index 221
|
|
|
Big Bang การระเบิดครั้งใหญ่ เรื่องเล่าแห่งนาฬิกาไทย
....... อนุเคราะห์บทความโดย GM Watch 6 ดาวเด่นนาฬิกาที่ขึ้นแท่นเรือนแพงที่สุดในโลก
1. Vacheron Constantin Tour de LIle - 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
2. Blancpain Le Brassus 1735 - 839,000 เหรียญสหรัฐฯ 3. Girard-Perregaux Opera Three - 532,000 เหรียญสหรัฐฯ
4. Parmigiani Fleurier Toric Corrector Quantieme Perpetual 477,000 เหรียญสหรัฐฯ
5. Roger Dubuis Excalibur EX 08 - 450,000 เหรียญสหรัฐฯ
6. Audemars Piguet Royal Tourbillon - 379,000 เหรียญสหรัฐฯ เปิดตำนาน ' โครโนกราฟ '
คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าเเทบไม่มีโรงงานนาฬิกาโรงใดที่ไม่ผลิตนาฬิกาโครโนกราฟ
ซึ่งกำลังเป็นฟังก์ชันยอดนิยมขณะนี้
เสน่ห์ของนาฬิกาโครโนกราฟอยู่ตรงไหนและมีประวัติความเป็นมาอย่างไรน่าสนใจใช่ไหมครับ กำเนิดจับเวลา เข็มนาฬิกาหมุนทวนย้อนอดีตกลับไปราวๆเกือบ 200 ปี ก่อนเมื่อวันที่1กันยายน ค.ศ.1821นิโคลัส-แมทธิว ริอูซเซค(Nicolas-Mathieu Rieussec) นักประดิษฐ์นาฬิกาแห่งราชสำนัก ตระกูล Rieussec เกิดในเมืองตูลูส(Toulouse) ประเทศฝรั่งเศษ คิดค้นและสร้างสรรค์ประดิษฐ์กรรมล้ำยุคเพื่อใช้ในการจับเวลาการแข่งขันม้าครั้งสำคัญในกรุงปารีส รายการ 'ณองป์-เดอ-มารส์' (Champ de Mars) ประดิษฐกรรมจับเวลาที่เขาคิดค้นขึ้นมาเป็นนาฬิกาจับเวลาที่ได้รับสิทธิบัตรคุ้มครองเป็นเวลา5ปีเต็ม Rieussec ตั้งชื่อนาฬิกาจับเวลาของเขาว่า'Seconds Chronograph' เพราะจับเวลาเป็นวินาทีได้โดยจับเวลาได้ความละเอียดถึง1/5วินาทีนาฬิกาทั้งเรือนถูกบรรจุอยู่ในกล่องไม้มะฮอกกานีหรู มีหน้าปัดกระเบื้องสีขาวหมุนรอบตัวเอง1รอบต่อนาที พร้อมขีดแบ่งระยะทุก และมีขีดย่อยอีก 4 ขีดแบ่งระยะวินาทีออกเป็น 5 ส่วน และมีเข็มเจาะรูเพื่อใส่น้ำหมึกให้หยดลงบนหน้าปัดเคลือบสีลงยาขาวสะอาดตา
ผู้ใช้สามารถกดปุ่มหยดน้ำหมึกเป็นเครื่องหมายจุดบนพื้นหน้าปัดตอนเริ่มและสิ้นสุดการจับเวลา
ที่น่าจะเหมาะกับคำว่า'โครโนสโคป'(Chronoscope)
มากกว่าเนื่องจากระบบเข็มของนาฬิกาจับเวลาในปัจจุบันสามารถอ่านค่าได้โดยไม่ต้องใช้เข็มหมึกแบบสมัยก่อนแล้ว
ตัวอย่างสิ่งประดิษฐ์ร่วมสมัยกับนาฬิกาโครโรการฟในช่วงศตวรรษที่17ที่มีบทบาทสำคัญทางเทคโนโลยีก็คือกล้องดูดาวเครื่องคิดเลขระบบกลไกหลังจากการค้นพบกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ของกาลิเลโอ
(Galileo) หลายข้อ นักฟิสิกข์และนักดาราศาสคร์ชาวดัคซ์ คลิสเตียน
ฮายเกนส์(Christain Huygens)
หนึ่งในสมาชิกของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งกรุงปารีส
และเป็นข้าราชสำนักในพระเจ้าหลุยส์ที่14 ได้คิดค้นลูกตุ้มแบบ 'Cycloidal'
มาใช้ควบคุมการทำงานของนาฬิกาทำให้ความเบี่ยงเบนคลาดเคลื่อนซึ่งแต่เดิมอยู่ที่ประมาณวันละ15นาทีลดลงเหลือเพียงไม่ถึง1นาทีและในปี
.ศ.1675 Huygenspy
ยังได้ประดิษฐ์สปริงบาลานซ์แบบที่เราใช้กันอยู่ในนาฬิกาพกและนาฬิกาข้อมือด้วยทำให้ความคลาดเคลื่อนภายใน1วันลดลงจาก30-40นาทีเหลือเพียงไม่เกิน
5นาทีเท่านั้น
ช่วงกลางศตวรรษที่18 ฌอง-มาร์ควาเซอรอง(Jean-Marc Vacheron)
ก่อตั้งร้านประดิษฐ์นาฬิกาที่เมืองเจนีวาก็คือโรงงานนาฬิกาวาเซอรองคอนสแตนติน(Vacheron
Constantin)
Rieussecได้ประดิษฐ์ตัวจับเวลาที่มีหน้าปัดหลักพร้อมเข็มหมึกที่แยกจากกันควบคุมด้วยปุ่มเริ่มและจบด้านข้างของตัวเรือนระบบนี้เป็นอีกหลักฐานสำคัญหนึ่งของการพัฒนากลไกจับเวลาซึ่งถูกขายต่อให้กับผู้ผลิตรายหนึ่งในซูริกช่วงปลายศตวรรษที่
19 และยังคงใช้กันมาจนราว ค.ศ.1960
ขั้นตอนต่อไปนี้คือการพัฒนานาฬิกาโครโนกราฟให้ขึ้นสู่อีกระดับหนึ่งคือการพัฒนากลไกจับเวลาแบบแยกส่วน(Split
Seconds หรือRattrapante)
ให้สามารถจับเวลาของเหตุการ์ที่เกิดขึ้น
พร้อมกันมากกว่าหนึ่งเหตุการณ์แต่สิ้นสุดไม่พร้อมกัน โดยมีเข็มวินาที
2หรือ 3 เข็มร่วมกันที่แกนกลางแต่ละเข็มสามารถหยุดได้อิสระจากกัน
เมื่อเข็มแรกถูกหยุดเ ข็มที่เหลือจะยังคงทำงานต่อไป
และเมื่อผู้จับเวลากดปุ่มที่หยุดก็จะเลื่อนไปซ้อนข็มที่กำลังเดินอยู่และเดินต่อไปพร้อมกันและจะหยุดอีกเมื่อปุ่มถูกกด
ความจริงระบบนี้มีการคิดค้นมาก่อนแล้วแต่มีการรื้อฟื้นนำมาพัฒนาใหม่อีกครั้งพร้อมกับจดลิขสิทธฺ์
ค.ศ.1828 โดย หลุยส์ เฟรเดอริก แปร์เลต์ (Louis Frederic
Perrlet) และลูกชาย 2 ช่างนาฬิกาชาวฝรั่งเศส
เพื่อจับเวลาฟิสิกส์และดาราศาสตร์แต่ต่อมามีผู้ประดิษฐ์นาฬิกาให้มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้นนั่นก็คือ
โจเซฟ ธัดเดอุส วินเนอร์ล(Joseph Thodeus Winnerl)
ซึ่งตั้งโรงงานในกรุงปารีสในปี ค.ศ.1829
นาฬิกาจับเวลาแบบแยกส่วนนี้ถูกผลิตจนถึงปลายศตวรรษที่19 โดยเฉพาะจากโรงงานนาฬิการะดับสูงอย่าง โอเดอะมาร์สปิเกต์ (Audemars Piguet)และ Girard-Perregaux สนองความต้องการของลูกค้าระดับสูง แม้กระนั้นก็ยังมีปัญหาใหญ่ยังไม่ได้รับการแก้ไขนั่นคือเข็มวินาทีที่ถูกหยุดแล้วไม่สามารถถอยกลับมาตั้งต้นที่ 0ใหม่จนกระทั่งในปี1844 อดอล์ฟ นิโคล(Adolphe Nicole)นักประดิษฐ์นาฬิกาชาวสวิสแต่อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษได้คิดรูปแบบกลไกทำให้เข็มวินาทีกลับมาที่0โดยใช้ลูกเบี้ยวทรงหัวใจและจดสิทธิบัตรไว้เป็นคนแรกในประเทศอังกฤษก่อนจะไปจดลิขสิทธิ์ที่กรุงปารีสอีกครั้งในปีค.ศ.1862 แต่ผู้ที่ประดิษฐ์นาฬิกาโครโนกราฟแบบนี้เป็นคนแรกคือ เฮนรี เฟเรออล ปิเกต์(Henri Fereol Piguet) ช่างนาฬิกาในโรงงานของนิโคล เอต์ กาปต์(Nicole et Capt)ใน วัลเลย์ เดอ ฌูช์ (Vallee de Joux)นำเสนอฟังก์ชั่นจับเวลาที่สามารถหมุนกลับไปตั้งต้นที่0ได้ในปี1862 ที่ Universal Exhibition ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษโดยในวันที่ 14 พฤษภาคมปีเดียวกัน Adolphe Nicole ก็ได้คิดค้นรูปแบบจับเวลาที่สามารถเริ่มจับเวลา หยุด และตั้งกลับไปที่0 ใหม่ได้และจดสิทธิบัตรทั้งในอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนาฬิกาโครโนกราฟครบ 3 ฟังก์ชั่งที่ สมบูรณ์แบบถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ
ตั้งแต่ต้น ค.ศ.1880 เป็นต้นมาเกือบทุกอย่างที่สามารถวัดได้ด้วยกลไกนำไปแสดงบนหน้าปัดนาฬิกาแทบทั้งนั้น นาฬิกาโครโนกราฟทั้งแบบธรรมดาและแบบจับเวลาแยกส่วนถูกเพิ่มเข็มจับเวลารวมเป็นนาทีและชั่วโมงส่วนสเกลที่หน้าปัดจะถูกเลือกนำเสนอตามสายอาชีพของลูกค้า เช่น สำหรับนักวิทยาศาสตร์ นักอุตสาหกรรม ทหารปืนใหญ่ แพทย์ และนักขี่ม้าแข่ง บางรุ่นถึงขั้นมีเทอร์โมมิเตอร์หรือเข็มทิศอยู่พร้อมสรรพ มีทั้งแบบหน้าปัดย่อย 2ชุดอยู่บนหน้าปัดหลักเดียวกัน บอกเวลา2 สถานที่ได้พร้อมกันสำหรับนักเดินทาง เสมือนมีนาฬิกา 2เรือนอยู่ในเรือนเดียวกัน หรือไม่ก็บอกเวลาท้องถิ่นของเมืองสำคัญได้ทั่วโลก บางรุ่นบอกเวลาได้แบบเป็นทางการคือ 24นาฬิกา ให้สะดวกแก่การดูตารางรถไฟซึ่งเป็นสิ่งทันสมัยในยุคนั้น นาฬิกาโครโนกราฟแบบพกพาระดับสูงตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบถ้วนมีทั้งปฏิทินถาวร ปลุก บอกข้างขึ้น-ข้างแรม หรือแม้กระทั่งบอกตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้าได้ด้วย อนุเคราะห์บทความโดย GM Watch สารพัดวัสดุกว่าจะเป็นเรือนเวลา จากอดีตกาลจวบจนถึงปัจจุบัน นาฬิกามีบทบาทสำคัญที่สะท้อนความเที่ยงตรงของเวลาให้กับมนุษย์เป็นอย่างมาก และความเที่ยงตรงแม่นยำของเวลาเกิดขึ้นจากการทำงานของชิ้นส่วนกลไก ฟันเฟืองและจานจักรต่างๆภายในที่มารวมตัวกันเป็นประดิษฐกรรมบอกเวลาชั้นสูง ดังที่เราได้เห็นกันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนั้น นอกจะเป็นตัวแทนในฐานะเครื่องบอกเวลาแล้วเรือนบอกเวลาในจินตนาการของหลายท่านที่ชื่นชอบและสะสมอยู่นั้นยังบ่งบอกถึงรสนิยมของผู้ที่สวมใส่ได้เป็นอย่างดีด้วย แต่เคยสังเกตกันไหมว่า ทำไมนาฬิกาแต่ละเรือนที่ซื้อหรือสะสมอยู่ถึงได้มีราคาที่แตกต่างกัน ทั้งที่ดูจากรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกแล้วก็มีหน้าตาที่ละม้ายคล้าคลึงกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัสดุที่นำมาใช้ในการประดิษฐ์นาฬิกาแต่ละเรือนนั้นมีหลากหลายชนิด และแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ส่วนนาฬิกาเรือนนั้นประกอบด้วยวัสดุใดบ้าง และวัสดุเหล่านั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร ลองไปทำความเข้าใจกันดูเกี่ยวกับวัสดุที่นำมาใช้ประดิษฐ์นาฬิกา
ทองชุบ
ไทเทเนียม สายนาฬิกา
อย่างไรก็ดีบางครั้งได้มีการนำหนังลูกวัวมาตอกลายนูนเพื่อให้เกิดเป็นลวดลายที่ดูคล้ายกับหนังเทศ
ในกรณีเช่นนี้จะเรียกสายหนังประเภทนี้ว่า สายหนังลายนกกระจอกเทศ
(Ostrich-Look) หรือสายหนังลายตะกวด (Lizard-Look) เป็นต้น
ส่วนคำว่าตอกลายนูน (Embossed)
และลายเมล็ดข้าวนั้น(Grain)ได้มีการนำมาใช้เพื่ออธิบายถึงการตกแต่งลวดลายเหล่านี้
อย่างเช่นตอกกลายหนังจระเข้หรือลายหนังนกกระจอกเทศ
ยังมีสายนาฬิกาอีกหลายชนิดซึ่งทำมาจากวัสดุ สังเคราะห์
อาทิ ไนลอน พลาสติก ยาง เเละเคฟลาร์
ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความเหนียวเป็นพิเศษซึ่งมีการนำไปใช้เพื่อทำเป็นเสื้อเกราะกันกระสุนวัสดุต่างๆเหล่านี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงสำหรับการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาสปอร์ตเพราะว่ามีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถทนต่อสภาวะอากาศได้เป็นอย่างดี กว่าจะเป็นนาฬิกา
จุดเริ่มต้นของกำเนิดนาฬิกานั้น มาจากช่างออกแบบ
ผู้วาดภาพแห่งจินตนาการให้ออกมาเป็นรูปธรรมให้เราได้เห็น
งานออกแบบครอบคลุมทั้งตัวเรือน หน้าปัด สาย
ที่ลงตัวในทุกสัดส่วนประกอบกับลวดลายลูกเล่นอันวิจิตรแตกต่างกันออกไป
โดยนอกจากความงามแล้วช่างออกแบบยังต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้และสอดคล้องกันกับเทคนิคการผลิตด้วย
ฉะนั้นความรู้ขั้นพื้นฐานเรื่องนาฬิกาจึงจำเป็นแม้กระทั่งกับช่างออกแบบก็ตาม
เมื่อกระบวนการแห่งภาพลักษณ์ได้จบสิ้นลง แม่แบบที่ได้ถูกสร้างขึ้นก็ถูกผันตัวกลายเป็นแม่แบบให้นาฬิกาอีกหลายร้อยหลายพันเรือนในเวลาต่อมา ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่กระบวนการผลิตซึ่งต้องอาศัยทั้งช่างผู้ชำนาญงานฝีมือผนวกกับความรู้ความสามารถในการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์เทคโนโลยี่อันทันสมัยที่ต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับเรือนเวลาได้อย่างเต็มศักยภาพ
แต่แม้กระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักร ไม่ว่าจะเป็นการโม่ขึ้นรูปตัวเรือน การกลึง การเจาะ หรือการเจาะเกลียวสกูร ที่ปัจจุบันมีการควบคุมการผลิตด้วยระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยแล้วก็ตาม แต่บทบาทของช่างนาฬิกาก็ไม่ได้ลดลง และถือเป็นตัวขับเคลื่อนที่ขาดไม่ได้ ซึ่งในกระบวนการผลิตนี้จะมีช่างซึ่งเป็นวิศวกรเครื่องจักรเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด โดยควบคุมการผลิตผ่านสายตาและเทคนิคขั้นพื้นฐาน หลังจากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยตรวจสอบอย่างเข้มงวดอีกขั้น เช่น เครื่องตรวจสอบ (เซ็นเซอร์) ซึ่งติดยอดด้วยเม็ดทับทิมทรงกลมช่วยในการควบคุมคุณภาพและตรวจเช็คด้วยอัตราส่วนที่ละเอียดที่สุดของระบบการวัดบนตัวเรือนและกลไกนาฬิกาทุกชิ้น โดยปกติแล้วจะใช้เวลา 4 นาที ในการสแกนระบบเซ็นเซอร์เพื่อตรวจสอบคุณภาพผิวหน้าทั้งหมดในชิ้นส่วนต่างๆไม่ว่าจะเป็นผิวหน้าเรียบแบน กลม กว้างหรือแคบของตัวเรือนนาฬิกา กระบวนการทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นภายในห้องปฎิบัติการที่ต้องรักษาระดับอุณหภูมิและความร้อนให้คงที่เพื่อให้มั่นใจว่าระบบการวัดจะเที่ยงตรงเท่ากันทุกครั้ง ต่อจากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของช่างขัดแต่งชิ้นส่วนตัวเรือน ผู้มีเครื่องมือประจำหลักๆคือกระดาษทรายและเครื่องขัดติดด้วยผ้าสักหลาดที่ใช้ในการขจัดรอยขีดข่วนทั้งหมดออกจากตัวเรือน ขัดแล้วขัดเล่าจนกว่าตัวเรือนจะขึ้นเงาอย่างสมบูรณ์ตามมาตราฐาน ซึ่งแน่นอนต้องใช้เวลานานนับชั่วโมงถัดมาคือกระบวนการผลิตชิ้นส่วนกลไกลที่ยังต้องอาศัยความประณีตละเอียดอ่อนและความรู้อันลึกซึ้งเกี่ยวกับการทำงานของกลจักรต่างๆของช่างผู้ผลิต เพื่อให้นาฬิกาเดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องใช้ช่างจำนวนไม่น้อยช่วยกันนั่งเพ่ง ตัด เช็ด ขัด ถู อย่างใกล้ชิดชนิดชิ้นต่อชิ้นโดยเฉพาะชิ้นส่วนขนาดเล็ก ที่สุดอย่างเฟือง จักร หรือสกรู ที่ยิ่งเล็กจิ๋วเพียงใด ก็ต้องอาศัยสายตาอันแม่นยำและเที่ยงตรงของช่างนาฬิกาเป็นผู้ตรวจสอบ จึงแทบไม่อยากเชื่อว่าสายตาคนเราจะสามารถทำงานกับชิ้นส่วนเล็กๆเพียงนี้ได้
ภายในกระบวนการผลิตกลไกโดยทั่วไปแล้วจะเริ่มต้นจากการนำแผ่นทองคำหรือทองเหลืองเข้าสู่เครื่องจักรที่จะทำหน้าที่โม่
เจาะ และตอกแท่นเครื่องกลไกเปล่าๆมีความกว้างอยู่ระหว่าง1,000เท่าของมิลลิเมตร
(ไมครอน)
หลังจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการขัดแต่งที่ช่างจะเป็นผู้สร้างลวดลายอันสลักเสลา
ไม่ว่าจะเป็นลายวน ก้นหอย ลาย
Coˆtes de geneve หรือ
ลาย Cotes
Soleilleesล้วนมาจากจินตนาการและแรงบันดาลใจของช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญบวกกับความประณีต
และความเอาใจใส่ทุกรายละเอียดจริงๆ
อีกสาขางานช่างที่ปัจจุบันมีประจำอยู่ในหลายโรงงานนั่นคือช่างลงยา
ผู้สร้างภาพวาดอันวิจิตรลงบนตัวเรือน
หรือพื้นหน้าปัดของนาฬิกาขนาดเล็กได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ขั้นตอนหลักๆของการลงยาเริ่มต้นที่การใช้แปรงขนาดเล็กและมีขนแปรงบางๆในการวาดและระบายสีสันหลากหลายให้เป็นชั้นบางๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตามลวดลายที่ได้วาดโครงร่างเอาไว้แล้ว
สลับการเข้าเตาอบเพื่อให้ผงสีที่พวกเขาใช้ละลายและติดกับวัสดุหรือชิ้นส่วนนาฬิกา
สิ่งที่ยากที่สุดของช่างลงยาคือ พวกเขาไม่มีโอกาสทำผิดพลาด
เพราะถ้าพลาดผลงานชิ้นนั้นก็จะเสียไปเลย
และยังต้องมีความรู้ในการเลือกสีที่เมื่อหลังจากเผาในเตาไฟภายใต้อุณหภูมิกว่า
700 องศาเซลเซียส
หลายๆครั้งแล้วเพื่อให้สีที่ได้ออกมาเป็นสีที่ต้องการจริงๆ ประวัตินาฬิกา Omega
ปัจจุบันน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักนาฬิกายี่ห้อ
Omega
ด้วยความยากลำบากอันเกิดขึ้นเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 1
OMEGA ได้ตัดสินใจรวมกิจการกับ Tissot
First watch on the moon
รุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Omega ก็คือ Omega
Speedmaster โดยรุ่นแรกที่ผลิตออกมาคือรุ่น CK2915 ในปี
1957
และได้ผลิต speedmaster ออกมาเรื่อยๆจนถึงวันหนึ่งในช่วงต้นทศวรรษ 60
ในเวลานั้น NASA กำลังดำเนินโครงการอวกาศ MERCURY และก็กำลังจะเริ่มต้นโครงการ GEMINI
หรือการส่งคนหนึ่งคู่ ออกไปโคจรรอบโลกซึ่งโครงการ
Mercury ที่ NASA กำลังดำเนินอยู่นั้นเป็นการปฏิบัติภารกิจภายในยาน
โดยนักบินถูกส่งไปโคจรรอบโลก ส่วน
ภารกิจ
Gemini นั้น จะมีการส่งคนออกไปนอกยานเพื่อลอยไปลอยมา
และทำการทดลองต่างๆ ดังนั้น NASA
จึงเกิดความต้องการที่จะจัดหานาฬิกาเพื่อใช้ในโครงการอวกาศต่างๆต่อไป
โดยนาฬิกาที่ว่าจะต้องมีระบบจับเวลาเพื่อถูกใช้สำรองในกรณีที่ระบบเวลาหลักล้มเหลว นาฬิกาที่ว่าจะต้องทนต่อทุกสภาวะ
ทั้งความกดดันอากาศ สภาพสุญญากาศ
อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงจากติดลบไปเป็นร้อยองศาเพียงเคลื่อนข้ามจากใต้เงาไปสู่แสงแดด
ดังนั้นในปี 1962 NASA
จึงได้ส่งพนักงานจัดซื้อของตนออกไปหาซื้อนาฬิกาจับเวลามาอย่างละเรือนสองเรือนเพื่อใช้ในการทดสอบแบบไม่เป็นทางการ
การจัดหาก็ทำอย่างง่ายๆ
คือให้เจ้าหน้าที่ของตนไปที่ร้านขายนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองที่สำนักงานใหญ่ของตนตั้งอยู่ก็คือ
Houstan รัฐ Texas
ห้างดังกล่าวชื่อ Corrigan
ซึ่งในปัจจุบันร้านนี้ก็ยังคงเป็นตัวแทนจำหน่ายของ Omega
อยู่ หลังจากซื้อมาแล้ว Nasa
ก็ได้วิเคราะห์นาฬิกาต่างๆและนำมาลองใช้ในโครงการ Mercury
จนได้ไอเดียคร่าวๆแล้ว ในปี 1964 Nasa จึงกำหนดข้อต้องการในการจัดซื้อนาฬิกาต่างๆมาทดสอบเพื่อทำการใช้ในโครงการอวกาศ
Gemini และ Apollo ใบขอสั่งซื้อได้ถูกส่งไปยังบริษัทต่างๆเช่น Elgin, Benrus, Hamilton, Mido,
Luchin Picard, Omega, Bulova, Rolex,
Lonngines, Gruen โดยมีข้อกำหนดดังต่อไปนี้
จากเสป็คจะเห็นได้ว่า Nasa อาจได้ลองใช้นาฬิกาหลายๆยี่ห้อแล้วติดใจใน Omega เพราะเสป็คที่ออกมาเข้ากับOmega ทุกอย่าง
ในขณะนั้นยังไม่มีนาฬิกาจับเวลาแบบ auto หรือใช้ไฟฟ้าออกมา
และบางบริษัทก็ได้ปฎิเสธที่จะส่งนาฬิกาให้เนื่องจากว่าตนไม่ได้ผลิตนาฬิกาที่ตรงกับข้อกำหนดดังกล่าว
การทดสอบที่ Nasa จัดขึ้นมาก็แบ่งเป็นชุดๆ
หลายๆขั้นตอน
พอสิ้นสุดการทดสอบแต่ละครั้ง นาฬิกาแต่ละเรือนก็จะถูกเช็คอย่างละเอียด
ถ้าเดินไม่ตรงมากๆ ไขลานไม่ได้
จับเวลาไม่ได้ น้ำเข้า หรือชิ้นส่วนพัง
ก็จะถูกคัดออกจากการทดสอบ
ประวัติ นาฬิกา Rolex Rolex ก่อตั้งขึ้นในปี คศ.1908 โดย ฮันส์ วิลส์ดอร์ฟ (Hans Wilsdorf) ชาวเยอรมัน ซึ่งในตอนแรกใช้ชื่อบริษัทว่า วิลส์ดอร์ฟแอนด์เดวิส โดยที่เข้าหุ้นกับน้องเขยซึ่งในขณะนั้น การผลิตนาฬิกาแบบพก (Pocket Watch) ส่วนใหญ่ผลิตที่สวิสเซอร์แลนด์ยังประสบปัญหา ในการทำให้มีขนาดเล็กแต่เที่ยงตรงและแม่นยำเชื่อถือได้เพื่อนำมาใส่ในตัวเรือนนาฬิกาข้อมือ วิลส์ดอร์ฟ เป็นผู้แสวงหาความสมบูรณ์แบบในการพัฒนาเครื่องให้มีขนาดเล็กแต่เที่ยงตรงเพื่อนำมาใช้กับนาฬิกาข้อมือ ที่สามารถสื่อถึงสไตล์ แฟชั่น และรสนิยม ซึ่งในระยะแรกได้ให้ Aegler บริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในสวิสเป็นผู้ผลิตเครื่องให้ ในปี 1910 Rolex ได้ส่งนาฬิกาไปที่ School of Horology และได้รับรางวัลในฐานะนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของโลกที่ได้ Chronometer Rating ความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้นี้เกิดจากการปฏิวัติรูปแบบใหม่ทำให้สามารถกันน้ำและฝุ่นเข้าตัวเรือนได้โดยการคิดระบบมะยมแบบเกลียว(Screw Crown) ขึ้น ซึ่งนาฬิกากันน้ำเรือนแรกนี้ถูกนำมาโฆษณาอย่างชาญฉลาดโดยทำเป็นอะควาเรียม คือโชว์หน้าร้านโดยมีนาฬิกาอยู่ในโลกใต้ทะเลอันเป็นการแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติการกันน้ำได้อย่างชัดเจน ซึ่งก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ยังแคลงใจว่านาฬิกาจะกันน้ำได้จริงหรือไม่ นี่เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อเสียงที่ทำให้โรเล็กซ์ดังไปทั่วโลก ปี 1928 Rolex Prince ได้ชื่อว่าเป็นนาฬิกาที่ขายดีที่สุดจากดีไซน์สี่เหลี่ยม 2 หน้าปัด ปี 1931 Rolex ได้ประดิษฐ์ Rotor รูปครึ่งวงกลมซึ่งหมุนได้อย่างอิสระที่ทำให้เกิดระบบ Perpetualอัตโนมัติขึ้น
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นนาฬิกาสวิสที่มีชื่อเสียงที่สุดแต่ โรเล็กซ์ก็เป็น "คนนอก" ของเจนีวาเสมอ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะโรเล็กซ์ก่อตั้งขึ้นที่ลอนดอนในปี 1905 โดยวิลส์ดอร์ฟ ซึ่งเป็นชาวเยอรมันซึ่งต่อมาได้สัญชาติอังกฤษจากการสมรส ในสมัยนั้นกระแสชาตินิยมเป็นตัวกำหนดหลักคิดหลาย ๆ อย่าง แต่สำหรับวิลส์ดอร์ฟผู้มองการณ์ไกล ก่อนใครจะรู้จักคำว่า "Multinational" วิลส์ดอร์ฟได้จดทะเบียนการค้าเครื่องหมาย Rolex ในปี 1908 ซึ่งเขาคิดว่ามันเป็นคำที่ออกเสียงง่ายในหลายภาษาทั่วโลกและสั้นกระชับที่จะประทับลงบนหน้าปัดนาฬิกา กล่าวกันว่า เขาคิดขึ้นได้ในขณะโดยสารรถบัสในลอนดอนโดยได้แรงบันดาลใจจากเสียงการทำนาฬิกา โรงงานของโรเล็กซ์ตั้งอยู่ในลอนดอนจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อภาษีนำเข้าพุ่งสูงขึ้นถึง 33 เปอร์เซ็นต์ทำให้การนำเข้าอะไหล่จากสวิสมีต้นทุนสูงเกินไป โรเล็กซ์จึงต้องไปตั้งในเมกกะของโลกนาฬิกา -เจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ วิลส์ดอร์ฟ ไม่ใช่ผู้ผลิตนาฬิกาข้อมือเรือนแรก แต่เขาต้องการเป็นผู้ประดิษฐ์นาฬิกาที่ เที่ยงตรง(Accurate) และเชื่อถือได้ (Reliable) ให้ได้เป็นเรือนแรกของโลก ซึ่งในปี 1926 โรเล็กซ์ได้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่วงการด้วยรุ่น Oyster ระบบมะเย็มเกลียว และซีลยางเป็นการล็อค 2 ชั้นไม่ให้ฝุ่นและความชื้นเข้า โดยเขาตั้งชื่อมันจากการรำลึกถึงความยากลำบากในการเปิดหอย Oyster ในงานเลี้ยงคืนหนึ่ง การสร้างกระแสนิยมให้กับนาฬิกาของเขา วิลส์ดอร์ฟเลือกวิธีได้อย่างชาญฉลาด เขาได้ให้นักว่ายน้ำที่เตรียมการณ์ว่ายน้ำ ข้ามช่องแคบอังกฤษซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของสาธารณชนในสมัยนั้น โดยสาวอังกฤษนาม Mercedes Gleitze สวมใส่โรเล็กซ์ พร้อมด้วยช่างภาพตามเก็บภาพอย่างใกล้ชิด ในที่สุด Gleitze ก็สามารถพิชิตช่องแคบอังกฤษลงได้พร้อม ๆ กับนาฬิกาโรเล็กซ์ บนข้อมือซึ่งยังคงทำงานของมันอย่างเที่ยงตรงไร้ที่ติ วิลส์ดอร์ฟประโคมข่าวหน้าหนึ่งในนสพ.ลอนดอน เดลิเมล์ อย่างครึกโครมว่า "นาฬิกามหัศจรรย์ ! กันน้ำ กันร้อน กันสะเทือน กันหนาว และกันฝุ่น" ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวิลส์ดอร์ฟได้สร้างหัวข้อสนทนาขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นการรณรงค์โฆษณาที่ประสบความสำเร็จที่สุดมาจนทุกวันนี้ จุดอ่อนบางประการของ Oyster ถ้าจะมีก็คือปุ่มหมุนไขลานตั้งเวลา ดังที่ทราบกันว่านาฬิการะบบกลไกจะต้องมีการหมุนปุ่มตั้งสม่ำเสมอ และ Oyster จะกันน้ำกันฝุ่นได้ก็ต่อเมื่อมะยมเกลียวถูกขันให้อยู่ในตำแหน่งปิด การหมุนปุ่มบ่อย ๆ ทำให้โอกาสที่น้ำและฝุ่นจะเข้ามีเพิ่มมากตามลำดับ ดังนั้นเพื่อลบจุดอ่อนนี้ โรเล็กซ์ได้สร้างรุ่น Perpetual ออกสู่ตลาด กุญแจคือ Rotor เป็นตัวสร้างพลังสำรอง จากการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่เอง ใช่แล้ว นาฬิการะบบออโตเมติกที่ประสบความสำเร็จสูงสุดเรือนแรกของโลกได้เกิดขึ้นแล้วในปี 1931 ซึ่งทำให้โรเล็กซ์สร้างอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ขึ้น ว่ากันว่า Rolex Oyster Perpetual ได้ทำให้ Rolex เป็น Rolex นั่นเอง อีกกว่า 70 ปีที่ผ่านมา Oyster ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นของคุณภาพภายใต้สภาพการณ์ทดสอบแบบสุดขั้วต่าง ๆ เช่น การดำไปใต้ทะเลลึกกับ Jacques Piccard การขึ้นยอดเขาเอเวอร์เรสกับ เซอร์เอ็ดมุนด์ ฮิลลารี่ การทดสอบในอุณหภูมิขั้วโลก ในทะเลทรายซาฮาร่า รวมทั้งสภาวะไร้น้ำหนักในอวกาศ ทั้งเรื่องเล่าเกี่ยวกับอุบัติเหตุเครื่องบินตก เรือล่ม ตกจากที่สูง โรเล็กซ์ที่ถูกเผลอนำเข้าเตาอบ 500 องศา เข้าเครื่องซักผ้า เหล่านี้ ไม่เคยทำให้โรเล็กซ์ที่ซ่อมแซมแล้วกลับมาเดินเที่ยงตรงอีกไม่ได้
ถึงแม้วิลส์ดอร์ฟจะอยู่ในเจนีวากว่า 40 ปี วิลส์ดอร์ฟก็ไม่ได้สัญชาติสวิส เขาเสียชีวิตในปี 1960 ที่ Briton ชื่อของเขาถูกจารึกในฐานะเป็นเพื่อนที่มีอารมณ์ขัน รักครอบครัวพอ ๆ กับนาฬิกาเป็นชีวิตจิตใจ และอีก 2 ปีต่อมา อังเดร ไฮนิเกอร์ทีร่วมงานมากับวิลส์ดอร์ฟ 12 ปีก็ก้าวสู่ตำแหน่งเอ็มดีแทน ไฮนิเกอร์ที่ร่วมวิสัยทัศน์กับวิลส์ดอร์ฟ เต็มไปด้วยพลัง และทัศนคติเชิงบวก ได้พาโรเล็กซ์ผ่านมรสุมแห่งวงการนาฬิกาสวิสในเวลาต่อมา ช่วงทศวรรษ 1960 ถึง 1970 ตอนต้น กระแสความนิยมนาฬิกาควอตซ์ได้ระบาดเข้ามาแทนที่นาฬิการะบบกลไก เนื่องจากมีต้นทุนทีต่ำกว่ามากและยังมีเทคโนโลยีระบบดิจิตอลที่ทำให้เที่ยงตรงได้มากกว่า "ไซโก" ได้ทำให้อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสเข้าสู่วิกฤต อย่างแท้จริง กว่าครึ่งหนึ่งต้องปิดกิจการลง และ 1 ใน 3 ของผู้ที่เหลืออยู่ต้องหันมารวมตัวกันเพื่อความอยู่รอดเช่น Omega, Longines,Blanpain, Tissot, Rado และ Hamilton ต้องรวมตัวกันเป็นคอนซอเตียม และส่วนใหญ่จะต้องหันมาผลิตนาฬิการะบบควอตซ์กันหมด แต่โรเล็กซ์สร้าง Private Trust ซึ่งบริหารงานโดยคณะกรรมการของตนเองเพื่อไม่ให้เกิดการแทรกแซงจากภายนอก รวมทั้งยืนหยัดในการผลิตนาฬิการะบบกลไกอย่างมั่นคง อะไรทำให้โรเล็กซ์ยืนหยัดอยู่ได้ ? คำตอบคือ โรเล็กซ์มีผู้บริหารสูงสุดเพียง 2 คนนั่น วิลส์ดอร์ฟ และ ไฮนิเกอร์ ผู้ซึ่งมีวิสัยทัศน์ยาวไกลและพลังสร้างสรรอย่างล้นเหลือ พวกเขาไม่เคยกังวลเรื่อง "ผลประกอบการไตรมาสนี้" แต่คำถามของพวกเขาจะเป็น "ในอีก 5 ปีหรือ10 ปีข้างหน้าเราจะทำอะไร" โรเล็กซ์จึงมีทิศทางและวิถีที่ชัดเจนของตนเองอย่างมั่นคงโดยไม่ถูกกระแสสังคมภายนอกทำให้เปลี่ยน และโรเล็กซ์ไม่ฉวยประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงโดยการเปลี่ยนแปลงตนเอง ในช่วงปี 1970 นั้น โรเล็กซ์ผลิตนาฬิการะบบคว็อตซ์เพียงไม่เกิน 7 เปอร์เซ็นต์ และลดลงเหลือเพียงไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน
ปี 1992 ปาทริค ไฮนีเกอร์ บุตรชายของอังเดร ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแทนบิดาของเขา แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือทัศนคติเชิงบวกและพลังสร้างสรรอย่างเหลือล้น ซึ่งทำให้โรเล็กซ์คงความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง Montres Rolex SA. หรือบริษัทโรเล็กซ์ ยังคงเป็นดินแดนลึกลับและเป็น คนนอกของเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ ผู้บริหารระดับสูงของโรเล็กซ์แทบจะไม่เคยให้สัมภาษณ์ใด ๆ กับสื่อมวลชน ปรัชญาของพวกเขาคือ "ให้นาฬิกาพูดด้วยตัวของมันเอง" แม้ผู้สวมใส่จะไม่เคยเห็นกลไกภายใน แต่สำหรับโรเล็กซ์ที่เจนีวา ช่างฝีมือในชุดขาวแบบห้องแล็บออกแบบตามหลักพลศาสตร์กันอย่างขมักเขม้น ทุกชิ้นส่วนต้องได้มาตรฐานในทุกมิติ มุมตัดจะต้องถูกขัดให้มนจนเป็นประกายเงางาม สิ่งเหล่านี้แทบจะไม่มีคุณค่าเลยเพราะลูกค้าไม่สามารถมองเห็นแต่ สำหรับโรเล็กซ์นี่คือมาตรฐานและคุณภาพ โรเล็กซ์ผลิตเครื่องภายใน (Movement) ด้วยตัวเองซึ่งไม่เหมือนกับแบรนด์ดังอื่น ๆ ที่อาจใช้ของกันและกันได้ ที่โรเล็กซ์ช่างฝีมือกว่า200 คนรวมทั้งช่างเทคนิคจะต้องช่วยกันผลิตนาฬิกาแต่ละเรือนตามมาตรฐานเพื่อให้ได้ตราประทับของโรเล็กซ์ " มัน(จำเป็นต้องมีคุณภาพ) มากกว่าที่คนทั่วไปต้องการมาก มันจึงเป็น Mercedes Benz ของนาฬิกาข้อมือ มันมากกว่าความเป็นวิศวกรรม และมันไม่ใช่เพื่อเงินแต่มันเป็นวิถีของโรเล็กซ์" ก่อนส่งออกจากเจนีวา โรเล็กซ์ทุกเรือนจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพหลายครั้ง เช่น หน้าปัด ขอบหน้าปัด ปุ่มกดต่าง ๆ จะถูกตรวจซ้ำ ๆ เพื่อหารอยขีดข่วน การตรวจระยะห่างและแนวขนานต่าง ๆ ของกลไกและเข็มที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า การตรวจสอบระบบกันน้ำให้ได้อย่างน้อย 330 ฟุต หรือแม้แต่การปรับช่วงความคลาดเคลื่อนของเวลาที่จะมีขึ้น 2 วินาทีในทุก ๆ 100 ปี เหล่านี้คือมาตรฐานก่อนประทับตรา Rolex ซึ่งทำให้ในแต่ละปี จะผลิตเพียงประมาณ 650,000 เรือนเท่านั้น จำนวนนี้อาจดูเหมือนมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่านี่ยังน้อยกว่าความต้องการของตลาดมากนัก แต่นั่นแหละคือสิ่งที่อังเดร ไฮนีเกอร์กล่าวไว้ "เราไม่ได้ต้องการที่จะใหญ่ที่สุด แต่หากเป็นหนึ่งในผู้ที่ "ดีที่สุด" ในอุตสาหกรรม" แผ่นใสการเรียนการสอน นาฬิกา
ประวัติความเป็นมา ทำไมเข็มนาฬิกาถึงเดินวนขวา จัดอันดับนาฬิกา
รวมภาพนาฬิกา ทายนิสัยจากนาฬิกาที่สวมใส่ นาฬิกาแบบตัวเลข
นาฬิกาแบบหรูๆ Clock\pptwork.htm
การประดิษฐ์นาฬิกาแดด
นาฬิกาแบบศูนย์สูตร นาฬิกาเกิดแก้ว ขั้นตอนวิธีการประกอบ
วิธีการใช้งาน เวลามาตรฐานของประเทศไทย
คลิกค่ะ สรุปผลการสำรวจ
ความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการปรับเวลาของประเทศไทย ให้เร็วขึ้น
1 ชั่วโมง
ของสำนักสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ
Clock\1\sum_time.pdf เอกสาร PDF
ชีวจิต ของ สาทิส อินทรกำแหง
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
{mospagebreak} หน้า 7
{mospagebreak} หน้า 8
{mospagebreak} หน้า 9
{mospagebreak} หน้า 10
{mospagebreak} หน้า 11
{mospagebreak} หน้า 12
{mospagebreak} หน้า 13
{mospagebreak} หน้า 14
{mospagebreak} หน้า 15
{mospagebreak} หน้า 16
{mospagebreak} หน้า 17
{mospagebreak} หน้า 18
{mospagebreak} หน้า 19
{mospagebreak} หน้า 20
{mospagebreak} หน้า 21
{mospagebreak} หน้า 22
{mospagebreak} หน้า 23
{mospagebreak} หน้า 24
{mospagebreak} หน้า 25
{mospagebreak} หน้า 26
{mospagebreak} หน้า 27
{mospagebreak} หน้า 28
{mospagebreak} หน้า 29
{mospagebreak} หน้า 30
{mospagebreak} หน้า 31
{mospagebreak} หน้า 32
{mospagebreak} หน้า 33
{mospagebreak} หน้า 34
{mospagebreak} หน้า 35
{mospagebreak} หน้า 36
{mospagebreak} หน้า 37
{mospagebreak} หน้า 38
{mospagebreak} หน้า 39
{mospagebreak} หน้า 40
{mospagebreak} หน้า 41
{mospagebreak} หน้า 42
{mospagebreak} หน้า 43
{mospagebreak} หน้า 44
{mospagebreak} หน้า 45
{mospagebreak} หน้า 46
{mospagebreak} หน้า 47
{mospagebreak} หน้า 48
{mospagebreak} หน้า 49
{mospagebreak} หน้า 50
{mospagebreak} หน้า 51
{mospagebreak} หน้า 52
{mospagebreak} หน้า 53
{mospagebreak} หน้า 54
{mospagebreak} หน้า 55
{mospagebreak} หน้า 56
{mospagebreak} หน้า 57
{mospagebreak} หน้า 58
{mospagebreak} หน้า 59
{mospagebreak} หน้า 60
{mospagebreak} หน้า 61
{mospagebreak} หน้า 62
{mospagebreak} หน้า 63
{mospagebreak} หน้า 64
{mospagebreak} หน้า 65
{mospagebreak} หน้า 66
{mospagebreak} หน้า 67
{mospagebreak} หน้า 68
{mospagebreak} หน้า 69
{mospagebreak} หน้า 70
{mospagebreak} หน้า 71
{mospagebreak} หน้า 72
{mospagebreak} หน้า 73
{mospagebreak} หน้า 74
{mospagebreak} หน้า 75
{mospagebreak} หน้า 76
{mospagebreak} หน้า 77
{mospagebreak} หน้า 78
{mospagebreak} หน้า 79
{mospagebreak} หน้า 80
{mospagebreak} หน้า 81
{mospagebreak} หน้า 82
{mospagebreak} หน้า 83
{mospagebreak} หน้า 84
{mospagebreak} หน้า 85
{mospagebreak} หน้า 86
{mospagebreak} หน้า 87
{mospagebreak} หน้า 88
{mospagebreak} หน้า 89
{mospagebreak} หน้า 90
{mospagebreak} หน้า 91
{mospagebreak} หน้า 92
{mospagebreak} หน้า 93
{mospagebreak} หน้า 94
{mospagebreak} หน้า 95
{mospagebreak} หน้า 96
{mospagebreak} หน้า 97
{mospagebreak} หน้า 98
{mospagebreak} หน้า 99
{mospagebreak} หน้า 100
{mospagebreak} หน้า 101
{mospagebreak} หน้า 102
{mospagebreak} หน้า 103
{mospagebreak} หน้า 104
{mospagebreak} หน้า 105
{mospagebreak} หน้า 106
{mospagebreak} หน้า 107
{mospagebreak} หน้า 108
{mospagebreak} หน้า 109
{mospagebreak} หน้า 110
{mospagebreak} หน้า 111
{mospagebreak} หน้า 112
{mospagebreak} หน้า 113
{mospagebreak} หน้า 114
{mospagebreak} หน้า 115
{mospagebreak} หน้า 116
{mospagebreak} หน้า 117
{mospagebreak} หน้า 118
{mospagebreak} หน้า 119
{mospagebreak} หน้า 120
{mospagebreak} หน้า 121
{mospagebreak} หน้า 122
{mospagebreak} หน้า 123
{mospagebreak} หน้า 124
{mospagebreak} หน้า 125
{mospagebreak} หน้า 126
{mospagebreak} หน้า 127
{mospagebreak} หน้า 128
{mospagebreak} หน้า 129
{mospagebreak} หน้า 130
{mospagebreak} หน้า 131
{mospagebreak} หน้า 132
{mospagebreak} หน้า 133
{mospagebreak} หน้า 134
{mospagebreak} หน้า 135
{mospagebreak} หน้า 136
{mospagebreak} หน้า 137
{mospagebreak} หน้า 138
{mospagebreak} หน้า 139
{mospagebreak} หน้า 140
{mospagebreak} หน้า 141
{mospagebreak} หน้า 142
{mospagebreak} หน้า 143
{mospagebreak} หน้า 144
{mospagebreak} หน้า 145
{mospagebreak} หน้า 146
เรือแตก จาก หนังสือ รีดเดอร์สไดเจสท์ เมษายน 50
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
{mospagebreak} หน้า 7
{mospagebreak} หน้า 8
{mospagebreak} หน้า 9
{mospagebreak} หน้า 10
{mospagebreak} หน้า 11
{mospagebreak} หน้า 12
{mospagebreak} หน้า 13
{mospagebreak} หน้า 14
{mospagebreak} หน้า 15
|
|
หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานและเพิ่มเติม ฟิสิกส์ เล่ม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมปีที่ 4
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
{mospagebreak} หน้า 7
{mospagebreak} หน้า 8
{mospagebreak} หน้า 9
{mospagebreak} หน้า 10
{mospagebreak} หน้า 11
{mospagebreak} หน้า 12
{mospagebreak} หน้า 13
{mospagebreak} หน้า 14
{mospagebreak} หน้า 15
{mospagebreak} หน้า 16
{mospagebreak} หน้า 17
{mospagebreak} หน้า 18
{mospagebreak} หน้า 19
{mospagebreak} หน้า 20
{mospagebreak} หน้า 21
{mospagebreak} หน้า 22
{mospagebreak} หน้า 23
{mospagebreak} หน้า 24
{mospagebreak} หน้า 25
{mospagebreak} หน้า 26
{mospagebreak} หน้า 27
{mospagebreak} หน้า 28
{mospagebreak} หน้า 29
{mospagebreak} หน้า 30
{mospagebreak} หน้า 31
{mospagebreak} หน้า 32
{mospagebreak} หน้า 33
{mospagebreak} หน้า 34
{mospagebreak} หน้า 35
{mospagebreak} หน้า 36
{mospagebreak} หน้า 37
{mospagebreak} หน้า 38
{mospagebreak} หน้า 39
{mospagebreak} หน้า 40
{mospagebreak} หน้า 41
{mospagebreak} หน้า 42
{mospagebreak} หน้า 43
{mospagebreak} หน้า 44
{mospagebreak} หน้า 45
{mospagebreak} หน้า 46
{mospagebreak} หน้า 47
{mospagebreak} หน้า 48
{mospagebreak} หน้า 49
{mospagebreak} หน้า 50
{mospagebreak} หน้า 51
{mospagebreak} หน้า 52
{mospagebreak} หน้า 53
{mospagebreak} หน้า 54
{mospagebreak} หน้า 55
{mospagebreak} หน้า 56
{mospagebreak} หน้า 57
{mospagebreak} หน้า 58
{mospagebreak} หน้า 59
{mospagebreak} หน้า 60
{mospagebreak} หน้า 61
{mospagebreak} หน้า 62
{mospagebreak} หน้า 63
{mospagebreak} หน้า 64
{mospagebreak} หน้า 65
{mospagebreak} หน้า 66
{mospagebreak} หน้า 67
{mospagebreak} หน้า 68
{mospagebreak} หน้า 69
{mospagebreak} หน้า 70
{mospagebreak} หน้า 71
{mospagebreak} หน้า 72
{mospagebreak} หน้า 73
{mospagebreak} หน้า 74
{mospagebreak} หน้า 75
{mospagebreak} หน้า 76
{mospagebreak} หน้า 77
{mospagebreak} หน้า 78
{mospagebreak} หน้า 79
{mospagebreak} หน้า 80
{mospagebreak} หน้า 81
{mospagebreak} หน้า 82
{mospagebreak} หน้า 83
{mospagebreak} หน้า 84
{mospagebreak} หน้า 85
{mospagebreak} หน้า 86
{mospagebreak} หน้า 87
{mospagebreak} หน้า 88
{mospagebreak} หน้า 89
{mospagebreak} หน้า 90
{mospagebreak} หน้า 91
{mospagebreak} หน้า 92
{mospagebreak} หน้า 93
{mospagebreak} หน้า 94
{mospagebreak} หน้า 95
{mospagebreak} หน้า 96
{mospagebreak} หน้า 97
{mospagebreak} หน้า 98
{mospagebreak} หน้า 99
{mospagebreak} หน้า 100
{mospagebreak} หน้า 101
{mospagebreak} หน้า 102
{mospagebreak} หน้า 103
{mospagebreak} หน้า 104
{mospagebreak} หน้า 105
{mospagebreak} หน้า 106
{mospagebreak} หน้า 107
{mospagebreak} หน้า 108
{mospagebreak} หน้า 109
{mospagebreak} หน้า 110
{mospagebreak} หน้า 111
{mospagebreak} หน้า 112
{mospagebreak} หน้า 113
{mospagebreak} หน้า 114
{mospagebreak} หน้า 115
{mospagebreak} หน้า 116
{mospagebreak} หน้า 117
{mospagebreak} หน้า 118
{mospagebreak} หน้า 119
{mospagebreak} หน้า 120
{mospagebreak} หน้า 121
{mospagebreak} หน้า 122
{mospagebreak} หน้า 123
{mospagebreak} หน้า 124
{mospagebreak} หน้า 125
{mospagebreak} หน้า 126
{mospagebreak} หน้า 127
{mospagebreak} หน้า 128
{mospagebreak} หน้า 129
{mospagebreak} หน้า 130
{mospagebreak} หน้า 131
{mospagebreak} หน้า 132
{mospagebreak} หน้า 133
{mospagebreak} หน้า 134
{mospagebreak} หน้า 135
{mospagebreak} หน้า 136
{mospagebreak} หน้า 137
{mospagebreak} หน้า 138
{mospagebreak} หน้า 139
{mospagebreak} หน้า 140
{mospagebreak} หน้า 141
{mospagebreak} หน้า 142
{mospagebreak} หน้า 143
{mospagebreak} หน้า 144
{mospagebreak} หน้า 145
{mospagebreak} หน้า 146
{mospagebreak} หน้า 147
{mospagebreak} หน้า 148
{mospagebreak} หน้า 149
{mospagebreak} หน้า 150
{mospagebreak} หน้า 151
{mospagebreak} หน้า 152
{mospagebreak} หน้า 153
{mospagebreak} หน้า 154
{mospagebreak} หน้า 155
{mospagebreak} หน้า 156
{mospagebreak} หน้า 157
{mospagebreak} หน้า 158
{mospagebreak} หน้า 159
{mospagebreak} หน้า 160
{mospagebreak} หน้า 161
{mospagebreak} หน้า 162
{mospagebreak} หน้า 163
{mospagebreak} หน้า 164
{mospagebreak} หน้า 165
{mospagebreak} หน้า 166
{mospagebreak} หน้า 167
{mospagebreak} หน้า 168
{mospagebreak} หน้า 169
{mospagebreak} หน้า 170
{mospagebreak} หน้า 171
{mospagebreak} หน้า 172
{mospagebreak} หน้า 173
{mospagebreak} หน้า 174
{mospagebreak} หน้า 175
{mospagebreak} หน้า 176
{mospagebreak} หน้า 177
{mospagebreak} หน้า 178
{mospagebreak} หน้า 179
{mospagebreak} หน้า 180
{mospagebreak} หน้า 181
{mospagebreak} หน้า 182
{mospagebreak} หน้า 183
{mospagebreak} หน้า 184
{mospagebreak} หน้า 185
{mospagebreak} หน้า 186
{mospagebreak} หน้า 187
{mospagebreak} หน้า 188
{mospagebreak} หน้า 189
{mospagebreak} หน้า 190
{mospagebreak} หน้า 191
{mospagebreak} หน้า 192
{mospagebreak} หน้า 193
{mospagebreak} หน้า 194
{mospagebreak} หน้า 195
{mospagebreak} หน้า 196
{mospagebreak} หน้า 197
{mospagebreak} หน้า 198
{mospagebreak} หน้า 199
{mospagebreak} หน้า 200
{mospagebreak} หน้า 201
{mospagebreak} หน้า 202
{mospagebreak} หน้า 203
{mospagebreak} หน้า 204
{mospagebreak} หน้า 205
{mospagebreak} หน้า 206
{mospagebreak} หน้า 207
{mospagebreak} หน้า 208
{mospagebreak} หน้า 209
{mospagebreak} หน้า 210
{mospagebreak} หน้า 211
{mospagebreak} หน้า 212
{mospagebreak} หน้า 213
{mospagebreak} หน้า 214
{mospagebreak} หน้า 215
{mospagebreak} หน้า 216
{mospagebreak} หน้า 217
{mospagebreak} หน้า 218
{mospagebreak} หน้า 219
{mospagebreak} หน้า 220
{mospagebreak} หน้า 221
{mospagebreak} หน้า 222
{mospagebreak} หน้า 223
{mospagebreak} หน้า 224
{mospagebreak} หน้า 225
{mospagebreak} หน้า 226
{mospagebreak} หน้า 227
{mospagebreak} หน้า 228
{mospagebreak} หน้า 229
{mospagebreak} หน้า 230
{mospagebreak} หน้า 231
{mospagebreak} หน้า 232
{mospagebreak} หน้า 233
{mospagebreak} หน้า 234
{mospagebreak} หน้า 235
{mospagebreak} หน้า 236
{mospagebreak} หน้า 237
{mospagebreak} หน้า 238
{mospagebreak} หน้า 239
{mospagebreak} หน้า 240
{mospagebreak} หน้า 241
{mospagebreak} หน้า 242
{mospagebreak} หน้า 243
{mospagebreak} หน้า 244
{mospagebreak} หน้า 245
{mospagebreak} หน้า 246
{mospagebreak} หน้า 247
{mospagebreak} หน้า 248
{mospagebreak} หน้า 249
{mospagebreak} หน้า 250
{mospagebreak} หน้า 251
{mospagebreak} หน้า 252
{mospagebreak} หน้า 253
{mospagebreak} หน้า 254
{mospagebreak} หน้า 255
{mospagebreak} หน้า 256
{mospagebreak} หน้า 257
{mospagebreak} หน้า 258
{mospagebreak} หน้า 259
{mospagebreak} หน้า 260
{mospagebreak} หน้า 261
{mospagebreak} หน้า 262
{mospagebreak} หน้า 263
{mospagebreak} หน้า 264
{mospagebreak} หน้า 265
{mospagebreak} หน้า 266
{mospagebreak} หน้า 267
{mospagebreak} หน้า 268
{mospagebreak} หน้า 269
{mospagebreak} หน้า 270
{mospagebreak} หน้า 271
{mospagebreak} หน้า 272
{mospagebreak} หน้า 273
{mospagebreak} หน้า 274
{mospagebreak} หน้า 275
หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานและเพิ่มเติม ฟิสิกส์ เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมปีที่ 5
{mospagebreak} หน้า 2
{mospagebreak} หน้า 3
{mospagebreak} หน้า 4
{mospagebreak} หน้า 5
{mospagebreak} หน้า 6
{mospagebreak} หน้า 7
{mospagebreak} หน้า 8
{mospagebreak} หน้า 9
{mospagebreak} หน้า 10
{mospagebreak} หน้า 11
{mospagebreak} หน้า 12
{mospagebreak} หน้า 13
{mospagebreak} หน้า 14
{mospagebreak} หน้า 15
{mospagebreak} หน้า 16
{mospagebreak} หน้า 17
{mospagebreak} หน้า 18
{mospagebreak} หน้า 19
{mospagebreak} หน้า 20
{mospagebreak} หน้า 21
{mospagebreak} หน้า 22
{mospagebreak} หน้า 23
{mospagebreak} หน้า 24
{mospagebreak} หน้า 25
{mospagebreak} หน้า 26
{mospagebreak} หน้า 27
{mospagebreak} หน้า 28
{mospagebreak} หน้า 29
{mospagebreak} หน้า 30
{mospagebreak} หน้า 31
{mospagebreak} หน้า 32
{mospagebreak} หน้า 33
{mospagebreak} หน้า 34
{mospagebreak} หน้า 35
{mospagebreak} หน้า 36
{mospagebreak} หน้า 37
{mospagebreak} หน้า 38
{mospagebreak} หน้า 39
{mospagebreak} หน้า 40
{mospagebreak} หน้า 41
{mospagebreak} หน้า 42
{mospagebreak} หน้า 43
{mospagebreak} หน้า 44
{mospagebreak} หน้า 45
{mospagebreak} หน้า 46
{mospagebreak} หน้า 47
{mospagebreak} หน้า 48
{mospagebreak} หน้า 49
{mospagebreak} หน้า 50
{mospagebreak} หน้า 51
{mospagebreak} หน้า 52
{mospagebreak} หน้า 53
{mospagebreak} หน้า 54
{mospagebreak} หน้า 55
{mospagebreak} หน้า 56
{mospagebreak} หน้า 57
{mospagebreak} หน้า 58
{mospagebreak} หน้า 59
{mospagebreak} หน้า 60
{mospagebreak} หน้า 61
{mospagebreak} หน้า 62
{mospagebreak} หน้า 63
{mospagebreak} หน้า 64
{mospagebreak} หน้า 65
{mospagebreak} หน้า 66
{mospagebreak} หน้า 67
{mospagebreak} หน้า 68
{mospagebreak} หน้า 69
{mospagebreak} หน้า 70
{mospagebreak} หน้า 71
{mospagebreak} หน้า 72
{mospagebreak} หน้า 73
{mospagebreak} หน้า 74
{mospagebreak} หน้า 75
{mospagebreak} หน้า 76
{mospagebreak} หน้า 77
{mospagebreak} หน้า 78
{mospagebreak} หน้า 79
{mospagebreak} หน้า 80
{mospagebreak} หน้า 81
{mospagebreak} หน้า 82
{mospagebreak} หน้า 83
{mospagebreak} หน้า 84
{mospagebreak} หน้า 85
{mospagebreak} หน้า 86
{mospagebreak} หน้า 87
{mospagebreak} หน้า 88
{mospagebreak} หน้า 89
{mospagebreak} หน้า 90
{mospagebreak} หน้า 91
{mospagebreak} หน้า 92
{mospagebreak} หน้า 93
{mospagebreak} หน้า 94
{mospagebreak} หน้า 95
{mospagebreak} หน้า 96
{mospagebreak} หน้า 97
{mospagebreak} หน้า 98
{mospagebreak} หน้า 99
{mospagebreak} หน้า 100
{mospagebreak} หน้า 101
{mospagebreak} หน้า 102
{mospagebreak} หน้า 103
{mospagebreak} หน้า 104
{mospagebreak} หน้า 105
{mospagebreak} หน้า 106
{mospagebreak} หน้า 107
{mospagebreak} หน้า 108
{mospagebreak} หน้า 109
{mospagebreak} หน้า 110
{mospagebreak} หน้า 111
{mospagebreak} หน้า 112
{mospagebreak} หน้า 113
{mospagebreak} หน้า 114
{mospagebreak} หน้า 115
{mospagebreak} หน้า 116
{mospagebreak} หน้า 117
{mospagebreak} หน้า 118
{mospagebreak} หน้า 119
{mospagebreak} หน้า 120
{mospagebreak} หน้า 121
{mospagebreak} หน้า 122
{mospagebreak} หน้า 123
{mospagebreak} หน้า 124
{mospagebreak} หน้า 125
{mospagebreak} หน้า 126
{mospagebreak} หน้า 127
{mospagebreak} หน้า 128
{mospagebreak} หน้า 129
{mospagebreak} หน้า 130
{mospagebreak} หน้า 131
{mospagebreak} หน้า 132
{mospagebreak} หน้า 133
{mospagebreak} หน้า 134
{mospagebreak} หน้า 135
{mospagebreak} หน้า 136
{mospagebreak} หน้า 137
{mospagebreak} หน้า 138
{mospagebreak} หน้า 139
{mospagebreak} หน้า 140
{mospagebreak} หน้า 141
{mospagebreak} หน้า 142
{mospagebreak} หน้า 143
{mospagebreak} หน้า 144
{mospagebreak} หน้า 145
{mospagebreak} หน้า 146
{mospagebreak} หน้า 147
{mospagebreak} หน้า 148
{mospagebreak} หน้า 149
{mospagebreak} หน้า 150
{mospagebreak} หน้า 151
{mospagebreak} หน้า 152
{mospagebreak} หน้า 153
{mospagebreak} หน้า 154
{mospagebreak} หน้า 155 . {mospagebreak} หน้า 156
{mospagebreak} หน้า 157
{mospagebreak} หน้า 158
{mospagebreak} หน้า 159
{mospagebreak} หน้า 160
{mospagebreak} หน้า 161
{mospagebreak} หน้า 162
{mospagebreak} หน้า 163
{mospagebreak} หน้า 164
{mospagebreak} หน้า 165
{mospagebreak} หน้า 166
{mospagebreak} หน้า 167
{mospagebreak} หน้า 168
{mospagebreak} หน้า 169
{mospagebreak} หน้า 170
{mospagebreak} หน้า 171
{mospagebreak} หน้า 172
{mospagebreak} หน้า 173
{mospagebreak} หน้า 174
{mospagebreak} หน้า 175
{mospagebreak} หน้า 176
{mospagebreak} หน้า 177
{mospagebreak} หน้า 178
{mospagebreak} หน้า 179
{mospagebreak} หน้า 180
{mospagebreak} หน้า 181
{mospagebreak} หน้า 182
{mospagebreak} หน้า 183
{mospagebreak} หน้า 184
{mospagebreak} หน้า 185
{mospagebreak} หน้า 186
{mospagebreak} หน้า 187
{mospagebreak} หน้า 188
{mospagebreak} หน้า 189
{mospagebreak} หน้า 190
{mospagebreak} หน้า 191
{mospagebreak} หน้า 192
{mospagebreak} หน้า 193
{mospagebreak} หน้า 194
{mospagebreak} หน้า 195
{mospagebreak} หน้า 196
{mospagebreak} หน้า 197
{mospagebreak} หน้า 198
{mospagebreak} หน้า 199
{mospagebreak} หน้า 200
{mospagebreak} หน้า 201
{mospagebreak} หน้า 202
{mospagebreak} หน้า 203
{mospagebreak} หน้า 204
{mospagebreak} หน้า 205
{mospagebreak} หน้า 206
{mospagebreak} หน้า 207
{mospagebreak} หน้า 208
{mospagebreak} หน้า 209
{mospagebreak} หน้า 210
{mospagebreak} หน้า 211
{mospagebreak} หน้า 212
{mospagebreak} หน้า 213
{mospagebreak} หน้า 214
{mospagebreak} หน้า 215
{mospagebreak} หน้า 216
{mospagebreak} หน้า 217
{mospagebreak} หน้า 218
{mospagebreak} หน้า 219
{mospagebreak} หน้า 220
{mospagebreak} หน้า 221
{mospagebreak} หน้า 222
{mospagebreak} หน้า 223
{mospagebreak} หน้า 224
{mospagebreak} หน้า 225
{mospagebreak} หน้า 226
{mospagebreak} หน้า 227
{mospagebreak} หน้า 228
{mospagebreak} หน้า 229
{mospagebreak} หน้า 230
{mospagebreak} หน้า 231
{mospagebreak} หน้า 232
{mospagebreak} หน้า 233
{mospagebreak} หน้า 234
{mospagebreak} หน้า 235
{mospagebreak} หน้า 236
{mospagebreak} หน้า 237
{mospagebreak} หน้า 238
{mospagebreak} หน้า 239
{mospagebreak} หน้า 240
{mospagebreak} หน้า 241
{mospagebreak} หน้า 242
{mospagebreak} หน้า 243
{mospagebreak} หน้า 244
{mospagebreak} หน้า 245
{mospagebreak} หน้า 246
{mospagebreak} หน้า 247
{mospagebreak} หน้า 248
{mospagebreak} หน้า 249
{mospagebreak} หน้า 250
{mospagebreak} หน้า 251
{mospagebreak} หน้า 252
{mospagebreak} หน้า 253
{mospagebreak} หน้า 254
{mospagebreak} หน้า 255
{mospagebreak} หน้า 256
{mospagebreak} หน้า 257
{mospagebreak} หน้า 258
{mospagebreak} หน้า 259
{mospagebreak} หน้า 260
{mospagebreak} หน้า 261
{mospagebreak} หน้า 262
{mospagebreak} หน้า 263
{mospagebreak} หน้า 264
{mospagebreak} หน้า 265
{mospagebreak} หน้า 266
{mospagebreak} หน้า 267
{mospagebreak} หน้า 268
{mospagebreak} หน้า 269
{mospagebreak} หน้า 270
{mospagebreak} หน้า 271
{mospagebreak} หน้า 272
{mospagebreak} หน้า 273
{mospagebreak} หน้า 274
{mospagebreak} หน้า 275
{mospagebreak} หน้า 276
{mospagebreak} หน้า 277
{mospagebreak} หน้า 278
{mospagebreak} หน้า 279
{mospagebreak} หน้า 280
{mospagebreak} หน้า 281
{mospagebreak} หน้า 282
{mospagebreak} หน้า 283
{mospagebreak} หน้า 284
{mospagebreak} หน้า 285
{mospagebreak} หน้า 286
{mospagebreak} หน้า 287
{mospagebreak} หน้า 288
{mospagebreak} หน้า 289
{mospagebreak} หน้า 290
{mospagebreak} หน้า 291
{mospagebreak} หน้า 292
{mospagebreak} หน้า 293
{mospagebreak} หน้า 294
{mospagebreak} หน้า 295
{mospagebreak} หน้า 296
{mospagebreak} หน้า 297
{mospagebreak} หน้า 298
{mospagebreak} หน้า 299
{mospagebreak} หน้า 300
{mospagebreak} หน้า 301
{mospagebreak} หน้า 302
{mospagebreak} หน้า 303
{mospagebreak} หน้า 304
{mospagebreak} หน้า 305
{mospagebreak} หน้า 306
{mospagebreak} หน้า 307
{mospagebreak} หน้า 308
ตัวเลขมีอะไร จาก หนังสือ รีดเดอร์สไดเจสท์ เมษายน 50
สงสัยจริง จาก หนังสือ รีดเดอร์สไดเจสท์ เมษายน 50
{mospagebreak} หน้า 2
การสรรเสริญเยินยอก็เหมือนหมากฝรั่ง เคี้ยวให้เพลินแต่อย่ากลืนลงไป จาก หนังสือ รีดเดอร์สไดเจสท์ เมษายน 50
|
ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน
A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z
ก ข ค ง จ ฉ ช ซ ฐ ณ ด ต ถ ท ธ น บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ศ ส ห อ ฮ
นักวิทยาศาสตร์ หน่วย ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M จาก N-Z
A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
N
O
P
Q
R
S
T
U
V
W
X
Y
Z

|
หมวด : |
ก | ข | ค | ซ | ฐ | ด | ต | ท | น | ป | ผ | พ | ฟ | ภ | ม | ย | ร | ล | ว | ศ | ส | ห | อ | ฮ | |
พจนานุกรมเสียง 1 แมว วัว 1 วัว 2 วัว 3 เหมียว แกะ พจนานุกรมภาพการ์ตูน
พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว ดนตรี Bullets แบบ JEWEL พจนานุกรมภาพต่างๆ ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ โลกและอวกาศ
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
1. การวัด |
2. เวกเตอร์ |
|
9. การหมุน |
|
|
12. ความยืดหยุ่น |
|
|
13. กลศาสตร์ของไหล |
|
|
17. คลื่น |
|
|
1. ไฟฟ้าสถิต |
2. สนามไฟฟ้า |
|
5. ศักย์ไฟฟ้า |
6. กระแสไฟฟ้า |
|
7. สนามแม่เหล็ก |
|
|
10. ทรานซิสเตอร์ |
|
|
12. แสงและการมองเห็น |
|
|
13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ |
14. กลศาสตร์ควอนตัม |
|
16. นิวเคลียร์ |
|
|
|
|
ครั้งที่
ภาพประจำสัปดาห์