index 221

 

Big Bang

การระเบิดครั้งใหญ่


เรื่องเล่าแห่งนาฬิกาไทย

    ความผูกพันระหว่างมนุษย์กับนาฬิกานั้นมีมามาแต่เนิ่นนาน  และเชื่อแน่ว่าจวบจนทุกวันนี้ 'นาฬิกา'และ'เวลา'ได้กลายเป็นคำ 2 คำอันแสนคุ้นหูและคุ้นชินของทุกคน เฉกเช่นเดียวกับวิวัฒนาการของสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ บนโลกใบนี้ นาฬิกามีการพัฒนาการจากรุ่นเก่าแก่ดึกดำบรรพ์มาจนถึงเรือนเวลาในหลายหลากรูปแบบ  บรรจุไว้ด้วยหลากหลายฟังก์ชันการทำงาน  แต่สิ่งหนึ่งที่หากจะเปรียบเทียบมูลค่าแล้ว  เรียกได้ว่าแทบจะเทียบกันไม่ได้ก็คือประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานของนาฬิกาแต่ละเรือนเวลาที่สั่งสมมาจากหลายชั่วอายุคนผ่านกาลเวลามาหลายทศวรรษหรือบ้างก็กว่าศตวรรษ  สุดท้ายกลายเป็นเรื่องเล่ากล่าวขานที่ไม่รู้จักจบ  ถ่ายทอดไปสู่ผู้สืบทอดรุ่นแล้วรุ่นเล่า  เพิ่มความน่าพิสมัยสู่เรือนเวลา ที่มีแต่เจ้าของและผู้สืบทอดเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด

    จากตำนานนาฬิกาในสยาม  เมื่อก้าวเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยุคของการเริ่มติดต่อทำการค้ากับชาวต่างชาติ  ซึ่งก็คือผู้นำเอาเจ้าสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า ' นาฬิกา' เข้ามาด้วยหน้าตาและชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยในตอนแรกสักเท่าไหร่  และถือเป็นจุดจบของการดูเวลาแบบภูมิปัญญาพื้นบ้านซึ่งอาศัยวิธีธรรมชาติ  เช่น นาฬิกาแดด เทียบเวลากับเงาสะท้อนจากแสงอาทิตย์ที่ลอดส่องผ่านช่องหินที่นำมาเรียงต่อกัน  หรือผ่านโครงเหล็กง่ายๆไม่ได้บรรจุกลไกอันใดอย่างนาฬิกาแดดของประเทศจีน  ไปจนถึงวิธีง่ายๆกับการเงยดูตำแหน่งของดวงอาทิตย์ของคนไทยในที่สุด  ถ้าให้กำหนดเวลาที่แน่นอนของการเข้ามาที่มีบทบาทของนาฬิกาในประเทศไทยจริงๆ คงต้องเริ่มจากกษัตริย์ผู้ทรงเป็นผู้นำแห่งเทคโนโลยีและทรงนำเอาอิทธิพลตะวันตกต่างๆเข้ามาดัดแปลงใช้ในประเทศไทยนั่นคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรีนอกจากบทบาททางการค้ากับเหล่านานาอารยประเทศที่พระองค์ทรงมีแล้ว  พระองค์ยังได้นำอาสิ่งประดิษฐ์มากมายอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทยและเหล่าขุนนางข้าราชบริพารในการบริหารประเทศเข้ามาด้วย หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์เหล่านั่นก็คือ'เครื่องบอกเวลา' หรือนาฬิกานั่นเอง 

     ในยุคสมัยของพระองค์นั้นได้มีการนำเข้านาฬิกาตั้งพื้นหรือที่เรียกกันว่า 'นาฬิกาตุ้มถ่วง' ส่วนใหญ่มีฐานการผลิตอยู่ในประเทศแถบตะวันตก  แต่เมื่อพระองค์ทรงสั่งทำและนำเข้ามายังประเทศไทยเป็นพิเศษ  จึงได้มีการดัดแปลงหน้าปัด  โดยเฉพาะการใช้ตัวเลขไทยสำหรับบอกชั่วโมงแทนตัวเลขอารบิคซึ่ง ณ เวลาต่อมาได้กลายเป็นกระแสความนิยมเป็นอย่างมาก  และในขณะเดียวกันก็เกิดการนำเข้านาฬิกาตั้งพื้นในวงกว้างมากขึ้นโดยบริษัทเอกชนหลายๆบริษัท ต่อมาล้วนมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำเข้านาฬิกา  บริษัทเหล่านี้มักนิยมจารึกชื่อบริษัทตัวเองไว้บนพื้นหน้าปัดของนาฬิกาตุ้มถ่วงจนกลายเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งก็ว่าได้

     องค์ประกอบหลักๆของนาฬิกาตุ้มถ่วงในยุคนั้นจะประกอบไปด้วย 'กลไกไขลาน' มีตัวตุ้มถ่วงและสายแขวนตุ้มเป็นชิ้นส่วนหลัก  และที่พิเศษกว่าในปัจจุบันคือยุคนั้นสายแขวนตุ้มจะทำมาจากสายซอ  ที่เชื่อกันว่ามีคุณภาพดีและคงทน  จนนาฬิกาประเภทนี้ได้รับการขนานนามกันอีกชื่อว่า 'นาฬิกาไหมซอ' ในส่วนของหน้าปัดนาฬิกานิยมทำจากกระเบื้องเผาที่มีความคงทน  เมื่อเคลือบและเผาทับกับตัวเลขและอักษรจารึกต่างๆแล้ว  ตัวอักษรเหล่านี้จะอยู่คงทนไม่มีการลบเลือน ถือเป็นความประณีตและความพิถีพิถันของคนสมัยก่อนเป็นอย่างยิ่ง  ส่วนอีกความโดดเด่นของนาฬิกาตั้งพื้นก็คือ ตัวไม้ที่นำมาหุ้มส่วนประกอบสำคัญของนาฬิกาและกลายเป็นตู้ไม้ที่งดงามวิจิตรบรรจงเหมาะกับการเป็นของตกแต่งบ้านและสถานที่ต่างๆได้เป็นอย่างดี  ส่วนแหล่งผลิตสำคัญของนาฬิกาตั้งพื้นมีกระจัดกระจายอยู่หลายที่  แต่ที่นิยมและนำเข้ามาในประเทศไทยมากที่สุดเห็นจะเป็นนาฬิกาจากกรุงปารีส   จนคนไทยเรียกติดปากว่า 'นาฬิกาปารีส 'หรือนาฬิกาจากอังกฤษที่เรียกว่า 'นาฬิกาลอนดอน' และนาฬิกาจากเวียนนา  ที่คนไทยเรียกว่า 'นาฬิกาเวียนนา' ระยะหลังนาฬิกาเวียนนากับได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจนกลายเป็นนาฬิกาขายดีและพบเห็นได้ทั่วไปในสมัยนั้น

     ต่อมาไม่นานมีการพัฒนานาฬิกาตุ้มถ่วงเป็นนาฬิกาไขลานที่ย่อส่วนอันใหญ่โตเทอะทะของนาฬิกาตั้งพื้นโบราณให้มีขนาดเล็กลง  และกลายเป็นนาฬิกาแขวนผนังต่างๆนาฬิกาไขลานในยุคแรก แม้จะดูเป็นของใหม่แต่เรื่องคุณภาพยังสู้นาฬิกาตุ้มถ่วงแบบโบราณไม่ได้  เนื่องจากพอลานใก้ลหมด  ในนาฬิกาไขลานจะยิ่งทำให้นาฬิกาเดินช้าลง  อันมีผลต่อความเที่ยงตรงในการบอกเวลาและสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคนี้ก็คือการนำเอาวังกะสีมาทำเป็นหน้าปัดแทนการใช้กระเบื้องเคลือบ  ส่วนใหญ่มาจากประเทศจีนหรือญี่ปุ่น  เพื่อลดต้นทุนการผลิตและขายได้ในราคาถูกลง โดยเน้นปริมาณการขายมากกว่ารูปแบบของงานฝีมือช่างอย่างในอดีตดังนั้น  หากพูดถึง
ความงดงามแล้วคงสู้หน้าปัดกระเบื้องเคลือบไม่ได้อย่างแน่นอน  อีกทั้งยังสึกกร่อนไปตามกาลเวลาได้ง่าย

     'ประหยัดพื้นที่'  กลายเป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ของการผลิตนาฬิกา   พัฒนามาเป็นนาฬิกาตั้งโต๊ะ  ที่แม้จะนำเข้ามาในไทยเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ  ก่อนที่นาฬิกาพกจะเข้ามามีอิทธิพลแทนที่แต่ก็กลายเป็นที่นิยมของนักสะสมมากเช่นกัน   เนื่องจากนาฬิกาตั้งโต๊ะในสมัยก่อนไม่นิยมผลิตออกมาจำนวนมากๆ   แต่จะผลิตเพียงเรือนเดียวในแต่ละลวดลายเท่านั้น  นาฬิกาตั้งโต๊ะที่คนสมัยก่อนสะสม  จึงมีน้อยนักที่จะหาเรือนอื่นที่เหมือนกันได้และกลายเป็นของสะสมล้ำอีกชิ้นหนึ่ง

     กระแสนิยมของการใช้นาฬิกาพกเริ่มเป็นที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว     นับจากแรกๆ  เป็นนาฬิกาที่พระมหากษัตริย์นิยมสั่งทำขึ้นพิเศษและมอบให้แก่เหล่าขุนนางหรือบุคคลสำคัญ  ในวาระสำคัญต่างๆนาฬิกาสมัยเก่า  จึงมักจะมีคำจารึกบันทึกวาระหรือเหตุการณ์สำคัญต่างๆไว้  ไม่ว่าจะบนพื้นหน้าปัดหรือฝาหลังของตัวเรือนนาฬิกา  ก็ตามกลายเป็นของล้ำค่าที่หายาก  แต่ไม่นานกระแสการใช้นาฬิกาพกก็ได้เข้าสู่สังคมระดับกลาง  โดยเฉพาะบรรดาพ่อค้าแม่ขายผู้มีฐานะ   จากนาฬิกาสำหรับบอกเวลากลายเป็นเคื่องประดับบารมีอีกชิ้นหนึ่งไป  และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้นาฬิกาพกเริ่มเป็นที่พบเห็นกันหนาตา  รวมถึงภาพการดำรงชีวิตประจำวันของคนไทยที่ผูกพันธ์กับเครื่องบอกเวลามากขึ้น   ในเวลานี้เองแหล่งผลิตของนาฬิกาจวบจนถึงปัจจุบันอย่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์  ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังกลายเป็นแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงมากที่สุดสำหรับนาฬิกาพก   และนาฬิกาข้อมือ  ผู้ผลิตหลายรายเริ่มต้นจากการผลิตนาฬิกาพกที่นอกจากย่นย่อขนาดให้สามารถพกพาได้สะดวกแล้ว  ยังได้พัฒนาในส่วนของกลไกลที่ต้องลดขนาดลงหลายสิบเท่า ซ้ำยังมีการผลิตคิดค้นการผลิตฟังก์ชันใหม่ๆเพิ่มเติมเข้าไปด้วยเช่น ฟังก์ชันบอกวัน และวันที่ บอกข้างขึ้น-ข้างแรม ย่ำรุ่งย่ำค่ำ บอกเวลาของไทม์โซนที่ 2  และระบบจับเวลาที่ไม่ซับซ้อนอะไรมาก     ด้วยคุณูปการของเจ้าของนาฬิกาพกที่ต้องติดตัวอยู่ตลอดเวลา  ทำให้มีผู้ริเริ่มเปลี่ยนจากนาฬิกาพกมาเป็นนาฬิการ้อยหูด้วยริบบิ้น  หรือสายโซ่เพื่อนให้คล้องสวมกับข้อมือได้กลายเป็นนาฬิกาข้อมือที่นับวันยิ่งได้รับความนิยม 
เนื่องจากความสะดวกสบายในการพกพาและดูเวลา  เพียงแค่พลิกข้อมือก็ทราบเวลาเเล้ว   นาฬิกาข้อมือยุคแรกๆในเมืองไทยยังเป็นนาฬิกาที่ดูเรียบง่ายคลาสสิค  มีตัวเรือนทองเป็นส่วนใหญ่กลไกลภายในยังเป็นกลไกลไขลานล้วนเป็นคุณสมบัติเด่นๆของนาฬิกาพกมาก่อน  แต่ได้เปลี่ยแปลงไปคือการเน้นให้มีขนาดตัวเรือนเล็กและบางลง   โดยมีแหล่งผลิตและผู้ส่งออกนาฬิกาข้อมืออย่างแพร่หลายไปทั่วโลกสำคัญคือสวิสเซอร์แลนด์  คนไทยเราเองก็รับเอาอายธรรมของการใช้นาฬิกาข้อมือเข้ามาทดแทนนาฬิกาพก เช่นกันหลังจากนั้นเพียงไม่นานนาฬิกาพกก็แทบจะเลือนหายไปจากความคิดของผู้นิยมนาฬิกามาก่อน

      ดูเหมือนว่าวิวัฒนาการของนาฬิกาข้อมือจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็วที่สุด  เมื่อมีการคิดค้นกลไกและรูปทรงใหม่ๆ  ให้กับเรือนเวลาข้อมือกันมากขึ้น โดยเฉพาะจุดต้นกำเนิดของนาฬิกากลไกอัตโนมัติ ตามมาด้วยกระแสความนิยม
กลไกควอตซ์  ที่ส่วนใหญ่ผลิตมาจากประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะนิยมมาหวนนาฬิกาไขลานอีกครั้งในปัจจุบัน

 

               .......    อนุเคราะห์บทความโดย GM Watch


6 ดาวเด่นนาฬิกาที่ขึ้นแท่นเรือนแพงที่สุดในโลก

1. Vacheron Constantin ‘Tour de L’Ile’ - 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

2. Blancpain ‘Le Brassus 1735’ - 839,000 เหรียญสหรัฐฯ

3. Girard-Perregaux ‘Opera Three’ - 532,000 เหรียญสหรัฐฯ

4. Parmigiani Fleurier ‘Toric Corrector Quantieme Perpetual’  477,000 เหรียญสหรัฐฯ

5. Roger Dubuis ‘Excalibur EX 08’ - 450,000 เหรียญสหรัฐฯ

6. Audemars Piguet ‘Royal Tourbillon’ - 379,000 เหรียญสหรัฐฯ


เปิดตำนาน ' โครโนกราฟ '

     

     คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าเเทบไม่มีโรงงานนาฬิกาโรงใดที่ไม่ผลิตนาฬิกาโครโนกราฟ ซึ่งกำลังเป็นฟังก์ชันยอดนิยมขณะนี้  เสน่ห์ของนาฬิกาโครโนกราฟอยู่ตรงไหนและมีประวัติความเป็นมาอย่างไรน่าสนใจใช่ไหมครับ
ก่อนจะพลิกตำนานที่มาของนาฬิกาจับเวลา มารู้จักที่มาของคำเรียกขานฟังก์ชันจับเวลา ชื่อที่มาจากรากศัพท์ภาษากรีก 2 คำคือ โครโนส (Chronos) ที่มีความหมายว่า 'เวลา' และ กราโฟ(Grapho)  แปลว่า 'การเขียน'(I Write)  รวมกันก็หมายถึงการเขียนเวลาเพื่อบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของโลก และเป็นรากฐานสำคัญของวิวัฒนาการมาตรวัดเวลาที่พัฒนานับจากอดีตถึงปัจจุบัน จากนาฬิกาพกมาจนถึงนาฬิกาข้อมือ แต่ยังคงรักษาชื่อที่เรียกขานกันว่า 'โครโนการฟ' (Chronograph) อันเป็นการผสมผสานระหว่าง Chronos+Graphนั่นเอง

กำเนิดจับเวลา   

    เข็มนาฬิกาหมุนทวนย้อนอดีตกลับไปราวๆเกือบ 200 ปี ก่อนเมื่อวันที่1กันยายน ค.ศ.1821นิโคลัส-แมทธิว ริอูซเซค(Nicolas-Mathieu Rieussec) นักประดิษฐ์นาฬิกาแห่งราชสำนัก ตระกูล Rieussec เกิดในเมืองตูลูส(Toulouse) ประเทศฝรั่งเศษ  คิดค้นและสร้างสรรค์ประดิษฐ์กรรมล้ำยุคเพื่อใช้ในการจับเวลาการแข่งขันม้าครั้งสำคัญในกรุงปารีส รายการ 'ณองป์-เดอ-มารส์'  (Champ de Mars)

       ประดิษฐกรรมจับเวลาที่เขาคิดค้นขึ้นมาเป็นนาฬิกาจับเวลาที่ได้รับสิทธิบัตรคุ้มครองเป็นเวลา5ปีเต็ม Rieussec ตั้งชื่อนาฬิกาจับเวลาของเขาว่า'Seconds Chronograph' เพราะจับเวลาเป็นวินาทีได้โดยจับเวลาได้ความละเอียดถึง1/5วินาทีนาฬิกาทั้งเรือนถูกบรรจุอยู่ในกล่องไม้มะฮอกกานีหรู มีหน้าปัดกระเบื้องสีขาวหมุนรอบตัวเอง1รอบต่อนาที พร้อมขีดแบ่งระยะทุก และมีขีดย่อยอีก 4 ขีดแบ่งระยะวินาทีออกเป็น 5 ส่วน และมีเข็มเจาะรูเพื่อใส่น้ำหมึกให้หยดลงบนหน้าปัดเคลือบสีลงยาขาวสะอาดตา

     ผู้ใช้สามารถกดปุ่มหยดน้ำหมึกเป็นเครื่องหมายจุดบนพื้นหน้าปัดตอนเริ่มและสิ้นสุดการจับเวลา ที่น่าจะเหมาะกับคำว่า'โครโนสโคป'(Chronoscope) มากกว่าเนื่องจากระบบเข็มของนาฬิกาจับเวลาในปัจจุบันสามารถอ่านค่าได้โดยไม่ต้องใช้เข็มหมึกแบบสมัยก่อนแล้ว
     อุปกรณ์นี้ถุกใจเจ้าของคอกม้าแข่งเป็นอย่างมากและได้รับการเรียกขานว่า'โครโนการฟ' (Chronograph) ถึงจะยังไม่มีเข็มบอกนาทีและชั่วโมง รวมทั้งปุ่มกดจับเวลาและปุ่มกดตั้งต้นใหม่เหมือนนาฬิกาโครโนกราฟที่พวกเรารู้จักกันในปัจจุบันก็ต้องนับว่าสิ่งประดิษฐ์นี้คือต้นกำเนิดนาฬิกาโครโนกราฟแบบพกที่ต่อมาพัฒนากลายเป็นเรือนเวลาโครโนกราฟบนข้อมืออย่างแท้จริง
    

     ตัวอย่างสิ่งประดิษฐ์ร่วมสมัยกับนาฬิกาโครโรการฟในช่วงศตวรรษที่17ที่มีบทบาทสำคัญทางเทคโนโลยีก็คือกล้องดูดาวเครื่องคิดเลขระบบกลไกหลังจากการค้นพบกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ของกาลิเลโอ (Galileo) หลายข้อ  นักฟิสิกข์และนักดาราศาสคร์ชาวดัคซ์ คลิสเตียน ฮายเกนส์(Christain Huygens) หนึ่งในสมาชิกของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งกรุงปารีส และเป็นข้าราชสำนักในพระเจ้าหลุยส์ที่14 ได้คิดค้นลูกตุ้มแบบ 'Cycloidal' มาใช้ควบคุมการทำงานของนาฬิกาทำให้ความเบี่ยงเบนคลาดเคลื่อนซึ่งแต่เดิมอยู่ที่ประมาณวันละ15นาทีลดลงเหลือเพียงไม่ถึง1นาทีและในปี .ศ.1675 Huygenspy  ยังได้ประดิษฐ์สปริงบาลานซ์แบบที่เราใช้กันอยู่ในนาฬิกาพกและนาฬิกาข้อมือด้วยทำให้ความคลาดเคลื่อนภายใน1วันลดลงจาก30-40นาทีเหลือเพียงไม่เกิน 5นาทีเท่านั้น
 
    ด้วยผลงานล้ำค่าที่ช่วยให้นาฬิกามีความแม่นยำเที่ยงตรงในการบอกเวลา Huygensได้รับเกียรติเข้ามาเป็นสมาชิกของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งกรุงปารีสและและราชสมาคมแห่งกรุงลอนดอนจึงได้รับการยกย่องว่าเป็น ' บิดาแห่งการจับเวลาทางวิทยาศาสตร์ '  ต่อมาบรรดานักสร้างนาฬิการะดับปรมาจารย์หลายคนจึงได้พัฒนาอุปกรณ์จับเวลาที่ละเอียดระดับวินาทีจนถึงเศษเสี้ยวของวินาที  ราว ค.ศ.1702 จอร์จ เกรแฮม (GeorgeGraham)นักประดิษฐ์เครื่องบอกเวลาชาวอังกฤษและเป็นข้าราชสำนักเช่นกันได้คิดค้นเครื่องจับเวลาในห้องปฎบิติการโดยใช้น้ำหนักถ่วงและลูกตุ้มแกว่งที่สามารถแกว่งได้วินาทีละ4ครั้งและเมื่อเชื่อมต่อเข้ากับชุดกลไกสามารถจับเวลาได้ละเอียดถึง1/16ส่วนของวินาที

      ช่วงกลางศตวรรษที่18 ฌอง-มาร์ควาเซอรอง(Jean-Marc Vacheron) ก่อตั้งร้านประดิษฐ์นาฬิกาที่เมืองเจนีวาก็คือโรงงานนาฬิกาวาเซอรองคอนสแตนติน(Vacheron Constantin)
ในเวลาต่อมา นาฬิกาVacheron เป็นที่นิยมของบรรดากัปตันเรือ โดยมีเข็มวินาทีที่เดินเป็นจังหวะวินาทีละ1ครั้งเมื่อผู้ใช้กดปุ่มเพื่อจับเวลาแต่ก็ยังมีจุดอ่อนคือเมื่อหยุดเข็มวินาทีจักรกลของนาฬิกา
ทั้งเรือนก็จะหยุดไปด้วย
  
      ในศตวรรษที่ 18 ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เฟื่องฟูมีการเริ่มงานวิจัยและวิเคราะห์ปัญหาต่างๆทางวิทยาศาสตร์แพร่ขยายอย่างกว้างขวางก่อเกิดพจนานุกรม,หนังสือที่รวบรวมความรู้ในศาสตร์ต่างๆที่ได้รับการตีพิมพ์ให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้นรวมทั้ง'เอนโซโคลพีเดีย'ที่นำเสนอความรู้ที่ได้คิดค้นพัฒนาขึ้นในระหว่างปีค.ศ.1751-1772 คือสารานุกรมของดิเดโรต์(DiDerot) และสารานุกรมของดาลองแบร์
(d'Alembert) เน้นสำคัญเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของศูนย์กลางวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยความมานะพยายามและความคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภูมิศาสตร์และการเดินทางเสมือนเครื่องหมายแทนบุคลิกของ
เอนไซโคลพีเดียที่ต้องอาศัยการจับเวลาที่แม่นยำโดยเฉพาะการคำนวณตำแหน่งลองติจูดของเรือเดินสมุทร
 
      จุดหักเหที่สำคัญของการประดิษฐ์นาฬิกาจับเวลาเกิดขึ้นอีกครั้งใน ค.ศ. 1776 เมื่อ ฌองโมอีส ปูเซต์(Jean Moise Pouzait) ช่างประดิษฐ์นาฬิกาชาวเจนีวาได้ยื่นเอกสารต่อสมาคมศิลปกรรมแห่งเจนีวา  (The Genevan Society of Arts) เพื่อขอจดสิทธิบัตรนาฬิกาจับเวลาจับเวลาแบบเข็มวินาทีแยกอิสระโดยเข็มวินาทีดังกล่าวเดินด้วยชุดเฟืองที่แยกต่างหากทำให้สามารถเดินหรือหยุดได้
โดยไม่กระทบกับการทำงานของเครื่องกลไกหลักในช่วงเวลาเดียวกันก็มีการประดิษฐ์นาฬิกาจับเวลาแบบเข็มวินาทีหลักเดินจังหวะละ1วินาทีส่วนเข็มวินาทีเสริมที่มีวงหน้าปัดซ้อนอยู่บนหน้าปัดหลักจะเดินแบบก้าวกระโดดเป็นมุมกว้างจังหวะละ1วินาทีเช่นกัน โดยหมุนครบรอบในเวลา4หรือ5 วินาทีแต่ก็ยังไม่สะดวกต่อการใช้งานเพราะผู้ใช้ยังต้องจดบันทึกเวลา ณ จุดเริ่มต้นไว้ก่อนจากนั้นค่อยคำนวณออกมาเป็นเวลาที่จับได้ เนื่องจากเข็มวินาทียังไม่สามารถเดินกลับไปที่ตำแหน่ง0ได้
 
      แม้นาฬิกาโครโนกราฟรุ่นล่าสุดต่างๆจะมีความก้าวหน้าไปมากแต่เสน่ห์ของนาฬิกาแบบเข็มวินาทีอิสระก็ยังคงอยู่ถึงยุคนี้โรงงานนาฬิกาศจิราร์ด-แพร์โกซ์(Girard-Perregaux) และออฟฟิซีน
พาเนอไร(Officine Panerai) จึงผลิดรุ่นเข็มวินาทีอิสระขึ้นเป็นที่ระลึกและเป็นการประกาศเกียรติคุณให้แก่นักประดิษฐ์นาฬิกาอัจฉริยะที่เป็นผู้คิดค้น
      
      ในช่วงเวลาเดียวกับที่ Rieussec ประดิษฐ์นาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรกที่เกาะอังกฤษเฟรเดอริก หลุยฟาตตอง(Frederik Louis Fatton) ก็ประดิษฐ์นาฬิกาจับเวลาแบบเข็มหมึกได้เช่นเดียวกันแต่
ไม่ได้ยื่นขอสิทธิบัตร จากนั้นเขาได้พัฒนาประดิษฐกรรมของRieussecไปไว้ในนาฬิกาพกโครโนกราฟแล้วจดสิทธิบัตรคุ้มครองที่กรุงลอนดอนในเดือนกันยายน ค.ศ.1822
 

 

     Rieussecได้ประดิษฐ์ตัวจับเวลาที่มีหน้าปัดหลักพร้อมเข็มหมึกที่แยกจากกันควบคุมด้วยปุ่มเริ่มและจบด้านข้างของตัวเรือนระบบนี้เป็นอีกหลักฐานสำคัญหนึ่งของการพัฒนากลไกจับเวลาซึ่งถูกขายต่อให้กับผู้ผลิตรายหนึ่งในซูริกช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และยังคงใช้กันมาจนราว ค.ศ.1960   ขั้นตอนต่อไปนี้คือการพัฒนานาฬิกาโครโนกราฟให้ขึ้นสู่อีกระดับหนึ่งคือการพัฒนากลไกจับเวลาแบบแยกส่วน(Split Seconds หรือRattrapante) ให้สามารถจับเวลาของเหตุการ์ที่เกิดขึ้น  พร้อมกันมากกว่าหนึ่งเหตุการณ์แต่สิ้นสุดไม่พร้อมกัน โดยมีเข็มวินาที 2หรือ 3 เข็มร่วมกันที่แกนกลางแต่ละเข็มสามารถหยุดได้อิสระจากกัน เมื่อเข็มแรกถูกหยุดเ ข็มที่เหลือจะยังคงทำงานต่อไป และเมื่อผู้จับเวลากดปุ่มที่หยุดก็จะเลื่อนไปซ้อนข็มที่กำลังเดินอยู่และเดินต่อไปพร้อมกันและจะหยุดอีกเมื่อปุ่มถูกกด ความจริงระบบนี้มีการคิดค้นมาก่อนแล้วแต่มีการรื้อฟื้นนำมาพัฒนาใหม่อีกครั้งพร้อมกับจดลิขสิทธฺ์ ค.ศ.1828 โดย หลุยส์  เฟรเดอริก แปร์เลต์ (Louis Frederic Perrlet) และลูกชาย 2 ช่างนาฬิกาชาวฝรั่งเศส เพื่อจับเวลาฟิสิกส์และดาราศาสตร์แต่ต่อมามีผู้ประดิษฐ์นาฬิกาให้มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้นนั่นก็คือ  โจเซฟ ธัดเดอุส วินเนอร์ล(Joseph Thodeus Winnerl) ซึ่งตั้งโรงงานในกรุงปารีสในปี ค.ศ.1829
แบบเข็มฟลายแบ็กเดี่ยวที่ยังคงผลิตกันอยู่ในศตวรรษที่แล้วเข็มวินาทีจะหยุดเมื่อปุ่มถูกกดและรายงานผลได้ทันที และเมื่อปล่อยปุ่มมันก็จะ"กระโดด"ไปยังตำแหน่งเดิมและเดินต่อทันที รุ่นแรกยังไม่มีเข็มบอกชั่วโมง รุ่นต่อมาถูกพัฒนาเป็นรุ่นมี 3 หน้าปัดบอกชั่วโมง นาที และวินาทีและยังเพิ่มเข็มวินาทีเข้าไปอีกเพื่อทำงานร่วมกับเข็มเดิมที่มีอยู่

      นาฬิกาจับเวลาแบบแยกส่วนนี้ถูกผลิตจนถึงปลายศตวรรษที่19 โดยเฉพาะจากโรงงานนาฬิการะดับสูงอย่าง โอเดอะมาร์สปิเกต์ (Audemars Piguet)และ Girard-Perregaux สนองความต้องการของลูกค้าระดับสูง             

     แม้กระนั้นก็ยังมีปัญหาใหญ่ยังไม่ได้รับการแก้ไขนั่นคือเข็มวินาทีที่ถูกหยุดแล้วไม่สามารถถอยกลับมาตั้งต้นที่ 0ใหม่จนกระทั่งในปี1844 อดอล์ฟ นิโคล(Adolphe Nicole)นักประดิษฐ์นาฬิกาชาวสวิสแต่อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษได้คิดรูปแบบกลไกทำให้เข็มวินาทีกลับมาที่0โดยใช้ลูกเบี้ยวทรงหัวใจและจดสิทธิบัตรไว้เป็นคนแรกในประเทศอังกฤษก่อนจะไปจดลิขสิทธิ์ที่กรุงปารีสอีกครั้งในปีค.ศ.1862 แต่ผู้ที่ประดิษฐ์นาฬิกาโครโนกราฟแบบนี้เป็นคนแรกคือ เฮนรี เฟเรออล ปิเกต์(Henri Fereol Piguet) ช่างนาฬิกาในโรงงานของนิโคล เอต์ กาปต์(Nicole et Capt)ใน วัลเลย์ เดอ ฌูช์ (Vallee de Joux)นำเสนอฟังก์ชั่นจับเวลาที่สามารถหมุนกลับไปตั้งต้นที่0ได้ในปี1862 ที่ Universal Exhibition ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษโดยในวันที่ 14 พฤษภาคมปีเดียวกัน Adolphe Nicole ก็ได้คิดค้นรูปแบบจับเวลาที่สามารถเริ่มจับเวลา หยุด และตั้งกลับไปที่0 ใหม่ได้และจดสิทธิบัตรทั้งในอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนาฬิกาโครโนกราฟครบ 3 ฟังก์ชั่งที่ สมบูรณ์แบบถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ


      จักรกลของนาฬิกาโครโนกราฟล้วนอยู่ด้านเดียวกับหน้าปัดจนกระทั่งค.ศ.1868 ออกุสต์ โบด์ (Auguste Baud)ประดิษฐ์นาฬิกาจับเวลา ที่มีกลไกอยู่ด้านหลัง เพื่อความสะดวกต่อการประกอบและ ปรับตั้งขึ้นมาพร้อมกับการบอกเวลารวมเป็นนาทีในการจับเวลา เช่น นาฬิกาพกจับเวลาอันงดงามและใช้งานสะดวกของ เอ.ลังเง แอนด์ โซเน(A. Lange & Sohne)พัฒนากลไกให้จับเวลาได้นานถึง30นาที ต่อมามีการคิดค้นและพัฒนาเพิ่มความสามารถให้กับการจับเวลาได้ยาวนานยิ่งขึ้นจนถึง 12 ชั่วโมง ทำให้ความเที่ยงตรงของจักรกลมีความหมายมากขึ้น และกลายเป็นมาตรฐานของนาฬิกาข้อมือโครโนกราฟยุคปัจจุบัน เช่น นาฬิกาคุณภาพสูงของเพียเจต์(Piaget) การจับเวลาระยะยาวเป็นเวลาหลายชั่วโมงจะมีความหมายก็ต่อเมื่อจักรกลมีความเที่ยงตรงระดับสูงอย่างจักรกลที่ผ่านมาตรฐาน "โครโนมิเตอร์" สถาบันตรวจสอบความเที่ยงตรงของสวิตเซอร์แลนด์ (C.O.S.C.)

      ตั้งแต่ต้น ค.ศ.1880 เป็นต้นมาเกือบทุกอย่างที่สามารถวัดได้ด้วยกลไกนำไปแสดงบนหน้าปัดนาฬิกาแทบทั้งนั้น นาฬิกาโครโนกราฟทั้งแบบธรรมดาและแบบจับเวลาแยกส่วนถูกเพิ่มเข็มจับเวลารวมเป็นนาทีและชั่วโมงส่วนสเกลที่หน้าปัดจะถูกเลือกนำเสนอตามสายอาชีพของลูกค้า เช่น สำหรับนักวิทยาศาสตร์  นักอุตสาหกรรม ทหารปืนใหญ่ แพทย์ และนักขี่ม้าแข่ง บางรุ่นถึงขั้นมีเทอร์โมมิเตอร์หรือเข็มทิศอยู่พร้อมสรรพ มีทั้งแบบหน้าปัดย่อย 2ชุดอยู่บนหน้าปัดหลักเดียวกัน บอกเวลา2 สถานที่ได้พร้อมกันสำหรับนักเดินทาง เสมือนมีนาฬิกา 2เรือนอยู่ในเรือนเดียวกัน หรือไม่ก็บอกเวลาท้องถิ่นของเมืองสำคัญได้ทั่วโลก  บางรุ่นบอกเวลาได้แบบเป็นทางการคือ 24นาฬิกา ให้สะดวกแก่การดูตารางรถไฟซึ่งเป็นสิ่งทันสมัยในยุคนั้น

    นาฬิกาโครโนกราฟแบบพกพาระดับสูงตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบถ้วนมีทั้งปฏิทินถาวร ปลุก บอกข้างขึ้น-ข้างแรม หรือแม้กระทั่งบอกตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้าได้ด้วย

อนุเคราะห์บทความโดย GM Watch


สารพัดวัสดุกว่าจะเป็นเรือนเวลา

      
             

     จากอดีตกาลจวบจนถึงปัจจุบัน  นาฬิกามีบทบาทสำคัญที่สะท้อนความเที่ยงตรงของเวลาให้กับมนุษย์เป็นอย่างมาก  และความเที่ยงตรงแม่นยำของเวลาเกิดขึ้นจากการทำงานของชิ้นส่วนกลไก  ฟันเฟืองและจานจักรต่างๆภายในที่มารวมตัวกันเป็นประดิษฐกรรมบอกเวลาชั้นสูง  ดังที่เราได้เห็นกันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนั้น  นอกจะเป็นตัวแทนในฐานะเครื่องบอกเวลาแล้วเรือนบอกเวลาในจินตนาการของหลายท่านที่ชื่นชอบและสะสมอยู่นั้นยังบ่งบอกถึงรสนิยมของผู้ที่สวมใส่ได้เป็นอย่างดีด้วย  แต่เคยสังเกตกันไหมว่า  ทำไมนาฬิกาแต่ละเรือนที่ซื้อหรือสะสมอยู่ถึงได้มีราคาที่แตกต่างกัน  ทั้งที่ดูจากรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกแล้วก็มีหน้าตาที่ละม้ายคล้าคลึงกัน  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัสดุที่นำมาใช้ในการประดิษฐ์นาฬิกาแต่ละเรือนนั้นมีหลากหลายชนิด  และแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป  ส่วนนาฬิกาเรือนนั้นประกอบด้วยวัสดุใดบ้าง  และวัสดุเหล่านั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร  ลองไปทำความเข้าใจกันดูเกี่ยวกับวัสดุที่นำมาใช้ประดิษฐ์นาฬิกา


ทองคำ


     ก่อนอื่นมาดูคำศัพท์เฉพาะที่ใข้เรียกในอุตสาหกรรมการประดิษฐ์นาฬิกา  เมื่อเราได้ยินใครสักคนกล่าวถึง "นาฬิกาเรือนทอง" หรือ  "นาฬิกาเรือนเหล็ก"นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเขากำลังพูดถึงวัสดุที่นำมาใช้ประกอบขึ้นเป็นตัวเรือนนาฬิกา   และการที่เราจะเรียกนาฬิกาเรือนไหนว่าเป็นนาฬิกาเรือนทองนั้นขึ้นอยู่กับว่าตัวเรือนของนาฬิกานั้นๆทำมาจากทองเนื้อแข็งไม่ใช่แค่มีสีทองเหลืองหรือเคลือบด้วยชั้นของทองเท่านั้น


      เป็นที่ทราบกันดีว่าทองคำโดยส่วนใหญ่ที่เห็นๆกันอยู่ทั่วไปนั่นจะมีสีเหลืองทองแต่ในบางครั้งก็พบเห็นทองสีขาวหรือที่เรียกกันว่าทองคำขาว (White Gold) หรือทองคำสีชมพู (บางครั้งก็อาจจะเคยได้ยินบางแบรนด์เรียกว่า Rose Gold  หรือ Red Gold  แตกต่างกันออกไป ) ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับโลหะที่นำมาผสมผสานเข้ากับทองคำเพื่อทำให้เกิดเป็นอัลลอย์ (Alloy )  หรือโลหะผสมมีสัดส่วนและปริมาณที่แตกต่างกันไปจึงทำให้ทองแต่ละชนิดที่ได้นั้นมีสีเข้มแตกต่างกัน


      ส่วนคำว่า  'กะรัต' หลายคนคงคุ้นหูกันเป็นอย่างดี  นั่นคือก็คือเกณฑ์สำหรับวัดค่าความบริสุทธิ์ของทองคำที่มีอยู่ในเนื้อโลหะนั้นๆแต่นาฬิกาเรือนทองโดยส่วนมากแล้วจะทำมาจากทองคำ 18 กะรัตหรือ 18k หมายถึง โลหะนั้นประกอบด้วยเนื้อทองคำบริสุทธิ์ถึง 75%ซึ่งเป็นที่นิยมกันโดยทั่วไปเพราะว่าเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมลงตัวมากที่สุด


     ส่วนนาฬิกาทองคำบางเรือนที่ทำมาจากทองคำ 14 กะรัต ก็หมายถึงโลหะนั่นประกอบด้วยเนื้อทองคำบริสุทธิ์อยู่เพียง 58% และสำหรับค่ากะรัตสูงสุดของทองคำที่จัดว่าเป็นทองเนื้อแท้ที่บริสุทธิ์นั้นก็คือ 24 กะรัตหมายถึงทองคำล้วนไม่มีโลหะอื่นใดผสมผสานอยู่เลยแต่ก็ยังไม่เคยปรากฏว่ามีการนำทองคำ 24 k มาใช้ประดิษฐ์ขึ้นเป็นตัวเรือนนาฬิกา  ด้วยสาเหตุที่ว่าทองคำบริสุทธิ์นี้มีความอ่อนตัวเกินกว่าจะทำเป็นตัวเรือนหรือสายได้    และตามหลักประมวลกฎหมายแล้วนาฬิกาเรือนทองจะต้องมีการตีตราอยู่บนด้านหลังของตัวเรือนพร้อมบอกค่ากะรัตของทองคำที่ใช้ แต่ถ้าสายของนาฬิกาเป็นแบบที่ไม่สามารถถอดแยกออกจากตัวเรือนได้  อย่างเช่น  นาฬิกาทรงกำไลข้อมือ  ค่ากะรัตก็อาจจะประทับไว้บนกำไลข้อมือนั้นๆได้เช่นกัน


    นาฬิกาเรือนทองนั้นอาจจะมีราคาถูกที่สุดอยู่ที่ประมาณ 300 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่โดยส่วนมากแล้วจะมีราคาแพงกว่านี้มาก แน่นอนว่าสำหรับเรือนทอง 18k ย่อมจะมีราคาที่แพงกว่านาฬิกาเรือนทอง 14k และถ้านาฬิกาไหนมีสายซึ่งทำจากทองคำเช่นเดียวกันกับตัวเรือนแล้วละก็คงไม่ต้องสงสัยเลยว่านาฬิกาเรือนนั้นจะมีราคาขึ้นเป็นทวีคูณเพราะมูลค่าของทองนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าควรแก่การสะสมและครอบครองไว้ยิ่งนัก

    ทองชุบ

   นาฬิกาทองชุบ(Gold - Plated Watch)มักจะพบเห็นได้โดยทั่วไปมากกว่านาฬิกาเรือนทอง ตัวเรือนนาฬิกาประเภทนี้จะทำมาจากโลหะที่มีค่าน้อยโดยปกติที่เรามักจะพบเห็นก็คือทองเหลืองหรือเหล็กกล้า ซึ่งจะถูกเคลือบด้วยแผ่นทองคำที่มีความหนาถึง 20ไมครอน แต่โดยส่วนใหญ่ที่เราเคยเห็นกันนั้นจะเคลือบด้วยทองคำหนาประมาณ 10 ไมครอนหรือน้อยกว่านี้แตกต่างกันไป (1 ไมครอนจะมีค่าเท่ากับ 1/1,000 มิลลิเมตร กระบวนการนำโลหะทองคำเหล่านี้มาประยุกต์เรียกว่า การชุบโลหะทองคำด้วยไฟฟ้า(Electroplating) และส่วนใหญ่ทองคำที่นำมาใช้สำหรับชุบนั้นจะนิยมใช้ทองคำที่มีค่าสูงกว่า 18 กะรัต เพราะว่าจะให้เนื้อทองสีเหลืองที่มีความเข้มข้นมากกว่า


    ส่วนนาฬิกาเรือนสีทอง(Gold - Tone Watch )ที่เราพบเห็นกันอยู่ทั่วไปซึ่งมีราคาไม่สูงนักจะมีเนื้อของทองคำเคลือบอยู่บางกว่านาฬิกาทองชุบ(Gold - Plated Watch)และราคาของนาฬิกาทั้งสองชนิดนี้ก็จะมีราคาเริ่มตั้งแต่ต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐฯ จนถึง 1,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯเลยทีเดียว



   เหล็กกล้า


     เมื่อไม่นานมานี้เอง  เหล็กกล้า(Steet)  ได้กลายเป็นวัสดุที่มีบทบาทสำคัญที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในอุตสาหกรรมการประดิษฐ์นาฬิกา  เนื่องจากความกระแสนิยมตามแฟชั่นที่เปลี่ยนไปทำให้รสนิยมของคนส่วนใหญ่หันมาชื่นชอบโลหะที่มีสีขาวซึ่งจะเห็นได้จากปริมาณยอดขายของทองคำขาวที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและสำหรับเหล็กกล้าที่นิยมนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการประดิษฐ์นาฬิกาก็คือสเตนเลสสตีล นั่นหมายความว่าเหล็กกล้านั้นประกอบด้วยธาตุโครเมียม ก่อเป็นรูปร่างขึ้นที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นเกระป้องกันพื้นผิวของโลหะอย่างแท้จริงและยังป้องกันการกัดเซาะที่อาจทำให้เกิดสนิมได้อีกด้วย


    สำหรับนาฬิกาเรือนเหล็กกล้านั้นจะมีราคาเริ่มตั้งแต่ต่ำกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐ์ฯไปจนถึงหลักพันเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี หลายท่านอาจประหลาดใจว่า เหตุใดนาฬิกาที่ทำจากวัสดุราคาถูกเช่นนี้  ถึงได้มีราคาแพงลิบลิ่ว นั่นก็เป็นเพราะว่าวัสดุที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกานั้นเป็นเพียงปัจจัยเล็กๆอย่างหนึ่งที่ใช้การกำหนดหรือตั้งราคาของนาฬิกาเรือนนั้นๆสำหรับปัจจัยที่เป็นต้นทุนซึ่งมีบทบาทสำคัญมากกว่าก็คือต้นทุนแรงงานที่ช่างทำนาฬิกาได้อุทิศเวลาของตนให้กับการประดิษฐ์และจำนวนที่ใช้จ่ายไปกับการส่งเสริมการขายนาฬิกาแบรนด์นั้นจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปยกเว้นนาฬิกาบางประเภทที่ประดับด้วยเพชรหรืออัญมณีล้ำค่าต่างๆอย่างละลานตา
 สำหรับนาฬิกาประเภทนี้จะเรียกกันว่า เครื่องประดับบอกเวลา (Jewelry Watches) ราคาของนาฬิกาประเภทนี้โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีมูลค่าใกล้เคียงกับมูลค่าของวัสดุที่นำมาใช้ผลิตนาฬิกาหรือไม่แตกต่างจากมุลค่าของเพชรพลอยที่นำมาใช้ประดับมากนักและอาจจะเพิ่มค่าแรงในการฝังเพชรและตกแต่งลวดลายต่างๆออกไปอีกขึ้นอยู่กับดีไซน์ของแต่ละเรือน


    นาฬิกาบางชนิดที่เราเห็นว่ามีการนำทองคำบริสุทธิ์มาใช้เป็นส่วนประกอบในการตกแต่งอยู่บนขอบตัวเรือนและสายนั้นจะเรียกกันอย่างง่ายๆว่า  นาฬิกาสองกษัตริย์ (Steel and Gold Watch ) ส่วนนาฬิกาสเตนเลสสตีลสลับคั่นด้วยทองชุบหรือโลหะสีทอง เรียกกันว่า ทู - โทนวอทช์ (Two -Tone - Watch)


     ไทเทเนียม

     โลหะชนิดหนึ่งที่มีสีขาวและยังเป็นโลหะที่มีความแข็งแรงทนทานมากอีกด้วย  ทำให้ในระยะหลังนี้ไทเทเนียมกลายเป็นโลหะที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในอุตสาหกรรมการประดิษฐ์นาฬิกาเช่นกันดังจะเห็นได้จากกระแสความนิยมในตัวโลหะสีขาวและยอดขายของนาฬิกาสปอร์ตที่มีการเจริญเติบโตสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะว่าโลหะชนิดนี้เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการผลิตนาฬิกาสปอร์ตเป็นอย่างยิ่ง  วัสดุไทเทเนียมก็ยังมีความแข็งแรง
ทนทานมากกว่าสเตนเลสสตีลทั้งยังสามารถป้องกันการเกิดสนิมซึ่งอาจจะเกิดจากการกัดกร่อนของน้ำเค็ม กระนั้นไทเทเนียมนั้นสามารถเกิดรอยขีดข่วนได้ง่ายจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ผลิตหลายรายต้องนำนาฬิกาไทเทเนียมของเขาไปเคลือบด้วยโลหะที่ใช้สำหรับป้องกันรอยขีดข่วนโดยเฉพาะอีกชั้นหนึ่ง
 
    วัสดุชนิดอื่นๆ  (Other Materials)

    นาฬิกาบางชนิดทำมาจากวัสดุอะลูมิเนียมซึ่งก็เป็นโลหะอีกชนิดหนึ่งที่มีสีขาว  น้ำหนักเบาและป้องกันการเกิดสนิมได้ด้วย  ว้สดุที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักสำหรับการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการประดิษฐ์นาฬิกานั้น  ยังมีอีกหลายชนิด อาทิ วัสดุที่มาจากการผสมผสานของ  'ทังสเตนคาร์ไบด์' และ'ไทเทเนียม' ส่งผลให้วัสดุชนิดนี้แข็งแรงทนทานเป็นอย่างมาก และยังเป็นโลหะชนิดต้านทานรอยขีดข่วนได้อีกด้วย
     ไฮ - เทค เซรามิกส์ (HI - Tech Ceramics) เป็นวัสดุที่ถูกใช้เพื่อเป็นเกราะป้องกันความร้อนบนกระสวยอวกาศ แต่ภายหลังได้มีการนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาด้วยเช่นกันดังจะเห็นได้จากแบรนด์อย่าง ราโด (Rado) ที่นำมาใช้ผลิตเป็นตัวเรือนและสายในผลงานบอกเวลาคอลเลกชั่นดังอย่าง   ซินทรา(Sintra)
   นอกจากนี้ผู้ผลิตบางรายยังได้นำเทคนิคการเคลือบโลหะเพื่อป้องกันหรือตกแต่งนาฬิกาทองเหลืองหรือนาฬิกาเรือนเหล็กของเขาโดยใช้เทคนิคการเคลือบที่เราเรียกสั้นๆว่า PVD (Physical vapor Depositon)   ซึ่งการเคลือบด้วยทองคำก็สามารถผลิตด้วยกรรมวิธีนี้ได้เช่นเดียวกันเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือก นอกเหนือจากกรรมวิธีที่นำโลหะนั้นไปชุบทองด้วยไฟฟ้า (Electroplating)  ดังนั้นการนำวัสดุไทเทเนิยมไนไตรท์ ซึ่งมีความแข็งแรงทนทานสูงก็สามารถนำมาเคลือบ PVD เพื่อป้องกันรอยขีดข่วนได้เช่นกัน
   คาร์บอนไฟเบอร์ จัดเป็นวัสดุอีกชนิดหนึ่งที่มีความแข็งแรงและมีน้ำหนักเบาไม่ว่าจะเป็นชนิดที่มีสีดำหรือสีเทาดำอันที่จริงแล้วเป็นผลมาจากการผสมผสานระหว่างคาร์บอนไฟเบอร์และสารประกอบโพลีเมอร์ซึ่งบางครั้งได้มีการนำมาใช้เพื่อทำหน้าปัดและตัวเรือนของนาฬิกา

   ผลึกแก้วใสหรือคริสตัลแซพไฟร์

   สำหรับวัสดุที่นำมาใช้เพื่อทำเป็นกระจกคริสตัลใสป้องกันพื้นหน้าปัดของนาฬิกานั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิดนั่นก็คือ กระจกมิเนอรัล ( MINERAL  GLASS )ซึ่งเป็นกระจกที่มีพื่นฐานการผลิตเช่นเดียวกันกับกระจกที่ใช้ทำหน้าต่างดังที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไป   วัสดุชนิดที่สองก็คือ อะครีลิก(Acylic)  ซึ่งเป็นพลาสติกใสชนิดหนึ่งที่มีความแข็งแรงทนทานเป็นอย่างสูงและยังเป็นวัสดุที่ป้องกันการแตกละเอียดได้ดีอีกด้วยแต่คริสตัลชนิดนี้สามารถเกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย  จึงไม่นิยมนำมาใช้ในการทำกระจกหน้าปัดนาฬิกาสำหรับวัสดุชนิดสุดท้ายที่เราจะกล่าวถึงนั่นก็คือ แซพไฟร์สังเคราะห์ (Synthetic Sapphire)  เป็นวัสดุชนิดพิเศษที่มีความเเข็งแรงทนทานมาก และถูกนำมาใช้เพื่อเป็นคริสตัลชนิดต้านทานรอยขีดข่วนได้ดี

   แซพไฟร์สังเคราะห์ก็คือวัสดุชนิดเดียวกันกับแซพไฟร์ที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องประดับต่างๆเว้นเสียแต่ว่าจะเป็นคริสตัลที่ทำขึ้นโดยฝีมือมนุษย์และเมื่อถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้ทำนาฬิกาคริสตัลแบบไร้สีเช่นเดียวกับแซพไฟร์ตามธรรมชาติ ซึ่งมีอัตราความแข็งแรงทนทานอยู่ที่ระดับ 9 เลยทีเดียวสำหรับเพชรนั้นถือว่ามีอัตราความแข็งอยู่ที่ระดับ 10 ซึ่งเป็นวัตถุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติชนิดเดียวเท่านั้นที่มีความแข็งแรงที่สุด ทั้งนี้แซพไฟร์สังเคราะห์ยังได้มีการนำมาใช้ประกอบเป็นฝาหลังของตัวเรือนเพื่อเผยให้เห็นการทำงานของกลไกที่ตกแต่งขัดเกลาได้อย่างประณีตงดงามอีกด้วย

    สายนาฬิกา 

สายนาฬิกาทำมาจากวัสดุหลายๆชนิดที่มีความแตกต่างกัน อาทิ ทองคำ สเตนเลสสตีลชุบทอง ทองเหลืองชุบทอง   เหล็กกล้า ไทเทเนียม  อะลูมิเนียม รวมถึงหนังสัตว์และหนังลูกวัว (Calfskin)  ก็เป็นหนังชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการนำมาทำสายนาฬิกา  ส่วนหนังอีกชนิดหนึ่งหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ก็คือ  หนังแพะอ่อน  (Kidskin)  หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'เชฟโร' (Chevreau) ซึ่งทำมาจากหนังแพะนั่นเอง  นอกจากนี้ยังมีหนังลูกหมูและหนังแกะที่มีการนำมาใช้ประกอบเป็นสายนาฬิกาด้วยเช่นกัน  สำหรับกลุ่มประเภทของหนังที่นำมาทำสายของนาฬิกาที่เราเรียกกันว่า หนังเทศหรือหนังที่มีลวดลายประหลาด (Exotics)  โดยทั่วไปจะมีราคาสูงกว่าหนังวัวหรือหนังหมูในที่นี้จะขอยกตัวอย่างให้เห็นกันอย่างชัดเจนได้แก่ หนังตะกวด (Lizard)  หนังจระเข้ท้องเหลือง (Crocodile)    หนังจระเข้ตีนเป็ด(Alligator)  หนังนกกระจอกเทศ (Ostrich)  และหนังปลาฉลาม (Shark)  เป็นต้น

    อย่างไรก็ดีบางครั้งได้มีการนำหนังลูกวัวมาตอกลายนูนเพื่อให้เกิดเป็นลวดลายที่ดูคล้ายกับหนังเทศ ในกรณีเช่นนี้จะเรียกสายหนังประเภทนี้ว่า สายหนังลายนกกระจอกเทศ (Ostrich-Look) หรือสายหนังลายตะกวด (Lizard-Look) เป็นต้น   ส่วนคำว่าตอกลายนูน (Embossed) และลายเมล็ดข้าวนั้น(Grain)ได้มีการนำมาใช้เพื่ออธิบายถึงการตกแต่งลวดลายเหล่านี้ อย่างเช่นตอกกลายหนังจระเข้หรือลายหนังนกกระจอกเทศ ยังมีสายนาฬิกาอีกหลายชนิดซึ่งทำมาจากวัสดุ   สังเคราะห์ อาทิ ไนลอน พลาสติก ยาง เเละเคฟลาร์ ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความเหนียวเป็นพิเศษซึ่งมีการนำไปใช้เพื่อทำเป็นเสื้อเกราะกันกระสุนวัสดุต่างๆเหล่านี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงสำหรับการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาสปอร์ตเพราะว่ามีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถทนต่อสภาวะอากาศได้เป็นอย่างดี
   สารพัดวัสดุเหล่านี้ถูกนำมาผสมผสานกันและกลายเป็นเรือนเวลาสวยและทรงคุณค่า  นี่เฉพาะเเค่ภายนอกเท่านั้นหากลงลึกถึงชิ้นส่วนกลไกภายในที่ทำงานด้วยแล้วจะยิ่งเห็นถึงความหลากหลายของวัสดุที่นำมาใช้ในการประดิษฐ์นาฬิกาแต่ละเรือน


กว่าจะเป็นนาฬิกา

     จุดเริ่มต้นของกำเนิดนาฬิกานั้น  มาจากช่างออกแบบ  ผู้วาดภาพแห่งจินตนาการให้ออกมาเป็นรูปธรรมให้เราได้เห็น  งานออกแบบครอบคลุมทั้งตัวเรือน  หน้าปัด  สาย  ที่ลงตัวในทุกสัดส่วนประกอบกับลวดลายลูกเล่นอันวิจิตรแตกต่างกันออกไป  โดยนอกจากความงามแล้วช่างออกแบบยังต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้และสอดคล้องกันกับเทคนิคการผลิตด้วย  ฉะนั้นความรู้ขั้นพื้นฐานเรื่องนาฬิกาจึงจำเป็นแม้กระทั่งกับช่างออกแบบก็ตาม     
         
     จากมือช่างออกแบบ  ร่างนาฬิกาก็จะเคลื่อนพลเข้าสู่ฐานทัพของดีไซน์  หรือเรียกให้ทันสมัยหน่อยว่า "วิศวกรดีไซน์" ผู้ที่มีบทบาทหลักในการออกแบบและพัฒนากลไกให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับความต้องการของนักออกแบบเรือนเวลาข้างต้น รวมถึงการปรึกษากันว่า  อะไรบ้างที่เป็นไปได้สำหรับนาฬิกาเรือนนั้นๆ  และตัดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ออกไป  จากนั้นจึงส่งไปยังช่างผลิตงานต้นแบบ  คือผู้สร้างนาฬิกาเรือนแรกไว้เป็นต้นแบบสำหรับการผลิตในอนาคต

      เมื่อกระบวนการแห่งภาพลักษณ์ได้จบสิ้นลง  แม่แบบที่ได้ถูกสร้างขึ้นก็ถูกผันตัวกลายเป็นแม่แบบให้นาฬิกาอีกหลายร้อยหลายพันเรือนในเวลาต่อมา  ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่กระบวนการผลิตซึ่งต้องอาศัยทั้งช่างผู้ชำนาญงานฝีมือผนวกกับความรู้ความสามารถในการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์เทคโนโลยี่อันทันสมัยที่ต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา  เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ  ให้กับเรือนเวลาได้อย่างเต็มศักยภาพ


      
            

      แต่แม้กระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักร  ไม่ว่าจะเป็นการโม่ขึ้นรูปตัวเรือน  การกลึง  การเจาะ หรือการเจาะเกลียวสกูร  ที่ปัจจุบันมีการควบคุมการผลิตด้วยระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยแล้วก็ตาม  แต่บทบาทของช่างนาฬิกาก็ไม่ได้ลดลง  และถือเป็นตัวขับเคลื่อนที่ขาดไม่ได้  ซึ่งในกระบวนการผลิตนี้จะมีช่างซึ่งเป็นวิศวกรเครื่องจักรเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด  โดยควบคุมการผลิตผ่านสายตาและเทคนิคขั้นพื้นฐาน  หลังจากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยตรวจสอบอย่างเข้มงวดอีกขั้น เช่น เครื่องตรวจสอบ (เซ็นเซอร์) ซึ่งติดยอดด้วยเม็ดทับทิมทรงกลมช่วยในการควบคุมคุณภาพและตรวจเช็คด้วยอัตราส่วนที่ละเอียดที่สุดของระบบการวัดบนตัวเรือนและกลไกนาฬิกาทุกชิ้น  โดยปกติแล้วจะใช้เวลา 4 นาที  ในการสแกนระบบเซ็นเซอร์เพื่อตรวจสอบคุณภาพผิวหน้าทั้งหมดในชิ้นส่วนต่างๆไม่ว่าจะเป็นผิวหน้าเรียบแบน กลม กว้างหรือแคบของตัวเรือนนาฬิกา 

     กระบวนการทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นภายในห้องปฎิบัติการที่ต้องรักษาระดับอุณหภูมิและความร้อนให้คงที่เพื่อให้มั่นใจว่าระบบการวัดจะเที่ยงตรงเท่ากันทุกครั้ง  ต่อจากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของช่างขัดแต่งชิ้นส่วนตัวเรือน ผู้มีเครื่องมือประจำหลักๆคือกระดาษทรายและเครื่องขัดติดด้วยผ้าสักหลาดที่ใช้ในการขจัดรอยขีดข่วนทั้งหมดออกจากตัวเรือน ขัดแล้วขัดเล่าจนกว่าตัวเรือนจะขึ้นเงาอย่างสมบูรณ์ตามมาตราฐาน  ซึ่งแน่นอนต้องใช้เวลานานนับชั่วโมงถัดมาคือกระบวนการผลิตชิ้นส่วนกลไกลที่ยังต้องอาศัยความประณีตละเอียดอ่อนและความรู้อันลึกซึ้งเกี่ยวกับการทำงานของกลจักรต่างๆของช่างผู้ผลิต เพื่อให้นาฬิกาเดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องใช้ช่างจำนวนไม่น้อยช่วยกันนั่งเพ่ง  ตัด เช็ด ขัด ถู อย่างใกล้ชิดชนิดชิ้นต่อชิ้นโดยเฉพาะชิ้นส่วนขนาดเล็ก ที่สุดอย่างเฟือง จักร หรือสกรู ที่ยิ่งเล็กจิ๋วเพียงใด ก็ต้องอาศัยสายตาอันแม่นยำและเที่ยงตรงของช่างนาฬิกาเป็นผู้ตรวจสอบ จึงแทบไม่อยากเชื่อว่าสายตาคนเราจะสามารถทำงานกับชิ้นส่วนเล็กๆเพียงนี้ได้                

      ภายในกระบวนการผลิตกลไกโดยทั่วไปแล้วจะเริ่มต้นจากการนำแผ่นทองคำหรือทองเหลืองเข้าสู่เครื่องจักรที่จะทำหน้าที่โม่ เจาะ และตอกแท่นเครื่องกลไกเปล่าๆมีความกว้างอยู่ระหว่าง1,000เท่าของมิลลิเมตร  (ไมครอน) หลังจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการขัดแต่งที่ช่างจะเป็นผู้สร้างลวดลายอันสลักเสลา ไม่ว่าจะเป็นลายวน ก้นหอย ลาย Coˆtes de geneve หรือ ลาย Cotes Soleilleesล้วนมาจากจินตนาการและแรงบันดาลใจของช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญบวกกับความประณีต และความเอาใจใส่ทุกรายละเอียดจริงๆ
     
      อีกขั้นตอนสำคัญของการประกอบและปรับแต่งชิ้นส่วนกลไกลจำนวนมากลงในตัวเรือนนาฬิกาที่ตระเตรียมไว้ โดยกระบวนการนี้ต้องอาศัยฝีมือช่างกลไกล้วนๆเพราะหากประกอบผิดพลาดหรือตำแหน่งของชิ้นส่วนไม่รับกันเพียงนิดเดียว
 กลไกนาฬิกาก็จะไม่ทำงาน แล้วจึงค่อยประกอบตัวเรือนชิ้นอื่นๆ เช่น หน้าปัด และเข็มชี้เวลาต่างๆ ก่อนที่จะส่งต่อตัวเรือนพร้อมกลไกชุดนี้ไปยังกระบวนการควบคุมคุณภาพด้วยการทดสอบอัตราการเดินและระบบการกันน้ำอีกครั้งและตบด้วยกระบวนการควบคุมคุณภาพการทำงานของนาฬิกาอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการประกอบกลไก
     
       นาฬิกาโล้นๆคงยังไม่เป็นที่พอใจสำหรับเรือนเวลาที่ต้องการขายความอลังการและความงามของอัญมณีด้วยเช่นกัน เป็นเหตุให้นาฬิกาถูกส่งต่อไปยังช่างตกแต่งและประดับอัญมณีซึ่งจะเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องของตำแหน่งและจำนวนของอัญมณีที่จะประดับไว้บนตัวเรือนนาฬิกา โดยผ่านขั้นตอนการวาดโครงร่างของการจัดวาง จากนั้นจึงเริ่มต้นด้วยการขุดหลุมเล็กๆบรรจงแซะให้ได้ขนาดตามต้องการ แล้วใช้พู่กันเล็กๆปัดเศษออกจากหลุมที่ได้ เพราะเจ้าเศษวัสดุแม้เพียงชิ้นเล็กๆเหล่านี้จะมีอิทธิพลอย่างสูงต่อการสะท้อนแสงและเปล่งรัศมีตามธรรมชาติของอัญมณีอย่างมาก ก่อนที่จะวางอัญมณีลงในหลุม และใช้อุปกรณ์กดวัสดุบางส่วนรอบหลุมทับอัญมณีไว้เสมือนตะขอเกี่ยวกันไม่ให้อัญมณีหลุดจากเบ้า ทำอย่างนี้เม็ดต่อเม็ดจนเสร็จสิ้นกระบวนการ
       
       แต่ถ้าจะอยากเสริมความงามมากขึ้นก็ต้องผ่านกระบวนการสำคัญอย่างการแกะสลักลวดลายของช่างแกะสลักโดยขั้นแรกช่างแกะสลักจะวางลวดลายตามจินตนาการและแรงบันดาลใจของพวกเขาลงบนกระดาษแม่พิมพ์ แล้วจึงใช้ดินสอถอดแบบออกจากแม่พิมพ์ลงบนวัสดุตัวเรือนนาฬิกาอีกทอดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นชื่ออักษรย่อ ตราประจำตระกูล หรือ ภาพเหมือน ก่อนที่จะถึงการลงมือแกะสลักจริง  ช่างจะใช้เหล็กแหลมสำหรับการแกะสลัก บรรจงแกะไปตามเส้นโค้งเว้าให้เป็นไปตามลวดลายที่ได้วาดไว้ และด้วยความชำนาญและความเป็นศิลปินอย่างเต็มตัวของเหล่าช่าง ไม่นานภาพแกะสลักบนพื้นผิววัสดุก็กลับกลายดูเหมือนจะมีชีวิตชีวาขึ้นมาจริงๆ 
        
        

   

     อีกสาขางานช่างที่ปัจจุบันมีประจำอยู่ในหลายโรงงานนั่นคือช่างลงยา ผู้สร้างภาพวาดอันวิจิตรลงบนตัวเรือน หรือพื้นหน้าปัดของนาฬิกาขนาดเล็กได้อย่างไม่น่าเชื่อ ขั้นตอนหลักๆของการลงยาเริ่มต้นที่การใช้แปรงขนาดเล็กและมีขนแปรงบางๆในการวาดและระบายสีสันหลากหลายให้เป็นชั้นบางๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตามลวดลายที่ได้วาดโครงร่างเอาไว้แล้ว สลับการเข้าเตาอบเพื่อให้ผงสีที่พวกเขาใช้ละลายและติดกับวัสดุหรือชิ้นส่วนนาฬิกา สิ่งที่ยากที่สุดของช่างลงยาคือ พวกเขาไม่มีโอกาสทำผิดพลาด เพราะถ้าพลาดผลงานชิ้นนั้นก็จะเสียไปเลย และยังต้องมีความรู้ในการเลือกสีที่เมื่อหลังจากเผาในเตาไฟภายใต้อุณหภูมิกว่า 700 องศาเซลเซียส หลายๆครั้งแล้วเพื่อให้สีที่ได้ออกมาเป็นสีที่ต้องการจริงๆ
     
     และแล้วการเดินทางของเรือนนาฬิกาก็มาถึงกระบวนการสุดท้ายอันเป็นหน้าที่ของช่างประกอบชิ้นส่วนนาฬิกาทุกชิ้นเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ กิจกรรมประจำวันของพวกเขาจึงอยู่ที่การมีสมาธิจดจ่ออยู่กับนาฬิกาเรือนแล้วเรือนเล่าตลอดทั้งวัน การประกอบชิ้นส่วนกลไกของนาฬิกาก็เป็นเสมือนการรวบรวมสิ่งละอันพันละน้อยเข้าด้วยกัน โดยต้องคำนึงถึงว่า ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นนั้นต้องอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องและสอดคล้องกับชิ้นส่วนอื่นๆภายในตัวเรือนนาฬิกาเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นตลอดอายุขัยของมัน
   


ประวัตินาฬิกา Omega

   ปัจจุบันน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักนาฬิกายี่ห้อ Omega

เบื้องหลังความสำเร็จก็คือ คุณภาพที่เชื่อถือได้ของนาฬิกา Omega ทุกเรือน 

   Omega ถือกำเนิดในปี 1848 ที่ La Chaux-de-Fonds โดยนักประดิษฐ์หนุ่มอายุเพียง 23 ปี ชื่อ Louis Brandt.  
   
     Louis Brandt ได้ประกอบนาฬิกาพกซึ่งใช้ชิ้นส่วนของนักประดิษฐ์ในท้องถิ่นและผลงาน

ของเขาได้ค่อยๆสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จัก.

    Louis Brandt ได้จากไปในปี 1879 โดยมีบุตรชาย 2 คน คือ Louis Paul   และ César

Brandt   เป็นผู้รับช่วงกิจการ และได้ย้ายบริษัทไปที่ Bienne

     ในดือนมกราคม 1880 เนื่องจากความพร้อมมากกว่าในด้านกำลังคน

การติดต่อสื่อสาร และพลังงาน  โดยเริ่มแรกย้ายไปโรงงานเล็กๆในเดือนมกราคม และได้ซื้อตึกทั้งหลังในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน.

      2 ปีต่อมาได้ย้ายไปที่  Gurzelen district of Bienne ซึ่งสำนักงานใหญ่ยังคงตั้งอยู่ที่นี่ถึงปัจจุบัน.

     ทั้ง Louis-Paul และ  César Brandt  ได้ตายพร้อมกันในปี  1903 ได้ทิ้งบริษัทผู้ผลิตนาฬิกาสวิสที่ใหญ่ที่สุด

     ด้วยยอดกำลังการผลิตนาฬิกา  240,000 เรือนต่อปี และพนักงาน 800 คน ไว้ในการบริหารของกลุ่มคนหนุ่ม 4 คน

      ซึ่งผู้ที่อาวุโสที่สุดก็คือ  Paul-Emile Brandt  มีอายุเพียง 23 ปี

       ด้วยความยากลำบากอันเกิดขึ้นเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 1  OMEGA  ได้ตัดสินใจรวมกิจการกับ  Tissot 

ตั้งแต่ 1925 จนถึง  1930  ภายใต้ชื่อ SSIH.
   
      ในช่วงทศวรรษ 70  SSIH ได้กลายเป็น ผู้ผลิตนาฬิกาสวิสอันดับหนึ่งและเป็นอันดับ 3 ของโลก.

     จนกระทั่งช่วงวิกฤตทางการเงินและเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงในระหว่าง 1975 ถึง 1980,SSIH ได้ถูกซื้อกิจการ

โดยแบงก์ในปี 1981. ในปี 1985 ธุรกิจได้ถูกควบกิจการโดยกลุ่มนักธุรกิจเอกชนกลุ่มหนึ่งภายใต้การบริหารของ Nicolas
Hayekและได้เปลี่ยนชื่อเป็น SMH , Societe suisse de microelectronique et d'horlogerie,

      กลุ่มใหม่นี้ได้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว และเติบโตเป็นผู้ผลิตแนวหน้าของโลก.
   
      ในปี 1998 ชื่อของ Swatch Group ได้ถูกเรียกขาน และได้รวมเอา  Blancpain และ Breguet เข้ามาร่วมด้วย และแน่นอนชื่อของ OMEGA ก็ยังคงเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่สร้างชื่อเสียงที่สุดและเป็นแบรนด์สำคัญของกลุ่ม

First watch on the moon     

   

      รุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Omega ก็คือ Omega Speedmaster โดยรุ่นแรกที่ผลิตออกมาคือรุ่น CK2915 ในปี 1957 และได้ผลิต speedmaster ออกมาเรื่อยๆจนถึงวันหนึ่งในช่วงต้นทศวรรษ 60 ในเวลานั้น NASA กำลังดำเนินโครงการอวกาศ MERCURY และก็กำลังจะเริ่มต้นโครงการ GEMINI หรือการส่งคนหนึ่งคู่ ออกไปโคจรรอบโลกซึ่งโครงการ Mercury ที่ NASA กำลังดำเนินอยู่นั้นเป็นการปฏิบัติภารกิจภายในยาน โดยนักบินถูกส่งไปโคจรรอบโลก ส่วน ภารกิจ Gemini นั้น จะมีการส่งคนออกไปนอกยานเพื่อลอยไปลอยมา และทำการทดลองต่างๆ ดังนั้น NASA จึงเกิดความต้องการที่จะจัดหานาฬิกาเพื่อใช้ในโครงการอวกาศต่างๆต่อไป โดยนาฬิกาที่ว่าจะต้องมีระบบจับเวลาเพื่อถูกใช้สำรองในกรณีที่ระบบเวลาหลักล้มเหลว นาฬิกาที่ว่าจะต้องทนต่อทุกสภาวะ ทั้งความกดดันอากาศ สภาพสุญญากาศ อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงจากติดลบไปเป็นร้อยองศาเพียงเคลื่อนข้ามจากใต้เงาไปสู่แสงแดด ดังนั้นในปี 1962 NASA จึงได้ส่งพนักงานจัดซื้อของตนออกไปหาซื้อนาฬิกาจับเวลามาอย่างละเรือนสองเรือนเพื่อใช้ในการทดสอบแบบไม่เป็นทางการ การจัดหาก็ทำอย่างง่ายๆ คือให้เจ้าหน้าที่ของตนไปที่ร้านขายนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองที่สำนักงานใหญ่ของตนตั้งอยู่ก็คือ Houstan รัฐ Texas ห้างดังกล่าวชื่อ Corrigan ซึ่งในปัจจุบันร้านนี้ก็ยังคงเป็นตัวแทนจำหน่ายของ Omega อยู่   หลังจากซื้อมาแล้ว Nasa ก็ได้วิเคราะห์นาฬิกาต่างๆและนำมาลองใช้ในโครงการ Mercury จนได้ไอเดียคร่าวๆแล้ว ในปี 1964 Nasa จึงกำหนดข้อต้องการในการจัดซื้อนาฬิกาต่างๆมาทดสอบเพื่อทำการใช้ในโครงการอวกาศ Gemini และ Apollo ใบขอสั่งซื้อได้ถูกส่งไปยังบริษัทต่างๆเช่น Elgin, Benrus, Hamilton, Mido, Luchin Picard, Omega, Bulova, Rolex, Lonngines, Gruen โดยมีข้อกำหนดดังต่อไปนี้

1. ให้ส่งมอบไม่เกินวันที่ 21/10/1964
2. ต้องเดินผิดพลาดไม่เกิน 5 วินาทีต่อ 24 ชั้วโมง จะยิ่งดีถ้าเดินผิดพลาดไม่เกิน 2 วินาทีต่อวัน
3. ต้องกันแรงดันได้ตั้งแต่ แรงดันน้ำที่ 50 ฟุต จนถึงสุญญากาศที่ 10^ -5 มม ปรอท
4. หน้าปัดต้องอ่านง่ายในทุกสภาวะ โดยเฉพาะภายใต้แหล่งกำเนิดแสงที่เป็นสีแดงหรือขาว อย่างต่ำๆต้องมองเห็นภายใต้แสงเทียนที่ระยะ 5 ฟุต ในสภาวะแสงจ้าหน้าปัดไม่ควรไม่มีแสงสะท้อน ถ้าจะให้ยิ่งดีหน้าปัดควรมีสีดำ
5. หน้าปัดต้องแสดง วินาที 60 วินาที วงนาที 30 นาที และวงชั่วโมง 12 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น
6. นาฬิกาต้องกันน้ำ กันกระแทก กันแม่เหล็ก กระจกหน้าปัดต้องต้องไม่คมและไม่กระจายเป็นเศษๆเวลาแตก
7. นาฬิกาที่จัดหาจะเป็นไขลาน ออโต หรือใช้ระบบไฟฟ้าก็ได้ แต่ต้องเอามือหมุนขึ้นลานได้
8. นาฬิกานี้บริษัทที่จำหน่ายต้องมีรับประกันเป็นเวลาอย่างต่ำ 1 ปี

     จากเสป็คจะเห็นได้ว่า Nasa อาจได้ลองใช้นาฬิกาหลายๆยี่ห้อแล้วติดใจใน Omega เพราะเสป็คที่ออกมาเข้ากับOmega ทุกอย่าง ในขณะนั้นยังไม่มีนาฬิกาจับเวลาแบบ auto หรือใช้ไฟฟ้าออกมา และบางบริษัทก็ได้ปฎิเสธที่จะส่งนาฬิกาให้เนื่องจากว่าตนไม่ได้ผลิตนาฬิกาที่ตรงกับข้อกำหนดดังกล่าว การทดสอบที่ Nasa จัดขึ้นมาก็แบ่งเป็นชุดๆ หลายๆขั้นตอน พอสิ้นสุดการทดสอบแต่ละครั้ง นาฬิกาแต่ละเรือนก็จะถูกเช็คอย่างละเอียด ถ้าเดินไม่ตรงมากๆ ไขลานไม่ได้ จับเวลาไม่ได้ น้ำเข้า หรือชิ้นส่วนพัง ก็จะถูกคัดออกจากการทดสอบ 

     การทดสอบหฤโหด ได้แบ่งเป็นช่วงๆดังนี้ ระหว่างการทดสอบในแต่ละช่วง นาฬิกาก็จะถูกตรวจว่ายังทำงานปกติหรือไม่

    1. เข้าห้องอบที่อุณหภูมิ 71 C 48 ชั่วโมง แล้วต่อด้วย 93 C 30 นาที ปรับความดันไว้ที่ 0.35 ATM ความชื้น 15%
    2. อุณหภูมิ -18 C 4 ชั่วโมง
    3. ที่สุญญากาศ 10^ -6 ATM เข้าห้องอบลดอุณหภูมิจาก 71 C ลงมาที่ -18 C ในเวลา 45 นาที และเพิ่มกลับไปที่ 71 C ในอีก 45 นาที ทำแบบนี้วนไปวนมา 15 รอบ
   4. เข้าตู้อบความชื้นสูง 95% เป็นเวลา 240 ชั่วโมง อุณหภูมิในห้องทดสอบเปลี่ยนไปมาระหว่าง 20 - 71C ไอน้ำไม่เป็น
กรดหรือด่าง
   5. เข้าห้องอบ Oxygen 100% ที่แรงดัน 0.55 ATM เป็นเวลา 48 ชั่วโมงที่อุณหภูมิ 71 C ถ้ามีรอยใหม้ เกิดแก๊สพิษลอย
ออกมา หรือยางเสื่อมสภาพถือว่าสอบไม่ผ่าน
   6. โดนแรงเหวี่ยง 40G (ความเร่ง) ครั้งละ 11 Millisecond หกทิศทาง (คล้ายๆกับเหวี่ยงนาฬิกาแรงๆมากๆ เร็วมากๆ)  
  
7. ความเร่งจาก 1G ไป 7.25G ในเวลา 333 วินาที (ลักษณะคล้ายๆยิงจรวดขึ้นฟ้า) 
   8. เข้าห้องสุญญากาศแรงดัน 10^ -6 ATM อีก 90 นาทีที่ 71 C และอีก 30 นาทีที่ 93 C
   9. แรงดันอากาศสูง 1.6 ATM เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 
  10. เข้าเครื่องเขย่า 30 นาที ที่ความถี่เปลี่ยนไปมาระหว่าง 5 - 2000 รอบต่อวินาที และที่ 5 รอบต่อวินาทีต่ออีก 15 วินาที แรงเขย่าอย่างต่ำๆ 8.8 G (เหมือนเขย่าแรงๆช้ามั่ง เร็วมั่ง)
  11. โดนยิงคลื่นเสียงที่ดัง 130 dB เป็นเวลา 30 นาที โดยใช้เสียงทุกช่วงความถี่ที่คนได้ยิน 
    หลังการทดสอบRolex หยุดเดินสองครั้ง 1 และเข็มงอพันเข้าหากันในตู้อบความร้อน เลยถูกคัดออกจากการทดสอบ ส่วน Longines นั้นกระจกหลุดร่วงออกจากตัวเรือน เปลี่ยนตัวใหม่เข้า test ต่อก็ยังร่วงอีกเลยสอบตกไปตามๆกัน ที่เหลือรอดม
าได้คือ Omega Speedmaster ซึ่งหลังจากผ่านการทดสอบแล้ว สูญเสียความเที่ยงตรงในการทดสอบความเร่งและทดสอบสูญญากาศ พรายน้ำที่หน้าปัดมีรอยไหม้แต่อย่างอื่นปกติ ซึ่งเป็นที่พอยอมรับกันได้ Omega จึงผ่านการทดสอบและได้รับการบรรจุให้เป็น อุปกรณ์หลักในโครงการอวกาศ Gemini และ Apollo โดยเริ่มจากโครงการ Gemini 3
     ต่อมาปี 1965 Mission Gemini 4 Edward White ก็ได้ใช้ Omega Speedmaster ในการจับเวลาการลอยไปลอยมาในอวกาศ (Space walk) ของตน 
     ดังนั้นในปี 1966 Omega จึงได้เพิ่มคำว่า PROFESSIONAL ต่อท้ายคำว่า Speedmaster บนหน้าปัดเพื่อเฉลิมฉลองการยอมรับจาก Nasa ให้ใช้ในโครงการอวกาศของตน
    ต่อมา มีแรงกดดันจากทำเนียบขาว เนื่องจากทางผู้ผลิตนาฬิกาอเมริกันไม่พอใจที่มีการใช้นาฬิกาสวิสในโครงการอวกาศของอเมริกัน และโครงการส่งคนไปบนดวงจันทร์ ทาง Nasa จึงได้มีการตอบกลับไปพร้อมผลทดสอบว่าได้ทำการทดสอบแล้วพบว่า นาฬิกาที่ผลิตในประเทศไม่ผ่านการทดสอบนี้ 


           และแล้วในปี 1969 มนุษย์กลุ่มแรกก็ถูกส่งไปยังดวงจันทร์พร้อมด้วย Omega Speedmaster ภายใต้ภารกิจที่ชื่อ Apollo 11 ภารกิจนี้มีนักบินด้วยกันสามคนคือ Buzz Aldlin, Niel ArmStrong และ Michael Collins โดยสองคนแรกลงไปใน Lunar Module เพื่อร่อนลงบนดวงจันทร์ ส่วน Michael Collins ต้องอยู่บนยานแม่ซึ่งโคจรอยู่เหนือดวงจันทร์ ก่อนการแยกยาน นาฬิกาหลักบนยานแม่เกิดขัดข้อง Niel Armstrong จึงต้องทิ้งนาฬิกาของตนไว้บนยานแม่เพื่อใช้สำรองแทนเครื่องที่พัง ดังนั้นคนที่ใส่นาฬิกาลงไปบนดวงจันทร์คนแรกไม่ใช่ Niel Armstrong แต่เป็น Buzz Aldlin นาฬิกาเรือนถูกใช้จับเวลาที่นักบินทั้งสองปฎิบัติการอยู่ภายนอกยานบนดวงจันทร์ นี่เป็นที่มาของตำนาน The First Watch worn on the moon น่าเสียดายอย่างยิ่งตรงที่ว่าเมื่อ Buzz Aldlin กลับมาถึงโลกแล้ว ทรัพย์สินเครื่องใช้ต่างๆต่างก็ถูกขโมย หายไปรวมทั้งนาฬิกา Omega Speedmaster เรือนแรกที่มนุษย์โลกสวมบนดวงจันทร์ด้วย  ปีต่อมา Mission Apollo 13 Omega Speedmaster Professional ก็ได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญอีกครั้งใน Mission Apollo 13 ซึ่ง Nasa ได้ทำการส่งคนไปลงดวงจันทร์อีก ระหว่างทางถัง oxygen ของยานได้เกิดระเบิดขึ้นมาทำให้สูญเสียแหล่งกำเนิดไฟฟ้าในยานทั้งหมด นักบินต้องเอาชีวิตรอดโดยการนำยานเข้าสู่วงโคจรของดวงจันทร์และใช้แรงเหวี่ยงของดวงจันทร์ผลักให้ยานพุ่งกลับสู่โลก การทำงานทำได้โดยติดขัดเพราะมีไฟฟ้าเพียงแค่พอหล่อเลี้ยงอุปกรณ์สื่อสารเท่านั้น เครื่องมือจับเวลาไฟฟ้าประจำยานล้มเหลวทั้งหมด ดังนั้นนักบินจึงต้องใช้นาฬิกา Speedmaster จับเวลาการจุดระเบิดของเครื่องสร้างแรงขับดัน เพื่อบังคับทิศทางยานให้พุ่งกลับสู่โลก ใครเป็นเจ้าของ Speedmaster และได้ดูหนัง เรื่อง Apollo 13 จะภูมิใจกับนาฬิกาของตนมาก เพราะมีฉากหนึ่งที่ผู้การ Jim Lowell ได้ใช้นาฬิกา Speedmaster  จับเวลาอย่างชัดเจน 
      ปี 1975 มีโครงการอวกาศร่วมระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียตในการนำยาน Apllo เข้าเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศ Soyuz ของโซเวียต มีการจับมือกลางอวกาศ และเซ็นเอกสารเป็นที่ระลึก นักบินชาวอเมริกันและรัสเซียต่างก็ประหลาดใจเมื่อพบว่าทั้งสองฝ่ายใช้นาฬิกาเหมือนๆกันคือ Omega Speedmaster นั่นเอง แสดงว่า Omega รุ่นนี้เป็นที่ยอมรับกันทั้งสองค่าย ส่วนนักบินรัสเซียอีกคนที่ชื่อ Alexandr Polishchuk ก็เลือกใช้ Omega เช่นกันแต่เป็นรุ่น Flight Master ซึ่งเป็นนาฬิกาลูกพี่ลูกน้องของ Speedmaster 
      ต่อมาช่วงต่อระหว่างโครงการ Apollo และโครงการ Space Shuttle ได้มีการจัดหานาฬิกาที่จะนำมาใช้ โดยมีการทดสอบแบบเดิม ครั้งนี้มีแรงผลักดันจากรัฐบาลให้นาฬิกาในประเทศอย่าง Bulova ได้เข้าทดสอบด้วย แต่ในที่สุดผู้ที่ชนะในการทดสอบครั้งนี้ก็ยังเป็น Omega Speedmaster Professional เช่นเดิม แต่ในครั้งนี้สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ Omega ได้ใช้เครื่องรุ่นใหม่ Caliber 861 (Based on lemania 1863) เนื่องจากผู้ผลิตเดิมเลิกทำการผลิตเครื่องรุ่น 3210 แล้ว ช่วงหลังๆภารกิจ Space Shuttle ได้มีการปรับบรรยากาศภายในยานให้คนอยู่ได้โดยไม่ต้องสวมชุดอวกาศ และมีการค้นคิดนาฬิกาแบบ Quartz และ computer แบบติดข้อมือซึ่งมีความเสถียรมากขึ้นๆ ทำให้ให้บทบาทของนาฬิกาแบบ Mechanic ลดน้อยถอยลงไป Omega Speedmaster จึงค่อยๆกลายเป็นอุปกรณ์เพื่อ Back up แต่ชื่อเสียงและความยิ่งยงในอดีตก็ยังคงไม่ลืมเลือน มีนักบินอวกาศหลายคนที่ยังเลือกใช้ Omega Speedmaster ในชีวิตประจำวันของตน เพื่อเป็นที่ระลึกถึงภารกิจนอกโลกที่ตนเคยมีส่วนร่วมนั่นเอง


ประวัติ นาฬิกา Rolex

      

   Rolex ก่อตั้งขึ้นในปี คศ.1908 โดย ฮันส์ วิลส์ดอร์ฟ (Hans Wilsdorf) ชาวเยอรมัน ซึ่งในตอนแรกใช้ชื่อบริษัทว่า วิลส์ดอร์ฟแอนด์เดวิส โดยที่เข้าหุ้นกับน้องเขยซึ่งในขณะนั้น การผลิตนาฬิกาแบบพก (Pocket Watch) ส่วนใหญ่ผลิตที่สวิสเซอร์แลนด์ยังประสบปัญหา ในการทำให้มีขนาดเล็กแต่เที่ยงตรงและแม่นยำเชื่อถือได้เพื่อนำมาใส่ในตัวเรือนนาฬิกาข้อมือ วิลส์ดอร์ฟ เป็นผู้แสวงหาความสมบูรณ์แบบในการพัฒนาเครื่องให้มีขนาดเล็กแต่เที่ยงตรงเพื่อนำมาใช้กับนาฬิกาข้อมือ ที่สามารถสื่อถึงสไตล์ แฟชั่น และรสนิยม ซึ่งในระยะแรกได้ให้ Aegler บริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในสวิสเป็นผู้ผลิตเครื่องให้ ในปี 1910 Rolex ได้ส่งนาฬิกาไปที่ School of Horology และได้รับรางวัลในฐานะนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของโลกที่ได้ Chronometer Rating ความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้นี้เกิดจากการปฏิวัติรูปแบบใหม่ทำให้สามารถกันน้ำและฝุ่นเข้าตัวเรือนได้โดยการคิดระบบมะยมแบบเกลียว(Screw Crown) ขึ้น ซึ่งนาฬิกากันน้ำเรือนแรกนี้ถูกนำมาโฆษณาอย่างชาญฉลาดโดยทำเป็นอะควาเรียม คือโชว์หน้าร้านโดยมีนาฬิกาอยู่ในโลกใต้ทะเลอันเป็นการแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติการกันน้ำได้อย่างชัดเจน ซึ่งก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ยังแคลงใจว่านาฬิกาจะกันน้ำได้จริงหรือไม่ นี่เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อเสียงที่ทำให้โรเล็กซ์ดังไปทั่วโลก

   ปี 1928 Rolex Prince ได้ชื่อว่าเป็นนาฬิกาที่ขายดีที่สุดจากดีไซน์สี่เหลี่ยม 2 หน้าปัด

   ปี 1931 Rolex ได้ประดิษฐ์ Rotor รูปครึ่งวงกลมซึ่งหมุนได้อย่างอิสระที่ทำให้เกิดระบบ Perpetualอัตโนมัติขึ้น

   


   กล่าวกันว่าสิ่งที่ทำให้ Rolex โดดเด่นเหนือนาฬิการะดับสูงอื่น ๆ คือ รูปทรงกลมขนาดใหญ่ของหน้าปัดและสายที่มีความกว้าง แต่สง่างามมองเห็นได้แต่ไกลซึ่งพิสูจน์ความเป็นอมตะไว้อย่างยาวนาน  แม้ Rolex จะมีพัฒนาการด้านดีไซน์ตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมา แต่นั่นเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย Rolex รุ่น Datejust จากปี 1945 ถึงรุ่นปัจจุบัน คุณจะพบว่า แม้ตัวเครื่องและชิ้นส่วนภายในแทบจะไม่มีชิ้นไหนเหมือนและใช้แทนกันได้เลย แต่รูปลักษณ์ภายนอกกลับเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คุณค่าเหนือกาลเวลาของโรเล็กซ์กลายเป็น "การลงทุนที่ชาญฉลาด" สำหรับนักสะสมนาฬิกาหลายคน การประมูลนาฬิกา โรเล็กซ์รุ่นเก่า ๆ สามารถสร้างความฮือฮาให้เกิดขึ้นได้เสมอ

   แม้จะได้ชื่อว่าเป็นนาฬิกาสวิสที่มีชื่อเสียงที่สุดแต่ โรเล็กซ์ก็เป็น "คนนอก" ของเจนีวาเสมอ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะโรเล็กซ์ก่อตั้งขึ้นที่ลอนดอนในปี 1905 โดยวิลส์ดอร์ฟ ซึ่งเป็นชาวเยอรมันซึ่งต่อมาได้สัญชาติอังกฤษจากการสมรส  ในสมัยนั้นกระแสชาตินิยมเป็นตัวกำหนดหลักคิดหลาย ๆ อย่าง แต่สำหรับวิลส์ดอร์ฟผู้มองการณ์ไกล ก่อนใครจะรู้จักคำว่า "Multinational" วิลส์ดอร์ฟได้จดทะเบียนการค้าเครื่องหมาย Rolex ในปี 1908 ซึ่งเขาคิดว่ามันเป็นคำที่ออกเสียงง่ายในหลายภาษาทั่วโลกและสั้นกระชับที่จะประทับลงบนหน้าปัดนาฬิกา กล่าวกันว่า เขาคิดขึ้นได้ในขณะโดยสารรถบัสในลอนดอนโดยได้แรงบันดาลใจจากเสียงการทำนาฬิกา  โรงงานของโรเล็กซ์ตั้งอยู่ในลอนดอนจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อภาษีนำเข้าพุ่งสูงขึ้นถึง 33 เปอร์เซ็นต์ทำให้การนำเข้าอะไหล่จากสวิสมีต้นทุนสูงเกินไป โรเล็กซ์จึงต้องไปตั้งในเมกกะของโลกนาฬิกา -เจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ 

  วิลส์ดอร์ฟ ไม่ใช่ผู้ผลิตนาฬิกาข้อมือเรือนแรก แต่เขาต้องการเป็นผู้ประดิษฐ์นาฬิกาที่ เที่ยงตรง(Accurate) และเชื่อถือได้ (Reliable) ให้ได้เป็นเรือนแรกของโลก ซึ่งในปี 1926 โรเล็กซ์ได้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่วงการด้วยรุ่น Oyster ระบบมะเย็มเกลียว และซีลยางเป็นการล็อค 2 ชั้นไม่ให้ฝุ่นและความชื้นเข้า โดยเขาตั้งชื่อมันจากการรำลึกถึงความยากลำบากในการเปิดหอย Oyster ในงานเลี้ยงคืนหนึ่ง การสร้างกระแสนิยมให้กับนาฬิกาของเขา วิลส์ดอร์ฟเลือกวิธีได้อย่างชาญฉลาด  เขาได้ให้นักว่ายน้ำที่เตรียมการณ์ว่ายน้ำ ข้ามช่องแคบอังกฤษซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของสาธารณชนในสมัยนั้น โดยสาวอังกฤษนาม Mercedes Gleitze สวมใส่โรเล็กซ์ พร้อมด้วยช่างภาพตามเก็บภาพอย่างใกล้ชิด  ในที่สุด Gleitze ก็สามารถพิชิตช่องแคบอังกฤษลงได้พร้อม ๆ กับนาฬิกาโรเล็กซ์ บนข้อมือซึ่งยังคงทำงานของมันอย่างเที่ยงตรงไร้ที่ติ  วิลส์ดอร์ฟประโคมข่าวหน้าหนึ่งในนสพ.ลอนดอน เดลิเมล์ อย่างครึกโครมว่า "นาฬิกามหัศจรรย์ ! กันน้ำ กันร้อน กันสะเทือน กันหนาว และกันฝุ่น"  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวิลส์ดอร์ฟได้สร้างหัวข้อสนทนาขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นการรณรงค์โฆษณาที่ประสบความสำเร็จที่สุดมาจนทุกวันนี้

  จุดอ่อนบางประการของ Oyster ถ้าจะมีก็คือปุ่มหมุนไขลานตั้งเวลา ดังที่ทราบกันว่านาฬิการะบบกลไกจะต้องมีการหมุนปุ่มตั้งสม่ำเสมอ และ Oyster จะกันน้ำกันฝุ่นได้ก็ต่อเมื่อมะยมเกลียวถูกขันให้อยู่ในตำแหน่งปิด การหมุนปุ่มบ่อย ๆ ทำให้โอกาสที่น้ำและฝุ่นจะเข้ามีเพิ่มมากตามลำดับ ดังนั้นเพื่อลบจุดอ่อนนี้ โรเล็กซ์ได้สร้างรุ่น Perpetual ออกสู่ตลาด กุญแจคือ Rotor เป็นตัวสร้างพลังสำรอง จากการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่เอง ใช่แล้ว นาฬิการะบบออโตเมติกที่ประสบความสำเร็จสูงสุดเรือนแรกของโลกได้เกิดขึ้นแล้วในปี 1931  ซึ่งทำให้โรเล็กซ์สร้างอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ขึ้น  ว่ากันว่า Rolex Oyster Perpetual ได้ทำให้ Rolex เป็น Rolex นั่นเอง

   อีกกว่า 70 ปีที่ผ่านมา Oyster ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นของคุณภาพภายใต้สภาพการณ์ทดสอบแบบสุดขั้วต่าง ๆ เช่น การดำไปใต้ทะเลลึกกับ Jacques Piccard การขึ้นยอดเขาเอเวอร์เรสกับ เซอร์เอ็ดมุนด์ ฮิลลารี่ การทดสอบในอุณหภูมิขั้วโลก ในทะเลทรายซาฮาร่า รวมทั้งสภาวะไร้น้ำหนักในอวกาศ  ทั้งเรื่องเล่าเกี่ยวกับอุบัติเหตุเครื่องบินตก เรือล่ม ตกจากที่สูง โรเล็กซ์ที่ถูกเผลอนำเข้าเตาอบ 500 องศา เข้าเครื่องซักผ้า  เหล่านี้ ไม่เคยทำให้โรเล็กซ์ที่ซ่อมแซมแล้วกลับมาเดินเที่ยงตรงอีกไม่ได้


   ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชื่อเสียงของโรเล็กซ์เป็นสัญญลักษณ์ที่มีคุณค่า นักบินใน Royal Air Force ของอังกฤษปฏิเสธที่สวมใส่ นาฬิกาที่รัฐบาลจัดหาให้ แต่ยอมสละเงินเดือนเกือบทั้งหมดเพื่อที่ขอสวมใส่โรเล็กซ์  ผลตอบแทนเกิดขึ้นเมื่อหลังสงคราม นักบินอังกฤษที่ถูกจับกุมและยึดนาฬิกาไป ได้รับนาฬิกาเรือนใหม่ชดเชยเมื่อแจ้งไปยังกรุง เจนีวา  แต่ในขณะเดียวกันทหารอเมริกันที่ยึดนาฬิกาไป กลับบ้านพร้อมกับเครื่องประดับบนข้อมือชิ้นใหม่  และนั่นเป็นจุดเริ่มของเรื่องอันยิ่งใหญ่ของโรเล็กซ์ในอเมริกา

   ถึงแม้วิลส์ดอร์ฟจะอยู่ในเจนีวากว่า 40 ปี วิลส์ดอร์ฟก็ไม่ได้สัญชาติสวิส เขาเสียชีวิตในปี 1960 ที่ Briton ชื่อของเขาถูกจารึกในฐานะเป็นเพื่อนที่มีอารมณ์ขัน รักครอบครัวพอ ๆ กับนาฬิกาเป็นชีวิตจิตใจ  และอีก 2 ปีต่อมา อังเดร ไฮนิเกอร์ทีร่วมงานมากับวิลส์ดอร์ฟ 12 ปีก็ก้าวสู่ตำแหน่งเอ็มดีแทน ไฮนิเกอร์ที่ร่วมวิสัยทัศน์กับวิลส์ดอร์ฟ เต็มไปด้วยพลัง และทัศนคติเชิงบวก ได้พาโรเล็กซ์ผ่านมรสุมแห่งวงการนาฬิกาสวิสในเวลาต่อมา

   ช่วงทศวรรษ 1960 ถึง 1970 ตอนต้น กระแสความนิยมนาฬิกาควอตซ์ได้ระบาดเข้ามาแทนที่นาฬิการะบบกลไก เนื่องจากมีต้นทุนทีต่ำกว่ามากและยังมีเทคโนโลยีระบบดิจิตอลที่ทำให้เที่ยงตรงได้มากกว่า  "ไซโก" ได้ทำให้อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสเข้าสู่วิกฤต อย่างแท้จริง กว่าครึ่งหนึ่งต้องปิดกิจการลง และ 1 ใน 3 ของผู้ที่เหลืออยู่ต้องหันมารวมตัวกันเพื่อความอยู่รอดเช่น Omega, Longines,Blanpain, Tissot, Rado และ Hamilton ต้องรวมตัวกันเป็นคอนซอเตียม  และส่วนใหญ่จะต้องหันมาผลิตนาฬิการะบบควอตซ์กันหมด แต่โรเล็กซ์สร้าง Private Trust ซึ่งบริหารงานโดยคณะกรรมการของตนเองเพื่อไม่ให้เกิดการแทรกแซงจากภายนอก รวมทั้งยืนหยัดในการผลิตนาฬิการะบบกลไกอย่างมั่นคง

   อะไรทำให้โรเล็กซ์ยืนหยัดอยู่ได้ ?  คำตอบคือ โรเล็กซ์มีผู้บริหารสูงสุดเพียง 2 คนนั่น วิลส์ดอร์ฟ และ ไฮนิเกอร์ ผู้ซึ่งมีวิสัยทัศน์ยาวไกลและพลังสร้างสรรอย่างล้นเหลือ พวกเขาไม่เคยกังวลเรื่อง "ผลประกอบการไตรมาสนี้"  แต่คำถามของพวกเขาจะเป็น "ในอีก 5 ปีหรือ10 ปีข้างหน้าเราจะทำอะไร"  โรเล็กซ์จึงมีทิศทางและวิถีที่ชัดเจนของตนเองอย่างมั่นคงโดยไม่ถูกกระแสสังคมภายนอกทำให้เปลี่ยน และโรเล็กซ์ไม่ฉวยประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงโดยการเปลี่ยนแปลงตนเอง   ในช่วงปี 1970 นั้น โรเล็กซ์ผลิตนาฬิการะบบคว็อตซ์เพียงไม่เกิน 7 เปอร์เซ็นต์ และลดลงเหลือเพียงไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน



    

    ปี 1992 ปาทริค ไฮนีเกอร์ บุตรชายของอังเดร ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแทนบิดาของเขา แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือทัศนคติเชิงบวกและพลังสร้างสรรอย่างเหลือล้น ซึ่งทำให้โรเล็กซ์คงความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง

    Montres Rolex SA. หรือบริษัทโรเล็กซ์ ยังคงเป็นดินแดนลึกลับและเป็น คนนอกของเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ ผู้บริหารระดับสูงของโรเล็กซ์แทบจะไม่เคยให้สัมภาษณ์ใด ๆ กับสื่อมวลชน ปรัชญาของพวกเขาคือ "ให้นาฬิกาพูดด้วยตัวของมันเอง"  แม้ผู้สวมใส่จะไม่เคยเห็นกลไกภายใน แต่สำหรับโรเล็กซ์ที่เจนีวา ช่างฝีมือในชุดขาวแบบห้องแล็บออกแบบตามหลักพลศาสตร์กันอย่างขมักเขม้น  ทุกชิ้นส่วนต้องได้มาตรฐานในทุกมิติ มุมตัดจะต้องถูกขัดให้มนจนเป็นประกายเงางาม  สิ่งเหล่านี้แทบจะไม่มีคุณค่าเลยเพราะลูกค้าไม่สามารถมองเห็นแต่ สำหรับโรเล็กซ์นี่คือมาตรฐานและคุณภาพ

    โรเล็กซ์ผลิตเครื่องภายใน (Movement) ด้วยตัวเองซึ่งไม่เหมือนกับแบรนด์ดังอื่น ๆ ที่อาจใช้ของกันและกันได้  ที่โรเล็กซ์ช่างฝีมือกว่า200 คนรวมทั้งช่างเทคนิคจะต้องช่วยกันผลิตนาฬิกาแต่ละเรือนตามมาตรฐานเพื่อให้ได้ตราประทับของโรเล็กซ์  " มัน(จำเป็นต้องมีคุณภาพ) มากกว่าที่คนทั่วไปต้องการมาก มันจึงเป็น Mercedes Benz ของนาฬิกาข้อมือ มันมากกว่าความเป็นวิศวกรรม และมันไม่ใช่เพื่อเงินแต่มันเป็นวิถีของโรเล็กซ์"

   ก่อนส่งออกจากเจนีวา โรเล็กซ์ทุกเรือนจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพหลายครั้ง เช่น หน้าปัด ขอบหน้าปัด ปุ่มกดต่าง ๆ จะถูกตรวจซ้ำ ๆ เพื่อหารอยขีดข่วน การตรวจระยะห่างและแนวขนานต่าง ๆ ของกลไกและเข็มที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า การตรวจสอบระบบกันน้ำให้ได้อย่างน้อย 330 ฟุต หรือแม้แต่การปรับช่วงความคลาดเคลื่อนของเวลาที่จะมีขึ้น 2 วินาทีในทุก ๆ 100 ปี เหล่านี้คือมาตรฐานก่อนประทับตรา Rolex ซึ่งทำให้ในแต่ละปี จะผลิตเพียงประมาณ 650,000 เรือนเท่านั้น จำนวนนี้อาจดูเหมือนมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่านี่ยังน้อยกว่าความต้องการของตลาดมากนัก  แต่นั่นแหละคือสิ่งที่อังเดร ไฮนีเกอร์กล่าวไว้   "เราไม่ได้ต้องการที่จะใหญ่ที่สุด  แต่หากเป็นหนึ่งในผู้ที่ "ดีที่สุด" ในอุตสาหกรรม"


แผ่นใสการเรียนการสอน

นาฬิกา

   ประวัติความเป็นมา ทำไมเข็มนาฬิกาถึงเดินวนขวา  จัดอันดับนาฬิกา รวมภาพนาฬิกา  ทายนิสัยจากนาฬิกาที่สวมใส่  นาฬิกาแบบตัวเลข  นาฬิกาแบบหรูๆ  Clock\pptwork.htm


การประดิษฐ์นาฬิกาแดด

   นาฬิกาแบบศูนย์สูตร  นาฬิกาเกิดแก้ว  ขั้นตอนวิธีการประกอบ  วิธีการใช้งาน เวลามาตรฐานของประเทศไทย  คลิกค่ะ


สรุปผลการสำรวจ

     ความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการปรับเวลาของประเทศไทย ให้เร็วขึ้น ชั่วโมง  ของสำนักสถิติแห่งชาติ  กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ Clock\1\sum_time.pdf   เอกสาร PDF


ชีวจิต

ของ สาทิส อินทรกำแหง

สารบัญ

  หน้า
บทที่ 1 แนวคิดของชีวิต  
ชีวจิตกับธรรมชาติ 1
ชีวจิตคืออะไร 8
ข้อแนะนำบางอย่างเพื่อให้เกิดสุขภาพที่ดี 12
สูตรสร้างตัวเองให้เป็นคนใหม่ภายใน 14 วัน 14
บทที่ 2 การรับประทานและแนะนำอาหาร  
อาหารธรรมชาติ 19
อาหารชีวจิต 32
ชีวิตและโภชนการ 40
ตัวอย่างอาหารชีวจิต 43
ตัวอย่างวิธีปรุงอาหาร 46
น้ำชาสุขภาพ 52
จับฉ่าย 55
ข้าว(ซ้อมมือ) ตัมปลาหมึก (สด) 58
อาหารชุดแบบง่าย 61
บทที่ 3 การบริหารกายและการนวดจุดเพื่อสุขภาพ  
ดัดตนแบบผสมผสาน 65
บริหารด้วยตะบอง 68
FASJAMM 70
นอน (ไม่กินบ้านกินเมือง) 75
บทที่ 4 ปกิณกะ  
ชะลอความแก่ด้วยอาหาร 81
อาหาร-สร้างลูกให้เป็นอัจฉริยะ 85
คุณประโยชน์ของวิตามิน 92
บทที่ 5 ภาคผนวก  
รู้จักกับ ดร. สาทิส อินทรกำแหง โดยปรัชยาภรณ์ (จากนิตยสารกุลสตรี) 101
เปิดใจสนทนา โดย วรรณอร (จากนิตยสารขวัญเรือน) 108

 

{mospagebreak}

หน้า 2

 

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

{mospagebreak}

หน้า 41

{mospagebreak}

หน้า 42

{mospagebreak}

หน้า 43

{mospagebreak}

หน้า 44

{mospagebreak}

หน้า 45

{mospagebreak}

หน้า 46

{mospagebreak}

หน้า 47

{mospagebreak}

หน้า 48

{mospagebreak}

หน้า 49

{mospagebreak}

หน้า 50

{mospagebreak}

หน้า 51

{mospagebreak}

หน้า 52

{mospagebreak}

หน้า 53

{mospagebreak}

หน้า 54

{mospagebreak}

หน้า 55

{mospagebreak}

หน้า 56

{mospagebreak}

หน้า 57

{mospagebreak}

หน้า 58

{mospagebreak}

หน้า 59

{mospagebreak}

หน้า 60

{mospagebreak}

หน้า 61

{mospagebreak}

หน้า 62

{mospagebreak}

หน้า 63

{mospagebreak}

หน้า 64

{mospagebreak}

หน้า 65

{mospagebreak}

หน้า 66

{mospagebreak}

หน้า 67

{mospagebreak}

หน้า 68

{mospagebreak}

หน้า 69

{mospagebreak}

หน้า 70

{mospagebreak}

หน้า 71

{mospagebreak}

หน้า 72

{mospagebreak}

หน้า 73

{mospagebreak}

หน้า 74

{mospagebreak}

หน้า 75

{mospagebreak}

หน้า 76

{mospagebreak}

หน้า 77

{mospagebreak}

หน้า 78

{mospagebreak}

หน้า 79

{mospagebreak}

หน้า 80

{mospagebreak}

หน้า 81

{mospagebreak}

หน้า 82

{mospagebreak}

หน้า 83

{mospagebreak}

หน้า 84

{mospagebreak}

หน้า 85

{mospagebreak}

หน้า 86

{mospagebreak}

หน้า 87

{mospagebreak}

หน้า 88

{mospagebreak}

หน้า 89

{mospagebreak}

หน้า 90

{mospagebreak}

หน้า 91

{mospagebreak}

หน้า 92

{mospagebreak}

หน้า 93

{mospagebreak}

หน้า 94

{mospagebreak}

หน้า 95

{mospagebreak}

หน้า 96

{mospagebreak}

หน้า 97

{mospagebreak}

หน้า 98

{mospagebreak}

หน้า 99

{mospagebreak}

หน้า 100

{mospagebreak}

หน้า 101

{mospagebreak}

หน้า 102

{mospagebreak}

หน้า 103

{mospagebreak}

หน้า 104

{mospagebreak}

หน้า 105

{mospagebreak}

หน้า 106

{mospagebreak}

หน้า 107

{mospagebreak}

หน้า 108

{mospagebreak}

หน้า 109

{mospagebreak}

หน้า 110

{mospagebreak}

หน้า 111

{mospagebreak}

หน้า 112

{mospagebreak}

หน้า 113

{mospagebreak}

หน้า 114

{mospagebreak}

หน้า 115

{mospagebreak}

หน้า 116

{mospagebreak}

หน้า 117

{mospagebreak}

หน้า 118

{mospagebreak}

หน้า 119

{mospagebreak}

หน้า 120

{mospagebreak}

หน้า 121

{mospagebreak}

หน้า 122

{mospagebreak}

หน้า 123

{mospagebreak}

หน้า 124

{mospagebreak}

หน้า 125

{mospagebreak}

หน้า 126

{mospagebreak}

หน้า 127

{mospagebreak}

หน้า 128

{mospagebreak}

หน้า 129

{mospagebreak}

หน้า 130

{mospagebreak}

หน้า 131

{mospagebreak}

หน้า 132

{mospagebreak}

หน้า 133

{mospagebreak}

หน้า 134

{mospagebreak}

หน้า 135

{mospagebreak}

หน้า 136

{mospagebreak}

หน้า 137

{mospagebreak}

หน้า 138

{mospagebreak}

หน้า 139

{mospagebreak}

หน้า 140

{mospagebreak}

หน้า 141

{mospagebreak}

หน้า 142

{mospagebreak}

หน้า 143

{mospagebreak}

หน้า 144

{mospagebreak}

หน้า 145

{mospagebreak}

หน้า 146

 

 


เรือแตก

จาก หนังสือ รีดเดอร์สไดเจสท์  เมษายน 50

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

 

 

หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานและเพิ่มเติม

ฟิสิกส์ เล่ม 1

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมปีที่ 4

สารบัญ

  กลศาสตร์ 1 (บทที่ 1 , 2 , 3 และ 4)  
    หน้า
บทที่ 1 บทนำ 1
  1.1 ฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2
  1.2 วิชาฟิสิกส์ 5
  1.3 ปริมาณทางฟิสิกส์และหน่วย 5
  1.4 การทดลองในวิชาฟิสิกส์ 7
  1.5 ความไม่แน่นอนในการวัด 7
  1.6 เลขนัยสำคัญ 10
  1.7 การบันทึกข้อมูล 11
  1.8 การวิเคราะห์ผลการทดลอง 11
  1.9 ตัวอย่างการทดลอง เรื่อง ลูกตุ้มอย่างง่าย 12
  1.10 ตัวอย่างการบันทึกการทดลอง 14
  การทดลองและกิจกรรม 19
  การทดลอง 1.1 การหาความหนาแน่นของวัตถุพีวีซี 19
  กิจกรรม 1.1 การวัดระยะทางสั้นและยาว 19
  โจทย์แบบฝึกหัด 1 22
บทที่ 2 การเคลื่อนที่ในหนึ่งและสองมิติ 25
  2.1 ตำแหน่งและการกระจัด 26
  2.2 ความเร็วเฉลี่ยและอัตราเร็วเฉลี่ย 26
  2.3 ความเร็วและอัตราเร็วขณะใดขณะหนึ่ง 28
  2.4 ความเร่ง 30
  2.5 การเคลื่อนที่กรณีความเร่งเป็นค่าคงตัว 30
  2.6 วัตถุตกอย่างเสรีมีความเร่งเป็นค่าคงตัว 35
  2.7 การเคลื่อนที่ใน 2 มิติและ 3 มิติ 36
  2.8 เวกเตอร์ตำแหน่งและเวกเตอร์ความเร็วในสองมิติ 37
  2.9 ความเร่งสองมิติ 38
  2.10 ความเร็วสัมพัทธ์ 40
  2.11 กรอบอ้างอิงเฉื่อย 41
  การทดลองและกิจกรรม 42
  การทดลอง 2.1 การวัดอัตราเร็วโดยใช้เครื่องเคาะสํญญาณเวลา 42
  การทดลอง 2.2 การเคลื่อนที่ของวัตถุที่ตกแบบเสรี 43
  กิจกรรม 2.1 44
  กิจกรรม 2.2 44
  โจทย์แบบฝึกหัด 2 45
บทที่ 3 แรง มวล และกฎการเคลื่อนที่ 55
  3.1 แรง 56
  3.2 กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 57
  3.3 กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สองของนิวตัน 59
  3.4 กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สามของนิวตัน 61
  3.5 น้ำหนัก 63
  3.6 กฎแรงดึงดูดระหว่างมวลของนิวตัน 64
  3.7 จุดศูนย์กลางมวล และจุดศูนย์กลางของความโน้มถ่วง 68
  3.8 แรงเสียดทาน 71
  3.9 การนำกฎการเคลื่อนที่ของนิวตันไปใช้ 74
  การทดลองและกิจกรรม 77
  การทดลอง 3.1 ความสัมพันธ์ระหว่างแรงกับความเร่ง 77
  การทดลอง 3.2 แรงเสียดทาน 79
  การทดลอง 3.3 สัมประสิทธิ์ความเสียดทาน (โดยพื้นเอียง) 81
  กิจกรรม 3.1 การหามวลจากการเคลื่อนที่ 82
  กิจกรรม 3.2 ปัญหาการกระตุกเชือก 83
  โจทย์แบบฝึกหัด 3 84
บทที่ 4 การเคลื่อนที่แบบต่างๆ 91
  4.1 การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ 92
  4.2 การเคลื่อนที่แบบวงกลม 101
  4.3 กาเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย 116
  การทดลองและกิจกรรม 124
  การทดลอง 4.1 การเคลื่อนที่แบบโปรเจกไทล์ 124
  การทดลอง 4.2 คาบของการเคลื่อนที่ในแนววงกลม 125
  การทดลอง 4.3 การเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย 127
  ของรถทดลองซึ่งติดอยู่กับสปริง  
  การทดลอง 4.4 ลูกตุ้มอย่างง่าย 128
  โจทย์แบบฝึกหัด 4 129
  กลศาสตร์ 2 ( บทที่ 5 , 6 , 7  และ 8 )  
บทที่ 5 งานและพลังงาน 135
  5.1 งาน 136
  5.2 กำลัง 143
  5.3 พลังงาน 145
  5.3.1 พลังงานจลน์ 146
  5.3.2 พลังงานศักย์ 147
  5.4 กฎการอนุรักษ์พลังงานกล 152
  5.5 การประยุกต์กฎการอนุรักษ์พลังงานกล 155
  5.6 กฎสากลของการอนุรักษ์พลังงาน 159
  5.7 เครื่องกล 160
  การทดลองและกิจกรรม 162
  การทดลอง 5.1 พลังงานจลน์ 162
  การทดลอง 5.2 พลังงานศักย์โน้มถ่วง 164
  การทดลอง 5.3 พลังงานกล 165
  โจทย์แบบฝึกหัด 5 167
บทที่ 6 โมเมนตัมและการดล 171
  6.1 โมเมนตัม 172
  6.2 แรงและการเปลี่ยนโมเมนตัม 174
  6.3 การดลและแรงดล 175
  6.4 การชน 179
  การทดลองและกิจกรรม 182
  กิจกรรม 6.1 แรงกับการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ 182
  การทดลอง 6.1 การชนกันของรถทดลองแบบยืดหยุ่น 182
  การทดลอง 6.2 การชนกันของรถทดลองแบบไม่ยืดหยุ่น 183
  การทดลอง 6.3 การระเบิดออกจากกัน 184
  การทดลอง 6.4 การชนของลูกทรงกลมโลหะในสองมิติ 185
  โจทย์แบบฝึกหัด 6 187
บทที่ 7 การเคลื่อนที่แบบหมุน 193
  7.1 การหมุน ความเร็วเชิงมุม และความเร่งเชิงมุม 194
  7.2 ทอร์กกับการเคลื่อนที่แบบหมุน 197
  7.3 โมเมนต์ความเฉื่อย 198
  7.4 พลังงานจลน์ของการหมุน 201
  7.5 โมเมนตัมเชิงมุมและอัตราการเปลี่ยนโมเมนตัมเชิงมุม 203
  7.6 การทำงานในการหมุน 206
  7.7 การแกว่งของวัตถุ 208
  การทดลองและกิจกรรม 209
  การทดลอง 7.1 โมเมนต์ของความเฉื่อยจากเพนดูลัมแบบบิด 209
  การทดลอง 7.2 Physical Pendulum 210
  โจทย์แบบฝึกหัด 7 211
บทที่ 8 สภาพสมดุลและสภาพยืดหยุ่น 213
  8.1 สภาพสมดุล 214
  8.2 เงื่อนไขของสมดุล 215
  8.3 โมเมนต์ของแรงหรือทอร์ก 220
  8.4 โมเมนต์ของแรงคู่ควบ 221
  8.5 เสถียรภาพของสมดุล 227
  8.6 การนำหลักสมดุลไปประยุกต์ 228
  8.7 สภาพยืดหยุ่น 229
  8.7.1 แรงที่ทำให้วัตถุผิดรูป 230
  8.7.2 ความเค้นและความเครียด 231
  8.7.3 มอดูลัสของยัง 233
  8.8 ความทนแรงของวัตถุ 237
  การทดลองและกิจกรรม 238
  การทดลอง 8.1 สมดุลของแรงสามแรง 238
  การทดลอง 8.2 ความเค้นดึง และความเครียดดึง 239
  โจทย์แบบฝึกหัด 8 240
  ภาคผนวก 247
  ภาคผนวก ก. 248
  ภาคผนวก ข. 249
  ภาคผนวก ค. 251
  ภาคผนวก ง. 253
  คำตอบโจทย์แบบฝึกหัด 259
  ดัชนี 263

{mospagebreak}

หน้า 2

 

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

{mospagebreak}

หน้า 41

{mospagebreak}

หน้า 42

{mospagebreak}

หน้า 43

{mospagebreak}

หน้า 44

{mospagebreak}

หน้า 45

{mospagebreak}

หน้า 46

{mospagebreak}

หน้า 47

{mospagebreak}

หน้า 48

{mospagebreak}

หน้า 49

{mospagebreak}

หน้า 50

{mospagebreak}

หน้า 51

{mospagebreak}

หน้า 52

{mospagebreak}

หน้า 53

{mospagebreak}

หน้า 54

{mospagebreak}

หน้า 55

{mospagebreak}

หน้า 56

{mospagebreak}

หน้า 57

{mospagebreak}

หน้า 58

{mospagebreak}

หน้า 59

{mospagebreak}

หน้า 60

{mospagebreak}

หน้า 61

{mospagebreak}

หน้า 62

{mospagebreak}

หน้า 63

{mospagebreak}

หน้า 64

{mospagebreak}

หน้า 65

{mospagebreak}

หน้า 66

{mospagebreak}

หน้า 67

{mospagebreak}

หน้า 68

{mospagebreak}

หน้า 69

{mospagebreak}

หน้า 70

{mospagebreak}

หน้า 71

{mospagebreak}

หน้า 72

{mospagebreak}

หน้า 73

{mospagebreak}

หน้า 74

{mospagebreak}

หน้า 75

{mospagebreak}

หน้า 76

{mospagebreak}

หน้า 77

{mospagebreak}

หน้า 78

{mospagebreak}

หน้า 79

{mospagebreak}

หน้า 80

{mospagebreak}

หน้า 81

{mospagebreak}

หน้า 82

{mospagebreak}

หน้า 83

{mospagebreak}

หน้า 84

{mospagebreak}

หน้า 85

{mospagebreak}

หน้า 86

{mospagebreak}

หน้า 87

{mospagebreak}

หน้า 88

{mospagebreak}

หน้า 89

{mospagebreak}

หน้า 90

{mospagebreak}

หน้า 91

{mospagebreak}

หน้า 92

{mospagebreak}

หน้า 93

{mospagebreak}

หน้า 94

{mospagebreak}

หน้า 95

{mospagebreak}

หน้า 96

{mospagebreak}

หน้า 97

{mospagebreak}

หน้า 98

{mospagebreak}

หน้า 99

{mospagebreak}

หน้า 100

{mospagebreak}

หน้า 101

{mospagebreak}

หน้า 102

{mospagebreak}

หน้า 103

{mospagebreak}

หน้า 104

{mospagebreak}

หน้า 105

{mospagebreak}

หน้า 106

{mospagebreak}

หน้า 107

{mospagebreak}

หน้า 108

{mospagebreak}

หน้า 109

{mospagebreak}

หน้า 110

{mospagebreak}

หน้า 111

{mospagebreak}

หน้า 112

{mospagebreak}

หน้า 113

{mospagebreak}

หน้า 114

{mospagebreak}

หน้า 115

{mospagebreak}

หน้า 116

{mospagebreak}

หน้า 117

{mospagebreak}

หน้า 118

{mospagebreak}

หน้า 119

{mospagebreak}

หน้า 120

{mospagebreak}

หน้า 121

{mospagebreak}

หน้า 122

{mospagebreak}

หน้า 123

{mospagebreak}

หน้า 124

{mospagebreak}

หน้า 125

{mospagebreak}

หน้า 126

{mospagebreak}

หน้า 127

{mospagebreak}

หน้า 128

{mospagebreak}

หน้า 129

{mospagebreak}

หน้า 130

{mospagebreak}

หน้า 131

{mospagebreak}

หน้า 132

{mospagebreak}

หน้า 133

{mospagebreak}

หน้า 134

{mospagebreak}

หน้า 135

{mospagebreak}

หน้า 136

{mospagebreak}

หน้า 137

{mospagebreak}

หน้า 138

{mospagebreak}

หน้า 139

{mospagebreak}

หน้า 140

{mospagebreak}

หน้า 141

{mospagebreak}

หน้า 142

{mospagebreak}

หน้า 143

{mospagebreak}

หน้า 144

{mospagebreak}

หน้า 145

{mospagebreak}

หน้า 146

{mospagebreak}

หน้า 147

{mospagebreak}

หน้า 148

{mospagebreak}

หน้า 149

{mospagebreak}

หน้า 150

{mospagebreak}

หน้า 151

{mospagebreak}

หน้า 152

{mospagebreak}

หน้า 153

{mospagebreak}

หน้า 154

{mospagebreak}

หน้า 155

.

{mospagebreak}

หน้า 156

{mospagebreak}

หน้า 157

{mospagebreak}

หน้า 158

{mospagebreak}

หน้า 159

{mospagebreak}

หน้า 160

{mospagebreak}

หน้า 161

{mospagebreak}

หน้า 162

{mospagebreak}

หน้า 163

{mospagebreak}

หน้า 164

{mospagebreak}

หน้า 165

{mospagebreak}

หน้า 166

{mospagebreak}

หน้า 167

{mospagebreak}

หน้า 168

{mospagebreak}

หน้า 169

{mospagebreak}

หน้า 170

{mospagebreak}

หน้า 171

{mospagebreak}

หน้า 172

{mospagebreak}

หน้า 173

{mospagebreak}

หน้า 174

{mospagebreak}

หน้า 175

{mospagebreak}

หน้า 176

{mospagebreak}

หน้า 177

{mospagebreak}

หน้า 178

{mospagebreak}

หน้า 179

{mospagebreak}

หน้า 180

{mospagebreak}

หน้า 181

{mospagebreak}

หน้า 182

{mospagebreak}

หน้า 183

{mospagebreak}

หน้า 184

{mospagebreak}

หน้า 185

{mospagebreak}

หน้า 186

{mospagebreak}

หน้า 187

{mospagebreak}

หน้า 188

{mospagebreak}

หน้า 189

{mospagebreak}

หน้า 190

{mospagebreak}

หน้า 191

{mospagebreak}

หน้า 192

{mospagebreak}

หน้า 193

{mospagebreak}

หน้า 194

{mospagebreak}

หน้า 195

{mospagebreak}

หน้า 196

{mospagebreak}

หน้า 197

{mospagebreak}

หน้า 198

{mospagebreak}

หน้า 199

{mospagebreak}

หน้า 200

{mospagebreak}

หน้า 201

{mospagebreak}

หน้า 202

{mospagebreak}

หน้า 203

{mospagebreak}

หน้า 204

{mospagebreak}

หน้า 205

{mospagebreak}

หน้า 206

{mospagebreak}

หน้า 207

{mospagebreak}

หน้า 208

{mospagebreak}

หน้า 209

{mospagebreak}

หน้า 210

{mospagebreak}

หน้า 211

{mospagebreak}

หน้า 212

{mospagebreak}

หน้า 213

{mospagebreak}

หน้า 214

{mospagebreak}

หน้า 215

{mospagebreak}

หน้า 216

{mospagebreak}

หน้า 217

{mospagebreak}

หน้า 218

{mospagebreak}

หน้า 219

{mospagebreak}

หน้า 220

{mospagebreak}

หน้า 221

{mospagebreak}

หน้า 222

{mospagebreak}

หน้า 223

{mospagebreak}

หน้า 224

{mospagebreak}

หน้า 225

{mospagebreak}

หน้า 226

{mospagebreak}

หน้า 227

{mospagebreak}

หน้า 228

{mospagebreak}

หน้า 229

{mospagebreak}

หน้า 230

{mospagebreak}

หน้า 231

{mospagebreak}

หน้า 232

{mospagebreak}

หน้า 233

{mospagebreak}

หน้า 234

{mospagebreak}

หน้า 235

{mospagebreak}

หน้า 236

{mospagebreak}

หน้า 237

{mospagebreak}

หน้า 238

{mospagebreak}

หน้า 239

{mospagebreak}

หน้า 240

{mospagebreak}

หน้า 241

{mospagebreak}

หน้า 242

{mospagebreak}

หน้า 243

{mospagebreak}

หน้า 244

{mospagebreak}

หน้า 245

{mospagebreak}

หน้า 246

{mospagebreak}

หน้า 247

{mospagebreak}

หน้า 248

{mospagebreak}

หน้า 249

{mospagebreak}

หน้า 250

{mospagebreak}

หน้า 251

{mospagebreak}

หน้า 252

{mospagebreak}

หน้า 253

{mospagebreak}

หน้า 254

{mospagebreak}

หน้า 255

{mospagebreak}

หน้า 256

{mospagebreak}

หน้า 257

{mospagebreak}

หน้า 258

{mospagebreak}

หน้า 259

{mospagebreak}

หน้า 260

{mospagebreak}

หน้า 261

{mospagebreak}

หน้า 262

{mospagebreak}

หน้า 263

{mospagebreak}

หน้า 264

{mospagebreak}

หน้า 265

{mospagebreak}

หน้า 266

{mospagebreak}

หน้า 267

{mospagebreak}

หน้า 268

{mospagebreak}

หน้า 269

{mospagebreak}

หน้า 270

{mospagebreak}

หน้า 271

{mospagebreak}

หน้า 272

{mospagebreak}

หน้า 273

{mospagebreak}

หน้า 274

{mospagebreak}

หน้า 275

 


หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานและเพิ่มเติม

ฟิสิกส์ เล่ม 2

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมปีที่ 5

สารบัญ

  ภาคเรียนที่ 1 ของไหล ความร้อน คลื่นกล (บทที่ 9 , 10 และ 11)  
    หน้า
บทที่ 9 ของไหล 1
  9.1 ความหนาแน่น 2
  9.2 ความดันในของเหลว 3
  9.2.1 ความดันในของเหลวขึ้นอยู่กับความลึก 4
  9.2.2 เครื่องมือวัดความดัน 7
  9.2.3 ความดันกับชีวิตประจำวัน 9
  9.3 กฎของพาสคัลและเครื่องอัดไฮดรอลิก 11
  9.4 แรงลอยตัวและหลักของอาร์คิมีดิส 13
  9.5 ความตึงผิว 18
  9.6 ความหนืด 22
  9.7 พลศาสตร์ของของไหล 26
  9.7.1 ของไหลอุดมคติ 26
  9.7.2 การไหลของของไหลอุดมคติ 26
  9.7.3 สมการความต่อเนื่อง 27
  9.7.4 สมการของแบร์นูลลี 29
  9.7.5 การประยุกต์สมการของแบร์นูลลี 32
  การทดลองและกิจกรรม 35
  การทดลอง 9.1 ความดันในของเหลว 35
  การทดลอง 9.2 แรงลอยตัว 36
  กิจกรรม 9.1 แรงตึงผิวของของเหลว 36
  การทดลอง 9.3 ความตึงผิวของของเหลว 37
  กิจกรรม 9.2 หลักของแบร์นูลลี 38
  โจทย์แบบฝึกหัดบทที่ 9 39
บทที่ 10 ความร้อน 47
  10.1 ความร้อน 48
  10.1.1 อุณหภูมิ 48
  10.1.2 การขยายตัวของวัตถุเนื่องจากความร้อน 52
  10.1.3 สถานะและการเปลี่ยนสถานะของสาร 54
  10.1.4 การถ่ายโอนความร้อน 58
  10.1.5 การแผ่รังสีความร้อน 59
  10.2 แก๊สอุดมคติ 60
  10.2.1 กฎของบอยล์ 61
  10.2.2 กฎของชาร์ลส์ 62
  10.2.3 กฎของแก๊ส 63
  10.3 ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส 67
  10.3.1 แบบจำลองของแก๊สอุดมคติ 67
  10.3.2 ความดันและพลังงานจลน์เฉลี่ยของแก๊ส 68
  10.3.3 อัตราเร็วของโมเลกุลของแก๊ส 72
  10.4 พลังงานภายในของระบบ 74
  10.5 การประยุกต์ 77
  10.5.1 เครื่องยนต์แบบต่างๆ 77
  10.5.2 ไอน้ำในอากาศและความดันไอ 79
  การทดลองและกิจกรรม 83
  การทดลอง 10.1 กฎของบอยล์ 83
  การทดลอง 10.2 กฎของชาร์ลส์ 84
  กิจกรรม 10.1 การปรับเทียบเทอร์มอมิเตอร์ 85
  กิจกรรม 10.2 หาความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยของอุณหภูมิ 86
  โจทย์แบบฝึกหัดบทที่ 10 87
บทที่ 11 คลื่นกล 93
  11.1 การถ่ายโอนพลังงานของคลื่นกล 95
  11.1.1 การสั่น การเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายและคลื่น 96
  11.1.2 ชนิดของคลื่น 100
  11.2 คลื่นผิวน้ำ 102
  11.3 การซ้อนทับของคลื่น 108
  11.4 สมบัติของคลื่น 112
  11.4.1 การสะท้อน 112
  11.4.2 การหักเห 117
  11.4.3 การแทรกสอด 121
  11.1.4 การเลี้ยวเบนของคลื่น 125
  11.5 คลื่นนิ่งและการสั่นพ้อง 129
  การทดลองและกิจกรรม 134
  กิจกรรม 11.1 คลื่นและตัวกลาง 134
  การทดลอง 11.1 สมบัติของคลื่น 135
  ตอนที่ 1 การสะท้อนของคลื่น 135
  ตอนที่ 2 การหักเหของคลื่น 135
  ตอนที่ 3 การแทรกสอดของคลื่น 135
  ตอนที่ 4 การเลี้ยวเบนของคลื่น 136
  กิจกรรม 11.2 คลื่นนิ่งในเส้นเชือก 136
  โจทย์แบบฝึกหัดบทที่ 11 137
  ภาคเรียนที่ 2 เสียง แสง (บทที่ 12 , 13 และ 14 )  
บทที่ 12 เสียง 147
  12.1 ธรรมชาติของเสียง 149
  12.2 อัตราเร็วของเสียง 153
  12.3 การเคลื่อนที่ของคลื่นเสียง 154
  12.4 ความเข้มเสียงและการได้ยิน 156
  12.4.1 ความเข้มเสียง 157
  12.4.2 ระดับความเข้มเสียง 158
  12.4.3 มลภาวะของเสียง 160
  12.4.4 หูกับการได้ยิน 162
  12.4.5 เวลาก้องเสียง 165
  12.5 เสียงดนตรี 166
  12.5.1 ระดับเสียง 166
  12.5.2 คุณภาพเสียง 168
  12.5.3 ความถี่ธรรมชาติ 172
  12.5.4 การสั่นพ้องของเสียง 173
  12.6 บีตส์และคลื่นนิ่งของเสียง 174
  12.7 ปรากฎการณ์ดอปเพลอร์และคลื่นกระแทก 177
  12.8 การประยุกต์ความรู้เรื่องเสียง 182
  12.8.1 ด้านสถาปัตยกรรม 182
  12.8.2 ด้านการประมง 183
  12.8.3 ด้านการแพทย์ 183
  12.8.4 ด้านธรณีวิทยา 184
  12.8.5 ด้านวิศวกรรมและอุตสาหกรรม 185
  การทดลองและกิจกรรม 187
  การทดลอง 12.1 เสียงกับการแทรกสอด 187
  การทดลอง 12.2 เสียงกับการเลี้ยวเบน 187
  กิจกรรม 12.1 ความถี่ธรรมชาติ 188
  การทดลอง 12.3 การสั่นพ้องของเสียง 189
  การทดลอง 12.4 การวัดความยาวคลื่นเสียง 189
  การทดลอง 12.5 การเกิดบีตส์ของเสียง 191
  กิจกรรม 12.2 คลื่นนิ่งของเสียง 192
  ความรู้เพิ่มเติม 193
  โจทย์แบบฝึกหัดบทที่ 12 195
บทที่ 13 แสง 199
  13.1 การแทรกสอด 200
  13.2 การเลี้ยวเบนของแสง 205
  13.3 เกรตติง 210
  13.4 การกระเจิงของแสง 215
  13.4.1 ปรากฎการณ์เรือนกระจก 216
  การทดลองและกิจกรรม 218
  การทดลอง 13.1 การแทรกสอดของแสง 218
  การทดลอง 13.2 การเลี้ยวเบนของแสง 219
  การทดลอง 13.3 เกรตติง 219
  โจทย์แบบฝึกหัดบทที่ 13 222
บทที่ 14 แสงและทัศนอุปกรณ์ 225
  14.1 การเคลื่อนที่และอัตราเร็วของแสง 226
  14.2 การสะท้อนของแสง 227
  14.2.1 ภาพในกระจกเงาราบ 229
  14.2.2 ภาพที่เกิดจากการสะท้อนของแสงบนกระจกผิวโค้งทรงกลม 232
  14.3 การหักเหของแสง 240
  14.3.1 กฎการหักเหของแสง 240
  14.3.2 ความลึกจริง ความลึกปรากฎ 245
  14.4 เลนส์บาง 246
  14.5 ปรากฎการณ์ที่เกี่ยวกับแสง 254
  14.5.1 การกระจายแสง 254
  14.5.2 การสะท้อนกลับหมดของแสง 255
  14.5.3 รุ้ง 259
  14.5.4 มิราจ 262
  14.6 ทัศนอุปกรณ์ 262
  14.6.1 เครื่องฉายภาพนิ่ง 263
  14.6.2 กล้องถ่ายรูป 263
  14.6.3 กล้องจุลทรรศน์ 264
  14.6.4 กล้องโทรทรรศน์ 265
  14.7 ความสว่าง 267
  14.8 การถนอมสายตา 272
  14.8.1 การดูวัตถุทีมีความสว่างมาก 272
  14.8.2 การดูวัตถุที่มีความสว่างน้อย 273
  14.8.3 การดูผ่านทัศนอุปกรณ์ 273
  14.9 ตาและการมองเห็นสี 274
  14.10 สี 276
  14.10.1 การผสมสารสี 278
  14.10.2 การผสมแสงสี 279
  การทดลองและกิจกรรม 280
  การทดลอง 14.1 การหักเหของแสง 280
  การทดลอง 14.2 การหักเหของแสงผ่านเลนส์นูน 281
  การทดลอง 14.3 เครื่องฉายภาพนิ่ง 282
  การทดลอง 14.4 กล้องจุลทรรศน์ 282
  การทดลอง 14.5 กล้องโทรทรรศน์ 283
  การทดลอง 14.6 สีของวัตถุ 283
  การทดลอง 14.7 การผสมแสงสีบนฉากขาว 283
  โจทย์แบบฝึกหัดบทที่ 14 285

{mospagebreak}

หน้า 2

 

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

{mospagebreak}

หน้า 41

{mospagebreak}

หน้า 42

{mospagebreak}

หน้า 43

{mospagebreak}

หน้า 44

{mospagebreak}

หน้า 45

{mospagebreak}

หน้า 46

{mospagebreak}

หน้า 47

{mospagebreak}

หน้า 48

{mospagebreak}

หน้า 49

{mospagebreak}

หน้า 50

{mospagebreak}

หน้า 51

{mospagebreak}

หน้า 52

{mospagebreak}

หน้า 53

{mospagebreak}

หน้า 54

{mospagebreak}

หน้า 55

{mospagebreak}

หน้า 56

{mospagebreak}

หน้า 57

{mospagebreak}

หน้า 58

{mospagebreak}

หน้า 59

{mospagebreak}

หน้า 60

{mospagebreak}

หน้า 61

{mospagebreak}

หน้า 62

{mospagebreak}

หน้า 63

{mospagebreak}

หน้า 64

{mospagebreak}

หน้า 65

{mospagebreak}

หน้า 66

{mospagebreak}

หน้า 67

{mospagebreak}

หน้า 68

{mospagebreak}

หน้า 69

{mospagebreak}

หน้า 70

{mospagebreak}

หน้า 71

{mospagebreak}

หน้า 72

{mospagebreak}

หน้า 73

{mospagebreak}

หน้า 74

{mospagebreak}

หน้า 75

{mospagebreak}

หน้า 76

{mospagebreak}

หน้า 77

{mospagebreak}

หน้า 78

{mospagebreak}

หน้า 79

{mospagebreak}

หน้า 80

{mospagebreak}

หน้า 81

{mospagebreak}

หน้า 82

{mospagebreak}

หน้า 83

{mospagebreak}

หน้า 84

{mospagebreak}

หน้า 85

{mospagebreak}

หน้า 86

{mospagebreak}

หน้า 87

{mospagebreak}

หน้า 88

{mospagebreak}

หน้า 89

{mospagebreak}

หน้า 90

{mospagebreak}

หน้า 91

{mospagebreak}

หน้า 92

{mospagebreak}

หน้า 93

{mospagebreak}

หน้า 94

{mospagebreak}

หน้า 95

{mospagebreak}

หน้า 96

{mospagebreak}

หน้า 97

{mospagebreak}

หน้า 98

{mospagebreak}

หน้า 99

{mospagebreak}

หน้า 100

{mospagebreak}

หน้า 101

{mospagebreak}

หน้า 102

{mospagebreak}

หน้า 103

{mospagebreak}

หน้า 104

{mospagebreak}

หน้า 105

{mospagebreak}

หน้า 106

{mospagebreak}

หน้า 107

{mospagebreak}

หน้า 108

{mospagebreak}

หน้า 109

{mospagebreak}

หน้า 110

{mospagebreak}

หน้า 111

{mospagebreak}

หน้า 112

{mospagebreak}

หน้า 113

{mospagebreak}

หน้า 114

{mospagebreak}

หน้า 115

{mospagebreak}

หน้า 116

{mospagebreak}

หน้า 117

{mospagebreak}

หน้า 118

{mospagebreak}

หน้า 119

{mospagebreak}

หน้า 120

{mospagebreak}

หน้า 121

{mospagebreak}

หน้า 122

{mospagebreak}

หน้า 123

{mospagebreak}

หน้า 124

{mospagebreak}

หน้า 125

{mospagebreak}

หน้า 126

{mospagebreak}

หน้า 127

{mospagebreak}

หน้า 128

{mospagebreak}

หน้า 129

{mospagebreak}

หน้า 130

{mospagebreak}

หน้า 131

{mospagebreak}

หน้า 132

{mospagebreak}

หน้า 133

{mospagebreak}

หน้า 134

{mospagebreak}

หน้า 135

{mospagebreak}

หน้า 136

{mospagebreak}

หน้า 137

{mospagebreak}

หน้า 138

{mospagebreak}

หน้า 139

{mospagebreak}

หน้า 140

{mospagebreak}

หน้า 141

{mospagebreak}

หน้า 142

{mospagebreak}

หน้า 143

{mospagebreak}

หน้า 144

{mospagebreak}

หน้า 145

{mospagebreak}

หน้า 146

{mospagebreak}

หน้า 147

{mospagebreak}

หน้า 148

{mospagebreak}

หน้า 149

{mospagebreak}

หน้า 150

{mospagebreak}

หน้า 151

{mospagebreak}

หน้า 152

{mospagebreak}

หน้า 153

{mospagebreak}

หน้า 154

 

{mospagebreak}

หน้า 155

.

{mospagebreak}

หน้า 156

{mospagebreak}

หน้า 157

{mospagebreak}

หน้า 158

{mospagebreak}

หน้า 159

{mospagebreak}

หน้า 160

{mospagebreak}

หน้า 161

{mospagebreak}

หน้า 162

{mospagebreak}

หน้า 163

{mospagebreak}

หน้า 164

{mospagebreak}

หน้า 165

{mospagebreak}

หน้า 166

{mospagebreak}

หน้า 167

{mospagebreak}

หน้า 168

{mospagebreak}

หน้า 169

{mospagebreak}

หน้า 170

{mospagebreak}

หน้า 171

{mospagebreak}

หน้า 172

{mospagebreak}

หน้า 173

{mospagebreak}

หน้า 174

{mospagebreak}

หน้า 175

{mospagebreak}

หน้า 176

{mospagebreak}

หน้า 177

{mospagebreak}

หน้า 178

{mospagebreak}

หน้า 179

{mospagebreak}

หน้า 180

{mospagebreak}

หน้า 181

{mospagebreak}

หน้า 182

{mospagebreak}

หน้า 183

{mospagebreak}

หน้า 184

{mospagebreak}

หน้า 185

{mospagebreak}

หน้า 186

{mospagebreak}

หน้า 187

{mospagebreak}

หน้า 188

{mospagebreak}

หน้า 189

{mospagebreak}

หน้า 190

{mospagebreak}

หน้า 191

{mospagebreak}

หน้า 192

{mospagebreak}

หน้า 193

{mospagebreak}

หน้า 194

{mospagebreak}

หน้า 195

{mospagebreak}

หน้า 196

{mospagebreak}

หน้า 197

{mospagebreak}

หน้า 198

{mospagebreak}

หน้า 199

{mospagebreak}

หน้า 200

{mospagebreak}

หน้า 201

{mospagebreak}

หน้า 202

{mospagebreak}

หน้า 203

{mospagebreak}

หน้า 204

{mospagebreak}

หน้า 205

{mospagebreak}

หน้า 206

{mospagebreak}

หน้า 207

{mospagebreak}

หน้า 208

{mospagebreak}

หน้า 209

{mospagebreak}

หน้า 210

{mospagebreak}

หน้า 211

{mospagebreak}

หน้า 212

{mospagebreak}

หน้า 213

{mospagebreak}

หน้า 214

{mospagebreak}

หน้า 215

{mospagebreak}

หน้า 216

{mospagebreak}

หน้า 217

{mospagebreak}

หน้า 218

{mospagebreak}

หน้า 219

{mospagebreak}

หน้า 220

{mospagebreak}

หน้า 221

{mospagebreak}

หน้า 222

{mospagebreak}

หน้า 223

{mospagebreak}

หน้า 224

{mospagebreak}

หน้า 225

{mospagebreak}

หน้า 226

{mospagebreak}

หน้า 227

{mospagebreak}

หน้า 228

{mospagebreak}

หน้า 229

{mospagebreak}

หน้า 230

{mospagebreak}

หน้า 231

{mospagebreak}

หน้า 232

{mospagebreak}

หน้า 233

{mospagebreak}

หน้า 234

{mospagebreak}

หน้า 235

{mospagebreak}

หน้า 236

{mospagebreak}

หน้า 237

{mospagebreak}

หน้า 238

{mospagebreak}

หน้า 239

{mospagebreak}

หน้า 240

{mospagebreak}

หน้า 241

{mospagebreak}

หน้า 242

{mospagebreak}

หน้า 243

{mospagebreak}

หน้า 244

{mospagebreak}

หน้า 245

{mospagebreak}

หน้า 246

{mospagebreak}

หน้า 247

{mospagebreak}

หน้า 248

{mospagebreak}

หน้า 249

{mospagebreak}

หน้า 250

{mospagebreak}

หน้า 251

{mospagebreak}

หน้า 252

{mospagebreak}

หน้า 253

{mospagebreak}

หน้า 254

{mospagebreak}

หน้า 255

{mospagebreak}

หน้า 256

{mospagebreak}

หน้า 257

{mospagebreak}

หน้า 258

{mospagebreak}

หน้า 259

{mospagebreak}

หน้า 260

{mospagebreak}

หน้า 261

{mospagebreak}

หน้า 262

{mospagebreak}

หน้า 263

{mospagebreak}

หน้า 264

{mospagebreak}

หน้า 265

{mospagebreak}

หน้า 266

{mospagebreak}

หน้า 267

{mospagebreak}

หน้า 268

{mospagebreak}

หน้า 269

{mospagebreak}

หน้า 270

{mospagebreak}

หน้า 271

{mospagebreak}

หน้า 272

{mospagebreak}

หน้า 273

{mospagebreak}

หน้า 274

{mospagebreak}

หน้า 275

{mospagebreak}

หน้า 276

{mospagebreak}

หน้า 277

{mospagebreak}

หน้า 278

{mospagebreak}

หน้า 279

{mospagebreak}

หน้า 280

{mospagebreak}

หน้า 281

{mospagebreak}

หน้า 282

{mospagebreak}

หน้า 283

{mospagebreak}

หน้า 284

{mospagebreak}

หน้า 285

{mospagebreak}

หน้า 286

{mospagebreak}

หน้า 287

{mospagebreak}

หน้า 288

{mospagebreak}

หน้า 289

{mospagebreak}

หน้า 290

{mospagebreak}

หน้า 291

{mospagebreak}

หน้า 292

{mospagebreak}

หน้า  293

{mospagebreak}

หน้า 294

{mospagebreak}

หน้า 295

{mospagebreak}

หน้า 296

{mospagebreak}

หน้า 297

{mospagebreak}

หน้า 298

{mospagebreak}

หน้า 299

{mospagebreak}

หน้า 300

{mospagebreak}

หน้า 301

{mospagebreak}

หน้า 302

{mospagebreak}

หน้า 303

{mospagebreak}

หน้า 304

{mospagebreak}

หน้า 305

{mospagebreak}

หน้า 306

{mospagebreak}

หน้า 307

{mospagebreak}

หน้า 308

 

 


ตัวเลขมีอะไร  

จาก หนังสือ รีดเดอร์สไดเจสท์  เมษายน 50


สงสัยจริง

จาก หนังสือ รีดเดอร์สไดเจสท์  เมษายน 50

 

{mospagebreak}

หน้า 2


การสรรเสริญเยินยอก็เหมือนหมากฝรั่ง เคี้ยวให้เพลินแต่อย่ากลืนลงไป

จาก หนังสือ รีดเดอร์สไดเจสท์  เมษายน 50

 

 

 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์