร้านก๋วยเตี๋ยวหลายร้านพร้อมใจขึ้นป้ายประกาศว่าร้านของตนนั้นใช้พริกกะเหรี่ยง

วันที่เราไปเดินตลาดท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ได้พบร้านขายพริกแกงป้าควร ซึ่งใช้พริกกะเหรี่ยงเป็นวัตถุดิบสำคัญ พริกแกงแต่ละอย่าง เช่น พริกแกงป่า พริกแกงส้ม ฯลฯ กองพูนในกะละมังวางเรียงรายหน้าร้าน ล้วนสีสันแสบตาส่งกลิ่นเผ็ดร้อนแตะจมูก มีลูกค้าแวะเวียนมาซื้อใส่ถุงกลับบ้านเป็นระยะ

ป้าควรพาเราไปที่บ้าน เปิดประตูห้องเก็บของให้เราดู ในนั้นเต็มไปด้วยถุงพลาสติกใบใหญ่บรรจุพริกแห้งจนแน่น วางเบียดชิดเรียงรายเต็มพื้นห้องแทบไม่เหลือที่ว่าง กลิ่นพริกแห้งเผ็ดฉุนคลุ้งปะทะจมูกจนทำให้บางคนที่ไปด้วยกันถึงกับไอโขลก

ป้าควรบอกว่านี่คือพริกกะเหรี่ยงแห้งที่แกซื้อเก็บไว้สำหรับใช้ทำพริกแกงตลอดทั้งปี

ช่วงต้นเดือนตุลาคม ๒๕๕๑ เราเดินทางไปถึงถิ่นปลูกพริกกะเหรี่ยงที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง ซึ่งมีพริกกะเหรี่ยงปลูกมากที่ตำบลยางน้ำกลัดเหนือและยางน้ำกลัดใต้ จุดหมายของเราอยู่ที่บ้านห้วยเกษม ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ

สิงห์ ทองสื่อ ชาวกะเหรี่ยงวัย ๕๐ ปี เป็นผู้นำทางพาเราออกจากหมู่บ้านไปตามถนนดินลูกรัง บางช่วงผ่านดงไม้และหญ้าสูงขึ้นรกทึบ เราจอดรถไว้ที่ตีนเนินแห่งหนึ่ง แล้วเดินขึ้นไปตามทางชัน กระทั่งถึงไร่พริกกะเหรี่ยงของ เก้า สะเนติบัง ชาวกะเหรี่ยงวัย ๔๕ ปี ภูมิประเทศเป็นเชิงเขาและลอนเนินขนาดย่อม มีพริกกะเหรี่ยงปลูกแซมแปลงข้าวไร่ปกคลุมพื้นที่ประมาณ ๒ ไร่

เก้าและภรรยาในชุดเสื้อแขนยาวสะพายถุงปุ๋ย กำลังเดินวนเวียนเด็ดพริกกะเหรี่ยงอยู่ในดงต้นพริก เมื่อสิงห์ตะโกนเรียก ทั้งสองละจากงานมาคุยกับเรา

"คนกะเหรี่ยงกินพริกกะเหรี่ยงมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย" สิงห์เล่าให้ฟัง "เมื่อสัก ๗๐-๘๐ ปีก่อน คนกะเหรี่ยงเดินลงไปที่เขาย้อย เอาพริกกะเหรี่ยงไปแลกข้าว กะปิ และเกลือจากคนพื้นราบ"

เก้าอธิบายการปลูกพริกกะเหรี่ยงให้ฟังว่า "ปลูกพริกกะเหรี่ยงเราไม่ต้องให้น้ำ แล้วต้องปล่อยตามธรรมชาติ ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง เพราะถ้าเราใช้ปุ๋ยใช้ยา พริกกะเหรี่ยงจะกลายพันธุ์ รสชาติจะไม่เหมือนเดิม แม่ค้าจะไม่รับซื้อเลย เพราะเขาดูรู้"

สิงห์เสริมว่า "ปีที่แล้วมีเจ้าหนึ่งเขาปลูกพริกกะเหรี่ยง แล้วใช้ปุ๋ยใช้ยา แม่ค้าไม่เอาเลย เขาดูผิวแล้วมันไม่เป็นธรรมชาติ ต้องหยุดปลูกเป็นช่วงเลย คือไม่ใส่อะไรทั้งนั้นจึงจะขายออก"

นอกจากนั้น พวกเขาบอกว่าการปลูกพริกกะเหรี่ยงแซมในไร่ข้าวซึ่งมีความชุ่มชื้น ต้นพริกจะขึ้นดี แข็งแรงและออกผลดกกว่าแปลงที่ปลูกเฉพาะพริกอย่างเดียว

เก้าเล่าว่าพริกกะเหรี่ยงจะออกผลและเก็บได้มากตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงตุลาคม พอเดือนพฤศจิกายนก็ใกล้หมด โดยเขาจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้สำหรับปลูกในรอบปีถัดไปด้วย

พริกกะเหรี่ยงถ้าขายเป็นพริกสด ราคาขายส่งจากไร่อยู่ที่กิโลกรัมละ ๔๐-๕๐ บาท แต่ถ้าขายเป็นพริกแห้ง โดยพริกสด ๔ กิโลกรัมจะได้พริกแห้ง ๑ กิโลกรัม ราคาขายส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ ๒๐๐-๒๕๐ บาท

พริกกะเหรี่ยงทั้งสดและแห้งสามารถใช้แทนพริกขี้หนูในการทำอาหารได้ทุกประเภท นอกจากนั้นยังใช้ทำพริกป่น พริกดอง หรือพริกน้ำส้มที่ให้รสเผ็ดถึงใจ

แผงลอยเจ้านี้คงถูกใจผู้รักความเผ็ดเพราะมีขายทั้งพริกสด เครื่องแกง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และพริกแกงทำกับข้าว  เช่น พริกแกงป่า พริกแกงเขียวหวาน ฯลฯ
(ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง)


วิถีการปลูกพริกกะเหรี่ยงที่ปล่อยให้ขึ้นตามธรรมชาติดูแลน้อย ไม่ต้องให้น้ำ ไม่ใส่ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง แตกต่างอย่างมากจากแนวทางการปลูกพริกขี้หนูลูกผสมที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเรามีโอกาสได้ไปสำรวจ

อำเภอชุมแสงเป็นแหล่งปลูกพริกที่สำคัญอีกแห่งของประเทศไทย ในตำบลที่เราไปเยือน ชาวบ้านแทบทุกครัวเรือนทำไร่พริกไม่มากก็น้อย หรือไม่ก็เป็นคนรับจ้างเก็บพริก เดินไปทางไหนก็เห็นแต่ไร่พริกเรียงรายอยู่ทุกที่

เราเดินผ่านไร่พริกแปลงแล้วแปลงเล่า กระทั่งมาถึงบ้านไม้กลางวงล้อมไร่พริกของ สุด พิญเพียร หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าของไร่ เธอนั่งพักอยู่กับหลานสาวชื่อเยา และปองเพื่อนบ้านหญิงวัยกลางคนที่มาช่วยทำไร่พริกด้วยกัน

ทั้งสามคนเล่าให้เราฟังว่า พริกที่พวกเธอและชาวบ้านแถวนี้ปลูก ล้วนใช้เมล็ดพันธุ์ที่พ่อค้าคนกลางผู้รับซื้อพริกจัดหามาให้ เป็นเมล็ดพันธุ์พริกบรรจุกระป๋องที่บริษัทสินค้าการเกษตรเป็นผู้ผลิตและจำหน่าย

"เมล็ดพันธุ์ต้องซื้อเขา กระป๋องละ ๙๐๐ นะ เอากระป๋องมาให้เขาดูสิ" เยาบอก

ปองอธิบายว่าเมล็ดพันธุ์พริก ๑ กระป๋องปลูกได้คลุมพื้นที่ ๑ ไร่

เราดูข้างกระป๋อง ระบุว่าเป็นเมล็ดพันธุ์พริกขี้หนูลูกผสม พันธุ์แชมเปี้ยนฮอต (Champion Hot)

"เดี๋ยวนี้คนแถวนี้ใช้แต่ (เมล็ดพันธุ์) พริกกระป๋อง" ปองบอก "พ่อค้าคนกลางเป็นคนเอามาให้ เขาดูว่าแม่ค้าในตลาดที่กรุงเทพฯ หรือนครสวรรค์นิยมพริกพันธุ์ไหน ก็เอาพันธุ์นั้นมาให้เราปลูก"

พ่อค้าคนกลางจะออกเงินค่าเมล็ดพันธุ์พริกให้ก่อน โดยมีข้อตกลงกับเกษตรกรว่าต้องขายผลผลิตพริกแก่เขา แล้วค่อยหักค่าเมล็ดพันธุ์จากราคารับซื้อพริก เรียกว่าเป็นการผูกการซื้อขายกันไว้ล่วงหน้า

"ถ้าเราไม่ปลูกพริกพันธุ์ที่เขาหามาให้ได้ไหม" พวกเราคนหนึ่งถาม

"เขา (พ่อค้าคนกลาง) ก็ไม่รับซื้ออีกแหละ เพราะไม่เข้าระบบเขา ไม่ได้เกรดของเขา ไม่เหมือนสมัยก่อน ปลูกพริกพันธุ์อะไรก็ได้ แต่สมัยนี้พ่อค้าจะเอาเมล็ดพันธุ์มาลงให้ลูกไร่ เขาจะหามาเลยอีไหนดีไม่ดี แล้วเขาจะมารับซื้อไปขายอีกที"

พวกเราถามอีกว่าหากเก็บเมล็ดพันธุ์พริกแชมเปี้ยนฮอตไว้ปลูกในปีถัดไปได้ไหม

ปองบอกว่า "เราเก็บไว้เพาะมันก็ขึ้น แต่มันเป็นพริกมือสอง จะไม่เหมือนอย่างที่เขาเอามาให้เรา คือพริกจะออกไม่ดกเหมือนรุ่นแรก แล้วเม็ดพริกจะไม่สวย ทั้งเล็กและสั้นลง"

สรุปว่าเกษตรกรแถบนี้ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์พริกกระป๋องใหม่ทุกปี พ่อค้าคนกลางจึงจะรับซื้อพริกของพวกเขา

ขั้นตอนการปลูกพริกเริ่มจากนำเมล็ดพันธุ์มาเพาะกล้า เมื่อขึ้นแล้วค่อยย้ายลงหลุม ให้ปุ๋ยบำรุงและพ่นยาฆ่าแมลงเป็นระยะ ประมาณเดือนกว่าพริกเริ่มออกผล เมื่อเก็บแล้วทิ้งช่วงสัก ๑๕-๒๐ วันจึงเก็บได้อีก พริกต้นหนึ่งสามารถเก็บเม็ดได้หลายรอบในช่วงเวลา ๓-๔ เดือน พอถึงปลายปี น้ำในแม่น้ำจะเอ่อท่วมแถบนี้เป็นประจำจนต้นพริกตายหมด รอน้ำลด ชาวไร่ค่อยเพาะกล้าพริกรอบใหม่

"สมมุติวันนี้เราเก็บพริกหมดแล้ว พรุ่งนี้ก็หว่านปุ๋ย รดน้ำ ฉีดยาฆ่าแมลงเลย บำรุงให้พริกแตกดอกออกเม็ดใหม่" เยากล่าว

ปองบอกว่าการปลูกพริกต้องฉีดยาฆ่าแมลงอาทิตย์ละครั้ง

"กลิ่นยามันหอมชื่นใจชาวไร่พริกเลยละ" เยาพูดจบแล้วทั้งสามคนหัวเราะพร้อมกัน

ปองพูดบ้าง "สูด (ยาฆ่าแมลง) อยู่ทุกวัน สะสมอยู่ในร่างกายนี่แหละ มันไม่ไปไหนหรอก"

"พอหมอจากโรงพยาบาลออกมาตรวจที่สถานีอนามัย เขาเกณฑ์ลูกบ้านไปตรวจสารพิษในร่างกายกัน โอ้โห มีหมดทุกคนเลย จะมากจะน้อยเท่านั้น" เยาบอก

เราถามพวกเธอว่าไม่กลัวที่มีสารพิษสะสมในร่างกายหรือ

คำตอบคือ "ก็แล้วจะทำไงล่ะ"

สิ่งที่พวกเธอกังวลมากกว่าน่าจะเป็นเรื่องของราคาปุ๋ยและยาฆ่าแมลงที่แพงขึ้นทุกวัน

"ตอนนี้พริกเหลือกิโลละ ๑๐ บาท ลูกจ้าง (เก็บพริก) กินไป ๓ บาท เจ้าของต้นเหลือ ๗ บาท ไหวมั้ย ยาฆ่าแมลงขวดละ ๕๐๐ ปุ๋ยลูกละ ๑,๐๐๐ เมล็ดพันธุ์ก็กระป๋องละ ๑,๐๐๐ ความจริงเรารวยอยู่แล้ว รวยหนี้ไง" ปองพูดแล้วหัวเราะเอง

สุดผู้เป็นเจ้าของไร่พริกค่อนข้างพูดน้อย กล่าวว่า "แต่เราไม่รู้จะไปทางไหน ก็ต้องทำแบบนี้"
"ถ้าเราไม่ใช้ยาฆ่าแมลงได้หรือเปล่า" พวกเราไม่วายสงสัยอีก
"ไม่ใช้ก็หมดสิ เพลี้ยมันลง" ปองมองหน้าคนถาม "มียาอะไรมาให้ใช้ล่ะ นึกว่ามีจะได้เอามาลอง"
เธอกล่าวอีกว่า "ปลูกพริกนี่ยิ่งทำยิ่งจน บอกตรงๆ เลย"

นอกจากนั้นพ่อค้าคนกลางจะรับซื้อพริกจากเกษตรกรโดยยังไม่จ่ายเงินทันที แต่จะนำพริกไปขายที่ตลาดก่อน พอรับเงินแล้วค่อยย้อนกลับมาจ่ายเงินแก่เกษตรกร โดยพ่อค้าคนกลางจะเป็นผู้กำหนดราคารับซื้อเอง ขึ้นอยู่กับราคาพริกที่เขาขายได้ในตลาด

เยาอธิบายเรื่องนี้ว่า "สมมุติเขาตกลงซื้อพริกเรากิโลละ ๙ บาทนะ ไปขายที่ตลาดแล้วย้อนกลับมาบอกว่า ฉันขายได้แค่กิโลละ ๙ บาทเอง แกเอาไปกิโลละ ๗ บาทแล้วกัน เราก็ต้องเอา เพราะเขาไม่ได้จ่ายเงินเราเลย เขาไปขายเสร็จแล้วถึงจะมาตีราคาให้เรา เราก็ไม่รู้"

"ถ้าเขาโกหกล่ะ" พวกเราถาม
"โกหกหรือไม่โกหก เราก็ไม่รู้"

สุดบอกว่า "ตอนนี้คือว่า เขาเอา (พริก) ไปแล้ว เราไม่รู้ราคา เขาให้เราเท่าไหร่เราก็ต้องเอา เพราะไปถึงเขาแล้ว

ใช่ไหมล่ะ กิโลละ ๓ บาทเราก็ต้องเอา"
"เหมือนอ้อยเข้าปากหมา" บางคนโพล่งขึ้น
"ปากช้าง ไม่ใช่ปากหมา" เยาแก้
"เราไม่มีทางเลือก เขาตีราคาให้เราเอง เราไปตีราคาไม่ได้เลย" ปองบอก
เยาว่า "บ่นอะไรไม่ได้เลย เราต้องยอมเขาทุกอย่าง"

แม้ว่าพริกขี้หนูลูกผสมจะมีคุณสมบัติคือให้ผล (เม็ด) ดกมาก อย่างที่เยาบอกว่า "พริกมันดก เวลามันออกเต็มหมดเลยนะ ถึงขนาดคนเก็บตาลาย ไม่รู้จะคว้ากิ่งไหน ไม่รู้จะเก็บเม็ดไหนก่อน"

แต่ว่าเกษตรกรอย่างพวกเธอขายพริกที่ตนเองปลูกจนหมด โดยไม่เหลือเก็บไว้กินเอง

"พริกอย่างนี้กินไม่ได้ มันแสบร้อนปาก ขายหมดแล้วไปซื้อพริกเขามากิน พวกพริกขี้หนูพันธุ์พื้นบ้าน" สุดบอก
"แล้วใครกินพริกอย่างนี้" พวกเราถาม

"ขายคนเมือง" เยาตอบ "พริกแชมป์อย่างนี้มันไม่หอม เผ็ดโด่ ๆ พวกนี้เขาเอาไปทำพริกแกง ปนกับพริกใหญ่ด้วย ไม่งั้นมันจะเผ็ดโด่"

ปองเสริมว่า "พริกพวกนี้กินแล้วแสบปาก เผ็ดมากแต่ไม่หอม เปลือกก็หนา มันเผ็ดแบบไม่อร่อย เผ็ดโด่ ๆ ไม่มีรสชาติ"

...และทั้งหมดนี้คือชีวิตจริงของคนปลูกพริก เบื้องหลังความเผ็ดโด่ของพันธุ์พริกกระป๋อง

ร้านสไปซ์ สตอรี่ ที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน จำหน่ายเครื่องเทศสารพัดชนิดรวมทั้งผลิตภัณฑ์พริกแปรรูป เช่น พริกป่น พริกแห้งบด สินค้าเด่นอีกอย่างของร้านคือไอศกรีมพริก
(ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง)


ดูเหมือนเรื่องราวของพริกที่ผ่านมาจะเต็มไปด้วยแง่มุมความเผ็ด ทั้งเผ็ดโด่ เผ็ดร้อน เผ็ดจัดจ้าน เผ็ดหอม เผ็ดมาก เผ็ดน้อย เผ็ดที่สุดในโลก ซูเปอร์ฮอต บิ๊กฮอต...

แต่การชูประเด็นเรื่องรสเผ็ดเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่เรื่องน่าสนใจทั้งหมดของพริก (แม้ว่าคนจำนวนมากหลงใหลพริกก็เพราะรสเผ็ดของมัน) แท้จริงแล้วเบื้องหลังความเผ็ดที่อาจทำให้เราถึงกับน้ำตาคลอ พริกยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เราจึงสามารถยิ้มได้ในคราบน้ำตา

ใครเป็นหวัดคัดจมูก ลองกินพริกเผ็ด ๆ แล้วจะช่วยได้ เพราะสารแคปไซซินที่อยู่ในพริกมีคุณสมบัติช่วยลดน้ำมูกและเสมหะจากการเป็นหวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ต่าง ๆ ทั้งบรรเทาอาการไอ จึงทำให้เราจมูกโล่งหายใจสะดวกยิ่งขึ้น

สารแคปไซซินยังช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยป้องกันไม่ให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-low density lipoprotein) ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้สร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-high density lipoprotein) ทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดต่ำลง

นอกจากนั้นพริกเป็นพืชที่มีวิตามินซีสูงมากและอุดมด้วยสารเบตาแคโรทีน สารทั้งสองนี้มีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง เพิ่มความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือด การกินพริกเป็นประจำจึงช่วยให้เลือดไหลเวียนดีช่วยลดความดันและลดการอุดตันของเส้นเลือด เท่ากับช่วยป้องกันการเป็นโรคหัวใจล้มเหลว หรือเสียชีวิตจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน

และที่สำคัญ การกินพริกช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง วิตามินซีที่มีมากในพริกจะยับยั้งการสร้างสารไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนที่สามารถหยุดการแพร่กระจายของเซลล์เนื้อร้าย นอกจากนี้วิตามินซียังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) และสารเบตาแคโรทีนในพริกยังช่วยลดอัตราเสี่ยงของโรคมะเร็งในปอดและในช่องปากด้วย

เมื่อรู้ว่าพริกเผ็ด ๆ มีประโยชน์อย่างนี้ บางคนอาจเริ่มถามตัวเองแล้วว่า วันนี้เรากินพริกแล้วหรือยัง

ขอขอบคุณ : คุณอำนวย ตรีโชติ คุณศักดิ์สิริ มีสมสืบ คุณสมมน ภู่ภักดี ไร่พริกหวานแม่ทาเบลล์วิลล์ คุณไพรรัตน์ ติ๊บควง คุณพรพิมล ไข่คำ บริษัทไทย แอ็กโกร เอ็กซ์เชนจ์ จำกัด ร้านสไปซ์ สตอรี่

เอกสารประกอบการเขียน :
กมล เลิศรัตน์, รศ. ดร. "การผลิต การปลูก การแปรรูป และการตลาดของพริกในประเทศไทย". จดหมายข่าวประชาคมวิจัย ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๗๓ พฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๕๐.
ขวัญชนก ลีลาวณิชไชย. "เรื่องเผ็ด ๆ ของพริก". จดหมายข่าวประชาคมวิจัย ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๗๓ พฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๕๐.
ชื่นขวัญ บุญทวี. "พริกกะเหรี่ยง เผ็ดโหด เผ็ดหอม ของหนองหญ้าปล้อง เพชรบุรี". ครัว ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๑๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๖.
ธนวัฒน์ อัมรามร. "พริก ผักกินผลร้อนแรงแห่งปี". วารสารเคหการเกษตร ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๙.
สัมพันธ์ คัมภิรานนท์. "พริก เรื่องเผ็ดร้อนที่น่ารู้". Update ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑๙๑ สิงหาคม ๒๕๔๖.
David Floyd. The hot book of Chillies. New Holland Publishers (UK) Ltd.: London, 2006.
Tim Sullivan. "Fire in the hole!". Bangkok Post August 5, 2007.

ขอขอบคุณ นิตยสารสารคดี มกราคม 52


เส้นหมี่ไวไวราดหน้าคะน้าห่อหมูสับ

เครื่องปรุง

- หมูสับ 2 ถ้วยตวง
- รสดีรสหมู 1 1/2 ช้อนโต๊ะ 
- ใบคะน้าลวกสุก 3 ใบ
- เส้นหมี่ไวไวผัดแล้ว 300 กรัม 
- น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง
- น้ำมันหอย 4 ช้อนโต๊ะ
- ซอสปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ 
- น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันงา 1 ช้อนชา
- แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ


1. ในชามผสมใส่หมูสับ รสดีรสหมู 1 1/2   ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน พักไว้  
2.เอาใบคะน้าที่ลวกแล้วกางออก ตักหมูวางบนใบคะน้าตามทางยาว แล้วห่อด้วยใบคะน้า 
3.เอาหมูที่ห่อคะน้าใส่จาน นำไปนึ่งในเตาไมโครเวฟ ใช้ไฟระดับกลาง ใช้เวลา 6 นาที สุกแล้วยกออกพักไว้ 3 นาที    
4.เอาคะน้าห่อหมู ที่สุกแล้วมาหั่นเป็นท่อนยาว 1 1/2 ซม. จัดเรียงลงกลางจาน เอาส่วนตัดเห็นไส้หงายขึ้นแล้วเอาเส้นหมี่ที่ผัดไว้ ใส่ลงรอบคะน้าห่อหมู 
5.เอากระทะตั้งไฟ ใส่น้ำสต๊อก ใส่น้ำมันหอย ซอสปรุงรส น้ำตาลทราย น้ำมันงา พอเดือดใส่แป้งมันละลายน้ำ รอให้สุกและข้นขึ้น นำมาตักราดบนคะน้าห่อหมู

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
 

เส้นหมี่ราดหน้า แบบง่าย ๆ

วันนี้จะทำลาดหน้าแบบง่าย ๆ ใช้เวลาทำนิดเดียว ไม่ได้เตรียมอะไรมาก คือประมาณว่าหิว ไม่อยากรอหมักหมู ก็เลยใช้หมูสด ๆ เลย ออกมาก็อร่อยดี ขอบอกนะคะ ว่าอีฟทำแบบง่าย ๆ หากไม่ถูกใจก็ขออภัยนะคะ

ส่วนผสม
-เส้นหมี่
-ผักคะน้า กล่ำปลี (พอดีชอบทานกล่ำปลีเลยใส่ไปด้วย)
-เนื้อหมู
-กระเทียมทุบ ๆ
-เครื่องปรุง เต้าเจี๊ยว น้ำตาล น้ำปลา น้ำส้มสายชู แป้งมัน

วิธีทำ

เอาเส้นหมี่ไปแช่น้ำ พอได้ที่ก็เอาขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำ




เตรียมหั่นผัก หั่นหมู ทุบกระเทียมไว้

ทีนี้มาเริ่มทำกัน ขั้นแรก เราก็เอาเส้นหมี่ลงไปผัด ในน้ำมัน ใส่ซีอิ๊วดำลงไป ผัดสักแป๊ปนึง ก็เอาขึ้นมารอ

ถึงขั้นตอนทำน้ำราด
-เอากะทะตั้งไฟ ใส่น้ำมันเล็กน้อย
-พอน้ำมันร้อน ก็เอากระเทียมลงไปเจียวพอหอม
-ใส่เนื้อหมูตามลงไปผัดให้สุก
-ตามด้วยน้ำเปล่า (หากมีน้ำสต๊อกก็ยิ่งดี)
-ใส่ผักลงไป ตามด้วยเครื่องปรุงรส และ แป้งมันผสมน้ำนิดนึง ระหว่างใส่แป้งก็คนเร็ว ๆ ชิมรสตามชอบ เสร็จแล้ว


 

พอจะทานก็เอาน้ำมาราดลงบนเส้นหมี่ โรยพริกไทยป่นนิดหน่อย




น่าทานมั้ย


ข้าวตอก

            ข้าวตอก ได้จากข้าวเปลือกที่คั่วให้แตกออกเป็นดอกขาว ใช้ข้าวเปลือกใหม่ๆ ที่ผึ่งแห้งสนิทแล้วมาคั่วไฟอ่อนๆ ให้ร้อนเสมอกัน เมื่อร้อนถึงขีดหนึ่งเนื้อในจะขยายบานออก ดันเปลือกให้ขาดจากกัน เมื่อฝัดเอาเปลือกทิ้งไป จะได้ข้าวตอกไว้ใช้ในการทำพิธีต่างๆ หรือปรุงเป็นอาหารอื่นๆ เช่น ข้าวตอกน้ำกะทิ กระยาสารท ข้าวตอกตั้ง เป็นต้น ข้าวตอกเป็นข้าวที่ขยายเม็ดออกบาน มีสีขาว เก็บไว้ได้นานไม่เสีย จึงถือเป็นสิ่งมงคลที่ใช้ในการทำพิธีมงคล ใช้โปรยรวมกับดอกไม้ และเงินทอง เป็นเคล็ดว่า ให้รุ่งเรืองเฟื่องฟูขยายออกได้เหมือนข้าวตอก

ข้าวตอก

 

ข้าวกล้อง

            ข้าวกล้อง เป็นคำเรียกข้าวเจ้าที่ได้สีหรือตำให้เปลือกชั้นนอกหลุดออกจากเมล็ดข้าว และฝัดเอาเปลือกออกแล้ว เปลือกที่หลุดออกมานี้เรียกว่า แกลบ ส่วนข้าวที่ยังมีเปลือกหุ้มอยู่เรียกว่า ข้าวเปลือก เมล็ดข้าวที่สีเอาเปลือกออกแล้วนี้ยังมีเยื่อสีนวลๆ หุ้มเมล็ดอยู่อีก จึงต้องนำไปตำหรือสีอีกครั้งหนึ่งให้เยื่อที่หุ้มเมล็ดหลุดออกมามีลักษณะเป็นผงหยาบๆ เรียกว่า รำข้าว ส่วนเมล็ดข้าวจะเป็นข้าวขาว คำว่า กล้อง แปลว่า ตำข้าวเปลือกให้เปลือกหลุด ข้าวกล้อง จึงหมายถึง ข้าวที่ได้ตำให้เปลือกหลุดออกแล้ว หรือข้าวที่ถูกกล้องแล้ว ข้าวกล้องมักจะยังมีข้าวเปลือกปนอยู่มาก หากจะเก็บออกทิ้งก็จะเสียข้าวไปมาก ชาวนาจึงนำข้าวกล้องมาตำด้วยครกตำข้าวอีกครั้งหนึ่งด้วยครกตำข้าว ซึ่งเป็นครกขนาดใหญ่ ทำด้วยท่อนไม้ใหญ่ทั้งท่อน ขุดแต่งตรงกลางให้หวำลงไป ใช้สากซึ่งทำด้วยไม้ ถ้ามีกระเดื่องสำหรับตำข้าวก็ใช้กระเดื่อง แล้วจึงเรียกครกนั้นว่า ครกกระเดื่องด้วย ถ้าไม่มีกระเดื่องชาวนาจะใช้ ตะลุมพุกตำ ตะลุมพุกเป็นสากขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นท่อนไม้ใหญ่ ต่อด้ามขวาง ๙๐ องศา กับตัวสากสำหรับจับเหวี่ยงขึ้นเหนือศีรษะแล้วตำลงในครก เรียกว่า ซ้อม บาง ครั้งชาวนาจะใช้คนสองคนหรือสามคนช่วยกันตำ โดยกะจังหวะให้ผลัดกันตำตะลุมพุกลงครก อาจมีการร้องให้จังหวะด้วย เมื่อตำหรือซ้อมแล้วจะได้ข้าวที่เรียกว่า ข้าวซ้อมมือ ข้าวซ้อมมืออาจจะยังมีข้าวเปลือกที่เป็นกากหลงอยู่อีก ชาวนาจะนำกากนั้นมาตำด้วยสากอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งทำด้วยไม้เป็นท่อนยาวประมาณ ๑ เมตร ๕๐ เซนติเมตร ตรงกลางเกลาให้คอดไว้เป็นที่จับ จากการศึกษาคุณค่าทางอาหารได้พบว่า ส่วนที่เป็นเยื่อสีนวลๆ ซึ่งหุ้มเมล็ดข้าวอยู่นั้น มีวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินบี ซึ่งช่วยมิให้เป็นโรคเหน็บชา และสารอาหารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายทำให้แข็งแรงมีสุขภาพดี ส่วนเนื้อเมล็ดข้าวภายในเป็นสารอาหารจำพวกแป้งเท่านั้น จึงมีการรณรงค์ชักชวนให้รับประทานข้าวที่มีเยื่อหุ้มสีนวลนี้มากขึ้น และที่เรียกกันว่า ข้าวกล้อง เพราะปัจจุบันนี้ข้าวกล้องที่สีด้วยเครื่องจักรเพียงครั้งเดียวเปลือกก็หลุดหมด เหมือนกับข้าวซ้อมมือ สามารถนำมากินได้โดยไม่ต้องซ้อมอีก

 

ข้าวสาร

            ข้าวสาร หมายถึง ข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียวที่ได้สีหรือตำเอาเปลือกออกจนหมดแล้วเหลือแต่เนื้อในเป็นสีขาว ถ้าเป็นข้าวเจ้า เรียกว่า ข้าวสารเจ้า ถ้าเป็นข้าวเหนียว เรียกว่า ข้าวสารเหนียว แต่โดยทั่วไปมักใช้ว่า ข้าวสาร และข้าวเหนียว ข้าวสารและข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักที่ให้พลังงาน คำว่า สาร ในคำว่า ข้าวสาร นั้น พระยาอนุมานราชธนได้เคยสันนิษฐานว่า มาจากคำไทยเดิมว่า สาน แปลว่า เอาเปลือกออก ข้าวสาน คือข้าวที่เอาเปลือกออกแล้ว ที่เขียนใช้ ร สะกด เพราะไม่ทราบที่มาแต่เดิมจึงได้ลากเข้าวัดให้เป็นภาษาบาลีไป สาร ภาษาบาลี แปลว่า แก่น ส่วนที่สำคัญ ข้าวที่สำคัญที่สุดของไทยจึงโยงไปหาคำว่า สาร และเขียนว่า ข้าวสาร ดังปัจจุบันนี้

 

ข้าวสวย

            ข้าวสารทำให้สุกได้ด้วยการต้ม นึ่ง หรือหุง ส่วนข้าวเหนียว ทำให้สุกได้ด้วยการนึ่ง คนที่กินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักจึงมักเรียกด้วยสำนวนว่า ลูกข้าวนึ่ง ข้าวสารที่หุงสุกแล้ว อาจเรียกว่า ข้าวสุก หรือข้าวสวย คำว่า สวย ในคำ ข้าวสวย ไม่ได้แปลว่า งาม แต่แปลว่า ร่วน ไม่ติดไม่เกาะกัน ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่แตกต่างกับข้าวเหนียว คำว่า สวย ที่แปลว่า ร่วน สันนิษฐานว่า เป็นคำจากภาษาเขมร ว่า สฺรวย แปลว่า ร่วน เปราะ


เครื่องถ้วยเบญจรงค์

เบญจรงค์

     เบญจรงค์ เป็นชื่อเรียกเครื่องถ้วยชนิดหนึ่งที่มีใช้ในประเทศไทยตั้งแต่สมัย อยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ประมาณรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว เบญจรงค์เป็นเครื่องถ้วยที่สั่งทำเป็นพิเศษจาก ประเทศจีน โดยช่างไทย เป็นผู้ออกแบบให้ลาย ให้สี ตามรูปแบบของศิลปะไทย ส่งไปให้ช่างจีนผลิตใน ประเทศจีนและช่างไทย ตามไปควบคุมการผลิตด้วยจึงเป็นถ้วยชามที่มีรูปลักษณะ แบบไทย โดยเฉพาะลวดลายสีสันแสดงเอกลักษณ์ของไทย
อย่างชัดเจน

     "เบญจรงค์" แปลว่า ห้าสี ชามเบญจรงค์ จึงหมายถึง ชามที่เขียนสีห้าสี แต่ที่ปรากฎใช้สอย มีสีตั้งแต่ 3 สี ขึ้นไปจนถึง 8 สี สีหลักได้แก่ แดง เหลือง ขาว ดำ เขียว หรือน้ำเงิน และสีอื่นๆ ได้แก่ ม่วง แสด น้ำตาล ฯลฯ   อ่านต่อค่ะ

คลิกดูวีดีโอ ของ รายการ กบนอกกะลา  คลิกครับ  


 

 

 

 

 Helvetica ราชาแห่งฟอนต์

'เฮลเวตติกา' ราชาแห่งฟอนต์
แปลและเรียบเรียงจาก หนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล เฮรัลด์ ทรีบูน
จาก : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
โดย : วิโรจน์ ภัทรทีปกร


หากใครได้ยินคำถามว่าแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง อเมริกัน แอร์ไลน์, อเมริกัน แอพพาเรล, กอมม์ เดส์ การ์ซงส์, เอเวียง, อินเทล, ลุฟท์ฮันซ่า, เนสท์เล่, โตโยต้า รวมถึงระบบรถไฟของเดนมาร์กและสวิตเซอร์แลนด์ มีอะไรที่เหมือนกัน คงมีน้อยคนนักที่จะตอบได้ว่า แบรนด์ดังเหล่านี้ใช้ 'ตัวอักษร' รูปแบบเดียวกัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมาถึงครึ่งศตวรรษ

 



เราสามารถพบเห็นฟอนต์ยอดนิยมชื่อ 'เฮลเวตติกา (Helvetica)' บนธงที่โบกสะบัดบนรถบรรทุกของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือแม้แต่อัลบัม 'A Love Supreme' ของนักดนตรีแจ๊ส จอห์น โคลเทรน และป้ายทุกชิ้นของระบบรถไฟใต้ดินในสหรัฐ

 


เฮลเวตติกามีอายุครบรอบ 50 ปีเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แม้หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อฟอนต์นี้มาก่อน แต่รับประกันได้เลยว่าทุกคนต้องคุ้นหน้าคุ้นตากับรูปแบบตัวอักษรนี้แน่นอน เพราะเราพบเห็นอยู่บ่อยๆ โดยไม่รู้ตัว เพราะแต่ละบริษัทพิมพ์ข้อความกว่า 3,000 ชิ้นในแต่ละวันด้วยเฮลเวตติกา แม้แต่ในคอมพิวเตอร์ของเราก็มีฟอนต์นี้ด้วย

 


เฮลเวตติกามีความสำคัญต่อชีวิตคนเรามาก จนพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ในนครนิวยอร์กต้องจัดงานฉลองครบรอบ 50 ปีให้ฟอนต์นี้ ด้วยการจัดแสดงผลงานที่พิมพ์ด้วยอักษรเฮลเวตติกา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่แบบตัวอักษรได้เป็นส่วนหนึ่งในคอลเลคชั่นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ แถมยังมีการจัดนิทรรศการครบรอบ 50 ปีไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา นอกจากนี้ เฮลเวตติกายังกลายเป็นหัวข้อหลักของหนังสารคดีที่เปิดตัวในเทศกาลหนังรัฐเท็กซัส เมื่อเดือนมีนาคมอีกด้วย

 


ทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับฟอนต์รูปแบบหนึ่งขนาดนี้ ตอบได้สั้นๆ ก็คือ เพราะเฮลเวตติกาทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเพียบพร้อม

"เฮลเวตติกาสามารถส่งสารได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพโดยไม่ยัดเยียดตัวเอง เมื่อใครอ่านตัวอักษรนี้ก็ยากที่จะจดจำรูปแบบได้ จำได้แต่เพียงความหมาย เพราะเป็นอักษรที่สบายตา สะอาด และอ่านง่าย ด้วยการลากเส้นแบบกลมมนและนุ่มนวล จนบรรดานักออกแบบอักษรเคยพูดว่าไม่สามารถสร้างฟอนต์ที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว" คำบอกเล่าจาก คริสเตียน ลาร์เซน ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่แห่งนิวยอร์ก

มีการเปรียบเทียบกันว่า ฟอนต์ที่ได้รับการออกแบบอย่างสวยงาม เช่น เฮลเวตติกา รวมถึงฟอนต์อื่นๆ ที่มีอยู่ในคอมพิวเตอร์อย่าง เวอร์ดานา (Verdana) และจอร์เจีย (Georgia) กับฟอนต์ในศตวรรษที่ 18 อย่าง บาสเกอร์วิลล์ (Baskerville) และ โบโดนี (Bodoni) มีคุณค่าเชิงสุนทรียศาสตร์และเทคนิคไม่ต่างจากเสื้อผ้าอาภรณ์และรถยนต์หรูหรา จุดที่ต่างกันก็คือ ฟอนต์เหล่านี้ไม่ต้องใช้เงินหลายแสนดอลลาร์เพื่อจับจอง เพราะเป็นของฟรีล้วนๆ

 

เวอร์ดานา Verdana


จอร์เจีย Georgia


บาสเกอร์วิลล์ Baskerville


โบโดนี Bodoni


เราสามารถอ่านฟอนต์ใดฟอนต์หนึ่งได้โดยไม่เสียสตางค์ หากผู้ตีพิมพ์หนังสือหรือนิตยสารได้จ่ายค่าธรรมเนียมให้แก่เจ้าของฟอนต์แล้ว นอกจากนี้ เรายังสามารถเลือกอ่านหรือส่งอีเมลด้วยอักษรเฮลเวตติกา เวอร์ดานา หรือจอร์เจียได้ เพราะฟอนต์เหล่านี้แถมฟรีมากับซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่อยู่แล้ว

กำเนิดฟอนต์ยอดนิยม

แม้เฮลเวตติกาจะได้รับความนิยมถล่มทลายในปัจจุบัน แต่ฟอนต์นี้กลับไม่ประสบความสำเร็จมากนักเมื่อครั้งเอดัวร์ด ฮอฟฟ์มานน์ ผู้อำนวยการโรงหล่อโลหะ ฮาส ไทป์ ในสวิตเซอร์แลนด์ ประดิษฐ์ฟอนต์นี้เป็นครั้งแรกในปี 2500 โดยมีชื่อเดิมเป็นภาษาเยอรมันว่า Neue Haas Grotesk ช่วงนั้นมีฟอนต์ที่ได้รับความนิยมอยู่แล้วในหมู่กราฟฟิกดีไซเนอร์ชาวสวิส คือ ซานส์ เซริฟ (Sans Serif) ซึ่งเป็นอักษรเวอร์ชั่นร่วมสมัยของฟอนต์ชื่อ Akzidenz Grotesk

 

ซานส์ เซริฟ Sans Serif


ฮอฟฟ์มานน์ได้มอบหมายให้ แมกซ์ มีดิงเกอร์ นักออกแบบตัวอักษรที่ไม่ค่อยโด่งดัง ประดิษฐ์ฟอนต์ใหม่ชื่อ Neue Haas Grotesk แต่ผ่านไปหลายปีก็ยังมีคนรู้จักฟอนต์ชนิดนี้น้อยมาก

สมัยก่อน การประดิษฐ์แบบอักษรจะทำโดยการสลักรูปร่างจากโลหะ ใครต้องการใช้ฟอนต์ชนิดไหนก็ต้องซื้ออักษรครบชุด การพัฒนาหรือใช้ฟอนต์ใหม่ๆ จึงต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และการออกแบบอักษรใหม่ก็น้อยลงตามไปด้วย ฟอนต์ที่ได้รับความนิยมสมัยก่อนจึงครองตำนานอยู่หลายทศวรรษ เช่น บาสเกอร์วิลล์ และโบโดนี

ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ช่วยให้เราออกแบบและแจกจ่ายฟอนต์หลายพันแบบได้อย่างรวดเร็ว และมีการออกแบบฟอนต์ใหม่ๆ ทุกปี แถมยังสามารถวิพากษ์วิจารณ์ข้อดีข้อเสียของแต่ละฟอนต์ได้อย่างถึงพริกถึงขิงผ่านบล็อกและเวบไซต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกราฟฟิกดีไซน์มองว่า คนธรรมดาก็สามารถเป็นนักเล่นฟอนต์มือสมัครเล่นได้ ด้วยการเลือกรูปแบบที่ตัวเองชื่นชอบจากคอมพิวเตอร์

แต่สถานการณ์ในปี 2504 กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อแมทธิว คาร์เตอร์ นักออกแบบตัวอักษรชาวอังกฤษได้รับมอบหมายให้ออกแบบฟอนต์ Akzidenz Grotesk ในเวอร์ชั่นทันสมัย เพื่อใช้เขียนป้ายของอาคารผู้โดยสารใหม่ในสนามบิวฮีทโธรว์ ช่วงนั้นฟอนต์ Neue Haas Grotesk ถือกำเนิดมาได้ 4 ปีแล้ว แต่เขากลับไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลย เขาจึงลงเอยด้วยการคิดค้นฟอนต์เวอร์ดานาและจอร์เจียออกมา

"ถ้าเรารู้จักฟอนต์นี้ตั้งแต่แรก ผมมั่นใจว่าเราต้องใช้อักษรนี้แน่ เพราะดีกว่าฟอนต์ที่ผมประดิษฐ์มากมาย แต่การค้าแบบอักษรสมัยนั้นล้าหลังมาก และการออกแบบฟอนต์ใหม่เป็นไปอย่างเชื่องช้า" คาร์เตอร์ชี้แจง

เริ่มบุกตลาดตัวอักษร

ปีเดียวกันนั้นเอง เมอร์เจนธาเลอร์ ลิโนไทป์ บริษัทแม่ของฮาส ได้ตัดสินใจทำการตลาดฟอนต์ Neue Haas Grotesk ไปทั่วโลก และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้จดจำได้ง่าย เนื่องจากกราฟฟิกดีไซน์สมัยใหม่ของสวิตเซอร์แลนด์ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยนั้น พวกเขาจึงเลือกชื่อ 'เฮลเวตติกา' ซึ่งออกเสียงได้ง่ายกว่าคำว่า 'เฮลเวตเทีย (Helvetia)' ภาษาละตินของ 'สวิตเซอร์แลนด์'

ปรากฏว่าแผนรีแบรนดิ้งครั้งนี้ได้ผล เฮลเวตติกาได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในหมู่เอเยนซีโฆษณาของสหรัฐ จนกลายเป็นฟอนต์ทางเลือกอันดับแรกสำหรับทุกบริษัทที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยในช่วงทศวรรษ 1960 ก่อนที่จะได้รับเลือกเป็นตัวอักษรในป้ายใหม่ของรถไฟใต้ดินนิวยอร์ก

อย่างไรก็ดี เมื่อกรมการขนส่งมวลชนสหรัฐพบว่าฟอนต์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันอย่าง 'สแตนดาร์ด มีเดียม (Standard Medium)' มีราคาถูกกว่า ป้ายรถไฟใต้ดินก่อนหน้านั้นจึงพิมพ์ด้วยฟอนต์นี้ ไม่ใช่เฮลเวตติกา

อักษรเฮลเวตติกาปรากฏอยู่แทบทุกหนทุกแห่งภายในทศวรรษ 1980 ต่อมาได้มีการออกแบบฟอนต์ 'แอเรียล (Arial)' ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นดิจิทัลของเฮลเวตติกาในปี 2533 ซึ่งก็ได้รับความนิยมพอสมควร แต่นักออกแบบมองว่าแอเรียลเป็นผลงานเลียนแบบราคาถูก ส่งผลให้เฮลเวตติกายังยืนหยัดเป็นฟอนต์ยอดนิยมมาถึงครึ่งศตวรรษ

 

แอเรียล Arial


"ทำไมบางคนถึงมองว่าการที่ฟอนต์หนึ่งยืนหยัดได้ 50 ปีเป็นเรื่องแปลก เวลามีการประดิษฐ์สิ่งที่ยอดเยี่ยมอย่างเฮลเวตติกา ก็ควรจะดำรงอยู่ต่อเนื่องเป็น 200 ปีอยู่แล้ว ไม่ต่างอะไรกับสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่" แดนนี แวน เดน ดันเกน แห่งทีมกราฟฟิกดีไซน์ เอกซ์เปอริเมนทัล เจ็ทเซ็ท ในเนเธอร์แลนด์ ฟันธงอย่างมั่นใจ

บทความที่เกี่ยวข้อง :
-ดีไซน์ด้วยจิตสำนึก – ดีไซน์เพื่อสังคม

 

Helvetica.jpg
 Description:
Helvetica
 Filesize:  16.57 KB
 Viewed:  1221 Time(s)

Helvetica.jpg

 

 


 

 

 

 

ตัวอักษรที่รัก นักออกแบบฟอนต์  จากนิตยสารสารคดี  มกราคม  52

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


ถอดรหัส  จากนิตยสารสารคดี  มกราคม  52


เรือสำราญ ตัวการโลกร้อน จากนิตยสารสารคดี  มกราคม  52


พริก  จากนิตยสารสารคดี  มกราคม  52

 

{mospagebreak}

หน้า 2


 

 

 

 

 

 

 

สะกิดใจ  โดยไมเคิล ไรท


พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย

     คลิกค่ะ 


พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย

หากกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งอยู่ไม่ไกลจากรุงเทพฯ เท่าใดนัก   "พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย" จ. นครปฐมนับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่น่าสนใจ เพราะไม่เพียงแต่การเดินทางจะสะดวกสบายแล้ว ยังมีเรื่องราวต่างๆ มากมายที่รอให้คุณไปเยือน
   พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดจากแรงบันดาลใจของศิลปินกลุ่มหนึ่งที่คิดจะสร้างสรรค์หุ่นขี้ผึ้งไทยตามแบบหุ่นขี้ผึ้งของมาดามทรูโซ ในอังกฤษ แต่เมื่อลองปั้นแล้วเกิดปัญหามากมาย

เพราะบ้านเราเป็นเมืองร้อน ฝุ่นละอองมาก ความชื้นสูง ซึ่งส่งผลต่อการคงรูปของหุ่นขี้ผึ้ง อ. ดวงแก้ว พิทยาศิลป์ และคณะปฏิมากร จึงได้ทดลองนำวัสดุอื่นๆ มาใช้แทน จนในที่สุดพบว่า ไฟเบอร์กลาสมีคุณสมบัติพิเศษ สามาถแก้ปัญหาที่กล่าวมาได้ คือ คงทน ให้ความรู้สึกนุ่มนสล สวยงาม จึงได้สร้างหุ่นขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาสของพระราชสังวราภิมณฑ์ (หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ดฉิมพลี) ขึ้นเป็นรูปแรก สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2527 ต่อมาได้จัดสร้างหุ่นขึ้นอีกหลายชุด และเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2533

   ภายในอาคารจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งเป็นอาคาร 2 ชั้น ทีมงาน "นายรอบรู้" (น้อย) ขอพาไปชมชั้นล่างก่อนแล้วกันนะ ซึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงชุดบุคคลสำคัญ ตั้งแต่พระมหากษัติริย์ พระเถระชั้นผู้ใหญ่ จนถึงสามัญธรรมดา ได้แก่

     ชุดอริยสงฆ์ จัดแสดงหุ่นจำลองพระอริยสงฆ์ที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศ เช่น พระครูภาวนารังสี พระธรรมญาณมุนี พระโพธิญาณเถระ ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา หลวงจีนคณาณัติจีนพรต (ไต้ซือเย็นบุญ) เป็นต้น
 

   

   

     เดินถัดมาอีกหน่อย บริเวณด้านซ้ายมือก็จะพบกับหุ่นชายอ้วนผอมสองคนกำลังนอนหลับอย่างสบายอารมณ์สมกับชื่อชุด "เหนื่อยนักพักก่อน"

     และที่ตรงข้ามกันนั้นก็ยังมีหุ่น "ชุดหมากรุกไทย" ซึ่งเป็นหุ่นชายวัยกลางคนสองคนกำลังเดินหมากรุก ด้วยสายตา สีหน้าแสดงการชิงไหวชิงพริบในการเดินหมาก ขณะที่อีกคนก็นั่งเป็นกองเชียร์อยู่ข้าง ซึ่งเป็นบรรยากาศของการเล่นหมากรุก ที่มักจะมีกองเชียร์ข้างกระดานมารุมด้วย เมื่อนักท่องเที่ยวเดินมาถึงจุดนี้ก็มักจะร่วมลุ้นไปกับผู้เล่นทั้งสองคนนี้ด้วย ซึ่งทำให้กระดานหมากนี้มีสีสันมากยิ่งขึ้น
 

   

     และแล้วเราก็เดินมาจนถึงห้องสุดท้าย ซึ่งจัดเป็นท้องพระโรง ภายในมีพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์ ราชวงศ์จักรีตั้งแต่รัชกาลที่ 1-8

     นอกจากนี้ก็ยังมี "นิทรรศการสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนีครบ 100 ปี" ซึ่งจัดแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ทั้งยังมีพระบรมรูปของท่านตั้งอยู่บริเวณกลางห้องด้วย
 

   

     สำหรับชั้น 2 นั้นจัดแสดงเป็นเรื่องราวต่างๆ ประเพณีไทย หรือวรรณคดีชื่อดัง ได้แก่
     - ชุดประวัติศาสตร์ไทย จัดแสดงพระบรมรูปของสมเด็จพระปิยมหาราช ทั้งยังจำลองภาพการเลิกทาสในประเทศไทย

     - บ่อนเบี้ย เป็นชุดแสดงบรรยากาศในบ่อนพนัน เช่น หุ่นเด็กที่ถูกนำมาใช้หนี้ในบ่อนพนัน ซึ่งมีความละเอียดทั้งสีหน้า ท่าทาง และแววตา
 

   

     - ชุดการละเล่นของเด็กไทย จัดแสดงการเล่นรีรีข้าวสาร แมงมุม จ้ำจี้ ขี่ม้าส่งเมือง และหัวล้านชนกัน

     - ชุดวรรณคดีไทย จัดแสดงเรื่องพระอภัยมณี โดยมีรูปพระอภัยมณี นางผีเสื้อสมุทร นางเงือก สุดสาคร ม้านิลมังกร ฯลฯ รวมถึงมีรูปของสุนทรภู่ซึ่งเป็นผู้แต่งเรื่องนี้ด้วย
 

   

   

     ที่สำคัญตอนนี้ได้มีการจัดแสดงหุ่นเพิ่มเติมอีกซึ่งได้แก่
     - หุ่น "ชุด 3 ครูเพลงไทย" ได้แก่ ครูจวงจันทน์ จันทร์คณา "บรมครูพรานบูรพ์", ครูเอื้อ สุนทรสนาน "สุนทราภรณ์" และครูไพบูลย์ บุตรขัน "ราชานักแต่งเพลงลูกทุ่ง"
 

      

     - “ชุด 3 บุคคลสำคัญของโลก" ได้แก่ มหาตมา คานธี ซึ่งเป็นบิดาแห่งประชาชาติอินเดีย อับราฮีม ลินคอร์น ผู้ปลดปล่อยทาสของสหรัฐอเมริก่ และเวอรื วินสตัน เชอร์ชิล วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของอังอกฤษ ทั้งยังนิทรรศการเรื่องราวของครูเพลงทั้ง 3 และ 3 บุคคลสำคัญของโลกจัดแสดงไว้ด้วย
 

      

ข้อมูลทั่วไป      
     – เปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30-18.00 น.
     – ค่าเข้าชม ชาวทย ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 10 บาท พระภิกษุ สามเณร แม่ชี นักบวช นักศึกษาในเครื่องแบบ 20 บาท
     – โทร. 0-3433-2607, 33-2109
การเดินทาง      
     รถยนต์ส่วนตัว จากสะพานปิ่นเกล้า ใช้เส้นทาง ถ. ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ผ่านชุมทางต่างระดับพุทธมณฑล ตรงไปจนข้ามสะพานข้ามแม่น้ำนครชัยศรีไปอีกราว 3 กิโลเมตร จะเห็นทางเข้าพิพิธภัณฑ์ทางขวามือ
     รถประจำทาง นั่งรถสายกรุงเทพฯ-นครปฐม (สายใหม่) ที่สายใต้ใหม่ ลงที่หน้าพิพิธภัณฑ์
     รถตู้ นั่งรถตู้กรุงเทพฯ-นครปฐม ลงหน้าพิพิธภัณฑ์
แหล่งข้อมูล : เที่ยวทั่วไทยไปกับ "นายรอบรู้" นครปฐม สำนักพิมพ์สารคดี

 เรื่องและภาพ : ทีมงาน "นายรอบรู้" (น้อย)
 
    Wax figure, Nakronpathom


ส้วม (ร่วมสมัย)...ใครคิดว่าไม่สำคัญ (1)

จักรพันธุ์ กังวาฬ : เรื่อง / วิจิตต์ แซ่เฮ้ง : ภาพ

สารคดี พ.ย. 49

ส้วมทองคำ

หลายท่านอาจคุ้นๆ ใครเคยไปทัวร์ที่ฮ่องกง พวกทัวร์มักพาเหยื่อ เอ้ย นักท่องเที่ยว มาซื้อจิวเวอร์รี่ กันที่ร้านนี้ ซื้อเจ้าจี้ราศีหมุนๆ วงล้อกลับบ้านกันทุกที

เจ้าส้วมทองคำ ที่เหมาะกับสถาณการณ์ ทองแพงแบบนี้เหลือเกิน เห็นแบบนี้แล้ว เศรษฐี นี่ทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด   คลิกค่ะ 


ตะลึงวัดส้วมทองคำ-คอห่านก็ยังทอง อดีตเลขา "พ่อคูณ" สร้างไว้รับวีไอพี

ตะลึงวัดส้วมทองคำ-คอห่านก็ยังทอง อดีตเลขา

ตะลึง! ส้วมทองคำ วัดเมืองโคราช เจ้าของไอเดียเป็นเจ้าอาวาส อดีตพระเลขาฯ "หลวงพ่อคูณ" สร้างมาตั้งแต่ปี "45 ไว้สำหรับต้อนรับพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนแขกบุคคลสำคัญ เป็นส้วมแบบคอห่านนั่งยองๆ มีด้วยกัน 6 ห้องอยู่ในกุฏิวีไอพี เวลาเปิดไฟจะเหลืองอร่ามไปทั้งห้อง แต่ชาวบ้านเห็นแล้วไม่กล้าใช้เพราะดูอลังการเกินไป เจ้าอาวาสระบุไม่ได้สร้างไว้โชว์ใคร คิดว่าน่าจะสวยดีเลยลองสร้างดู ตอนนี้เริ่มมีคนเข้ามาเที่ยวชมแล้ว

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดหนองบัวทุ่ง ต.ตาจั่น อ.คง จ.นครราชสีมา พระครูปลัดนุช รัตนวิชไชโย เจ้าอาวาส ซึ่งเป็นอดีตเลขานุการหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ สร้างส้วมทองคำขึ้นจำนวน 6 ห้อง ขนาด 2 คูณ 2 เมตร อยู่ในกุฏิรับรองพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ บุคคลสำคัญ รวมถึงพระ-เณร และประชาชนทั่วไป ซึ่งกุฏิดังกล่าวมี 2 ชั้น ด้านล่างมีห้องส้วมทองคำ 2 ห้อง และชั้นบนอีก 4 ห้อง แต่ละห้องอยู่แต่ละมุมของกุฏิ โดยเป็นโถส้วมแบบนั่งยองๆ ราดด้วยน้ำ เคลือบด้วยทองคำ 18 เค ส่วนกระเบื้องปูพื้นก็เช่นเดียวกัน มีลวดลายสวยงาม โดยเมื่อเปิดไฟ แสงจะตกกระทบโถส้วมและพื้นทองคำ จะทำให้เหลืองอร่ามไปทั่วห้องน้ำ โดยราคาส้วมแต่ละห้องประมาณ 5 หมื่นบาท

พระครูปลัดนุช เปิดเผยว่า สร้างส้วมทองคำมาตั้งแต่ปี 2545 พร้อมไว้ต้อนรับบุคคลสำคัญหรือพระชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงพระเณรหรือประชาชนทั่วไป โถส้วมได้สั่งทำเป็นพิเศษ โดยได้รับบริจาคงบประมาณจากประชาชนร่วมกันถวายให้วัด หลังจากสร้างเสร็จแล้วก็มีชาวบ้านที่มาพบเห็นก็เกิดความสงสัย พากันมาถามตนเหมือนกันว่าทำไมต้องสร้างเป็นทองคำ บางคนถึงกับไม่กล้านั่งทำธุระส่วนตัว ตนบอกไปว่าเป็นสีที่ความสวยงามและเป็นสีที่ไม่มีใครนำมาใช้กับห้องน้ำ ก็เลยอยากลองทำดู มันแปลกดี เพื่อให้ดูมีรสนิยมกับตัวกุฏิที่สร้างมาจากไม้และมีความสวยงามที่ลงตัวกัน ซึ่งในอนาคตตนก็อยากสร้างให้เป็นสีทองทั้งห้องเลยทีเดียว

"อาตมากับอบต.ตาจั่นและชาวบ้านช่วยกันสร้างขึ้นมา เป็นโถส้วมเคลือบทอง 18 เค โดยบริษัทเด่นสยาม อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี สร้างถวายให้ฟรีๆ ครั้งแรกที่ทำขึ้นมาอาตมาก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย คิดแต่เพียงว่า โถส้วมทองคำน่าจะสวยงามดีและเป็นศาสตร์ เป็นความคิดริเริ่มที่อาตมาอยากจะได้ก็เลยให้ญาติโยมทดลองทำขึ้นมาดูว่าจะทำได้หรือไม่ และก็ทำได้จริงๆ โดยใช้วิธีเคลือบทองคำบนเซรามิคแล้วนำไปเผาไฟ ทีแรกทุกคนที่ทราบเรื่องนี้ก็งงเหมือนกันว่าทำอย่างไร และเป็นทองคำแท้หรือไม่" พระครูปลัดนุชกล่าว

พระครูปลัดนุช กล่าวต่อว่า ที่ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ก็เพราะไม่อยากให้ใครรู้ ไม่คิดจะไปโชว์อะไร และไม่ใช่ทองคำแท้ที่มีค่ามีราคา ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวโจรขโมยก็จะแห่กันมาเดี๋ยวจะเกิดปัญหา เรื่องนี้เกิดขึ้นจากความคิดที่กำลังสร้างโบสถ์เบญจรงค์ก็เลยคิดขึ้นมาเล่นๆ เท่านั้น และโถส้วมเหล่านี้ไม่ได้คิดเป็นมูลค่าราคา แต่ถ้าคิดก็หลายเงิน สร้างขึ้นเพื่อความสวยงามเฉยๆ ส่วนญาติโยมจะเข้าไปนั่งถ่ายก็มี แต่ส่วนมากไม่มีใครกล้า ตอนนี้เริ่มมีประชาชนทั่วไปแห่ชมกันจนแน่นวัดฯ จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว

นายช่วย เมี่ยงสันเทียะ นายกอบจ.ตาจั่น อ.คง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า โถสวมทองเป็นความคิดของหลวงตานุช คิดริเริ่มสร้างขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่ท่านไม่อยากมีข่าวใหญ่โต แรกๆ ก็งงอยู่ว่าจะเป็นโถทองคำแท้หรือเปล่า ต่อไปที่นี่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ตอนแรกๆ ก็ไม่มีใครรู้จัก แต่ตอนนี้ก็เริ่มรู้จักกันมากขึ้น ส่วนจะทองคำแท้ๆ หรือเปล่าคงต้องถามหลวงพ่อ เมื่อสร้างขึ้นมาแล้วก็ทำให้ ต.ตาจั่นคึกคักขึ้นมาทันที

ที่มาจากหนังสือพิมพ์




ส้วม ๑ น. สถานที่ที่สร้างไว้สำหรับถ่ายอุจจาระปัสสาวะโดยเฉพาะ มักทำเป็นห้อง.
(จาก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒)

เปิดประตูส้วม...

“สารคดี ไม่มีเรื่องอะไรจะทำแล้วหรือไง...ถึงได้คิดจะทำเรื่องส้วม ?”

“ส้วมมีอะไรน่าสนใจ ถึงขนาดเขียนเป็นเรื่องได้เชียวหรือ ?”

คนรู้จักบางคนถามไถ่เช่นนี้ เมื่อรับรู้ว่าสารคดีคิดจะทำสกู๊ปพิเศษเกี่ยวกับเรื่องส้วม และเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านก็อาจมีข้อสงสัย (แกมขบขัน) ทำนองเดียวกันว่า ส้วม--ในฐานะห้องสี่เหลี่ยมแคบเล็กสำหรับการขับถ่าย จะมีอะไรน่าสนใจนักหนา (แค่เริ่มจินตนาการถึงส้วม ก็ได้กลิ่นโชยมาแล้ว...)

ในฐานะผู้รับผิดชอบเขียนสกู๊ปเรื่องนี้ ผมจึงมีหน้าที่ต้องค้นหาความสำคัญของส้วมออกมาตีแผ่ให้จงได้ ผมพยายามครุ่นคิด ว่าส้วมมีคุณค่าความหมายในแง่มุมใดบ้าง และคนเราจะเห็นความสำคัญของส้วมมากที่สุดในช่วงเวลาใด...

แล้วเหตุการณ์ตอนหัวค่ำวันหนึ่งราว ๒-๓ ปีมาแล้ว ก็หวนกลับคืนสู่ความทรงจำ ผมขับรถอยู่บนถนนที่การจราจรติดขัด ขบวนรถแออัดยาวเหยียดเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ช้า ๆ สลับหยุดนิ่ง อาหารมื้อเย็นชักจะไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว ก็เพราะ “ข้าศึกจากภายใน” มันทำท่าจะบุกทะลวงออกมาข้างนอก !

ท้องไส้ผมเริ่มปั่นป่วน ปวดมวนและลั่นโครกครากบางขณะ ลำไส้บีบตัวเป็นระยะ รู้สึกได้ว่ามือเท้าเย็นวาบและมีเหงื่อผุดซึมตามรูขุมขน สะบัดร้อนสะบัดหนาวในห้วงเดียวกัน ช่างเป็นช่วงเวลาแสนร้ายกาจ ชั่วขณะนี้ผมไม่นึกถึงอะไรอีกแล้ว ส้วมมีความสำคัญสูงสุดต่อชีวิต ! เพราะข้าศึกโจมตีหนักหน่วงขึ้นทุกที จนขนเริ่มลุกเกรียว กลัวจะต้านไม่อยู่ จำได้ว่าข้างหน้ามีปั๊มน้ำมัน แต่รถช่างแล่นช้าไม่ทันใจเอาเสียเลย ก็ข้าศึกมันบุกมาอีกระลอกแล้ว !

มองเห็นปั๊มน้ำมันอยู่ข้างหน้า เลี้ยวรถเข้าที่จอดแทบไม่ทัน ผมถลาเข้าห้องน้ำแล้วปิดประตูมิดชิด มือไม้สั่นขณะปลดกระดุมกางเกง เหตุการณ์ถัดจากนั้นไม่สามารถบรรยายได้ ผมออกมาจากห้องน้ำอีกครั้งด้วยความปลอดโปร่งเบาสบาย จิตใจอิ่มเอิบผ่องใสเหมือนมีชีวิตใหม่ ขอบคุณที่โลกนี้มีส้วม

ผมยกเหตุการณ์ข้างต้นมาเล่า ก็เพื่อพยายามโน้มน้าวให้เห็นความสำคัญของส้วม แต่แล้วผมฉุกคิดถึงอีกเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมา

หลายปีก่อนที่อินเดีย ผมนั่งรถโดยสารเที่ยวกลางคืนลงมาจากทางตอนเหนือของประเทศ มาถึงทุ่งข้าวย่านชานเมืองก่อนถึงกรุงนิวเดลีในตอนเช้าตรู่ (คล้ายนั่งรถผ่านนาข้าวจังหวัดอยุธยาก่อนถึงกรุงเทพฯ) รถแล่นช้าเอื่อย และเมื่อมองผ่านหน้าต่างรถออกไป ผมได้พบภาพที่ยังตรึงใจมาจนทุกวันนี้

ท่ามกลางนาข้าวสีเขียวโล่งกว้าง หมอกบางลอยเรี่ย บรรยากาศยามเช้าชวนรื่นรมย์ มีผู้ชายราว ๕-๖ คนนั่งกระจายอยู่ห่างกันบนแนวคันนา แต่ละคนนั่งยอง หันหลังให้ถนน ชายเสื้อรวบเหนือสะโพก ขอบกางเกงผ้าเนื้อบางรูดพ้นก้น ถูกแล้ว พวกเขากำลังนั่งถ่ายทุกข์กันอยู่นั่นเอง

ผู้ชายอีกคนเดินตัดคันนาตรงมาสู่ถนน เขาแวะทักชายผู้ซึ่งนั่งยองถ่ายทุกข์อยู่บนแนวคันนาตัดขวางระหว่างทางเดินผ่าน ทั้งสองพูดคุยกันด้วยท่าทางปรกติธรรมดา

ในวันนี้ผมนึกถึงภาพเหตุการณ์นั้นด้วยความคิดว่า การขับถ่ายของชาวอินเดียกลุ่มนั้นช่างเป็นเรื่องแสนธรรมดา เมื่อพวกเขาปวดท้อง ก็เพียงเดินออกมาถ่ายทุกข์กันท่ามกลางธรรมชาติโล่งกว้าง ไม่มีเรื่องอะไรต้องซ่อนเร้นปิดบัง เพื่อนเดินผ่านมายังคุยกันได้เป็นปรกติ

ผิดกับผมที่ต้องนั่งกระวนกระวายบนถนนที่รถติดในเมืองใหญ่ แล้วก็ต้องไปถ่ายทุกข์ในห้องสี่เหลี่ยมแคบเล็ก

ว่ากันว่าคนไทยสมัยก่อนก็ขับถ่ายกลางแจ้งเช่นกัน (เพียงแต่อาจไม่เปิดเผยเท่านี้) จากรูปแบบการขับถ่ายในที่โล่งโดยเปิดเผย มาสู่การขับถ่ายในห้องส้วมที่ปิดล้อมรอบด้าน ในระยะห่างระหว่างการขับถ่ายสองรูปแบบดังกล่าว ดูเหมือนจะมีรายละเอียดหรือกระบวนการบางอย่างที่ชวนคิดซุกซ่อนอยู่ เพียงแต่ผมยังนึกไม่ออกว่ามันคืออะไร

ระหว่างนี้ผมจึงมักนั่งคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เคยผ่านพบเกี่ยวกับเรื่องส้วมหรือพฤติกรรมการขับถ่ายอยู่บ่อย ๆ

 


------------- ๑. -------------

เมื่อลองนึกย้อนกลับไป ผมพบว่ามีเรื่องราวเกี่ยวกับส้วม การเข้าส้วม หรือพฤติกรรมการขับถ่ายที่อาจนับเป็นเหตุการณ์พิเศษ ติดค้างอยู่ในความทรงจำหลายเรื่องราว เป็นเพราะผมต้องเดินทางไปเก็บข้อมูลงานสารคดีนอกสถานที่อยู่บ่อย ๆ ทั้งพอจะมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศอยู่บ้าง จึงได้พบว่าส้วมแต่ละแห่งที่ โดยเฉพาะส้วมแต่ละประเทศ ล้วนมีรูปแบบและการใช้งานที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ทว่าประสบการณ์การเดินทางและพบเห็นโลกของผมอาจนับได้ว่าน้อยนิดเมื่อเทียบกับบุคคลอีกผู้หนึ่ง ชื่อของ ภาณุ มณีวัฒนกุล คงเป็นที่รู้จักดีในหมู่นักอ่านที่ชื่นชอบงานสารคดีแนวการเดินทาง นักเขียนสารคดีรุ่นใหญ่ของเมืองไทยผู้นี้ผ่านการเดินทางมาแล้วเกือบทั่วโลก ผลงานที่ปรากฏมากมาย ทั้งในรูปบทความในนิตยสาร และหนังสือรวมเล่มเกี่ยวกับการเดินทางและเรื่องอื่น ๆ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ชีวิตเข้มข้น ความรอบรู้รอบด้าน และสายตาแหลมคมเต็มไปด้วยความช่างสังเกต

อาจฟังดูตลก เมื่อผมเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปถึงบ้านพี่ภาณุที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพูดคุยกันในหัวข้อหลักเกี่ยวกับเรื่องส้วมล้วน ๆ โดยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันเป็นเรื่องรอง

เท่าที่ผ่านมา งานเขียนของพี่ภาณุครอบคลุมทั้งเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน วัฒนธรรม ภูมิประเทศและบ้านเมือง รวมทั้งอาหารการกินในท้องถิ่นต่าง ๆ ครั้งนี้เมื่อขอให้เขาพูดเรื่องส้วมและการเข้าส้วมของผู้คนนานาประเทศ มุมมองของเขาในเรื่องนี้ยังน่าสนใจและสนุกสนานเช่นเดิม

เดิมทีผมคาดว่าจะได้ฟังเรื่องราวประเภทโหด มัน ฮา หรือสีสันของชีวิตในการเข้าส้วมประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะส้วมของประเทศอินเดียและจีนที่นักเดินทางหลายรุ่นร่ำลือกันหนักหนา

ทว่าพี่ภาณุดูเหมือนไม่สนใจเรื่องทำนองนั้นสักเท่าไร...

“หลายคนที่ไปอินเดียกับจีนมักกลับมาบอกว่าห้องส้วมสกปรกมาก เราก็ เอ๊ะ ! ห้องส้วมมันเป็นที่ที่ต้องสกปรกอยู่แล้วหรือเปล่า เพราะฉะนั้นไม่เห็นน่าจะประหลาดอะไรถ้าห้องส้วมสกปรก แต่ขณะที่ถ้าคุณไปประเทศอย่างเยอรมนีหรือสิงคโปร์ จะพบว่าหาส้วมสาธารณะโคตรยากเลย กลับไม่ค่อยมีใครพูดเรื่องนี้ เรามัวไปคำนึงถึงเรื่องไฮจีน (hygiene-อนามัย) เรื่องความสะอาด

“อย่างประเทศอินเดีย เรื่องถ่ายเรื่องขี้อะไรนี่ เขามองเป็นเรื่องปรกติ ไม่ต้องคำนึงถึงอะไร อยากถ่ายคุณก็ถ่ายไปสิ เก็บไว้ทำไมล่ะ หรือส้วมประเทศจีนเป็นห้องเปิดโล่ง แค่มีแผงกั้นเป็นช่อง คนนั่งขี้อยู่ เราเดินเข้าไปก็มองเห็นหมด ผมว่าเป็นปรัชญาที่ติดดินมากเลย มันสะท้อนถึงความเรียบง่ายในชีวิตน่ะ ผู้หญิงอินเดียนุ่งส่าหรี เวลาฉี่เขาแค่นั่งลง พอฉี่ลงไปแล้วก็เป็นธรรมชาติ ปัญหาคือเราชอบไปกำหนดว่า ไฮจีนต้องเป็นอย่างนี้ ๆ ๆ เข้าส้วมต้องมีน้ำราด ต้องมีอะไรมากมาย”

จากประเทศอินเดียไปสู่ประเทศปากีสถานบ้าง

“เมื่อตอนผมไปปากีสถาน พบว่าผู้ชายที่นั่นนั่งฉี่นะ แล้วเรื่องนี้มันมีเหตุผลไง เพราะประเทศนี้ลมแรง ภูมิประเทศก็เปิดโล่ง ถ้าคุณยืนฉี่ คุณเคยไหม ฉี่โดนลมตีกลับมาโดนเราน่ะ มันคุมไม่อยู่ แต่นั่งฉี่ไม่มีปัญหาเลย แล้วที่สำคัญ ชุดที่คนปากีฯ ใส่ (กางเกงขาพองผ้าเนื้อบาง) กระตุกเชือกทีเดียวหลุดเลย ง่ายนิดเดียว

“อย่างส้วมในปากีสถาน เขาจะกันพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้เป็นที่อาบน้ำละหมาด มีก๊อกน้ำไว้ให้ เพราะคนมุสลิมต้องละหมาดวันละ ๕ เวลา ในห้องน้ำจึงมีที่สำหรับล้างมือล้างเท้าให้สะอาด ตอนหลังถ้าผมไปสนามบินดอนเมือง ผมก็จะไปคุยกับพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำ ว่าอย่าไปว่าคนแขก (มุสลิม) เลย พวกนี้ชอบว่าคนแขกสกปรก เพราะมาล้างมือแล้วก็ชอบยกเท้าขึ้นมาล้างที่อ่างล้างหน้า จริง ๆ เป็นเพราะเขาจะต้องอาบน้ำละหมาด ห้องน้ำประเทศเขามันมีที่ล้างตัวด้วยไง แต่ทีนี้บ้านเราเป็นเมืองพุทธ เขาเลยไม่รู้จะทำยังไง ยกเท้าขึ้นไปล้างตรงอ่างล้างหน้าก็แล้วกัน ตรงนี้เราต้องเข้าใจ จะไปว่าเขาก็ไม่ได้

“ส้วมที่ตุรกีก็น่าสนใจ เพราะประเทศนี้เป็นรอยต่อของทวีปยุโรปและเอเชีย ส้วมจึงมีทั้งโถนั่งยองกับโถนั่งราบที่เป็นชักโครก พื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวมากหน่อยจะมีส้วมชักโครกเยอะ แต่ถ้าคุณไปพักในเกสต์เฮาส์ระดับชาวบ้าน หรือขึ้นไปทางเหนือแถบทะเลดำ ซึ่งไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ จะเป็นส้วมนั่งยอง ๆ และค่อนข้างมีกลิ่น

“ส่วนที่อเมริกา ส้วมเป็นแหล่งเพาะความเลวร้ายหรือเปล่าก็ไม่รู้ อย่างผมไปปาร์ตี้ที่ซีแอตเทิล ผู้ชายผู้หญิงเข้าไป (เซ็นเซอร์) กันในห้องส้วม เป็นพฤติกรรมที่ตลกมากเลย ผมกำลังฉี่อยู่ ผู้หญิงหากินเดินออกมาทัก ฮัลโล่ ก๋าย เห็นมาหลายครั้ง ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง มันเป็นเรื่องปรกติของที่นั่น”

“ฝรั่งมีเขียนด่ากันในห้องน้ำบ้างไหมครับ” เพื่อนชาวสารคดีที่ไปกับผม เอ่ยถามพี่ภาณุ

“มีเยอะมาก ไม่ใช่ด่า แต่สอนกัน อย่างคนกรีก หรือตุรกี ซึ่งไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ เวลาเข้าส้วมก็จะไปเขียนข้อความที่ฝาผนังด้วยภาษาอังกฤษ แล้วสะกดผิด เช่น police เขียนเป็น polise หรือ taxi ไปเขียนเป็น taci ทีนี้ไอ้พวกประเทศที่พูดอังกฤษเป็นภาษาแม่ มันจะชอบเข้าไปแก้คำผิด นึกออกไหม ฝรั่งเจอคำสะกดผิดมันจะไปแก้ว่า มันผิดตรงนั้นตรงนี้นะ เฮ้ย เขียนตกตรงนี้นะ ตรงนี้ต้องเติม s ต้องตัดตัวนี้ออก คือมันเห็นเป็นเรื่องสนุกไปด้วยไง แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่า กูนี่แหละเจ้าของภาษา แล้วจะมีบางคนเขียนบอกว่า มึงจะไปสนใจทำไมเล่า จะเขียนผิดเขียนถูกก็ช่างมัน”

เท่าที่ฟังพี่ภาณุเล่ามาทั้งหมด ผมพอจับเค้าได้ว่า รูปแบบของส้วมและการใช้ส้วมในแต่ละประเทศมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้น

“ใช่ ตรงนี้ผมว่ามันสำคัญมากเลย เพียงแต่ว่าเราเอามาตรฐานอะไรไปวัดว่าส้วมแบบไหนดีหรือไม่ดี ผมไปอินเดียครั้งหนึ่ง เจอคู่สามีภรรยาฝรั่งซึ่งมาเที่ยวได้ ๓ อาทิตย์แล้ว เขาบอกว่าคิดถึงอะไรมากที่สุดรู้ไหม ? อาหารของเขากับห้องส้วมมาตรฐานของเขา ที่มีโถส้วมแบบชักโครกน่ะ นั่นคือความหรูหรา ความสะดวกสบายไง แต่ทีนี้ถ้าเอามาเทียบกัน ผมว่าส้วมนั่งยอง ๆ มีประโยชน์มากกว่านะ มันเป็นการถ่ายที่ถูกสุขลักษณะที่สุดเลย เป็นท่านั่งที่อึเรา ‘พรวดลงไปเลย’ มันออกมาหมดเลยไง”

ตรงกับข้อสงสัยในใจผมก็คือ แท้จริงแล้วนักเดินทางควรปรับตัวให้เข้ากับส้วม (ท้องถิ่น) หรือส้วมต้องปรับปรุงตัวให้เข้ากับนักเดินทาง ? ทว่าโลกยุคปัจจุบันดูจะโน้มเอียงไปทางแบบหลังเสียมากกว่า ดังเช่นประสบการณ์ในประเทศลาวที่พี่ภาณุเล่าให้ฟัง

“ตอนที่ผมไปลาวเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว โรงแรมแห่งหนึ่งอยากรับฝรั่งนักท่องเที่ยว เลยทำห้องส้วมแบบใช้ชักโครก (โถส้วมนั่งราบแบบนั่งเก้าอี้) ทีนี้คนท้องถิ่นเข้าไปใช้ก็ขึ้นไปนั่งยองบนชักโครก ฝารองนั่งเลยแตก หรือที่ใช้ได้ คุณก็นั่งไม่ได้ เพราะขี้มันไปตกตรงที่เราต้องนั่งไง

“ลองคิดดูว่าส้วมแบบคอห่าน ตักน้ำราด ๒ ขันก็ลงหมดแล้ว แต่ส้วมชักโครกต้องใช้น้ำครั้งละเป็น ๑๐ ลิตร พื้นที่บางแห่งที่ค่อนข้างแห้งแล้ง เช่นที่ลาดักในประเทศอินเดีย หรือเมืองฮุนซ่าที่ปากีสถาน หรือเมืองต้าลี่ในจีนก็ตาม เมื่อมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปจำนวนมาก ก็พากันสร้างส้วมชักโครกเพื่อรองรับ ทำให้ยิ่งเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ ระบบนิเวศแทบจะพังพินาศ”

แคว้นลาดักตั้งอยู่บนแนวเทือกเขาหิมาลัยทางตอนเหนือสุดของประเทศอินเดีย ภูมิประเทศในที่สูงกว่า ๓,๕๐๐ เมตรทำให้ต้องพบกับสภาพอากาศอันรุนแรง ทั้งร้อนจัดและหนาวจัด ชาวลาดักส่วนใหญ่ยังชีพด้วยการทำเกษตรกรรมปลูกข้าวบาร์เลย์เป็นหลัก

ส้วมหลุมของชาวลาดักสร้างเป็นห้องเล็กขนาดสองชั้นแยกจากตัวบ้าน ห้องส้วมอยู่ชั้นบน เจาะรูที่พื้นห้องสำหรับนั่งขับถ่าย จึงไม่ต้องใช้น้ำราด ของเสียที่ตกลงสู่ห้องชั้นล่างจะถูกคลุกเคล้าด้วยดินและเถ้าจากในครัว ทั้งช่วยดับกลิ่นและเร่งกระบวนการย่อยสลาย กลายเป็นปุ๋ยชั้นดีเพื่อนำไปใช้ในแปลงเกษตร

ส้วมของชาวลาดักนับเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะแสดงให้เห็นรูปแบบของส้วมที่สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ตลอดจนวิถีชีวิตของคนในสังคมเกษตรกรรม ทั้งยังสะท้อนให้เห็นวิธีคิดของผู้คนในดินแดนกันดาร ที่รู้จักนำทุกสิ่งทุกอย่างหมุนเวียนกลับมาใช้อย่างรู้คุณค่า ไม่ปล่อยให้สิ่งใดเสียเปล่าอย่างไร้ประโยชน์

ทว่าส้วมชักโครกที่รุกเข้าสู่ลาดักตามหลังนักท่องเที่ยว นอกจากทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำแล้ว ในฤดูหนาวอันยาวนานที่อุณหภูมิอาจลดต่ำถึงติดลบ ๔๐ องศาเซลเซียส ไม่ต้องสงสัยเลยว่าน้ำในถังชักโครกจะกลายเป็นน้ำแข็งจนใช้ไม่ได้ นอกเสียจากติดเครื่องทำความร้อนให้มันเท่านั้น

เรื่องราวของส้วมนานาชาติจากความทรงจำพี่ภาณุช่วยเปิดโลกทัศน์ของผมให้กว้างไกลขึ้น เพราะทำให้รู้ว่าโลกนี้มีหลากหลายวัฒนธรรม จึงทำให้ส้วมมีหลากหลายรูปแบบ

แล้วส้วมของไทยเราเองล่ะ มีความเป็นมาและพัฒนาการอย่างไร สอดคล้องกับสภาพชีวิตของคนไทยแต่ละช่วงเวลามากน้อยแค่ไหน ?

ผมยังมีนัดไปขอความรู้จากนักวิชาการอีกท่านหนึ่ง ซึ่งได้ชื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องส้วมไทยอย่างถ่องแท้

 


------------- ๒. -------------

“คุณไม่มีเรื่องอะไรจะทำแล้วเหรอ ?”

“ประวัติศาสตร์ไม่มีเรื่องอะไรให้ศึกษาแล้วหรือ ?”

หลายปีก่อน เมื่ออาจารย์มนฤทัย ไชยวิเศษ ยังเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโท ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีบางคนที่แสดงความสงสัยปนหงุดหงิดผ่านคำถามข้างต้น เมื่อรู้ว่าเธอกำลังทำวิทยานิพนธ์หัวข้อ “ประวัติศาสตร์สังคม-ว่าด้วยส้วม และเครื่องสุขภัณฑ์ในประเทศไทย”

คงไม่แปลกหากจะมีคนสงสัยว่าเรื่องส้วมจะเป็นประวัติศาสตร์ได้อย่างไร หรือยิ่งกว่านั้น งานทางวิชาการควรมีความสง่างามเกินจะมาเกลือกกลั้วกับเรื่องส้วมและการขับถ่าย ทว่าในภายหลัง งานศึกษาชิ้นนี้ได้รับคัดเลือกเป็นวิทยานิพนธ์ดีเด่นของคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ต่อมาสำนักพิมพ์มติชนได้ตีพิมพ์ออกมาเป็นพ็อกเกตบุ๊กหนา ๓๙๒ หน้า

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างใคร่รู้ อาจารย์มนฤทัยชี้แจงไว้อย่างน่าสนใจว่า...

“การที่ผู้เขียนเลือกเรื่องส้วมและสุขภัณฑ์มาศึกษาวิจัย เนื่องจากการขับถ่ายและการชำระร่างกายของมนุษย์นั้นสามารถสะท้อนให้เห็นความสำคัญ ๓ ประการคือ

“ประการแรก เรื่องของการขับถ่ายและการชำระร่างกายเป็นกิจกรรมด้านชีววิทยาของมนุษย์ เช่นเดียวกับการกิน อยู่ หลับนอน และสืบพันธุ์ สิ่งเหล่านี้เป็นกิจกรรมขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกชาติและทุกเผ่าพันธุ์ต้องมีอยู่ ไม่ว่าจะในยุคสมัยใดก็ตาม

“ประการที่สอง การขับถ่ายและการชำระร่างกายเป็นเรื่องของวัฒนธรรม เป็นเรื่องของแบบแผนและพิธีกรรม เป็นการแสดงถึงความประณีตในวิถีชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนระดับพัฒนาการทางวัฒนธรรมในการสร้างสรรค์ เป็นการควบคุมทั้งในแง่ของการสร้างกฎเกณฑ์และจัดการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกิจกรรมกำจัดของเสียและการทำความสะอาดร่างกายของเรา

“ประการสุดท้าย วัฒนธรรมการขับถ่ายและชำระร่างกายเป็นเรื่องของสังคม และสามารถสะท้อนให้เห็นทัศนคติต่อชีวิตและต่อสังคม ส้วมและเครื่องสุขภัณฑ์ได้กลายมาเป็นสิ่งที่ใช้แสดงสถานภาพและสามารถโอ้อวดได้ทางสังคม การสร้างความสุขในทางโลกียวัตถุ และสะท้อนการบริโภคเชิงสัญญะในสังคมปัจจุบัน”

ผมได้ไปพบอาจารย์มนฤทัย ไชยวิเศษ ซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่

“การขับถ่ายของมนุษย์เป็นเรื่องของวัฒนธรรมอย่างไรครับ อยากให้อาจารย์ยกตัวอย่าง ?” ผมเปิดประเด็นด้วยคำถามนี้ในช่วงแรก

“แน่นอน เรื่องนี้จะเห็นได้ชัดในกลุ่มของคนชั้นสูง เช่นกษัตริย์และเจ้านาย เพราะว่าการกิน อยู่ หลับนอน รวมถึงการขับถ่าย จะต้องมีรูปแบบที่เป็นพิธีรีตอง”

อาจารย์มนฤทัยอธิบายว่า ในสังคมเดิมของไทย ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ย้อนขึ้นไปถึงสมัยอยุธยาและสุโขทัย พอจะจำแนกรูปแบบของชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งพฤติกรรมการขับถ่ายของผู้คนออกได้เป็น ๓ กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มของกษัตริย์ เจ้านาย ขุนนาง และผู้มีฐานะดี, กลุ่มของพระที่อยู่ภายใต้พระธรรมวินัย, กลุ่มของชาวบ้านที่เป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม

ในสังคมเดิม เฉพาะกษัตริย์หรือเจ้านายเท่านั้นที่มีอภิสิทธิ์สร้างที่ขับถ่ายในที่พักอาศัย ราษฎรทั่วไปไม่อาจทำได้ โดยอาจกั้นห้องเป็นสัดส่วน มีศัพท์เฉพาะเรียกว่า ที่ลงบังคน หรือ ห้องบังคน เพราะเรียกอุจจาระของเจ้านายว่า บังคน เช่นกัน เจ้านายจะขับถ่ายลงในภาชนะรองรับ แล้วมีคนคอยปรนนิบัติรับใช้

ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เขียนเล่าไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๓๑ ว่า

“ในประเทศสยามถือกันว่าเป็นหน้าที่ที่มีเกียรติมาก ถ้าบุคคลใดได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เทโถพระบังคล ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะต้องนำไปเทลง ณ สถานที่อันกำหนดไว้เพื่อการนี้ และมียามเฝ้าระวังรักษาอย่างกวดขัน มิให้ผู้ใดอื่นกล้ำกรายเข้าไปได้ อาจเป็นเพราะความเชื่อถือโชคลางทางไสยศาสตร์ ซึ่งชาวสยามเชื่อว่าอาจมีผู้ทำกฤตยาคุณได้จากสิ่งปฏิกูลที่ถ่ายออกมาจากร่างกายนั้น”

(จาก จดหมายเหตุลาลูแบร์ ฉบับสมบูรณ์, แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร, ๒๕๑๐)

ขณะที่พระธรรมวินัยก็กำหนดไว้ให้พระสงฆ์ต้องมีสถานที่ขับถ่ายโดยเฉพาะเช่นกัน เรียกว่า เวจ หรือ เวจกุฎี ลักษณะเป็นหลุมถ่ายซึ่งอาจก่ออิฐ หิน หรือไม้กรุเพื่อไม่ให้ขอบหลุมพัง แล้วมี เขียงรอง ทำจากแผ่นหินหรือแผ่นไม้ปิดทับหลุม เจาะรูตรงกลางสำหรับถ่ายอุจจาระ อาจมีฝาทำจากไม้ อิฐ หรือหิน ล้อมไว้เพื่อให้เป็นสถานที่มิดชิด

ทว่าสำหรับชาวบ้านทั่วไป พวกเขามีถ้อยคำใช้แสดงความหมายของการไปขับถ่ายว่า “ไปทุ่ง” “ไปท่า” และ “ไปป่า” เบื้องหลังถ้อยคำเหล่านี้ โดยเฉพาะคำว่า “ไป” แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านไม่ได้มีสถานที่เฉพาะสำหรับการขับถ่ายภายในบ้านของตน

เมื่อใดที่ชาวชุมชนบ้านป่าปวดท้องถ่าย พวกเขาก็เดินไปหาที่เหมาะ ๆ ในป่าเพื่อปลดทุกข์ (ต้องระวังสัตว์ป่าทำร้าย) ขณะชาวบ้านทุ่งก็ต้องเลือกป่าละเมาะหรือพุ่มไม้ในบริเวณเรือกสวนไร่นาของหมู่บ้าน (ถือไม้ไปคอยไล่หมูไม่ให้เข้ามากวน) ส่วนชาวชุมชนที่อยู่ใกล้น้ำก็อาศัยขับถ่ายบริเวณท่าน้ำหรือริมน้ำโดยสะดวก เพราะสามารถใช้น้ำชำระได้เลย

“เรามองว่าพฤติกรรมการขับถ่ายจะสัมพันธ์กับสภาพสังคม แล้วเราก็ศึกษาตั้งแต่การใช้ถ้อยคำเลยว่า คนสมัยก่อนซึ่งอยู่ในสังคมเกษตรกรรม เวลาจะไปขับถ่าย เขาบอกว่า ไปทุ่ง ไปท่า คนที่ไปทุ่ง ขับถ่ายของเสียแล้วจะมีหมูหมามาจัดการให้ หรือปล่อยให้ย่อยสลายไปเอง ส่วนคนที่ไปท่า ของเสียก็จะมีปลามาตอดกิน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านในสังคมเดิมที่เรียบง่ายและกลมกลืนไปกับวงจรธรรมชาติ แล้วขณะเขาไปทุ่ง ไปท่า ก็อาจมองหาผัก ผลไม้ หรือของกินอื่นกลับมาทำเป็นอาหารได้อีกด้วย แต่ว่าพอสภาพสังคมเปลี่ยน เริ่มกลายเป็นสังคมเมือง พฤติกรรมแบบ ไปทุ่ง ไปท่า มันใช้ไม่ได้อีก”

จากสังคมแบบบ้านทุ่งบ้านป่า ซึ่งแวดล้อมด้วยที่รกร้างว่างเปล่ามากพอที่ธรรมชาติสามารถจัดการอุจจาระ ของเสียจากร่างกายมนุษย์ ได้อย่างสมดุล เข้าสู่ยุคสังคมเมืองที่มีผู้อยู่อาศัยหนาแน่น ถนนหนทางและตึกรามบ้านช่องเริ่มแออัด จึงเหลือพื้นที่ว่างไม่พอรองรับของเสียจากการขับถ่ายแบบ ไปทุ่ง ไปท่าได้

กรุงเทพมหานครคือเมืองหน้าด่านที่พบความเจริญรวดเร็วกว่าท้องถิ่นอื่นในประเทศไทย ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๕ เป็นยุคที่เศรษฐกิจการค้าขยายตัว บ้านเรือนและพลเมืองก็หนาแน่นขึ้น รวมทั้งเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก อย่างไรก็ตามประชาชนทั่วไปยังไม่นิยมสร้างส้วมในที่อาศัยของตนเอง การขับถ่ายนอกสถานที่ส่งผลให้ตามตรอกซอกซอย ถนนหนทาง ริมกำแพงวัด หรือริมน้ำคูคลอง กลาดเกลื่อนด้วยกองอุจจาระ ดูไม่เจริญตา ทั้งยังส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง และที่สำคัญคือเป็นสาเหตุของโรคระบาด อีกทั้งเวจหรือถานพระที่มีอยู่ตามวัด ก็ปลูกสร้างแบบปล่อยอุจจาระทิ้งลงน้ำบ้าง หรือปล่อยทิ้งลงพื้นเรี่ยราด มีทั้งสัตว์มาคุ้ยเขี่ยและแมลงวันไต่ตอม จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องเข้ามา “จัดระเบียบ” การขับถ่ายของราษฎร เพื่อความเรียบร้อยสวยงามของบ้านเมือง

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ หรือปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ รัฐโดยกรมสุขาภิบาลซึ่งก่อตั้งในปีเดียวกันนั้น ได้ดำเนินการจัดสร้างส้วมสาธารณะ หรือสมัยนั้นเรียกว่า “เวจสาธารณะ” ขึ้นตามตำบลต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ พร้อมกันนั้นรัฐได้ออกพระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๔๔๐ มีผลบังคับให้คนต้องขับถ่ายในส้วม

ส้วมสาธารณะที่กรมสุขาภิบาลจัดสร้างในสมัยนั้นมีลักษณะเป็นห้องแถวไม้ยาว กั้นแบ่งเป็นห้อง ประมาณ ๕-๖ ห้อง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนถนนสายสำคัญซึ่งเป็นย่านการค้าที่มีผู้คนอยู่คับคั่ง เช่น ถนนเจริญกรุง ถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร หรือกระจุกตัวตามชุมชนวัด ทั้งบริเวณรอบวัด เช่น บริเวณหน้าวัดบรมธาตุ ข้างวัดกำโลยี่ ตรอกข้างวัดมหรรณ์ หรืออยู่ในวัด เช่น วัดบวรนิเวศ วัดราชบุรณะ นอกจากนี้ยังมีส้วมสาธารณะจำนวนมากตั้งอยู่ในบริเวณใกล้วังของเจ้านาย และตามสถานที่ราชการ เช่น โรงพัก โรงพยาบาล เป็นต้น

ส้วมสาธารณะยุคเริ่มแรกเป็นส้วมถังเท รูปแบบคล้ายส้วมหลุม นั่นคือปลูกสร้างตัวเรือนคร่อมหลุมเอาไว้ มีฐานไม้ปิดหลุมเจาะรูเอาไว้สำหรับนั่งขับถ่าย แล้วมีถังสำหรับรองรับอุจจาระอยู่ใต้หลุมนั้น โดยมีบริษัทรับขนเทอุจจาระซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐ เช่น “บริษัทสอาด” หรือ “บริษัทออนเหวง” เป็นผู้ดำเนินการเก็บและบรรทุกถังบรรจุอุจจาระไปเททิ้ง และเปลี่ยนถ่ายถังใหม่ให้วันละครั้ง

นั่นหมายความว่า จากคนที่เคยขับถ่ายในที่โล่งกลางแจ้ง ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมาสู่การขับถ่ายในห้องที่ปิดทึบ

“มันเป็นปัญหาใหญ่นะสำหรับคนที่เคยขับถ่ายในที่โล่ง แล้วคุณไปจับเขามาขับถ่ายในห้อง เพราะว่าส้วมหลุมหรือส้วมถังเทมันเหม็นมาก” อาจารย์มนฤทัยกล่าว

 


------------- ๓. -------------



คำกล่าวของอาจารย์มนฤทัยทำให้ผมนึกถึงเมื่อครั้งตนเองไปเก็บข้อมูลทำสารคดีเรื่องชีวิตชาวเลเผ่ามอแกน ที่หมู่เกาะสุรินทร์ เมื่อ ๔ ปีก่อน

เช้าตรู่ในหมู่บ้านของพวกเขาที่อ่าวบอน ผมเห็นชาวมอแกนชายหญิงทยอยเดินไปทางหัวหาด บริเวณที่ตั้งกลุ่มโขดหินน้อยใหญ่ระเกะระกะ เต็มไปด้วยช่องโพรง รับรู้ภายหลังว่าพวกเขาเดินไปถ่ายทุกข์ อันเป็นกิจวัตรก่อนเริ่มการงานในวันใหม่

ภายหลังเหตุการณ์สึนามิถล่มภาคใต้ของไทย ชาวมอแกนถูกทางการอพยพขึ้นฝั่งไปอยู่อาศัยชั่วคราวภายในวัดแห่งหนึ่ง ผมติดตามข่าวพวกเขาทางหนังสือพิมพ์ เฒ่าทะเลที่คุ้นเคยกันคนหนึ่งให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า เรื่องที่พวกเขารู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจก็คือการเข้าส้วม ผู้ใหญ่และเด็กไม่คุ้นชินกับการขับถ่ายในห้องปิดทึบ จึงรู้สึกอึดอัด ทั้งหลายคนไม่รู้จักใช้น้ำราด อุจจาระจึงทับถมพอกพูนคาคอห่าน โชยกลิ่นเหม็นคลุ้งอบอวล

ความอึดอัดของคนมอแกนคงคล้ายสภาพจิตใจคนกรุงเทพฯ สมัยปี ๒๔๔๐ ที่ต้องหัดเข้าห้องส้วมถังเทเป็นครั้งแรก

“เมื่อประชาชนไม่คุ้นเคยกับการปฏิบัติต่อส้วม จึงมีปัญหาอยู่ ๒ อย่าง คือ อย่างแรก ราษฎรหลีกเลี่ยงการใช้ส้วม ทำให้ตามถนนหนทางและที่สาธารณะมีผู้แอบไปถ่ายไว้ อย่างหลังเมื่อราษฎรไปใช้ส้วมแล้วก็มีปัญหาตามมาอีก ดังสะท้อนได้จากข้อความข้างต้น คือเมื่อถ่ายแล้วก็ไม่รู้จักระมัดระวัง ทำให้เปื้อนเปรอะ ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกสุขลักษณะและไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย นับเป็นปัญหาของการปรับตัวเพื่อใช้ส้วมจากถ่ายไม่เป็นที่ เป็นถ่ายถูกที่แต่ไม่ถูกต้อง”

(จากหนังสือ ประวัติศาสตร์สังคม-ว่าด้วยส้วม และเครื่องสุขภัณฑ์ในประเทศไทย, ๒๕๔๕)

อย่างไรก็ตาม มาตรการของรัฐที่มุ่งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับถ่ายของราษฎร โดยการสร้างเวจหรือส้วมสาธารณะ เป็นส้วมแบบถังเทในเขตเมือง และส้วมหลุมในเขตท้องถิ่น ควบคู่กับการออกกฎหมายบังคับ และมีบทบัญญัติลงโทษผู้ฝ่าฝืน ค่อย ๆ ทำให้ชาวกรุงเทพฯ เห็นความสำคัญและเรียนรู้การใช้ส้วม กระทั่งเริ่มมีผู้สร้างส้วมไว้ในบ้านตนเองภายในช่วงระยะประมาณ ๑๐ ปี

กล่าวได้ว่าช่วงเวลาที่สำคัญ หรือหมุดหมายของการพัฒนาส้วมของไทย เริ่มจากปี พ.ศ. ๒๔๔๐ เป็นต้นมา กระทั่งช่วงปี พ.ศ. ๒๔๖๐-๒๔๗๑ ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์และสาธารณสุขจากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่จัดตั้งโดยเอกชนของสหรัฐอเมริกา โดยส่งเสริมให้มีการสร้างส้วมในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อป้องกันโรคพยาธิปากขอ และยังเกิดการประดิษฐ์คิดค้นส้วมรูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับท้องถิ่นของไทย เช่น “ส้วมหลุมบุญสะอาด” ที่มีกลไกป้องกันปัญหาการลืมปิดฝาหลุมถ่าย และส้วมคอห่านที่ใช้ร่วมกับระบบบ่อเกรอะบ่อซึม สามารถแก้ปัญหาเรื่องแมลงวันและกลิ่นเหม็นของส้วมหลุมแบบเก่า ทั้งยังประหยัดน้ำและราคาถูก สามารถสร้างใช้ในท้องถิ่นได้สะดวก ดังนั้นส้วมคอห่านจึงเข้ามาแทนที่ส้วมหลุมในที่สุด และยังคงใช้แพร่หลายมาถึงปัจจุบัน

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ สมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลมีนโยบายขยายการดูแลพฤติกรรมการขับถ่ายและชำระร่างกายของประชาชนในส่วนภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการปลูกฝังถ่ายทอดเรื่องนี้ในการศึกษาผ่านหนังสือแบบเรียนของเด็ก นับเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนค่อย ๆ มีทัศนคติที่ดีต่อส้วม

ประวัติศาสตร์ส้วมของไทยคงไม่สมบูรณ์ หากไม่กล่าวถึงการเข้ามาของส้วมชักโครกแบบตะวันตก เนื่องจากส้วมชนิดนี้ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ทั้งมีราคาแพง และใช้ท่านั่งราบ (แบบนั่งเก้าอี้) ขณะที่ชาวบ้านเคยชินกับการขับถ่ายแบบนั่งยองมากกว่า ในระยะแรกคือช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๖๐-๒๔๙๐ ส้วมชักโครกจึงยังไม่ค่อยแพร่หลายสู่คนทั่วไป คงมีเฉพาะตามวังและบ้านเรือนของผู้มีฐานะดีที่จบการศึกษาหรือเคยใช้ชีวิตในต่างประเทศ ต่อมาเริ่มมีผู้ใช้ส้วมชักโครกมากขึ้นในช่วงที่มีการก่อสร้างบ้านแบบสมัยใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ กระทั่งต้นทศวรรษ ๒๕๐๐ โถส้วมชนิดนี้ก็ได้รับความนิยม มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

กระทั่งถึงปัจจุบัน ดูเหมือนคนไทยทั่วไปโดยเฉพาะคนเมือง จะคุ้นเคยกับส้วมชักโครกจนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ส้วมชักโครกได้รับการพัฒนาไปไกล ทั้งด้านการออกแบบให้มีรูปทรงสวยงาม และเทคโนโลยีการใช้งานล้ำยุคอย่างที่หลายคนอาจไม่คาดคิด ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่ายุคนี้ห้องน้ำกลายเป็นส่วนสำคัญภายในบ้านที่ขาดไม่ได้

“จะเห็นว่าพื้นที่สำหรับการขับถ่ายมันเดินทางเข้ามาหาเรา” อาจารย์มนฤทัยตั้งข้อสังเกต พร้อมขยายความว่า “เพราะบ้านไทยสมัยก่อนไม่มีส้วม คนไม่เห็นความจำเป็น พอปวดท้องเขาก็ออกไปทุ่ง ไปท่า แต่เดี๋ยวนี้ส้วมมันเข้ามาอยู่ในบ้าน กลายเป็นสิ่งจำเป็นไปแล้ว”

จากการไปทุ่ง ไปท่า มาสู่การเข้าส้วม จากการขับถ่ายท่านั่งยอง มาสู่การใช้ชักโครกนั่งราบแบบตะวันตก...

“จริง ๆ แล้วรูปแบบการขับถ่ายที่เปลี่ยนไป มีส่วนสัมพันธ์กับหลายสิ่ง เช่น เครื่องแต่งกายเราก็เปลี่ยน วัฒนธรรมการกินเราก็เปลี่ยน สมัยก่อนผู้หญิงนุ่งผ้าถุง ผ้าซิ่น ถ่ายปัสสาวะแค่นั่งยอง ๆ คนไม่รู้หรอก แต่ผู้หญิงสมัยนี้นุ่งกางเกงหรือกระโปรงสั้น คงทำอย่างเดิมไม่ได้ หรือคนไทยสมัยก่อนกินน้ำพริก กินผักเป็นส่วนใหญ่ กินเนื้อสัตว์ไม่มาก การขับถ่ายจึงทำได้สะดวกรวดเร็ว เหมาะกับการนั่งยอง ๆ ไม่ทันเป็นตะคริวก็เสร็จเรียบร้อย แต่คุณลองนึกดูสิ ถ้าวันไหนคุณกินสเต๊ก หรือกินอาหารแบบฝรั่ง หรือกินเนื้อสัตว์มาก ๆ อย่างคนไทยสมัยนี้ การขับถ่ายย่อมใช้เวลานาน ซึ่งส้วมชักโครกแบบนั่งราบมันรองรับการนั่งนาน ๆ ได้ดีกว่า แล้วคนส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้มักมีปัญหาเรื่องท้องผูกด้วย”

อาจารย์มนฤทัยยังชี้ชวนให้เราคิดต่อไปอีกว่า “แล้วบางทีมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนเหมือนกันนะ อย่างในอดีตเวลาจะอาบน้ำ คนในหมู่บ้านหรือสาว ๆ จะชวนกันไปท่าน้ำหรือริมน้ำเป็นหมู่ หรือหลายคนไปขับถ่ายในป่า อาจนั่งรอบกอไผ่หรือในซุ้มไม้ใกล้ ๆ กัน ถ่ายไปส่งเสียงคุยกันไป เพื่อระวังภัยให้กันไปด้วย หรือสมัยก่อนตอนที่เริ่มมีห้องน้ำในบ้าน พี่กับน้องอาจเข้าอาบน้ำพร้อม ๆ กัน หรือมีสบู่ก้อนหนึ่งใช้ด้วยกันทั้งบ้าน แต่โลกของห้องน้ำในปัจจุบันเป็นโลกที่ปัจเจกมาก ๆ เราไปอยู่ในห้องน้ำเหมือนไปอยู่ในโลกส่วนตัว ขนาดของใช้ในห้องน้ำยังต้องแบ่งชนิดอย่างยิบย่อย ของใครของมัน เช่น ต้องมีสบู่ผู้ชาย สบู่ผู้หญิง สบู่เด็ก แชมพูผู้ชาย แชมพูผู้หญิง แชมพูเด็ก สารพัดชนิด”

ทว่ายิ่งห้องน้ำห้องส้วมปิดมิดชิด สร้างความรู้สึกถึงความเป็นโลกส่วนตัวมากขึ้นเท่าไร ก็ทำให้ความรู้สึกอยาก “ล่วงล้ำ” ของคนภายนอกยิ่งรุนแรงมากขึ้น

“เราว่าพฤติกรรมการแอบดูคงติดตัวมนุษย์มานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมีในสมัยนี้ แต่ในสมัยก่อน ผู้หญิงไปอาบน้ำกลางแจ้ง ที่ท่าน้ำ การแอบดูคงไม่ชัดเจน ผู้ชายอาจอ้างว่าเขาจะพายเรือผ่านมาที่ท่าน้ำเหมือนกัน แต่ในสมัยนี้ห้องน้ำมิดชิด กรณีการแอบดูจึงชัดเจนขึ้น หรือที่เรียกว่าถ้ำมอง เหมือนของที่เขาหวง เขาไม่อยากให้ดู พวกถ้ำมองยิ่งอยากล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น แล้วยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไป ระดับการแอบดูยิ่งรุนแรง อย่างเช่นปัจจุบันมีการตั้งกล้องแอบถ่ายภายในห้องน้ำ และในยุคที่สื่อมวลชนมีอิทธิพลต่อสังคมมากขึ้นเช่นนี้ เรื่องพวกนี้ก็ยิ่งกลายเป็นข่าวดัง”

แล้วอาจารย์มนฤทัยก็วกเข้าสู่หัวข้อเดิม “จากสมัยก่อนที่บ้านไทยไม่เคยมีส้วม มาถึงยุคที่คนสร้างส้วมภายในบ้านเพราะเห็นเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะความสำคัญในเรื่องสุขภาพอนามัย ความสะอาด แต่เดี๋ยวนี้สำหรับคนบางกลุ่มแล้ว ส้วมเดินทางมาไกลเกินกว่าความหมายแค่เป็นที่ขับถ่ายธรรมดา คือได้ไปสู่ระดับของสิ่งที่สามารถแสดงถึงรสนิยมหรือสร้างภาพลักษณ์บางอย่างของเจ้าของ”

อาจารย์มนฤทัยยกตัวอย่างประกอบ “ส้วมชักโครกสมัยก่อนเวลากดน้ำจะมีเสียงดังใช่ไหม แต่สุขภัณฑ์ยี่ห้อดัง ๆ เวลาใช้งานต้องเงียบ ถึงจะดูมีรสนิยม อีกหน่อยมันอาจจะใช้แล้วไม่มีกลิ่นเหม็นด้วย ไม่รู้จะไปไกลถึงขนาดนั้นหรือเปล่า หรือบางครั้งเราค่อนข้างงงมาก เคยไปเดินดูอ่างอาบน้ำที่ราคาอาจแพงกว่าบ้านทั้งหลัง เช่น อ่างจาคุชชี่หรืออ่างน้ำวนบางอัน ราคา ๔ แสนหรือ ๕ แสนบาท”

ผมนึกถึงข้อเสนอของอาจารย์มนฤทัยที่ว่า ส้วมและเครื่องสุขภัณฑ์สามารถใช้เป็นสิ่งโอ้อวดได้ในทางสังคม และสร้างความสุขในทางโลกียวัตถุ คิดง่าย ๆ ว่า ห้องน้ำในบ้านสมัยก่อนอาจมีแค่ตุ่มน้ำตักอาบหรือฝักบัวธรรมดา คงยังไม่มีใครนอนแช่อ่างอาบน้ำจาคุชชี่ราคาหลักแสน พร้อมจิบไวน์อย่างสบายอารมณ์เช่นบางคนในยุคนี้

แต่ก่อนที่จะไปถึงหัวข้อดังกล่าว เราคงไม่อาจละเลยรายละเอียดเรื่องของสุขภาพอนามัย ซึ่งนับเป็นชุดความรู้สำคัญอีกแง่มุมหนึ่งของส้วมอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

หลังได้รับความรู้จากการพูดคุยกับอาจารย์มนฤทัยเรียบร้อยดีแล้ว ผมเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่กลับเข้ากรุงเทพฯ เวลาต่อมาจึงมีนัดพูดคุยกับเจ้าหน้าที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดงานการประชุมส้วมโลกที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพครั้งนี้

 


------------- ๔. -------------

ในวันที่ ๑๖-๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ นี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพงาน “การประชุมส้วมโลก” ครั้งที่ ๒ ณ ศูนย์การจัดประชุมและแสดงนิทรรศการอิมแพ็ค เมืองทองธานี

การประชุมครั้งนี้มีเจ้าภาพหลักคือกระทรวงสาธารณสุข และมีเจ้าภาพร่วม ได้แก่ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย โดยมีหน่วยงานสนับสนุนการประชุมคือ สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และสมาคมที่เป็นสมาชิกของ World Toilet Organization จำนวน ๔๙ สมาคมจาก ๓๘ ประเทศ

ก่อนการประชุมระดับโลกว่าด้วยเรื่องส้วมจะจัดขึ้น ทีมเจ้าหน้าที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกตระเวนสำรวจส้วมสาธารณะในจังหวัดต่าง ๆ ครอบคลุมทั้ง ๔ ภาคของประเทศไทย เช่น จังหวัดนนทบุรี ลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อำนาจเจริญ กำแพงเพชร พิษณุโลก เชียงราย กระบี่ และปัตตานี ในแต่ละกลุ่มสถานที่ ทั้งวัด ปั๊มน้ำมัน สวนสาธารณะ ตลาดสด โรงเรียน โรงพยาบาล แหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ

ผมมีโอกาสได้เข้าพบ นพ. โสภณ เมฆธน รองอธิบดีกรมอนามัย เพื่อสอบถามท่านเกี่ยวกับเรื่องสุขอนามัยในส้วม และสถานการณ์ส้วมสาธารณะของประเทศไทยในปัจจุบัน

“ส้วมมีความสำคัญอย่างไรครับ ถึงขนาดสามารถเป็นหัวข้อการประชุมระดับโลก ?” ผมถามข้อสงสัย

นพ. โสภณอธิบายว่า “ตราบใดที่คนเราต้องกินอาหาร ก็ต้องมีการขับถ่าย หลายคนพูดว่าการเข้าส้วมก็คือการปลดทุกข์ คนที่เคยปวดท้อง ทั้งถ่ายหนักถ่ายเบา ลองคิดถึงสภาพตอนนั้นของเราเองว่าทุกข์ไหม แล้วหลังจากเราไปถ่ายออก เกิดความสุขขึ้นมาใช่ไหม ดังนั้นถ้าเกิดไม่มีสถานที่สำหรับปลดทุกข์เลย ปวดอุจจาระปัสสาวะแล้วไม่สามารถหาที่ถ่ายได้เลยจะทนได้ไหม ทนไม่ได้แน่นอน

“และส้วมก็คือที่รองรับสิ่งที่คนเราขับถ่ายออกมา ก็คือกากอาหารที่เหลือใช้แล้ว ซึ่งบางครั้งมีแบคทีเรีย มีเชื้อโรค ยิ่งถ้าเราเป็นโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น ลำไส้อักเสบ หรือท้องเสีย ของเสียจากการขับถ่ายก็จะมีเชื้อโรคด้วย ถ้าเราจัดการกับเชื้อโรคเหล่านั้นไม่ดี มันอาจแพร่สู่สภาพแวดล้อม ติดต่อถึงผู้อื่นได้ ดังนั้นต้องมีการจัดการกับของเสียให้ถูกสุขลักษณะที่สุด นั่นคือต้องมีห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะได้มาตรฐาน

“ด้วยเหตุผลเช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่าส้วมเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคน”

ถ้าอย่างนั้นส้วมที่ถูกสุขลักษณะและได้มาตรฐานเป็นอย่างไร ?

นพ. โสภณกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขกำหนดเกณฑ์มาตรฐานระดับประเทศสำหรับส้วมสาธารณะของไทย โดยแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม คือ ความสะอาด (Healthy) ความพอเพียงหรือการเข้าถึงบริการ (Accessibility) ความปลอดภัย (Safety) หรือใช้คำย่อว่า HAS

“เกณฑ์มาตรฐานของส้วมทั้งหมดมี ๑๖ ข้อ สำคัญจริง ๆ คือกลุ่มเรื่องความสะอาด เช่น พื้นส้วม หรือผนัง เพดาน โถส้วม ที่กดโถส้วม โถปัสสาวะ ต้องสะอาด ไม่มีคราบสกปรก มีน้ำให้ชำระล้างเพียงพอ มีกระดาษชำระ มีสบู่ล้างมือ ถ้าเราถ่ายหนักแล้วไม่มีสบู่ เชื้อโรคอาจปนเปื้อนติดมือได้ หรือต้องมีถังขยะที่มีฝาปิดอยู่ในสภาพดี ไม่รั่วซึม รวมทั้งต้องไม่มีกลิ่นเหม็น ระบายอากาศได้ดี เป็นต้น

“เกณฑ์มาตรฐานกลุ่มที่ ๒ เรื่องการเข้าถึงบริการ หมายถึงต้องมีส้วมเพียงพอแก่ความต้องการของผู้ใช้บริการ และต้องมีส้วมนั่งราบที่เพียงพอ เพราะถ้ามีแต่ส้วมนั่งยอง กลุ่มคนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือคนที่ข้อเข่าไม่ดี จะมีปัญหา

“กลุ่มสุดท้ายเรื่องความปลอดภัย เช่น สถานที่ตั้งของส้วมไม่ควรอยู่ในที่ลับตาคน ควรแยกห้องส้วมชายหญิง มีแสงสว่างเพียงพอ กลอนล็อกประตูแน่นหนา รวมทั้งพื้นห้องต้องแห้ง ผู้ใช้จะได้ไม่ลื่นล้ม”

“ความแห้งสะอาดก็เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการปลอดเชื้อโรคในห้องน้ำด้วยใช่ไหมครับ ?” ผมถามตามที่เคยได้ยินมา

“ถูกแล้ว เพราะเชื้อโรคจะเจริญเติบโตในสภาพชื้นแฉะได้ดี แต่ถ้าส้วมแห้งสะอาด เชื้อโรคจะอยู่ได้ยาก หรือตายไปในเวลาไม่นาน”

นพ. โสภณยังขยายความเรื่องข้อปฏิบัติเกี่ยวกับสุขอนามัยในส้วมอีกว่า

“ผู้ที่ถ่ายเสร็จแล้วใช้กระดาษชำระเช็ด เราแนะนำว่าให้ทิ้งกระดาษนั้นลงไปในโถเลย แล้วกดชักโครกเพื่อให้กระดาษลงไปอยู่ในบ่อเกรอะบ่อซึม เป็นการกำจัด เราไม่อยากให้ทิ้งกระดาษชำระใช้แล้วใส่ถังขยะ ยิ่งถังขยะที่ไม่มีฝาปิด เชื้อโรคฟุ้งกระจายได้ หรือแมลงวันมาตอม แม้ถังขยะมีฝาปิด ในขั้นตอนการเก็บขยะ กระดาษทิชชูซึ่งปนเปื้อนอุจจาระก็อาจปะปนกับขยะทั่วไป เชื้อโรคก็กระจายไปได้ เราพยายามป้องกันสาเหตุที่ทำให้เกิดการแพร่เชื้อโรค”

ผลการสำรวจส้วมสาธารณะทั่วประเทศโดยเจ้าหน้าที่กรมอนามัย พบว่ามีจำนวนน้อยที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับประเทศ (HAS) ๑๖ ข้อ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้กำหนด

ข้อมูลระบุว่า จากการสำรวจในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ๒๕๔๙ พบว่ามีส้วมสาธารณะที่ผ่านเกณฑ์เพียง ร้อยละ ๒.๕ เท่านั้น ปัญหาหลักที่พบคือเรื่องความสะอาด ส่วนใหญ่ไม่มีส้วมนั่งราบสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์ หรือใช้ถังขยะไม่ถูกสุขลักษณะ (ไม่มีฝาปิด) และไม่มีสบู่ไว้ให้บริการ

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจในรอบหลังพบว่า มีส้วมสาธารณะผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับประเทศจำนวนมากขึ้น การสำรวจเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พบว่ามีส้วมผ่านเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ ๑๐.๖๑ และเพิ่มเป็นร้อยละ ๒๑.๔๓ ในเดือนกันยายน

“จริง ๆ แล้วเราแบ่งการสำรวจเป็น ๒ ส่วน” นพ. โสภณกล่าวต่อ “ส่วนแรกไปสำรวจเชิงสุ่มตรวจส้วมสาธารณะ ตามเกณฑ์ HAS ๑๖ ข้อดังที่กล่าวแล้ว แต่ในส่วนที่ ๒ เราไปตรวจดูส้วมที่มีผู้ส่งเข้าประกวด เนื่องจากขณะนี้เรามีโครงการประกวดสุดยอดส้วมแห่งปี รับสมัครผู้เข้าแข่งขันโดยแบ่งสายเป็นกลุ่ม เช่น กลุ่มโรงเรียน วัด ตลาดสด ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ โดยแต่ละกลุ่มแข่งกันเองในระดับจังหวัดก่อน เมื่อได้ตัวแทนก็แข่งในระดับเขตต่อไป แล้วดูว่าใครจะได้ที่ ๑ ของแต่ละกลุ่ม เพื่อมารับรางวัลในการประชุมส้วมโลก วันที่ ๑๖ พฤศจิกายนนี้

“ส้วมที่ส่งเข้าประกวดหลายแห่งมีคุณภาพดีมาก อยากพูดว่าเหมือนเป็น อันซีน ทอยเล็ต (unseen toilet) ก็ได้ สาเหตุสำคัญคือเจ้าของสถานประกอบการ อาจเป็นร้านอาหารหรือปั๊มน้ำมัน มักมีแรงจูงใจที่จะทำห้องน้ำให้ดี เช่นรายหนึ่งบอกว่า เขาเห็นความสำคัญของห้องน้ำ เพราะบางครั้งออกไปข้างนอก เข้าห้องน้ำที่อื่นไม่ได้เพราะสกปรก ก็เลยต้องทำห้องน้ำในสถานประกอบการของตนเองให้สะอาด หรือเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งที่จังหวัดยโสธร บอกว่าเขาอยากทำให้เป็นห้องน้ำชั้นหนึ่งของจังหวัด

“เจ้าของปั๊มน้ำมันหลายแห่งบอกว่า ห้องน้ำเป็นจุดขายของปั๊มน้ำมันด้วยซ้ำ เพราะถ้าห้องน้ำสะอาด คนจะขับรถมาแวะ แล้วเติมน้ำมันเขาด้วย บางแห่งลงทุนสร้างและตกแต่งห้องน้ำสี่ห้าล้านบาทก็มี” นพ. โสภณกล่าวพร้อมยกตัวอย่างรายชื่อปั๊มน้ำมันเหล่านั้นให้ฟัง

ผมถึงกับหูผึ่งเมื่อได้ยินว่าส้วมมีความสำคัญถึงขนาดเป็นจุดขายของบางสถานที่ จึงตั้งใจจะตามรอยไปพิสูจน์ด้วยตาตนเอง

 


------------- ๕. -------------

“ลูกค้าบางคนบอกกับเราว่า เวลาเขาขับรถมาจากภาคอีสานตอนบน จะต้องมาแวะที่ปั๊มน้ำมันของเราทุกครั้ง เพราะเป็นปั๊มใหญ่และมีห้องน้ำสะอาด”

อาทิตย์ จิระสุข ชายหนุ่มเจ้าของปั๊มน้ำมันอาทิตย์ไฮเวย์บอกกับผม

ปั๊มน้ำมันแห่งนี้ให้บริการน้ำมันของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ตั้งอยู่ริมถนนสายเลี่ยงเมือง (บายพาส) สายนครราชสีมา-ขอนแก่น โดยอยู่ห่างจากตัวจังหวัดนครราชสีมาประมาณ ๓.๕ กิโลเมตร

ในเดือนธันวาคม ๒๕๔๙ ปั๊มน้ำมันอาทิตย์ไฮเวย์จะมีอายุครบ ๒ ปี

ปั๊มน้ำมันมีพื้นที่กว้างขวางถึง ๑๐ ไร่โดยยังไม่นับรวมลานจอดรถขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ด้านหลัง จุดเติมน้ำมันตั้งอยู่ตรงกลางพื้นที่ มีตู้และหัวเติมน้ำมันมากเพียงพอ แต่นับเป็นพื้นที่ส่วนน้อยเมื่อเทียบกับลานโล่งรอบด้านซึ่งเรียงรายด้วยร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของที่ระลึกประเภทของกิน-ของฝาก ศาลาขายอาหาร ร้านกาแฟสด ห้องน้ำ ทั้งยังปลูกไม้ยืนต้นและไม้พุ่มแทรกแซมระหว่างอาคารต่าง ๆ บรรยากาศที่นี่จึงสวยงามและปลอดโปร่งเหมือนยกเอาสวนสาธารณะและศูนย์การค้าขนาดย่อมมาตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมัน

สิบโมงเช้าของวันนั้น ผมนั่งคุยกับคุณอาทิตย์และพี่สาวของเขา-คุณมณีพร ทราสุนทร อยู่ที่โต๊ะบนระเบียงร้านกาแฟ คุณมณีพรหรือคุณเก๋อธิบายว่า ปั๊มน้ำมันลักษณะนี้สร้างจากแนวความคิดใหม่ที่ ปตท. สนับสนุน นั่นคือเป็นปั๊มน้ำมันที่มีพื้นที่กว้างขวาง ประกอบด้วยร้านอาหาร ร้านค้า ร้านกาแฟ และห้องน้ำสะอาด เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้ามาใช้บริการ อย่างไรก็ตาม หัวข้อหลักที่ผมสนใจในช่วงนี้ยังคงเป็นเรื่องส้วมเหมือนเคย (แต่ขณะที่คุยกัน เราใช้คำเรียกโดยรวมว่าห้องน้ำ)

“ห้องน้ำของปั๊มน้ำมันอาทิตย์ไฮเวย์เข้าประกวดสุดยอดส้วมของไทยด้วยใช่ไหมครับ” ผมถาม

“ใช่ค่ะ ขณะนี้ (กลางเดือนตุลาคม ๒๕๔๙) ติดอันดับ ๑ ใน ๙ จากห้องน้ำของปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ กำลังจะคัดเลือกว่าใครจะได้เป็นที่หนึ่ง” คุณเก๋ตอบ

หลายคนอาจสงสัยว่า ห้องน้ำปั๊มน้ำมันที่กำลังลุ้นว่าจะเป็นที่หนึ่งของประเทศมีสภาพเช่นไร ? จากที่ผมได้เข้าไปสำรวจดูแล้วในห้องน้ำชาย ภายในนั้นยังมีสภาพใหม่ ปราศจากกลิ่นเหม็น พื้นและผนังแห้งสะอาด ด้านหนึ่งเป็นห้องส้วมซึ่งมีอยู่หลายห้อง ลองชะโงกหน้าเข้าไปดูก็เห็นโถชักโครกแบบนั่งยองสะอาดเอี่ยม มีสายน้ำฉีดชำระ ขณะที่เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้านอกห้องส้วม ก็มีการจัดเตรียมสบู่เหลวให้อย่างเรียบร้อย

โถปัสสาวะติดตั้งเรียงรายเป็นแถวอยู่ที่ผนังหลังห้องน้ำในมุมค่อนข้างมิดชิดไม่ประเจิดประเจ้อ แต่ละโถเป็นสีขาวแวววาว ดูสะอาดปราศจากคราบใด ๆ เกาะแม้แต่น้อยนิด ทั้งไม่อุดตันจนมีน้ำสกปรกขังอยู่เช่นห้องน้ำของปั๊มน้ำมันอื่นที่เคยเจอ

“ห้องน้ำชายของเราจะมีห้องส้วมแบบนั่งยอง ๑๐ ห้อง และมีโถปัสสาวะ ๑๖ โถ” คุณเก๋ให้รายละเอียด “ส่วนห้องน้ำหญิงแบ่งเป็นส้วมแบบนั่งยอง ๑๔ ห้อง และส้วมแบบนั่งราบอีก ๑๐ ห้อง นอกจากนั้นเรายังมีห้องน้ำคนพิการ และห้องน้ำสำหรับพระภิกษุอีก ๒ ห้อง เพื่อที่ท่านจะได้ไม่ต้องปะปนกับคนอื่น”

พร้อมเปิดเผยว่า งบประมาณค่าก่อสร้างและตกแต่งห้องน้ำแห่งนี้รวมเป็นเงินประมาณ ๔ ล้านบาท

ผมถามทั้งสองคนว่าทำไมถึงให้ความสำคัญกับห้องน้ำขนาดนี้ ?

คุณอาทิตย์เป็นผู้ตอบ “เพราะห้องน้ำถือว่าเป็นจุดสำคัญของปั๊มน้ำมัน ในมุมมองของผม คนเดินทางเขาต้องเลือกห้องน้ำสะอาด เวลาลูกค้ามาที่นี่ ส่วนมากเข้าห้องน้ำเป็นอันดับแรก เขาขับรถมาเหนื่อย ๆ ได้เข้าห้องน้ำสะอาด สภาพแวดล้อมของปั๊มก็ดี ได้เดินดูโน่นดูนี่ เขาก็สบายใจ ประทับใจ”

เรื่องความสะอาดนับเป็นหัวใจสำคัญของห้องน้ำ ทางปั๊มน้ำมันจึงจ้างพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำตลอด ๒๔ ชั่วโมง เท่าช่วงเวลาที่ปั๊มน้ำมันเปิดบริการ

“เราแบ่งพนักงานทำความสะอาดเป็น ๒ กะ ทำงานกะละ ๑๒ ชั่วโมง โดยกะหนึ่งมีพนักงาน ๔ คน ทำความสะอาดห้องน้ำชาย ๒ คน และห้องน้ำหญิงอีก ๒ คน แม้ต้องใช้พนักงานมากหน่อย แต่เราต้องรักษามาตรฐานความสะอาด”

คุณเก๋เสริมว่า “ที่พนักงานต้องทำความสะอาดตลอดเวลา เพราะห้องน้ำของเราเป็นแบบเปียก การดูแลทำความสะอาดต้องถี่มาก พอลูกค้าออกมาจากห้องน้ำ ก็แทบจะต้องเข้าไปเช็ดทันที”

ห้องน้ำแบบเปียก ก็คือส้วมที่มีสายฉีดชำระหรืออ่างน้ำตักราดและชำระ ส่วนห้องน้ำแบบแห้งนั้นมีแต่โถชักโครกและกระดาษชำระ ไม่มีสายฉีดหรืออ่างน้ำแต่อย่างใด พื้นห้องจึงแห้งตลอดเวลา ห้องน้ำแบบแห้งส่วนมากอยู่ในเขตตัวเมืองใหญ่หรือสถานที่หลายแห่งในกรุงเทพฯ

ทั้งสองคนบอกผมว่า ที่เลือกทำห้องน้ำแบบเปียก เพราะต้องการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตหรือความเคยชินในการเข้าส้วมของคนท้องถิ่น

“ตอนแรกพวกเราก็คุยกันว่า จะเอาห้องน้ำแบบเปียกหรือแบบแห้ง ห้องน้ำแบบแห้งทำความสะอาดง่ายกว่า เพราะมันไม่เลอะ แต่ทีนี้เราอยู่ทางอีสานใช่ไหมครับ คนอีสานจะไม่ชินกับห้องน้ำแบบแห้ง เวลาเขาเข้าห้องน้ำจะต้องใช้น้ำชำระ เราเลยตกลงทำห้องน้ำแบบเปียก เพราะฉะนั้นห้องน้ำจึงดูแลยากขึ้นอีกหน่อย เช่นบางครั้งลูกค้าใส่รองเท้าเลอะขี้ดิน เดินเข้ามาพื้นห้องน้ำก็สกปรก พนักงานของเราก็ไปทำความสะอาด แต่ไม่มีบ่น ไม่เป็นไร”

ผมถามว่าพฤติกรรมลูกค้าเข้ามาใช้ห้องน้ำสร้างปัญหาอย่างอื่นหรือไม่ ? ทั้งสองคนช่วยกันตอบ

คุณอาทิตย์ “มีเรื่องของในห้องน้ำหาย เช่น ขันตักน้ำ หรือต้นไม้ดอกไม้ที่เราใส่กระถางประดับเพื่อความสวยงาม เช่น ซื้อกล้วยไม้ ตะบองเพชร มาวางแค่ ๒ ชั่วโมง พอมาดู หายไปแล้ว บางครั้งเราติดกาวที่กระถางต้นไม้แปะกับพื้น คนยังแซะเอาไปได้ ที่เขี่ยบุหรี่และถังขยะสแตนเลสยังหายเลย อันใหญ่ ๆ เขายังยกไปทั้งอันเลย เราก็พยายามบอกพนักงานให้ดูแลหน่อย”

คุณเก๋ “บางทีตอนกลางคืนพนักงานเขาไปกินข้าว หรือเผลอทำอย่างอื่นบ้าง ของเลยหาย อย่างพวกหัวสายฉีดชำระ หรือสายฉีดชำระทั้งเส้น ก็มีคนเอาไป บางครั้งตะขอแขวนเสื้อผ้าในห้องส้วมก็หาย”

คุณอาทิตย์ “บางคนเข้าไปใช้ห้องส้วมคนพิการซึ่งเป็นโถชักโครกแบบนั่งราบ เขาไม่เคยใช้ เลยขึ้นไปนั่งยองเอาเท้าเหยียบบนฝารองนั่ง จนฝารองนั่งแตก ต้องคอยเปลี่ยนอยู่เรื่อย ๆ”

คุณเก๋ “หรือลูกค้าบางคนกดชักโครกแรงจนที่กดหลุด น้ำพุ่งก็มี แต่ทางเราก็ต้องทำใจ ถึงอย่างไรก็ต้องให้บริการลูกค้า”

ผมสงสัยว่าแต่ละวันมีผู้เข้าใช้ห้องน้ำกี่คน ?

“ปรกติแล้วประมาณหมื่นคนต่อวัน” คุณอาทิตย์บอก “เพราะผมเคยให้คนมายืนนับตลอด ๒๔ ชั่วโมงเป็นเวลา ๓ วัน เขาบอกว่าเฉลี่ยแล้วตกประมาณวันละหมื่นคน ตอนสาย ๆ อย่างนี้รถเข้ามายังไม่มากเท่าไร วันเสาร์อาทิตย์จะมากกว่านี้ ช่วงเย็นบางวัน รถบัสของบริษัทนำเที่ยวเข้ามาที ๑๐ คัน ๒๐ คัน เข้ามาจอดจนเต็มลานจอดรถด้านหลัง เขามาเติมน้ำมัน ปล่อยคนกินข้าว เข้าห้องน้ำ

“แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่หรือสงกรานต์ คนมากกว่านี้ประมาณ ๓-๔ เท่าได้ เข้ามาตลอด ๒๔ ชั่วโมงเลย คนต้องยืนต่อแถวเข้าห้องน้ำ บางครั้งเป็นอย่างนี้ ๓-๔ วันติดกัน พนักงานทำความสะอาดห้องน้ำต้องทำงานหนัก และเหนื่อยมาก เมื่อถึงช่วงเทศกาลเราจึงต้องจ้างพนักงานทำความสะอาดมาเสริม และเพิ่มค่าแรงให้เป็นพิเศษ”

คุณอาทิตย์ยังกล่าวเสริมว่า “ตอนนี้ปั๊มน้ำมันอาทิตย์ไฮเวย์เป็นที่รู้จักดีในหมู่รถบัสรถทัวร์ส่วนใหญ่ ว่าจะต้องมาแวะจอดพักรถที่นี่ เพราะตรงนี้เป็นเส้นทางผ่านของรถจากอีสานตอนบนทั้งหมด เราเคยคุยกับคนขับรถบัสที่มาจากขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย หรือจังหวัดอื่น ๆ เขาบอกว่าจะขับรถรวดเดียวมาจอดพักที่นี่ แล้วเขาจะตียาวเข้าไปส่งผู้โดยสารเข้ากรุงเทพฯ เลยทีเดียว”

แม้ปั๊มน้ำมันอาทิตย์ไฮเวย์ตั้งอยู่บนทำเลที่ดีก็จริง ทว่าบนถนนเส้นเดียวกันในบริเวณใกล้เคียงยังมีปั๊มน้ำมันแห่งอื่นตั้งเรียงรายเป็นระยะ เหตุที่ปั๊มน้ำมันแห่งนี้กลายเป็นจุดแวะพัก-จุดนัดพบของรถยนต์ส่วนใหญ่ที่ผ่านมา กล่าวได้ว่าเป็นเพราะบรรยากาศและความสะดวกสบายจากบริการนานาประเภทพร้อมสรรพ

ซึ่งย่อมนับรวมถึงห้องน้ำหรือส้วมที่สะอาดได้มาตรฐาน อันถือเป็นจุดขายสำคัญของปั๊มน้ำมันอาทิตย์ไฮเวย์อย่างไม่ต้องสงสัย

 


------------- ๖. -------------

นอกจากปั๊มน้ำมันอาทิตย์ไฮเวย์แล้ว ในจังหวัดนครราชสีมายังมีส้วมของสถานที่อีกแห่งหนึ่งซึ่งอาจนับเป็น “จุดขาย” ได้เช่นเดียวกัน

“ตะลึง ! ส้วมทองคำ วัดเมืองโคราช เจ้าของไอเดียเป็นเจ้าอาวาส อดีตพระเลขาฯ ‘หลวงพ่อคูณ’ สร้างมาตั้งแต่ปี ๔๕ ไว้สำหรับต้อนรับพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนแขกบุคคลสำคัญ เป็นส้วมแบบคอห่านนั่งยอง ๆ มีด้วยกัน ๖ ห้อง อยู่ในกุฏิวีไอพี เวลาเปิดไฟจะเหลืองอร่ามไปทั้งห้อง แต่ชาวบ้านเห็นแล้วไม่กล้าใช้เพราะดูอลังการเกินไป เจ้าอาวาสระบุไม่ได้สร้างไว้โชว์ใคร คิดว่าน่าจะสวยดีเลยลองสร้างดู ตอนนี้เริ่มมีคนมาเที่ยวชมแล้ว”

(ที่มา : หนังสือพิมพ์ ข่าวสด ๑๙ ม.ค. ๔๙)

เมื่อต้นปี ๒๕๔๙ เรื่องราวของ “ส้วมทองคำ” กลายเป็นข่าวดังเผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร รวมทั้งออกอากาศทางรายการโทรทัศน์หลายช่อง ผู้ติดตามข่าวสารหลายคนสนใจถึงขนาดเดินทางไปดูให้เห็นกับตาถึงสถานที่จริง นั่นคือ วัดหนองบัวทุ่ง อ. คง จ. นครราชสีมา

กลางเดือนตุลาคม ๒๕๔๙ ผมและทีมงาน สารคดี ก็เดินทางมุ่งหน้าสู่วัดหนองบัวทุ่ง ซ้ำรอยคนหลายกลุ่มหลายคณะผู้มาก่อนด้วยแรงดึงดูดจากส้วมทองคำ

ใครจะคาดคิดว่ามีคนสร้างส้วมเป็นทองคำ เมื่อโลหะสูงค่าอย่างทองคำต้องมารองรับอุจจาระซึ่งเป็นของเสียและของเหม็นจากร่างกาย อาจเพราะความขัดแย้งขั้นรุนแรงเช่นนี้เองที่กระตุ้นความสนใจของใครต่อใคร และนักข่าวคงเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่มีความรู้สึกไวต่อเรื่องราวทำนองนี้

วัดหนองบัวทุ่งที่พวกเราไปถึงมีพื้นที่กว้างขวาง อาคารขนาดใหญ่หลายหลังปลูกกระจัดกระจาย ทว่าบรรยากาศค่อนข้างเงียบ ผมนึกแปลกใจตรงที่ไม่มีป้ายใด ๆ บอกทางไปส้วมทองคำเลย มีเพียงป้ายที่เขียนว่า ทางไปชมโบสถ์เบญจรงค์ เชิญนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ทางไปชมกุฏิเสาใหญ่ ฯลฯ

ผมได้พบกับพระภิกษุรูปหนึ่ง ท่านบอกว่าวัดแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ ๘๐ ไร่ แต่มีพระภิกษุเพียง ๗ รูปเท่านั้น

ผมสอบถามท่านเรื่องส้วมทองคำ ท่านตอบว่า

“ต้องไปคุยกับพระครูปลัดนุช (หลวงตานุช) เพราะท่านเป็นผู้คิดสร้างส้วมทองคำ คือหลวงตาท่านก็ไม่ได้ห้ามคนอื่นพูดเรื่องส้วมทองคำหรอก แต่ถ้าท่านพูดรูปเดียว การให้ข้อมูลก็น่าจะไปแนวทางเดียวกัน”

พระครูปลัดนุชเคยเป็นเลขานุการของหลวงพ่อคูณ ทว่าไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองบัวทุ่ง ท่านเป็นพระอาวุโสของวัดที่ทุกคนให้ความเกรงใจ ปัจจุบันไปช่วยให้คำปรึกษาอยู่ที่มูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังษี กำลังสร้างมหาวิหารซึ่งประดิษฐานหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีพระเอกภาพยนตร์ไทย สรพงษ์ ชาตรี เป็นประธานมูลนิธิ

ในที่สุดพระรูปที่ผมคุยด้วยก็ยอมพูดเรื่องส้วมทองคำ แต่ท่านขอไม่เปิดเผยตัว

“คือบางทีข่าวเรื่องนี้ออกไป แล้วก็มีคนวิจารณ์กัน บางคนเป็นนักวิชาการ อาตมาเคยอ่านเจอ เขาว่าไม่น่าเอาทองมาทำอย่างนี้ ไม่เหมาะสม บางทีกลายเป็นภาพลบของทางวัด ก็เลยไม่อยากจะให้ข่าวอะไร

“อาตมาไม่อยากจะพูดอะไร แล้วแต่คนเขาจะพูดกันไป พูดไปทางที่ดีมันก็ดี พูดไปทางไม่ดีมันก็ดีอย่างหนึ่ง คือคนก็อยากมาดูนั่นแหละ

“มีคนมาเที่ยวชมส้วมทองคำอยู่เรื่อย ๆ หรือครับ ?” ผมถาม

“จ้ะ เขามาทุกวัน แล้วแต่ว่าจะมากหรือน้อย ก็คนแถว ๆ นี้บ้าง หรือคนทางไกล บางทีเขามาเป็นกรุ๊ปทัวร์ อาจจะไปดูปราสาทหินพิมายมาก่อน เผอิญตรงนี้เป็นทางผ่าน เขาก็แวะเข้ามาบ้าง”

หลวงพ่อเน้นว่า “จริง ๆ แล้วส้วมทองคำไม่ใช่จุดขายของวัด หลวงตาท่านไม่ได้เน้นตรงนี้ แต่คนกลับฮือฮาเรื่องนี้ มันอาจดูแปลกก็ได้ ทั้งที่วัดเรามีพระบรมสารีริกธาตุซึ่งได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระสังฆราช แล้วเรากำลังสร้างโบสถ์เบญจรงค์ทั้งหลัง มีพระหยกที่นำมาจากพม่า เป็นหยกขาว หนักประมาณ ๕ ตัน และหยกเขียว หนักประมาณ ๓ ตัน ปรากฏว่าคนรู้จักวัดนี้จากส้วมมากกว่าส่วนอื่น ส่วนมากโยมที่มาก็ถามหาก่อนว่าส้วมทองคำอยู่ตรงไหน

“ความจริงทางวัดสร้างส้วมทองคำมาประมาณ ๕ ปีแล้ว แต่ไม่เคยเป็นข่าวหรอก ปีก่อนตอนวัดเรามีงาน แล้วมีพระชั้นผู้ใหญ่จากกรุงเทพฯ มาร่วมงาน นักข่าวมาด้วย แล้วคงไปเห็นส้วมทองคำเข้า เขาก็เลยจับไปเล่น ตรงนี้มันคงเป็นข่าวได้

“เท่าที่อาตมาเคยเห็น ส้วมทองคำได้ออกโทรทัศน์รายการ ‘แปลกจริงหนอ’ แต่ช่องอะไรจำไม่ได้ ช่วงแรก ๆ มีพวกรายการทีวีติดต่อมาบ้าง แต่หลวงตาไม่ยอมไปไหน”

หลวงพ่อยังเสริมว่า “พระครูปลัดนุชท่านเป็นพระที่ทำอะไรทำจริง ญาติโยมเห็นว่าทำจริงจังเลยมีคนเข้ามาช่วยอยู่เรื่อย ๆ จนวัดมีความเจริญ จริง ๆ แล้ววัดบ้านนอกพัฒนามาได้ขนาดนี้ก็ถือว่าดีแล้ว”

ผมตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะไปขอพบพระครูปลัดนุช แต่วันนี้ขอไปดูส้วมทองคำก่อน

หลวงพ่อบอกให้พระลูกวัดรูปหนึ่งเดินนำพวกเราไป ทางเดินตัดผ่านสวนไม้สักร่มรื่นไปยังกุฏิเสาใหญ่ เป็นอาคาร ๒ ชั้น ปลูกสร้างด้วยไม้ขนาดใหญ่ ส้วมทองคำทั้ง ๖ ห้องอยู่ที่อาคารนี้ โดยชั้นล่างมี ๒ ห้อง ส่วนชั้นบน ๔ ห้อง

หลวงพี่นำผมและช่างภาพขึ้นบันไดไปชั้น ๒ ของกุฏิโอ่โถง ผ่านเข้าประตูห้องพักที่กั้นเป็นสัดส่วน ส้วมทองคำห้องหนึ่งอยู่ภายในนี้เอง

ห้องส้วมไม่กว้างเท่าไรนัก ขนาดประมาณ ๒ คูณ ๒ เมตร เมื่อหลวงพี่เปิดประตูเข้าไป สิ่งแรกที่สะดุดตาก็คือ ส้วมคอห่านแบบนั่งยอง ฐานสูงจากพื้นประมาณ ๒๐ เซนติเมตร โดดเด่นด้วยสีทองอร่าม สุกปลั่งวาววับเมื่อสะท้อนแสงไฟจากเพดาน พื้นห้องปูกระเบื้องสีเงินคล้ายเคลือบด้วยโลหะ ยิ่งทำให้ทั้งห้องเป็นประกายเรืองรองจับตา

ขณะช่างภาพกำลังขะมักเขม้นถ่ายภาพส้วมทองคำ ผมลงมาข้างล่างเพื่อพบกับตาบุญ เชดนอก ผู้เฒ่าวัย ๗๒ ปี แกเป็นคนดูแลประจำกุฏิเสาใหญ่ นอนเฝ้าที่นี่ทุกคืน และเป็นคนทำความสะอาดส้วมทองคำด้วย

ชายชรายินดีเล่าเรื่องราวหลายแง่มุมของส้วมทองคำให้ผมฟัง

“เวลาทำความสะอาดส้วมทองคำ ผมใช้ฟองน้ำชุบน้ำยาล้างห้องน้ำถูคอห่าน ใช้แปรงขัดส้วมไม่ได้ เดี๋ยวทองจะลอก” ตาบุญเผย

ผมเคยอ่านข่าวว่าโถส้วมนั้นเป็นเซรามิก เคลือบด้วยทองเค

“สมัยก่อน กุฏิเสาใหญ่หลังนี้เป็นที่พักรับรองของพระชั้นผู้ใหญ่และพวกข้าราชการคนใหญ่คนโต” ตาบุญเล่าต่อ “ตั้งแต่ผมมานอนเฝ้าที่นี่ได้ ๒ ปีมาแล้ว ยังไม่มีคนเข้าพักเลย”

ผมถามตาบุญว่ามีคนมาเที่ยวดูส้วมทองคำบ่อยไหม ?

ตาบุญบอก “ตอนต้นปีที่ส้วมทองคำดังใหม่ ๆ สัก ๔-๕ เดือนมานี่ คนมาหลาย บางวัน ๓๐-๔๐ คน พวกฝรั่งกับญี่ปุ่นก็มาเบิ่ง มีล่ามนำมา เดี๋ยวนี้คนมาดูน้อยลงแล้ว วันหยุดอาจสัก ๙-๑๐ คน วันธรรมดาก็มีมาเรื่อย ๆ เขาบอกเห็นจากโทรทัศน์ เลยพากันมา”

“แล้วคนที่มาดูเขาเข้าไปฉี่ไปอึบ้างไหมครับ ?” ผมสงสัยจริง ๆ ว่าจะมีคนกล้าถ่ายทุกข์ใส่ส้วมสีทองอร่ามแบบนี้หรือเปล่า

“บางทีมีคนมาดูเป็นกลุ่มใหญ่ เกือบ ๒๐ คน เขาเข้าไปดูทุกห้อง พอไปกันหมดแล้ว ผมเข้าไปในห้องส้วมก็ได้กลิ่นเหม็นจนทนไม่ไหว ต้องใช้น้ำยาดับกลิ่น คิดว่าเขาคงใช้กันบ้างเหมือนกัน”

“แล้วตาบุญอยู่ที่นี่มานาน เคยใช้ส้วมทองคำบ้างหรือเปล่าครับ ?”

“ผมไม่กล้าใช้ เพราะเห็นบางคนเขามาแล้วเคารพจริง ๆ” ตาบุญเล่าพร้อมขยายความ “เขาไหว้สิครับ พวกคนอีสานที่อายุมาก ๆ เขามาเห็นส้วมทองคำ เขากราบครับ เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ยังมี คนแก่อายุ ๖๐-๗๐ มาถึงก็มาไหว้ นั่งไหว้แบบศรัทธาเลยละ ผมเห็นแล้วอ่อนใจ บางคนรู้ว่าผมนอนที่นี่ก็ถามว่าเคยได้เลข (หวย) ได้อะไรไหม”

ตาบุญว่าต่อ “แต่คนกรุงเทพฯ ที่มาดู เขาไม่ค่อยยินดีดอก เขาว่าทำทำไม ทำเพื่อประโยชน์อะไร ผมไม่รู้จะตอบยังไง ยิ่งเจ๊กมาถึงก็ว่า เอาของอย่างนี้ (ทองคำ) มาทำส้วมไม่ถูก คนจีนเขาไม่ให้ทำกัน เพราะทองคำไม่ใช่ของธรรมดา จะอยู่ไม่สบาย อยู่ไม่มีความสุข เขาว่างั้น คนผัวมาพูดกับผม แต่เมียมาห้ามเอาไว้”

“แล้วนักข่าว (แบบพวกเรา) มาบ่อยไหมครับ ?” ผมถาม

“ตอนช่วงนั้น (ต้นปี) มาบ่อย แต่หลวงตานุชแกไม่ค่อยอยากให้สัมภาษณ์ มีวันหนึ่งเหลือผมอยู่คนเดียว พวกนักข่าวทีวีมากัน ผมไม่ให้ถ่ายเนาะ มันบอก-ตา ผมขอถ่ายรูปโถส้วม คนหนึ่งกันผมเอาไว้ ไม่ให้ไปไหนเลย ที่เหลือขึ้นไปเปิดไฟ ถ่ายรูปเสร็จเรียบร้อย พอลงมาก็แบกกล้องถ่ายรอบกุฏิไม่รู้กี่รอบ ตกค่ำมีข่าวออกทีวี พวกลูกหลานผมมันเห็น นี่มันตาฉันนี่นา ! ว่าอย่างงั้น”

ก่อนจากกันวันนั้น ตาบุญเล่าประวัติตัวแกและวัดหนองบัวทุ่งให้ผมฟังว่า

“ผมเกิดที่หมู่บ้านหนองบัวทุ่งนี่แหละ วัดนี้ตั้งมาตั้งแต่ก่อนผมเกิดสองสามปี สมัยก่อนเป็นวัดเล็ก ๆ เพิ่งเจริญตอนปี ๓๖ ขึ้นทุกอย่าง ขึ้นโบสถ์ ศาลา กุฏิ ศาลาอเนกประสงค์หลังใหม่ หลวงตานุชเป็นคนดูแลจัดการทุกอย่าง”

กระทั่งวันรุ่งขึ้น ผมจึงได้เข้านมัสการพระครูปลัดนุช รัตนวิชไชโย ผู้อยู่เบื้องหลังความเจริญของวัดหนองบัวทุ่ง แต่พวกเราต้องเดินทางไปพบท่านที่มูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังษี ตั้งอยู่ที่อำเภอสีคิ้ว จ. นครราชสีมา เช่นเดียวกัน

มหาวิหารหลวงปู่โตสูงตระหง่านโดดเด่นมองเห็นแต่ไกล แม้ขณะนี้ยังตกแต่งไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่เปิดให้คนเข้าไปกราบไหว้แล้ว ภายในประดิษฐานรูปหลวงปู่โตองค์ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ขนาดมหึมาสีดำลักษณะคล้ายคนจริง ตัวมหาวิหารนั้นตั้งอยู่บนเกาะที่แวดล้อมด้วยบึงน้ำและลอนเนินปกคลุมด้วยดงดอกทานตะวันที่กำลังออกดอกสีเหลืองงามสะพรั่ง

ผมสืบเสาะไปจนถึงกุฏิหลังน้อยที่ตั้งอยู่ในมุมสงบ พระครูปลัดนุชหรือหลวงตานุชไม่ได้มีท่าทีน่าเกรงขามเช่นที่ผมคิด กลับเป็นพระภิกษุสูงวัยผู้ใจดีมีเมตตา ยิ้มแย้มแจ่มใสและเป็นกันเองกับพวกเรา

ผมจึงเรียนถามท่านถึงที่มาของส้วมทองคำ

“ส้วมทองคำสร้างเมื่อประมาณปี ๔๕“ หลวงตานุชกล่าว “ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าอยากจะลองทำดู ลูกศิษย์เป็นธุระไปให้โรงงานเขาทำให้ ใช้ทองเคเคลือบโถเซรามิก จะสักกี่เคก็ไม่รู้เหมือนกัน พอทำแล้วเขาไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน เขาก็เลยมาตั้งไว้ที่นี่ (กุฏิเสาใหญ่)”

หลวงตานุชย้ำว่า “อาตมาอยากลองทำดูเฉย ๆ ไม่ใช่จะทำมาอวด มาโชว์ เพราะสิ่งที่ควรจะโชว์ควรเป็นอุโบสถ วิหาร เพราะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป หรือสิ่งที่สานประโยชน์ สิ่งที่ดี ๆ สวยงาม แต่ก่อนคนไม่ค่อยรู้หรอก ตอนหลังมีนักข่าวมาทำข่าว ก็เลยทำให้เป็นที่รู้จัก เราไม่ได้จะโชว์อยู่แล้ว”

“บางคนบอกว่า ในวัดไม่น่าจะมีส้วมทองคำ หลวงตามีความเห็นอย่างไรครับ ?”

“ไม่มีความเห็นอะไร ก็ปรกติธรรมดา ไม่ได้คิดอะไร ก็เราไม่ได้ตั้งใจจะอวดใคร ไม่ได้ตั้งใจจะไปโปรโมตให้มันดีมันเด่นอะไรขึ้นมา เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่นักข่าวเอาไปลง ก็ห้ามเขาไม่ได้”

“ทางวัดก็ไม่ได้ติดป้ายบอกให้คนไปดูส้วมด้วยซ้ำไป” ผมตั้งข้อสังเกต

“อาตมาไม่พูดเรื่องนี้ด้วยซ้ำ เขามาถามเรื่องส้วม ใครจะถามยังไง เราก็จะหันไปคุยเรื่องอุโบสถอย่างเดียวแหละ เพราะส้วมไม่ใช่ของที่จะมาโชว์ได้ อันนี้ก็เลยคิดว่า จะยากอะไร ทุบทิ้งเสียเลย” ท่านหัวเราะ แล้วกล่าวต่อว่า

“เรื่องทุกอย่างในโลกนี้ ถ้าเป็นข่าว จะมีทั้งดีและเสียตามมา อย่างสร้างมหาวิหารหลวงปู่โตนี้ก็เหมือนกัน ก็มีคนว่า ทำไมสร้างใหญ่แท้ ทำไมสร้างอะไรมากมาย ก็มีคนวิเคราะห์วิจารณ์ ตอนแรกเขาจะสร้างเล็ก อาตมาบอกให้สร้างใหญ่ ถ้าสร้างเล็ก ๆ คนมากราบไหว้ไม่มากมายดอก ถ้าสร้างใหญ่ คนมากราบไหว้มากมาย ต้องสร้างแบบมีแนวคิดถึงจะได้ดี

“คนเราถ้ามีแนวคิด จึงจะดีที่สุด อย่างครูบาศรีวิชัยท่านสร้างพระธาตุดอยสุเทพ ก็เป็นแนวคิดท่าน เดี๋ยวนี้เงินเข้าจังหวัดเชียงใหม่ทั้งทางตรงทางอ้อมปีละหลายพันหลายหมื่นล้าน หรือคนมีบุญเขาสร้างหลวงพ่อโสธรไว้ ก็เป็นแนวคิดของคนโบราณ อย่างต่างประเทศก็เหมือนกัน เช่นที่หอไอเฟลหรือกำแพงเมืองจีน มีคนไปท่องเที่ยวเต็มไปหมด ก็แนวคิดคนโบราณเขาสร้างไว้ เดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นมรดกของชาตินั้น ๆ”

หลวงตานุชสรุปว่า “เพราะฉะนั้นแนวคิดนี่สำคัญที่สุด คนไหนเก่งเรื่องแนวคิด คนนั้นทันสมัยที่สุด คนไหนเก่งเรื่องวิชาการ ก็ตามหลังทั้งปีทั้งชาติ”

ตลอดเวลาเกือบ ๑ ชั่วโมงที่ได้พบท่าน หลวงตานุชไม่ค่อยเอ่ยถึงเรื่องส้วมทองคำจริง ๆ เช่นที่ท่านเปรยแต่แรก แต่ท่านจะเทศนาสั่งสอนเรา เน้นหนักเรื่องแนวคิดและปรัชญาต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่

“เรื่องทุกอย่างจะทำอะไรให้ถูกใจคนทั้งหมดก็ไม่ได้ จะพูดทุกอย่างให้ถูกหมดทุกเรื่องก็ไม่ได้ จะพูดทุกอย่างให้มันดีหมดก็ไม่ได้ เหมือนกับช่างภาพจะถ่ายภาพทุกอย่างให้สวยหมดก็ไม่ได้ (ช่างภาพสารคดีกำลังถ่ายภาพท่านอยู่) หรือจะเขียนหนังสือให้มันดีทุกคำก็ไม่ได้เหมือนกัน แล้วการเขียนหนังสือนี่ ส่วนมากคนเขียนจะตบแต่งกันน่ะนะ ตบแต่งให้มันดี ทุกอย่างเป็นอย่างนั้น เป็นของธรรมดา”

ก่อนเรากราบลาท่าน พระครูปลัดนุชยังย้ำกับผมว่า ขอให้เขียนแต่เรื่องดี ๆ ท่านอยากชวนคนมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่นพระบรมสารีริกธาตุของวัดหนองบัวทุ่ง และชมโบสถ์วิหารมากกว่าไปดูส้วม

 


------------- ๗. -------------

เมื่อกลับจากจังหวัดนครราชสีมา กิจกรรมหลักของผมในกรุงเทพฯ ยังคงวนเวียนเกี่ยวกับส้วม เพราะดูเหมือนยังมีหัวข้อให้ค้นหาไม่จบสิ้น

ผมอยากรู้ว่าเครื่องสุขภัณฑ์ในปัจจุบันพัฒนาไปถึงขั้นไหน ตลอดจนมีหลากหลายรูปแบบเพียงใด จึงติดต่อขอข้อมูลไปที่บริษัทบุญถาวรเซรามิค จำกัด เพราะรู้ว่าบริษัทแห่งนี้เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องสุขภัณฑ์หลากหลายยี่ห้อ ทั้งมีโชว์รูมหรือศูนย์แสดงสินค้าขนาดใหญ่หลายสาขา

ทางบุญถาวรนัดผมไปพบที่โชว์รูมแสดงสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์และครัว สาขารัชดาภิเษก ซึ่งอยู่ใจกลางเมือง โดยจัดให้มีเจ้าหน้าที่แนะนำข้อมูลเบื้องต้น พร้อมทั้งชักชวนให้ดูสินค้าที่วางโชว์อย่างเป็นระเบียบสวยงาม

“บริษัทของเราเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องสุขภัณฑ์ ทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งนี้ สินค้าที่นำเข้ามาจัดจำหน่ายทั้งหมดจะได้รับการคัดสรรทั้งในด้านคุณภาพและด้านบริการหลังการขายจากผู้ผลิต ให้อยู่ในมาตรฐานตามนโยบายที่บริษัทกำหนดไว้

“สำหรับการจัดวางสินค้า เราเน้นที่ความสวยงามและลูกค้าสามารถเลือกสรรได้ง่าย เราไม่ได้ตั้งชักโครกเรียงเป็นแนวทีละสิบยี่สิบรุ่น แต่เราจัดเป็นตัวอย่างห้องน้ำ ห้องครัว ให้เหมือนจริง เมื่อลูกค้ามาเห็นก็จะเกิดไอเดียในการตกแต่ง รวมทั้งเรายังมีดีไซเนอร์ที่สามารถให้คำปรึกษาในการออกแบบให้แก่ลูกค้าด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Virtual Decor ซึ่งเป็นโปรแกรมออกแบบห้องน้ำ ๓ มิติ ทำให้ลูกค้าสามารถเห็นภาพตำแหน่งการจัดวางเครื่องสุขภัณฑ์ก่อนที่จะนำไปประยุกต์กับตำแหน่งจริงของห้องน้ำ และที่สำคัญเรามีการสำรองสินค้าไว้จำนวนมาก ลูกค้าจึงมั่นใจว่าเมื่อเดินเข้ามาที่บุญถาวร ตัดสินใจซื้อแล้วจะได้รับสินค้าที่มีในคลังสินค้าทันที เพราะเห็นถึงความสำคัญในส่วนนี้ เราจึงเตรียมความพร้อมของสินค้าด้วยการมีสต็อกพร้อมขาย โดยมีบุญถาวร โลจิสติกส์ เซ็นเตอร์ เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการสินค้าและกระจายสินค้าสู่โชว์รูมบุญถาวรสาขาต่าง ๆ และที่จริงแล้ว เมื่อมาถึงโชว์รูม ลูกค้าก็สามารถหาข้อมูลเบื้องต้นและเช็กจำนวนสินค้าในสต็อกได้เองด้วยโปรแกรม e-library ที่เราติดตั้งไว้ตามจุดต่าง ๆ ภายในโชว์รูมด้วย”

อาคารโชว์รูมเป็นตึก ๓ ชั้นขนาดใหญ่ ภายในกว้างขวางด้วยเนื้อที่กว่า ๓,๐๐๐ ตารางเมตร ติดแอร์เย็นฉ่ำและเปิดเพลงคลอเบา ๆ บรรยากาศจึงคล้ายศูนย์การค้าชั้นดี ผิดกันแต่ว่าสถานที่แห่งนี้วางขายเฉพาะเครื่องสุขภัณฑ์และสินค้าห้องครัว จนเราอาจเรียกว่าเป็นศูนย์การค้าเฉพาะทาง

ผมใช้เวลาเดินชมภายในโชว์รูมด้วยความรู้สึกละลานตาไปหมด ทั่วทั้ง ๓ ชั้นจัดแสดงสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ที่อาจเรียกได้ว่าจำนวนมหาศาล ทั้งกระเบื้องปูพื้น-ผนัง โถส้วมชักโครก ฝารองนั่งชักโครก โถปัสสาวะชาย โถปัสสาวะหญิง (บิเด้) สายฉีดชำระ ที่ใส่กระดาษชำระ อ่างล้างหน้า ก๊อกน้ำ กระจกส่องหน้า อ่างอาบน้ำ ตู้อาบน้ำ หัวฝักบัวพร้อมสาย ชั้นวางสบู่-แชมพู ที่วางแก้วน้ำ ราวแขวนผ้า ห่วงแขวนผ้าเช็ดมือ เครื่องทำน้ำอุ่น ฯลฯ

เครื่องสุขภัณฑ์แต่ละประเภทมาจากหลากยี่ห้อ จึงมีให้เลือกไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น แตกต่างกันทั้งด้านการออกแบบ รูปทรง สีสัน และการใช้งาน ส่วนราคามีตั้งแต่ระดับต่ำ กลาง จนถึงแพงสุดกู่ในสายตาคนเดินดินกินข้าวแกง

ผมหมดปัญญาจะจดจำรายละเอียดเครื่องสุขภัณฑ์แต่ละประเภทได้ครบถ้วน ชั่วขณะที่ต้องนั่งพักเพื่อพยายามลำดับความคิดว่าจะบรรยายสถานที่นี้อย่างไร กลับนึกถึงภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นภาพชายในยุคโบราณผู้หนึ่งกำลังนั่งยอง ๆ ถ่ายทุกข์หนักกลางป่า แวดล้อมด้วยต้นไม้นานาพันธุ์

ผมลองจินตนาการว่าหากชายผู้นั้นเกิดหลุดออกมาจากภาพจิตรกรรมฝาผนัง และสามารถเดินทางทะลุมิติเวลามายังที่นี่และเดี๋ยวนี้ เขาอาจจะต้องงงเป็นไก่ตาแตก สุดจะทำความเข้าใจได้ว่า เหตุใดการอาบน้ำ-เข้าส้วม-ถ่ายทุกข์หนักและเบาของคนสมัยใหม่ จึงเต็มไปด้วยขั้นตอนและอุปกรณ์ประกอบมากมายยิบย่อยขนาดนี้

กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง เพราะผมต้องไปพบกับพนักงานขายเครื่องสุขภัณฑ์คอตโต้ประจำโชว์รูมแห่งนี้ เธอชื่อคุณฤทัยรัตน์ ขวัญสุด หรือคุณติ๊ก

ผมถามคุณติ๊กว่า สุขภัณฑ์ในปัจจุบันพัฒนาไปถึงไหนแล้ว ทั้งด้านการออกแบบและเทคโนโลยีการใช้งาน

คุณติ๊กกล่าวถึงเรื่องเทคโนโลยีก่อน “อย่างโถชักโครกสมัยก่อนต้องใช้น้ำเยอะ ตั้งแต่ ๙-๑๒ ลิตร แต่รุ่นปัจจุบันประหยัดน้ำมากขึ้น เพราะใช้น้ำประมาณ ๖ ลิตรก็ชำระได้หมด มาตรฐานเดียวกันทุกยี่ห้อ ขึ้นอยู่กับแต่ละยี่ห้อจะออกแบบว่าใช้น้ำในการกดเพื่อถ่ายเบากี่ลิตร ส่วนเรื่องฝารองนั่ง สมัยก่อนเราจะเห็นอยู่แบบเดียว แต่เดี๋ยวนี้เรา (คอตโต้) จะวิวัฒนาการเป็นฝาแบบซอฟต์โคลส (soft close) มีระบบกันกระแทกโดยใช้ข้อต่อชะลอ มันจะค่อย ๆ ปิด แล้วก็มีฝารองนั่งรุ่นดูอัล สมายล์ (Dual Smile) คือจะมีฝารองนั่งของผู้ใหญ่และเด็กอยู่ในฝาเดียวกัน

“แล้วเรายังมีฝารองนั่งรุ่นพิเศษที่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสและแบคทีเรียมาเกาะ โดยใช้กรรมวิธีเคลือบประจุอิออนที่ผิว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล่าสุดจากประเทศสวีเดน ราคาก็จะแพงกว่าฝารองนั่งทั่วไปประมาณ ๑ เท่าตัว อย่างฝารองนั่งทั่วไปราคา ๑,๐๐๐ กว่าบาท ตัวนี้ตกอยู่ที่ ๒,๐๐๐ กว่าบาท แต่ก็คุ้มนะ เพราะมีอายุการใช้งานนานกว่า สามารถป้องกันรอยขีดข่วนได้ ป้องกันเชื้อโรคได้ และนั่งสบายด้วย” คุณติ๊กอธิบายคล่องแคล่วราวกำลังนำเสนอต่อลูกค้า

ส่วนเรื่องความหลากหลาย คุณติ๊กยกตัวอย่างให้ฟังว่า “เฉพาะอ่างล้างหน้าอย่างเดียว ของคอตโต้มีประมาณ ๕๐ รุ่น ถ้ารวมอ่างล้างหน้ายี่ห้ออื่นที่วางขายที่นี่ด้วย คงประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ รุ่น ส่วนโถชักโครกของคอตโต้มีอยู่ ๑๐๐ กว่ารุ่น ถ้ารวมของยี่ห้ออื่นด้วยก็ประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ รุ่นเช่นกัน”

แล้วผมก็ถามคำถามสำคัญที่เตรียมมา “ความหลากหลายของเครื่องสุขภัณฑ์สะท้อนความต้องการของคนในยุคปัจจุบันอย่างไรครับ ?”

คุณติ๊กตอบว่า “เราจะเห็นเลยว่าความต้องการของคนปัจจุบันมีความแตกต่างกันมาก ในสมัยก่อน คนทั้งบ้านไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ วัยรุ่น ก็จะใช้โถส้วมตัวเดียวกันหมด แต่เดี๋ยวนี้เด็กจะมีจินตนาการ อยากได้โถส้วมน่ารัก ๆ แบบที่เขาชอบ เมื่อเด็กต้องการเราก็สนองให้ เป็นโถชักโครกรุ่นกุ๊กไก่ (Googai Series) มีขนาดเล็กสำหรับเด็กใช้ ถังเก็บน้ำออกแบบคล้ายรูปเปลือกไข่ จะช่วยดึงดูดเด็ก ๆ ให้อยากใช้งาน เหมือนกับที่มียาสีฟันสำหรับเด็ก คือจะช่วยในเรื่องสุขภาพอนามัยได้เยอะ ใช้สำหรับเด็กอายุ ๓ ถึง ๑๒ ขวบ สำหรับรุ่นนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนอนุบาล ผู้ปกครองทั่วไปก็ซื้อไปเยอะ นอกจากนั้นเรายังมีสุขภัณฑ์สำหรับเด็กวัยรุ่น โถส้วมทั่วไปสูงแค่ ๓๘ เซนติเมตร แต่ของวัยรุ่นจะสูง ๔๒ เซนติเมตร เพราะวัยรุ่นสมัยนี้โตเร็ว ถ้านั่งแบบเก่านาน ๆ จะเมื่อย ดีไซน์จะเก๋ไก๋หน่อย ชื่อรุ่นเฮอร์คิวลิส ต้องตั้งชื่อให้ปรู๊ดปร๊าดหน่อย การชำระล้างก็สุดยอด ครั้งเดียวเกลี้ยง”

ความสงสัยของผมคงคล้ายคนส่วนใหญ่ คืออยากรู้ว่าโถส้วมระดับสุดยอดจะมีราคาสูงเพียงใด แล้วมันจะมีความสามารถหรือการใช้งานที่เลอเลิศขนาดไหน ?

เจ้าหน้าที่อีกท่านหนึ่งให้คำตอบว่า “ตอนนี้โถสุขภัณฑ์ที่แพงที่สุดเป็นของยี่ห้อโคห์เลอร์ (Kohler) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ราคา ๑๙๐,๐๐๐ บาท ไม่มีระบบอัตโนมัติมากมาย แต่เน้นการออกแบบที่เรียบหรู คือจะไม่มีปุ่มกดเลย แต่เป็นระบบเซ็นเซอร์ คือมันดูเหมือนไม่ใช่ชักโครก แต่เป็นเฟอร์นิเจอร์อย่างดีชิ้นหนึ่ง

“ส่วนสุขภัณฑ์ที่ราคาแพงรองลงมาจากโคห์เลอร์ คือโถชักโครกรุ่นนีโอเรสต์ (Neorest) ของยี่ห้อโตโต้ (Toto) จากประเทศญี่ปุ่น ราคา ๑๖๐,๐๐๐ บาท ซึ่งสามารถทำงานด้วยระบบอัตโนมัติแทบทุกอย่าง ตั้งแต่พอมีคนเดินผ่าน ฝาครอบจะเปิดเอง มีระบบชำระอัตโนมัติให้ มีลมร้อนเป่า และอีกหลายฟังก์ชัน”

ประเทศญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยี กระทั่งโถส้วมจากประเทศนี้ยังมีระบบอัตโนมัติอันน่าทึ่ง ผมตัดสินใจไปที่โชว์รูมแสดงสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์โตโต้ ย่านถนนสุขุมวิท เพื่อขอรายละเอียดเกี่ยวกับสุขภัณฑ์ล้ำยุค นีโอเรสต์

 

ส้วม (ร่วมสมัย)...ใครคิดว่าไม่สำคัญ (2)

จักรพันธุ์ กังวาฬ : เรื่อง / วิจิตต์ แซ่เฮ้ง : ภาพ

สารคดี พ.ย. 49



ส้วม ๑ น. สถานที่ที่สร้างไว้สำหรับถ่ายอุจจาระปัสสาวะโดยเฉพาะ มักทำเป็นห้อง.
(จาก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒)




------------- ๘. -------------

ป้ายหน้าอาคารทันสมัยริมถนนสุขุมวิทเขียนว่า TOTO TECH & DESIGN CENTER BANGKOK ที่นี่คือโชว์รูมแสดงสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ของโตโต้นั่นเอง

คุณจิตติพร ภัทรศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการผลิตภัณฑ์โตโต้ ฝ่ายการตลาด บริษัทสยามซานิทารีแวร์ อินดัสทรี จำกัด ผู้แทนจำหน่ายเครื่องสุขภัณฑ์โตโต้ในประเทศไทย เป็นผู้นำผมไปชมสุขภัณฑ์นีโอเรสต์ด้วยตนเอง

มันตั้งอยู่ในห้องจัดแสดงส่วนหน้าที่กั้นเป็นสัดส่วน ผนังด้านหน้าเป็นกระจกใสที่คนภายนอกสามารถมองเข้ามาเห็น นีโอเรสต์ไม่ได้มีลักษณะหวือหวาแปลกประหลาดเหมือนเป็นอุปกรณ์ประจำยานอวกาศ ทว่ารูปทรงเรียบหรูดบึกบึนแข็งแรง ประกอบด้วยเส้นสายโค้งกระชับที่ให้ความรู้สึกทันสมัย จุดเด่นของนีโอเรสต์คือเทคโนโลยีที่บรรจุอยู่ภายใน

นีโอเรสต์ตัวนี้เสียบปลั๊กไฟฟ้าและต่อท่อน้ำเรียบร้อย พร้อมสำหรับแสดงการทำงานทุกระบบ เมื่อพวกเราเดินเข้าไปใกล้ ฝาครอบบนสุดก็เปิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เผยให้เห็นฝารองนั่ง และยังมีฝาพลาสติกใสโป่งนูนตรงกลางปิดครอบช่องสำหรับการขับถ่ายเอาไว้ด้วย ฝาพลาสติกนี้ครอบไว้ชั่วคราวระหว่างการสาธิตแสดงการทำงานของเครื่องสุขภัณฑ์

“ฝาแรกจะเปิดอัตโนมัติ เมื่อมีคนไปยืนใกล้ ๆ โถสุขภัณฑ์” คุณจิตติพรอธิบาย “ส่วนฝารองนั่งสามารถตั้งอุณหภูมิ หรือปรับความอุ่นได้ สำหรับใช้ในที่อากาศหนาว ฝารองนั่งจะเปิดโดยการสั่งงานจากรีโมตคอนโทรล”

คุณจิตติพรหยิบรีโมตคอนโทรลจากขาตั้งที่วางอยู่ใกล้ ๆ ตัวรีโมตทรงสี่เหลี่ยมแคบและยาว มีขนาดเหมาะมือ ประกอบด้วยช่องแสดงตัวเลขและปุ่มปรับค่าต่าง ๆ เรียงราย

“เมื่อฝาที่สอง (ฝารองนั่ง) เปิดขึ้น ย่อมหมายถึงคุณผู้ชายจะยืนทำธุระ เครื่องจะรู้โดยอัตโนมัติว่าเป็นการถ่ายเบา จึงตั้งปริมาณน้ำชำระที่ ๔.๕ ลิตร ขณะที่การถ่ายหนักจะใช้น้ำ ๖ ลิตร”

คุณจิตติพรอธิบายต่อ “นี่คือการทำงานง่าย ๆ เบื้องต้น สมมุติเรานั่งทำธุระเสร็จเรียบร้อยแล้ว เรากดรีโมตคอนโทรลเพื่อการชำระล้างอัตโนมัติ ก้านฉีดชำระก็จะยื่นออกมา”

(ถึงตอนนี้ก้านทรงกลมขนาดประมาณนิ้วก้อยโผล่ยื่นออกมาจากบริเวณใต้ฝารองนั่งด้านท้าย)

“ก่อนและหลังการทำงาน ก้านชำระจะฉีดน้ำล้างตัวมันเองก่อนเพื่อความสะอาด นอกจากนั้น เราสามารถปรับตั้งความแรงของน้ำฉีดได้ ๕ ระดับ และสามารถปรับตั้งอุณหภูมิของน้ำฉีดได้ ๕ ระดับเช่นกัน”

(ตอนนี้มีน้ำฉีดพุ่งออกมาเป็นสายจากปลายก้านชำระ ปะทะกับส่วนที่โป่งขึ้นของฝาครอบพลาสติกใส จึงไม่กระเซ็นออกมาจากโถชักโครก)

“แล้วถ้าเราไม่ต้องการจะล้างแค่จุดใดจุดหนึ่ง เราต้องการล้างให้ทั่วถึง ก็สามารถกดรีโมตสั่งการชำระแบบส่าย คือมันจะส่ายทุกพื้นผิวของเราเลย”

(ท่อกลมของก้านชำระเริ่มชักเข้าชักออกเป็นจังหวะ น้ำยังฉีดเป็นสาย)

“แล้วยังมีการฉีดน้ำสลับทั้งหนักและเบา เพราะถ้าฉีดหนักอย่างเดียว จะทำให้ก้นเราหรือผิวหนังเป็นผื่น หรือเจ็บได้”

(ถึงตอนนี้ผมแทบไม่ได้มองหน้าคนพูดแล้ว สายตาจดจ่ออยู่ที่ความเคลื่อนไหวของก้านชำระอย่างเดียว ท่อกลมนั้นคงเลื่อนเข้าออก น้ำที่ฉีดออกมาพุ่งแรงสลับอ่อนเบา)

“พอหลังจากทำความสะอาดแล้วนะคะ สุขภัณฑ์ยังมีระบบการเป่าแห้ง เราเลือกไปที่ปุ่มดรายเออร์ (dryer) จะมีลมพ่นออกมา เรายังสามารถปรับอุณหภูมิของลม ให้ร้อนหรืออุ่นได้ทุกระดับ”

(ก้านชำระหดกลับเข้าไปแล้ว)

“นอกเหนือจากนั้น ตลอดการใช้งาน สุขภัณฑ์มีระบบฟอกอากาศ จะมีฟิลเตอร์อยู่ตรงนี้”

(คุณจิตติพรชี้ให้ดูแผ่นตะแกรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก ซ่อนอยู่ที่มุมหนึ่งด้านใต้ฝารองนั่ง)

“ระบบฟอกอากาศจะทำงานโดยอัตโนมัติตั้งแต่เรานั่งลงไป โดยดูดอากาศใต้โถ ผ่านฟิลเตอร์ แล้วถ่ายเทออกมาด้านข้าง กลายเป็นอากาศดีที่ไม่มีกลิ่น เพราะฉะนั้นสุขภัณฑ์ตัวนี้ เวลาเราทำธุระไป กลิ่นมันจะไม่ขึ้นมาแรง แล้วเวลาเราออกจากห้องน้ำไป คนที่เข้ามาใช้ต่อก็จะไม่ได้กลิ่นเหม็น

“เมื่อเราทำธุระเสร็จ ลุกออกไป น้ำจะฟลัชชำระอัตโนมัติภายใน ๒-๓ วินาที เราไม่ต้องกดอะไรเลย”

หลังสาธิตการใช้งานสุขภัณฑ์ล้ำยุค คุณจิตติพรเปิดเผยว่าค่าตัวของนีโอเรสต์อยู่ที่ ๑๖๐,๐๐๐ บาท เริ่มวางจำหน่ายเมื่อ ๒ ปีมาแล้ว “ยอดขายของสุขภัณฑ์นีโอเรสต์เมื่อปีที่แล้ว เฉพาะแค่ครึ่งปีหลังขายได้ประมาณ ๓๐ กว่าตัวค่ะ ส่วนปีนี้เราตั้งเป้าไว้ที่เดือนละ ๑๐ ตัว”

“ลูกค้าที่ซื้อสุขภัณฑ์ราคาแพงขนาดนี้เป็นคนกลุ่มไหนครับ ?”

“ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร นักธุรกิจ หรือกลุ่มไฮโซไซตี้ซึ่งมีฐานะดีพอสมควร มีท่านหนึ่งซื้อไปคนเดียวถึง ๕ ตัว เพื่อใช้ในบ้านนี่แหละ”

คุณจิตติพรยังมีมุมมองเกี่ยวกับห้องน้ำที่น่าสนใจ เธอแสดงความเห็นว่า

“สมัยก่อนในเมืองไทยอาจไม่มีใครคิดว่าห้องน้ำเป็นสิ่งสำคัญ บางคนซื้อสุขภัณฑ์อะไรก็ได้ใส่เข้าไปเถอะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว ห้องน้ำควรเป็นห้องที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ไม่ใช่เป็นห้องที่เข้าไปแล้วอยากจะรีบออก

“พูดอีกอย่างก็คือ เมื่อก่อนเวลาใครพาแขกมาที่บ้าน เขาก็จะโชว์แต่ห้องรับแขก ห้องนอน หรือโชว์เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่นชุดโฮมเธียเตอร์ แต่ปัจจุบันห้องที่โชว์ได้มากที่สุดคือห้องน้ำ คือเหมือนกับพฤติกรรมคนเปลี่ยนไป

“จริง ๆ แล้วพอแขกมาบ้าน ถึงคุณไม่คิดจะโชว์ห้องน้ำ แต่เขาก็ต้องใช้ เขาก็ต้องเห็น แล้วนีโอเรสต์นี่เคยออกทั้งรายการโทรทัศน์ สื่อโฆษณา สื่ออะไรต่ออะไรมากมาย ลูกค้าบางคนมาเล่าให้เราฟังว่า เวลาแขกมาที่บ้าน เข้าห้องน้ำแล้วออกมาถาม โอ้โห บ้านนี้ใช้นีโอเรสต์เลยเหรอ เราจะเจอเสียงสะท้อนจากลูกค้าเช่นนี้เยอะมาก”

ท้ายที่สุด คุณจิตติพรพูดถึงแนวโน้มเครื่องสุขภัณฑ์ไฮเทคของโตโต้รุ่นต่อไป

“สุขภัณฑ์นีโอเรสต์รุ่นต่อไปจะมีระบบสร้างกลิ่นหอม ทำได้ทุกกลิ่น เช่น กลิ่นมะลิ แล้วก็จะมีเครื่อง MP3 สำหรับฟังเพลง เวลาคุณเข้าห้องน้ำทำธุระ คุณก็สามารถนั่งฟังเพลงไปด้วย ทั้งจากลำโพงหรือหูฟังก็ได้ ความจริงสุขภัณฑ์แบบนี้เริ่มวางขายที่ญี่ปุ่นแล้ว เรายังไม่ได้นำเข้ามาในเมืองไทยเท่านั้นเอง”

ฟังแล้วชวนให้ตื่นเต้น คิดไม่ออกเลยว่าสุขภัณฑ์และส้วมของมนุษย์ในอนาคตจะวิวัฒนาการไปไกลสุดกู่ขนาดไหน

ไม่แน่ว่าในการประชุมส้วมโลกในเมืองไทยที่กำลังจะจัดขึ้น อาจมีสุขภัณฑ์ล้ำยุคเช่นที่ว่ามาแสดงให้ชมก็เป็นได้

 

------------- ๙. -------------

เมื่อมาถึงตอนสุดท้ายของสารคดีเรื่อง “ส้วม (ร่วมสมัย)...ใครคิดว่าไม่สำคัญ” คำถามที่ว่าส้วมมีความสำคัญอย่างไร คงพอได้คำตอบอยู่แล้วในหลายแง่มุม

อย่างน้อยการประชุมส้วมโลกที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ก็น่าจะช่วยรับประกันได้อีกทางหนึ่ง เพราะแค่ชื่องานก็บอกอยู่แล้วว่าส้วมนั้นเป็นเรื่องสำคัญระดับโลก

ขอขอบคุณ :
คุณภาณุ มณีวัฒนกุล
อาจารย์มนฤทัย ไชยวิเศษ
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
บริษัทอาทิตย์ ไฮเวย์ จำกัด
วัดหนองบัวทุ่ง จ. นครราชสีมา
บริษัทบุญถาวรเซรามิค จำกัด
บริษัทสยามซานิทารีแวร์ อินดัสทรี จำกัด
โรงเรียนสาธิตอนุบาลละอออุทิศ
วัดท่าการ้อง จ. อยุธยา
โรงแรมดุสิตธานี
โรงแรมเจดับบลิวแมริออท กรุงเทพฯ
สวนสัตว์และร้านอาหารเพื่อนเดรัจฉาน
โรงงานกำจัดสิ่งปฏิกูลอ่อนนุช กองจัดการขยะ ของเสียอันตรายและสิ่งปฏิกูล สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร
กลุ่มงานขนถ่ายสิ่งปฏิกูล ๒ กองจัดการขยะ ของเสียอันตรายและสิ่งปฏิกูล สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร
สำนักงานเขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร

 
(ล้อมกรอบ)
 
ส้วมหลุม
เป็นส้วมรูปแบบแรกที่คนไทยใช้ ประกอบด้วยหลุมดิน โดยขุดเป็นหลุมกลมหรือหลุมสี่เหลี่ยม แล้วปลูกตัวเรือนครอบหลุมไว้ อาจใช้ไม้กระดาน ๒ แผ่นพาดปากหลุมสำหรับนั่งเหยียบ และเว้นช่องตรงกลางไว้สำหรับถ่ายทุกข์ หรือทำฐานโดยใช้แผ่นไม้กระดานมาปิดปากหลุมแล้วเจาะช่องสำหรับถ่าย ส้วมหลุมแบบนี้ต้องสร้างไว้ไกลจากบ้านพอสมควร เพราะมีกลิ่นเหม็น เมื่อหลุมเต็มก็กลบหลุม ย้ายไปขุดที่ใหม่

คนไทยสร้างส้วมหลุมลักษณะดังกล่าวใช้กันมาแต่โบราณ กระทั่งในยุคที่รัฐเข้ามาจัดการเรื่องส้วมของประชาชนนับตั้งแต่ทศวรรษ ๒๔๔๐ ส้วมที่กรมสุขาภิบาลแนะนำคือส้วมหลุมและส้วมถังเท

ส้วมหลุมที่มีลักษณะถูกต้องตามแบบของกรมสุขาภิบาลต้องมีฝาปิดและมีท่อระบายอากาศ อาจทำจากไม้ไผ่ทะลุปล้องให้เป็นท่อกลวง เจาะทะลุพื้นส้วมเป็นการลดกลิ่นเหม็นจากภายในหลุมส้วม

 
ส้วมถังเท
ลักษณะคล้ายส้วมหลุม แต่ใช้ถังวางไว้ในหลุมใต้ฐานไม้สำหรับรองรับอุจจาระของผู้ขับถ่าย ปรกติการเก็บและบรรทุกถังอุจจาระไปเททิ้งจะทำวันละครั้ง

บริษัทแห่งแรกในพระนครที่ดำเนินการรับจ้างขนเทอุจจาระคือ “บริษัทสอาด” ซึ่งตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ สมัยเริ่มดำเนินการในช่วงแรกตั้งอยู่ที่บางขุนพรหม กิจการของบริษัทสอาดดำเนินการมาประมาณ ๒๐ ปี ก็ได้ขายกิจการให้บริษัทออนเหวงทำต่อ บริษัทออนเหวงมีที่ตั้งอยู่แถวราชวงศ์ นับเป็นบริษัทรับขนเทอุจจาระรายใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ เพราะรับเหมาสัมปทานเวจสาธารณะของกรมสุขาภิบาลและของประชาชนทั่วไป

 
ส้วมบุญสะอาด
ประดิษฐ์โดยนายอินทร์ บุญสะอาด ผู้ตรวจการสุขาภิบาลประจำอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๔ เป็นส้วมหลุมที่มีลักษณะพิเศษ คือฝาปิดหลุมส้วมมีลักษณะเป็นลิ้น และลิ้นนี้จะเข้าไปขัดกับประตูส้วม คนที่เข้าส้วมต้องใช้เท้าถีบ ให้ลิ้นที่เป็นฝาปิดนี้ไปขัดกับประตู และจะมีส่วนยื่นออกมานอกประตู คนข้างนอกเห็นก็จะรู้ว่ามีคนใช้ส้วมอยู่ เมื่อเสร็จกิจแล้วผู้ใช้ต้องปิดฝาหลุมไว้ดังเดิม ไม่เช่นนั้นประตูจะเปิดไม่ออก เป็นกลไกเพื่อป้องกันการลืมปิดฝาหลุมนั่นเอง

 

ส้วมคอห่าน
พระยานครพระราม (สวัสดิ์ มหากายี) อดีตสมุหเทศาภิบาล ผู้สำเร็จราชการมณฑลพิษณุโลก เป็นผู้ประดิษฐ์ “ส้วมคอหงษ์ หรือ คอห่าน” เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสวรรคโลกและจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลร่วมมือกับมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ทำโครงการปราบโรคพยาธิปากขอ และรณรงค์ให้ราษฎรทั่วประเทศใช้ส้วม

ส้วมที่ใช้กันในช่วงเวลานั้นเป็นส้วมหลุมและส้วมถังเท ซึ่งมีกลิ่นเหม็นและป้องกันแมลงวันได้ไม่ดี พระยานครพระรามได้คิดค้นลองทำส้วมหลายแบบ ในที่สุดได้ทดลองทำหัวส้วมที่ช่องปล่อยทิ้งของเสียด้านใต้โถมีลักษณะเป็นท่อกลมที่โค้งกลับขึ้นด้านบน จึงสามารถขังน้ำไว้ในคอท่อนั้นได้ ส้วมชนิดนี้ใช้น้ำราดให้อุจจาระตกลงไปในบ่อฝังอยู่ใต้ดิน แมลงวันตามลงไปไม่ได้เพราะติดน้ำกั้นอยู่ อุจจาระและน้ำในบ่อจะไหลซึมลงไปในดิน จึงเรียกวิธีการนี้ว่า “ส้วมซึม”

ระบบส้วมซึมในระยะแรกมีข้อเสียตรงน้ำอุจจาระที่ซึมสู่พื้นดินเป็นตัวการแพร่เชื้อโรคได้ ต่อมามีการปรับปรุงเป็นระบบบ่อเกรอะบ่อซึม โดยบ่อที่ฝังใต้ดินมักทำจากคอนกรีต แบ่งออกเป็น ๒ ห้องหรือมากกว่า ใช้สำหรับรับอุจจาระจากโถส้วม มีน้ำและแบคทีเรียเป็นตัวย่อยสลาย มีบ่อกรองที่เรียกว่าบ่อเกรอะ แล้วระบายน้ำสู่บ่อซึม ระบบนี้ดีกว่าบ่อซึมแต่ก็ยังไม่ปลอดภัยเต็มที่

หัวส้วมแบบคอห่านและระบบบ่อเกรอะบ่อซึม ซึ่งคนทั่วไปเรียกกันว่า “ส้วมซึม” ได้เข้ามาแทนที่การใช้ส้วมหลุม ส้วมถังเท ช่วยให้การขับถ่ายในส้วมมีความสะดวกสบายมากขึ้น ด้วยราคาค่าก่อสร้างที่ไม่แพงนัก และยังมีใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

 
ส้วมชักโครก
ขุนนางชาวอังกฤษชื่อ เซอร์จอห์น แฮริงตัน เป็นผู้คิดค้นประดิษฐ์ส้วมชักโครกรุ่นแรกขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๕๙๖ (พ.ศ. ๒๑๓๙) โดยมีถังพักน้ำติดตั้งสูงเหนือโถส้วม เมื่อกดชักโครกแล้ว ของเสียจะถูกส่งผ่านท่อไปยังถังเก็บ

กระทั่งปี ค.ศ. ๑๗๗๕ อเล็กซานเดอร์ คัมมิงส์ ได้พัฒนาส้วมชักโครกให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น โดยการดัดท่อระบายของเสียลงบ่อเกรอะเป็นรูปตัวยู จึงสามารถกักน้ำไว้ในท่อ เป็นตัวกันกลิ่นของเสียไม่ให้ย้อนขึ้นมาได้ นับเป็นต้นแบบของชักโครกที่ใช้งานในปัจจุบัน

ส้วมชักโครกแบบนั่งราบเริ่มแพร่หลายในเมืองไทยมากขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่เรียกว่าชักโครกเพราะสมัยก่อนถังพักน้ำติดตั้งสูงเหนือโถ เวลาชักคันโยกปล่อยน้ำลงมาจะมีเสียงดังมาก น้ำจะไหลลงมาชำระให้อุจจาระลงไปสู่ถังเก็บกักอุจจาระที่เรียกว่าเซ็ปติกแทงก์ (Septic Tank)

ส้วมชักโครกยุคปัจจุบันได้รับการพัฒนาทั้งด้านการออกแบบให้มีรูปทรงสวยงาม ทันสมัย และเทคโนโลยีการใช้งาน เช่นเรื่องการประหยัดน้ำ ระบบชำระล้างที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เสียงเบาลง หรือมีระบบอัตโนมัติต่าง ๆ มากมาย

 

 

 

ระบบบำบัดน้ำเสียแบบติดกับที่ (Onsite Treatment)

 

ระบบบำบัดน้ำเสียแบบติดกับที่ (Onsite Treatment) หมายถึง ระบบบำบัดน้ำเสียที่มีการก่อสร้างหรือติดตั้งเพื่อบำบัดน้ำเสียจากอาคารเดี่ยว ๆ เช่น บ้านพักอาศัย อาคารชุด โรงเรียน หรืออาคารสถานที่ทำการ เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความสกปรกของน้ำเสียก่อนระบายออกสู่สิ่งแวดล้อม ระบบบำบัดน้ำเสียแบบติดกับที่สำหรับบ้านพักอาศัยที่นิยมใช้กัน ได้แก่ บ่อดักไขมัน (Grease Trap) ระบบบ่อเกรอะ (Septic Tank) ระบบบ่อกรองไร้อากาศ (Anaerobic Filter) เป็นต้น เนื่องจากเป็นระบบที่ก่อสร้างได้ง่าย และในปัจจุบันมีเป็นการทำเป็นถังสำเร็จรูปจำหน่ายทำให้สะดวกในการติดตั้ง สำหรับอาคารพาณิชย์หรืออาคารสำนักงานขนาดใหญ่ อาจมีการก่อสร้างเป็นระบบขนาดใหญ่ เช่น ระบบแอกติเวเต็ดสลัดจ์ เป็นต้น เพื่อให้สามารถบำบัดน้ำเสียได้ตามมาตราฐานน้ำทิ้งก่อนระบายออกสู่สิ่งแวดล้อม

 

ในแผ่นพับฉบับนี้จะกล่าวถึงเฉพาะระบบบ่อเกรอะ และระบบบ่อกรองไร้อากาศ เนื่องจากเป็นระบบบำบัดน้ำเสียแบบติดกับที่ขนาดเล็กที่ใช้ในการบำบัดน้ำเสียจากห้องน้ำ ห้องส้วม ในบ้านเรือนและอาคารต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย

 

ระบบบ่อเกรอะ (Septic Tank)

 

 

 

บ่อเกรอะมีลักษณะเป็นบ่อปิด ซึ่งน้ำซึมไม่ได้และไม่มีการเติมอากาศ ดังนั้นสภาวะในบ่อจึงเป็นแบบไร้อากาศ (Anaerobic) โดยทั่วไปมักใช้สำหรับการบำบัดน้ำเสียจากส้วม แต่จะใช้บำบัดน้ำเสียจากครัวหรือน้ำเสียอื่นๆ ด้วยก็ได้

 

 

ถ้าหากสิ่งที่ไหลเข้ามาในบ่อเกรอะมีแต่อุจจาระหรือสารอินทรีย์ที่ย่อยง่าย หลังการย่อยแล้วก็จะกลายเป็นก๊าซกับน้ำและกากตะกอน (Septage) ในปริมาณที่น้อยจึงทำให้บ่อไม่เต็มได้ง่าย (อัตราการเกิดกากตะกอนประมาณ 1 ลิตร/คน/วัน) แต่อาจต้องมีการสูบกากตะกอนในบ่อเกรอะ (Septage) ออกเป็นครั้งคราว (ประมาณปีละหนึ่งครั้ง สำหรับบ่อเกรอะมาตรฐาน) แต่ถ้าหากมีการทิ้งสิ่งที่ย่อยหรือสลายยาก เช่น พลาสติก ผ้าอนามัย กระดาษชำระ สิ่งเหล่านี้จะยังคงค้างอยู่ในบ่อและทำให้บ่อเต็มก่อนเวลาอันสมควร เพื่อให้บ่อเกรอะสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

แบบมาตรฐานบ่อเกรอะขนาดเล็ก

 

ลักษณะของตะกอนในบ่อเกรอะ (Septage)

พารามิเตอร์
ความเข้มข้น (มก./ล.)
ค่าโดยทั่วไป(1)
ค่าโดยทั่วไป(2)

1. ค่าบีโอดี (Biochemical Oxygen Demand:BOD)

6,000
5,000

2.ค่าของแข็งทั้งหมด (Total Solids: TS)

40,000
40,000
3.ค่าของแข็งแขวนลอย (Supended Solids : SS)
15,000
20,000

4.ค่าไนโตรเจนในรูปที เค เอ็น (TKN)

700
1,200

5.ค่าไนโตรเจนในรูปแอมโมเนีย (NH 3)

400
350

6.ค่าฟอสฟอรัสทั้งหมด (TP)

250
250

7. ค่าไขมัน (Grease)

8,000
-

ที่มา : (1) Wastewater Engineering, Metcalf&Eddy 1991

(2) โครงการศึกษาเพื่อจัดลำดับความสำคัญการจัดการน้ำเสียชุมชน เล่ม 3, สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม 2538


 

เนื่องจากประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำเสียของบ่อเกรอะไม่สูงนัก คือประมาณร้อยละ 40 - 60 ทำให้น้ำทิ้งจากบ่อเกรอะยังคงมีค่าบีโอดีสูงเกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงไม่สามารถปล่อยทิ้งแหล่งน้ำธรรมชาติหรือท่อระบายน้ำสาธารณะได้ จึงจำเป็นจะต้องผ่านระบบบำบัดขั้นสองเพื่อลดค่าบีโอดีต่อไป

ลักษณะของบ่อเกรอะ

 

 

ลักษณะที่สำคัญของบ่อเกรอะ คือ ต้องป้องกันตะกอนลอย (ฝ้าไข: Scum) และตะกอนจมไม่ให้ไหลไปยังบ่อเกรอะขั้นสอง เช่น ใช้แผ่นกั้นขวาง หรือท่อรูปตัวที (สามทาง)

บ่อเกรอะมีใช้อยู่ตามอาคารสถานที่ทั่วไปจะสร้างเป็นบ่อคอนกรีตในที่ หรือถ้าเป็นอาคารขนาดเล็กหรือบ้านพักอาศัยก็มักนิยมสร้างโดยใช้วงขอบซีเมนต์ ซึ่งมีจำหน่ายตามร้านค้าวัสดุก่อสร้างทั่วไป แต่ปัจจุบันมีการสร้างถังเกรอะสำเร็จรูป จำหน่ายโดยใช้หลักการเดียวกัน

เกณฑ์การออกแบบ บ่อเกรอะที่รับน้ำเสียเฉพาะน้ำเสียจากส้วมของบ้านพักอาศัย ซึ่งหาขนาดได้จากสูตร

1. กรณีจำนวนคนน้อยกว่า 5 คน ให้ใช้ปริมาตรบ่อขนาดตั้งแต่ 1.5 ลูกบาศก์เมตรขึ้นไป

2. กรณีจำนวนคนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

ปริมาตรบ่อ (ลูกบาศก์เมตร) = 1.5 + 0.1 คูณด้วย (จำนวน -5)

ขนาดบ่อเกรอะรับเฉพาะน้ำส้วมจากบ้านพักอาศัย

จำนวนผู้พัก
ปริมาณน้ำสส้วม (ลบ.ม/วัน)
ขนาดบ่อ (วัดจากรยะขอบบ่อด้านใน)
ราด
ซักดครก
ปริมาตร (ลบ.ม)
ความลึก (เมตร)
ความกว้าง (เมตร)
ความยาว(เมตร)
5
0.1
0.3
1.5
1.00
0.90
1.70
5-10
0.2
0.6
2.0

1.00

1.00
2.00
10-15
0.3
0.9
2.5
1.25
1.00
2.00
15-20
0.4
1.2
3.0
1.25
1.10
2.20
20-25
0.5
1.5
3.5
1.25
1.20
2.40
25-30
0.6
1.8
4.0
1.40
1.20
2.40
30-35
0.7
2.1
4.5
1.50
1.20
2.50
35-40
0.8
2.4
5.0
1.60
1.20
2.60
40-45
0.9
2.7
5.5
1.60
1.30
2.60
45-50
1.0
3.0
6.3
1.60
1.40
2.80

ที่มา : คู่มือเล่มที่ 2 สำหรับผู้ออกแบบและผู้ผลิตระบบบำบัดน้ำเสียแบบติดกับที่, กรมควบคุมมลพิษ 2537

การใช้งานและการดูแลรักษา

 

1. ห้ามเทสารที่เป็นพิษต่อจุลินทรีย์ลงในบ่อเกรอะ เช่นน้ำกรดหรือด่างเข้มข้น น้ำยาล้างห้องน้ำเข้มข้น คลอรีนเข้มข้น ฯลฯ เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของบ่อเกรอะลดลง เพราะน้ำทิ้งไม่ได้คุณภาพตามต้องการ

2. ห้ามทิ้งสารอนินทรีย์หรือสารย่อยยาก เช่น พลาสติก ผ้าอนามัย ฯลฯ ซึ่งนอกจากมีผลทำให้ส้วมเต็มก่อนกำหนดแล้วยังอาจเกิดการอุดตันในท่อระบายได้

3. ในกรณีน้ำในบ่อเกรอะสูงและราดส้วมไม่ลง ให้ตรวจดูการระบายของบ่อซึม (ถ้ามี) ว่ามีการซึมออกดีหรือไม่ ถ้าไม่มีบ่อซึม ปัญหาอาจมาจากน้ำภายนอกไหลท่วมเข้ามาในถัง ต้องแก้ไขโดยการยกถังขึ้นสูง ในกรณีใช้บ่อเกรอะสำเร็จรูป ให้ติดต่อผู้แทนจำหน่ายเพื่อตรวจสอบและแก้ไขต่อไป

ระบบบ่อกรองไร้อากาศ (Anaerobic Filter)

 

บ่อกรองไร้อากาศเป็นระบบบำบัดแบบไม่ใช้อากาศเช่นเดียวกับบ่อเกรอะ แต่มีประสิทธิภาพในการบำบัดของเสียมากกว่า โดยภายในถังช่วงกลางจะมีชั้นตัวกลาง (Media) บรรจุอยู่ ตัวกลางที่ใช้กันมีหลายชนิด เช่น หิน หลอดพลาสติก ลูกบอลพลาสติก กรงพลาสติก และวัสดุโปร่งอื่นๆ ตัวกลางเหล่านี้จะมีพื้นที่ผิวมากเพื่อให้จุลินทรีย์ยึดเกาะได้มากขึ้น

น้ำเสียจะไหลเข้าทางด้านล่างของถังแล้วไหลขึ้นผ่านชั้นตัวกลาง จากนั้นจึงไหลออกทางท่อด้านบน ขณะที่ไหลผ่านชั้นตัวกลาง จุลินทรีย์ชนิดไม่ใช้อากาศจะย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย เปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นก๊าซกับน้ำ น้ำทิ้งที่ไหลล้นออกไปจะมีค่าบีโอดีลดลง

จากการที่จุลินทรีย์กระจายอยู่ในถังสม่ำเสมอ น้ำเสียจะถูกบำบัดเป็นลำดับจากด้านล่างจนถึงด้านบน ประสิทธิภาพในการกำจัดบีโอดีของระบบนี้จึงสูงกว่าระบบบ่อเกรอะ แต่อาจเกิดปัญหาจากการอุดตันของตัวกลางภายในถังและทำให้น้ำไม่ไหล ดังนั้นจึงต้องมีการกำจัดสารแขวนลอยออกก่อน เช่น มีตะแกรงดักขยะและบ่อดักไขมันไว้หน้าระบบ หรือถ้าใช้บำบัดน้ำส้วมก็ควรผ่านเข้าบ่อเกรอะก่อน

ถังกรองไร้อากาศอาจสร้างด้วยวงขอบซีเมนต์หรือคอนกรีตในที่ หรือใช้ถังสำเร็จรูปที่มีการผลิตออกจำหน่ายในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม หากออกแบบบ่อกรองไร้อากาศหรือดูแลรักษาไม่ดี นอกจากจะไม่สามารถกำจัดของเสียได้แล้ว ยังเกิดปัญหากลิ่นเหม็นรบกวนได้อีกด้วย

แบบมาตรฐานถังกรองไร้อากาศสี่เหลี่ยมจัตุรัส

ถังกรองไร้อากาศแบบวงขอบซีเมนต์

 

การใช้งานและการดูแลรักษา

 

1. ในระยะแรกที่ปล่อยน้ำเสียเข้าถังกรองจะยังไม่มีการบำบัดเกิดขึ้น เนื่องจากยังไม่มีจุลินทรีย์ การเกิดขึ้นของจุลินทรีย์อาจเร่งได้ โดยการตักเอาสลัดจ์หรือขี้เลนจากบ่อเกรอะหรือท้องร่องหรือก้นท่อระบายของเทศบาล ซึ่งมีจุลินทรีย์ชนิดไม่ใช้อากาศมาใส่ในถังกรองประมาณ 2-3 ปี๊บ

2. น้ำที่เข้าถังกรองจะเป็นน้ำที่ไม่มีขยะหรือก้อนไขมันปะปน เพราะจะทำให้ตัวกลางอุดตันเร็ว ส่วนวิธีแก้ไขการอุดตัน คือฉีดน้ำสะอาดชะล้างทางด้านบนและระบายน้ำส่วนล่างออกไปพร้อมๆ กัน

3. ถ้าพบว่าน้ำที่ไหลออกมีอัตราเร็วกว่าปกติและมีตะกอนติดออกมาด้วย อาจเกิดจากก๊าซภายในถังสะสมและดันทะลุตัวกลางขึ้นมาเป็นช่อง ต้องแก้ไขด้วยการฉีดน้ำล้างตัวกลางเช่นเดียวกับข้อ 2

ขนาดมาตรฐานถังกรองไร้อากาศสำหรับบ้านพักอาศัย

จำนวนผู้พัก

ปริมาตรตัวกลาง (ลบ.ม)

(สูง 1.20 ม.)

ถังทรงกระบอก

จำนวนถัง x สผก.

(สูง 1.50 ม.)

แบบถังสี่เหลี่ยม

กว้าง x ยาว (ม2)

(สูง 1.50 ม.)

จำนวนถัง
5
0.5
1 x 1.00
-
-
5-10
1.0
2 x 1.00
-
-
10-15
1.5
3 x 1.00
-
-
15-20
2.0
3 x 1.20
-
-
20-25
2.5
4 x 1.20
-
-
25-30
3.0
-
1.6 x 1.6
-
30-35
3.5
-
1.7 x 1.7
2
35-40
4.0
-
1.8 x 1.8
2
40-45
4.5
-
1.9 x 1.9
2
45-50
5.0
-
20 x 2.0
2

หมายเหตุ : * สผก. = เส้นผ่านศูนย์กลาง (เมตร)

ที่มา : คู่มือเล่มที่ 2 สำหรับผู้ออกแบบและผู้ผลิตระบบบำบัดน้ำเสียแบบติดกับที่, กรมควบคุมมลพิษ 2537

โดยในปัจจุบันการใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบติดกับที่ (On-Site Treatment) มีการใช้ทั้งแบบก่อสร้างเองและแบบถังสำเร็จรูป (Package On-Site) ซึ่งแหล่งชุมชนที่ควรเลือกใช้ระบบบำบัดแบบติดกับที่นี้ ได้แก่

1. ชุมชนขนาดเล็กที่มีจำนวนประชากรน้อยกว่า 1,000 คน

2. ชุมชนที่ยังไม่มีปัญหาคุณภาพแหล่งน้ำ จึงไม่ต้องการใช้ระบบบำบัดน้ำเสียที่ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการบำบัดมากนัก แต่ทั้งนี้จำเป็นต้องมีการวางแผนในระยะยาว เพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชนในอนาคตด้วย

3. ชุมชนที่มีบ้านเรือนอยู่กระจัดกระจาย ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในการลงทุนก่อสร้างและดำเนินการดูแลรักษาระบบรวมรวมและบำบัดน้ำเสีย ซึ่งทำให้ค่าลงทุนและดูแลรักษาต่อคน สูงกว่าชุมชนขนาดใหญ่

การเลือกพื้นที่ก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียแบบติดกับที่

 

1. พื้นที่ที่ไม่มีน้ำท่วมขัง

2. ชนิดของดินในบริเวณก่อสร้างระบบมีการซึมน้ำได้ดี

3. บริเวณก่อสร้างตั้งอยู่ห่างจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น หนอง คลอง บึง ไม่น้อยกว่า 30 เมตร

4. เป็นพื้นที่ที่ระดับน้ำใต้ดินไม่สูงจนเกิดปัญหาในการซึม โดยก้นบ่อซึมควรมีความลึกของดินถึงระดับน้ำใต้ดินสูงสุดไม่น้อยกว่า 0.6 เมตร

5. ความสะดวกสบายและปลอดภัยในการเข้าถึงอาคารจากพื้นที่โดยรอบ รวมทั้งความสะดวกในการเข้าไปดูแลบำรุงรักษาระบบสุขาภิบาลด้วย

อนึ่ง ข้อเปรียบเทียบระบบบำบัดแบบถังสำเร็จรูปและแบบก่อสร้างเอง และ รายละเอียดของระบบบำบัดน้ำเสียติดกับที่แบบสำเร็จรูปที่จำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไป ดังตารางต่อไปนี้

 

  โปรดระวัง!!! ไม่ทิ้งสิ่งของต่อไปนี้ลงในท่อหรืออ่างล้างของท่าน
1.เศษผม
 
 
2.กากกาแฟ
7.ก้นบุหรี่
12.สีทาบ้าน
3.ไหมขัดฟัน
8.ถุงยางอนามัย
13.น้ำยาเคลือบ
4.ผ้าอ้อมเด็ก
9.พลาสเตอร์
14.ทินเนอร์
5.เศษอาหาร
10.ไขมัน น้ำมัน
16.น้ำยาล้างฟิล์ม
6.ผ้าอนามัย
11.กระดาษเช็ดมือ
17.ยาฆ่าแมลง
 

 


อ้างอิงจาก http://www.geocities.com/natpong2000/

 

 

 

 

 

 

ล่ามภาษามือ กนิษฐา รัตนสินธุ์  นิตยสาร สารคดี พฤศจิกายน 49

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


An Inconvenient Truth  ภารกิจกู้โลก  นิตยสาร สารคดี พฤศจิกายน 49

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5


เฮา คงต้องอยู่กับระเบิดไปอีกนาน  นิตยสาร สารคดี พฤศจิกายน 49

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

 


สะกิดใจ โดย กุหลาบ สายประดิษฐ์   นิตยสาร สารคดี พฤศจิกายน 49


เปิดตำนาน ส้วม 4500 ปี  นิตยสาร สารคดี พฤศจิกายน 49

 

{mospagebreak}

หน้า 2


ส้วมรูปแบบต่างๆในเมืองไทย  นิตยสาร สารคดี พฤศจิกายน 49

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5


Messenger จะเยือนดาวพุธ  โดย สุทัศน์ ยกส้าน   นิตยสาร สารคดี พฤศจิกายน 49

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


หลุมดำบนโลก โดย ชัยวัฒน์ คุประตกุล  นิตยสาร สารคดี พฤศจิกายน 49

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

 


พลูโตที่รัก  โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์   นิตยสาร สารคดี พฤศจิกายน 49

 

{mospagebreak}

หน้า 2


 

 

 

 

 
 
 
 
 
 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M 

N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ        

                              อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

 

 A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

     

 บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

คณิตศาสตร์ราชมงคล

           ฟิสิกส์ราชมงคลใหม่

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว  

แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน  พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว  

ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ 

ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล