
p22

เซลล์เชื้อเพลิงเป็นอุปกรณ์ทดแทนเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้าแบบเก่าๆ มีข้อดีทั้งในเรื่องของประสิทธิภาพและการไม่ปล่อยของเสียให้เป็นภาวะมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เสียแต่ปัจจุบันยังมีราคาค่อนข้างแพง และต้องสั่งซื้อชิ้นส่วนจากต่างประเทศเข้ามาเกือบทั้งหมด แม้ว่าได้มีการผลิตชุดสำเร็จรูปขายกันในเชิงพานิชย์แล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก จะมีก็แต่เฉพาะในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่หลายบริษัทในต่างประเทศกำลังพัฒนาออกมาขายแข่งกัน
รูปข้างบนแสดงหลังการทำงานอย่างง่าย ของเซลล์เชื้อเพลิงชนิด Proton Exchange Membrane (PEM) อาศัยเชื้อเพลิงคือก๊าซไฮโดรเจน และก๊าซออกซิเจนจากอากาศเป็นแหล่งกำเนิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าจากปฏิกริยาเคมี ที่เรียกว่าออกซิเดชั่นของก๊าซไฮโดรเจน ได้เป็นโปรตอนไหลผ่านแผ่นพอลิเมอร์ (สีฟ้า) และอิเล็กตรอนไหลผ่านวงจรไฟฟ้าภายนอก ดังนี้
2H2 --> 4H+ + 4e-
ทั้งโปรตอนและอิเล็กตรอนก็ไหลไปเจอกับก๊าซออกซิเจน โดยอาศัยตัวเร่งปฏิกริยาหรือ Catalyst ซึ่งทำด้วยแพลทินั่ม ก็จะเกิดปฏิกริยารีดักชั่นจนได้น้ำบริสุทธิ์ออกมา
4H+ + O2 +4e- --> 2H2O
แรงดันไฟฟ้าที่ได้ต่อหนึ่งเซลล์มีค่าประมาณหนึ่งโวลต์และได้กระแสออกมามากถึงหลายสิบแอมแปร์ ซึ่งถ้านำมาต่ออนุกรมกัน (Fuel Cell Stack) หลายๆเซลล์ ก็จะได้แรงดันไฟฟ้า เช่น 12 โวลต์ เหมือนกับแบตเตอรีได้่
ขณะนี้กำลังจะมีการร่วมมือกันทำโครงการระดับชาติ จากหลายมหาวิทยาลัยดังๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งจากหน่วยงานของกรมการพลังงานทหาร ด้วยงบประมาณหลายล้านบาท เพื่อวิจัยและพัฒนาเซลล์เชื้อเพลิง ให้สามารถนำไปมาใช้ในทางปฏิบัติได้จริงด้วยเทคโนโลยีของเราเอง ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี
ส่วนที่ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร. ถิรพัฒน์ วิลัยทอง ก็เป็นหนึ่งในโครงการนี้ ที่กำลังพัฒนาเซลล์เชื้อเพลิงแบบ PEM คาดว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะสามารถผลิตแหล่งกำเนิดพลังงานไร้มลพิษนี้ได้ด้วยมันสมองของนักวิจัยไทย กับเทคโนโลยีที่เราพัฒนาขึ้นเอง และใช้วัตถุดิบภายในประเทศ
นำมาจาก http://physics.science.cmu.ac.th/ps/
![]()
โดย: ณฤทธิ์ ปิฎกรัชต์
pnarre@hotmail.com
www.geocities.com/goodnarit
.Stephen
Wolfram ชื่อนี้เป็นชื่อของใคร
และมีความสำคัญอย่างไร
ชื่อนี้คงเป็นชื่อของบุคคลหนึ่งที่ไม่น่าสนใจ
ถ้ามันไม่ใช่ชื่อของ
นักฟิสิกส์ผู้ชาญฉลาด
นักธุรกิจชื่อดัง
และนักคิดที่น่าสนใจ
และผู้ให้กำเนิดโปรแกรม Mathematica
ซึ่งได้รับการยอมรับว่า
เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณ
ที่มีประโยชน์
และมีคุณภาพจนได้รับการยอมรับในวงการ
วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมไปทั่วโลก
ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2545 เขาได้เปิดตัวหนังสือที่แค่คุณได้ยินชื่อ จะต้องอยากหามาอ่าน เรื่อง "A New Kind of Science" "เขากล่าวว่า วิทยาศาสตร์ที่เรามีมากว่า 300 ปีนั้น (ตั้งแต่ยุคของนิวตัน) มันแตกแขนงไปแล้ว แต่ผมสามารถเชื่อมต่อมันได้ เขาใช้เวลานานกว่า 20 ปี โดยใช้แนวคิดของ cellular automata ในการเขียนหนังสือเล่มนี้ คำว่า cellular automata นั้น หมายถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ทำงานโดยอาศัย แถวของจุด (pixels) บนจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งเขาเรียกมันว่า cell มีกฎง่าย ๆ เพื่อที่จะแปลง cell อันหนึ่งไปเป็นอีกอันหนึ่งอยู่ว่า "ถ้าจุดที่กำหนดตำแหน่งถูกประกบด้วยจุดที่มีสีตรงกันข้ามจากด้านข้างแล้ว เวลาเขียนจุดที่สอดคล้องในแถวถัดไปให้กลับสีของจุดนั้น ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นก็ปล่อยให้เป็นเหมือนเดิม"
Stephen
Wolfram ได้ใช้ cellular automata ในการอธิบาย (แสดงหรือสร้างรูปแบบนั้น
บนจอคอมพิวเตอร์)
ปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ
ทั้ง ฟิสิกส์ ชีววิทยา
เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น
รูปแบบเส้นทางเดินของ subatomic particle
จากเครื่องเร่งอนุภาค
โครงร่างของเส้นโค้งกาลอวกาศ
(space-time)
ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากสมการของ
Einstein
รูปแบบการแตกแขนงของวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
หรือไม่ว่าจะเป็นลายบน
เปลือกหอยหรือใบไม้
ซึ่งเขาสามารถสร้างขึ้นได้บนจอคอมพิวเตอร์
Stephen
Wolfram
ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บุกเบิกฟิสิกส์สาขานี้ตั้งแต่ในยุคต้น
ทศวรรษ 1980 สิ่งที่น่าสนใจคือ
เขาได้ตั้งข้อสังเกตว่าในช่วง
300 ปีที่ผ่านมา
นักวิทยาศาสตร์ได้ทำให้วิทยาศาสตร์ยุ่งยาก
โดยการพยายามเขียนสมการที่ยุ่งยาก
เพื่อแก้ปัญหาในธรรมชาติ
ซึ่งจริงแล้วเป็นเรื่องที่ซับซ้อน
เพราะสมการแบบนั้น
หนึ่งสมการสามารถ
อธิบายเหตุการณ์ได้ทีละเหตุการณ์เท่านั้น
ดังนั้นเราจึงไม่เคยแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนได้
โดยการแก้สมการเพียงสมการเดียว
เขาจึงคิดว่านักวิทยาศาสตร์ควรที่จะศึกษา
cellular automata อย่างจริงๆ จังๆ
มากกว่าที่จะไปพยายามแก้สมการอันซับซ้อน
จากที่ผู้เขียนเล่ามาถึงตรงนี้ ผู้อ่านอาจจะกำลังสงสัยว่าทำไมเขาจึงมีความคิดเช่นนี้ Stephen Wolfram นั้นไม่ใช่นักฟิสิกส์จากหลังเขาที่โนเนม เขาเป็นนักฟิสิกส์ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับ ในสาขาฟิสิกส์อนุภาคและจักรวาลวิทยา ก่อนที่เขาจะเริ่มสนใจงานทางด้านระบบที่ ซับซ้อน (complex systems) เขาเกิดเมื่อปี 1959 ที่ London และได้รับปริญญาเอก ทางฟิสิกส์ทฤษฎีเมื่ออายุเพียง 20 ปีเท่านั้น !!! นอกจากนี้เขาได้ตีพิมพ์บทความทาง วิทยาศาสตร์ครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 15 ปี เขาเริ่มงานทางฟิสิกส์ในสาขาฟิสิกส์พลังงานสูง และทฤษฎีสนามควอนตัม เขาได้มีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์ครั้งแรกในปี 1973 และเขาเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ ในการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ราวปี 1979 หลังจากที่เขาได้รับปริญญาเอก 2 ปี เขาก็ได้รับรางวัล MacArthur ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับบุคคลที่มีความสามารถเด่นไม่ว่าสาขาใด ๆ (ดูเพิ่มเติมที่ http://www.macfound.org)
ความทะเยอทะยานของเขาในการเสาะหาวิชาวิทยาศาสตร์แบบใหม่ (ซึ่งเป็นชื่อของ หนังสือที่เขาเพิ่งตีพิมพ์) เกิดขึ้นประมาณปี 1981 เมื่อเขาต้องการที่จะพัฒนา ทฤษฎีแห่งความซับซ้อน (theory of complexity) ในธรรมชาติ เครื่องมือหรือ ห้องทดลองของเขาก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์ และ cellular automata ที่ได้กล่าวไปแล้ว และนั่นก็เป็นต้นกำเนิดการวิจัยของระบบซับซ้อน (complex system research) ตลอดเวลานั้นจนถึงปี 1985 เขาได้ทุ่มเทเวลากับการวิจัยกับระบบซับซ้อน งานบางส่วนของเขาก็ได้รับการยอมรับ เช่น ระบบที่ทำให้เกิดการสุ่มแบบใหม่ (a new randomness generation system) และการแก้ปัญหาพลศาสตร์ของเหลวแบบใหม่

ในปี 1986
ความเป็นนักธุรกิจของเขา
ก็ได้แสดงออกมาเมื่อเขาจัดตั้งศูนย์วิจัย
ของเขาเอง โดยตั้งชื่อว่า Wolfram
Research
หลังจากที่เขามีประสบการณ์
การทำงานในสถาบันชั้นนำทางฟิสิกส์
ของโลก ที่ Caltech (ที่ Richard Feynman
ทำงานเมื่อเขายังมีชีวิตอยู่)
และที่ Institute For Advanced Study in Princeton (ที่ Einstein
เคยทำงาน)
และเป็นศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์
คณิตศาสตร์
และวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่
University of Illinois Feynman เคยบอกเขาว่า "คุณ
ควรที่จะใช้ชีวิตเยี่ยงปุถุชนทั่วๆ
ไปให้มากกว่านี้ " Stephen Wolfram
นั้น แทบไม่รับฟังเลย เหตุที่
Feynman บอกเช่นนี้
ผู้เขียนคิดว่า
น่าจะเป็นเพราะว่าบุคลิกส่วนตัวของเขาทั้งสองตรงกันข้ามกัน
Wolfram
เป็นผู้ที่เชื่อคอมพิวเตอร์เอามาก
ๆ เขาได้พัฒนาโปรแกรม Mathematica
และได้เปิดตัวสู่สาธารณชนในปี
1988
จนได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม
โปรแกรมตัวนี้เอง
ที่ทำให้เขาพลิกตัวเป็นนักธุรกิจใหญ่ได้
นับตั้งแต่นั้นมา
Wolfram Research
ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมพัฒนา
software
ที่โดดเด่นทั้งด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ
ในปี 1991 เขาก็ได้เปิดตัว Mathematica
รุ่นที่สอง
และเข้าทำงานในตำแหน่งประธานและ
CEO ของ
Wolfram Research
"A
New Kind of Science" ขนาด 1,200 หน้า
ซึ่งตอนนี้มีวางออกจำหน่ายแล้ว
ไม่ว่าหนังสือเล่มนี้จะโด่งดังแค่ไหน
คงจะไม่ใช่สิ่งที่เราต้องถาม
สิ่งที่ได้เรียนรู้ ณ ที่นี้
ก็คือ
นักฟิสิกส์ไม่จำเป็นต้องทำงานที่มหาวิทยาลัยหรือที่ห้องทดลองเท่านั้น
ความเป็นอัจฉริยะสามารถก่อให้
เกิดสิ่งใหม่ ๆ ได้อยู่เสมอ
เรียบเรียงจาก
:
1) นิตยสาร TIME EUROPE ฉบับ 10 ม.ย. 2545
2) http://www.stephenwolfram.com
ห่วงสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์
ภาพถ่ายพื้นผิวดวงอาทิตย์ภาพนี้ เป็นภาพในย่านอัลตราไวโอเลต พื้นที่ๆ ดูมืดคล้ำมีอุณหภูมินับพันองศาเซลเซียส บริเวณสว่างที่กลางภาพคือกลุ่มของจุดดำบนดวงอาทิตย์ที่มีชื่อว่า AR 9169 ก๊าซที่เรืองแสงส่องสว่างและเคลื่อนที่อยู่รอบๆ จุดดำมีอุณหภูมิสูงกว่าหนึ่งล้านองศาเซลเซียส สาเหตุของความร้อนสูงนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของห่วงสนามแม่เหล็กภายในพลาสมาของดวงอาทิตย์ กลุ่มจุดดำ AR 9169 ปรากฏบนผิวดวงอาทิตย์เมื่อเดือนกันยายน 2543 และหายไปใน 2-3 สัปดาห์ต่อมา นำมาจาก http://thaiastro.nectec.or.th/picoftheweek/index.html
สถานีอวกาศมีร์
ขณะที่ยานขนส่งอวกาศดิสคัฟเวอรี
ยุโรปาภาพนี้ดูคล้ายกับดวงจันทร์ที่เราคุ้นเคย แต่แท้จริงเป็นภาพถ่ายของยุโรปา ดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี ซึ่งถ่ายได้โดยยานวอยเอเจอร์ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2522 ส่วนที่มองเห็นนี้เป็นที่ราบของน้ำแข็ง ร่องรอยเป็นทางยาวน่าจะเกิดจากน้ำแข็งผสมกับดิน ที่ขอบของด้านมืดกับด้านสว่าง จะเห็นร่องรอยของส่วนที่ขรุขระไม่สม่ำเสมอ ยุโรปามีขนาดใกล้เคียงกับดวงจันทร์ของโลก แต่มีพื้นผิวที่เรียบกว่า ไม่พบร่องรอยของหลุมขนาดใหญ่ที่เกิดจากอุกกาบาต ข้อมูลจากยานกาลิเลโอที่กำลังโคจรอยู่รอบดาวพฤหัสบดีในขณะนี้แสดงว่า อาจมีมหาสมุทรอยู่ภายใต้ผิวน้ำแข็งนี้ นาซามีแผนที่จะส่งยานอวกาศไปสำรวจยุโรปาด้วยเรดาร์ เพื่อวิเคราะห์ความหนาของเปลือกน้ำแข็ง หากเป็นไปได้ อนาคตอาจมีการส่งยานลงไปภายใต้เปลือกน้ำแข็งของยุโรปา เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิต http://thaiastro.nectec.or.th/picoftheweek/index.html
เนบิว
วิลเลียม เฮอร์เชล
ค้นพบเนบิวลาดาวเคราะห์
![]() |
อากาศพลศาสตร์คืออะไร
|
|
![]() |
|
![]()
|
|
![]() |
![]() |
![]() |
นักบินติดขน
(นก)
|
|
![]() |
|
|
![]() นกเค้าแมว |
![]() นกปากกว้างลายเหลือง |
|
![]() |
สวัสดี
ดอลลี่
|
|
![]() |
และหลังจากนั้นต่อมาอีก
5 เดือน ก็ได้ลูกแกะชื่อว่า
"ดอลลี่" (Dolly)ออกมาชมโลก
|
|
|
![]() |
|
|
![]() |
|
|
|
![]() |
|
![]() |
|
|
![]() |
|
![]() |
|
|
![]() |
|
|
|
"ผู้ใดครองนาโนเทคโนโลยี ผู้นั้นครองศตวรรษที่ 21" (ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ, วารสารเทคโนโลยีวัสดุ, กรกฎาคม-กันยายน 2539).
|
|
![]() "There's plenty of room at the bottom" --- Richard P. Feynman, 1959 --- |
วิทยาศาสตร์นาโนและนาโนเทคโนโลยี
วิทยาศาสตร์นาโน
เป็นศาสตร์แห่งการศึกษาเพื่อความเข้าใจพฤติกรรม
ปรากฏการณ์และความเป็นอยู่ของระบบ
ที่มีขนาดประมาณ 10**-9 เมตร
หรือเล็กกว่าความสูงของมนุษย์ประมาณ
1 พันล้านเท่า
ถ้าเราจับมนุษย์ที่ว่านี้
มายืดออกให้เท่ากับระยะทางจากกรุงเทพฯ
ไปหาดใหญ่
ระบบนาโนที่ว่านี้ก็จะยืดจนได้ขนาดเพียงขี้เล็บ
นาโนเทคโนโลยี
เป็นการนำความรู้ความเข้าใจดังกล่าว
มาพัฒนาเป็นความสามารถเพื่อจัดการ
และผลิตสิ่งต่างๆ
ขึ้นมาด้วยการจัดเรียงอะตอม
แต่ละตัวเข้าด้วยกันอย่างแม่นยำ
นาโนเทคโนโลยี
กับวิศวกรรมของธรรมชาติ
ถ้าเราเอาร่างกายมนุษย์มาแยกออกให้เป็นส่วนประกอบย่อยๆ
เราก็จะได้ ก๊าซออกซิเจน
ไฮโดรเจน และไนโตรเจน
อย่างละ 1 ถัง
ได้คาร์บอนกองหนึ่ง
แคลเซี่ยมกับเกลือชนิดต่างๆ
อีกสักกองหนึ่ง
และคงได้กำมะถัน เหล็ก
แมกนีเซียมและธาตุอื่นๆ
อีกจำนวนเล็กน้อย
องค์ประกอบเหล่านี้
ถ้าเอาไปขายก็คงไม่ได้ราคาสักเท่าไหร่
แต่ธรรมชาติกลับนำเอาวัตถุดิบที่แทบไม่มีมูลค่าเหล่านี้
มาเชื่อมต่อกันทีละอะตอม
ด้วยวิศวกรรมนาโน
จัดเรียงกันจนกระทั่งได้มนุษย์ที่มีความสามารถในการดำรงชีพ
ซ่อมแซมตัวเองได้
ขยายจำนวนได้ คิดและฝันได้
จนมูลค่าที่เกิดขึ้นนี้ไม่สามารถประเมินได้
หากมนุษย์เราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีในการจัดเรียงอะตอมอย่างแม่นยำที่ว่านี้ขึ้นมา
ย่อมหมายถึงการผลิตสิ่งต่างๆในโลกยุคใหม่จะไม่มีผลพลอยได้ที่เราไม่ต้องการ
นั่นคือมลพิษ
การทำซ้ำจำนวนมากๆ
จะทำให้ราคาต่อหน่วยถูกลง
กลศาสตร์ควอนตัมกับเทคโนโลยีการคำนวณ
การศึกษาระบบที่มีขนาดเล็กมากๆ
แม้กระทั่งกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่มีความละเอียดสูงที่สุด
ก็ไม่อาจมองเห็นได้นี้
ถือว่าเป็นสิ่งท้าทายเป็นอย่างยิ่ง
เครื่องมือหนึ่งที่นักวิจัยใช้ศึกษาระบบนาโนคือกลศาสตร์ควอนตัม
ศาสตราจารย์ริชาร์ด ฟายน์แมน
นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล
ได้เคยกล่าวว่า
จากการพิจารณากฎทางฟิสิกส์อย่างละเอียดแล้ว
ไม่มีข้อแม้ใดๆที่จะมาขัดขวางความเป็นไปได้
ของเทคโนโลยีใหม่ที่มีความแม่นยำนี้
อย่างไรก็ตามการศึกษาด้วยกลศาสตร์ควอนตัมก็ประสบกับความยากลำบาก
ในการแก้ปัญหาสมการคณิตศาสตร์ที่ยุ่งยากซับซ้อน
ถึงขนาดที่ศาสตราจารย์เฟอร์มี
ดิแรก
หนึ่งในผู้พัฒนาได้ปรารภอย่างท้อๆว่า
ท่านเชื่อว่ากฎส่วนใหญ่ทางฟิสิกส์นั้นถูกค้นพบแล้ว
และกฎเหล่านี้โดยเฉพาะกลศาสตร์ควอนตัมเพียงอย่างเดียว
ก็ครอบคลุมทั้งหมดของวิชาเคมีเลย
แต่การประยุกต์กฎเหล่านี้ไปใช้จะต้องผ่านสมการที่ยุ่งยากมากจนอาจแก้ไม่ได้เลย
โชคดีที่ ณ
วันนี้เรามีเทคโนโลยีในการคำนวณที่สามารถนำเอากฎทางกลศาสตร์ควอนตัมมาประยุกต์ใช้กับระบบนาโน
ผ่านการออกแบบและจำลองด้วยคอมพิวเตอร์
ทำให้เราสามารถที่จะศึกษาและเข้าใจความเป็นอยู่ในระดับนาโนได้ดียิ่งขึ้น
นำไปสู่การพัฒนานาโนเทคโนโลยีในอนาคต



ขนมโดนัทซึ่งเป็นขนมพื้นเมืองของเนเธอแลนด์ แต่เดิมไม่มีรูตรงกลาง แต่เป็นแป้ง ทอดมีรสหวาน บางครั้งโรยน้ำตาลด้วย มีชื่อภาษาดัตช์ที่แปลเป็นไทยได้ว่า ขนมน้ำมัน (oil cake) ชาวยุโรปที่อพยพไปสหรัฐอเมริกาในต้นศตวรรษที่ 17 ได้นำขนม ประเภทนี้ไปด้วยเนื่องจากขนมนี้มีรูปร่างกลมเล็กเท่าลูกวอลนัท ชาวนิวอิงแลนด์ จึงเรียกขนมนี้ใหม่ว่า โด ซึ่งแปลว่า ก้อนแป้ง รูตรงกลางโดนัทเพิ่งเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 เมื่อนาย แฮนสัน เกรกอรี กัปตันเรือชาวเมืองรอคพอท รัฐเมน เจาะรูแป้งโดนัท ที่มารดากำลังจะทอด เพราะคิดว่าการขยายพื้นผิวหน้าของขนม จะทำให้ทอดได้ง่ายขึ้น และสุกเร็วขึ้น เพราะแต่เดิมนั้น ตรงกลางของโดนัทมักจะแฉะสุกไม่ทั่ว เมืองรอคพอทมีความภาคภูมิใจในรูของ โดนัทมาก ถึงกับสร้างป้ายทองแดงจารึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้เอาไว้
โพรารอยด์คืออะไรโพรารอยด์เป็นวัตถุโปร่งแสงชนิดหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการตัดแสงที่มันจ้าเกินไป มันจะช่วยให้สายตาของเราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น เรานำโพรารอยด์มาทำเป็นแว่นกันแดด ทำที่กรองแสงในกล้องถ่ายรูปเป็นต้น โพรารอยด์ประกอบด้วยวัตถุโปร่งแสงที่มีลักษณะเป็นผลึก ซึ่งสามารถสะท้อนแสง และทำให้แสงพุ่งไปในทางเดียวกันได้ เพราะโดยปกติแล้วรังสีของแสงที่ส่องสว่างให้เราเห็นนั้นจะมีการประจายไปในทุกทิศทุกทาง แต่เมื่อรังสีเหล่านี้ผ่านเข้าไปในโพรารอยด์ จะทำให้แสงพุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เราสามารถมองเห็นได้
กำแพงเสียงคืออะไรกำแพงเสียงเป็นภาพการสมมติ แต่มีปรากฏการณ์ชนิดหนึ่งเกิดขึ้นคล้ายๆ กับเป็นกำแพงเสียง ซึ่งเป็นแรงที่ดึงให้เครื่องบิน บินได้ช้าลง เมื่อเครื่องบินบินเร็วใกล้ความเร็วของเสียง ซึ่งเป็นความเร็วประมาณ 332 เมตร/วินาที ในขณะที่เครื่องบินบินอยู่ในอากาศนั้น มันจะดันให้คลื่นเสียงชิดกันมากขึ้น ยิ่งเมื่อเครื่องบินบินใกล้ความเร็วของเสียงมากเพียงไร คลื่นเสียงก็จะถูกกดดันมากขึ้นทุกทีในที่สุดทำให้เกิดเป็นเสียงสนั่นหวั่นไหว เครื่องบินที่บินได้เร็วกว่าเสียงนั้น เรียกว่า ซุปเปอร์โซนิค การสร้างเครื่องบินให้บินเร็วกว่าเสียงนั้น เป็นปัญหาที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่มาก เพราะทำให้เกิดมลภาวะทางเสียงต่อมนุษย์และสัตว์ เพราะเสียงของคลื่นเสียงที่เกิดขึ้นนั้นดังมากทีเดียว และเป็นอันตรายต่อประสาทหู

ระเบิดพวงคือระเบิดที่ด้านหัวมีลักษณะคล้ายกระบอก
บรรจุระเบิดลูกเล็ก ๆ
อีกจำนวนมาก
ระเบิดชนิดนี้มีศักยภาพโจมตีเป้าหมายต่าง
ๆ เช่น ยานยนต์หุ้มเกราะ คน
หรือเพื่อวางเพลิง
มันอาจครอบคลุมพื้นที่เป็นวงกว้าง
แต่ไม่มีการนำทางที่แม่นยำ
นอกจากนี้ยังมีอัตราด้านถึง
5%
คืออาจจะไม่ระเบิดโดยทันที
แต่จะเป็นเหมือนทุ่นระเบิดที่อาจระเบิดขึ้นในอีกหลายปีให้หลัง
ระเบิดพวงมาตรฐานที่สหรัฐฯ
ใช้คือ CBU-87/B น้ำหนักราว 430
กิโลกรัม บรรจุระเบิดเล็ก
BLU-97/B ได้ 202 ลูก
ทิ้งได้จากเครื่องบินโจมตีหลายแบบและหลายระดับความสูง
เมื่อทิ้งลงมาหางของระเบิดจะทำให้ระเบิดหมุน
โดยมีอัตราเร็วต่าง ๆ
กันไปได้ 6 ระดับ
และกระบอกบรรจุระเบิดเล็กจะเปิดออกที่ระดับความสูงระดับหนึ่งระดับใดที่กำหนดไว้ล่วงหน้าได้
10 ระดับ ระหว่าง 300-3,000 ฟุต
เมื่อกระบอกระเบิดเปิดออก
ระเบิดลูกเล็กสีเหลืองขนาดเท่ากับกระป๋องน้ำอัดลมราว
200
ลูกจะกระจายออกเป็นวงกว้าง
ครอบคลุมพื้นที่ได้ราว 200 x 400
เมตร
ขึ้นอยู่กับอัตราเร็วการหมุนและระดับความสูงที่ปล่อยระเบิด
ระเบิดลูกเล็กจะปล่อยส่วนหางพองลม
ที่ช่วยรักษาสมดุลและทำให้แน่ใจว่านำส่วนหัวลง
ตัวระเบิดเล็กมีดินระเบิดที่สามารถเจาะทะลุเกราะได้ลึกราว
17 เซนติเมตร
แตกเป็นกระสุนปืนใหญ่ได้ราว
300 ชิ้น
ทำให้เกิดรัศมีการระเบิดได้ถึง
76 เมตร
นอกจากนี้ระเบิดเล็กบางชนิดยังมีเครื่องตรวจจับความร้อน
ที่จะช่วยนำทางไปหาเครื่องยนต์ของยานพาหนะด้วย
อีบอม์
การเปิดฉากโจมตีอิรักของสหรัฐฯในปฎิบัติการล้มล้างซัดดัมของบุชที่
คาดกันว่า อาวุธแรกสุดที่
สหรัฐฯจะงัดออกมาใช้คือ อีบอมบ์
ซึ่งเป็นระเบิดที่มีอานุภาพทำลายล้างระบบไฟฟ้า
อิเลคทรอนิกส์ และ
การสื่อสารแรงสูง
โดยไม่ก่ออันตรายต่อชีวิตของประชาชน
ก่อนที่เราจะได้เห็นประสิทธิภาพอีบอมบ์
ผู้จัดการออนไลน์ขอนำข้อมูลที่สายัณห์
เล็กอุทัย เจ้าของคอลัมน์
คารวะแผ่นดิน
ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการที่เคยเขียนถึงอีบอมบ์เอาไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม
2544 มาเสนอให้ทราบดังนี้
การสร้างระเบิดอี-บอมบ์มาจากการพัฒนาของวงการวิทยาศาสตร์ทางการทหารที่ได้นำเทคนิคของอีเอ็มพี
(EMP) หรือ Electromagnetic Pulseมาเสริมเข้ากับระบบการช่วยเสริมการรบของทั้ง
3
เหล่าทัพจึงมีการทุ่มงบประมาณมหาศาลเข้าสู่โครงการนี้
ทำให้เกิดการค้นคว้าสิ่งใหม่ๆ
สืบเนื่องจากนี้ คือ
มีการทำลายแยกเป็น 2
ระบบคือ
ระบบเข้าทางประตูหน้า
และระบบเข้าทางประตูหลังร่วมกันหรือ
Front Door & Back Door Coupling
การทำลายระบบสื่อสารฝ่ายตรงข้ามด้วยคลื่นระบบ
EMP
นี้ให้เข้าทางเสาอากาศหรือฐานรับสัญญาณที่มีอยู่ตามปกติ
โดยการอัดกระแสแม่เหล็กไฟฟ้าแรงสูง
ดันตามทางเข้าตรงเรียก Front
Door
ประตูหน้าเช่นใช้คลื่นวิทยุเรียก
R.F. Bomb
เป็นตัวนำส่วนประตูหลังก็คือ
การกระจายแรงอัดของคลื่นที่
เดินทางไปสมทบอีกส่วนหนึ่ง
โดยการตั้งปรับระดับความแรงและขนาดคลื่นสั้น-ยาวตามเป้าหมายก่อให้เกิดการไหม้ระบบภายในของสายและอุปกรณ์เครื่องมือ
ระเบิดแบบคลื่นความถี่วิทยุหรือ
R.F. Bomb
เป็นการเน้นการทำลายระบบสาธารณูปโภค
Infrastructure
ของเมืองหรือของข้าศึกที่อาศัยอยู่ใต้พื้นดินลึก
หรืออยู่ในถ้ำ/อุโมงค์/หรืออาคารที่ก่อสร้างแบบพรางตา
หลักการคือใช้
E-Bomb ร่วมกับ R.F. Bomb
ทำลายเครือข่ายการรับส่งวิทยุ
โทรศัพท์
โทรคมนาคมที่สามารถควบคุมอาณาบริเวณหรือเฉพาะจุดก็ได้โดยผ่านการจุดระเบิดทำให้เกิดการช็อต
(Short)Circuit
ลัดวงจรด้วยคลื่นความถี่สูงให้ผ่านเสาอากาศฐานดาวเทียมหรือเสาโทรทัศน์ที่รับสัญญาณภาพตามบ้านทั่วไปก็อาจถูกทำลาย
รวมถึงตัวเครื่องรับโทรทัศน์อีกด้วยแม้แต่หน่วยรบที่ขุดหลุมหลบภัยใต้ดินคลื่นนี้ก็จะไหล
จากเสาอากาศลงสู่สายสู่เครื่องรับปลายทาง
และทำลายระบบไฟฟ้าให้เสื่อมเสียหายในที่สุดอาวุธประเภทนี้จัดอยู่ในหมวดอาวุธสมัยใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องทำลายชีวิตเพียงแต่ทำลายอุปกรณ์หรือหวังผลเฉพาะกิจเพื่อให้หมดสมรรถภาพในการต่อสู้ป้องกันตัวพ่ายแพ้ไป
ระบบนี้เรียก Non-Lethal Weapon
อาวุธที่ไม่ทำให้ถึงกับตาย
เพียงแต่พิการชั่วคราว

ลักษณะเฉพาะของ
BGM-109 โทมาฮอว์ก
ความยาว:
5.56 เมตร (18 ฟุต)
น้ำหนัก:
1,300 กิโลกรัม (ประมาณ 2,200 ปอนด์)
ความกว้างปีกสู่ปีก:
2.67 เมตร (ราว 9 ฟุต)
พิสัย:
1,600 กิโลเมตร
จรวดร่อน
จรวดร่อนเป็นชื่อสามัญของอาวุธที่นำวิถีตัวเองได้
และบินได้ในลักษณะเดียวกับเครื่องบิน
ในทางทหารนับว่าเป็นอาวุธที่ราคาถูก
(ประมาณ 600,000 ดอลลาร์)
สร้างได้ง่าย
สามารถปล่อยจากทะเล
พื้นดิน
หรืออากาศได้ครั้งละมาก ๆ
จรวดร่อนชนิดที่มีชื่อคุ้นหูกันที่สุด
คือ BGM-109 โทมาฮอว์ก
ที่สหรัฐฯ
ใช้ถล่มอิรักในช่วงสงครามอ่าว
เมื่อจรวดถูกปล่อยสู่อากาศมันจะกางปีก
จากนั้นก็เปิดระบบนำทางและสื่อสาร
ในช่วงต้น ๆ
ระเบิดจะนำทางด้วยระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นดิน
(GPS)
และคำนวณทิศทางการบินจากการเคลื่อนไหวตั้งแต่ปล่อยจรวด
เมื่อปล่อยออกมาแล้วเป็นการยากที่จะหยุดจรวดร่อนได้
โดยเฉพาะถ้าปล่อยออกมาเป็นชุด
เพราะจรวดมีขนาดเล็กและเคลื่อนที่ได้เร็ว
จรวดร่อน อ่าน
พื้นที่ที่บินผ่านได้
ด้วยซอฟต์แวร์เปรียบเทียบระดับความสูงต่ำของภูมิประเทศ
(TERCOM)
โดยเปรียบเทียบภาพที่เห็นบนพื้นดินกับภาพ
3
มิติของเส้นทางที่กำหนดไว้
และปรับระดับการบินตามนั้น
และเมื่อเข้าไปใกล้เป้าหมายก็จะใช้ระบบนำทาง
DSMAC
ที่แม่นยำมากขึ้นเพื่อเปรียบเทียบเป้าให้ตรงกับที่กำหนด
จากนั้นก็ยิงหัวอาวุธหนัก
1,000 ปอนด์เข้าใส่เป้า
จรวดร่อนเป็นอาวุธที่สหรัฐฯ
เลือกใช้ตั้งแต่หลังสงครามอ่าวปี
1991
และเริ่มสะสมเรือที่สามารถยิงจรวดร่อนชนิดโทมาฮอว์กได้ในช่วงตลอด
10 ปีที่ผ่านมา
กองทัพสหรัฐฯ
อ้างว่าจรวดนี้มีความแม่นยำถึง
90%
แต่ก็ไม่มีการยืนยันคำกล่าวอ้างดังกล่าวจากหน่วยงานอิสระอื่น
แม้เทคโนโลยีจะมีความแม่นยำสูง
แต่เครื่องบินร่อนก็มีโอกาสปฏิบัติงานผิดพลาด
เพราะซอฟต์แวร์กำหนดไว้ว่าจรวดต้องบินจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดเท่านั้นจึงจะเทียบตำแหน่งได้
นอกจากนี้หากข้อมูลแผนที่ที่ใส่ไว้ไม่ดีจรวดก็อาจทำงานผิดพลาด
สหรัฐฯ
ตั้งใจจะพัฒนาจรวดร่อนให้มีความสามารถสูงกว่านี้
โดยสามารถบินรอบเป้าหมายและส่งภาพถ่ายกลับยังฐานได้
เพื่อให้ผู้บังคับการสรุปว่าเป็นเป้าหมายที่ต้องโจมตีหรือไม่
และหากเป้าหมายถูกทำลายไปแล้วเจ้าหน้าที่ควรจะสามารถสั่งให้จรวดไปทำลายเป้าหมายอื่น
ๆ ที่สั่งการไว้
หรือเพิ่มข้อมูลตำแหน่งของเป้าหมายใหม่เข้าไปก็ได้
ขีปนาวุธสกั๊ด

ปี 1974
อิรักได้รับเครื่องส่งสกั๊ด-บี
และตัวขีปนาวุธจากสหภาพโซเวียต
โดยรวมแล้วเชื่อกันว่าอิรักได้นำเข้าขีปนาวุธที่ใช้เชื้อเพลิงเหลวชนิดนี้ทั้งหมด
800 ลูก
และเครื่องส่งขีปนาวุธเคลื่อนที่อีก
11 เครื่อง
| ขีปนาวุธ | วิถี |
| อัล ฮุสเซน | 600 กิโลเมตร |
| อัล ฮิจาราห์ | 750 กิโลเมตร |
| อัล แอ็บบาส์ | 900 กิโลเมตร |
| อัล อาบิด (ทามมูซ-2) | 3,000 กิโลเมตร |
เรือบรรทุกเครื่องบิน
ธีโอดอร์ รุสเวลต์
เรือบรรทุกเครื่องบิน
ธีโอดอร์ รุสเวลต์ ของสหรัฐฯ
มีลักษณะไม่ต่างจากสนามบินลอยน้ำ
โดยสามารถปล่อยเครื่องบินรบ 4
ลำทุกๆ 1 นาที
จากดาดฟ้าที่เป็นลานบินอันมีพื้นที่
4.5 เอเคอร์
ธีโอดอร์
รุสเวลต์
และเรือบรรทุกเครื่องบินพลังนิวเคลียร์ชั้น
นิมิตซ์ ลำอื่นๆ อีก 7 ลำ
คือแกนหลักของกำลังนาวีสหรัฐฯในเวลานี้
ซึ่งสามารถปฏิบัติการในขอบเขตทั่วโลก
ระหว่างออกปฏิบัติการ
เรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์เหล่านี้
ไม่ได้ไปเพียงลำพัง
แต่จะมีฐานะเป็นศูนย์กลางของกองเรือรบ
1 กอง ซึ่งประกอบไปด้วย
เรือลาดตระเวนติดขีปนาวุธ ,
เรือพิฆาต , เรือฟริเกต ,
เรือส่งกำลังบำรุง,
และเรือดำน้ำ
เรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์มีความยาวกว่า
1,082 ฟุต (330 เมตร) และหนักเกือบ 100,000
ตัน
แต่ละลำบรรทุกเครื่องบินได้เต็มที่
85 ลำ
โดยเก็บไว้ในโรงเก็บใต้ชั้นดาดฟ้า
และมีลูกเรือของตัวเรือเองตลอดจนของเครื่องบินที่บรรทุกมา
รวมแล้วกว่า 5,000 คน
นอกจากมีเรือบริวารคอยระแวดระวังแล้ว
ภายในเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ยังอาวุธป้องกันตัวเองเพียบ
อาทิ ขีปนาวุธ, ปืนเรือ ,
และอาวุธเป้าลวงชนิดต่างๆ
ข้อมูลจำเพาะ
ลูกเรือ:
5,500
เครื่องบิน:
85
ความเร็ว:
34.5 ไมล์ต่อชม. (30น็อต)
ความยาว:
330 เมตร (1082 ฟุต)
ความกว้าง(ลานบินดาดฟ้า):
76.8 เมตร (252 ฟุต)
น้ำหนัก:
86,100 ตัน

US:
เครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกล
B-2 Spirit
รูปร่างโดดเด่นแปลกตา
ที่เป็นแฉกหยักแหลมทรงสามเหลี่ยมของเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกล
บี-2
อันเป็นเครื่องรุ่นใหม่ของกองทัพอากาศสหรัฐฯนี้
คือส่วนสำคัญส่วนหนึ่งซึ่งทำให้มันมีคุณสมบัติ
stealth --สามารถหลบหลีกการตรวจจับของเรดาร์ข้าศึกได้
ในอดีตที่ผ่านมา
ลูกเรือของเครื่องบินทิ้งระเบิดย่อมต้องฝึกฝนวิธีบินในระดับต่ำมากๆ
เพื่อพยายามหลบเร้นจากเรดาร์ฝ่ายศัตรู
แต่สำหรับ บี-2
เครื่องบินทิ้งระเบิด 4
เครื่องยนต์ชนิดนี้
ด้วยคุณสมบัติซึ่งทำให้เรดาร์ตรวจจับได้ยาก
ทำให้มันสามารถปฏิบัติการในระดับเพดานบินสูงๆ
ซึ่งหมายถึงการมีพิสัยปฏิบัติการได้ดีกว่า
และมีขอบเขตในการค้นหาและถล่มโจมตีเป้าหมายได้กว้างขวางยิ่งกว่า
ด้วยราคาลำละประมาณ 1,300
ล้านดอลลาร์ จึงมีการสร้าง
บี-2 ขึ้นมาเพียง 22 ลำ โดย 16
ลำได้รับมอบหมายภารกิจทำการสู้รบ
จุดอ่อนของมันคือ
สารเคลือบผิวเครื่องบินซึ่งเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้มันหลีกเร้นเรดาร์ได้
มีความจำเป็นต้องได้รับการซ่อมบำรุงหลังจากภารกิจในแต่ละเที่ยว
ถึงแม้กองทัพอากาศสหรัฐฯบอกว่า
ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่พูดกันจนเว่อร์หรอก
อีกทั้งการดูแลรักษา บี-2
ก็ไม่จำเป็นถึงขั้นต้องให้มันอยู่เฉพาะโรงเก็บพิเศษของมันเองที่มีระบบควบคุมอากาศเป็นอย่างดี
บี-2 จำนวน 6 ลำ
มีส่วนร่วมในการโจมตี 3
วันแรกในศึกอัฟกานิสถาน
โดยบินจากบ้านประจำของมันที่ฐานทัพอากาศไวต์แมน
มลรัฐมิสซูรี
และเติมน้ำมันกลางอากาศหลายๆ
หน ตามเส้นทางสู่เป้าหมาย
ด้วยความเร็วระดับสูงสุดเกือบเท่าความเร็วเสียง
ภารกิจแต่ละเที่ยวของบี-2
มักกินเวลามากกว่า 40 ชั่วโมง
มีอยู่เที่ยวหนึ่งยาวนานถึง
44 ชั่วโมง
และว่ากันว่ากลายเป็นเที่ยวบินเพื่อการสู้รบซึ่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การบินทีเดียว
ภารกิจยาวนานเช่นนี้
นักบินซึ่งมีอยู่ 2
คนต้องผลัดกันงีบหลับเป็นระยะสั้นๆ
ในศึกอัฟกานิสถาน
เที่ยวบินสู้รบของ บี-2
เริ่มต้นจากไวต์แมน
เดินทางไปโจมตีในอัฟกานิสถาน
แล้วก็ต่อไป่ที่เกาะดิเอโกการ์เซีย
ของอังกฤษซึ่งตั้งอยู่กลางมหาสมุทรอินเดีย
จากนั้นเครื่องบินก็จะบินกลับบ้าน
โดยนักบินคู่ใหม่ที่สดชื่น
และใช้เวลาเดินทางราว 30
ชั่วโมง
เครื่องบิน บี-2
สามารถบรรทุกระเบิดนิวเคลียร์หรือระเบิดธรรมดาได้
40,000 ปอนด์ (18,140 กิโลกรัม)
และในระหว่างศึกโคโซโว
ก้เป็นเครื่องบินรุ่นแรกที่ได้ใช้ระเบิดนำวิถีด้วยดาวเทียมรุ่นใหม่แบบ
จีดีเอเอ็ม
ข้อมูลจำเพาะ
ลูกเรือ:2
ความเร็วสูงสุด:เกือบเท่าเสียง
อาวุธหลัก:ระเบิดธรรมดาหรือระเบิดนิวเคลียร์
40,000 ปอนด์ (18,144 กก.)
ความยาว:69
ฟุต (20.9 เมตร)
จากปลายปีกสู่ปลายปีก:172
ฟุต (52.12 เมตร)
น้ำหนัก:336,500
ปอนด์ (152,635 กิโลกรัม)
พิสัยข้ามทวีป
เครื่องบินทิ้งระเบิด
B-52 Stratofortress
บี-52
เริ่มเป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ปี
1955
เครื่องบินรุ่นนี้ได้รับการออกแบบมาให้เป็นแกนหลักในกองกำลังเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์พิสัยไกลของสหรัฐฯ
แต่บ่อยครั้งก็ถูกนำมาใช้ทิ้งระเบิดที่ไม่ใช่นิวเคลียร์ด้วย
ในสงครามอ่าวเปอร์เซีย บี-52
เป็นผู้โปรยระเบิดประมาณ 40%
ของระเบิดซึ่งฝ่ายอเมริกันและพันธมิตรใช้กัน
ส่วนในสงครามโคโซโว บี-52
ที่ติดตั้งจรวดร่อนรุ่นยิงจากอากาศ
ก็เป็นผู้เปิดฉากการโจมตีกองกำลังฝ่ายยูโกสลาเวีย
เครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นนี้มีความยาวเกือบ
160 ฟุต (49 เมตร)
และช่วงจากปลายปีกหนึ่งสู่อีกปลายหนึ่งก็ยาวถึง
185 ฟุต (56 เมตร)
มันต้องใช้เครื่องยนต์ไอพ่นเทอร์โบแฟนถึง
8 เครื่อง
ติดตั้งกระจายอยู่ที่ปีกโดยแบ่งเป็น
4 คู่
แม้ทำความเร็วสูงสุดได้เพียงราว
650 ไมล์ต่อชั่วโมง (1,046
กิโลเมตรต่อชั่วโมง) แต่บี-52
ก็มีพิสัยปฏิบัติการโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงเลย
ถึงกว่า 8,000 ไมล์ (12,870 กิโลเมตร)
ขณะที่บรรทุกระเบิดอยู่ 10,000
ปอนด์ (4,536 กิโลกรัม)
อีกทั้งสามารถบินสูงจนถึงระดับ
50,000 ฟุต (15,240 เมตร)
อันที่จริง
เครื่องบินรุ่นนี้ยังสามารถบินในระดับต่ำๆ
โดยใช้ระบบเรดาร์แสดงสภาพพื้นดินที่อยู่ข้างหน้าเครื่องบินเป็นระยะทางไกลถึง
10 ไมล์
ทว่าบทบาทนี้ของมันได้ถูกยกเลิกไปแล้ว
พวกนักบินจะต้องสวมหน้ากากสำหรับใช้มองในเวลากลางคืน
เพื่อให้สามารถมองฝ่าความมืดมิดได้
บี-52
ในอดีตแต่ละลำเคยใช้ลูกเรือ 6
คน
ประจำอยู่ภายในเครื่องซึ่งสร้างเป็น
2 ชั้น
แต่ในเวอร์ชั่นปัจจุบันใช้ลูกเรือเพียง
5 คน
เนื่องจากหน้าที่พลปืนหลังได้ถูกยกเลิกไป
ลูกเรือทั้ง 5 คนได้แก่
ผู้บังคับการ, นักบินผู้ช่วย ,
เจ้าหน้าที่สงครามอิเล็กทรอนิก
, ต้นหน , และ ต้นหนเรดาร์
ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ปล่อยระเบิด
ช่องบรรจุอาวุธภายในเครื่องบินที่มีความยาว
28 ฟุต
ตลอดจนบริเวณช่องติดตั้งใต้ปีกของ
บี-52 แบบปัจจุบัน ซึ่งเป็นแบบ
เอช
สามารถบรรจุระเบิดและขีปนาวุธรวมๆ
กันไปได้หลายชนิด อาทิ
ระเบิดขนาด 500 ปอนด์ (227 กิโลกรัม)
51 ลูก , ระเบิดพวง 30 ชุด,
หรือขีปนาวุธจรวดร่อน 20 ลูก
สหรัฐฯมี บี-52
จำนวน 44
ลำเตรียมพร้อมไว้ใช้ปฏิบัติการสู้รบอยู่ตลอดเวลา
คาดหมายกันว่าเครื่องบินรุ่นนี้ยังจะถูกใช้งานต่อไปอีก
40 ปี
ข้อมูลจำเพาะ
ลูกเรือ:5
อาวุธหลัก:ระเบิดและขีปนาวุธน้ำหนักรวมกัน
70,000 ปอนด์ (31,500 กก.)
ความยาว:159
ฟุต 4 นิ้ว (48.5 เมตร)
จากปลายปีกสู่ปลายปีก:185
ฟุต (56.4 เมตร)
ความเร็วสูงสุด:650
ไมล์ต่อชั่วโมง (1,046
กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
น้ำหนัก:488,000
ปอนด์ (219,600 กิโลกรัม)
พิสัย:8,800
ไมล์ (14,160 กิโลเมตร)
โรคทางเดินหายใจ
เฉียบพลันรุนแรง ( Severe Acute Respiratory
Syndrome: SARS)
เกิดจากเชื้อไวรัส (RNA ไวรัส )
ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นสายพันธุ์ใด
ซึ่งไม่ใช่เชื้อไข้หวัดใหญ่
ไวรัส มีเชื้ออยู่ในเสมหะ
น้ำมูก น้ำลาย
ติดต่อทางการหายใจคล้ายไข้หวัด
คือ การไอ จาม รดกัน
และการสัมผัสกับเชื้อ
ที่อาจติดปนเปื้อน
อยู่กับของใช้ส่วนตัว
ระบาดในภูมิภาคต่างๆ 13
ประเทศทั่วโลก
เมืองและประเทศที่พบผู้ป่วยและมีการเกิดโรคดังกล่าวมีดังนี้
เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา,
เมืองสิงคโปร์
ประเทศสิงคโปร์, เมืองฮานอย
ประเทศเวียดนาม, มณฑลกวางตุ้ง,
ฮ่องกง, ไต้หวัน ประเทศจีน
ผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลก
(ฮู) และฮ่องกง กล่าวว่า
ไวรัสมรณะ แพร่ระบาด
ผ่านของเหลว
จากน้ำมูกหรือการไอ
การติดเชื้อโดยตรง
มักจะเกิดขึ้นภายใน
รัศมีประมาณ 1 เมตร
อาการของโรค
ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการป่วย
ภายใน 2-7 วัน
บางรายอาจจะนานถึง 10-14 วัน
อาการป่วย ได้แก่ ไข้ (อุณหภูมิ
สูงเกิน38 องศาเซลเซียส)
เจ็บคอ ไอ
ถ้าเป็นมากอาจมีอาการหอบหรือหายใจลำบาก
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ กว่าร้อยละ
90 จะหายป่วยภายใน 2-3 สัปดาห์
แต่บางรายมีอาการปอดอักเสบรุนแรงถึงเสียชีวิต
อัตราผู้ป่วยเสียชีวิตประมาณ
ร้อยละ 3.5


เครื่องจักรกลของ ATWOOD
ใส่ค่ามวลของลูกบอล 2 ลูก "มวล1" และ " มวล 2" กดปุ่ม go ถ้ามวลทั้งสองมีค่าแตกต่างกัน มวลจะมีการเคลื่อนที่ด้วยความแร่ง ถ้าเรากดปุ่ม ความเสียดทาน มวลของรอกจะนำมาคิดร่วมด้วย ให้เราใส่ค่า " มวล 3" ลงไป แต่ถ้าไม่มีความเสียดทาน มวลของรอกไม่ต้องนำมาคิด ในที่นี้ความหมายของคำว่าความเสียดทาน คือความเฉื่อยของรอกนั่นเอง
ใบบันทึกผลการทดลอง
m1 = 5 No friction
| m2 | a ทดลอง | a ทฤษฎี |
| 6 | ||
| 7 | ||
| 8 | ||
| 9 | ||
| 10 |
m1 = 5 , m3 = 2 friction กดที่รูปภาพหรือที่นี่เพื่อเข้าสู่การทดลอง
ครั้งที่
ภาพประจำสัปดาห์