index 259

E-learning

   E-learning คืออะไร ข้อดี  LMS คืออะไร  ลักษณะสำคัญของ

E-learning   คลิกค่ะ 


ฝนเทียม

    เกี่ยวกับการทำฝนเทียม  กรรมวิธีการทำฝนเทียม  สารเคมีที่ใช้ในการทำฝนเทียม  เครื่องบินที่ใช้ในการปฏิบัติการ  ประโยชน์ของการทำฝนเทียม  คลิกค่ะ


Stem cell  (เซลล์ต้นกำเนิด)

    เป็นเซลล์อ่อนที่พร้อมเจริญเติบโต  เป็นเซลล์อื่นๆต่อไป คลิกค่ะ


Global Warming

สภาวะโลกร้อน

    การละลายของภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลก  ซึ่งจัดเป็นแหล่งน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก  การเกิดพายุที่มีความถึ่มากขึ้น  และมีความรุนแรงมากขึ้นด้วย  คลิกค่ะ


ภาวะโลกร้อน (Global Warming)

      ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในปัจจุบัน สังเกตได้จาก อุณหภูมิ ของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักของปัญหานี้ มาจาก ก๊าซเรือนกระจก ค่ะ (Greenhouse gases)

    ปรากฏการณ์เรือนกระจก มีความสำคัญกับโลก เพราะก๊าซจำพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน จะกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด มิฉะนั้น โลกจะกลายเป็นแบบดวงจันทร์ ที่ตอนกลางคืนหนาวจัด (และ ตอนกลางวันร้อนจัด เพราะไม่มีบรรยากาศ กรองพลังงาน จาก ดวงอาทิตย์) ซึ่งการทำให้โลกอุ่นขึ้นเช่นนี้ คล้ายกับหลักการของ เรือนกระจก (ที่ใช้ปลูกพืช) จึงเรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ค่ะ

    แต่การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของ CO2 ที่ออกมาจาก โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ หรือการกระทำใดๆที่เผา เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ) ส่งผลให้ระดับปริมาณ CO2 ในปัจจุบันสูงเกิน 300 ppm (300 ส่วน ใน ล้านส่วน) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 แสนปี  ซึ่ง คาร์บอนไดออกไซด์ ที่มากขึ้นนี้ ได้เพิ่มการกักเก็บความร้อนไว้ในโลกของเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็น ภาวะโลกร้อน ดังเช่นปัจจุบัน

    ภาวะโลกร้อนภายในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มานี้ ได้มีการบันทึกถึงปีที่มีอากาศร้อนที่สุดถึง 3 ปีคือ ปี พ.ศ. 2533, พ.ศ.2538 และปี พ.ศ. 2540 แม้ว่าพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังมีความไม่แน่นอนหลายประการ แต่การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เปลี่ยนหัวข้อจากคำถามที่ว่า "โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ" เป็น "ผลกระทบจากการที่โลกร้อนขึ้นจะส่งผลร้ายแรง และต่อเนื่องต่อสิ่งที่มีชีวิตในโลกอย่างไร" ดังนั้น ยิ่งเราประวิงเวลาลงมือกระทำการแก้ไขออกไปเพียงใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น และบุคคลที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ลูกหลานของพวกเราเอง

 


Search engine

เครื่องมือที่ใช้ในการสืบค้นข้อมูล

 คลิกค่ะ


Search Engine
เครื่องมือในการค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต

Search Engine คืออะไร

เราลองมานึกดูว่า เว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลกมีมากมายเพียงใด หนึ่งล้านเว็บ พันล้านเว็บ หรือล้านล้านเว็บ คงเป็นการยากที่จะทราบได้ว่ามีเว็บอะไรบ้าง จำนวนเท่าใด และยิ่งยากไปกว่านั้นคือจะค้นหาเว็บที่เราต้องการได้อย่างไร และนั่นคือที่มาของ Search Engine เครื่องมือดีๆ ที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต

Search Engine เป็นเครื่องมือหรือโปรแกรมในการค้นหาเว็บต่างๆ โดยมีการเก็บ รายชื่อเว็บไซต์ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่างๆ ของเว็บไซต์และนำมาจัดเก็บไว้ใน server เพื่อให้สามารถค้นหาและแสดงผลได้สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ บาง search engine อาจไม่ได้มีการเก็บข้อมูลใน server ของตัวเอง แต่อาจอาศัยข้อมูลจากเจ้าของ server นั้นๆ

ตัวอย่าง Search Engine ที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น sanook.com, siamguru.com, google.com, yahoo.com, msn.com, altavista.com, search.com เป็นต้น



วิธีการค้นหา
เพียงพิมพ์คำที่เราต้องการค้นหา หรือที่เราเรียกว่า Key Word และกดปุ่ม Search

ประโยชน์ที่ได้รับจาก Search Engine
  • ค้นหาเว็บที่ต้องการได้สะดวก รวดเร็ว
  • สามารถค้นหาแบบเจาะลึกได้ ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ, ข่าว, MP3 และอื่นๆ อีกมากมาย
  • สามารถค้นหาจากเว็บไซต์เฉพาะทาง ที่มีการจัดทำไว้ เช่น download.com เว็บไซต์เกี่ยวกับข้อมูลและซอร์ฟแวร์ เป็นต้น
  • มีความหลากหลายในการค้นหาข้อมูล
  • รองรับการค้นหา ภาษาไทย
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาในรูปแบบของ Search Bar ที่ทำให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเข้าผ่านเว็บไซต์ Search Engine เหล่านั้นโดยตรงแล้ว ตัวอย่าง Search Bar ที่ขอแนะนำ เช่น Google Search Bar, Yahoo Search Bar เป็นต้น สำหรับรายละเอียดให้คลิกเข้าไปอ่านและ download ได้ที่ Search Bar

Information system

ระบบสารสนเทศ

    คือการใช้งานคอมพิวเตอร์ในการทำงานประจำ  ตามขั้นตอน  และวิธีการทำงานของหน่วยงาน หรือองค์กร  

 คลิกค่ะ


หน่วยประมวลผลกลาง

Microprocessor

    ประกอบด้วย หน่วยคำนวณ  หรือตรรกกะ ฯลฯ

 คลิกค่ะ


   
    เรื่อง เครื่องคอมพิวเตอร์


ใบงาน
ใบคำตอบ
ใบคำตอบ 1
ใบความรู้ เรื่อง "เครื่องคอมพิวเตอร์"

       องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
      
หน่วยรับข้อมูลเข้า
       หน่วยประมวลผลกลาง
      
หน่วยความจำหลัก
     
หน่วยความจำรอง
       หน่วยส่งออก
แบบทดสอบหลังเรียน



 

 

แหล่งกำเนิดของสเต็มเซลล์

 
“สเต็มเซลล์” แบ่งเป็น 2 ประเภทตามแหล่งกำเนิด คือ สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน (Embryonic stem cell) และสเต็มเซลล์ร่างกาย (adult stem cell)
 
(1) สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน (Embryonic stem cell)
 
เมื่อมนุษย์เริ่มถือกำเนิดในครรภ์มารดา  …สเปิร์มเข้าปฏิสนธิกับไข่ พัฒนาไปเป็นตัวอ่อน (Embryo) และเจริญเป็นมุนษย์ที่สมบูรณ์ได้นั้น ล้วนเริ่มต้นจากเซลล์ที่แบ่งตัวเพิ่มจำนวนจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด และแบ่งต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้กลุ่มเซลล์ในระยะที่เราถือว่าเป็นตัวอ่อน
 
ตัวอ่อนระยะ 5-7 วัน ที่มีกลุ่มเซลล์ประมาณ 150 เซลล์ เราเรียกว่าระยะบลาสโตซิสต์...ภายในเซลล์บลาสโตซิสต์นี้มีกลุ่มเซลล์เรียกว่า มวลเซลล์ชั้นใน (Inner cell mass)  ...มวลเซลล์นี้เองที่นักวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นสเต็มเซลล์  

 

ด้วยเหตุนี้ เราจึงเรียกสเตมเซลล์ที่ได้จากครรภ์มารดาว่า “สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน  (Embryonic stem cell, ES cell)
 
 
สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมีศักยภาพพัฒนาไปเป็นเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้เกือบทุกชนิด [ยกเว้นรก (Placenta)] ไม่ว่าเซลล์ผิวหนัง เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ในระบบเลือด เซลล์ประสาท  เซลล์สมอง ฯลฯ ครอบคลุมเซลล์เนื้อเยื่อ 3 ประเภทได้แก่ 1) เอนโดเดิร์ม (เช่น ตับ ไต ต่อมไธรอยด์) 2) มีโซเดิร์ม (เช่น กล้ามเนื้อ กระดูก เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เลือด) และ 3) เอกโทเดิร์ม (เช่น ผิวหนัง ระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร) เรียกการพัฒนาของสเต็มเซลล์เช่นนี้ว่า Pluripotent stem cell

 
ในปี 2541 ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน วิทยาเขตเมดิสัน นำโดย ดร. เจมส์ ทอมสัน (James Thomson) เป็นนักวิจัยทีมแรกของโลกที่แยกสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนของมนุษย์ และนำมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการสำเร็จ ทีมวิจัยนี้ตีพิมพ์ผลงานชื่อ “Embryonic Stem Cell Lines Derived from Human Blastocysts” ในวารสาร Science ฉบับที่ 282 วันที่ 6 พฤศจิกายน 2541
 
 
ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์หาแหล่งสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนได้จากที่ไหนบ้าง? เพื่อนำมาใช้ทดลองในห้องปฏิบัติการ และใช้ประโยชน์สำหรับ Regenerative Medicine

 

แหล่งของสเต็มเซลล์ที่มาจากตัวอ่อนของมนุษย์ซึ่งมีอายุไม่กี่วัน หาได้จากการปฏิสนธิโดยธรรมชาติ และ จากฝีมือมนุษย์

 

-- ตัวอ่อนจากการปฏิสนธิโดยธรรมชาติ ได้จากการแท้ง  ซึ่งในกรณีนี้ ไม่เป็นที่นิยม และมีจำนวนไม่เพียงพอกับการศึกษาวิจัย

-- ตัวอ่อนจากฝีมือแพทย์ ได้จากการปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการหรือการทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro  Fertilization, IVF) และจากการโคลน (Cloning) ซึ่งใช้เทคนิคการย้ายฝากนิวเคลียส (Somatic Cell Nuclear Transfer, SCNT)  แต่แทนที่จะเอาตัวอ่อนที่ได้ไปย้ายฝากในท้องของแม่และรอจนได้ลูก แต่นักวิทยาศาสตร์นำตัวอ่อนมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการแทน

 

 

ทว่าการนำสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมาใช้ในการศึกษาวิจัย ก่อให้เกิด “ประเด็นร้อน” เพราะทำให้หลายฝ่าย ทั้งนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ นักการเมือง นักการศาสนา และบุคคลทั่วไป ถกเถียงกันในแง่ของศีลธรรมและจริยธรรม ฝ่ายค้านบอกว่า การนำสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมาใช้ทดลองนั้น ถือเป็นการฆ่าตัดตอนตัวอ่อนที่จะเจริญเป็นมนุษย์, ตัวอ่อนระยะ 5-7 วัน ที่นำสเต็มเซลล์มาใช้ประโยชน์ ถือว่ามีชีวิต ส่วนฝ่ายสนับสนุนแย้งว่า ตามคลินิกผู้มีบุตรยากหลายแห่ง มีตัวอ่อนเหลือใช้จำนวนมากแช่แข็งอยู่ ตัวอ่อนที่จะใช้ศึกษาสเตมเซลล์ไม่มีแม้กระทั่งเซลล์ประสาทที่จะก่อให้เกิดความเจ็บปวด หรือความรู้สึกใดๆ หากนำมาใช้เพื่อการวิจัยทางการแพทย์จะมีประโยชน์มหาศาล

 

ปัจจุบัน ประเด็นด้านศีลธรรมและจริยธรรม ยังเป็นประเด็นร้อนที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะหาข้อสรุปได้ แต่บางประเทศ เช่น ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดวิทยาการสเตมเซลล์ เช่น สหรัฐอเมริกา รัฐบาลกลางถึงกับไม่สนับสนุนเงินวิจัยแก่โครงการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน สนับสนุนเฉพาะโครงการที่ดำเนินการวิจัยก่อนวันที่ 9 สิงหาคม 2544  เท่านั้น   

  (2)  สเต็มเซลล์ร่างกาย (Adult stem cell หรือ Somatic stem cell หรือ Mature stem cell)

 
 แหล่งของสเต็มเซลล์อีกแหล่งหนึ่งได้มาจาก 1) เนื้อเยื่อและอวัยวะหลายชนิดที่พัฒนาจนสมบูรณ์ในร่างกาย (Mature body tissue) 2) เลือดจากรกและสายสะดือ (Placenta & Umbilical cord) ของทารกแรกเกิด และ 3) ไขกระดูก (Bone Marrow) ของทั้งเด็กและผู้ใหญ่
 

ในปี 2543 มีรายงานว่าดร. ซงเตา ชิ (Songtao Shi) และคณะ จากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) สหรัฐอเมริกา   ได้ค้นพบสเต็มเซลล์ร่างกายแหล่งใหม่ เป็นสเต็มเซลล์จากรากฟันน้ำนมของเด็ก ต่อมาในปี 2546 ทีมวิจัยเดียวกันนี้ ยังประสบความสำเร็จในการแยกสเต็มเซลล์จากรากฟันนำนม มาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ และชักนำให้สเต็มเซลล์พัฒนาไปเป็นเซลล์อื่น

 
สเต็มเซลล์ร่างกายมีศักยภาพเปลี่ยนไปเป็นเซลล์อื่นได้จำกัดเพียงไม่กี่ชนิด สเต็มเซลล์ร่างกายในระบบหรือเนื้อเยื่อหนึ่งมีความจำเพาะในการพัฒนาเป็นเซลล์หรือเนื้อเยื่อนั้นๆ เท่านั้น ตัวอย่างเช่น สเต็มเซลล์ในระบบเลือดเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดแดงที่นำพาออกซิเจน เม็ดเลือดขาวที่สร้างภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเชื้อโรค และเกล็ดเลือดที่แข็งตัวผสานปิดรอยแผล มักไม่เปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทในสมอง สเต็มเซลล์ในตับก็จะสร้างเซลล์ตับ เป็นต้น เราเรียกการพัฒนาสเต็มเซลล์ร่างกายเช่นนี้ว่า Multipotent stem cell

 
 

ผลจากงานวิจัยในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา พบว่า สเต็มเซลล์ร่างกายในเนื้อเยื่อชนิดหนึ่ง เปลี่ยนไปเป็นเซลล์ในเนื้อเยื่ออีกชนิดหนึ่งได้  เรียกลักษณะเช่นนี้ว่า “Plasticity” เช่น สเต็มเซลล์ในระบบเลือดเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทหรือเซลล์ตับ สเต็มเซลล์ในไขกระดูกเปลี่ยนไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น

 
 

 
 

นักวิทยาศาสตร์นำสเต็มเซลล์ร่างกาย  เช่น สเต็มเซลล์จากระบบเลือด โดยเฉพาะสเต็มเซลล์ในไขกระดูกที่มีชื่อเรียกว่า “Haematopoictic stem cell” มาใช้ทางการแพทย์ตั้งแต่ปี 2501 ซึ่งเรารู้จักกันดีในนามของการปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplant) ปัจจุบัน แพทย์นิยมนำสเต็มเซลล์จากไขกระดูกมารักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือ ลูคีเมีย ควบคู่กับการฉายรังสี และเคมีบำบัด

 

20 ปีต่อมา หรือในปี 2521 วงการแพทย์ได้เริ่มปลูกถ่ายสเตมเซลล์จากเลือดที่ได้จากรกและสายสะดือทารก เพื่อรักษาโรค เพราะเต็มไปด้วย Haematopoictic stem cell ชนิดเดียวกับไขกระดูก
 

 
 
สเต็มเซลล์ร่างกายมีข้อดีตรงที่ไม่ทำให้เกิดข้อโต้แย้งทางชีวจริยธรรมเหมือนสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน   แต่ก็มีข้อด้อย คือ เมื่อนำมาเลี้ยงในห้องปฏิบัติการแล้วแบ่งเซลล์ได้ช้า  อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในการพัฒนาไปเป็นเนื้อเยื่อชนิดอื่น
 
: : คุณสมบัติของสเต็มเซลล์
 

คุณสมบัติสำคัญของสเต็มเซลล์ที่ถือว่า “มหัศจรรย์” และนำมาประยุกต์ใช้ในการรักษาโรค คือ ความสามารถของการพัฒนาไปเป็นเซลล์ได้หลายชนิด (Differentiation) และความสามารถของการแบ่งเซลล์ได้อย่างไม่จำกัดโดยมีคุณสมบัติไม่แตกต่างจากเซลล์เดิม (Self-renewal)

 

(1) สเต็มเซลล์...เซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง แต่เปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้

 
 
 

สเต็มเซลล์ไม่สามารถทำหน้าที่อย่างเฉพาะเจาะจงได้ ….สเต็มเซลล์ไม่สามารถปั๊มเลือดหล่อเลี้ยงร่างกายได้เหมือนเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ  ไม่สามารถจับโมเลกุลของออกซิเจนในกระแสเลือดได้เหมือนเซลล์เม็ดเลือด ไม่สามารถรับสัญญานจากเซลล์หนึ่งสู่เซลล์หนึ่งเพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้เหมือนเซลล์ประสาท แต่สเต็มเซลล์มีศักยภาพเปลี่ยนไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์เม็ดเลือด หรือแม้กระทั่งเซลล์ประสาทได้

 

สเต็มเซลล์เปลี่ยนไปเป็นเซลล์เฉพาะหรือที่เรียกว่า Differentiation ได้ เพราะปัจจัยภายนอกและภายใน ...ปัจจัยภายในควบคุมโดยยีนในเซลล์นั่นเอง ส่วนปัจจัยภายนอก ควบคุมโดยสารเคมีที่หลั่งออกมาจากเซลล์อื่น, ลักษณะทางกายภาพระหว่างสเต็มเซลล์และเซลล์ใกล้เคียง และโมเลกุลอื่นรอบๆ สเต็มเซลล์ ปัจจุบัน ยังมีข้อสงสัยหลายประการเกี่ยวกับกลไกการเปลี่ยนไปทำหน้าที่เฉพาะของสเต็มเซลล์ ซึ่งต้องอาศัยการวิจัยกันต่อไป

 

(2) สเต็มเซลล์...เซลล์ที่มีความสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้เหมือนเซลล์เดิม ครั้งแล้วครั้งเล่า

 

สเต็มเซลล์ไม่เหมือนเซลล์สมอง เซลล์เม็ดเลือด หรือเซลล์ประสาท ตรงที่สำเนาเซลล์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่จำกัด ซึ่งเซลล์อื่นๆ ไม่มีคุณสมบัตินี้ เช่น เซลล์สมองของนักร้องชื่อดังถูกทำลายไปเนื่องจากอุบัติเหตุ ก็ไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียไปได้  เป็นต้น 

 

ด้วยประโยชน์มหาศาล ทำให้หลายประเทศเดินหน้าศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง สหราชอาณาจักร แคนาดา สวีเดน อินเดีย เยอรมนีเกาหลีใต้ อิสราเอล  อิตาลี สเปน และอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ถึงกับประกาศตัวเป็นศูนย์กลางการวิจัยสเต็มเซลล์ หรือแม้กระทั่งอิหร่าน ยังสนับสนุนกรวิจัยสเต็มเซลล์

สำหรับประเทศไทยมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์ของร่างกาย ตัวอย่างเช่น

 
 
 

ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์เพื่อนำมาใช้สำหรับ Regenerative Medicine จึงได้เปิดโอกาสให้ทุกหน่วยงานในประเทศขอรับการสนับสนุนทุนวิจัย เพราะความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การรักษาโรค หรือ Regenerative Medicine เท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ในเรื่องของการได้มาซึ่งองค์ความรู้พื้นฐานด้านพัฒนาการของเซลล์  การใช้สเต็มเซลล์เป็นต้นแบบทดลองยาในกรณีที่ไม่มีระบบที่เหมาะสมในสัตว์ทดลอง การวิจัยเพื่อหาวิธีป้องกันและรักษาโรคทางพันธุกรรม และการวิจัยอื่นๆ

Because…Stem Cell is Versatile Cell

 

สเต็มเซลล์...เจ้าคือเซลล์ต้นกำเนิดแห่งเซลล์ทั้งปวง

 
 
 
เอกสารอ้างอิง

 

 

1. Stem Cell Information

http://stemcells.nih.gov/info/basics/basics2.asp

 

2. Regenerative Medicine

http://stemcells.nih.gov/info/scireport/2006report.htm

 

3. Stem Cell Research Basics: Introduction

http://www.kumc.edu/stemcell/intro.html

 

4. Stem Cell Research Basics: Introduction

http://www.kumc.edu/stemcell/intro.html

 

มหัศจรรย์สเต็มเซลล์

 

ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ namchai@biotec.or.th
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
 
                ร่างกายของมนุษย์นั้นอัศจรรย์มาก เรามีเซลล์จำนวนมากมายเสียยิ่งกว่าจำนวนดวงดาวในท้องฟ้าที่เราเห็นด้วยตาเปล่ากันทุกคืนเสียอีก และเนื่องจากเซลล์ย่อมมีการเกิด แก่ และตาย เหมือนกับร่างกายของสิ่งมีชีวิตนั่นเอง ร่างกายจึงต้องมี “เซลล์พิเศษ” ที่ทำหน้าสร้างเซลล์ใหม่ๆ ขึ้นตลอดเวลา เพื่อทดแทนเซลล์เก่าๆ ที่ได้รับความเสียหายหรือตายไปตลอดเวลาด้วยสาเหตุต่างๆ
 
                เซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นดั่ง “มารดาแห่งเซลล์ทั้งมวล”  ดังกล่าวนี่เองที่มีชื่อเรียกว่า “สเต็มเซลล์”
 
                คำว่า “สเต็มเซลล์” หรือที่มีบางคนให้ชื่อในภาคภาษาไทยว่า “เซลล์ต้นกำเนิด” บ้าง หรือไม่ก็ “เซลล์ต้นตอ” บ้างนั้น (ยังมีชื่ออื่นๆ อีกด้วย) อาจจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่ก็คุ้นหูกันมากขึ้นในไม่ช่วงระยะเวลากี่ปีที่ผ่านมา (โดยเฉพาะจากโฆษณาทางโทรทัศน์)   แต่อันที่จริงแล้ว วงการแพทย์สมัยใหม่ได้ใช้สเต็มเซลล์เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาผู้ป่วยมาเป็นเวลานับสิบๆ ปีแล้ว เช่น การใช้ไขกระดูก (ที่มีสเต็มเซลล์เป็นส่วนประกอบ) ปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีหรือสารเคมีเพื่อรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือด ซึ่งมีผลข้างเคียงคือวิธีการรักษาแบบดังกล่าวนี้ ทำลายเซลล์ที่อยู่ภายในไขกระดูกของผู้ป่วยจนหมดสิ้น
 

สเต็มเซลล์สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวน กลายเป็นสเต็มเซลล์ หรือเซลล์จำเพาะแบบอื่นๆ ได้

 
ความหมายของสเต็มเซลล์

              มีผู้ให้ความหมายของคำว่า “สเต็มเซลล์” ไว้หลายแบบ คำนิยามที่ชัดเจนและรัดกุม อาจจะดูได้จากเอกสารเรื่อง “สเต็มเซลล์: ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และทิศทางการวิจัยในอนาคต” ของสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ประเทศสหรัฐอเมริกา (ดูในกรอบ)

 

การค้นพบสเต็มเซลล์

                แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ไม่เคยมีนักวิทยาศาสตร์หรือแพทย์คนใดเลยที่สามารถแยกเอาสเต็มเซลล์ในกระดูกออกมาได้ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2541 ที่ทีมของ ดร. เจมส์ ทอมสัน (James Thomson) ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินที่เมดิสัน (University of Wisconsin, Madison) สามารถคัดแยกสเต็มเซลล์ออกมาได้

 

                ผลงานของพวกเขาปรากฏอยู่ในวารสาร Science ฉบับวันที่ 6 พฤศจิกายน 2541
 
                ในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มีการตีพิมพ์การค้นพบที่คล้ายคลึงกันโดยทีมของจอห์น เกียร์ฮาร์ท (John Gearhart) แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์จอห์นส์ ฮอปส์กิน (Johns Hopkins University School of Medicine) ในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมรีแลนด์  
 
                ในปีต่อมา ก็มีรายงานเรื่องสเต็มเซลล์ออกมาอีกหลายเรื่องอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เป็นเรื่องเกรียวกราวในวงการวิทยาศาสตร์ชีวภาพ   ปี พ.ศ. 2542 นี้เองที่วารสาร Science จัดให้งานวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์เป็น Breakthrough of the Year หรือ งานวิจัยที่ทำให้วงการวิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้าแบบ “ก้าวกระโดด” เลยทีเดียว
 

สเต็มเซลล์-เซลล์ชนิดหนึ่งที่ได้จากเอ็มบริโอ (embryo) จากทารกในครรภ์หรือฟีตัส (fetus) หรือจากตัวเต็มวัย (adult) ภายใต้สภาวะที่แน่นอนบางอย่าง จะสามารถเพิ่มจำนวนตัวเองได้ติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือในกรณีของสเต็มเซลล์จากตัวเต็มวัย ก็จะสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้ตลอดชีวิตของสิ่งมีชีวิตนั้น   สเต็มเซลล์ยังสามารถกลายเป็นเซลล์พิเศษ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อและอวัยวะของร่างกาย   ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ สเต็มเซลล์ของเอ็มบริโอ ส่วนใหญ่ได้มาจากการวิจัยในสัตว์ในห้องทดลอง

 

เอกสาร “สเต็มเซลล์: ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และทิศทางการวิจัยในอนาคต”, สถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ประเทศสหรัฐอเมริกา

 
ความสำคัญของสเต็มเซลล์

                คนทั่วไปอาจสงสัยว่า ทำไมการค้นพบสเต็มเซลล์จึงเป็นเรื่องสำคัญ?

  
                สาเหตุก็คือ นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า การค้นพบสเต็มเซลล์จะมีคุณประโยชน์อย่าอเนกอนันต์และน่าจะช่วยชีวิตคนได้อย่างมากมาย
 

                ประโยชน์ของสเต็มเซลล์อาจจะครอบคลุมตั้งแต่เรื่องสำคัญที่สุดคือ การนำมารักษาผู้ป่วย ซึ่งคาดหมายกันว่า โรคมากมายหลายชนิดซึ่งปัจจุบันไม่สามารถรักษาได้ อาจจะกลายเป็นโรคที่รักษาได้ในอนาคต หากศึกษาเรื่องสเต็มเซลล์กันอย่างจริงจัง   นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการนำเซลล์เหล่านี้มาใช้ในการทดสอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบความเป็นพิษของสารต่างๆ   หรือการตรวจวิเคราะห์สมบัติของสารที่อาจใช้เป็นยาในอนาคต หากผลการทดลองที่ได้มีประโยชน์เทียบเท่า หรือสามารถใช้ได้ในทำนองเดียวกับการทดสอบในสัตว์ทดลอง เราก็อาจจะสามารถลดการใช้สัตว์ทดลองลงได้อย่างมหาศาล

 
                 แต่ที่แน่นอนก็คือ สเต็มเซลล์จะเป็นเซลล์ที่มีประโยชน์ในการใช้ศึกษาหาความรู้ เกี่ยวกับกระบวนทางชีววิทยาพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงของเซลล์ ที่จะไปทำหน้าที่เฉพาะอย่าง เช่น เหตุใดเซลล์บางเซลล์เท่านั้นที่จะกลายไปเป็นเซลล์ประสาท ในขณะที่เซลล์อื่นๆ กลายไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหรือเซลล์เม็ดเลือด เป็นต้น
 

                ความรู้เหล่านี้อาจใช้ป้องกันและรักษาโรคทางพันธุกรรมบางอย่างได้ในอนาคต

 

ตัวอย่างผลการวิจัยในห้องทดลองแสดงให้เห็นว่า สเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อต่างๆ มีความยืดหยุ่น   

สามารถกลายเป็นเซลล์แบบอื่นๆ ได้อย่างหลากหลาย
 
                นักวิทยาศาสตร์คาดว่า น่าจะสามารถใช้ประโยชน์สเต็มเซลล์ในอนาคตในแง่มุมบางอย่าง ที่แม้แต่ในปัจจุบันก็อาจจะไม่สามารถคาดคิดไปถึงได้
 

คุณประโยชน์ที่อาจจะได้เนื่องจากการค้นพบสเต็มเซลล์ของมนุษย์

 

    ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า เรื่องของสเต็มเซลล์นั้น นอกจากจะเป็นการค้นพบที่น่าตื่นใจสำหรับนักวิทยาศาสตร์และวงการแพทย์ ยังเป็นความหวังของผู้ป่วยทั่วโลกอีกด้วย!

ภาพ เต๋า


 

 

"กาลาปากอส" ห้องแล็บธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ของ "ดาร์วิน"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 กุมภาพันธ์ 2552


       
       หาก "ผลแอปเปิล" ที่ร่วงหล่นจากต้นเป็นแรงบันดาลใจให้ "นิวตัน" ศึกษาค้นคว้าจนค้นพบกฎแรงโน้มถ่วง "หมู่เกาะกาลาปากอส" ก็คือแอปเปิลผลนั้นของ "ดาร์วิน" ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาพยายามทำความเข้าใจกับความแตกต่างของสิ่งมีชีวิต จนเกิดเป็น "ทฤษฎีวิวัฒนาการ"
       
       เมื่อพูดถึง "ชาร์ลส์ ดาร์วิน" (Charles Darwin) ก็ต้องนึกถึง "กาลาปากอส" (Galapagos Islands) หมู่เกาะภูเขาไฟในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก แต่อยู่ทางทิศตะวันตกของชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์ ห่างออกไปประมาณ 970 กิโลเมตร
       
       "กาลาปากอส" เป็นหมู่เกาะที่เปรียบเสมือนห้องปฏิบัติการในธรรมชาติของดาร์วิน และเป็นหมู่เกาะแห่งประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เพราะไม่เพียงเป็นแรงบันดาลใจให้ดาร์วินสร้างทฤษฎีแห่งวิวัฒนาการ แต่ยังปฏิวัติความเข้าใจของมวลมนุษย์เกี่ยวกับโลกและสิ่งมีชีวิตโดยสิ้นเชิง
       
       บทความจากสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า หลังออกเดินทางจากอังกฤษในเดือน ธ.ค. 2374 เรือหลวงบีเกิล (HMS Beagle) ก็พาคณะและดาร์วินมาถึงหมู่เกาะกาลาปากอสในปี 2378 ขณะที่เขายังหนุ่มยังแน่นด้วยวัยเพียง 26 ปี และได้พบเจอกับสิ่งมีชีวิตหลากหลายสปีชีส์ ที่มีอยู่เฉพาะบนหมู่เกาะแห่งนั้น
       
       ระหว่างที่พำนักอยู่ที่นั่น ดาร์วินทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาธรรมชาติที่แปลกใหม่โดยมีพืชและสัตว์นานาชนิดเป็นสิ่งดึงดูดใจ อาจเรียกได้ว่าเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่ผลงานชิ้นโบว์แดงในอีกหลายปีต่อมา ที่ดาร์วินถ่ายทอดแนวคิดออกมาเป็นหนังสือเรื่อง "ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์" (On the Origin of Species)
       
       "หากนิวตัน (Isaac Newton) ได้แรงบันดาลใจจากผลแอปเปิลที่ร่วงหล่นลงมา และนำไปสู่การค้นพบกฎแรงโน้มถ่วง (principle of gravity) ก็อาจกล่าวได้เช่นเดียวกันว่า หมู่เกาะกาลาปากอสก็นำดาร์วินสู่การค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการ" คำกล่าวเปรียบเทียบการค้นพบครั้งสำคัญของ 2 นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่โดยคาร์ลอส วัลเล (Carlos Valle) ผู้เชี่ยวชาญด้านสรรพสัตว์แห่งกาลาปากอส และหัวหน้าแผนกชีววิทยา มหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโกแห่งกีโต (Universidad San Francisco de Quito) ในเอกวาดอร์
       
       ที่กาลาปากอสนี้ ทำให้ดาร์วินได้พบหลักฐานชิ้นเยี่ยมที่สุด สำหรับการพัฒนาทฤษฎี ที่มีธรรมชาติเป็นตัวคัดเลือกสิ่งมีชีวิต ผ่านกระบวนการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมโดยอาศัยเวลานับล้านปี
       
       หมู่เกาะกาลาปากอส ประกอบด้วยเกาะขนาดใหญ่ 13 เกาะ และเกาะแก่งน้อยใหญ่อีกจำนวนมาก ดาร์วินสังเกตเห็นว่า ธรรมชาติแวดล้อมของแต่ละเกาะนั้น มีความผันแปรต่อกันเล็กน้อย ทว่ามีอิทธิพลต่อขนาดของจงอยปากในนกสปีชีส์เดียวกัน แต่อาศัยอยู่คนละเกาะ ซึ่งเป็นผลมาจากความแตกต่างของเมล็ดพืช ที่เป็นอาหารของนกชนิดนั้นบนเกาะนั้นๆ
       
       นอกจากนั้นในบริเวณพื้นที่เล็กๆ ใกล้เคียงกัน ดาร์วินยังพบว่า มีนกสปีชีส์เดียวกัน แต่มีลักษณะแตกต่างกันไปถึง 14 แบบ ซึ่งความแปรผันที่เกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมบริเวณที่นกพวกนั้นอาศัยอยู่
       
       "ดาร์วินเดินทางแวะเวียนสถานที่หลายแห่งรอบโลก แต่สถานที่ที่เขาพบเห็นถึงความแปลกใหม่ไม่เหมือนใครคือกาลาปากอส ที่ซึ่งนกสปีชีส์เดียวกัน แต่มีลักษณะแตกต่างกันในรายละเอียดที่ขึ้นกับบริเวณที่อยู่อาศัย กาลาปากอสไม่ใช่แก่นของเรื่องในหนังสือ ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์ แต่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ดาร์วินเข้าใจกฏแห่งวิวัฒนาการ" คำอธิบายของแมทเธียส วอล์ฟ (Matthias Wolff) ผู้อำนวยการมูลนิธิ ชาร์ลส์ ดาร์วิน แห่งหมู่เกาะกาลาปากอส หรือซีดีเอฟ (Charles Darwin Foundation for the Galapagos Islands: CDF)
       
       สำหรับหมู่เกาะกาลาปากอสนั้น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) เมื่อปี 2521 ด้วยสภาพธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวอย่างน่าทึ่ง มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตสูง และส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นสปีชีส์ที่มีเฉพาะบนหมู่เกาะกาลาปากอสเท่านั้น
       
       ทว่าปัจจุบันนี้ สิ่งแวดล้อมของกาลาปากอสกำลังเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ จนเกือบเข้าขั้นวิกฤติ โดยมีชนิดพันธุ์พืชเฉพาะถิ่นกว่า 20% และพันธุ์สัตว์เฉพาะถิ่นที่อยู่ในกลุ่มสัตว์มีกระดูกสัตว์กว่า 50% เข้าข่ายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกคุกคามอย่างน่าเป็นห่วงว่าอาจสูญพันธุ์ได้ในไม่ช้า ซึ่งมนุษย์เป็นสาเหตุอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งปัญหาสั่งสมมายาวนานแล้ว เช่น การล่ามากเกินพอดีทั้งบนบกและในทะเล และการบุกรุกที่อยู่อาศัยของสัตว์เพื่อใช้เป็นพื้นที่กสิกรรม
       
       ส่วนปัญหาใหม่ที่เพิ่งก่อตัวในช่วง 50 ปีหลังมานี้ เกิดจากการที่ประชากรในท้องถิ่นและเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งสวนทางกับการบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นระบบอย่างยั่งยืนโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ที่มีผู้คนจากทั่วโลกมุ่งหน้าไปสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติแปลกตาที่กาลาปากอส เป็นจำนวนมากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะสามารถรองรับได้จริง
       
       เมื่อมนุษย์ใช้สอยธรรมชาติมากเกินไป ย่อมส่งผลกระทบต่อพืชและสัตว์ท้องถิ่นในบริเวณนั้น ประกอบกับปัญหามลพิษ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่คอยซ้ำเติมให้ย่ำแย่ลงทุกวัน
       
       ปี 2549 ซีดีเอฟได้เริ่มดำเนินโครงการแผนกลยุทธ์ 10 ปี ในการแยกแยะอุปสรรคสำคัญ ที่ต้องเอาชนะให้ได้สำหรับกาลาปากอส หมู่เกาะที่ได้ชื่อว่าเป็นสัญญลักษณ์สำคัญ หรือ ไอคอน ทางประวัติศาสตร์การวิวัฒนาการและการอนุรักษ์ของโลก ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติให้คงไว้และจัดการด้านการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
       
       อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน มิ.ย. 2550 ยูเนสโกได้ประกาศ ขึ้นบัญชีหมู่เกาะกาลาปากอสให้เป็นมรดกโลกที่กำลังถูกคุกคาม เนื่องจากการรุกรานของมนุษย์ ทั้งจากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวมากขึ้น การสัญจรไปมาระหว่างเกาะ และการอพยพย้ายถิ่นฐานของประชากร
       
       แม้ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ซีดีเอฟและอุทยานแห่งชาติกาลาปากอส (Galapagos National Park) ได้พยายามจัดการกับเรื่องดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่ปัญหาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลงได้ และยังคงเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน หากยังหวังให้ธรรมชาติของกาลาปากอสอยู่รอดไปถึงศตวรรษหน้า.


       หมู่เกาะกาลาปากอส ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่จำนวนมาก โดยมีเกาะหลักๆ อยู่ 13 เกาะ ได้แก่
       
       เกาะเฟอร์นาดินา (Fernandina Island)
       เกาะอิซาเบลา (Isabela Island)
       เกาะพินซอน (Pinzón Island)
       เกาะซานติเอโก (Santiago Island)
       เกาะราบิดา (Rábida Island)
       เกาะซานตาครูซ (Santa Cruz Island)
       เกาะซานตาเฟ (Santa Fe Island)
       เกาะฟลอเรียนา (Floreana Island)
       เกาะเอสปาโนลา (Española Island)
       เกาะซานคริสโตบัล (San Cristóbal Island)
       เกาะเจโนเวซา (Genovesa Island)
       เกาะมาร์เคนา (Marchena Island)
       เกาะพินตา (Pinta Island)

หมู่เกาะกาลาปากอส ประเทศเอกวาดอร์ เป็นแหล่งรวมพันธุ์พืชและสัตว์จำนวนมากที่ส่วนใหญ่ไม่พบที่ไหนในโลกอีกแล้ว และเป็นสุดยอดห้องแล็บธรรมชาติวิทยาของ "ชาร์ลส์ ดาร์วิน"

นกบูบีเท้าฟ้า (blue-footed booby) แห่งกาลาปากอส

สิงโตทะเลแม่ลูกแห่งกาลาปากอส

เต่ายักษ์ อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของหมู่เกาะกาลาปากอส

กระบองเพชรกาลาปากอสที่งอกขึ้นมาบนลาวาภูเขาไฟ

เกาะน้อยใหญ่ที่รวมกันเป็นหมู่เกาะกาลาปากอส

นกฟินช์ชนิดหนึ่งบนกาลาปากอส ที่ดาร์วินเคยสนใจศึกษาเป็นพิเศษ และนำเขาไปสู่การอธิบายทฤษฎีวิวัฒนาการได้อย่างเห็นภาพ (ภาพจาก www.galapagos.org)

อีกัวบาบกชนิดหนึ่งของหมู่เกาะกาลาปากอส (ภาพจาก www.galapagos.org)

อีกัวนาทะเลแห่งเกาะเอสปาโนลา ซึ่งที่หมู่เกาะกาลาปากอสนี้มีความหลากหลายของอีกัวนาสูงมาก โดยหลักๆ แบ่งเป็นอีกัวนาบก และอีกัวนาทะเล (ภาพจาก www.galapagos.org)

นกแอลบาทรอส (waved albatross) ซึ่งเป็นนกทะเลชนิดหนึ่ง บนเกาะเอสปาโนลา (Espanola Island) (ภาพจาก www.galapagos.org)

ภาพถ่ายดาวเทียมของหมู่เกาะกาลาปากอสที่ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่หลายเกาะเรียงรายกันในมหาสมุทรแปซิฟิก (ภาพจาก wikipedia )

เส้นทางการเดินเรือรอบโลกของเรือบีเกิลในช่วงระยะเวลาเกือบ 5 ปี ซึ่งส่วนใหญ่สำรวจชายฝั่งอเมริกาใต้เป็นหลัก และแวะที่หมู่เกาะกาลาปากอสในช่วงท้ายของการเดินทาง (ภาพจาก wikipedia)

นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางไปเที่ยวหมู่เกาะกาลาปากอสเป็นจำนวนมาก จนทำให้ยูเนสโกต้องประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกที่กำลังถูกคุกคาม (ภาพจาก www.galapagos.org)

นกฟลายแคชเชอร์ (flycatcher) เคราะห์ร้าย ถูกรถชนตายบนกาลาปากอส (ซีดีเอฟ)



ย้อนเส้นทางชีวิต "ชาร์ลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 กุมภาพันธ์ 2552

ชาร์ลส์ ดาร์วิน ในวัยหนุ่มที่หันเหชีวิตจากนักเรียนแพทย์ไปเป็นนักธรรมชาติวิทยา (ภาพจากแฟ้ม/สุทัศน์ ยกส้าน)

   เกิดเป็นทายาทตระกูลผู้ดีมีการศึกษาและฐานะร่ำรวยในชนบทของอังกฤษ แต่ชีวิตของ "ชาร์ลส์ ดาร์วิน" ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งปู่และพ่อผู้เป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียง และหวังจะให้ "ดาร์วิน" เดินตามรอย ด้วยการส่งเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ ซึ่งที่นี่กลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา และเปลี่ยนแนวคิดของคนทั่วโลก
       

ดาร์วินในวัยชรา หลังจากที่ประกาศให้โลกรู้ว่าสิ่งมีชีวิตมีวัฒนาการอยู่ตลอดเพื่อปรับตัวให้อยู่รอดได้ในสภาวะแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง (ภาพโดย J. Cameron)


       เส้นทางชีวิตของ "ชาร์ลส์ ดาร์วิน" นักธรรมชาติวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ของโลก และผู้ให้กำเนิด "ทฤษฎีวิวัฒนาการ" เป็นอย่างไรบ้าง ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ จะพาผู้อ่านย้อนอดีตกลับไปเมื่อ 200 ปีก่อน ชนิดปีต่อปี
       
       1809 : เด็กชาย ชาร์ลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน (Charles Robert Darwin) ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ก.พ. ในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย ในเมืองชูรว์สเบอรี (Shrewsbury) ทางตะวันตกของเกาะอังกฤษ
       
       1825-27 : พ่อของดาร์วินส่งเขาไปเรียนด้านการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระ (Edinburgh University) ซึ่งดาร์วินเรียนอยู่ที่นั่นได้เพียง 2 ปี ก็ต้องออก เนื่องจากรับไม่ได้กับการเรียนวิชาผ่าตัด
       
       1827-31 : เมื่อออกจากโรงเรียนแพทย์ ดาร์วินจึงย้ายไปเรียนทางด้านศาสนาและเทววิทยาที่ไครสต์ส คอลเลจ (Christ's College) ในเมืองเครมบริดจ์ เพื่อเตรียมตัวที่จะไปเป็นนักบวชในคริสตศาสนานิกายแองกลิแคน (vicar) ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้ชอบเท่าใดนัก แต่ก็ต้องอดทนเรียนให้มันผ่านไป
       
       1831-36 : ด้วยความที่เป็นคนสนใจใฝ่รู้เกี่ยวกับพืช สัตว์ และธรรมชาติรอบตัว ทำให้มีผู้เห็นแววความเป็นนักธรรมชาติวิทยาในตัวดาร์วิน และชักชวนให้เขาร่วมเดินทางไปกับเรือหลวงบีเกิล (HMS Beagle) ในฐานะนักธรรมชาติวิทยา ซึ่งเป็นการเดินทางรอบโลก โดยใช้เวลาทั้งสิ้นเกือบ 5 ปี (ประมาณ 57 เดือน) โดยในระหว่างนั้นดาร์วินได้พบเห็นความหลากหลายในธรรมชาติ และบันทึกสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ทั้งหมดรวมแล้วกว่า 770 หน้า และเก็บรวบรวมตัวอย่างสิ่งมีชีวิตเอาไว้กว่า 5,400 ตัวอย่าง อาทิ เต่าหลากชนิดจากหมู่เกาะกาลาปากอส
       
       1838 : ดาร์วินวิเคราะห์ข้อมูลจากสิ่งที่เขาพบเห็น และบันทึกไว้ จนได้ข้อสันนิษฐานว่าสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด มีลักษณะแตกต่างกันไปตามถิ่นที่อยู่อาศัย ซึ่งธรรมชาติมีอิทธิพลต่อการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น สิ่งมีชีวิตชนิดไหนที่ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ก็มีโอกาสอยู่รอดต่อไป ส่วนสิ่งมีชีวิตไหนที่ปรับตัวไม่ได้ก็ค่อยๆ ตายจากไป
       
       1839 : ดาร์วินสมรสกับญาติห่างๆ ที่ชื่อ เอมมา เวดจ์วูด (Emma Wedgwood) และมีบุตรด้วยกัน 10 คน ซึ่งมี 3 คน ที่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก
       
       1840 : ดาร์วินตีพิมพ์หนังสือเรื่อง "ซูโอโลจี ออฟ เดอะ วอยเอจ ออฟ เดอะ บีเกิล" (Zoology of the Voyage of the Beagle)

 

ภาพล้อเลียนดาร์วินว่าวิวัฒนาการมาจากลิง อันเป็นผลหลังจากที่ดาร์วินตีพิมพ์หนังสือ The Descent of Man ที่เขาอธิบายว่าคนกับลิงวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน (ภาพจาก Hornet magazine)
       
       

        1842 : ดาร์วินรวบรวมข้อมูลจากสิ่งที่เขาพบเห็น ระหว่างเดินทางไปกับเรือบีเกิลและจากที่ค้นคว้าเพิ่มเติม สังเคราะห์ออกมาเป็น "ทฤษฎีวิวัฒนาการ" (theory of evolution) ซึ่งเขายังไม่คิดตีพิมพ์ออกไป แต่ฝากฝังภรรยาให้ตีพิมพ์หลังจากที่เขาได้เสียชีวิตไปแล้ว โดยในระหว่างนั้นเขาก็ทำการทดลองต่างๆ อยู่ที่บ้านของเขาเองเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมมาอธิบายแนวความคิดของเขา
       
       1858 : ดาร์วินได้รับจดหมายจากอัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ (Alfred Russel Wallace) นักธรรมชาติวิทยาหนุ่ม ที่ทำงานอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเขียนจดหมายมาขอคำปรึกษาจากดาร์วินเกี่ยวกับแนวความคิดของเขา เรื่องทฤษฎีวิวัฒนาการโดยมีธรรมชาติเป็นตัวคัดสรร หรือการคัดสรรโดยธรรมชาติ (Natural selection) บังเอิญว่าแนวคิดของวอลเลซนั้น เหมือนกับสิ่งที่ดาร์วินคิด และปิดเป็นความลับไว้มานานแล้ว เขาจึงตัดสินใจเปิดเผยความลับที่เก็บงำมานานกว่า 20 ปี
       
       1859 : หนังสือ "ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์" (On the Origin of Species) ได้รับการตีพิมพ์สู่สาธารณะเป็นครั้งแรก ซึ่งได้อธิบายถึงการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต โดยมีธรรมชาติเป็นตัวกำหนดอย่างละเอียด และทันทีที่หนังสือเล่มนี้ได้รับตีพิมพ์ออกไป ก็ก่อให้เกิดประเด็นขัดแย้งในสังคมขึ้นอย่างใหญ่หลวง และสั่นคลอนความเชื่อทางศาสนา จนทำให้เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีต เป็นคนนอกศาสนา
       
       1860 : นักบวชฝ่ายศาสนาและผู้ที่ต่อต้านแนวความคิดทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน กับนักวิทยาศาสตร์และฝ่ายที่สนับสนุนดาร์วิน ได้มาเผชิญหน้ากันในการประชุมครั้งสำคัญที่มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด (Oxford University) และเกิดการโต้แย้งถกเถียงกันอย่างดุเดือด ถึงเรื่องการกำเนิดและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

นักแสดงแต่งกายเลียนแบบชาร์ลส์ ดาร์วิน เป็นแบบให้ช่างภาพถ่ายภาพขณะยืนมองหลุมฝังศพของดาร์วิน ภายในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 52 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองครบ 200 ปี วันเกิดดาร์วินในวันที่ 12 ก.พ. 52 (เอเอฟพี)


       
       1871 : ดาร์วินตีพิมพ์หนังสือเรื่อง "เดอะ เดสเซนต์ ออฟ แมน" (The Descent of Man) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนาการของมนุษย์ โดยที่ดาร์วินอธิบายไว้ว่า มนุษย์ และ ลิงไม่มีหาง (ape) สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน เป็นผลให้ดาร์วินถูกดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างรุนแรง จากฝ่ายศาสนาและผู้ต่อต้าน
       
       1872-81 : ผลงานของดาร์วิน ได้รับการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องออกมาอีกหลายเรื่องด้วยกัน เช่น การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์และสัตว์, การสืบพันธุ์ของพืช, พฤติกรรมของหนอน เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้เป็นผลที่ได้จากการทดลองของดาร์วิน ที่เกิดขึ้นทั้งหมดภายในบริเวณบ้านและสวนของเขาเองที่ดาวน์ เฮาส์ (Down House) ในเมืองเคนท์ (Kent) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ
       
       1882 : ดาร์วินในวัย 73 ปี เสียชีวิตลงอย่างสงบภายในบ้านของเขา เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ด้วยอาการป่วยที่สั่งสมมานานหลังกลับจากการเดินทางกับเรือบีเกิล ศพของดาร์วินถูกฝังไว้ที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ (Westminster Abbey) ในกรุงลอนดอน ใกล้กับหลุมฝังศพของไอแซ็ค นิวตัน (Isaac Newton), ไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday) และนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเกาะอังกฤษอีกหลายคน


นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ-รัสเซียชนกันไม่กระทบสถานีอวกาศ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 กุมภาพันธ์ 2552

ภาพดาวเทียมอิริเดียมที่ได้รับแจกจ่ายจากต้นสังกัด ทั้งนี้ดาวเทียม 1 ใน 65 ดวงของบริษัทอิริเดียมได้ชนเข้ากับดาวเทียมที่หมดอายุของรัสเซีย แต่นาซาระบุว่าเกิดความเสี่ยงต่อสถานีอวกาศน้อยมาก เนื่องจากอยู่ในวงโคจรที่ต่ำกว่า (ภาพจากแฟ้มเอเอฟพี)

      นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ ชนดาวเทียมปลดระวางของรัสเซียไม่กระทบต่อสถานีอวกาศ เพราะโคจรอยู่ต่ำกว่าจุดเกิดเหตุ 400 เมตร แต่เสี่ยงอันตรายต่อฮับเบิลและดาวเทียมสำรวจโลกที่โคจรอยู่สูงและใกล้บริเวณที่ชนกัน แจงต้องใช้เวลาอีกสักพักระบุได้ว่าเกิดเศษซากจากการชนเท่าไหร่
       

       บีบีซีนิวส์ระบุคำแถลงขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ว่า ดาวเทียมซึ่งเป็นของบริษัทอิริเดียม (Iridium) ในสหรัฐฯ ได้ชนเข้ากับดาวเทียมที่หมดอายุการใช้งานแล้วของรัสเซียด้วยความเร็วสูง บริเวณเหนือไซบีเรียประมาณ 780 กิโลเมตร เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น
        
       อีกทั้งตามรายงานของเอพีนั้นนาซาเชื่อว่าความเสี่ยงต่อสถานีอวกาศนานาชาติค่อนข้างต่ำ เนื่องจากสถานีอวกาศอยู่ต่ำกว่าจุดเกิดการชนกันลงไปราว 430 กิโลเมตร และคาดว่าว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อนักบินอวกาศ 7 คนที่จะเดินทางไปกับกระสวยอวกาศในวันที่ 22 ก.พ.นี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็จะมีการประเมินความเสียหายใหม่อีกครั้งในไม่กี่วันนี้
       
       "เรารู้ว่าเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นแน่" เอพีอ้างคำพูดของมาร์ก มัทนีย์ (Mark Matney) นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์เศษซากในวงโคจรประจำศูนย์อวกาศจอห์นสัน (Johnson Space Center) ในฮุสตัน สหรัฐฯ
        
       เขาได้ให้ข้อมูลด้วยว่าดาวเทียมพาณิชย์ของอิริเดียมนั้นถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 2540 ส่วนดาวเทียมของรัสเซียถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 2536 ซึ่งเชื่อว่าไม่ทำงานแล้วและไม่สามารถควบคุมแล้ว โดยดาวเทียมอิริเดียมมีน้ำหนักประมาณ 560 กิโลกรัมและดาวเทียมรัสเซียมีน้ำหนักเกือบ 1,000 กิโลกรัม แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบได้ว่าเกิดเศษซากจากการชนประมาณเท่าไหร่และมีขนาดใหญ่แค่ไหน
       
       "ตอนนี้ที่นับได้ชัดๆ น่าจะมีเป็นโหล แต่ผมคาดว่าถ้าเริ่มต้นนับจริงน่าจะมีเป็นร้อย แต่หากมีเศษซากขนาดไมโครเมตรด้วยน่าจะนับได้เป็นพัน" มัทนีย์กล่าว
       
       ขณะที่เจ้าหน้าที่ของนาซาระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นการชนกันที่ความเร็วสูงครั้งแรกของดาวเทียมที่ยังไม่เสียหาย โดยก่อนหน้านี้มีกรณีการชนกันยของวัตถุในอวกาศ 4 ครั้ง แต่เป็นเหตุการณ์ขนาดเล็กที่เกิดขึ้นกับชิ้นส่วนของจรวดที่หมดสภาพหรือกับดาวเทียมขนาดเล็ก
       
       นิโคลัส จอห์นสัน (Nicholas Johnson) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเศษซากในวสงโคจรประจำศูนย์อวกาศในฮุสตันกล่าวว่า การชนกันของดาวเทียมขนาดใหญ่ครั้งล่าสุดนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงอันตรายต่อกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) และดาวเทียมสำรวจโลก ซึ่งอยู่ในวงโคจรที่สูงและใกล้กับบริเวณที่เกิดการชนกัน
       
       ตั้งแต่ต้นปีนี้มีเศษซากที่เป็นผลจากการประดิษฐ์ของมนุษย์ราว 17,000 ชิ้นโคจรรอบโลก และขยะในวงโคจรได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2-3 ปีมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศษซากที่หลุดออกมาจากดาวเทียมเก่าๆ และกลายเป็นเรื่องแย่อย่างยิ่งที่เศษซากดังกล่าวกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเที่ยวบินของกระสวยอวกาศ ที่นอกเหนือไปจากอันตรายระหว่างการทะยานฟ้าและการกลับสู่โลก
       
       สำหรับการตรวจพบการชนกันของดาวเทียมสหรัฐฯ และรัสเซียในครั้งนี้ เป็นผลงานของเครือข่ายตรวจตราอวกาศแห่งสหรัฐฯ (U.S. Space Surveillance Network) ที่ดำเนินการโดยการทหารสหรัฐฯ ซึ่งสามารถติดตามเศษซากอวกาศที่มีขนาดตั้งแต่ 4 ขึ้นไป และนาซาได้จับมืออย่างเป็นทางการกับเครือข่ายนี้เพื่อคอยป้องกันสถานีอวกาศให้อยู่ในระยะปลอดภัยจากวัตถุที่จะเข้ามาใกล้ รวมไปถึงกระสวยอวกาศในขณะบินด้วย
       
       "การชนกันกำลังมีความสำคัญมากขึ้นและมากขึ้นในทศวรรษที่กำลังมาถึงนี้" มัทนีย์กล่าว
       
       สำหรับบริษัทอิริเดียมโฮลดิงส์ แอลแอลซี (Iridium Holdings LLC) มีดาวเทียมที่ยังใช้งานอยู่ 65 ดวง ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณโทรศัพท์พกพาที่มีขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วไปประมาณ 2 เท่า ซึ่งมีผู้ใช้บริการมากกว่า 300,000 ราย โดยกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท
       
       ทางบริษัทอิริเดียมยังระบุด้วยว่า ความเสียหายต่อดาวเทียมครั้งนี้ส่งผลต่อการให้บริการไปสักพัก และคาดว่าจะแก้ไขได้ก่อนวันศุกร์ที่ 13 ก.พ.นี้ รวมถึงจะทดแทนดาวเทียมที่เสียด้วยดาวเทียมสำรองที่อยู่ในวงโคจรแล้ว 8 ดวงภายใน 30 วัน


      ซากดึกดำบรรพ์เป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้เราทราบว่าเคยมีสิ่งมีชีวิตมากมายที่เกิดขึ้นในอดีต หลายชนิดสูญพันธุ์ไปแล้ว และส่วนใหญ่ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันก็มีสัณฐานเปลี่ยนแปลงไป ซากดึกดำบรรพ์เกิดขึ้นได้หลายวิธี ได้แก่

          *permineralization หรือ กระบวนการแทรกซึมของแร่ธาตุในรูพรุนของโครงร่างของสิ่งมีชีวิต เกิดขึ้นเมื่อแร่ธาตุเข้าไปสะสมในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ทำให้รูปทรงของชิ้นส่วนนั้นคงตัวกลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ เช่น ไม้กลายเป็นหิน (petrified wood)


ไม้กลายเป็นหิน

คลิกอ่านต่อค่ะ


 

 

 

 

ประวัติ : รางวัลโนเบล


    รางวัลโนเบลถือเป็นสุดยอดรางวัลของโลก ที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะมีชื่ออยู่ในทำเนียบผู้ที่ได้รับรางวัลนี้ เพราะเป็นสิ่งที่เชิดชูเกียรติและบ่งบอกถึงความเก่งกาจ ยอดเยี่ยม เป็นผู้อุทิศตนเพื่อความเจริญก้าวหน้า ความสงบและสันติของสังคมโลก อัลเฟรด บี.โนเบล ชาวสวีเดน เป็นผู้ก่อตั้ง “มูลนิธิ อัลเฟรด บี.โนเบล” ขึ้นในปีพ.ศ.2444 หรือปี 1901 ด้วยเงินก่อตั้งก้อนแรก 9 ล้านดอลลาร์ และนำดอกผลมาจัดสรรเพื่อให้เป็นเงินรางวัล พร้อมใบประกาศเชิดชูเกียรติแก่บุคคลหรือองค์กรที่ทำคุณประโยชน์แก่ชาวโลก ครั้งแรกมีทั้งหมด 5 สาขา คือ ฟิสิกส์ เคมี แพทย์ วรรณกรรม และสันติภาพ โดยแจกรางวัลปีละครั้งในราวเดือน ต.ค. ของทุกปี ต่อมาในปี 1969 มีการเพิ่มการแจกรางวัลอีก 1 สาขา คือ สาขาเศรษฐศาสตร์ ปัจจุบันรางวัลนี้มีทั้งหมด 6 สาขา

     สำหรับเงินรางวัลนั้น แต่ละสาขาจะได้เงินสดจำนวน 7,400,000 โครเนอร์สวีเดนหรือประมาณ 27 ล้านบาท ผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลมาแล้วเช่น ทะไล ลามะ ผู้นำทางศาสนาของทิเบต สาขาสันติภาพ ปี 1989 นางออง ซาน ซู จี นักต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยจากรัฐบาลทหารของพม่า สาขาสันติภาพ ปี 2534 อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ ชาวสหรัฐเชื้อสายเยอรมัน สาขาฟิสิกส์ ปี 1951 เซอร์ อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ สาขาแพทย์ ปี 1945 และเซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ สาขาวรรณกรรม ส่วนประเทศไทยยังไม่เคยมีใครได้รับรางวัลโนเบล ไม่แน่นะอาจจะเป็นใครในนี้ก็ได้ที่ได้รางวัลโนเบลคนต่อไป
Credit : น้าชาติประชาชื่น

ชาวออสเตรเลีย ผู้ได้รับรางวัลโนเบล

2539

การแพทย์

ดร. ปีเตอร์ ชาร์ลส โดเฮอร์ตี (Dr Peter Charles Doherty)

ได้รับรางวัลโนเบลจากงานวิจัยเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของยาที่ช่วยป้องกันระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์

ดร.โดเฮอร์ตีสำเร็จปริญญาตรีและปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยควีนสแลนด์ทางการแพทย์ และศัลยกรรม

 

2518

เคมี

เซอร์ จอห์น วอร์คับ คอร์นฟอร์ท (Sir John Warcup Cornforth)

งานวิจัยของท่านทำให้เข้าใจลึกซึ้งถึงวิธีที่สารเคมีของน้ำย่อยได้รับอิทธิพลจากโครงสร้างสามมิติของมัน
ท่านสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์

 

2516

วรรณคดี

แพ็ททริก ไวท์ (Patrick White)

ได้รับรางวัลโนเบลจากวรรณคดีชื่อ The Eye of the Storm นอกจากนั้น ผลงานของท่านยังได้รับรางวัลอื่นๆอีกมากมาย รวมทั้งรางวัล Miles Franklin ด้วย
แพ็ททริก ไวท์สำเร็จการศึกษาที่ซิดนีย์

 

2506

การแพทย์

เซอร์ จอห์น แคริว เอ็เคลส์ (Sir John Carew Eccles)

ได้รับรางวัลโนเบลในปี พ.ศ. 2506 ในสาขาการแพทย์และสรีรวิทยาทางด้านการถ่ายทอดข้อมูลจากสมอง ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย เซอร์ จอห์น สำเร็จการศึกษาที่เมลเบิร์น

 

2503

การแพทย์

เซอร์ (แฟรงค)์ แม็คฟาร์เลน เบอร์เน็ต (Sir Frank Macfarlane Burnet)

ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ สำหรับทฤษฎีการโคลน ('clonal selection') ในการผลิตแอนติบอดี และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของท่าน ทางด้าน ปรากฏการณ์ของความอดทนของระบบภูมิคุ้มกัน กล่าวกันว่า ท่านเป็นผู้วางพื้นฐานด้านเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์สมัยใหม่

เซอร์ แฟรงค์จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ทางด้านการแพทย์และการผ่าตัด

 

2488

การแพทย์

เซอร์ โฮเวิร์ด วอลเทอร์ ฟลอรี (Sir Howard Walter Florey)

ได้รับรางวัลโนเบลจากการพัฒนายาเพนนิซิลลิน  ซึ่งช่วยชีวิตคนทั่วโลกเป็นสิบๆหรือร้อยๆล้านคน

ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา บุคคลเหล่านั้นต่างขอบคุณและซาบซึ้งในผลงานของท่านเป็นอย่างยิ่ง และที่ยิ่งใหญ่กว่าการเป็น "เพียงแค่" เพนนิซิลลิน และ "เพียงแค่" ช่วยชีวิตมนุษย์ ก็คือ การที่ท่านค้นพบคุณสมบัติที่น่าทึ่งของเพนนิซิลลิน ซึ่งนับเป็นการเปิดประตู ไปสู่การพัฒนายาปฏิชีวนะอื่น ๆ อีกมาก

เซอร์ โฮเวิร์ด จบการศึกษาที่แอดเดอะเลด

 

 

2458

ฟิสิส์

เซอร์ (วิลเลียม) ลอว์เรนซ แบรกก์ (Sir (William) Lawrence Bragg)

ผู้ได้รับรางวัลโนเบลที่อายุน้อยที่สุด โดยได้รับร่วม กับบิดาของท่านคือเซอร์ (วิลเลียม) เฮนรี่ แบรกก์ ท่านทั้งสองยังได้ค้นพบวิธีเอ็กซเรย์ เพื่อใช้ในการค้นหา โครงสร้างของผลึกอีกด้วย

เซอร์ วิลเลียมจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแอด เดอะเลด

 


กระบวนการ Reverse Osmosis

          ต้นกำเนิดของระบบกรองน้ำ Reverse Osmosis (R.O.) ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อในกองทัพเรือสหรัฐ เพื่อนำน้ำทะเลมาผ่านการบำบัดและผ่านการกรองให้เป็นน้ำจืด

          Reverse Osmosis (R.O.) หรือ (รีเวอร์ส ออสโมซิส) คือระบบการกรองโดยการเพิ่มแรงดันให้กับน้ำโดยBooster Pump เพื่อน้ำดิบไหลผ่านเยื่อกรอง R.O. Membrane (อาร์.โอ. เมมเบรน) โดยเยื่อกรอง R.O. Membrane นี้มีขนาดรูพรุนที่ผิวของเยื่อกรองเพียง 0.0001 ไมครอนเท่านั้น จึงทำให้โมเลกุลของน้ำสามารถไหลผ่านเยื่อกรองดังกล่าวได้ เว้นแต่สารละลาย ที่มีขนาดโมเลกุลขนาดใหญ่กว่าเยื่อกรอง R.O. Membrane อาทิเช่น ปรอท, ตะกั่ว, โลหะหนักชนิดต่างๆ รวมถึงเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย ไม่สามารถผ่านเยื่อกรอง R.O. Membrane ได้ก็จะถูกขับออกทางท่อน้ำทิ้งของระบบ R.O. ไป



          น้ำที่ผ่านกระบวนการผลิตด้วยระบบ Reverse Osmosis นี้จึงได้รับการรับรองจาก The EPA (Environmental Protection Agency-USA) ว่าเป็นระบบการผลิตน้ำบริสุทธิ์ที่ดีที่สุดระบบหนึ่งของโลกปัจจุบัน ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ด้วยกระบวนการวิเคราะห์ทางฟิสิกส์, เคมี, พิษวิทยา และจุลชีววิทยา ดังนั้นจะพบได้ว่าน้ำที่ผ่านกระบวนการกรองดังกล่าวเมื่อนำน้ำไปต้มจะไม่เกิดคราบตะกรัน ซึ่งนั้นเป็นผลมาจากการที่ระบบกรองน้ำ R.O. จะแยกโมเลกุลของน้ำ ออกจากสารละลายต่างๆ ที่เจือปนอยู่ในน้ำ จึงทำให้เรามั่นใจได้ว่าน้ำที่ผ่านกระบวนการกรองด้วยระบบ Reverse Osmosis (R.O.) เป็นน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากโลหะหนัก, เชื้อไวรัส และแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

          ระบบกรองน้ำ Reverse Osmosis (R.O.) จึงเป็นระบบผลิตน้ำบริสุทธิ์ ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในยุคปัจจุบันนี้ จึงได้มีการนำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้งานในด้านการอุปโภค, บริโภค และใช้ในงานอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิเช่น ผลิตน้ำดื่มบริสุทธิ์เพื่อการบริโภค
 




ขั้นตอนที่ 1 :  Polyweb Filter  ไส้กรองโพลีเว็บ ขนาด 5 ไมครอน (Cellulose Sediment Cartridge) กรองสิ่งสกปรกที่ปะปนมากับน้ำ และสารแขวนลอย เช่น โคลน, ทราย, หินปูน, สนิมเหล็ก และโลหะหนัก ฯลฯ

ขั้นตอนที่ 2 :  GAC Filter (Granular Activated Carbon : GAC) ทำหน้าที่กรองสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกาย เช่น คลอรีน, แก็สไข่เน่า, ผงซักฟอก, ฟีนอล สารประกอบไฮโดรคาร์บอน

ขั้นตอนที่ 3 :  CTO Filter (Carbon Block) เป็นการหลอมผงคาร์บอน และอัดแน่นเป็นเนื้อเดียวกันทำให้มีประสิทธิภาพในการกรองสูงกว่าคาร์บอนทั่วๆ ไปจะกรองเอากลิ่น, สี, ครอรีน, สารอินทรีย์ต่างๆ ที่ทำให้รสชาติของน้ำเปลี่ยนไป และช่วยยืดอายุการใช้งานของเมมเบรน

ขั้นตอนที่ 4 :  R.O. Membrane Filter ซึ่งเป็นหัวใจของการกรอง ในระบบนี้ ขนาดการกรองเล็กมากถึง 0.0001 ไมครอน ซึ่งสามารถกรองสารละลายจำพวกโลหะหนักต่างๆ เช่น ปรอท, ตะกั่ว, แคดเมี่ยม ฯลฯ ในน้ำ รวมทั้งแบคทีเรีย, ไวรัส , E-Coli, Samonella, Giardia Lamblia ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง และอื่นๆ

ขั้นตอนที่ 5 :  TCR Filter คาร์บอนคุณภาพสูงช่วยในการปรุงแต่งรสชาดน้ำให้ดียิ่งขึ้นก่อนการบริโภค
 


เครื่องยนต์ใช้ลมอัด

 เครื่องยนต์ใช้ลมอัด

 TATA มอเตอร์ บริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินเดีย ประกาศผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานลมในการขับเคลื่อน โดยจะทยอยนำส่งเข้าสู่โชว์รูมในปี พ.ศ. 2552 รถยนต์พลังลม หรือ AirCarนี้ ใช้การปล่อยอากาศจากระบบบีบอัดอากาศด้วยความดันสูง โดยอากาศที่ปล่อยออกมาจะทำหน้าที่หมุนเพลา ทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ โดยการเติมอากาศ สามารถเติมได้ตามสถานีอัดอากาศด้วยราคาไม่แพง

โดยความเร็วสูงสุดที่ทำได้อยู่ที่ประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและสามารถวิ่งได้ประมาณ 200 กิโลเมตรต่อการเติมอากาศหนึ่งครั้ง บริษัทผู้ออกแบบรถยนต์พลังลมคันนี้ คือ บริษัท MDI จากประเทศลักเซมเบิร์ก ซึ่งให้สิทธิบัตรแก่ตาต้าในการผลิตรถ
ยนต์พลังลมในประเทศอินเดีย โมเดลแรกของตาต้า CityCAT ตั้งราคาไว้ประมาณ 400,000บาท โดยตาต้าหวังไว้ว่าจุดเด่นของ CityCAT ที่ไม่มีการปล่อยมลพิษทางอากาศ และราคาไม่ แพง จะทำให้รถพลังลมรุ่นแรกนี้ จะทำยอดขายได้ดีในตลาดอินเดีย


รถพลังลม สุดยอดมากๆ


MiniCat - air powered car

ดีครับเพื่อนๆ วันก่อนไป search ข้อมุลจากเนทเลยไปเจอเจ้า Minicat ตัวนี้เข้าเห็นว่าเจ๊งมากเลยเอามาให้อ่านกัน เพราะว่าราคาน้ำมันตอนนี้แพงมหาศาลเลย แล้วก็ยังลดโลกร้อนได้อีกด้วย

รถคันนี้เป็นรถเล็กในรูปแบบ City car นะครับสามารถวิ่งได้ไกล 300 กิโลเมตร หรือว่า 10 ชั่วโมงต่อการเติมเชื่อเพลง 1 ครั้งนะครับ เจ้าเชื้อเพลิงที่ว่านี้คือลมครับ จะเป้นกรอัดลดเข้าไปในเครื่องยนตืที่ใช้เทคโนโลยี compressed air technology (CAT) เหมือนเป็นแรงอัดอากาศนั้นละครับ ราคาลมก็ตกราวๆ 1 ดอลล่า ต่อ 62 ไมล์ โดยต้องไปเติมที่ปั้มเติมลมอัดอากาศนะครับ

รู้สึกว่าตอนนี้จะมีการผลิตเพื่อขายกันจริงๆ ด้วยนะครับ ที่สำคัญต้องมีปั้มเติมลมนั่นนะสิครับคือปัญหาถ้าเราจะเอามาใช้ในเมืองไทย


Air Car MiniCAT Technical Specifications


ข้อมุลเพิ่มเติม http://www.theaircar.com/acf/

ลดความเครียด

   วิธีลดความเครียดของ Sponge ซึ่งเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วย  วิธีคลายความเครียด เช่น 1. เต้นตามจังหวะเพลง  2. คุยกับสัตว์เลี้ยง  3. ฟังเพลงและยืดร่างกาย   วิธีใดดีสุด  คลิกค่ะ  


เศษแก้วที่หายไป

   หน่วยสืบสวนของ Sponge  เข้าค้นหาหลักฐานชิ้นสำคัญ มันคือเศษแก้วที่หายไป  สาเหตุที่มันหายไปเกี่ยวข้องกับการหักเหของแสง  คลิกค่ะ  


พวงกุญแจกับหลอดกาแฟ

   เขียนรูปหัวใจลงบนกระดาษไข  ทากาว  และแปะเศษหลอดกาแฟลงบนรูปหัวใจ  นำเตารีด มารีดทับ  คลิกค่ะ  


ซองปริศนา

   เมื่อพี่โยกเยกเปิดซอง  เศษกระดาษและพลาสติก จะกระเด้งกระดอนออกมา ทำได้อย่างไร  คลิกค่ะ 


สกรีนเสื้อด้วยครีมกันแดด

   อุปกรณ์ทดลองประกอบด้วย ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ  รูปถ่าย  ผ้ากันเปื้อน  และเตารีด คลิกค่ะ 


น้ำตาลก้อนซ่อนรัก

   อุปกรณ์การทดลองประกอบด้วย  น้ำตาลทราบไม่ฟอกสี  คอนเฟครูปหัวใจ  ช้อนเปล่า  และช้อนที่ทำเป็นแม่แบบ  คลิกค่ะ  


แก้วน้ำพลาสติกกับกำไล

   ตัดแก้วพลาสติกให้เหลือครึ่งแก้ว  ตกแต่งลวดลายด้วยสีเมจิก  นำไปเข้าในเตาอบ  คลิกค่ะ 


ช็อกโกแลต

   ถิ่นกำเนิดช็อกโกแลตอยู่ที่เม็กซิโก  โดยมีชื่อว่า คาคาฮอตทัส  คลิกค่ะ  


สีเทียนคืนชีพ

   นำสีเทียนที่เหลือ  มาตัดเป็นชิ้นเล็กๆด้วยคัตเตอร์  ใส่ลงในแม่พิมพ์  นำเข้าไปไว้ในเตาอบสักครู่  คลิกค่ะ 


การผักผ่อนในอนาคต

   รถบ้านสำหรับวันหยุดในอนาคต  เป็นรถไฮเทคแสนสบาย ทันสมัย ใช้พลังงานแสงอาทิตย์  มีคอมพิวเตอร์อยู่บนรถที่สามารถเล่นเน็ต  และติดต่อธุรกิจได้แทบทุกประเภท  มีห้องน้ำ และ  ห้องงครัว คลิกค่ะ 


การรีไซเคิลขยะ

    การจัดการกับขยะจำนวนมหาศาล  ใช้การหมักซึ่งเป็นวิธีโบราณที่มีประสิทธิภาพสูง  คลิกค่ะ 


เกมคอมพิวเตอร์เสมือนจริง

     เพราะตัวประมวลผลในคอมพิวเตอร์มีความเร็วสูงขึ้น  เกมจึงมีความเร็วขึ้น  ซ้บซ้อนขึ้น สนุกมากขึ้น  และเสมือนจริงมากขึ้นทุกทีๆ  คลิกค่ะ 


คลื่นเทียม

     เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องไปโต้คลื่นจริงอีกต่อไปแล้ว  เพราะในเมืองก็สามารถสร้างคลื่นขึ้นได้เอง   คลิกค่ะ 


นาโนเทคโนโลยี

     เป็นเทคโนโลยีขนาดจิ๋วที่เล็กกว่าไมโครเมตร   คลิกค่ะ 


นวัตกรรมนาโน ชนิดไลโบโซม

     ใบบัวบกนาโน ช่วยลดรอยเหี่ยวย่น  และการอักเสบได้อย่างได้ผล คลิกค่ะ 


แทงทะลุถุงพลาสติกใส่น้ำ

    เด็กนักเรียนจำนวน 20 น แสดงการทำงานเป็นทีม โดยแทงดินสอจำนวน 20 ท่งใส่ถุงพลาสติกใส่น้ำ โ ดยน้ำต้องไม่รั่วออกมา   คลิกค่ะ 


 

รถพลังอากาศอัด ของ บุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

 

 

 




สถิติรางวัลโนเบลในแวดวงนิวเคลียร์

สุรศักดิ์  พงศ์พันธุ์สุข
กลุ่มวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์
สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ก่อนอื่นต้องขอให้นิยามก่อนว่า “แวดวงนิวเคลียร์” ในที่นี้จะกินความหมายครอบคลุมกว้างขวางเพียงใด

เพราะถ้าจะว่าโดยเคร่งครัดแล้ว คำว่านิวเคลียร์จะหมายถึงเพียงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียสของอะตอมโดยตรงเท่านั้น เช่น ปฏิกิริยานิวเคลียร์ก็มี ฟิชชัน ฟิวชัน การจับยึดนิวตรอน ถ้าเป็นรังสีก็มีรังสีแอลฟา บีตา แกมมา ที่ปล่อยออกมาจากนิวเคลียสของอะตอม แต่ไม่รวมถึงรังสีเอกซ์ซึ่งเกิดขึ้นภายนอกนิวเคลียส แต่ก็ยังเกิดอยู่ภายในอะตอมในชั้นของอิเล็กตรอนที่โคจรอยู่รอบนิวเคลียส

อย่างไรก็ดี หน่วยงานด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ล้วนมีการใช้รังสีเอกซ์อยู่ด้วยกันทั้งนั้น อีกประการหนึ่ง คนทั่วไปมักนึกถึงนิวเคลียร์ในแง่ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นส่วนใหญ่ แต่แท้จริงแล้ว เทคโนโลยีนิวเคลียร์มีความหลากหลายมาก โดยเฉพาะการนำรังสีชนิดต่าง ๆ จากไอโซโทปกัมมันตรังสีรวมทั้งรังสีเอกซ์ด้วยมาใช้ประโยชน์

ดังนั้น “แวดวงนิวเคลียร์” ที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้จึงหมายรวมถึง เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ โครงสร้างของอะตอม คือหมายรวมอิเล็กตรอนด้วย นอกจากนอกจากเรื่องของสารกัมมันตรังสี และรังสีที่ปล่อยออกมาจากนิวเคลียสของอะตอมแล้ว ก็ยังเหมาเอาเรื่องของรังสีเอกซ์ไว้เช่นกัน

เมื่อเข้าใจ “แวดวงนิวเคลียร์” ตรงกันแล้วก็จะได้ขยับไปที่เรื่องของรางวัลโนเบลต่อไป

รางวัลโนเบลถือกำเนิดจากชาวสวีเดนชื่อ อัลเฟรด เบอนาร์ด โนเบล (Alfred Bernard Nobel) เกิดที่กรุงสตอกโฮล์มเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 1833 เขาประสบความสำเร็จในการผสมไนโตรกลีเซอรีนกับทรายละเอียดชนิดหนึ่ง เรียกว่า “ดินเบา” (kieselguhr) สามารถขึ้นรูปเป็นแท่งทรงกระบอกยาวได้ และได้ตั้งให้ชื่อมันว่า “ไดนาไมต์” ซึ่งสร้างชื่อเสียง และความร่ำรวยให้โนเบลอย่างมากโดยมีโรงงานผลิต 90 แห่งใน 20 ประเทศ ไดนาไมต์เป็นระเบิดที่มีแรงระเบิดรุนแรง มีขนาดเล็กและใช้งานสะดวก เช่น ใช้ในการขุดอุโมงค์ ระเบิดหิน และสร้างสะพาน จึงเป็นที่ต้องการมากในอุตสาหกรรมก่อสร้าง และยังมีการนำไปใช้ในสงครามคร่าชีวิตผู้คนไปเป็นอันมาก ดังนั้น เมื่อเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม  ค.ศ. 1896 รวมอายุได้ 63 ปี เขาได้เขียนพินัยกรรมลงวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 1895 มอบทรัพย์สินส่วนใหญ่ให้เป็นเงินทุน สำหรับมอบให้แก่บุคคลที่มีผลงานดีเด่นที่ก่อคุณประโยชน์แก่มวลมนุษย์ชาติทั้งโลก ใน 5 สาขา ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี สรีรวิทยาหรือแพทยศาสตร์ วรรณกรรม และสาขาสันติภาพ

www.nobelprize.org

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1901 เป็นต้นมา ประมาณตั้งแต่เดือนตุลาคมของทุกปี ก็จะมีการทยอยประกาศรายชื่อบุคคลที่มีผลงานดีเด่น ที่ก่อคุณประโยชน์แก่มวลมนุษย์ชาติทั้งโลก ให้เป็นผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลในแต่ละสาขา และมีพิธีมอบรางวัลในวันที่ 10 ธันวาคม อันตรงกับวันคล้ายวันถึงแก่อนิจกรรมของอัลเฟรด โดยการจัดการและการมอบรางวัลเตรียมการทั้งหมดโดยมูลนิธิโนเบล

ถึงปี 2008 นี้มีผู้ได้รับรางวัลโนเบลรวมทั้งหมด 789 คน เป็นผู้ชาย 754 คนและผู้หญิง 35 คน กับอีก 20 สถาบัน รวมทั้งสิ้น 809 ราย ต่อไปนี้เป็นสถิติรางวัลโนเบลที่เกี่ยวกับแวดวงนิวเคลียร์

สถิติที่ 1 เริ่มตั้งแต่ปีแรกของการแจกรางวัลโนเบลคือ ค.ศ. 1901 ปีนั้น รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปีแรกตกเป็นของผลงานทางนิวเคลียร์ คือ การค้นพบรังสีเอกซ์ของชาวเยอรมันชื่อ วิลเฮล์ม คอนราด เรินต์เกน (Wilhelm Konrad Roentgen)

www.gutenberg.org

สถิติที่ 2 สองปีถัดมา ค.ศ. 1903 ผู้หญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล คือ มารี กูรี (Marie Curie) ที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า มาดามคูรี และเป็นรางวัลในสาขาฟิสิกส์จากผลงานทางนิวเคลียร์โดยตรงโดยมีผู้ได้รับรางวัลร่วมกัน 3 คน รางวัลครึ่งหนึ่งเป็นของชาวฝรั่งเศสชื่อ อองรี แบ็กเกอแรล (Henri Becquerel) ที่มักออกเสียงกันเป็นภาษาอังกฤษว่า เบ็กเคอเรล จากผลงานการค้นพบปรากฏการณ์กัมมันตภาพรังสี (radioactivity) อันเป็นการค้นพบว่าสารบางชนิดมีการแผ่รังสีออกมา ส่วนรางวัลอีกครึ่งหนึ่งเป็นของมาดามคูรีกับสามีชื่อปีแอร์ ในการทุ่มเทศึกษาทำความเข้าใจต่อปรากฏการณ์การแผ่รังสีที่ว่านี้

            สถิติที่ 3 และ 4 ก็แน่นอนละว่ามาดามคูรีกับสามีเป็นสามีภรรยาคู่แรกที่ได้รับรางวัลโนเบล (มีทั้งหมด 4 คู่) และยังเป็นสามีภรรยาคู่แรกที่ได้รับรางวัลร่วมกัน (มีอีก 1 คู่ และแปลกมากที่เป็นลูกสาวและลูกเขย ของปีแอร์กับมาดามคูรีนั่นเอง) ด้วย ซึ่งก็เป็นรางวัลจากผลงานทางนิวเคลียร์ดังกล่าวแล้ว

fun.familyeducation.com/slideshow/love/49015.html

สถิติที่ 5 และ 6 ก็เป็นของมาดามคูรี คือ เป็นคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลถึงสองครั้ง (ได้สองครั้งมีทั้งหมด 3 คน กับ 2 สถาบัน และองค์การกาชาดสากลได้สามครั้ง) โดยที่เธอได้รับรางวัลครั้งที่ 2 เมื่อ ค.ศ. 1911 จากผลงานการค้นพบธาตุกัมมันตรังสีเรเดียมและพอโลเนียม และเป็นรางวัลในสาขาเคมี เธอจึงเป็นคนแรกที่ได้รับรางวัลสองครั้งในสองสาขา (ต่อมามีอีก 1 รายเท่านั้นคือ ไลนัส พอลิง (Linus Pauling) ได้รับรางวัลในสาขาเคมีในปี 1954 และสาขาสันติภาพในปี 1962 แต่พอลิงมีความพิเศษกว่าคือ เป็นรางวัลที่ได้รับคนเดียวโดด ๆ ทั้งสองครั้ง


สถิติที่ 7-10 สถิติหนึ่งยังคงเป็นของมาดามคูรีอีกคือ เป็นแม่กับลูกสาวคู่แรก (และมีอยู่คู่เดียว) ที่ได้รับรางวัลโนเบล ลูกสาวของเธอมีชื่อว่า อีแรน โชลีโล-กูรี (Irene Joliot-Curie) ได้รับรางวัลร่วมกับสามีของเธอชื่อว่า เฟรเดริก โชลีโย (Fr?d?ric Joliot) จากผลงานการสังเคราะห์ธาตุกัมมันตรังสีขึ้นมาใหม่ที่ไม่เคยมีอยู่ในธรรมชาติได้สำเร็จเป็นครั้งแรก บุคคลทั้งหมดนี้เป็นชาวฝรั่งเศส และก็แน่นอนว่าอีแรนก็เป็นลูกสาวของปีแอร์ด้วย ทั้งคู่จึงเป็นพ่อกับลูกสาวคู่แรก (และคู่เดียว) ที่ได้รับรางวัลโนเบล ไปด้วย นอกจากนี้มาดามคูรีกับเฟรเดริกยังเป็น แม่ยายกับลูกเขยคู่แรกและคู่เดียว ที่ได้รับรางวัลโนเบล และในทำนองเดียวกันปีแอร์กับเฟรเดริกก็ยังเป็น พ่อตากับลูกเขยคู่แรกและคู่เดียว ที่ได้รับรางวัลโนเบลอีกด้วย

http://www.curie.fr/img/photos/musee/ifjc-b.jpg

สถิติที่ 11 คือ พ่อกับลูกชายคู่แรกที่ได้รับรางวัลโนเบล (มี 6 คู่) ได้แก่ชาวอังกฤษชื่อว่า เจ.เจ. ทอมสัน (J. J. Thomson) ผู้เป็นพ่อ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์เมื่อ ค.ศ. 1906 จากการค้นพบอิเล็กตรอน อันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของอะตอม และลูกชายชื่อว่า จอร์จ แพเจ็ต ทอมสัน (George Paget Thomson) ได้รับรางวัลในสาขาฟิสิกส์เช่นกันเมื่อปี 1937 จากการค้นพบการทดลองการเลี้ยวเบนของอิเล็กตรอน (ที่พ่อของเขาค้นพบ) ด้วยผลึก

http://www.nndb.com/people/

สถิติที่ 12 และ 13 พ่อกับลูกชายคู่แรก (และคู่เดียว) ที่ได้รับรางวัลโนเบลร่วมกัน ได้แก่ชาวอังกฤษชื่อ วิลเลียม แบรกก์ (William Bragg) ผู้เป็นพ่อและลูกชาย ชื่อว่า ลอว์เรนซ์ แบรกก์ (Lawrence Bragg) ที่ประหลาดคือ ลอว์เรนซ์ถือว่าเป็นชาวออสเตรเลีย เพราะมีแม่เป็นชาวออสเตรเลีย เขาเกิดและเติบโตในออสเตรเลียจนอายุ 19 ปีจึงติดตามพ่อที่กลับไปใช้ชีวิตที่อังกฤษ ทั้งคู่ได้รับรางวัลจากผลงานการใช้รังสีเอกซ์วิเคราะห์โครงสร้างของผลึก นอกจากนี้ลอว์เรนซ์ยังเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลที่อายุน้อยที่สุด คือ 25 ปี

สถิติที่ 14 ในบรรดาพ่อกับลูกชายทั้ง 6 คู่ เป็นรางวัลจากการค้นพบในแวดวงนิวเคลียร์มากที่สุดถึง 3 คู่ โดยสองคู่แรกอยู่ในสถิติที่ 9 และ 10 และยังมีอีกคู่หนึ่งคือ ชาวเดนมาร์กชื่อว่า นีลส์ โบร์ (Niels Bohr) ผู้พ่อที่มีผลงานรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 1922 คือ การศึกษาโครงสร้างของอะตอมและรังสีที่ปล่อยออกมาจากอะตอม กับลูกชายชื่อว่า อาเก เอ็น. โบร์ (Aage N. Bohr) ด้วยรางวัลจากผลงานสาขาฟิสิกส์ประจำปี 1975 คือ การค้นพบการเชื่อมโยงระหว่างผลรวมการเคลื่อนที่ (collective motion) กับการเคลื่อนที่ของอนุภาคภายในนิวเคลียสของอะตอม ซึ่งนำไปพัฒนาทฤษฎีโครงสร้างของนิวเคลียสของอะตอมอีกทอดหนึ่ง


แวดวงนิวเคลียร์ครอบครองสถิติ “ที่สุดของรางวัลโนเบล” ไว้เป็นส่วนใหญ่ ที่ไม่ได้ครอบครองก็คือ สถิติการได้รับรางวัลโนเบลร่วมกันมากกว่าหนึ่งคนมีเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปีแรกของการแจกรางวัล โดยเป็นรางวัลในสาขาสันติภาพซึ่งเป็นของชอง อองรี ดูนอง (Jean Henri Dunant) ชาวสวิสผู้ก่อตั้งองค์การกาชาดสากล กับเฟรเดริก ปาสซี (Fr?d?ric Passy) ชาวฝรั่งเศส


สถิติต่อมาคือพี่ชายกับน้องชายเป็นของชาวดัตช์ชื่อ ยาน ทินเบอร์เจน (Jan Tinbergen) สาขาเศรษฐศาสตร์ กับนิโคลาส ทินเบอร์เจน (Nikolaas Tinbergen) สาขาสรีรวิทยาและแพทยศาสตร์ (สถิติพี่สาวกับน้องสาว พี่สาวกับน้องชาย หรือพี่ชายกับน้องสาว ยังไม่มี)


สถิติคนที่มีอายุมากที่สุดเป็นของชาวอเมริกันเกิดในโปแลนด์ชื่อ เลโอนิด เฮอร์วิกซ์ (Leonid Hurwicz) สาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2007 ได้รับขณะมีอายุ 90 ปี


มีคนสองคนที่ปฏิเสธรางวัลคือชาวฝรั่งเศสชื่อ ชอง-ปอล ซาร์ตร์ (Jean-Paul Sartre) สาขาวรรณกรรม กับชาวเวียดนามชื่อเลอ ดุก โท (Le Duc Tho) สาขาสันติภาพ และมีอีกสี่คนที่ถูกรัฐบาลประเทศตนบังคับไม่ให้รับรางวัล โดยเป็นชาวเยอรมันสามคน คือ ริชาร์ด คุน (Richard Kuhn) อะดอล์ฟ บูเทนันดท์ (Adolf Butenandt) และเกอร์ฮาร์ด โดมักค์ (Gerhard Domagk) อีกคนเป็นชาวรัสเซียชื่อ โบริส พาสเตอร์แนก (Boris Pasternak) เป็นรางวัลสาขาวรรณกรรมประจำปี 1958


รางวัลโนเบลรางวัลหนึ่งซึ่งแม้ “ไม่ใช่” สถิติที่สุด แต่ก็น่าจะเอ่ยถึง และเป็นรางวัล “ล่าสุด” ที่แวดวงนิวเคลียร์ได้รับ นั่นคือรางวัลในสาขาสันติภาพประจำปี 2005 โดยรางวัลครึ่งหนึ่งตกเป็นของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency (IAEA)) อันเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์การสหประชาชาติ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1957 ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการนิวเคลียร์ทั่วโลก มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และรางวัลอีกครึ่งหนึ่ง เป็นของชาวอียิปต์ชื่อโมฮาเมด เอลบาราได (Mohamed ElBaradei) ผู้อำนวยการใหญ่คนปัจจุบันของทบวงการนั่นเอง สำหรับผลงานได้แก่ ความพยายามร่วมกันเพื่อป้องกันการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางทหาร และในการประกันว่า การใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติเป็นไปในวิถีทางที่ปลอดภัยที่สุด

The Nobel Peace Prize 2005

www.nobelprize.org

 

 

โอโกล: เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ธรรมชาติ

สุรศักดิ์  พงศ์พันธุ์สุข
กลุ่มวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์
สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ค.ศ. 1972 มีการค้นพบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หรือเตานิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติทางแอฟริกาตะวันตก คือที่ “โอโกล” (Oklo) ในสาธารณรัฐกาบอง ซึ่งมีสภาวะวิกฤตเมื่อประมาณ 1.7 พันล้านปีก่อน พลังงานที่ปล่อยออกมาประมาณว่า 15,000 เมกะวัตต์-ปี จากยูเรเนียมที่ใช้ไปราว 6 ตัน โดยมันน่าจะทำงานนานอยู่หลายแสนปี
(1) บริเวณเตานิวเคลียร์ (2) ชั้นหินทราย (3) ชั้นแร่ยูเรเนียม (4) ชั้นหินแกรนิต
โอโกล (Oklo) อยู่ใกล้เมือง ฟรองซ์วีล (Franceville) จังหวัด โอ-โอโกอูเอ (Haut-Ogoou?) ในกาบอง (Gabon) ประเทศที่อยู่ตอนกลางด้านทิศตะวันตก ของทวีปแอฟริกา

ภาพ: http://www.answers.com/oklo

โอโกลเป็นบริเวณที่อุดมด้วยสินแร่ยูเรเนียมที่มีชื่อว่าพิตช์เบลนด์ (pitchblende) นักธรณีวิทยาคำนวณว่าเกิดมีแร่ในช่วงบรมยุคโพรเทอโรโซอิก (Proterozoic อยู่ในช่วง 500 ถึง 2500 ล้านปีก่อน) ซึ่งพออธิบายการเกิดว่า ตามเคมีของยูเรเนียมนั้น ตามปกติยูเรเนียมจะละลายได้ในน้ำที่มีออกซิเจนละลายอยู่ ก็คือโดยเกิดการออกซิไดส์นั่นเอง ในยุคดังกล่าวน้ำบาดาลที่มีออกซิเจนละลายอยู่จึงละลายเอายูเรเนียมที่เกิดกระจัดกระจายในหินมาอยู่ในน้ำเรียกว่า ไอออนยูเรนิล (uranyl ion) ซึ่งความเข้มข้นสูงสุดอยู่ไม่เกิน 2-3 ส่วนในล้านส่วนหรือพีพีเอ็ม ที่โอโกลมีชั้นสาหร่ายที่มีจุลินทรีย์เฉพาะ (พวกแบคทีเรีย) แทรกอยู่ จุลินทรีย์พวกนี้มีความสามารถพิเศษในการดูดจับยูเรเนียมไว้ จนในที่สุดยูเรเนียมออกไซด์บริสุทธิ์ก็ถูกสะสมพอกพูนขึ้นมาเป็นแหล่งแร่ยูเรเนียม
มาตราธรณีกาล (ภาพ: http://en.wikipedia.org/wiki/Geologic_timescale)
เหมืองที่โอโกลเป็นแหล่งสำคัญที่ป้อนยูเรเนียมให้กับอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส และเมื่อเดือนพฤษภาคม 1972 แร่ยูเรเนียมที่ส่งลงเรือมาฝรั่งเศสทำให้เจ้าหน้าที่ของโรงงานผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่เมืองปีแอร์ลาต (Pierrelatte) คนหนึ่ง ต้องประหลาดใจที่ได้พบว่ามีบางสิ่งน่าสงสัย จากผลการสอบวิเคราะห์ตัวอย่างยูเรเนียมที่นักธรณีวิทยาเหมืองแร่ส่งมาจากเหมืองที่โอโกล ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่าเสปกโทรมิเตอร์มวลซึ่งเป็นงานประจำที่เขาทำอยู่ทุกวัน กล่าวคือ ยูเรเนียมในธรรมชาติมีไอโซโทปหลัก ๆ อยู่ 3 ชนิด คือ ยูเรเนียม-238 ซึ่งมีความอุดมมากที่สุด 99.2745 เปอร์เซ็นต์ ยูเรเนียม-234 ที่มีความอุดมน้อยที่สุด (เรียกว่า ปริมาณน้อย หรือ  trace) และ ยูเรเนียม-235 ที่เป็นวัสดุฟิสไซล์อันสามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่แบ่งแยกนิวเคลียสได้ โดยปัจจุบันยูเรเนียม-235 ไม่ว่าที่ไหน ๆ รวมทั้งบนดวงจันทร์ และแม้แต่ในเศษดาวตก ก็จะมีความอุดมตามธรรมชาติของมันเท่ากับ 0.7202 เปอร์เซ็นต์ แต่เขาสังเกตว่าบางตัวอย่างมีค่าต่างไปเป็น 0.7171 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าความแตกต่างนี้จะเล็กน้อย แต่ก็มากพอที่จะทำให้เขาเอะใจและเอาใจใส่ว่าน่าจะมีสิ่งไม่ชอบมาพากลบางประการเกิดขึ้นกับเหมืองโอโกล ต่อมาเขาก็พบหลายตัวอย่างจากโอโกลมียูเรเนียม-235 น้อยลงไปอีก คือ 0.44 เปอร์เซ็นต์ นั่นคือต้องมียูเรเนียม-235 หายไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งจากการคำนวณก็ประมาณได้ว่า มีปริมาณยูเรเนียม-235 หายไปรวม ๆ กันถึง 200 กิโลกรัม ซึ่งมากพอจะสร้างลูกระเบิดนิวเคลียร์ได้สักโหลหนึ่ง
สภาพเหมืองและก้อนแร่พิตช์เบลนด์ (ภาพ: http://www.ipp.mpg.de/ippcms/de/pr/publikationen/ep/ep0404/0404_oklo.html)
เรื่องนี้ถูกรายงานไปยังคณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณู (Commissariat ? l'Energie Atomique (CEA)) ของฝรั่งเศส ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายของคณะกรรมาธิการฯ ต้องพากันพิศวงงงงวยอยู่นานหลายสัปดาห์ และจากการตรวจสอบก็ไม่พบว่ามีใครในพื้นที่นั้นที่มีศักยภาพที่จะลักลอบเสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้ และก็ไม่พบว่ามีการขโมยขุดแร่ไปแล้วเอาแร่ที่ด้อยสมรรถนะกว่ามาสับเปลี่ยนแทนด้วย จนกระทั่งมีใครคนหนึ่งนึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อปี 1953 จอร์จ ดับเบิลยู. เวเทอริลล์ (George W. Wetherill) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กับ มาร์ก จี. อิงแกรม (Mark G. Inghram) จากมหาวิทยาลัยชิคาโก เคยคาดคะเนไว้ว่า น่าจะมีแหล่งแร่ยูเรเนียมบางแห่งที่ครั้งหนึ่งมีโอกาสว่า น่าจะเคยเกิดการแบ่งแยกนิวเคลียสหรือฟิชชันขึ้นเองตามธรรมชาติได้ คือเป็นเสมือนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หรือเตานิวเคลียร์ธรรมชาติ หลังจากนั้นไม่นาน พอล เค. คุโระดะ (Paul K. Kuroda) นักเคมีจากมหาวิทยาลัยอาร์คันซอก็ลองคำนวณว่าจะต้องใช้ยูเรเนียมเท่าใด ในการเกิดการแบ่งแยกนิวเคลียสได้เองอย่างต่อเนื่อง กระบวนการแบ่งแยกนิวเคลียสเกิดเองที่ว่านี้ก็คือ ธรรมชาติของธาตุรังสีอย่างยูเรเนียม-235 ย่อมมีการสลายโดยการปล่อยรังสีต่าง ๆ ออกมา บางครั้งก็มีนิวตรอนออกมาด้วย และการที่นิวตรอนสักอนุภาคหนึ่งบังเอิญไปโดนเอานิวเคลียสของอะตอมยูเรเนียม-235 และทำให้นิวเคลียสนั้นแบ่งแยกออกเป็นสองเสี่ยง กระบวนการนี้จะปล่อยนิวตรอนออกมาได้อีก 2-3 อนุภาค ที่อาจไปทำให้อะตอมอื่นเกิดการแบ่งแยกนิวเคลียสได้อีกเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่

เตานิวเคลียร์ธรรมชาติก็ต้องมีเงื่อนไขพิเศษ เช่นเดียวกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์กำลังที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ก็คือต้องมีเชื้อเพลิง ตัวหน่วงและตัวสะท้อนนิวตรอน มีพอยซัน (ซึ่งสามารถดูดกลืนนิวตรอนได้ดี) ไม่มาก การเกิดฟิชชันจึงจะไม่ชะงัก และต้องมีหนทางที่จะขจัดความร้อนที่เกิดขึ้นออกไป พื้นที่ที่โอโกลมีการสะสมตัวของยูเรเนียมตามธรรมชาติ โดยการเคลื่อนตัวและสะสมตัวของน้ำซึ่งในขณะนั้นน่าจะมีความอุดมสูงถึง 3 เปอร์เซ็นต์ กล่าวคือขณะโลกถือกำเนิด โลกมีปริมาณยูเรเนียม-235 อยู่จำนวนหนึ่งซึ่งสลายไปตามกาลเวลา เนื่องจากยูเรเนียม-235 มีครึ่งชีวิต 700 ล้านปี สั้นกว่าครึ่งชีวิตของยูเรเนียม-238 มาก (คือ 4,500 ล้านปี) ดังนั้นเมื่อราวหนึ่งพันล้านปีก่อน ในยูเรเนียมธรรมชาติมีสัดส่วนของยูเรเนียม-235 สูงกว่าไอโซโทปอื่น ซึ่งถ้ามียูเรเนียม-235 อยู่ 3 เปอร์เซ็นต์ก็มากพอจะรักษาปฏิกิริยานิวเคลียร์ไว้ได้ บริเวณเหมืองโอโกลอิ่มตัวด้วยน้ำใต้ดินซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งตัวหน่วง ตัวสะท้อน และตัวทำให้เย็นสำหรับนิวตรอน น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทำให้เกิดสภาวะวิกฤตสำหรับปฏิกิริยาแบ่งแยกนิวเคลียส เมื่อตอนปฏิกิริยาเริ่มต้นใหม่ ๆ น่าจะมีพอยซันอยู่น้อย และผลผลิตการแบ่งแยกนิวเคลียสอาทิเช่น ซีนอนและนีโอดิเมียมก็ทำหน้าที่พอยซันดูดกลืนนิวตรอน ซึ่งการดูดกลืนนิวตรอนไว้เป็นการจำกัดการปล่อยพลังงานออกมา

เมื่อปัจจัยทุกอย่างสมบูรณ์ ปฏิกิริยาแบ่งแยกนิวเคลียสก็เกิดขึ้น และปล่อยพลังงานออกมาทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นจนน้ำเดือดและกลายป็นไอน้ำระเหยหายไป ปฏิกิริยาลูกโซ่แบ่งแยกนิวเคลียสก็หยุดลงจนกว่าน้ำจะไหลกลับเข้ามาแทนที่ใหม่ ทำให้เตานิวเคลียร์ที่โอโกลเดิน ๆ หยุด ๆ เป็นวงจรอยู่อย่างนี้จนกว่ายูเรเนียม-235 จะมีสมรรถนะหรือความเข้มข้นไม่พอจะถึงสภาวะวิกฤตได้ ซึ่งก็กินเวลาหลายล้านปี

เพื่อยืนยันว่าเคยมีเตานิวเคลียร์ธรรมชาติอยู่จริง พวกนักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศสก็เริ่มค้นหาหลักฐานสนับสนุนอื่น สิ่งแรกที่ต้องมองหาก็คือธาตุบางชนิดที่เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ผลิตขึ้นมาที่เรียกว่าผลผลิตการแบ่งแยกนิวเคลียส แต่จะต้องเป็นชนิดที่เกิดเองตามธรรมชาติในที่ต่าง ๆ เป็นปริมาณน้อย ซึ่งจากหลาย ๆ ธาตุที่ตรวจสอบ พบว่ามีนีโอดิเมียมที่ชี้ชัดที่สุดว่ามีการเดินเครื่องของเตานิวเคลียร์จริง ๆ นีโอดิเมียมมีหลายไอโซโทปเสถียร แต่มีอยู่ 6 ไอโซโทปที่เป็นผลผลิตการแบ่งแยกนิวเคลียส การเปรียบเทียบความอุดมของนีโอดิเมียมของเหมืองโอโกลกับพื้นที่อื่น ๆ และกับที่พบเกิดอยู่ในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์สมัยใหม่ พบว่าแทบจะเท่ากับที่พบจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยุคปัจจุบัน การเปรียบเทียบผลผลิตการแบ่งแยกนิวเคลียสชนิดอื่นๆ ก็ยังตรงกันด้วย

นอกจากนี้ยังพบหลักฐานว่าเตานิวเคลียร์โอโกลยังผลิตเชื้อเพลิงของตัวมันเองอีกด้วย กล่าวคือ มีการระดมยิงยูเรเนียม-238 ด้วยนิวตรอนเกิดเป็นพลูโทเนียม-239 ซึ่งเกิดการแบ่งแยกนิวเคลียสได้ เท่ากับทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ด้วยนั่นเอง

ดังนั้น พวกชาวฝรั่งเศสนำโดยฟรองซิส เปอแรง (Francis Perrin) หนึ่งในผู้ริเริ่มโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของฝรั่งเศส จึงสรุปว่า เปอร์เซ็นต์ความแตกต่างของตัวอย่างยูเรเนียม-235 จากโอโกลที่ชัดเจนนี้ อธิบายได้เพียงประการเดียวว่า ยูเรเนียมถูกใช้ไปจากการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์แบ่งแยกนิวเคลียส และได้ประกาศการค้นพบนี้เมื่อวันที่ 25 กันยายน ปีนั้นเอง

ข้อมูลที่น่าสนใจที่ผุดออกมาจากเรื่องนี้ยังมีว่า เกินกว่าครึ่งหนึ่งของผลผลิตการแบ่งแยกนิวเคลียสกว่า 30 ชนิดที่พบนั้น ยังคงถูกกักเก็บอยู่ในบริเวณเตานิวเคลียร์รวมทั้งพลูโทเนียมทั้งหมดด้วย สตรอนเชียมส่วนใหญ่ถูกกักอยู่ในที่ที่มันเกิด มีบางส่วนที่เล็ดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งประมาณได้จากปริมาณของคริปทอน-85และซีเซียม-137 และจากการตรวจสอบต่อมาก็พบผลผลิตการแบ่งแยกนิวเคลียสมีปริมาณสูงผิดปกติหลายบริเวณ ที่น่าจะเป็นบริเวณที่เป็นเตานิวเคลียร์ธรรมชาติถึง 16 เตา และประมาณว่าตลอดอายุการทำงานของพวกมัน ได้ผลิตผลผลิตการแบ่งแยกนิวเคลียสรวมกันถึง 5.4 ตัน กับพลูโทเนียมอีก 1.5 ตัน

ฟรองซิส เปอแรง (ภาพ: photos.aip.org)
เอนรีโก แฟร์มี (ภาพ: http://www.atomicarchive.com/Bios/FermiPhoto.shtml)
หนึ่งในผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็คือการสร้างอะตอมิกไพล์ (ชื่อเริ่มแรกที่ใช้เรียกเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์) เครื่องแรกของโลกขึ้นที่ชิคาโกเมื่อ ค.ศ. 1941 โดยเอนรีโก แฟร์มี ซึ่งต้องใช้สมองใสที่สุดผนวกเข้ากับความพยายามทางวิศวกรรม เพื่อลอกเลียนสิ่งที่แบคทีเรียทำมาก่อนแล้วเมื่อหนึ่งพันเจ็ดร้อยล้านปีก่อน
“โอโกล” ฝีมือของแบคทีเรีย
“ชิคาโกไพล์-1” ฝีมือมนุษย์
อ้างอิง
  • James Lovelock, The Ages of Gaia (1988), http://www.alamut.com/proj/98/nuclearGarden/bookTexts/Lovelock_Oklo.html
  • Andrew Alden, http://geology.about.com/od/geophysics/a/aaoklo.htm
  • http://physics.isu.edu/radinf/natural.htm
  • Oklo: Natural Nuclear Reactors Fact Sheet, http://www.ocrwm.doe.gov/factsheets/doeymp0010.shtml
  • http://www.nationmaster.com/encyclopedia/Natural-nuclear-fission-reactor
  • http://www.skb.se/Templates/Standard____16912.aspx
 

 

 

Link ที่น่าสนใจ

สถาบันกวดวิชา

สถาบันกวดวิชาแอพพลายด์ฟิสิกส์

www.appliedphysics.ac.th/

สถาบันกวดวิชาดาว้องก์ ของอาจารย์ปิง

www.davance.com

สถาบันกวดวิชาออนดีมานด์

www.ondemand.in.th

โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ เคมีอาจารย์อุ๊

www.chem-ou.com

คณิตศาสตร์อาจารย์สมัย

www.samaionline.com

เดอะติวเตอร์

www.thetutor.in.th

ติวเตอร์ทูโฮม

www.tutor2home.com

สถาบันกวดวิชานีโอ ฟิสิกส์ เซ็นเตอร์ โดย อ. พิสิฏฐ์

www.neophysics.net

สถาบันกวดวิชา บ้านบัณฑิต

www.baanbundit.com

โรงเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษ โดยอาจารย์ ชัชัย

www.access-school.net

 

NISIT Academy

www.nisit.org

 

สถาบันกวดวิชา สอนพิเศษตามบ้าน

www.cututors.com

ศุนย์กวดวิชาบ้านครูมด

www.bankrumod.com

โรงเรียนกวดวิชายูเรก้า (Eureka School)

www.eureka-school.com

 

สถาบันกวดวิชา เจี๋ย

www.jia-math.net

โรงเรียนกวดวิชาอัจฉริยะบัณฑิน

www.homecenterzone.com

โรงเรียนกวดวิชาเสริมพื้นฐาน BTL

www.bti-tutor.com

สถาบันกวดวิชาท็อปเซ็นเตอร์

www.topcenterthailand.com

สยามติวเตอร์

www.siamtutor.com

โรงเรียนกวดวิชา ฟิสิกส์สุพัตรา

www.physicssuphattra.com

Nakhon English Training Center

www.netc.in.th

โรงเรียนกวดวิชาคเณศวร

www.kc-kk.com

 

สถาบันเดอะไบรท์เบรน

www.thebrightbrain.com

โรงเรียนกวดวิชาไพบูลย์

www.modernteach.com

 

สถาบันกวดวิชาคณิตศาสตร์ ป.6-ม.6

www.supk.com

โรงเรียนกวดวิชา อาจารย์อรรณพ

www.aj-annop.com

 

อ.กิตติภูมิ สอน Physics

www.aj-kittipoom.com

 

โรงเรียนสอนภาษาบ้านครูพลอย

www.baan-kruploy.com

 

 

ติวนิเทศศิลป์ สถาปัตย์

artstucafe.com

เคมี เซ็นเตอร์ สามย่าน

www.physics-koe.com

 

โรงเรียนบ้านคำนวณ

www.baancommuan.com

 

 


 

 

 

 

 


 


 

 

 

สบู่ดำ พืชทดแทนพลังงาน

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

 

{mospagebreak}

หน้า 5

 

{mospagebreak}

หน้า 6


ข้าวฟ่างหวาน

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6


 

 

 

 

มุมมองต่อจุมพิต จากรีดเดอร์ ไดเจสท์ กุมภาพันธ์ 52

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

สัตว์ก็จุมพิตเป็น

  คุณอาจคิดว่าอะไรจะบอกความเป็นมนุษย์ได้มากกว่าการจุมพิตที่ใครสักคนแสดงออกซึ่งความรักหรือนับถือ  แต่คิดใหม่ได้แล้ว  ความจริงคือสัตว์ก็จูบเป็นเหมือนกัน  และกระทำด้วยเหตุผลเดียวกัน  สุนัข แมว  นก  และสัตว์อื่นๆ เอาจมูกถูกันเลียกัน และหาเห็บให้กันเพื่อแสดงความรักใคร่  หรือไม่ก็ชวนให้มาเล่นกัน

 

 

 

 

แวร์เนอร์ ฟอน เบราน์ นักบุกเบิกอวกาศตัวจริง (Wernher Magnus Maximilian Freiherr Von Braun)

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

 

 

 

   

ก้าวแรกของการไปอวกาศ
 

     การศึกษาอวกาศในสมัยโบราณ เป็นศึกษาโดยการใช้จินตนาการและเครื่องมือที่ช่วยในการมองเห็น  เช่น  กล้องดูดาว  มีผลให้มนุษย์สามารถตอบคำถามให้กับตนเองในบางคำถาม  แต่ยังคงมีข้อสงสัยอีกมากมายที่ยังค้างคาอยู่ในจินตนาการของมนุษย์  ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าสามารถศึกษาอวกาศสามารถทำได้ดีกว่าในอดีตโดยการส่งเครื่องมือขึ้นไปศึกษาในอวกาศโดยตรง  จากในอดีตในวันที่ 17 ธันวาคม 1903  Orville และ  Wilbur  Wright  ได้ทำให้ความฝันเป็นจริง  ซึ่งสามารถพิชิตท้องฟ้าเหนือศีรษะของเรา  ซึ่งภายหลังความรู้ของการบินและจรวด ได้นำมนุษยชาติมาถึงยุคของอวกาศในปี 1957  ซึ่งมนุษย์สามารถไปยังอวกาศได้สำเร็จ
 
ยุคเริ่มต้นของจรวด
 
     จุดเริ่มต้นของความฝันในการสัมผัสอวกาศ หรือ การขึ้นไปเหนือชั้นบรรยากาศของโลกเริ่มต้นโดย  Kepler ได้แสดงให้มนุษย์เห็นถึงความเป็นไปได้ในการไปดวงจันทร์และ  Jules  Verne ได้แต่งหนังสือ From the earth to the moon (จากโลกไปยังดวงจันทร์)  ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนในสมัยนั้นเห็นว่า  จรวดเป็นสิ่งที่สามารถไปสู่อวกาศได้  ซึ่งจรวดได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยแรกๆด้วยจุดประสงค์ทางการทหาร  ซึ่งจากหลักฐานในอดีต  ลูกศรไฟ (fire  arrows)ได้นำมาใช้ในสงครามเป็นเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา  แต่การใช้จรวดที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ครั้งแรกในปี  1232 A.D. ในประเทศจีนโดยกลุ่ม  Chin Tartars ป้องกันเมืองของตนโดยใช้จรวดเพื่อต่อต้านพวก Mongols
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 Sir  William  Congreve (1772-1828) ทหารชาวอังกฤษผู้มีความเชี่ยวชาญด้านปืนใหญ่  (Artillery  expert)ได้พัฒนาจรวดซึ่งใช้โมเดลพื้นฐานของอินเดีย  ซึ่งใช้ดินปืน  (Black  powder)ในช่วงน้ำหนักระหว่าง 3 ถึง 23 กิโลกรัม  ในช่วงสงครามนาโปเลีย  ส่วนชาวอังกฤษใช้จรวดจำนวน 200 ลูก  ยิงได้ภายใน 30 นาที  ต่อต้านฝรั่งเศสที่  Bowlogne ในปี ค.ศ.1806  ทำให้บ้านเมืองลุกไหม้เป็นไฟ และในปี ค.ศ. 1807  ชาวอังกฤษได้ใช้จรวดกว่า 300 ลูก  ใช้ต่อต้านพวก  Copenhagen  ในการป้องกันฝรั่งเศสจากกองทัพของ  Danish นับว่าจุดเริ่มต้นของการใช้จรวดมิใช่เพื่อที่จะพิชิตอวกาศ แต่ใช้เพื่อพิชิตศัตรูที่มารุกรานประเทศของตน
 
     การใช้จรวดในการสงครามสมันนั้น  ความถูกต้องแม่นยำยังมีไม่มาก  แต่ก็แสดงให้เห็นถึงพลังการทำลายของจรวดได้อย่างมาก  และกองทัพอังกฤษได้ก่อตั้งหน่วยปืนใหญ่ขึ้นและเทคโนโลยีปืนใหญ่  ได้ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วหลังจากปี ค.ศ. 1815  และการศึกษาการพัฒนาของประสิทธิภาพของจรวดถูกให้ความสนใจน้อยลงและไม่มีการศึกษาทางทฤษฎีอย่างเด่นชัด

 

 
Orville และ  Wilbur  Wright 
 
Jules  Verne
 
Kepler
 
Sir  William  Congreve
     ซึ่งบุคคลแรกที่นำการศึกษาของจรวดมาใช้ในการขนส่งในอวกาศคือ  Konstatin  Tslolkovsky (1857-1935)  เป็นบิดาทางด้านอวกาศ (Father of Cosmonautics)  ของรัสเซีย  ซึ่งในปี 1880  เขาได้คำนวณความเร็วที่ต้องการใช้ในการส่งวัตถุผ่านชั้นบรรยากาศของโลกไปสู่อวกาศ  และเขาได้ทดลองการเผาไหม้ของจรวดขับดันซึ่งเกิดจากการผสมของ  ไฮโดรเจนเหลว (Liquid hydrogen) และ ออกซิเจนเหลว (Liquid Oxygen) ซึ่งสามารถพิสูจน์ประสิทธิภาพของจรวดในรูปของตัวเลขและนำมาใช้จนกระทั่งปัจจุบัน  (เครื่องยนต์หลักของ Space Shuttle ใช้หลักการนี้เช่นกัน)  ด้วยความอัจฉริยะของเขา  รัสเซียซึ่งเป็นประเทศแรกที่ให้นโยบายของประเทศในด้านอวกาศ  ซึ่งได้มีส่วนของการศึกษาปัญหาของจรวดในปี ค.ศ.1924 (The Bureau for study of the Problems of Rockets)
ส่วนทางอเมริกา  ยังคงตามหลังรัสเซียอยู่มากแต่ยังมีการศึกษาทางด้านอวกาศเช่นกันโดย  Robert H. Goddard  (ช่วงปี ค.ศ. 1882-1945)  ซึ่งเขาสร้างจรวดลำแรกของเขาโดยใช้จรวดเชื้อเพลิงเหลว (liquid-fuel rockets)  และยิงไปบนท้องฟ้าในประวัติศาสตร์ของอเมริกาในวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1926   และเขาเชื่อว่าถ้าหากมีพลังงานพอ  เราสามารถส่งจรวดไปในดวงจันทร์/ดาวอังคาร  แต่เขาไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของอเมริกา
     เทคโนโลยีจรวดได้ถูกพัฒนาอย่างมากใน เยอรมนีเมื่อ  Hermann  Oberth  ได้ทำงานในการหาทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ในการบินไปในอวกาศ  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทางจรวดในเยอรมนี  และสมาคมของการท่องไปในอวกาศ  (The society for space travel)  ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1927 ซึ่งในช่วงปี ค.ศ. 1920  ถึง  1930 เยอรมันได้รวบรวมนักวิทยาศาสตร์  อาจารย์และนักเรียนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านจรวด จนกระทั่งกลางปี ค.ศ. 1930  รัฐบาลเยอรมนีได้ให้การสนับสนุนอย่างมากในเทคโนโลยีจรวด  หลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 1 การพัฒนาทางอาวุธและจรวดของเยอรมนีถูกจำกัดลง  ซึ่งภายหลัง  Adolf  Hitler  ในปี ค.ศ. 1933  ได้เล็งเห็นว่า  จรวดสามารถส่งหัวจรวดสงคราม (Warheads) หรืออาวุธนิวเคลียร์ไปได้ในระยะทางไกลและข้าศึกไม่สามารถรู้ได้  ดังนั้น  เขาจึงสนับสนุนสมาคมจรวด (the Rocket Societies)  อย่างมาก  จนกระทั่ง Wernher  Von  Braun (1912-1977) สมาชิกหนุ่มของหนึ่งในสมาคมจรวด  ได้พัฒนาจรวด  V-2  ซึ่งเป็น ballistic  missile แรกของโลก  และเขายังต้องการพัฒนาจรวดซึ่งสามารถส่งได้ระห่างดาวเคราะห์หรือ (Interplanetary  flight) และชีวิตเขายาวมาถึงการส่ง Saturn V ซึ่งเป็นจรวดที่ใช้ในโครงการ  Apollo เพื่อส่งไปยังดวงจันทร์
 

 

 

Konstatin  Tslolkovsky

 

Hermann  Oberth

 

Adolf  Hitler

 

Wernher  Von  Braun

     จาการพัฒนาของเขาเยอรมนีได้ใช้จรวด V-2  กว่า 2000 ลูก  พร้อมด้วยหัวอาวุธในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จรวดใช้ยิงไปที่  Antwerp  London และส่วนอื่นๆในเกาะอังกฤษ  จนกระทั่งเยอรมนีแพ้สงคราม  ทางสหรัฐอเมริกาและรัสเซียได้ตั้งนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันมากมายซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านจรวด  และทางฝ่ายรัสเซียได้ใช้นักวิทยาศาสตร์ในโครงการ Sputnik  ส่วนทางอเมริกาได้ยึดโรงงานใต้ดิน Mittelwerke  ในภูเขา  Harz  ใจกลางของเยอรมนี  ซึ่งได้มีอุปกรณ์การสร้างพอที่จะประกอบจรวด  68 V-2 ใช้โมเดลของจรวด V-2  เพื่อใช้กับอุปกรณ์วิทยาศาสตร์  (Scientific  payload) แทนที่หัวจรวด  และใช้จรวดนี้ในการศึกษาชั้นบรรยากาศของโลกในช่วงปี ค.ศ. 1946 ถึง 1952  ซึ่งจรวด  ได้ถูกส่งจากที่ White Sands, New Mexico ซึ่งได้ข้อมูลของชั้นบรรยากาศของโลกมากมาย  เช่น อุณหภูมิ ความดันของชั้นบรรยากาศ ความหนาแน่นอากาศ หรือ สนามแม่เหล็กของโลก  เป็นต้น ที่ความสูงมากๆ  จนกระทั่งในปี ค.ศ.1957  สงครามเย็นเริ่มขึ้น  โดยการพัฒนาเทคโนโลยีของจรวดไม่ใช่การค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์อีกต่อไป   แต่เป็นการทำอาวุธนิวเคลียร์  เช่น  the thor Intermediate Range Ballistic Missile (IRBM) และ  Atlas Intercontinental Ballistic Missile (ICBM)
 
Sputnik ดาวเทียมดวงแรกของโลก
 
                       ในช่วงปลายปี ค.ศ.1950  ความแตกต่างของการพัฒนาด้านการบินและจรวดเริ่มมีความไม่เด่นชัด  นักบินถูกจัดให้ไปอยู่ใน The National  Advisory  Committee for Aeronautics (NACA) ในประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อไปบินเครื่องบินทดลอง (Experimental Aircraft) เช่น  Bell-X-1A และ  X-2  ไปที่ขอบของชั้นบรรยากาศ  ซึ่งผู้เชี่ยวชาญของอเมริกาเล็งเห็นว่าการใช้เครื่องบินอวกาศ (Space planes)  นั้นเป็นสิ่งที่ยานพาหนะที่ใช้ในการออกนอกโลก  ซึ่งเครื่องบินที่เด่นชัดคือ X-15 ของ  North  American  Aviation   ในรูป  เชื้อเพลิงของเครื่องบินอวกาศนั้นสามารถทำความเร็วสูงได้ถึง Mach 8 (แปดเท่าของความเร็วเสียง)  และไต่ระดับได้ที่ความสูงประมาณ 112 km. เหนือพื้นโลก  แต่แล้วในเดือนตุลาคม  วันที่ 4 ปี ค.ศ.1957  อเมริกาประหลาดใจอย่างมากเมื่อรัสเซียได้ส่งดาวเทียมไร้คน (The Unmanned Satellite) ที่ชื่อว่า Sputnik ไปในอวกาศครั้งแรก  ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นสงครามเย็นระหว่างสองประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้น และเกิดการแข่งขันกันด้านอวกาศอย่างมาก
                       หลังจากการส่ง Sputnik  ไปในอวกาศได้ไม่ถึงเดือน  ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1957  รัสเซียได้ส่ง Sputnik II  ซึ่งได้นำสุนัขชื่อ Laika  เป็นสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกที่ส่งไปโคจรรอบโลก  ในช่วงเวลานั้น  อเมริกาพยามส่งดาวเทียมขึ้นไปเช่นกัน  ด้วยจรวดที่ชื่อว่า  Navy Vanguard  แต่เกิดการระเบิดขึ้นที่ฐานส่งจรวด  ในวันที่ 6 เดือนธันวาคม 1957  ต่อหน้าผู้ชมผ่านทางทีวีในประเทศซึ่งเป็นความโชคดีของอเมริกา  Von Braun  นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันซึ่งภายหลังมาทำงานกับอเมริกาหลังจากสงครามโลก  เขามีความเชี่ยวชาญในตรวด V-2  และได้ใช้การปรับปรุงของจรวด Redstone อเมริกาจึงส่งดาวเทียมดวงแรกคือ  Explorer I  ได้สำเร็จในวันที่ 31  มกราคม ปี ค.ศ.1958

 

ICBM
 
NACA Research X Aircraft

 

Sputnik
 
Laika
 
จากจุดเริ่มต้นของอเมริกาในการส่งดาวเทียมไปยังอวกาศนี้  ยังคงแพ้และตามหลังประเทศคอมมิวนิสต์อย่างรัสเซียอย่างเห็นได้ชัด  เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีของการส่งจรวด  เช่น Explorer I มีน้ำหนักเพียงแค่ 14 kg ในขณะที่  Sputnik มีน้ำหนักถึง 84 kg และ  Sputnik II  มีน้ำหนักถึง 1,350 kg  (ประสิทธิภาพของจรวดบอกในเชิงน้ำหนักบรรทุก  ซึ่งถ้าจรวดสามารถบรรทุกได้น้ำหนักที่มากกว่า  ประสิทธิภาพย่อมดีกว่า )  และในเวลาต่อมา โซเวียต ก็สร้างความประหลาดใจให้กับอเมริกาอีก  เมื่อสามารถส่ง Probe Luna III  ไปถ่ายภาพด้านมืดของดวงจันทร์เป็นครั้งแรก
                     เนื่องจากแรงผลักดันด้านการพัฒนาทางอวกาศของโซเวียต  อเมริกาจึงได้จัดตั้งองค์กรอวกาศของชาติขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 เดือน ตุลาคม ค.ศ. 1958  ชื่อว่า The National  Aeronautics and Space  Administration  หรือเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ NASA
ซึ่งองค์กร NASA  ได้ถูกผลักดันให้สามารถส่งมนุษย์ขึ้นไปในอวกาศก่อนโซเวียต  และได้เงินทุนสนับสนุนจำนวนมหาศาลจาก 90 ล้านเหรียญในปี ค.ศ. 1958  จนกระทั่งถึง 3.7 พันล้านเหรียญในปี ค.ศ. 1963  โดยประธานาธิบดี Dwight  D. Eisenhower (1890-1969)  ได้คัดนักบินอวกาศอเมริกาจากกองทัพอากาศ  ซึ่งมี Jr.  John  H. Glenn  เป็นหนึ่งในนั้น  และสร้าง Mercury  Program ขึ้น  ซึ่ง Mercury Atlas I ได้ส่งไปในวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1960  และเกิดระเบิดขึ้น 1 นาทีหลังจากปล่อยจรวดออกไป  ในวันที่ 21 พฤศจิกายน  ค.ศ. 1960  Mercury-Redstone I  เกิดปัญหาหลังจากขึ้นไปสูง 10 cm (4 นิ้ว)  และเกิดตัวขับเคลื่อนเกิดดับและล้มลงบนฐานปล่อยจรวดทำลายหอส่ง  ซึ่ง NASA  มาประสบความสำเร็จที่โปรแกรม  Mercury-Redstone II  ในวันที่ 21 มกราคม ปี ค.ศ.1961  ซึ่งสามารถส่งลิงชิมแปนซี(Chimpanzee)  ที่เรียกชื่อว่า Ham  ไปยังวงโคจรย่อย (suborbital  flight)
 
     และโซเวียตก็สร้างความประหลาดใจให้กับอเมริกาอีกครั้งหลังจากให้โลกได้หยุดหายใจสักครู่  เมื่อถึงวันที่ 12 เมษายน ค.ศ.  1961  Major Yuri A. Gagarin  ได้โคจรรอยโลกอย่างสมบูรณ์  โดย Vostok I ซึ่งเป็นข้อมูลพิสูจน์ว่า  สังคมคอมมิวนิสต์ชนะประชาธิปไตยได้อย่างสิ้นเชิง  ซึ่งภายหลังอเมริกาสามารถส่งนักบินอวกาศ  Alan Shepard  และ  Gus  Grissom ไปใน suborbital  flight  เช่นกันในเดือนพฤษภาคมและกรกฎาคม ในปีค.ศ.1961  และโซเวียตก็นำไปอีกก้าวหนึ่งโดยการส่งนักบินอวกาศ Gherman S. Titov  ไปโคจรรอบโลก 17 รอบ  ในที่สุดอเมริกาก็ได้นักบินอวกาศคนแรกอย่างสมบูรณ์โดย John Glenn  ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1962  ซึ่งเขาได้โคจรรอบโลก 30รอบ  แต่ต้องเกิดปัญหากับเกราะกันความร้องของ Capsule (Capsule’s heat shield) จึงต้องกลับสู่โลกก่อนกำหนด
 
    จากปี ค.ศ. 1961 ถึง 1965  โซเวียตสามารถส่งนักบินอวกาศไปโคจรรอบโลกได้มากกว่าอเมริกา รวมทั้งนักบินอวกาศหญิง  Valentina Tereshkova  ในวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1963  และได้ระยะเวลานานกว่าอเมริกา  ในช่วงนี้ของการแข่งขัน  โซเวียตจะนำหน้าอเมริกาประมาณไม่กี่อาทิตย์หรือไม่กี่เดือน  เช่น  นักบินอวกาศ Alexei Leonor ของโซเวียต  ชนะนักบินอวกาศของอเมริกา  Edward H. White II โดย 11 สัปดาห์ของการเดินบนอวกาศ(Spacewalk)  ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1965
 
 

 

 

 Jr.  John  H. Glenn

 

Ham

 

Yuri A. Gagarin

 

Valentina Tereshkova 

 
     อเมริกาสามารถทำสถิติของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอวกาศในด้านของการสื่อสาร(Communication) โดย Echo I  ซึ่งส่งในวันที่ 12 สิงหาคม  ค.ศ. 1960  ซึ่งถูกหุ้มไปด้วยแผ่นอลูมิเนียม  มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 30.4 เมตร  ซึ่งสามารถสะท้อนคลื่นเสียง และสัญญาณภาพ  และเป็นจุดเริ่มต้นของดาวเทียมสื่อสาร (Satellite Telecommunication)  ซึ่งดาวเทียมดวงแรกที่ใช้ในการสื่อสารคือ  Telstar ถูกส่งขึ้นใน 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1962  ซึ่งทั้ง Echo และ Telstar  เป็นต้นแบบที่ใช้สำหรับดาวเทียมสื่อสารจนกระทั่งในปัจจุบัน
ถึงแม้ว่า Echo และ Telstar เป็นผลงานที่เด่นชัดของอเมริกาในช่วงต้นปี ค.ศ.1960  แต่ยังสร้างความไม่พอใจให้กับประธานาธิบดี  John F. Kennedy (1917-1963)  ได้ให้คำกล่าวกันประชาชนทั้งประเทศว่า  “I believe this nation should commit itself to achieving the goal, before this decade is out, of landing a man on the moon  and  returning him safely to the Earth”  และนี่เป็นเส้นทางการเดินทางของชาวอเมริกันที่เด่นชัดและนำไปสู่การเอาชนะโซเวียตในการเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในเวลาต่อมา
 
ก้าวสำเร็จของอเมริกาโดย Armstrong (Armstrong’s small step)
 
     ด้วยโครงการ Apollo ของอเมริกาได้นำนักบินอวกาศไปเหยียบดวงจันทร์ในปี ค.ศ.1970 เป็นการพิสูจน์ว่าระหว่างสองประเทศมหาอำนาจใครอยู่เหนือกว่าใคร  ซึ่งในปี ค.ศ.1963  โครงการApollo ได้ใช้เงินร่วม 2 ใน 3  ของเงินทุนของชาติด้านการพัฒนาโครงการอวกาศ  และได้ประสบความสำเร็จอย่างมากในโครงการ Apollo 11 เมื่อ  Neil Armstrong และ Buzz Aldrin ทั้งสองเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 1969  ซึ่งชาวโลกได้เฝ้าดูความสำเร็จของโครงการนี้ ผ่านจอทีวี  ในช่วงประธานาธิบดี Richard M. Nixon ได้กล่าวเกี่ยวกับโครงการ Apollo 11 ว่า “the greatest week in the history of the world since the creation” และโครงการ Apollo นี้  ได้กลายเป็นการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่จนทำให้มนุษย์ได้หยุดคิดกับชีวิตบนโลกมนุษย์เกี่ยวกับเสรีภาพ  ซึ่งได้มีประโยคสำหรับโครงการ Apollo นี้ว่า “Here men from the planet Earth first set foot upon the Moon July 1969  A.D.  We came in peace for all mankind “  ซึ่งเป้าหมายนี้ยังคงจารึกอยู่ที่ทะเส Tranquility ข้างหลังซ้าย  โดยนักบินอวกาศของ Apollo 11 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ
 
     Apollo กลายเป็นโครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ NASA แม้แต่เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับ Apollo 13 ซึ่งเกิดจากถัง Oxygen รั่วขณะที่ไปได้ครึ่งทาง  ซึ่ง NASA พยายามนำนักบินอวกาศทั้ง 3 คนกลับมาโลกโดยปลอดภัย  ภายหลังจากโครงการ Apollo 11  ได้มีการส่งยานอวกาศไปยังดวงจันทร์ต่อเนื่องอีก 5 โครงการ  ซึ่งรวมแล้วทั้ง 6 โครงการ  ได้นำหินจากดวงจันทร์กลับมายังโลกจำนวน 382 kg  ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หวังจะค้นพบจุดเริ่มต้นของสุริยะจักรวาล  จนกระทั่งถึงโครงการ Apollo 17 NASA  ได้ส่งนักวิทยาศาสตร์ Dr. Harrison H.(Jack) Schmitt เพื่อไปสำรวจดวงจันทร์เป็นครั้งสุดท้าย
 
     ภายหลังยุคของโครงการ Apollo สิ้นสุดลง  NASA เปลี่ยนเป้าหมายใหม่โดยศึกษาห้องทดลองในอวกาศ (Space lab)  ซึ่งได้ใช้จรวด Sature V มาดัดแปลงใน Stage ที่สาม  ใช้เป็นส่วนของห้องการทดลอง (Laboratory  module) ซึ่งมีชื่อว่า Skylab และส่งไปในอวกาศครั้งแรกในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1973  แต่เกิดความเสียหายภายนอกตัวยาน  และได้นำไปซ่อมและส่งออกไปในอวกาศ  และได้ใช้สนับสนุนการทดลองในอวกาศเป็นระยะเวลา 28 59 และ 84 วัน ตามลำดับ

 

 

Echo I

 

John F. Kennedy

 

Neil Armstrong

 

Neil Armstrong และ Buzz Aldrin

 

     ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1975  โครงการอวกาศกลายมาเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศเมื่อ Apollo 18 ได้เข้าประกอบกับยานอวกาศของรัสเซีย Soyuz  ดังนั้น  Apollo-Soyuz กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ หลังจากโครงการ Apollo ปิดไป  NASA  เริ่มทำงานในความท้าทายใหม่ด้วยโครงการ Space shuttle  ใน 12 เมษายน ค.ศ. 1981  ซึ่งเป็นการออกแบบยานอวกาศที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ (Reusable spacecraft)  ภายหลัง Space shuttle  ได้ใช้เป็นยานอวกาศหลักของ NASA ในโครงการต่างๆ  เช่น  ใช้ในการส่งดาวเทียมในวงโคจรต่ำ (deploy satellites)  ใช้ในการส่งยานอวกาศสำหรับไปดาวเคราะห์ดวงอื่น(Launch Interplanetary Probes)  การซ่อมแซมและการซ่อมบำรุงดาวเทียม (Repair and Maintenance satellite)  การทดลองต่างๆ (Conduct experiments)  และการตรวจตราโลก(monitor the Earth )
 
      ในขณะที่ชาวอเมริกาให้ความสนใจกับโครงการ Space shuttle  ทางโซเวียตให้เป้าหมายหลักในการพัฒนาโครงการอวกาศที่ต่างกัน  ซึ่งได้พัฒนาโครงการ Soyuz ในการออกแบบสถานีอวกาศ (Space station)  และศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งนักบินอวกาศขึ้นไปทำงานในสถานีอวกาศด้วยระยะเวลาที่นาน  ซึ่งในช่วงปี ค.ศ.1971-1982 , 7 ส่วนของ Salyut Space Station ได้ถูกส่งไป  และนักบินอวกาศอีกหลายคน  ในปี ค.ศ.1986  Mir space station เป็นการพัฒนาระบบใหม่  ซึ่งใช้ในการอาศัยในอวกาศ  ในปี ค.ศ. 1988  นักบินอวกาศ Vladimir Titov  และ Musa Manarov  กลายเป็นมนุษย์สองคนแรกที่อยู่ในอวกาศมากกว่า 1 ปี  ในสถานีอวกาศ Mir
 
Satellite and Interplanetary Probes
 
      รูปแบบของดาวเทียมในปัจจุบัน  เปลี่ยนแปลงไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของมนุษย์  ดาวเทียมสามารถใช้หาตำแหน่งของเราบนโลก (Navigation beacons)  เป็นสถานีรับส่งสัญญาณสำหรับถ่ายทอดวิทยุและทีวี (Relay stations for radio and television signals) และในรูปแบบอื่นๆของการติดต่อสื่อสารเช่น มือถือ  ดาวเทียมยังใช้ในการค้นหาคำตอบของธรรมชาติบางอย่าง  ในกรณีที่ไม่สามารถทำได้บนผิวโลกเนื่องจากสิ่งที่รบกวนจากชั้นบรรยากาศ  และในบางโครงการ เช่น  Landsat ของอเมริกา  เป็นดาวเทียมที่ใช้สอดส่องดูแลและจัดการทรัพยากรที่สำคัญของโลก
      ความสำเร็จของโลกในการท่องไปดาวเคราะห์ดวงอื่นๆเริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1960 โดยโครงการ Mariner  ได้ถ่ายภาพระยะใกล้ของ Mercury Venus และ Mars  ต่อมาในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1961      โซเวียตได้ส่ง Venera I ได้ผ่านเหนือชั้นบรรยากาศของดาวVenus ในระยะ 60,000 km และวิเคราะห์ชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นี้  โครงการที่สำคัญของอเมริกามี Vikings I และ II ได้ไปสำรวจดาวอังคารสำเร็จในปี 1976  โครงการต่อมา คือ Voyager I และ II  ในการสำรวจ Jupiter  และ Saturn ในปี ค.ศ.1980-1981  ซึ่ง Voyager II ได้ไปต่อถึง Uranus ในปี ค.ศ.1986  และ Neptune ในปี ค.ศ.1989  อีกโครงการที่สำคัญคือ  Magellan ในปี 1991  ได้ถ่ายภาพแบบเรดาร์ (Radar mapping) ของพื้นผิวของดาว Venus มากกว่า 80 % ซึ่งให้ข้อมูลด้ายภูมิศาสตร์อย่างมาก
 
     หากเรากล่าวถึงอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์(Scientific Instrument) ที่มีราคาแพง  และมีประสิทธิภาพสูง  ถูกส่งผ่านชั้นบรรยากาศของโลกไปยังอวกาศเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่รบกวนต่างๆจากชั้นบรรยากาศ  โครงการที่เห็นได้ชัดเจนคือ Hubble Space Telescope ซึ่งให้ชื่อเป็นเกียรติกับนักดาราศาสตร์ Edwin Hubble และถูกส่งออกไปในวงโคจร ที่เดือน เมษายน 1990  Space shuttle ใช้ส่งในการถ่ายภาพด้วยเหมือนกัน  ซึ่งใช้ Electromagnetic spectrum  ในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆบนโลกซึ่งตาของมนุษย์ไม่สามารถมองเห็น  เช่น  Ultraviolet และปรากฏการณ์ของ X-Ray (X-Ray phenomena)
 
The future
      หากถามว่า ทำไม่เราต้องศึกษาอวกาศในขณะที่มีความเสี่ยงต่ออันตรายอย่างมาก  จากเหตุการณ์ในอดีต การทดสอบ Apollo I Command module ในวันที่ 17 มกราคม 1967  เกิดการระเบิดภายในและนักบินอวกาศไม่สามารถหนีออกมาได้ และเสียชีวิต(Grissom,Edward H.,Roger B. )
โซเวียตก็เกิดเหตุการณ์เลวร้ายเช่นกันกับนักบินอวกาศ Vladimir  Komarov  ตายในปี 1967  เมื่อร่มชูชีพ(parachute) ไม่สามารถปล่อยออกจาก Capsule ในระหว่างกลับมายังโลก  หรือเหตุการณ์  Challenger ที่เกิดระเบิดขึ้นหลังจากขึ้นจากพื้นโลก ในวันที่ 28 มกราคม 1986  อเมริกาได้เสียนักบินอวกาศจำนวน 7 คน

 

      จากความสูญเสียที่ผ่านมา ทำให้มนุษย์ได้รับบทเรียนและความรู้ในการแก้ไขเทคโนโลยีอวกาศและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ซึ่งในปัจจุบัน อนาคตเป็นสิ่งที่ใช้ชี้นำไปสู่แนวทางใหม่ของการท่องไปในอวกาศ อาทิเช่น X-price เป็นโครงการในการสร้างแรงจูงใจให้ทั่วโลก สำหรับการส่งคนไปในอวกาศแบบประหยัด ซึ่งในแนวทางนี้ จะนำไปสู่ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไปในอวกาศ (Space Tourism) ได้ในอนาคต
 
 

ผู้แต่ง : โอภาโส ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 
     
 
     

 

 

 




   

    Domino Day ครั้งล่าสุดจัดขึ้นที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยพ่องานคือนาย Robin Paul Weijers ผู้ที่ได้รับฉายาว่า Mr.Domino และผู้ช่วยของเขาได้ช่วยกันเรียงโดมิโนจำนวนถึง 4.5 ล้านชิ้น ซึ่งครั้งนี้ถือว่า เป็นการแสดงการล้มโดมิโนที่ใหญ่ที่สุด โดมิโนที่ล้มลงไปจะกลายเป็นภาพศิลปะทีสวยงาม หรือแม้แต่ภาพเคลื่อนไหว อย่างเช่น จรวดกำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ไม่น่าเชื่อว่า ภาพเหล่านี้เกิดจากชิ้นโดมิโนสีสันต่างๆ ซึ่งรวมถึงกลไกการทำงานที่หลากหลาย ภาพเหตุการณ์น่าประทับใจนี้ได้ถูกสรุปเป็นคลิปวิดีโอข้างล่างนี้แล้วครับ

การล้มของโดมิโน สวยงามมาก คลิกค่ะ


ระเบิดปรมาณูนิวเคลียร์ ถล่มเมืองฮิโรชิมากับนางาซากิ

เรื่องราวของการใช้อาวุธทำลายล้างมวลชนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เป้าหมายคือจักรวรรดิญี่ปุ่น วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ระเบิดที่ไม่เหมือนลูกไหนๆ ได้หล่นลงมาจากท้องฟ้าเหนือเมืองฮิโรชิมา  ระเบิดลูกนี้ได้รับการออกแบบโดยนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดของโลกและการนำมันมา ใช้คือการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์โลก  เรื่องราวของลูกเรือบนเครื่องบินที่ปฏิบัติภารกิจลับในการทิ้งระเบิดที่ทำ ให้เมืองฮิโรชิมาทั้งเมืองต้องพังพินาศภายในไม่กี่วินาที  ระเบิดลูกนั้นช่วยยุติสงครามโลกครั้งที่สอง และเป็นจุดเริ่มต้นบทใหม่ของประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ

แผนที่ญี่ปุ่น

ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 ที่ศูนย์วิจัยลับสุดยอดในลอส-อลามอส รัฐนิวเม็กซิโก ระเบิดชนิดใหม่ถูกนำไปใส่ในรถบรรทุกติดอาวุธเต็มอัตราศึก นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางซึ่งจะไปสิ้นสุดลงที่ฮิโรชิมา ระเบิดลูกนี้เป็นผลผลิตจากการวิจัยเป็นเวลาสามปี และใช้เงินในการพัฒนาไปถึงสองพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ยังไม่เคยมีการทดสอบเลยแม้แต่ครั้งเดียว


16 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 ที่อลามากอร์โด รัฐนิวเม็กซิโก

การทดสอบก็มาถึง กลางทะเลทรายของรัฐนิวเม็กซิโก บรรดานักวิทยาศาสตร์และทหารในโครงการแมนฮัตตันได้มารวมตัวกันเพื่อทดสอบการ ระเบิดของระเบิดปรมาณูเป็นครั้งแรก การระเบิดครั้งนี้ทำให้หอคอยสเตนเลสสตีลที่รองรับลูกระเบิดถึงกับระเหยกลาย เป็นไอ ความร้อนอันแรงกล้าทำให้ทรายในทะเลทรายหลอมละลาย กลายเป็นแก้วปกคลุมไปทั่วบริเวณ

  

แรงระเบิดประมาณได้ว่ารุนแรงเท่าระเบิดไดนาไมต์ 67 ล้านแท่ง เดิมทีอเมริกาตั้งใจจะใช้ระเบิดนี้กับนาซีเยอรมัน แต่เวลานี้ผู้ทำระเบิดมีเป้าหมายอื่นอยู่ในใจ ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1945 สงครามในยุโรปสิ้นสุดลงแล้ว นาซีเยอรมันพ่ายแพ้ไปแล้ว แต่ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก สงครามกับญี่ปุ่นยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด

หลังจากการโจมตีแบบไม่ทันให้ตั้งตัวของญี่ปุ่นที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ กองกำลังอเมริกาก็ได้ต่อสู้ฟันฝ่าเพื่อชิงดินแดนในแถบแปซิฟิกคืนทีละเกาะๆ แต่ทัพหลักของญี่ปุ่นยังคงไม่บุบสลายและไม่เคยแพ้ อเมริกาเคยลองใช้ระเบิดเพลิงเพื่อทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ เมืองแล้วเมืองเล่ากลายเป็นซากปรักหักพัง แต่ฝ่ายญี่ปุ่นก็ยังไม่ยอมจำนน

เพิร์ลฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor)

ดังนั้น เวลานี้ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงมีแนวโน้มที่จะต้องบุกอย่างเต็มอัตรา โดยที่บางคนประมาณการว่าพวกเขาอาจต้องเผชิญกับความสูญเสียมากมาย ทหารอาจบาดเจ็บล้มตายถึงหนึ่งล้านนาย และฝ่ายญี่ปุ่นก็ต้องสูญเสียมากกว่านั้นเยอะ

ญี่ปุ่น สมัยนั้น จักรพรรดิคือประมุขของประเทศ และยังเป็นเทพที่มีชีวิต แต่อำนาจอยู่ที่คณะที่ปรึกษาพิเศษซึ่งกำกับกิจการสงคราม นายกรัฐมนตรีซูซูกิและรัฐมนตรีต่างประเทศโทโกกำลังพิจารณาว่าจะยุติสงคราม ตามที่มีการเจรจาต่อรอง แต่รัฐมนตรีกองทัพ นายพลโคเรชิกะ อานามิ ยังมุ่งมั่นที่จะสู้ต่อไป แผนของอานามิคือการสู้รบขั้นแตกหักเต็มอัตราศึก

อเมริกา ได้ถอดรหัสลับของญี่ปุ่น จึงทราบดีว่า การเรียกร้องให้ยอมจำนนอย่างสิ้นเชิงโดยไม่มีเงื่อนไขจะถูกฝ่ายญี่ปุ่นมอง ว่าเป็นการคุกคามองค์จักรพรรดิ ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข และเสนอทางออกแก่ฝ่ายญี่ปุ่น


วันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ. 1945

คำขาดที่ผ่านการแก้ไขแล้วได้ถูกส่งไปยังญี่ปุ่นทางคลื่นวิทยุ แต่ดูเหมือนเงื่อนไขการยอมจำนนที่อ่อนลงนี้จะก่อให้เกิดผลในทางตรงกันข้าม นายกรัฐมนตรีซูซูกิประกาศว่ารัฐบาลของเขาจะไม่สนใจแถลงการพ็อทสแดม เขาใช้คำว่า "โมกุซัทสึ" ซึ่งแปลว่าการฆ่าโดยไม่แยแส และนับจากวินาทีนั้น การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ระเบิดเดินทางจากซานฟรานซิสโกโดยเรือยูเอสเอส อินเดียนาโปลิส ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นเวลาสิบวัน จนไปถึงเกาะทิเนียน จากจุดนั้นจะใช้เวลาบินไปถึงญี่ปุ่นเพียงหกชั่วโมงเท่านั้น

เกาะทิเนียน คือฐานทัพอากาศใหญ่ที่สุดในโลก มีรันเวย์ขนาดใหญ่ 4 รันเวย์ เป็นที่เก็บเครื่องบิน บี-29 ซูเปอร์ฟอร์ทเตรส กว่า 500 ลำ และยังเป็นที่มั่นของหน่วยผสมที่ 509 กลุ่มคนที่จะทิ้งระเบิดปรมาณูใส่ญี่ปุ่น หัวหน้าหน่วยแห่งนี้คือ นาวาเอกพอล ทิบเบ็ตส์ ซึ่งมีประสบการณ์โชกโชนในการทิ้งระเบิดต่อสู้กับเยอรมัน เขามีลูกเรือคนสำคัญสองคนคือพลเล็งเป้า ทอม เฟอเรอบี และต้นหน ดัทช์ ฟาน เคิร์ค

เย็นวันที่ 4 สิงหาคม 1945 พอล ทิบเบ็ตส์เรียกคนของเขามาประชุมกัน ภารกิจการทิ้งระเบิดถูกกำหนดไว้สำหรับคืนต่อไป วันที่เมฆเหนือประเทศญี่ปุ่นมีทีท่าว่าจะปลอดโปร่ง แต่เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นบรรดาลูกเรือบนเกาะทิเนียนต้องตื่นขึ้นมาเพราะ เสียงดังสนั่น เครื่องบินบี-29 ตกที่รันเวย์อีกครั้ง เครื่องบินตกครั้งนี้ทำให้ พอล ทิบเบ็ตส์ ในฐานะผู้บัญชาการ ตัดสินใจที่จะขับเครื่องบินโจมตีลำนี้เอง และเขาเลือกชื่อของเครื่องบินตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา

คืน นั้น ในช่วงนาทีสุดท้ายก่อนออกเดินทาง มีการสรุปภารกิจให้ลูกเรือทุกคนที่กำลังจะมุ่งหน้าไปฮิโรชิมาฟังเป็นครั้ง สุดท้าย ภารกิจนี้เป็นความลับมาก ทิบเบ็ตส์ได้รับยาเม็ดฆ่าตัวตายไว้ใช้ในกรณีที่พวกเขาถูกฝ่ายญี่ปุ่นจับได้ เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพนิ่งและภาพยนตร์ได้รับคำสั่งให้บันทึกภารกิจประวัติศาสตร์ครั้งนี้

เครื่องบิน อีโนล่า เกย์

ระเบิดลูกนี้หนักกว่าสี่ตัน ทำให้การทะยานขึ้นมีอันตรายมากกว่าปกติ หลังจากทะยานขึ้นไป 15 นาที ขณะที่เครื่องบินยังอยู่ในระดับต่ำ พาร์สันส์ก็พร้อมแล้วที่จะประกอบระเบิด พวกเขารู้ว่าความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ภารกิจทั้งหมดล้มเหลวได้ สองชั่วโมงต่อมา เครื่องบิน อีโนล่า เกย์ สมทบกับเครื่องบินบันทึกภาพและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เวลานี้เครื่องบินทั้งหมดอยู่ห่างจากฮิโรชิมาราวสามชั่วโมง


6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เมืองฮิโรชิมา

เครื่องบินบี 29 อีกลำหนึ่งได้บินอยู่เหนือเมืองฮิโรชิมาเพื่อตรวจสอบสภาพอากาศ ทำให้ประชาชนตื่นกลัวและหลบอยู่ในที่กำบัง เครื่องบินตรวจสอบสภาพอากาศรายงานผลไปยัง อีโนล่า เกย์ และเมื่อเครื่องบินตรวจสอบอากาศบินเลยไปโดยไม่มีการโจมตี ช่วงนั้นดูเหมือนภัยคุกคามจะผ่านไปแล้ว


ภาพจำลองรัศมีระเบิด ระเบิดเหนือพื้นดิน 500 เมตร พื้นดินจึงไม่เป็นหลุมบ่อ อาคารถูกกวาดไปด้วยคลื่นกระแทกจากระเบิด

แต่ต่อมาไม่นานเครื่องบิน อีโนล่า เกย์ ก็บินอยู่เหนือน่านฟ้าฮิโรชิมา ระเบิดลูกประวัติศาสตร์ถูกปล่อยออกมา หลังจากหล่นลงมา 43 วินาที กลไกที่ทำงานตามเวลาและแรงดันอากาศก็เริ่มกระบวนการจุดระเบิด กระสุนยูเรเนียมถูกยิงไปตามลำกล้องเข้าใส่ยูเรเนียมที่เป็นเป้าหมาย ยูเรเนียมทั้งสองเริ่มทำปฏิกิริยาลูกโซ่ อณูของแข็งเริ่มแตกตัวและปล่อยพลังงานออกมาในปริมาณมหาศาล

 

ระเบิด ปล่อยอานุภาพทำลายล้างออกมาทีละขั้น ประกายไฟที่ออกมาจากลูกไฟยักษ์ที่กว้างถึง 300 เมตร ทำให้อุณหภูมิที่อยู่ด้านล่างลูกไฟนั้นสูงถึง 4,000 องศาเซลเซียส รังสีความร้อนหลอมละลายทุกอย่างที่อยู่ในที่โล่งถ้าไม่ระเหยกลายเป็นไอ ก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปในทันที ปฏิบัติการของทหารอเมริกันครั้งนั้นคร่าชีวิตคนไปราว 200,000 คน และเป็นการยุติสงครามโดยสิ้นเชิง ...


แบบจำลองเมืองก่อนระเบิด


แบบจำลองเมืองหลังระเบิด

*******************************************************

ซาดาโกะ กับ นกกระเรียน 1000 ตัว
(นำมาจากเวบบอร์ด Narak.com)

เมื่อ เด็กหญิงซาดาโกะ ซาซากิ ได้รับพิษจากการทิ้งระเบิดปรมาณูของสหรัฐที่ถล่มเมืองฮิโรชิม่า เมื่อ 6 สิงหาคม 2489 หรือปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

ตอนที่เกิดระเบิด นั้นเด็กหญิงซาดาโกะไม่ได้เกิดอาการเจ็บป่วยในทันที แต่ 11 ปี หลังจากนั้น ในปี 2498 วันที่ซาดาโกะแข่งขันวิ่งผลัดที่โรงเรียน ทำให้เด็กหญิงเหน็ดเหนื่อยและปวดศีรษะอย่างรุนแรง และจากนั้นก็เริ่มปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นสลบในชั้นเรียน

พอพ่อแม่ ซาดาโกะรู้ จึงพาไปหาหมอ และพบกับความจริงที่สะเทือนใจว่า ซาดาโกะป่วยเป็นลูคิเมียหรือมะเร็งในเม็ดเลือด ซึ่งเป็นโรคที่คนสมัยนั้นเป็นกันมาก เพราะถูกปรมาณูในสงครามโลก

สำหรับ ซาดาโกะเมื่อทราบชะตาชีวิตตัวเองก็โศกเศร้าร้องไห้ตลอดเวลา เพราะอยากออกจากโรงพยาบาลและกลับไปโรงเรียน แต่ทำไม่ได้ กระทั่งชิซูโกะเพื่อนรักของซาดาโกะมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลและนำโอริกามิหรือ กระดาษพับมาให้ พร้อมทั้งเล่าตำนาน "ซูรุ" หรือนกกระเรียนให้ซาดาโกะฟัง

โดย คนญี่ปุ่นถือว่า ซูรุ เป็นนกศักดิ์สิทธิ์และสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนยาว ความหวัง ความโชคดีและความสุข นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันความเจ็บป่วยได้ด้วย ถ้าใครสามารถพับนกกระเรียนได้ถึง 1,000 ตัว แล้วผู้นั้นจะมีอาการดีขึ้น

เมื่อ ได้ฟังดังนั้นซาดาโกะก็เลยตัดสินใจที่จะพับนกพร้อมกับเขียนคำว่า สันติภาพลงบนปีกนกด้วย เพื่อให้มันบินไปได้ทั่วโลก หลังจากนั้นไม่นานครอบครัวและเพื่อนๆก็พากันช่วยซาดาโกะพับนกกระเรียน เมื่อครบ 500 ตัว ซาดาโกะอาการดีขึ้นและได้รับอนุญาตจากคุณหมอให้กลับไปอยู่ที่บ้าน

ระหว่าง นั้นเด็กหญิงไม่เคยหยุดที่จะพับนกเลย แต่หลังจากกลับไปอยู่บ้านไม่นาน อาการของซาดาโกะก็เริ่มกำเริบขึ้นอีกจนต้องกลับเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดซาดาโกะก็จากครอบครัวไปอย่างสงบ ในขณะที่พับนกได้เพียง 644 ตัว

หลัง การเสียชีวิตของซาดาโกะ เพื่อนๆ ที่โศกเศร้าต่อการจากไปของเธอร่วมกันพับนกกระเรียนที่เหลือจนครบ 1,000 ตัว และใส่ไปในโลงศพของเธอด้วย นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งสมาคมนกกระเรียนเพื่อรำลึกถึงซาดาโกะอีกด้วย

เมื่อ เรื่องของซาดาโกะแพร่หลายออกไป ได้มีการบริจาคเงินสร้างอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงซาดาโกะและเด็กๆ อีกหลายคนที่เสียชีวิตจากระเบิดปรมาณู และตั้งที่ใจกลางสวนสาธารณะสันติภาพฮิโรชิม่า โดยอนุสาวรีย์นี้เป็นรูปของซาดาโกะกำลังยืนและยื่นมือทั้งสองข้างขึ้นไปบน ฟ้า ที่มือของเธอถือนกกระเรียนสีทองไว้ด้วย

วัน ที่ 6 สิงหาคม ของทุกปี ที่เมืองฮิโรชิมาจะมีพิธีรำลึกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะไม่ถูกลืมและไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง และเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เทียนนับพันๆ เล่มจะถูกจุดขึ้น และปล่อยให้ลอยไปตามสายน้ำ เทียนแต่ละเล่มแทนดวงวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตจากระเบิดปรมาณูลูกนี้


นาฬิกาข้อมือที่ค้นพบในซากปรักหักพัก
หยุดเดินบันทึกเวลาระเบิดเอาไว้ เวลา 8 นาฬิกา 15 นาที


A-bomb Dome เป็นซากปรักจากการทิ้งระเบิด เขาจงใจอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นความทรงจำแห่งการทิ้งระเบิดปรมาณูครั้งแรกของโลก ซึ่งแต่เดิมเป็น Hiroshima Prefectural Products Exhibition Hall เป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งของ Hiroshima

วัน ที่ 6 สิงหาคม ของทุกปี ที่เมืองฮิโรชิมาจะมีพิธีรำลึกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะไม่ถูกลืมและไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง และเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เทียนนับพันๆ เล่มจะถูกจุดขึ้น และปล่อยให้ลอยไปตามสายน้ำ เทียนแต่ละเล่มแทนดวงวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตจากระเบิดปรมาณูลูกนี้

 

Bomb ฮิโรชิมา ภาคภาษาไทย คลิกครับ 


กล่องกระดาษลูกฟูก

    ม้วนกระดาษสีน้ำตาลจะถูกนำไปออกแบบให้เป็นบรรจุภัณฑ์  โดยเริ่มจากกระดาษที่เอาเข้ามามี ประเถท คือกระดาษที่ทำลอน กับ กระดาษที่ทำแผ่นเรียบ   ในวีดีโอนี้ ท่านจะได้เห็นวิธีการทำกระดาษลูกฟูก คลิกครับ 


 

Doppler Effect

    ปรากฏการณ์ด็อปเปลอร์ (Doppler Effect) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่น  เนื่องจากความสัมพัทธ์ระหว่างทิศทางการเคลื่อนที่ของแหล่งกำเนิดกับผู้สังเกตการณ์ ขณะที่แหล่งกำเนิดคลื่นกำลังเคลื่อนที่เข้าหา ผู้สังเกตการณ์จะได้รับคลื่นที่มีความถี่สูงขึ้นกว่าปกติ (ความยาวคลื่นสั้นลง)  และเมื่อแหล่งกำเนิดคลื่นเคลื่อนที่ออก ผู้สังเกตการณ์จะได้รับคลื่นที่มีความถี่ต่ำกว่าปกติ (ความยาวคลื่นมากขึ้น)  ยกตัวอย่าง เมื่อรถตำรวจเปิดไซเรนวิ่งเข้ามาหาเรา เราจะได้ยินเสียงไซเรนสูงขึ้น และเมื่อรถคันนั้นเคลื่อนที่ผ่านเราออกไป ก็จะได้ยินเสียงไซเรนต่ำลง  คลิกค่ะ 


การทำผ้าบาติก

    การทำผ้าบาติกเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่แพร่หลายในแถบเอเชีย ไม่มีใครทราบว่าการทำบาติกเริ่มต้นจากที่ใด ในแต่ละประเทศได้ใช้การทำลวดลายบาติกตกแต่งผืนผ้ามาช้านาน บางครั้งอาจใช้เป็นลวดลายผ้านุ่ง โสร่ง หรือเสื้อ ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละท้องถิ่น  คลิกค่ะ


เกล็ดความรู้เรื่องผ้าบาติก

                ผ้าบาติก (Batik) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าผ้าปาเต๊ะเป็นภาษาที่ชาวอินโดนีเซียหรือชวาใช้เรียกชื่อผ้าพื้นเมืองชนิดหนึ่งที่เกิดจากการใช้ฝีมือเขียนให้เกิดลวดลายและการย้อมสีบนผืนผ้า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ตามประวัติศาสตร์สันนิษฐานกันว่าการผลิตผ้าชนิดนี้มีมากว่า 2000 ปีล่วงมาแล้ว
ถิ่นกำเนิดเริ่มมาจากประเทศอินโดนีเซียและแผ่ขยายไปยังประเทศอินเดีย มาเลเซีย ปากีสถาน ญี่ปุ่น อังกฤษ และอเมริกา สำหรับประเทศไทยตามหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าคงรับเอาอิทธิพลและวัฒนธรรมมาจากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย เห็นได้จากทางจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการทำผ้าบาติกกันอย่างมากมายเป็นอุตสาหกรรมในครอบครัว สร้างรายได้ที่ดีให้กับชาวบ้าน และยังเป็นสินค้าพื้นเมืองประจำท้องถิ่นที่ส่งออกไปขายตามแหล่งต่าง ๆ มากมายทั้งภายในและต่างประเทศ  คลิกค่ะ


กัมมันตภาพรังสี (Ionizing Radiation)

ปัจจุบัน ได้มีการนำรังสี และ สารกัมมันตรังสี มาใช้งานต่างๆ กัน เช่น ในทางการแพทย์ มีการใช้ ในการตรวจวินิจฉัย และ บำบัด อาการโรคของผู้เจ็บป่วยจากโรคร้ายต่างๆ เช่น การฉายรังสีเอกซ์ การตรวจสมอง การตรวจกระดูก และ การบำ บัดโรคมะเร็ง เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีการใช้งานทางรังสี ในกิจการอุตสาหกรรม การเกษตร และ การศึกษาวิจัยทาง วิทยาศาสตร์ อาทิเช่น การใช้รังสีตรวจสอบรอยเชื่อม รอยร้าว ในชิ้นส่วน โลหะต่างๆ การใช้ป้ายเรืองแสงในที่มืด การตรวจ อายุวัตถุโบราณ การถนอมอาหารด้วยรังสี และการฆ่าเชื้อโรคในเครื่องมือแพทย์   คลิกค่ะ

 


ประวัติพรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดที่ได้มีการก่อตั้งก่อนที่จะมีพระราช บัญญัติพรรคการเมืองโดยก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2489 โดยมี นายควง อภัยวงศ์ เป็น หัวหน้าพรรคคนแรกและ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นเลขาธิการพรรคคนแรก ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินการต่อสู้ทางการเมืองใน ระบอบประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องซึ่งพอจะจำแนกออกได้เป็น 4 ยุค กล่าวคือ

พรรคประชาธิปัตย์

ยุคที่หนึ่ง (2489-2501)
: ยุคแห่งการสร้างพรรค และสร้างประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ ในระยะต้นสภาพการเ มืองของประเทศไทยมีความผันผวนเนื่องจากอยู่ใน ระหว่าง การเริ่มต้น การดำเนินงานทางการเมืองอยู่ในวงแคบพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการดำเนินการ ทางการเมืองที่ สำคัญสรุปได้ดังนี้ * ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านรัฐบาลนายปรีดี พนมยงค์
* ปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐบาลรับเชิญของคณะรัฐประหาร พ.ศ 2490
* ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม
* ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านรัฐบาลแห่งกลุ่มจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
ระหว่างปี 2501-2511 บทบาททางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ได้หยุดชั่วคราว เมื่อ
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำการยึดอำนาจการปกครอง และเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จในปี 2501

พรรคประชาธิปัตย์

ยุคที่สอง (2511-2519)
: ยุคแห่งการฟื้นฟูพรรค และเชิดชูประชาธิปไตย ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511 ทางพรรคฯได้มีการ ดำเนินการทางการเมืองที่สำคัญดังนี้
* ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านรัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร
* ปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2518
* ปฏิบัติหน้าที่เป็นฝ่ายค้านรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
* ปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2519

พรรคประชาธิปัตย์

ยุคที่สาม (2522-2533)
: ยุคแห่งการปรับปรุงนโยบาย และเข้ามีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมือง ในปี พ.ศ. 2521 ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ และจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 22 เมษายน 2522 นับเป็นการเข้าสู่ยุคที่สามทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทางพรรคฯ ได้มีการดำเนินการทางการเมืองที่สำคัญสรุปได้ดังนี้
* ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์
* ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (1, 2, 3, 4, 5)
* ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ

พรรคประชาธิปัตย์

ยุคที่สี่ (ปลายปี 2533-ปัจจุบัน)
: ยุคแห่งการเป็นรัฐบาลของประชาชนและฝ่ายค้านที่มี ประสิทธิภาพ
ในวันที่ 12 ธันวาคม 2533 พรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศถอนตัวจากการเป็นพรรค ร่วมรัฐบาลพลเอกชาติชายชุณหะวัณซึ่งหลังจากนั้นได้เกิดผันแปรทางการเมืองอย่างรุนแรงนำ มาถึงเหตุการณ์ยึดอำนาจของ “คณะ รสช.” และเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ในที่สุด ท่ามกลางวิกฤติการทางการเมืองในยุคที่สี่นี้พรรคประชาธิปัตย์ได้เข้ามามีบทบาทในการ ต่อต้านเผด็จการเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชนจนกระทั่งเหตุการณ์สงบและนำไปสู่การเลือก ตั้งในเดือนกันยายน 2535 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้รับชัยชนะขาวสะอาดมีส.ส ได้รับเลือกตั้ง มากที่สุดเป็นจำนวน 79 คนและได้เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีนายชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนดำเนินการบริหารบ้าน เมือง มาเป็นระยะเวลา2ปีครึ่งจนมาถึงกลางปี2538 ซึ่งมีเหตุการณ์พลิกผันทางการเมืองจน นำมาสู่ การยุบสภาทำให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 กรกฏาคม2538 ซึ่งสมาชิกพรรค ประชาธิปัตย์ได้ รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นส.ส 86 คนและดำเนินการทางการเมืองเป็นฝ่ายค้าน รัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา ซึ่งทางพรรคได้พิสูจน์ถึงการเป็นพรรคฝ่ายค้านที่มีประสิทธิ ภาพต่อสู้กับการปกครองประเทศที่ไม่โปร่งใส จนในที่สุดนายบรรหาร ศิลปอาชาต้อง ประกาศ ยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 จากการดำเนินการทางการเมืองที่ต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 60 ปี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ต่อสู้ กับระบอบเผด็จการเดิมมาในหลายยุคสมัยบางครั้งแสดงบทบาทในฐานะพรรคฝ่ายค้าน บางครั้งแสดงบทบาทในฐานะฝ่ายรัฐบาลแต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีบทบาทและฐานะอย่างไรในการต่อสู้ ทางการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดมั่นการดำเนินการทางการเมืองในระบอบประชาธิป ไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขยึดถืออุดมคติ 4 ประการของพรรคยืนหยัดพิทักษ์รักษา ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่และมุ่งมั่นสร้างสังคมที่เป็นธรรมให้บังเกิดขึ้นด้วยจิตใจและ การอุทิศตัวในหลักการแห่งความซื่อสัตย์สุจริต

รายชื่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์




นายควง อภัยวงศ์
เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 1
2489-2511

ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมทย์
เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 2
2511-2522

พ.อ.ถนัด คอมันตร์
เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 3
2522-2525

นายพิชัย รัตตกุล

เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 4
2525-2534
 
 
 
 

นายชวน หลีกภัย
เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 5
2534-2546

นายบัญญัติ บรรทัดฐาน
เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 6
2546-2548

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 7
2548-ปัจจุบัน
1.
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์  ปราโมช
6 เมษายน 2489 - 16 กันยายน 2491
2.
นายเทพ  โชตินุชิต
17 กันยายน 2491 - 25 มิถุนายน 2492
3.
นายชวลิต  อภัยวงศ์
มิถุนายน 2492 - 29 พฤศจิกายน 2494
4.
นายใหญ่  ศวิตชาติ
30 กันยายน 2498 - 20 ตุลาคม 2501
5.
นายธรรมนูญ  เทียนเงิน
26 กันยายน 2513 - 6 ตุลาคม 2518
6.
นายดำรง  ลัทธิพิพัฒน์
13 พฤศจิกายน 2518 - 6 ตุลาคม 2521
7.
นายเฉลิมพันธ์  ศรีวิกรม์
3 กุมภาพันธ์ 2522 - 26 พฤษภาคม 2522
8.
นายมารุต  บุนนาค
26 พฤษภาคม 2522 - 3 เมษายน 2525
9.
นายเล็ก  นานา
3 เมษายน 2525 - 5 เมษายน 2529
10.
นายวีระ  มุสิกพงศ์
5 เมษายน 2529 - 10 มกราคม 2530
11.
พลตรีสนั่น  ขจรประศาสน์
10 มกราคม 2530 - 10 สิงหาคม 2543
12.
นายอนันต์  อนันตกูล
17 สิงหาคม 2543 - 6 พฤษภาคม 2546
13.
นายประดิษฐ์  ภัทรประสิทธิ์
6 พฤษภาคม 2546 - 10 กุมภาพันธ์ 2548
14.
นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ
5 มีนาคม 2548 - ปัจจุบัน


ประวัติประธานาธิบดีสหรัฐ คนที่ 44 (นายบารัค โอบามา)

         สร้างประวัติศาสตร์เป็นที่เรียบร้อย สำหรับ "บารัค โอบามา" นักการเมืองผิวสีผู้จรัสแสงของสหรัฐ ตัวแทนพรรคเดโมแครต หลังจากชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี "จอห์น แม็คเคน" คู่แข่งแห่งพรรครีพับลิกัน ผงาดเป็นผู้นำทำเนียบขาว ด้วยฉันทามติจากคะแนนเลือกตั้งท่วมท้นของชาวอเมริกัน ที่แห่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางกระแสจับตาว่า ที่สุดแล้ว บารัค โอบามา จะทำสิ่งที่หลายคนทั่วโลกลุ้นเอาใจช่วยได้สำเร็จหรือไม่ ในการคว้าชัยเป็น ประธานาธิบดี "ผิวดำ" คนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐ 

ประวัติ ของ นาย บารัค โอบามา Barack Obama ประธานาธิบดีสหรัฐคนล่าสุด

บารัค โอบามา (Barack Obama)
ชื่อเต็ม :
บารัค ฮุสเซน โอบามา ( Barack Hussein Obama)
วันเดือนปีเกิด : 4 สิงหาคม พ.ศ. 2504
สถานที่เกิด : มลรัฐฮาวาย ประเทสสหรัฐอเมริกา
การศึกษา : มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย, มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด


นายบารัค โอบามา เป็นหนุ่มลูกครึ่งอเมริกันกับเคนยา เกิดที่มลรัฐฮาวาย หลังจากที่บิดาของเขาคือ Barack Obama, Sr. นักศึกษาต่างแดนจากเคนยาที่ทิ้งครอบครัวมาศึกษาต่อ ในอเมริกา และมาพบรักกับ Ann Dunham นักศึกษาสาวจากแคนซัส ที่มหาวิทยาลัยฮาวาย แต่รักในวัยเรียนดำเนินไปได้ไม่นาน เมื่อโอบามาน้อยลืมตาดูโลกได้เพียง 2 ปี พวกเขาก็แยกทางกัน โอบามาน้อยยังคงอยู่กับมารดาในอเมริกา ส่วนบิดาของเขากลับไป ทำงานที่เคนยา และแต่งงานใหม่กับหญิงอเมริกันในเคนยา เป็นการเริ่มต้นครอบครัวครั้งที่ 3 แต่ก็ไปกันได้ไม่นาน จากความทุกข์ หลายๆ ด้านประดังเข้ามา ทำให้บิดาของเขา เริ่มหันมา "ดื่ม" เพื่อลืมปัญหา

ทาง ด้านมารดาของเขา หลังจากเลิกรากับบิดาของโอบามา เธอแต่งงานใหม่ กับ Lolo Soetoro นักศึกษาชาวอินโดนีเซีย และมีบุตรสาวหนึ่งคนชื่อ Maya เมื่อโอบามา อายุ 6 ปี มารดาของเขากับครอบครัวใหม่ได้ย้ายไปอยู่ ณ เมืองจาการ์ตาในอินโดนีเซีย ที่ที่เขาเริ่มต้นชีวิตวัยเรียนครั้งแรกในต่างแดน จนกระทั่งอายุครบ 10 ปี เขาถูกส่งกลับมาอยู่กับตากับยายของเขาที่ฮาวาย จนกระทั่งจบเกรด 5

บิดา ผู้ให้กำเนิดโอบามาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ในขณะที่โอบามาน้อยกลายเป็นหนุ่มวัย 21 ปี และอีก 13 ปี ต่อมา เขาสูญเสียมารดาที่จากไปด้วยโรคมะเร็งในรังไข่ เพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่เขาเขียนหนังสือไว้อาลัยให้กับบิดาของเขา โดยใช้ชื่อเรื่องว่า "ความฝันจากพ่อของฉัน" หรือ "Dreams from My Father" ซึ่ง ต่อมาเป็นหนังสือขายดีมาก และทำให้หลายคนชื่นชอบในตัวเขา จากแง่คิดในหนังสือเรื่องนี้ ในหนังสือเขาบรรยายถึงความรู้สึกในวัยเด็กของเขาที่มีปมด้อย มีความสับสนในที่มาและที่ไปของเขา เขาเติบโตท่ามกลางสองสีผิว ดังข้อความที่เขากล่าวไว้ในหนังสือเล่มนั้นว่า "พ่อของฉันไม่เหมือนคนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวฉันเลย ท่าน ตัวดำอย่างกับยางมะตอย แม่ของฉันก็ขาวอย่างกับน้ำนม"

ในวัยรุ่น โอบามารู้สึกแปลกแยกมากในสังคม เขาเปิดอกในหนังสือว่า เขาต้องหัน ไปพึ่งของมึนเมาและยาเสพติด ไล่มาตั้งแต่ เหล้า กัญชา และโคเคน เพื่อทำให้ลืมว่าเขาเป็นใคร... โอบามาเติบโตมาท่ามกลางความหลากหลายในความคิดเรื่องศาสนา... จากพ่อผู้ให้กำเนิดชาวมุสลิมที่มีความเชื่อว่า พระเจ้าไม่มีอยู่จริง จากแม่ที่มาจากครอบครัว ที่ไม่ยึดถือศาสนาใด และพ่อเลี้ยงชาวอินโด นีเซียที่ไม่เห็นว่าศาสนามีความสำคัญมากนักในการดำเนินชีวิต... เขาจึงต้องพยายามแสวงหาที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจด้วยตนเอง จนกระทั่งเขาลงเอยที่เป็นสมาชิกของโบสถ์ Trinity สังกัด United Church of Christ ที่ไม่ปิดกั้นการคิดเชิงวิจารณ์ (Critical Thinking) พร้อมทั้งไม่ขัดขวางการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง และเท่าเทียมกันทางสังคมและเศรษฐกิจ
 

แม้ ว่าชีวิตในวัยเยาว์ของโอบามาจะ ไม่เป็นสุขมากนัก แต่เขาสามารถสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่มีชื่อเสียง หลังจากเรียนจบเขาเข้าร่วมงานกับองค์กรไม่แสวงหากำไร โดยเป็นที่ปรึกษาโครงการฝึกอาชีพให้แก่โบสถ์แห่งหนึ่งในชิคาโก เมื่อเขาอายุได้ 27 ปี เขาศึกษาต่อที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในปีเดียวกันนั้นเขาพบรักกับ Michelle Robinson นิติกรสาวผิวดำจากบริษัทกฎหมาย Sidley & Austin ในชิคาโกที่เขาเคยร่วมงาน ขณะศึกษาอยู่ได้ 2 ปี เขาเป็นคนผิวดำคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นประธานของ Harvard Law Review ในรอบ กว่าศตวรรษ จากนั้นเมื่อเขาสำเร็จนิติศาสตร์ ในปี 1991 เขามารับหน้าที่เป็นที่นิติกรสมทบ ให้บริษัทที่ปรึกษากฎหมาย Miner, Barnhill & Galland ในชิคาโก และสมรสกับ Michelle ในปีต่อมา และมีบุตรสาวด้วยกัน 2 คน คือ Malia และ Natasha จากนั้นเขาย้ายครอบครัวมาอยู่ที่เมือง Hyde Park ในชิคาโก ขณะเดียวกันเขาเริ่มงานสอนหนังสือวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิคาโกจนถึงปี 2004

ในปี 2004 นี้ เองเป็นปีที่ชื่อของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการเมืองของสหรัฐฯ จากการได้รับเลือกเป็นตัวแทนวุฒิสมาชิกในสภาสูงจากรัฐอิลลินอยส์และเขาได้ ร่วมกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมพรรคเดโมแครตประจำปี ซึ่งสุนทรพจน์ของเขาในครั้งนั้นโดนใจชาวเดโมแครตหลายคน รวมทั้ง สื่อมวลชนด้วย เรียกได้ว่าเขาเป็นนักการเมือง หนุ่มหน้าใหม่ที่มาแรงในยุคนี้ ด้วยประวัติทาง การเมืองยังค่อนข้างใสสะอาด ยังไม่มีผลงาน ที่ติดลบ เพราะยังมีผลงานไม่มากนัก แต่ด้วย ความที่เป็นคนที่มีวาทศิลป์ยอดเยี่ยม ผนวกกับมาดปัญญาชน สุขุม ลุ่มลึก และติดดินอยู่ในที สามารถเข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักการเมืองผู้หนาประสบการณ์ พนักงานบริษัทไปจนถึงเกษตรกร อีกทั้งสตรี เด็ก และคนชรา อย่างไรก็ดี มีนักวิเคราะห์การเมืองอย่าง Robert Putnum แห่งมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด มีความเห็นว่า โอบามาจืดไปสำหรับ การเมือง เทียบไม่ได้กับบิล คลินตัน...บารมีและวาสนาของบารัก โอบามา จะไปถึงขั้นเป็นผู้นำของประเทศนั้น ยังไม่มีใครตอบได้

ต้อง ยอมรับ ว่าในส่วนวงการบันเทิงนั้นเรื่องสีผิว ค่อนข้างเท่าเทียมแล้ว แต่ยังมีความพยายามพลักดันให้ประเด็นลดการเหยียดผิวไปพิสูจน์ตัวเองในระดับ ชาติ นั่นเอง โอบามาจึงได้รับอนิสงค์จากประเด็นนี้ไปอย่างเต็มๆ อย่างการโดดมาช่วยโอบามาหาเสีย ของ โอปราห์ วินฟรีย์ พิธีกรผิวสีรายการทอล์กโชว์ชื่อดังที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของสหรัฐ ทำให้ฐานเสียงโอบามาแน่นขึ้น และโกยคะแนนเป็นกอบเป็นกำ

ล่าสุดนี้ อย่างที่เรารู้กัน จากข่าว โอบามาเสนอตัวเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปี 2008 โดย ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง และกลุ่มชาวอเมริกันผิวดำ ในการคอคัสรอบแรกที่จัดขึ้นในรัฐไอโอวา เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2551 เขาได้รับคะแนนนิยม 38% เหนือนายจอห์น เอ็ดเวิร์ดส (30%) และนางฮิลลารี คลินตัน (29%) อย่างพลิกความคาดหมาย

ที่มาhttp://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=hopeland&month=01-2008&date=11&group=1&gblog=17


โอบามา คว้าชัยเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรก ของสหรัฐอเมริกา ด้วยคะแนน 333 เสียง ต่อ 155 เสียง  

         นายบารัค โอบามา ตัวแทนพรรคเดโมแครต เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อนายจอห์น แมคเคน จากรีพับลิกัน ในการเลือกตั้งที่ มลรัฐยูทาห์ และ แคนซัส ใน มลรัฐยูทาห์แมคเคน เป็นฝ่ายชนะ โอบามา ไปแบบขาดลอย 61 ต่อ 37 % ขณะที่ใน แคนซัส แมคเคน ก็เป็นฝ่ายชนะไป อีก 55 ต่อ 43 % 

         ขณะเดียวกัน นายโอบามา สามารถคว้าชัยชนะได้ที่ มลรัฐไอโอวา ด้วยคะแนน ขาดลอย 72 ต่อ 27 %ทำให้ เขายังคงมีคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง นำ นายแมคเคน อยู่ที่ 207 - 129 คะแนน และ โอบามาต้องการอีกเพียง 63 คะแนนเท่านั้น ก็จะเป็น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ในทันที

โอบามา

โอบามา ประกาศหลังคว้าชัย นำอเมริกาสู่การเปลี่ยนแปลง 

          นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของสหรัฐฯ คนที่ 44 ขึ้นกล่าวปราศรัยขอบคุณกับผู้สนับสนุน วันนี้ (5 พฤศจิกายน) หรือเมื่อช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ที่แกรนด์พาร์ค ชิคาโก หลังคว้าคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง หรืออิเล็กทรอรัลโหวต เกิน 270 เสียงขึ้นไป คว้าชัยชนะ 

          นายโอบามา กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาลงคะแนนเสียงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และไม่ได้แบ่งเป็นสีแดง หรือสีน้ำเงิน แต่เป็นสหรัฐอเมริกา โดยผลการเลือกตั้งครั้งนี้แสดงว่าการเปลี่ยนแปลงมาถึงอเมริกาแล้ว และกล่าวอีกว่า เมื่อหัวค่ำที่ผ่านมา นายแมคเคนได้โทรศัพท์มาแสดงความยินดีแล้ว พร้อมกล่าวชมแมคเคนว่าชาวอเมริกาควรชื่นชมที่นายแมคเคนเสียสละช่วยสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งขอบคุณ นาย โจ ไบเดน ผู้ที่อยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลาในการหาเสียงเลือกตั้ง และ 16 ปีที่ผ่านมาเขาได้รับการสนับสนุน และความรักจากภรรยาของเขา มิทเชล โอบามา รวมทั้งลูกทั้ง 2 คน และว่า คุณยายของเขาแม้ไม่ได้มาร่วมยินดี แต่เชื่อว่าเธอจะเฝ้ามองจากที่ใดที่หนึ่ง 

          นายโอบามา ยังกล่าวขอบคุณผู้จัดการรณรงค์หาเสียงของเขาด้วยที่ทำให้การเลือกตั้งสำเร็จ โดยเป็นผู้จัดการเลือกตั้งที่ดีที่สุดที่เคยมีมา พร้อมทั้งขอบคุณบุคคลที่สนับสนุนเขาทุกคน และนี่คือชัยชนะของทุกๆ คน 

          เขายังกล่าวว่า จะต้องแก้ปัญหาสงคราม พลังงานทดแทน แม้ว่าการทำทุกอย่างจะยาก แต่มีความหวังว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางได้ ทั้งนี้ รัฐบาลคงไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ แต่พร้อมจะรับฟังเสียงประชาชน

          นายโอบามา กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ทุกคนต้องมีจิตวิญญาณในการแก้ปัญหา และไม่ใช่วอลสตรีทจะรุ่งเรืองอย่างเดียว แต่คนธรรมดาจะต้องดีด้วย 

          เขายังกล่าวย้ำสิ่งที่อับราฮัม ลินคอน เคยพูดว่า ทุกคนเป็นเพื่อนกันไม่ใช่ศัตรูกัน เขาต้องการความช่วยเหลือของประชาชนทุกคน และจะเป็นประธานาธิบดีที่ดีของประชาชน และประชาชนที่อยู่ทั่วโลกจะได้เห็นอรุณรุ่งวันใหม่ของผู้นำสหรัฐอเมริกา ใครร้องหาสันติภาพจะสนับสนุน แต่ใครที่จะทำลายล้าง ก็จะทำลายล้างกลับ โดยสิ่งที่จะชนะคนที่คิดจะทำลายล้างสหรัฐฯ ได้ จะมาจากพื้นฐานประชาธิปไตย และความมีเสรีภาพ

          เขากล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สหรัฐฯ ก็ยังเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตย เราควรทำอะไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 


ประธานาธิบดีสหรัฐ คนที่ 1-44

          1. George Washington
          2. John Adams 
          3. Thomas Jefferson  
          4. James Madison 
          5. James Monroe 
          6. John Quincy Adams 
          7. Andrew Jackson  
          8. Martin Van Buren 
          9. William Henry Harrison 
          10. John Tyler 
          11. James K. Polk 
          12. Zachary Taylor
          13. Millard Fillmore 
          14. Franklin Pierce
          15. James Buchanan 
          16. Abraham Lincoln 
          17. Andrew Johnson 
          18. Ulysses S. Grant 
          19. Rutherford B. Hayes 
          20. James A. Garfield
          21. Chester A. Arthur 
          22. Grover Cleveland
          23. Benjamin Harrison 
          24. Grover Cleveland
          25. William McKinley 
          26. Theodore Roosevelt 
          27. William Howard Taft 
          28. Woodrow Wilson  
          29. Warren G. Harding 
          30. Calvin Coolidge 
          31. Herbert Hoover
          32. Franklin D. Roosevelt 
          33. Harry S. Truman 
          34. Dwight D. Eisenhower 
          35. John F. Kennedy 
          36. Lyndon B. Johnson 
          37. Richard Nixon 
          38. Gerald Ford 
          39. Jimmy Carter J
          40. Ronald Reagan J
          41. George H. W. Bush 
          42. Bill Clinton 
          43. George W. Bush J
          44. Barack Obama

ขอบคุณข้อมูลจาก
ไทยรัฐ kapook  bloggang เดลินิวส์


ประวัติ พระมหาพิชัยราชรถ และเวชยันตราชรถ


พระมหาพิชัยราชรถ
สำหรับอัญเชิญพระบรมศพไปยังพระเมรุมาศที่สนามหลวง


         พระมหาพิชัยราชรถ  ปรากฏบันทึกการสร้างในพระราชพงศาวดารว่า “...ปีเถาะ  สัปตศกพระโองการรับสั่งให้ช่างทำพิชัยราชรถที่จะทรงพระโกศพระอัฐิ ๗ รถ  ให้ตัดเสาพระเมรุตั้ง ทรงประดับเครื่องให้แล้วเสร็จในปีเถาะ” 

 

         การสร้างราชรถครั้งนั้นก็คือการสร้างพระมหาพิชัยราชรถขึ้น เพื่อการพระบรมศพพระปฐมบรมมหาชนก ใน พ.ศ. ๒๓๓๘  โดยโปรดให้สร้างเป็นราชรถขนาดใหญ่ตามแบบพระราชประเพณี ที่เคยมีมาครั้งกรุงศรีอยุธยา คือ มีขนาดสูง ๑,๑๒๐ เซนติเมตร ยาว ๑,๕๓๐ เซนติเมตร งานพระเมรุ พ.ศ. ๒๓๓๙ 

 

         ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๔๒  สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี สิ้นพระชนม์  ก็โปรดให้อัญเชิญพระโกศทรงบนพระมหาพิชัยราชรถออกพระเมรุอีกครั้งหนึ่ง  นับจากนั้นพระมหาพิชัยราชรถก็ได้ถูกกำหนดให้เป็นราชรถเฉพาะ อัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินตลอดมา


รายละเอียดของพระมหาพิชัยราชรถ





รายละเอียดไม้จำหลักประดับพระมหาพิชัยราชรถ








ส่วนต่าง ๆ ของพระมหาพิชัยราชรถ


เกริน
กล่าวได้ว่าเป็นบันไดเลื่อนโบราณ  ใช้ยกพระบรมโกศจากพระยานมาศขึ้นไปประดิษฐานบนบุษบกของพระมหาพิชัยราชรถ


         พระมหาพิชัยราชรถได้ชำรุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลา  ได้มีการซ่อมแซมเพื่อใช้งานได้อยู่เสมอ ดังที่ปรากฏในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖  ในครั้งนั้นนอกจากซ่อมแซมให้สวยงามแล้ว ยังโปรดให้เพิ่มล้อขึ้นอีกที่ใต้ตัวราชรถทั้งนี้เพื่อให้รับน้ำหนักตัวราชรถและบุษบกยอด  และพระโกศที่ตั้งอยู่บนราชรถได้ทั้งหมด   

 

         นอกจากนี้เพื่อให้การเคลื่อนย้ายเข้ากระบวนพระราชพิธีเป็นไปอย่างสะดวก และรู้สึกมีน้ำหนักเบาขึ้น  ต่อมากรมศิลปากรได้เล็งเห็นความสำคัญและความงดงามของงานศิลปกรรมประณีตศิลป์  จึงได้บูรณะซ่อมแซมเสริมความมั่นคงแก่พระมหาพิชัยราชรถขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อให้มรดกงานศิลปกรรมนี้อยู่คู่กับชาติไทยต่อไป การบูรณะพระมหาพิชัยราชรถสำเร็จในปี พ.ศ. ๒๕๓๐

 

 


เวชยันตราชรถ 
สร้างในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช


         เวชยันตราชรถ  เป็นราชรถอีกองค์หนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่ออัญเชิญพระศพ สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์  ในงานพระเมรุคู่กับสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี ซึ่งทรงใช้พระมหาพิชัยราชรถ พ.ศ. ๒๓๔๒  เวชยันตราชรถมีขนาดสูง ๑,๑๗๐ เซนติเมตร ยาว ๑,๗๕๐ เซนติเมตร 

 

         ภายหลังงานพระเมรุ พ.ศ. ๒๓๔๒ แล้ว เวชยันตราชรถก็ถูกใช้เป็นราชรถรองในงานพระเมรุพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลต่อมา  จนถึงงานพระเมรุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาพระมหาพิชัยราชรถชำรุด ดังนั้นในงานพระเมรุพระบาทสมเด็จพระพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ จึงได้ใช้เวชยันตราชรถเป็นรถทรงพระบรมศพ โดยไม่มีราชรถรองในริ้วกระบวน 

 

         และแม้ในการพระเมรุอัญเชิญพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีใน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ก็ได้ใช้เวชยันตราชรถ เป็นรถอัญเชิญพระบรมศพ เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘  ซึ่งกรมศิลปากรก็ได้ซ่อมแซมเสริมความมั่นคง และตกแต่งความสวยงามด้วยการลงรักปิดทองประดับกระจกในการนี้ด้วย และได้ออกหมายเรียกว่าพระมหาพิชัยราชรถ

 


เกรินด้านหน้าของเวชยันตราชรถ จำหลักเป็นลายพญานาค


ที่นั่งเกรินด้านหน้าของนักสราชที่ถือแพนหางนกยูง  เพื่อให้เป็นสัญญาณของการเคลื่อนกระบวนแห่พระบรมศพจากเวชยันตราชรถ


         ในกระบวนแห่พระบรมศพไปยังพระเมรุมาศ นอกจากพระมหาพิชัยราชรถ และเวชยันตราชรถยังมีราชรถน้อยอีก ๓ องค์  ราชรถน้อยมีลักษณะคล้ายราชรถองค์ใหญ่ทั้งสององค์ คือมีส่วนตัวรถที่แกะสลักลงรักปิดทองประดับกระจก  คานที่ยื่นออกมาเป็นรูปนาคราช บนราชรถมีบุษบกตั้งอยู่เช่นเดียวกัน เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก 

 

         ราชรถน้อยองค์หนึ่งใช้เป็นราชรถที่สมเด็จพระสังฆราชประทับ  ทรงสวดนำกระบวนพระมหาพิชัยราชรถ  ราชรถองค์ที่สอง เป็นราชรถโยงผ้าจากพระบรมโกศ  จัดเป็นราชรถตามจากนั้นเป็นราชรถน้อยอีกองค์หนึ่ง  ใช้เป็นรถสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ประทับ เพื่อทรงโปรยทานพระราชทานแก่ประชาชนที่มาเฝ้ากราบพระบรมศพตามทางสู่พระเมรุมาศ 

 

         ต่อจากนั้นตามด้วยราชรถรอง คือ เวชยันตราชรถและรถประทับอื่น ๆ  ดังนั้นจะเห็นได้ว่าราชรถที่ใช้ในการพระบรมศพจริง ๆ มี ๕ องค์  ซึ่งล้วนสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  และได้นำออกใช้งานพระเมรุมาศทุกรัชกาลจนปัจจุบัน

 

 


การประดับลวดลายพระเวชยันตราชรถ ด้วยไม้จำหลักลงรักปิดทองและประดับกระจก


         คราวใดที่ราชรถองค์ใดชำรุดทรุดโทรม  ก็จะได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาตลอด เพื่อให้มีสภาพที่ใช้การได้และเพื่ออนุรักษ์งานศิลปกรรมไทยไม้จำหลัก ที่ยิ่งใหญ่ไว้เป็นมรดกแห่งบรรพชนไทยตลอดไปชั่วกาลนาน อันจะก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในอัจฉริยะของบรรพบุรุษทั้งในด้านภูมิปัญญา  และสุนทรียะที่เต็มไปด้วยความรอบรู้  ในปรัชญาทางศาสนาอย่างลึกซึ่งอีกด้วย 

 

         หากจะพิจารณาถึงความหมายและคติความเชื่อที่จินตนาการออกมาเป็นรูปร่างที่เห็นนั้น  จะพบว่า การให้รูปแบบเต็มไปด้วยปรัชญาทางความเชื่อ  ที่มีความหมายเกี่ยวกับเทพเจ้าที่พ้องกันทั้งในพระพุทธศาสนา และในศาสนาพราหมณ์ ก็คือเรื่องของจักรวาล 

 

         พระพุทธศาสนาจะกล่าวว่าจักรวาลประกอบด้วยทวีป ๔ ทวีป คือ อุตรกุรุทวีป อมรโคยานทวีป บุรพวิเทหทวีป และชมพูทวีป กับทั้งประกอบด้วยภูมิทั้ง ๓ คือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ  จักวาลนี้มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางและเป็นที่ประทับของพระอินทร์  ซึ่งทรงเป็นประธานเหนือเทพทั้งปวง

 

 


ราชรถน้อย
ในกระบวนแห่พระบรมศพมี ๓ องค์ คือ สำหรับพระสงฆ์อ่านพระอภิธรรม ๑ โปรยข้าวตอกดอกไม้ ๑ และโยง ๑




         ส่วนในศาสนาพราหมณ์ ถือว่าเขาไกรลาสเป็นศูนย์กลางของจักรวาล  เป็นที่ประทับของพระศิวะ หรือพระอิศวร  รูปแบบของพระมหาพิชัยราชรถและเวชยันตราชรถ ก็น่าจะสร้างขึ้นตามคติความเชื่อในเรื่องของจักรวาลทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นการแสดงถึงว่า ได้ให้พระสงฆ์สวดนำวิญญาณไปสู่ที่สงบอันมีโลกุตร และนิพพานเป็นสำคัญ 

 

         รูปแบบของราชรถเป็นการจำลองเอาเฉพาะเขาพระสุเมรุเพียงองค์เดียว  โดยใช้รูปของบุษบกเป็นสัญลักษณ์ บุษบกเป็นอาคารโปร่งรูปสี่เหลี่ยมค่อนข้างจัตุรัส เปิดโล่งทั้ง ๔ ทิศ หลังคาเป็นชั้น ๆ ประกอบด้วยซุ้มรังไก่เรียงกัน ๓ ซุ้ม ชั้นแต่ละชั้นซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปดูเรียวแหลม 

 

         ในด้านสถาปัตยกรรมถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ของช่างที่ทำให้หลังคาดูเบา และสวยงามไม่เทอะทะ  ตัวบุษบกหากจะเปรียบกับชั้นภูมิของจักรวาล ก็น่าจะเป็นชั้นอรูปภูมิได้ เพราะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมโกศซึ่งบรรจุพระบรมศพ  ซึ่งเปรียบได้กับวิญญาณที่ไม่มีรูป ก็น่าจะเข้ากับคติความเชื่อนี้ได้  กับทั้งเป็นการเทิดพระบารมีแห่งองค์ในพระบรมโกศ ซึ่งเปรียบเสมือนทรงเป็นเทพในสัมปรายภพนั่นเอง

 

 


ราชรถโถง
สำหรับอัญเชิญพระโกศพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ ตัวราชรถเป็นไม้จำหลักรูปพญานาค ลงรักปิดทอง เทียมลากด้วยม้า สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์


         บุษบกตั้งอยู่บนฐานที่ซ้อนกัน ๓ ชั้น  อันเปรียบได้กับภูมิทั้ง ๓ ภูมินั้น  จะเห็นว่า ฐานแต่ละชั้นมีรูปเทวดานั่งพนมมือเรียงรายอยู่โดยรอบ โดยมีพญานาค ๔ ตัว โอบอยู่โดยรอบด้านละ ๒ ตัว  ซึ่งหันเศียรออกไปทางทิศตรงกันข้าม ทำให้เห็นด้านข้างของราชรถ มีปลายที่งอนโค้งขึ้น  ดูคล้ายบุษบกมาลาที่ประกอบเป็นมุขบัญชร ในส่วนของท้องพระโรงที่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกว่าราชการ

         ดังนั้นจะเห็นว่าเทวดานั่งพนมมือและพญานาคนั้น  ก็เป็นสัญลักษณ์แห่งสวรรค์ชั้นรูปภูมินั่นเอง ฐานทั้ง ๓ ชั้นตั้งอยู่เหนือตัวรถ ที่ประกอบด้วยล้อขนาดใหญ่ ๔ ล้อ  และมีล้อเล็กอยู่แนวกลางใต้ฐาน และคันชักอีก ๒ จุด เพื่อรับน้ำหนักของราชรถทั้งคัน ดังนั้น ล้อ คาน และเพลา จึงต้องมีความแข็งแรงเป็นพิเศษด้วย  อันเปรียบได้กับโลกและกามภูมินั่นเอง
 

 

************************** 

 

เรียบเรียงจาก : กรมศิลปากร. กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ ราชยาน ราชรถ และพระเมรุมาศ. กรุงเทพฯ : กรม, ๒๕๓๙.


คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ

    กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศนโยบายเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา โดยยึดคุณธรรมนำความรู้สร้างความตระหนักสำนึกในคุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความสมานฉันท์ สันติวิธี วิถีประชาธิปไตย พัฒนาคนโดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง ความร่วมมือของสถาบันครอบครัว ชุมชน สถาบัน ศาสนาและสถาบันการศึกษา โดยมีจุดเน้นเพื่อพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี มีความรู้ และอยู่ดีมีสุข

      ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนดังกล่าวมีความชัดเจน เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม "๘ คุณธรรมพื้นฐาน" ที่ควรเร่งปลูกฝัง ประกอบด้วย

๑) ขยัน

      ขยัน คือ ความตั้งใจเพียรพยายามทำหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ อดทน ความขยันต้องปฏิบัติควบคู่กับการใช้สติปัญญา แก้ปัญหาจนเกิดผลสำเร็จ

      ผู้ที่มีความขยัน คือ ผู้ที่ตั้งใจทำอย่างจริงจังต่อเนื่องในเรื่องที่ถูกที่ควรเป็นคนสู้งาน มีความพยายาม ไม่ท้อถอย กล้าเผชิญอุปสรรค รักงานที่ทำ ตั้งใจทำหน้าที่อย่างจริงจัง

๒) ประหยัด

        ประหยัด คือ การรู้จักเก็บออม ถนอมใช้ทรัพย์สิน สิ่งของแต่พอควรพอประมาณ ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ

      ผู้ที่มีความประหยัด คือ ผู้ที่ดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย รู้จักฐานะการเงินของตน คิดก่อนใช้คิดก่อนซื้อ เก็บออม ถนอมใช้ทรัพย์สินสิ่งของอย่างคุ้มค่า รู้จักทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของตนเองอยู่เสมอ

 

๓) ความซื่อสัตย์

     ซื่อสัตย์ คือ ประพฤติตรงไม่เอนเอียงไม่มีเล่ห์เหลี่ยมมีความจริงใจ ปลอดจากความรู้สึกลำเอียงหรืออคติ

    ผู้ที่มีความซื่อสัตย์ คือ ผู้ที่มีความประพฤติตรงทั้งต่อหน้าที่ ต่อวิชาชีพ ตรงต่อเวลา ไม่ใช้เล่ห์กล คดโกงทั้งทางตรงและทางอ้อม รับรู้หน้าที่ของตนเองและปฏิบัติอย่างเต็มที่ถูกต้อง

๔) มีวินัย

       มีวินัย คือ การยึดมั่นในระเบียบแบบแผน ข้อบังคับและข้อปฏิบัติ ซึ่งมีทั้งวินัยในตนเองและวินัยต่อสังคม

      ผู้ที่มีวินัย คือ ผู้ที่ปฏิบัติตนในขอบเขต กฏ ระเบียบของสถานศึกษา สถาบัน/องค์กร/สังคมและประเทศ โดยที่ตนเองยินดีปฏิบัติตามอย่างเต็มใจและตั้งใจ

๕) สุภาพ

     สุภาพ คือ เรียบร้อย อ่อนโยน ละมุนละม่อม มีกิริยามารยาทที่ดีงาม มีสัมมาคารวะ

    ผู้ที่มีความสุภาพ คือ ผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนตามสถานภาพและกาลเทศะ ไม่ก้าวร้าว รุนแรง วางอำนาจข่มผู้อื่นทั้งโดยวาจาและท่าทาง แต่ในเวลาเดียวกันยังคงมีความมั่นใจในตนเอง เป็นผู้ที่มีมารยาท วางตนเหมาะสมตามวัฒนธรรมไทย

๖) สะอาด

     สะอาด คือ ปราศจากความมัวหมองทั้งกาย ใจ และสภาพแวดล้อม ความผ่องใสเป็นที่เจริญตาทำให้เกิดความสบายใจแก่ผู้พบเห็น

     ผู้ที่ความสะอาด คือ ผุ้รักษาร่างกาย ที่อยู่อาศัยสิ่งแวดล้อมถูกต้องตามสุขลักษณะ ฝึกฝนจิตใจมิให้ขุ่นมัว จึงมีความแจ่มใสอยู๋เสมอ

๗) สามัคคี

     สามัคคี คือ ความพร้อมเพียงกัน ความกลมเกลียวกัน ความปรองดองกัน ร่วมใจกันปฏิบัติงานให้บรรลุ ผลตามที่ต้องการเกิดงานการอย่างสร้างสรรค์ปราศจากการทะเลาะวิวาท ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน เป็นการยอมรับความมีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ความหลากหลายในเรื่องเชื้อชาติ ความกลมเกลียวกันในลักษณะเช่นนี้ เรียกอีกอย่างว่า ความสมานฉันท์

     ผู้ที่มีความสามัคคี คือ ผู้ที่เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้บทบาทของตนทั้งในฐานะผู้นำและผู้ตามที่ดี มีความมุ่งมั่นต่อการรวมพลัง ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อให้การงานสำเร็จลุล่วง แก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งได้ เป็นผู้มีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ พร้อมที่จะปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ

๘) มีน้ำใจ

     มีน้ำใจ คือ ความจริงใจที่ไม่เห็นแก่เพียงตัวเองหรือเรื่องของตัวเอง แต่เห็นอกเห็นใจเห็นคุณค่าในเพื่อน มนุษย์ มีความเอื้ออาทรเอาใจใส่ ให้ความสนใจในความต้องการ ความจำเป็น ความทุกข์สุขของผู้อื่น และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน

     ผู้ที่มีน้ำใจ คือ ผู้ให้และผุ้อาสาช่วยเหลือสังคสม รู้จักแบ่งปัน เสียสละความสุขส่วนตน เพื่อทำประโยชน์แก่ผู้อื่นเข้าใจ เห็นใจ ผู้ที่มีความเดือดร้อน อาสาช่วยเหลือสังคมด้วยแรงกาย สติปัญญา ลงมือปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหา หรือร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นในชุมชน

 

ที่มา dek-d.com http://www.dek-d.com/content/view.php?id=3312


สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle)

    สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle) เป็นบริเวณสมมติในมหาสมุทรแอตแลนติก มีเนื้อที่ประมาณ 1.2 ตร.กม. อยู่ระหว่างจุด 3 จุดที่ไม่เป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า ได้แก่ เปอร์โตริโก ปลายสุดของมลรัฐฟลอริดาในสหรัฐอเมริกา และเกาะเบอร์มิวดาซึ่งเป็นดินแดนในปกครองของสหราชอาณาจักร สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นที่รู้จักทางสื่อมวลชนอย่างแพร่หลาย หลังจากที่ค้นพบว่าคุณสมบัติทางฟิสิกส์ต่างๆ ไม่เป็นไปตามกฎพื้นฐาน

    สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เริ่มเป็นที่รู้จักในปี พ.ศ. 2494 (ค.ศ. 1951) หลังจากที่มีเรือขนาดใหญ่หายสาบสูญภายในบริเวณสามเหลี่ยม รวมถึงเครื่องบินและเรือขนาดเล็กอื่นๆ จนได้รับขนานนามว่า "สามเหลี่ยมปีศาจ" (The Devil's Triangle)

    ศัพท์คำว่า "สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา" หรือ "Bermuda Triangle" นี้ มีที่มาจากบทความนิตยสารอาร์กอสซี่ เจ้าของบทความชื่อ Vincent H. Gaddis ได้นำเสนอเรื่องราวของเรือและเครื่องบินที่สาบสูญไปอย่างลึกลับโดยปราศจากคำอธิบายในนิตยสารดังกล่าว เมื่อปี ค.ศ. 1964 แต่ แกดดิส ไม่ได้เป็นคนแรกที่สังเกตเรื่องนี้ ก่อนหน้าในปี ค.ศ. 1952 นาย George X. Sands เสนอเรื่องทำนองนี้เช่นกันในนิตยสาร Fate เนื้อหากล่าวถึงปริมาณของเรือและเครื่องบินที่สาบสูญไปอย่างผิดปกติในบริเวณน่านน้ำดังกล่าว ซึ่งยอดสูญหายนี้มันมากเกินไปกว่าที่จะสันนิษฐานว่าเป็นอุบัติเหตุ

    ต่อมาถัดมาในปี ค.ศ. 1969 นายวอลเลซ สเปนเซอร์ ได้เขียนหนังสือว่าด้วยสามเหลี่ยมปริศนานี้โดยเฉพาะออกจำหน่ายในชื่อว่า "Limbo of the Lost" ถัดจากนั้นก็มีหนังสือออกจำหน่ายตามมาอีกมากมายเกี่ยวกับความลึกลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ซึ่งก็มียอดจำหน่ายดีแทบทุกเล่ม ที่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษคือบทความที่มีชื่อว่า "The Devil's Triangle" ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1974 ซึ่งเนื้อหาสำหรับเป็นที่ชื่นชอบความลึกลับเกี่ยวกับสามเหลี่ยเบอร์มิวดาเป็นอันมาก เป็นที่น่าสังเกตคือ หนังสือแทบทุกเล่มมุ่งประเด็นไปยังมุมมองที่ว่า เบื้องหลังของการสูญหายนี้ มาจากเทคโนโลยีของสิ่งทรงภูมิปัญญามากกว่าประเด็นอื่น เช่นมาจากมนุษย์ต่างดาว หรือมนุษย์ที่อาศัยอยู่ใต้มหาสมุทรบริเวณนั้น ต่างก็หาหลักฐานและทฤษฎีมาถกเถียงกันและบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดามีอาณาบริเวณที่กว้างมากจาก ฟลอริด้า-เปอร์โต ริโก-เกาะเบอร์มิวดา กินพื้นที่ประมาณ ห้าแสนตารางไมล์ เพราะฉะนั้นการจะค้นหาอะไรๆจากสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็มีองค์กรของรัฐ เอกชน ต่างให้ความสนใจในการสำรวจ โดยหวังว่าจะเจอหลักฐานอะไรก็ตามที่นำมาใช้ไขปริศนาของดินแดนบริเวณนี้ได้ .

    มีนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ นักสมุทรวิทยา และอีกหลายอาชีพ ให้ความเห็นและทฤษฎีเกี่ยวกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา มาดังนี้

  1. ทฤษฎีที่ว่า อาจจะเป็นไปได้ที่บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้น ตั้งอยู่ในจุดสมดุลของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า กับพลังของสนามแห่งแรงโน้มถ่วงพอดี ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างของอีกมิติหนึ่งในห้วงเวลาอวกาศ และเมื่อเรือหรือเครื่องบินแล่นเข้าสู่ช่องว่างแห่งนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางมิติหายลับไปทันที แต่เนื่องจากว่าวิทยาการทางเทคนิคของเราในปัจจุบันนี้ยังไม่มีความรู้พอที่จะแก้ไขสถานการณ์อันนี้ได้ การหายสาบสูญของพวกเรา ก็เป็นไปในทำนอง เดินทางเดียว เท่านั้น คือเมื่อมิติถูกเปลี่ยนไปแล้ว ก็ไม่อาจจะทำให้กลับคืนสู่มิติเดิมได้ ส่วนสิ่งมีชีวิตปัญญาสูงจากนอกโลกที่มาจากจานบิน คงจะทราบและเข้าใจในกฎเกณฑ์อันนี้เป็นอย่างดีจึงได้ใช้ช่องว่างที่เกิดจากสมดุลอันนี้ เป็น ประตู ทางเข้าออกในการเปลี่ยนแปลงทางมิติเพื่อเข้าสู่โลก ด้วยเหตุจึงมีผู้พบเห็นจานบินบ่อยๆ (สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นสถานที่ซึ่งมีผู้พบเห็นจานบินบ่อยที่สุดและมากที่สุดในโลก) และมันจะหายตัวไปแบบฉับพลัน ซึ่งตอนนั้นเองที่จานบินเปิดประตูมิติ เรือหรือเครื่องบินผ่านมาบริเวณนั้นพอดี ก็เลยแล่นเข้าสู่ประตูมิติ
  2. ทฤษฎีที่ว่า บริเวณใต้สามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้นเป็นจุดที่ อาณาจักรแอตแลนติสจมลง ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าชาวแอตแลนติสมีความเจริญรุ่งเรืองมาก ต้องมีพลังงานอะไรบางอย่างที่ชาวแอตแลนติสสร้างเอาไว้ ทำให้เรือและเครื่องบินบริเวณนั้นหายสาบสูญแบบไร้ร่องรอย
  3. ทฤษฎีที่ว่า บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เป็นเหมือนสถานีที่สิ่งมีชีวิตที่ทรงปัญญากว่ามาสร้างเอาไว้ เพราะหลายต่อหลายครั้งที่มีผู้คนพบเห็นแสงไฟจากใต้น้ำบ้าง จานบินใต้น้ำบ้างและก็มีผู้พบเห็นจานบินโผล่ขึ้นมาจากน้ำ ดำดิ่งลงไปในน้ำ ความเร็ว 150 นอตต่อชั่วโมงเท่ากับเฮลิคอปเตอร์ และในปัจจุบันก็ยังไม่มีเรือดำน้ำให้ทำความเร็วได้ขนาดนั้น บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นจุดที่พบเห็นจานบินบ่อยและมากที่สุดในโลก เพราะบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นจุดบอดของสนามแม่เหล็กจึงสามารถทำให้สามารถนำยานลงจอดซึ่งมีไม่กี่แห่งบนโลก
  4. ทฤษฎีที่ว่า มีสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญาอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร ตามหลักของชีววิทยา สิ่งมีชีวิตจะเริ่มต้นมาจากทะเลก่อน และเนื่องมากจากท้องทะเลมีอาณาเขตมากกว่าพื้นดินถึงสองเท่า มนุษย์ใต้มหาสมุทรเหล่านี้จึงมีเนื้อที่สำหรับ การแพร่ขยายพันธุ์มากกว่าเรา และจากเหตุที่พวกนี้ได้เกิดขึ้นก่อนมนุษย์เรา ดังนั้น การพัฒนาทางเทคนิคของพวก เขาก็คงล้ำหน้าไปกว่าเรามากทีเดียว เท่าที่ผ่านมาเป็นเวลานาน มนุษย์ใต้สมุทรเหล่านี้จะไม่ติดต่อเกี่ยวข้องอันใดกับพวกเรา ถือว่าต่างคนต่างอยู่ แต่จากความก้าวหน้าทางเทคนิคของพวกเราในปัจจุบัน อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อมของพวกเขาได้ พวกนี้จึงเปลี่ยน นโยบายที่ว่าต่างคนต่างอยู่ ออกมาสังเกตความเป็นไปของชาวเรา ที่อยู่บนพื้นโลกอย่างลับๆและเงียบสงบ ซึ่งบางทีบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา อาจเป็นบริเวณที่สะดวกที่สุดที่พวกเขาจะออกมาสำรวจโลกเบื้องบน
  5. ทฤษฎีที่ว่า เป็นจุดที่มีแรงดึงดูดของโลกมากที่สุด เนื่องจากแรงดึงดูดของบริเวณนี้สูงกว่าบริเวณอื่น จะทำให้เครื่องบิน หรือเรือ จมลงทะเล
  6. ทฤษฎีที่ว่า เป็นบริเวณที่สนามแม่เหล็กมีความเข้มข้นสูงที่สุด ซึ่งจะทำให้เครื่องบิน หรือเรือที่ใช้เครื่องยนต์ โดนสนามแม่เหล็กทำให้เครื่องยนต์เสียหาย และจมลงในที่สุด

ขอบคุณ วิกิพีเดีย


 

 

 

 

กัมมันตภาพรังสี (Ionizing Radiation)

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

 

 


เกล็ดความรู้เรื่องผ้าบาติก

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

 


 

 

 

Doppler Effect

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


การทำผ้าบาติก

 


 

 

 

 

พระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

พระเมรุ พระพี่นางฯ

รูปแบบพระเมรุ
 
         แบบร่างพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นาวาอากาศเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น ได้ระบุว่าใช้ต้นแบบร่างมาจากแบบร่างของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยทำเป็นทรงปราสาท ที่หน้าบันทั้ง ๔ ด้าน จะมีพระลัญจกรของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอประดิษฐานอยู่ 
         คุณหญิงไขศรี เผยว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเลือกแบบร่างพระเมรุฉัตร ๗ ชั้นในพระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงพอพระราชหฤทัยหลังทอดพระเนตรแบบร่างพระเมรุ พร้อมพระราชทานคำแนะนำให้ขยายทางเดินให้กว้างมากขึ้น

      นาวาอากาศเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ประธานคณะทำงานในการจัดสร้างพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ของกรมศิลปากร ซึ่งเป็นผู้ออกแบบร่างพระเมรุที่จะใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เปิดเผยว่า

      แบบร่างที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ทรงมีพระราชวินิจฉัยมี ๒ แบบร่าง คือ

  • รูปแบบยอดปราสาท
  • แบบยอดปรางค์

ซึ่งพระองค์ได้ทรงมีพระราชวินิจฉัยให้ใช้แบบร่างยอดปราสาท จึงได้นำเสนอแบบร่างพระเมรุดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
        
        “สำหรับรูปแบบพระเมรุยอดปราสาท ได้ศึกษาจากการออกแบบพระเมรุมาศของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยยึดเค้าโครงพระเมรุมาศของสมเด็จพระปิตุฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี มาเป็นต้นแบบโดยแนวคิดหลักได้ยึดถือความเชื่อ เรื่องเขาพระสุเมรุ ตามแบบโบราณราชประเพณี ด้วยการจำลองปราสาท ซึ่งเปรียบเสมือนสถานที่สถิตของเหล่านางฟ้า เทวดา มาเป็นตัวองค์ของพระเมรุ ส่วนยอดพระเมรุ ประกอบด้วย ยอดชั้นเชิงกลอน ๕ ชั้น ต่อยอดด้วย ชั้นบัวคลุ่มจนถึงปลายยอดประดับฉัตร ๗ ชั้น

พระเมรุ พระพี่นางฯ

พระเมรุ พระพี่นางฯ

เอกลักษณ์ของพระเมรุ

        เอกลักษณ์ของพระเมรุ ที่จะใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ อยู่ที่หน้าบันทั้ง ๔ ทิศ เนื่องจากได้อัญเชิญตราพระราชลัญจกร กว ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ มาประดิษฐานที่หน้าบันของพระเมรุทั้ง ๔ ด้านด้วย”
 
        การออกแบบร่างพระเมรุครั้งนี้ ได้คำนึงถึงสถาปัตยกรรมไทย ตามแบบโบราณ
ราชประเพณี เพื่อให้พระเมรุมีความงดงามเปรียบเสมือนสรวงสวรรค์ เพื่อถวายพระเกียรติแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ อย่างสมพระเกียรติมากที่สุด
       
        ทั้งนี้ แบบร่างพระเมรุออกเป็นทรงปราสาท โดยมีอุดมคติที่ยึดเขาพระสุเมรุเป็นหลักในการออกแบบ ซึ่งมีความหมายว่า เป็นปราสาทอันเป็นที่สถิตของเทพยดา โดยหน้าบันจะมีพระลัญจกรของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประดิษฐานอยู่ ทั้ง ๔ ด้าน
        
        พระเมรุของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จะใช้ยอดปราสาท แต่อย่างไรก็ตามยอดพระเมรุมาศมีความแตกต่างกันหลายแบบ เช่น ยอดมณฑปสูงที่สุด รองลงมาคือ ยอดปราสาท และยอดเกี้ยวรองลงไป ซึ่งยอดเกี้ยวใช้ทำถวายสมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชนนี
       
        “ยอดพระเมรุมีหลายแบบ เช่น ยอดปรางค์ ยอดเจดีย์ แต่ละลักษณะนำมาใช้เป็นยอดเมรุมาศได้ทั้งนั้น แต่ขึ้นอยู่กับระดับศักดิ์ที่ทำให้แตกต่างกัน โดยเฉพาะยอดมณฑป จะใช้กับพระมหากษัตริย์เท่านั้น เพราะ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ , ๖ และ ๘
  ใช้ยอดมณฑปที่แสดงถึงฐานานุศักดิ์ ที่ถือว่าสูงที่สุด”นอ.อาวุธกล่าว
        
กำลังคนที่ใช้ในการก่อสร้าง

        สำหรับกำลังคนที่จะใช้ในการก่อสร้างจะเน้นในงานโครงสร้างเป็นหลักซึ่งจะใช้ระบบจ้างเหมาส่วนเป็นรายละเอียดในงานปราณีตศิลป์จะให้ทางกรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการ เช่น รูปเทวดา ฉัตรเครื่องสูง และ พระโกศจันทร์  เช่นเดียวกับครั้งสมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชนนี จะใช้กำลังคนจำนวนมาก ที่สำคัญจะเปิดโอกาส ให้กับประชาชนทั่วไปให้เข้ามาช่วยสร้างพระเมรุด้วย เหมือนสมัยพระศรีนครินทราพระบรมราชนนี

        ด้านโครงสร้าง จะใช้โครงสร้างที่ทำมาจากเหล็กและจะไม่ใช่ไม้เพราะไม้หายาก แต่ในช่วงสมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชนนีใช้ไม้ทั้งหมด แต่คิดว่า ครั้งนี้จะเปลี่ยนวิธีการเพราะไม้หายาก อย่างไรก็ตามจะใช้โครงสร้างที่ทำมาจากเหล็กเป็นส่วนใหญ่ แต่อาจจะมีบางที่จะใช้ไม้อัดเข้ามาห่อหุ้มแทน เช่น เสา ซึ่งภายนอกอาจจะมองเห็นเป็นเสาไม้ใหญ่แต่ภายในเป็นเหล็กที่บุด้วยไม้อัด
        
        สำหรับพระเมรุเป็นลักษณะสถาปัตยกรรม ที่มีชั้นเชิงกลอน ๕ ชั้น ก่อนจะมีฉัตร
ตามพระราชอิสริยศ แต่งานพระศพพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ครั้งนี้เป็นเศวตฉัตร ๗ ชั้น โดยมีเค้าร่างของแบบเดิมมาจากสมัยสมเด็จพระปิตุฉาเจ้าสุขุมาลมารศรีที่เคยสร้างมา ยอมรับว่างดงามอย่างมาก  แต่เชื่อมั่นว่า การก่อสร้างพระเมรุมาศครั้งนี้จะไม่ลำบาก เพราะได้มีประสบการณ์จากการจัดสร้างพระเมรุของสมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชนนี และพระเมรุนี้จะมีลิฟท์เพื่อใช้ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นไปบนพระเมรุมาศด้วย

ช่างสิบหมู่ปั้นใหม่ “เทวดาถือบังแทรก” ประดับพระเมรุพระพี่นางฯ

        สำนักช่างสิบหมู่ปั้น “รูปเทวดาถือบังแทรก” ประดับพระเมรุ “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ” ใหม่ หลังของเก่าเมื่อครั้งพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จย่าเสื่อมสภาพหมดแล้ว พร้อมเผยการนำรูปปั้นเทวดามาประดิษฐานรอบพระเมรุ เพราะเชื้อพระวงศ์เปรียบเสมือนสมมติเทพ เมื่อสิ้นพระชนม์ก็จะต้องส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์ ซึ่งจะเป็นเทวดานั่ง 20 องค์ เทวดายืน 20 องค์

        ทั้งนี้ การนำรูปปั้นเทวดามาประดิษฐานบริเวณโดยรอบพระเมรุ เพราะตามความเชื่อถือว่าเชื้อพระวงศ์เปรียบเสมือนสมมติเทพ เมื่อสิ้นพระชนม์ก็จะต้องส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์

พระเมรุ พระพี่นางฯ

ประสานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงขอพันธุ์ไม้ที่พระพี่นางโปรด

        ทางกรมศิลปากร ทำหนังสือไปถึงมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เพื่อประสานขอพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับที่จะนำมาใช้ในงานภูมิสถาปัตยตกแต่งบริเวณโดยรอบพระเมรุ ซึ่งจะต้องหารือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงถึงการคัดเลือกพันธุ์ไม้สีที่เหมาะสมกับงานพระเมรุ รวมทั้งจะคัดเลือกพันธุ์ไม้อีกหลายชนิดที่ปลูกในอุทยานพระตำหนักดอยตุง จ.เชียงราย เพราะเป็นพันธุ์ที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงโปรดเป็นพิเศษ ทั้งนี้ จะต้องหารือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้จัดเตรียมเพาะพันธุ์ไว้รองรับการนำมาตกแต่งบริเวณพระเมรุต่อไป และประสานไปยังกรุงเทพมหานคร เพื่อขอสนับสนุนพันธุ์ไม้ในการใช้ตกแต่งด้วย

กรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ
        
        คณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ๕ ชุด ดังนี้

  1. คณะกรรมการฝ่ายจัดการพระราชพิธีพระราชเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ 
  2. คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์และประสานงานการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โดยแต่งตั้งให้ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
    เป็นประธาน ทั้ง ๒ คณะ 
  3. คณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุ และบูรณะปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ โดยนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
  4. คณะกรรมการฝ่ายรักษาความปลอดภัย และการจราจร ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน
  5. คณะกรรมการฝ่ายจัดทำจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึก ให้คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รมว.วัฒนธรรม เป็นประธาน เพื่อประสานงานทำงาน  

พระเมรุ พระพี่นางฯ

พระเมรุ พระพี่นางฯ

พระเมรุ พระพี่นางฯ

พระเมรุ พระพี่นางฯ

พระเมรุ พระพี่นางฯ

พระเมรุ พระพี่นางฯ

พระเมรุ พระพี่นางฯ

 

ขอบคุณรูปภาพสวยๆจาก
http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K7138653/K7138653.html 


 

 

 

พระบรมราโชวาท  พระราชทานแก่คณะผู้แทนพุทธสมาคมทั่วประเทศ เสาร์ 13 ธันวาคม 2523


กฏแห่งกรรม


สุนทรพจน์ของ สตีฟจ็อบส์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


เพราะเห็นผิดจึงคิดใหม่ เพื่อให้ความตายนั้นไม่สูญเปล่า โดย เชษฐ์ ตรรกวาณิช

{mospagebreak}

หน้า 2

 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องเล่า...... ริมเขื่อน

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16


 

 

 

 

 

 

การจัดการสวนปาล์มน้ำมัน

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7


มีอะไรในหม่อนผลสด

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6


ไหมย้อมสีธรรมชาติ

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6


การผลิตชาใบหม่อนเชิงพาณิชย์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6


เชื้อเพลิงชีวภาพที่ยั่งยืน

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

 


การปลูกอ้อย

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6


การปลูกหม่อน

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

 

 

 

ชินคันเซ็น ของ เต็มสิริ หวังทวีทรัพย์ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7


Loss Leader : มากกว่ากลยุทธ์ขายสิ่งประดิษฐ์ ของ บุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5


สตอร์มเซิร์จ รู้จักไว้ จะได้ไม่ตระหนก ของ ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11


 

จอแบนแฟนไม่ทิ้ง  ของ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์  ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7


กลับสู่ธรรมชาติ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ของ จันทิมาอุทะกะ

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

บทความที่เกี่ยวข้อง

จอคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้ว


เปิดและปิดแสง

ผลึกเหลว

หน้าจอ

เครื่องคิดเลข


จุดแสงในจอแบน

สีอันหลากหลาย

โพลาไรเซชั่น


ประโยชน์ของโพลาไรเซชั่น

โพลาไรท์ฟิลเตอร์

การโพลาไรท์เซชั่น

กั้นลำแสง

บิดลำแสง

กระจกอัจฉริยะ

      บทนำ

     สามารถปรับกระจกให้เป็นแบบโปร่งแสงหรือทึบแสง  และสะท้อนแสงบางสีได้  ไม่ต้องมีผ้าม่านหรือมู่ลี่  ช่วยให้ประหยัดพลังงานได้อีกทาง

เลื่อนสไลเดอร์  หรือกดปุ่ม on/off  เพื่อควบคุมแสงที่ผ่านหน้าต่างเข้ามา

   

       ในปัจจุบันนี้คงจะได้ยินได้ฟังกันอย่างหนาหูเกี่ยวกับการรณรงค์ให้ช่วยกันประหยัดพลังงานผ่านทางสื่อต่าง ๆ  คงต้องยอมรับกันแล้วว่าการใช้พลังงานกันทุกวันนี้  ปริมาณการบริโภคมีแต่จะเพิ่มขึ้นตลอด  ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา ๆ ท่าน ๆ

       ค่าไฟฟ้า  ค่าน้ำ  ค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น  ดูจะเป็นปัญหาใหญ่ของการใช้พลังงานที่ใกล้ตัวเรามากสุด เงินทองที่หามาได้แทนที่จะนำไปใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์มากสุดกับปัจจัยสี่ที่จำเป็น แต่กลับต้องนำไปจ่ายค่าพลังงานที่มีราคาสูงขึ้น  ข้าวของเครื่องใช้ก็มีราคาแพงขึ้นตาม  ปัญหาต่าง ๆ ที่คิดว่าจะแก้กันได้คงจะผุดขึ้นมาใหม่เป็นห่วงโซ่  คงต้องวิ่งแก้ปัญหากันไปไม่สิ้นสุด

       นอกจากเราจะต้องช่วยกันประหยัดการใช้พลังงานคนละไม้คนละมือ  ในด้านอุตสาหกรรมก็ได้มีการพัฒนาวิจัยคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมาหลากหลายด้าน  เพื่อช่วยให้มีการประหยัดพลังงานด้วย  ซึ่งก็จะเป็นผลดีต่อการลดต้นทุนการผลิตหรือใช้ราคาซื้อจ่ายพลังงานน้อยลงและก็ต้องการให้มีพลังงานใช้ได้อย่างยาวนานขึ้น

       หนึ่งในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ว่านี้ก็คือ การผลิตกระจกให้สามารถปรับสภาพได้ตามการเปลี่ยนแปลงทางอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมภายนอกได้  เช่น ความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านเข้ามาภายในอาคารหรือที่อยู่อาศัยก็จะถูกลดทอนลงหรือกั้นไม่ให้เข้ามาได้  ทั้งยังสามารถปรับความสว่างได้  ผลดีที่ได้ตามมาคือ  ไม่ต้องติดมู่ลี่หรือผ้าม่านและไม่จำเป็นต้องเปิดไฟจากหลอดไฟมากหลอดหรือเปิดแอร์ให้เย็นมาก  หรือในฤดูหนาวก็ลดการเปิดเครื่องทำความร้อนให้น้อยลง  ซึ่งจะเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้อีกทางหนึ่ง  เป็นต้น

       เรามาดูกันว่า นวัตกรรมใหม่จากกระจกที่ว่านี้ มันเป็นแบบไหนและทำงานอย่างไรจึงได้ชื่อว่าเป็น “กระจกอัจฉริยะ”  คลิกครับ


 


ไม้ประกอบ.... กอบกู้โลก  โดยจิรานี กุลวรรณวิจิตร

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7


ธรรมชาติ แม่แบบทางเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม โดย ดร. รุ้งนภาทองพูล

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


Camouflage ศาสตร์แห่งการพรางตัว  ของ ดร. จุรีรัตน์ ประสาร

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


จักรยานพาหนะที่ประหยัดและปลอดมลพิษ ของ ดร.ธนาวดี ลี้จากภัย

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

 

บทความเพิ่มเติม

ประวัติจักรยาน
   จักรยานคันแรกได้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2377 โดย Kirkpatrick Mcmillan แห่งสกอตแลนด์ ได้ดัดแปลงแบบมาจาก Jeen Theson หลักฐานนี้ได้พบในอียิปต์และในปอมเปวี ซึ่งได้เขียนภาพไว้บนผนังปูน


     จักรยานได้วิวัฒนาการมาตามลำดับ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2408 Pierre Michaux และ Pierre Lallement ได้ประดิษฐ์จักรยานขึ้นใหม่ โดยมีบันไดถีบเหมือนจักรยานในปัจจุบัน และมีสายโซ่โยงไปยังเพลาล้อหลัง แต่อย่างไรก็ตามจักรยานในสมัยก่อนยังไม่มีล้อกันสะเทือน ทำให้เวลาเคลื่อนที่จะสะเทือนมาก


    จนกระทั่งปี พ.ศ. 2422-2428 ได้มีการดัดแปลงให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ได้ถูกออกแบบใหม่และปรับปรุงให้ดีขึ้นโดย J.K. Starley มีการอัดลมเข้าไปในยางรถเพื่อกันสะเทือน ในปี พ.ศ. 2436 ประดิษฐ์เบรกให้รถหยุดได้ตามต้องการในปี พ.ศ. 2441 มีผู้ออกแบบให้รถมีล้อหน้าและล้อหลัง จนในที่สุดจักรยานก็มีสภาพเหมือนในปัจจุบัน


    การแข่งขันจักรยานครั้งแรกเป็นการแข่งขันจากนครปารีสไปเมืองรูออง ประเทศผรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2412 โดยมีนักจักรยาน ชื่อ James Moore ชาวอังกฤษเป็นผู้ชนะเลิศ สหพันธ์จักรยานนานาชาติ (International Cycling Union หรือ Union Cycling International, U.C.I) ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2443 ณ นครปารีส ประเทศฝรั่งเศสเป็นประธานสหพันธ์คนแรก


    ในปี พ.ศ. 2507 เมื่อมีการแข่งขันจักรยานจึงได้มีนักกีฬาจักรยานอาชีพเข้าร่วมแข่งขันกับนักกีฬาสมัครเล่นด้วย ทำให้นักจักรยานสมัครเล่นเกิดความเสียเปรียบเป็นอย่างมาก ดังนั้น ระหว่างที่มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 18 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น คณะกรรมการโอลิมปิกสากลได้ขอร้องให้สหพันธ์จักรยานนานาชาติ (U.C.I.) ได้แยกนักกีฬาจักรยานอาชีพกับนักกีฬาจักรยานสมัครเล่นออกจากกัน โดยมีการบริหารแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ดังนั้น การแข่งขันจักรยานสมัครเล่นครั้งแรกได้เกิดขึ้นในกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 19 ปี พ.ศ. 2511 ณ กรุงเม็กซิโก ประเทศเม็กซิโก เป็นต้นมา


 

    วันที่ 1-3 กันยายน พ.ศ. 2508 ณ เมืองซานซีบาสเตีย ประเทศสเปนได้มีการประชุมสหพันธจักรยานนานาชาติ และได้แยกผู้รับผิดชอบจักรยานออกเป็น 2 ส่วนคือ


1. สหพันธ์จักรยานสมัครเล่นนานาชาติ (Federation International Amateur de Cyclisme หรือ มีชื่อย่อว่า (F.I.A.C.)


2. สหพันธ์จักรยานอาชีพ (Federation International de Cyclisme Professional หรือ F.I.C.P.)


ประธานสหพันธ์จักรยานสมัครเล่นนานาชาติ (F.I.A.C.) ได้แก่ Adriano Rodoni ชาวเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี


ปัจจุบันมีประเทศต่างๆ ที่เมืองสมาชิกของ F.I.A.C. จำนวน 130 ประเทศ
ที่มา :
http://www.siamsport.co.th/sportdata_bicycle_data.html
By : DNA- [ 21 พ.ค. 47 - 12:05:56 น. ]


 

จักรยาน

    แผ่นใสจำนวน  80  แผ่น   เล่าถึงจักรยานรุ่นแรกๆ   จักรยานเหรียญเพนนี -   ฟาร์ทิง  จักรยานรุ่นกระดูกลั่น  เรือ  รถสกูตเตอร์  จนถึงการใช้จักรยานทำลายสถิติโลก  คลิกครับ

 

 


ป๊อปร็อค ลูกกวาดอัดลม  โดย อรวรรณ สัมฤทธิ์เดชขจร

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5


จากธรรมชาติสู่รถยนต์แห่งอนาคน โดย บุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5


 

 

 

ว่าว ..... จากอดึตสู๋ปัจจุบัน (ตอนที่ 1 )  โดย ดร.พิธาน สิงห์เสน่ห์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5


วิวัฒนาการของอุปกรณ์ รีดผ้า (ตอนที่ 1 ) โดย ปิยวรรณ ปนิทานเต

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


 

 

 

 

ว่าว ..... จากอดึตสู๋ปัจจุบัน (ตอนที่ 2 )  โดย ดร.พิธาน สิงห์เสน่ห์

 

 

 

 

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


วิวัฒนการของอุปกรณ์ รีดผ้า (ตอนจบ) โดย ปิยวรรณ ปนิทานเต

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5


เปิดตำนานโอลิมปิก โดย เต็มสิริ หวังทวีทรัพย์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8


บ้านสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก โดยเต็มสิริ หวังวทวีทรัพย์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8


เหล็กกล้าซิลิคอน ในรถยนต์ไฮบริด  โดย ธีรพงษ์ หาญวิโรจน์กุล

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


โฟมพลาสติก  โดยชาญวิทย์ พูนสรีไชนสิทธิ์

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5


รำลึก 100 ปีการจากไปของจูลส์เวิร์น  โดย ชัยวัฒน์คุประตกุล

สารคดี ธันวาคม 2548

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


ประวัติการวัดสัณฐานของโลก โดย สุทัศน์ ยกส้าน

สารคดี ธันวาคม 2548

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


หลักความไม่แน่นอนทางควอนตัมหมายถึงอะไร ตอนที่ 1 โดย บัญขา ธนบุญสมบัติ

สารคดี ธันวาคม 2548

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


สะกิดใจ สารคดี ธันวาคม 2548


หลักความไม่แน่นอนทางควอนตัมหมายถึงอะไร ตอนที่ 2 โดย บัญขา ธนบุญสมบัติ

สารคดี มกราคม 2549

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


Thomas Young : ชายผู้รอบรู้  โดยสุทัศน์ ยกส้าน

สารคดี มกราคม 2549

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


10 ยอดข่าววิทยาศาสตร์ ปี 2005 โดย ชัยวัฒน์ คุประตกุล

สารคดี มกราคม 2549

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M 

N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ        

                              อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

 

 A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

     

 บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

คณิตศาสตร์ราชมงคล

           ฟิสิกส์ราชมงคลใหม่

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว  

แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน  พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว  

ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ 

ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล