ฟิสิกส์ราชมงคล

index 101

 

เพียงพอนเล็กสีน้ำตาล 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Malaysian Weasel 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Mustela nudipes

ลักษณะทั่วไป
    
ลักษณะและขนาดคล้ายพังพอนธรรมดา แต่มีขนสีแตกต่างกัน มีตั้งแต่สีขาวปนเทาจนถึงน้ำตาลแดง หัวและจมูกสีซีดกว่าลำตัว ปลายหางขาว ตัวเมียมีนม 4 เต้า ฝ่าเท้าไม่มีขน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     เพียงพอนเล็กสีน้ำตาลมีถิ่นอาศัยในทางตอนใต้ของประเทศไทย มาเลเซีย สุมาตรา บอร์เนียว
     กินพวกสัตว์เล็กๆ เช่น กบ หนู เขียด แมลง และเป็ด ไก่

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบหากินตามพื้นดินเวลากลางคืน และตามปกติแล้วไม่ขึ้นต้นไม้
     เพียงพอนเล็กสีน้ำตาลออกลูกครั้งละ 1 – 4 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์สงขลา
 

มารา 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Mara(Patagonian Cavy)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Dolichotis patagonum

ลักษณะทั่วไป
    
มีใบหน้าและหูคล้ายกระต่าย แต่มีลำตัวคล้ายสุนัขหรือกวางขนาดเล็ก ลำตัวยาวประมาณ 70 - 75 เซนติเมตร มีหางสั้นประมาณ 4 - 5 เซนติเมตร ลำตัวมีขนสีน้ำตาล ด้านท้องมีสีขาวปนน้ำตาลแดง มีขนบริเวณ ก้นสีขาว ขาคู่หลังเรียวยาวกว่าขาคู่หน้า เท้าหน้ามี4 นิ้ว เท้าหลังมี 3 นิ้ว และมีใบหูใหญ่
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบแพร่กระจายบริเวณทุ่งหญ้าแพมพัสในตอนกลางและตอนใต้ของประเทศอาเจนตินา
     อาหารได้แก่หญ้า พืช เปลือกไม้ รากไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
      
     มาราตั้งท้องนาน 90 - 93 วัน น้ำหนักแรกเกิด 400 - 450 กรัม หย่านมเมื่ออายุ 2-3 เดือน วัยเจริญพันธุ์อายุ 1 - 5 ปี มีอายุยืน 10 - 15 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่

ม้าลาย 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Common Zebra(Burchell's Zebra)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Equus burchellii

ลักษณะทั่วไป
    
พบทั่วไปในทวีปแอฟริกาแถบที่ราบโล่งทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบทั่วไปในทวีปแอฟริกาแถบที่ราบโล่งทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า
     กินหญ้าและเมล็ดพืช

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามที่ราบโล่งที่เป็นหญ้า ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ฝูงหนึ่งมีหลายร้อยตัวจนถึงเป็นพันก็มี โดยจะเล็มหญ้าหากินร่วมกับสัตว์อื่นในทุ่งกว้าง เช่น นกกระจอกเทศ ยีราฟ แอนตีโลป และสัตว์กีบชนิดอื่นๆ ม้าลายมักจะมีนกกินแมลงจับเกาะอยู่บนหลัง เพื่อช่วยระวังภัยและกินพวกแมลงที่มารบกวน และมีนกกระจอกเทศและยีราฟคอยช่วยเป็นป้อมยามคอยเตือนภัยและระวังภัยให้ เพราะม้าลายสายตาไม่ค่อยดี แต่จมูกและหูไวมาก ฟันคม
     ม้าลายเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 2 ปี ตั้งท้องนานประมาณ 345-390 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว มีอายุยืนประมาณ 25-30 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

เม่นหางพวง 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Brush-tailed Porcupine 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Atherurus macrourus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นสัตว์ฟันแทะเช่นเดียวกับเม่นชนิดอื่น แต่ตัวเล็กกว่า ขนบริเวณหลังยาวมากและจะค่อย ๆ สั้นลง ส่วนท้ายของลำตัวขนมีลักษณะแบน และเป็นร่องยาวอยู่ทางด้านบน เม่นหางพวงไม่มีขนตลอดทั่วทั้งหาง แต่ที่โคนหางจะมีขนสั้น ช่วงกลางหางมีเป็นเกล็ดๆ และที่ปลายหางมีขนขึ้นหนาเป็นกระจุกดูคล้ายเป็นพวง ขนดังที่กล่าวมานี้จะแบนคล้ายกระดาษและแหลมแข็ง แต่ขนที่หัว ขาทั้งสี่และบริเวณใต้ท้องเป็นขนแหลมแต่ไม่แข็ง ขาสั้น หูกลมเล็ก เท้ามีเล็บตรงทู่แข็งแรง เหมาะสำหรับขุดคุ้ยดิน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     เม่นหางพวง พบในประเทศจีนทางตอนใต้ เกาะไหหลำ อัสสัม พม่า ไทย อินโดจีน มาเลเซียและสุมาตรา สำหรับประเทศไทยพบทั่วไป แต่มีมากที่จังหวัดตรัง
     กินผัก หญ้า เผือก มัน หน่อไม้ ผลไม้ รากไม้บางชนิด กระดูกสัตว์ แมลง และเขาสัตว์

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     เม่นหางพวงพบตามป่าทั่วไป ชอบอาศัยอยู่ตามป่าใกล้น้ำ ลำธาร ลำห้วย ชอบ ขุดดินเป็นรูและเป็นโพรงชอนไปใต้ดินลึก ๆเป็นโพรงกว้าง 3–4 ฟุต ซึ่งพอสำหรับครอบครัว คือ พ่อ แม่ ลูก อยู่ได้อย่างสบาย บางครั้งขุดรูอยู่ใกล้ริมตลิ่ง ชอบออกหากินในเวลากลางคืนและไปด้วยกันหลายตัว ส่วนกลางวันมักนอนหลบซ่อนตัวในโพรงดิน หรือหลบซ่อนตัวตามรากโคนต้นไม้ใหญ่ หรือซอกหิน เม่นหางพวงวิ่งได้เร็วพอใช้ ขณะวิ่งชอบสบัดหางให้สั่นเพื่อให้เกิดเสียงขณะวิ่ง เพราะขนกระทบกันเอง เป็นการทำให้สัตว์อื่นตกใจกลัว
     เมื่อมีอายุ 2 ปีเม่นหางพวงจึงผสมพันธุ์ได้ ฤดูผสมพันธุ์ไม่แน่นอน ตั้งท้องนาน 4 เดือน ออกลูกครั้งละ 1–4 ตัว อายุยืนนาน 10 ปีเศษ

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 

เม่นใหญ่แผงคอยาว 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Malayan Porcupine 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Hystrix brachyura

ลักษณะทั่วไป
    
มีลำตัวค่อนข้างใหญ่กว่าเม่นชนิดอื่น มีขนบนสันคอเป็นเส้นอ่อน ๆ ตั้งขึ้นดูคล้ายกับแผงคอ ขนตามลำตัวท่อนหน้ามีสีน้ำตาลไหม้เป็นขนค่อนข้างสั้น ส่วนขนตามลำตัวท่อนหลังเป็นขนยาวมีสีขาวและมีวงรอบขนสีดำอยู่กลางขน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบใน ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ สุมาตรา บอร์เนียว พบในป่าทุกชนิด อาศัยตามโพรงดิน ซอกหินตามป่า
     เม่นใหญ่แผงคอยาวกินผัก หญ้า เผือก มัน หน่อไม้ เปลือกไม้บางชนิด ผลไม้ กระดูกสัตว์ และเขาสัตว์

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     สามารถปรับตัวให้อาศัยในหลากหลายสภาพแวดล้อม หากินเวลากลางคืน ในเวลากลางวันจะหลบอยู่ในโพรงดิน เมื่อพบศัตรูจะแสดงอาการขู่ โดยกระทืบเท้า ตั้งขนขึ้นและสั่นหางทำให้เกิดเสียงดัง เม่นไม่สามารถสลัดขนไล่ศัตรูได้ แต่ขนเม่นหลุดง่าย เมื่อศัตรูถูกขนเม่นตำ ขนจึงหลุดติดไปกับศัตรู
     เม่นใหญ่แผงคอยาวเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี ระยะตั้งท้องนาน 4 เดือน ออกลูกครั้งละ 2-3 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
 
 

เมียร์แคท 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Slender-tailed Meerkat(Suricate)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Suricata suricata

ลักษณะทั่วไป
    
เมียร์แคทหนึ่งในสมาชิกสัตว์ป่าของทวีปแอฟริกา มีลักษณะ หัวสั้น หน้ากว้าง จะมีจมูกยื่นยาวเพื่อประโยชน์ในการดมกลิ่น รอบขอบตาเป็นวงแหวนสีดำ มีนิ้วเท้าสี่นิ้ว มีขนสีน้ำตาลทองสลับดำขวางลำตัว หางยาวและส่วนปลายมีสีดำ เป็นสัตว์ในตระกูลเดียวกับพังพอน และชะมด
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในประเทศแอฟริกาใต้
     เมียร์แคทกินแมลงปีกแข็งและ หนอนผีเสื้อ รวมทั้งสัตว์มีกระดูกสันหลังเล็กๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ไม่ชอบอยู่กับที่ ชอบยืนชะเง้อคอ เพื่อตรวจดูและดมกลิ่นในบริเวณรอบๆ จะออกมารับแสงอาทิตย์ในช่วงเวลาเช้าเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น จะอาศัยรวมอยู่กันเป็นกลุ่ม บางกลุ่มอาจมีถึง 30 ตัว บางครั้งอาจพบอาศัยอยู่กับพวกกระรอกและเมียร์แคทแดง สัตว์ชนิดนี้จะมีประสาทสัมผัส ที่ดี โดยเฉพาะเรื่องการรับฟังเสียงจะสามารถได้ยินเสียงในรัศมีถึง 160 ฟุต (50เมตร) และจะอพยพย้ายที่อยู่เมื่อมีภัย นอกจากนี้เมียร์แคทจะขุดรูหรือโพรงถ้ำลึกลงไปในดิน โพรงดินที่สร้างขึ้นสามารถเชื่อมต่อกัน ทำให้มีช่องทางเข้าออกมากขึ้นและช่วยให้มันมีทางหลบหนีเมื่อมีภัยอีกด้วย
     เมียร์แคทจะขยายพันธุ์เมื่อมีอายุประมาณ 1 ปี จะออกลูกตามโพรง, ถ้ำ ช่วงฤดูผสมพันธุ์คือเดือน ตุลาคม-มีนาคม ระยะเวลาตั้งท้องประมาณ 11 สัปดาห์ ออกลูกครั้งละ 2-5 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 

แมวดาว 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Leopard Cat 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Prionailurus bengalensis

ลักษณะทั่วไป
    
รูปร่างคล้ายแมวขนาดใหญ่ มีสีน้ำตาลแกมเหลือง หูค่อนข้างยาว หลังหูสีดำมีจุดขาวตรงกลาง ตามตัวมีจุดสีน้ำตาลแกมดำเป็นจุดใหญ่อยู่ทั่วไป
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     มีถิ่นอาศัยอยู่ในสหภาพโซเวียต จีน ไต้หวัน อินโดจีน อินเดีย บังคลาเทศ พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเกาะพาลาวัน ในประเทศไทยพบอยู่ตามป่าทั่วทุกภาค
     แมวดาวกินนก หนู กระรอก กระแต จิ้งเหลน กิ้งก่า เป็ด ไก่ รวมทั้งงูด้วย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     หากินเวลากลางคืนทั้งบนดินและต้นไม้ ชอบนอนในโพรง บางครั้งกระโจนจากต้นไม้เพื่อจับสัตว์กิน เป็นสัตว์ที่ว่ายน้ำเก่ง
     แมวดาวเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี ระยะตั้งท้องนาน 70 วัน ออกลูกครั้งละ 2-3 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

 


แมวน้ำเคปเฟอร์ซีล(แมวน้ำแอฟริกาใต้) 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Cape Fur Seal(South African Fur Seal)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Arctocephalus pusillus pusillu

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้ใหญ่กว่าตัวเมีย โดยมีคอเป็นสันใหญ่ สีขนลำตัวของตัวผู้เป็นสีเทา-ดำ และมีสีน้ำตาลแซม น้ำหนักราว 247 กิโลกรัม ความยาว 2.15 เมตร ตัวเมียมีสีลำตัวเป็นสีน้ำตาล-เทา น้ำหนักราว 57 กิโลกรัม และมีความยาว 1.56 เมตร
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     ออกจับปลาในทะเลใกล้เกาะเล็ก ๆ และขึ้นฝั่งบนเกาะบริเวณชายหาดที่เป็นโขดหินที่มีการขึ้นลงของน้ำทะเลในเขตแอฟริกาใต้
     กินปลาเป็นอาหารหลักรวมทั้งปลาหมึกและหอย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     แมวน้ำเคปเฟอร์ซีลเป็นสัตว์สังคม อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ชอบล่าเหยื่อและหากินตามผิวน้ำหรือน้ำตื้นๆ หากินปลาตามเรือของชาวประมง
     ในช่วงกลางเดือนตุลาคม ตัวผู้จะไปยังพื้นที่ผสมพันธุ์ซึ่งเป็นชายหาดที่เป็นโขดหินและประกาศอาณาเขต อีกหลายสัปดาห์ต่อมาตัวเมียจะตามเข้ามาเพื่อออกลูกจำนวน 1 ตัว ซึ่งจะมีตัวเมียหลายตัวเข้ามาในอาณาเขต ตัวผู้ที่ครองอาณาเขตจะไล่ตัวผู้ตัวอื่นออกนอกอาณาเขตหากล้ำเข้ามา จนกว่ามันจะได้ผสมพันธุ์กับตัวเมียทุกตัว ตัวเมียจะเป็นสัดหลังการออกลูก 5 - 6 วัน และมีระยะการตั้งท้องนานประมาณ 1 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เชียงใหม่
 

แมวป่า(เสือกระต่าย)

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Jungle Cat 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Felis chaus

ลักษณะทั่วไป
    
แมวป่ามีรูปร่างคล้ายแมวบ้าน แต่มีขนาดใหญ่กว่าและขายาวกว่าเล็กน้อย หูตั้งยาว มีขนสีดำที่ปลายหูเป็นพู่ ด้านล่างของโคนหูสีส้มแกมเหลือง ขนใต้ท้องมีสีอ่อนเกือบขาว ตามตัวไม่มีลาย แต่ที่ขามีลายบ้าง หางมีลายเป็นปล้องดำและหางค่อนข้างสั้น
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบได้ตลอดทั่วทั้งเอเชีย ตั้งแต่ดินแดนสามเหลี่ยมของแม่น้ำโวก้าในรัสเซียลงมาถึงปาเลสไตน์ อินเดีย เนปาล ศรีลังกา พม่า ไทย อินโดจีน สำหรับประเทศไทยมีทั่วไปเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคกลาง มีตามป่าซึ่งไม่ค่อยรกทึบนัก
     แมวป่ากินสัตว์เล็กต่างๆ เป็นอาหาร เช่น หนู กระต่าย กิ้งก่า กบ เขียด นก ซากสัตว์ที่เสือใหญ่เหลือทิ้งไว้ก็กิน ชอบกินกระต่ายเป็นอาหาร ดังนั้นแมวป่าชนิดนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า“ เสือกระต่าย” เสียงร้องของมันคล้ายแมวบ้านมาก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     แมวป่าหรือเสือกระต่ายชอบอยู่ตามป่าโปร่งที่มีต้นหญ้าสูงๆ หรือป่าละเมาะ ชอบอยู่ใต้พุ่มไม้ใบหนา ไม่ชอบขึ้นต้นไม้ และชอบอยู่ริมตลิ่งหรือใต้พุ่มไม้ริมน้ำ เป็นสัตว์หากินกลางวันมากกว่ากลางคืน
     แมวป่าผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 2 ปี ฤดูผสมพันธุ์ไม่แน่นอน ตั้งท้องนานประมาณ 66 วัน ตกลูกครั้งละ 2-4 ตัว สามารถมีลูกได้ปีละ 2 ครั้ง ออกลูกตามโพรงดินใกล้ ๆโคนไม้ใหญ่ หรือตามพุ่มไม้รกๆ มีอายุยืนประมาณ 10 ปีเศษ

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 
 

แมวลายหินอ่อน  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Marbled Cat 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pardo felis marmorata

ลักษณะทั่วไป
    
แมวลายหินอ่อน จัดอยู่ในจำพวกเสือเล็ก วงศ์ย่อย Felidae เนื่องจากกระดูกกล่องเสียงไม่มีเส้นเสียงจึงคำรามดังกังวานอย่างเสือโคร่งหรือเสือดาว เสือดำไม่ได้ ขนาดตัวโตกว่าแมวบ้านไม่มากนัก และมีลวดลายตามตัวดูคล้ายลายหินอ่อนขัด จึงมีชื่อว่า “แมวลายหินอ่อน” ขนาดของแมวลายหินอ่อนพันธุ์ไทย ขนาดตัว 45-53 เซนติเมตร หางยาว 47.5-55.0 เซนติเมตร ช่วงขาหลัง 11.5-12.0 เซนติเมตร น้ำหนักตัว 2-5 กิโลกรัม
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     เขตการกระจายพันธุ์ของแมวลายหินอ่อนมีอยู่เฉพาะในทวีปเอเชีย บริเวณตั้งแต่แถบเทือกเขาหิมาลัยในประเทศเนปาล สิกขิม แคว้นอัสสัมของอินเดีย เมียนมาร์ ไทย กลุ่มประเทศอินโดจีน มาเลเซีย สุมาตรา และบอร์เนียว ปัจจุบันมีเหลืออยู่น้อยหาได้ยาก ถิ่นอาศัยที่ยังมีแมวลายหินอ่อนอาศัยอยู่คือ ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี
     แมวลายหินอ่อนกินสัตว์เล็กๆที่มันสามารถจับได้ ตั้งแต่แมลง จิ้งจก กิ้งก่า งู นก หนู กระรอก กระต่าย เป็นต้น

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     แมวลายหินอ่อนมีความสามารถในการหลบซ่อนพรางตัวตามป่ารกทึบได้เก่ง ทำให้พบเห็นตัวในธรรมชาติได้ยาก ปีนต้นไม้เก่ง แต่ปกติแล้วชอบอาศัยหากินอยู่ตามพื้นป่าดิบทึบใกล้แหล่งน้ำ ไม่ค่อยอยู่บนต้นไม้สูงเป็นประจำอย่างเสือลายเมฆ ออกหากินตอนกลางคืน นิสัยค่อนข้างดุร้ายกว่าแมวป่าชนิดอื่นๆ การล่าเหยื่อมักใช้วิธีการวิ่งไล่จับเหยื่อตามพื้นป่าอย่างเงียบๆ ไม่ใช้วิธีการดักซุ่มอยู่ตามคาคบไม้อย่างเสือลายเมฆ
     พฤติกรรมการสืบพันธุ์ส่วนใหญ่ได้จากการศึกษาแมวลายหินอ่อนในสวนสัตว์ พบว่าค่อนข้างคล้ายกับแมวบ้าน แมวลายหินอ่อนผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ระยะตั้งท้อง 66-82 วัน ลูกแรกเกิดยังไม่ลืมตา จนอายุประมาณ 12 วันจึงจะลืมตาได้และเริ่มหัดเดินเมื่ออายุประมาณ 15 วัน หย่านมอายุประมาณ 121 วัน และมีอายุยืนราว 12 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เนื่องจากเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบอยู่ใกล้คน ชอบซุกซ่อนพรางตัวอยู่ตามป่าทึบที่ห่างไกลคน เมื่อพบคนจึงแสดงอาการดุร้าย ทำให้ถูกฆ่าตายไป ประกอบกับเป็นเสือที่มีลักษณะสวยงามหาได้ยากมาก เป็นที่ต้องการของสวนสัตว์ต่างๆ และพวกชอบเลี้ยงสัตว์ป่าที่หายาก จึงเป็นสัตว์ป่าที่มี

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา
 

ยีราฟ  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Giraffe 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Giraffa camelopardalis

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นสัตว์บกที่สูงที่สุด มีคอยาวมาก ตัวผู้มีส่วนสูงประมาณ 18 ฟุต น้ำหนักประมาณ 1,100 - 1,932 กิโลกรัม ตัวเมียมีส่วนสูงประมาณ 17 ฟุต น้ำหนักประมาณ 700 - 1,182 กิโลกรัม มีเขาทั้งในตัวผู้และตัวเมีย ไม่ผลัดเขา เขามีขนปกคลุมอยู่ หนังมีขนสั้นสีน้ำตาล มีลายขาวแปลกตา ปากและลิ้นยาว ใช้ริมฝีปาก และลิ้นม้วนวนจับใบไม้ได้ มีเต้านม 4 เต้า
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบเฉพาะในทวีปแอฟริกา แถบทุ่งหญ้าสะวันนา ทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า ตั้งแต่ไนจีเรียไปจนจรดแม่น้ำออเรนจ์
     ยีราฟไม่ชอบกินหญ้ามากนัก ชอบกินใบไม้มากกว่า

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ในทุ่งกว้างรวมกันเป็นฝูง และหากินร่วมกับสัตว์อื่นพวกม้าลาย นกกระจอกเทศ และพวกแอนติโลป โดยยีราฟจะคอยระวังภัยให้ ตัวผู้มีการต่อสู้กันในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ศัตรูสำคัญของยีราฟคือเสือดาวและสิงโต ซึ่งยีราฟป้องกันตัวโดยใช้หัวเหวี่ยงและใช้เท้าเตะ
     ยีราฟเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว 3 ปีครึ่ง ตั้งท้องนาน 420 - 468 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกหย่านมเมื่ออายุ 10 เดือน เป็นสัดทุก 14 วัน แต่ละครั้งเป็นอยู่นาน 24 ชั่วโมง และมีอายุยืนประมาณ 20-30 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 
 

แรดขาว  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

White Rhinoceros 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ceratotherium simum

ลักษณะทั่วไป
    
ถ้าไม่รวมช้างแล้ว แรดขาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมบนบกที่ใหญ่ที่สุด ความยาวตั้งแต่หัวถึงโคนหาง 3.6-5 เมตร ไหล่สูง 1.6-2 เมตร น้ำหนักปกติ 2.3-3.6 ตัน ผิวสีน้ำตาลอมเหลืองหรือสีเทา ผิวหนังทั่วตัวไม่มีขน ยกเว้นขนที่ปลายหูและขนหาง นอหน้ายาว 0.6 เมตร แต่บางตัวอาจยาวกว่า 1.50 เมตร แรดขาวริมฝีปากบนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ไม่มีติ่งคล้ายงวง หูยาวกว่าแรดดำ และปลายหูแหลม หน้าผากลาดและมนกว่าแรดดำ หัวไหล่นูนเป็นก้อน ผิวหนังเป็นตุ่มนูนน้อยกว่าแรดดำ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบทางใต้ของแอฟริกา ตั้งแต่ซูลูแลนด์ ถึงอุทยานแห่งชาติตรูเกอร์ซึ่งแรดขาวถูกนำไปเลี้ยงไว้ และยังพบได้ใน ซูดานภาคใต้ ยูกันดา และแถบใกล้ ๆ คองโก ประชากรแรดขาวลดจำนวนลงไปอย่างมากเช่นเดียวกับแรดพันธุ์อื่น แม้ว่าจะได้รับการคุ้มครองดีขึ้นก็ตาม
     กินหญ้าเป็นส่วนใหญ่ และกินพุ่มไม้เตี้ย ๆ มากกว่าใบไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง และดุร้ายน้อยกว่าแรดดำ อยู่เป็นคู่หรือครอบครัวเล็ก ๆ 3-4 ตัว บางครั้งพบอยู่หลายครอบครัวหากินอยู่ด้วยกัน บางทีพบถึง ๑๘ ตัว มีตัวผู้คุมฝูงตัวเดียว นอกนั้นเป็นตัวเมียและลูก แรดขาวมีการกระจายถิ่นหากินกว้างขวางกว่าแรดดำ โดยใช้กองอุจจาระและปัสสาวะเป็นการบอกอาณาเขตของมัน ตัวเมียที่มีลูกจะยอมให้ตัวผู้เข้าใกล้เฉพาะตอนที่เป็นสัดเท่านั้น หลังจากผสมพันธุ์แล้ว ตัวเมียจะต่อสู้ไล่ตัวผู้ไปทันที บางครั้งตัวผู้อาจถึงตายได้หรือ บางครั้งลูกที่ติดแม่อาจตาย ในฤดูร้อนชอบหลบร้อนตามร่มไม้หรือแช่ปลัก บางทีแช่ปลักทั้งคืนเพื่อบรรเทาความร้อนและกำจัดเห็บ หน้าหนาวชอบนอนอาบทรายแทนการแช่ปลัก จมูกดีมาก แต่ตาและหูไม่ดี ปกติวิ่งด้วยความเร็วถึง 29กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าตกใจอาจวิ่งได้เร็วถึง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
     แรดขาวเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 7-10 ปี ตั้งท้องนาน 18 เดือน (547 วัน) ปกติออกลูกตัวเดียว ซึ่งพออายุ 1 วันก็เดินตามแม่ได้แล้ว พออายุ 1 สัปดาห์เริ่มกินหญ้า ลูกจะอยู่กับแม่จนอายุ 1 ปี ลูกจะมีน้ำหนักประมาณ 400 กิโลกรัม ในเวลา 18 เดือน และมีอายุยืน 30-40 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

แรดอินเดีย 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Greater One-horned Rhinoceros(Indian Rhinoceros)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Indian Rhinoceros

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นแรดขนาดใหญ่ มีนอเดียว สูงประมาณ 2 เมตร น้ำหนัก 2-4 ตัน ตามตัวมีหนังหนาคล้ายเป็นโล่ที่ไหล่ ที่สะโพก หนังเป็นปุ่มนูนกลมเห็นได้ชัด มีขนมากบริเวณที่ขอบหู และปลายหาง มีหนังพับข้ามหลัง 2 แห่ง คือ ที่ด้านหลังของไหล่ และด้านหน้าของสะโพก แต่ไม่มีพับหนังข้ามคอ มีหางสั้น
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในประเทศเนปาล และอินเดีย อาศัยในป่าริมแม่น้ำ
     กินหญ้า พืชน้ำ และเปลือกต้นไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำ บริเวณที่มีพืชและทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ชอบหากินอยู่ตามลำพังตัวเดียว อาจพบแม่อยู่กับลูก มีสายตาสั้น จมูกดมกลิ่นได้ดี หูสามารถฟังเสียงได้ดีมาก มีความว่องไว ปราดเปรียวในตอนกลางคืน ชอบลงแช่ในสระน้ำ
     ตัวผู้พร้อมผสมพันธุ์เมื่อมีอายุ 9 ปี ส่วนตัวเมียพร้อมเมื่อมีอายุ 4 ปี ตั้งท้องนาน 474-488 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัวลูกกินนมแม่นาน 18 เดือน อายุยืน 30-40 ปี เป็นสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ของโลก

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เชียงใหม่
 

ละอง,ละมั่งพันธุ์พม่า 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Burmese Brow-Antlered Deer(Eld's Deer)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Cervus eldi thamin

ลักษณะทั่วไป
    
ในภาษาพม่าเรียกสัตว์ชนิดนี้ว่า “ทมิน” มีสีขนตามตัวเข้มกว่าพันธุ์ไทย ปลายลำเขาค่อนข้างมีแขนงเขาน้อยกว่า และส่วนใหญ่จะไม่มีแขนงเขายื่นขึ้นมาบริเวณตัวลำเขา
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     เขตการกระจายพันธุ์ของละมั่ง มีพบในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเกาะไหหลำของประเทศจีน ไม่พบแพร่กระจายลงทางใต้ แถบภาคใต้ของไทย ตลอดจนแหลมมลายู
     นิสัยการกินอาหารของละมั่งคล้ายกับพวกวัว ควาย ปกติชอบกินหญ้าและลูกไม้ต่าง ๆ ตามพื้นทุ่งโล่งหรือป่าโปร่ง ไม่ค่อยชอบกินใบไม้นัก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ความเป็นอยู่ตามธรรมชาติของละมั่ง ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ในอดีตครั้งยังมีละมั่งชุกชุมทั่วไป มีรายงานพบฝูงละมั่งขนาดใหญ่มีจำนวนถึงประมาณ 50 ตัว แต่ปัจจุบันเนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป และจำนวนประชากรละมั่งลดน้อยลงมาก จึงพบแต่ละมั่งอยู่ตัวเดียวหรือฝูงเล็ก ๆ โดยทั่วไปชอบอาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าโปร่งหรือป่าทุ่งใกล้ ๆ หนองน้ำ ตอนกลางวันที่อากาศร้อนละมั่งจะหลบร้อนไปอยู่ตามใต้ร่มไม้ชายป่า ถ้าเป็นตัวผู้ขนาดใหญ่ซึ่งขี้ร้อนกว่า มักจะลงนอนแช่ปลักโคลนตามหนองน้ำอย่างพวกควาย ปกติไม่ชอบอาศัยอยู่ตามป่ารกทึบ โดยเฉพาะตัวผู้ เนื่องจากเขาบนหัวมีกิ่งปลายแหลมยื่นมาข้างหน้า อีกทั้งปลายลำเขาที่โค้งงอมาด้านหน้า และแตกปลายออกเป็นแขนงกิ่งเล็ก ๆ ทำให้เวลาเข้าป่ารกทึบ กิ่งและแขนงเขาจะไปขัดเกี่ยวกิ่งไม้และเถาวัลย์ต่าง ๆ คาดว่าด้วยสาเหตุนี้ จึงไม่พบละมั่งตามป่าทางภาคใต้และมาเลเซีย ซึ่งสภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าดิบทึบไม่เหมาะสมเป็นที่อยู่อาศัยของละมั่ง
     ฤดูผสมพันธุ์ของละมั่งในธรรมชาติ พบอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ส่วนละมั่งที่เพาะเลี้ยงอยู่ตามสวนสัตว์ต่าง ๆ มักจะไม่มีฤดูผสมพันธุ์แน่นอน แต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มิถุนายน ระยะตั้งท้องนาน 240-244 วัน ออกลูกท้องละ 1 ตัว ลูกแรกเกิดจะมีลายจุดสีขาว ๆ ตามตัว โตขึ้นจะค่อย ๆ จางหายไป แต่ตัวเมียบางตัวจะยังคงมีจุดจาง ๆ นี้ให้เห็นจนโต วัยเจริญพันธุ์ของละมั่งตัวผู้อายุประมาณ 1 ปีขึ้นไป ส่วนตัวเมียประมาณ 2 ปี ขึ้นไป

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

ลาแคระ  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

African Wild Ass 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Equus africanus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มีกีบคี่โดยมีกีบเดียวในแต่ละเท้า มีลักษณะเหมือนลา แต่ตัวเล็กกว่า น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ 50 - 60 กิโลกรัม รูปร่างกระโหลกค่อนข้างยาว ลำตัวด้านบนสีเทา ด้านล่างสีขาว ตาสีดำ ใบหูยาว ด้านบนมีสีเทา ตรงโคนใบหูมีแถบสีน้ำตาลพาดอยู่ ขอบใบหูสีดำ มีขนสีขาวภายในหูเป็นจำนวนมาก ปลายหูสีดำ บริเวณไหล่ตรงกลางหลังมีเส้นสีดำพาดจากบริเวณฐานคอไปจนถึงปลายหางบริเวณคอด้านบนจะมีขนเป็นแผงสีน้ำตาลเห็นได้ชัด ในลาแคระที่มีอายุมากบริเวณกล้ามเนื้อฐานขนแผงคอจะมีลักษณะขยายใหญ่เป็นลำ คล้ายหนอกเห็นได้ชัด จมูกสีดำ บริเวณเหนือปากและจมูกมีสีขาวตัดกันเห็นได้ชัด ด้านในของขาหน้าจะมีวงเนื้อไม่มีขนอยู่ข้างละ 1 วง วงดังกล่าวมีสีดำ หางสั้นสีเทา ปลายหางเป็นขนฟูสีน้ำตาล ก้นสีดำ กีบสีดำ มีเต้านม 2 เต้า
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในซูดาน เอธิโอเปีย โซมาเลีย
     อาหารได้แก่หญ้าและยอดไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     มีนิสัยรักสงบ ไม่ดุ ส่วนใหญ่จะอยู่กันเงียบ ๆ คอยวิ่งหนีศัตรู ถ้าเจอศัตรูและจวนตัวจะหันหลังแล้วใช้ขาหลังดีด ชอบหากินตามทุ่งหญ้าและพืชที่ขึ้นอยู่ตามพื้นดิน
     ลาแคระโตเต็มที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 3-5 ปี ตั้งท้องนาน 11 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว อายุยืนประมาณ 20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

ลามา  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Llama 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Lama glama

ลักษณะทั่วไป
    
ความยาวจากปลายจมูกถึงฐานหาง 1.53 - 2.0 เมตร ความยาวหาง 22 - 25 เซนติเมตร ความสูงถึงหัวไหล่ 1.0 - 1.25 เมตร น้ำหนัก 130 - 155 กิโลกรัม ลักษณะสีมีหลายรูปแบบ เช่น ขาว, น้ำตาล, เหลือง, ดำ ที่ปรากฏเห็นเป็นแต้มหรือจุด ขนจะยาวกว่า Guanaco รวมทั้งรูปร่างก็แตกต่างกันไปหลากหลาย เป็นสัตว์ที่มีขาเล็กสวยงาม มีส่วนหัวกลม และมีคอยาว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบทางตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ พบส่วนมากทางตอนใต้ของประเทศเปรู, โบลิเวีย และทางตอนเหนือของอาร์เจนตินา
     กินหญ้าและใบไม้เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
      
     ลามามีระยะตั้งท้องนาน 348 - 368 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว (บางครั้ง 2 ตัว แต่พบได้ยาก) น้ำหนักแรกเกิด 8 - 16 กิโลกรัม ระยะเวลาหย่านม 5 - 8 เดือน วัยเจริญพันธุ์ 12-24 เดือน มีอายุยืนราว15-20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 

ลิงกระรอก(ลิงกระรอกปากดำ) 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Squirrel Monkey(Common Squirrel Monkey)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Saimiri sciurea

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นลิงขนาดเล็กขนาดพอ ๆ กับตัวทามาริน (TAMARINS) ขนาดของลำตัววัดจากหัวจรดโคนหางยาวประมาณ 12 นิ้ว หรือ 1 ฟุต หางมีความยาวมากกว่าลำตัว หางยาวประมาณ 16 นิ้ว หนังบริเวณรอบจมูกและปากเป็นวงสีดำ ใบหน้าเป็นสีชมพูหรือสีเนื้อ มองเผิน ๆ เหมือนกับสวมหน้ากากอยู่ ดวงตาสีน้ำตาลดำ ขนตามลำตัวยาวไม่มากนัก มีสีน้ำตาลแซมด้วยสีเทาเหมือนสีของกระรอก บริเวณศีรษะจะมีขนสีดำขึ้นแซมอยู่ทั่วไป ขนบริเวณใต้อกลงไปถึงใต้หางจะมีสีเหลืองนวล ส่วนขนบริเวณแขนและขามีสีเหลืองส้ม แลดูเด่นสะดุดตามาก ปลายหางมีขนสีดำ ลักษณะหางคล้ายหางของกระรอก มีนิ้วมือ นิ้วเท้าข้างละ 5 นิ้ว ลักษณะคล้ายกับนิ้วมือคน แต่จะยาวกว่า เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัม นับว่าเป็นลิงที่ตัวเล็กและน้ำหนักเบามาก ความแตกต่างระหว่างตัวผู้และตัวเมียนอกเหนือจากการสังเกตที่อวัยวะเพศแล้ว ยังสามารถสังเกตได้จากขนาดของมัน คือตัวผู้จะโตกว่า และมีหัวที่ใหญ่กว่าของตัวเมีย และเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้จะมีสีสันที่สดใสกว่าตัวเมีย
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปอเมริกาใต้
     กินผลไม้ ดอกไม้บางชนิด ลูกนก จิ้งจก ไข่นก กบ และแมลงต่าง ๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง โดยฝูงหนึ่ง ๆ จะอยู่รวมกันประมาณ 20 - 30 ตัว ชอบกระโดดโลดเต้นไปมา เวลากระโดดมันจะกระโดดไปพร้อม ๆกันทั้ง 4 ขา เหมือนกับการกระโดดลอยตัวของกระรอก ดังนั้นเวลามองจากที่ไกล ๆ จะเหมือนกับกระรอกมาก การเคลื่อนที่โดยมากจะใช้วิธีกระโดดจากยอดไม้หนึ่งไปยังอีกยอดหนึ่ง ไม่ค่อยชอบเดินบนพื้นดิน เวลานอน ชอบนอนบนต้นไม้สูง ๆ นอนบนคาคบไม้ จะไม่ลงมานอนบนพื้นดินหรือในซอกโพรง มีนิสัยไม่ดุร้าย รักความสงบไม่ก้าวร้าว จึงไม่ค่อยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน ทั้งกับฝูงของตน หรือกับฝูงอื่น สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ค่อนข้างดี จึงมักไม่ค่อยมีปัญหาในการย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย
     ลิงกระรอกผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ตั้งท้องนาน 6 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว อายุยืนราว 20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

ลิงกัง  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Pig-tailed Macaque 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Macaca nemestrina

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นลิงที่มีรูปร่างอ้วนสั้น ขนสั้นสีเทาหรือสีน้ำตาล หน้าค่อนข้างยาว ขนบนหัวสั้นมีสีเทาหรือ สีน้ำตาล และขึ้นวนเป็นก้นหอย ขนตรงส่วนใต้ท้องมีสีจางจนเกือบขาว หางค่อนข้างสั้น ตัวเมียมีขนาดเล็กกว่า และมีขนปรกหน้าผากน้อยกว่าลิงตัวผู้
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     ลิงกังพบในอัสสัม พม่า ไทย มาเลเซีย สุมาตรา บอร์เนียว สำหรับประเทศไทยพบทั่วไปแทบทุกภาค พบมากตั้งแต่ราชบุรี เพชรบุรี จนถึงภาคใต้
     ลิงกังชอบกินผลไม้ เมล็ดพืช และแมลงเป็นอาหาร เวลากินอาหารมักชอบเก็บไว้ข้างแก้มแล้วค่อยๆ เอามือดันอาหารที่เก็บไว้ออกมากินทีละน้อย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าทึบบริเวณเชิงเขา ชอบท่องเที่ยวไปเรื่อย ไม่ค่อยอยู่เป็นที่ บางตัวออกหากินตัวเดียว ไม่รวมฝูง ชอบลงมาอยู่ตามพื้นดินมากกว่าอยู่บนต้นไม้ แต่เวลานอนขึ้นไปนอนบนต้นไม้ ชอบส่งเสียงร้องและมักร้องรับกันทั้งฝูง
     ลิงกังเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 3-4 ปี ผสมพันธุ์ทุกฤดู ระยะตั้งท้องประมาณ 5-7 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว และมีอายุยืนราว 25 ปี ตัวผู้หรือแต่ละตัวอาจผสมพันธุ์กับตัวอื่นได้หลายตัว และไม่อยู่เป็นคู่แน่นอน

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

ลิงชิมแปนซี  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Chimpanzee 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pan troglodytes

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นลิงที่ไม่มีหาง คล้ายคนมาก แขนและขามีความยาวพอ ๆ กัน สมองเจริญมากทำให้เฉลียวฉลาดกว่าอุรังอุตังและกอริลล่า มีเชาว์ปัญญาเกือบเท่ามนุษย์ สามารถเดินตรงได้แต่นิ้วเท้าจะหันไปข้างนอก เวลาเดินตัวจะเอนไปข้างหน้า แขนตรง และวางข้อมือลงบนพื้น นานๆ ครั้งจะเดิน 2 เท้าแบบมนุษย์ ซึ่งในการเดินแบบนี้ ลิงชิมแปนซีจะเอามือไว้ข้างหลังเพื่อช่วยในการทรงตัว หรือชูมือทั้ง 2 ข้างขึ้นสูง ตัวผู้สูงราว 5 ฟุต ส่วนตัวเมียสูงราว 4 ฟุต เวลากินน้ำจะใช้ปากก้มลงดื่มโดยตรง ไม่ใช้มือจุ่มน้ำขึ้นมาเหมือนชะนี ว่ายน้ำไม่เป็น มีความจำดีมาก มีอารมณ์ความรู้สึกเช่นเดียวกับคน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปแอฟริกา มีอยู่ 3 พันธุ์ คือชนิดหน้าขาวหรือน้ำตาลจาง ชนิดหน้าดำหรือน้ำตาลไหม้และชนิดแคระซึ่งเป็นชนิดที่หายากกว่าชนิดอื่น ลิงชิมแปนซีอยู่กระจายกันตั้งแต่เซราเลโอนไปตามแนวชายฝั่งตะวันตกของทวีปข้ามไปถึงทะเลสาบเกรท (Great Lake) ทางตะวันออกของคองโก
     กินผลไม้ ใบไม้ ผัก เป็นอาหาร กินเนื้อได้บ้างเล็กน้อย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง พักอาศัยอยู่บนต้นไม้ เคลื่อนไหวไปมาได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวเวลาอยู่บนต้นไม้ ในฝูง ๆ หนึ่งจะมีตัวผู้เป็นพ่อตัวหนึ่ง ตัวเมียอาจมีตัวเดียวหรือหลายตัวรวมทั้งพวกลูก ๆ มันสร้าง "รังนอน" ของมันไว้บนต้นไม้ โดยเฉพาะบนคาคบไม้ซึ่งมันจะทำพื้นของรังให้เรียบ ด้านบนมีกิ่งไม้ใบไม้ปกคลุมบังอยู่ มันจะใช้ "รัง" นี้เป็นที่อาศัยพักผ่อนหลับนอนในตอนกลางคืน ชอบตื่นแต่เช้าตรู่ ฉลาดมาก สามารถเรียนรู้และเลียนแบบพฤติกรรมของคนได้เกือบทุกอย่าง เช่นสวมเสื้อเองได้ กินอาหารและดื่มน้ำบนโต๊ะได้ เป็นต้น
     ชิมแปนซีเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 7-9 ปี เป็นสัดทุก ๆ 33-38 วัน ระยะเวลาสำหรับการผสมพันธุ์นาน 3 วัน ตั้งท้องนานประมาณ 230 วัน ลูกจะอยู่กับแม่นาน 1-2 ปี และมีอายุยืนประมาณ 40 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

ลิงบาบูน  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Chacma Baboon 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Papio ursinus

ลักษณะทั่วไป
    
รูปร่างค่อนข้างใหญ่ ขนตามตัวสีน้ำตาล ขนค่อนข้างหยาบ หน้าดำ หูมีขนน้อย แต่ตัวผู้ขนตรงรอบคอและไหล่ยาว และมีขนปรกที่ปาก ร้องเสียงดัง วิ่งเหมือนม้าควบ ว่ายน้ำเก่ง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในแอฟริกาใต้
     กินสัตว์เล็ก ๆ ซากสัตว์และแมลงต่าง ๆ อีกทั้งผักและ ผลไม้ทุกชนิด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ฝูงหนึ่งมีจำนวนเป็นร้อยอาจถึง 200-300 ตัว มีหัวหน้าเป็นตัวผู้ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมสังคมของมันให้เป็นระเบียบ ในเวลากลางคืนชอบนอนในถ้ำ ซอกหิน หรือ บนกิ่งไม้ใหญ่ ลิงบาบูนไม่ค่อยพบในป่าทึบ ชอบอยู่ตามเขาที่เป็นหินมีต้นไม้น้อย เนื่องจากว่าลิงบาบูนขึ้นต้นไม้ไม่เก่ง
     ลิงบาบูนผสมพันธุ์เป็นคู่ ไม่ปะปนกัน ตั้งท้องประมาณ 6-7 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกจะอยู่กับแม่ตลอดเวลา บางครั้งพ่อจะช่วยดูแลลูก เมื่อลูกยังเล็กจะอยู่ที่อกแม่และดูดนมแม่ เมื่อโตขึ้นมาหน่อยจะเปลี่ยนขึ้นมาเกาะหลังแม่ ลิงบาบูนมีอายุยืนราว 20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์นครราชสีมา
 

ลิงมัวร์  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Moor Macaque 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Macaca maura

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นลิงที่มีรูปร่างใหญ่ แข็งแรง ขนตามลำตัวมีสีเทาอมดำ บริเวณแขนและขา และด้านท้ายของตะโพกขนจะมีสีอ่อนกว่า โดยทั่วไปจะเป็นสีเทา เมื่อยืนอยู่กับพื้นจะยืนทั้งสี่ขา มีความสูงถึงช่วงไหล่ประมาณ 40 เซนติเมตร ความยาวของลำตัวตั้งแต่หัวถึงโคนหางประมาณ 65 เซนติเมตร น้ำหนักตัว 18 - 32 กิโลกรัม หัวมีขนาดใหญ่ คิ้วจะเป็นสันยื่นออกมาเห็นได้ชัด มือและเท้าแบน เวลาใช้มือยันพื้นนิ้วหัวแม่มือจะยื่นเข้าหาลำตัว เล็บมือและเล็บเท้าแบน ตรงก้นมีแผ่นหนังซึ่งปราศจากขน ซึ่งเรียกว่า “แผ่นรองก้น” มี 2แผ่นและเป็นสีชมพู เป็นลิงหางสั้น ยาวแค่ประมาณ 1.5 นิ้ว ส่วนใหญ่หางจะพับ ถ้าไม่สังเกตจะมองไม่เห็น
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     เกาะซีลีบีส ประเทศอินโดนีเซีย
     อาหารของลิงมัวร์ได้แก่ ใบไม้ ผลไม้ หน่ออ่อนของต้นไม้ หมูป่า กวาง แมลง รวมทั้งสัตว์เล็ก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง มีนิสัยดุร้าย ชอบเดินหากินบนพื้นดินมากกว่าขึ้นต้นไม้ จะหลบขึ้นต้นไม้ก็ต่อเมื่อหลบหนีศัตรู หรือนอนพักผ่อน บางครั้งฝูงลิงมัวร์จะช่วยกันล่าสัตว์อื่นเป็นอาหาร เช่น หมูป่า กวาง เป็นต้น
     ลิงมัวร์พร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 5 ปี ตัวเมียตั้งท้องนานประมาณ 6 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกจะเกาะอยู่ที่อกของแม่เพื่อดูดนม อายุประมาณ 10 เดือนจึงหย่านม และมีอายุยืนราว 30 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต
 

ลิงมาร์โมเส็ทธรรมดา  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Common Marmoset 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Collithrix jacchus

ลักษณะทั่วไป
    
มีสีขาวบริเวณด้านข้างของหัว ลำตัวจะมีขนสั้นสีเทาและลายสีเทาเข้ม หางมีสีเทาจางสลับเทาเข้ม ความยาวลำตัวประมาณ 20–25 เซนติเมตร หางยาว 29–35 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 400 กรัม
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     มีถิ่นอาศัยอยู่ป่าเขตร้อนทางภาคตะวันออกของบราซิล
     กินผลไม้ แมลง ไข่นก รวมทั้งนกขนาดเล็ก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ ละประมาณ 3–8 ตัว จะวิ่งและกระโดดไปมาบนต้นไม้ สามารถกระโดดจากกิ่งไม้กิ่งหนึ่งไปยังอีกกิ่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลมากนัก ตอนกลางคืนจะซ่อนตัวในโพรงไม้หรือพุ่มไม้
     ลิงมาโมเส็ทธรรมดามีระยะตั้งท้องนาน 142-150 วัน ออกลูกครั้งละ 1-3 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
 

ลิงมาร์โมเส็ทจีโอฟรอย  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Geoffoy’s Marmoset 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Collithrix geoffroyi

ลักษณะทั่วไป
    
ลิงมาร์โมเส็ทแต่ละชนิดจะมีลักษณะเฉพาะของเครา แผงคอ และหนวด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้ลิงมาร์โมเส็ทมีความหลากหลายมากที่สุดและมีสีสันมากที่สุด มีความแตกต่างของขนาด น้ำหนักและความยาวของลำตัว ส่วนใบหน้าของลิงมาร์โมเส็ทคล้ายใส่หน้ากากสี ซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างกันเพื่อบ่งบอกชนิดของมัน โดยแต่ละชนิดจะมีขนปกคลุมที่อ่อนนุ่ม
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบอยู่ทางชายผั่งตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้
     อาหารส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ เกสรดอกไม้ และแมลงเล็ก ๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันในกลุ่มครอบครัวราว 4–15 ตัว สังคมของลิงมาร์โมเส็ทจะปกป้องอาณาเขตจากกลุ่มอื่นด้วยการร้อง การแสดงตัว และท่าทาง ไม่ใช่สัตว์ที่ใช้ความรุนแรง และพบน้อยมากที่จะใช้กำลังรุนแรงบุกรุก
     ลิงมาร์โมเส็ทโตเต็มที่เมื่อมีอายุราว 2 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

ลิงแมนดริล  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Mandrill 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Mandrillus sphinx

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นลิงที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ตัวผู้มีลักษณะแตกต่างจากตัวเมีย โดยตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่า จมูกมีสีแดง แก้มสีน้ำเงิน บริเวณก้นมีสีแดงและน้ำเงินเช่นเดียวกับใบหน้า ส่วนตัวเมียบริเวณใบหน้าไม่มีสีแดง สีของลิงชนิดนี้จะปรากฏชัดและเข้ม เมื่อลิงแสดงพฤติกรรมการเกี้ยวพาราสี เวลาโกรธ และขณะต่อสู้กัน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     อาศัยอยู่ในป่าแถบตะวันตกของทวีปแอฟริกา แถบไนจีเรีย และคาเมรูน
     กินพืชและสัตว์เป็นอาหาร ได้แก่ รากไม้ ผลไม้ แมลง งู และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดเล็ก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงซึ่งอาจมีจำนวนมากถึง 50 ตัว โดยมีจ่าฝูงและตัวนำรองๆลงมา
      

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

ลิงลม(นางอาย)

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Slow Loris 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Nycticebus coucang

ลักษณะทั่วไป
    
รูปร่างเล็กขนนุ่มสั้นหนาเป็นปุย มีเส้นสีน้ำตาลเข้มจากหัวไปตลอดแนวสันหลัง หน้าสั้น ตาโตกลม ใบหูเล็กจมอยู่ในขน ไม่มีหาง ไม่มีนิ้วหัวแม่มือ นิ้วเท้าอันที่สองมีเล็บเป็นตะของอโค้ง ทั้งนี้เพื่อจับกิ่งไม้ได้แน่นในขณะมันลุกขึ้นยืนเพื่อจับแมลงกินเป็นอาหาร ป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวช้า แต่แว้งกัดได้รวดเร็ว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในไทย อินโดจีน มาเลเซีย สุมาตรา ชวา บอร์เนียว และมินดาเนา
     กินแมลง สัตว์เล็ก ๆ ไข่นก และผลไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     หากินบนต้นไม้เฉพาะในเวลากลางคืน และออกหากินตัวเดียว เว้นแต่ตัวที่มีลูกอ่อนจะเอาลูกเกาะติดอกไปด้วย กลางวันจะซ่อนหน้าเพื่อหลบแสงสว่าง โดยใช้ใบไม้บังหรืออยู่ในโพรงไม้
     เมื่อมีอายุ 2 ปีจึงผสมพันธุ์ได้ เป็นสัดนาน 5–6 เดือน และมีทุกระยะ 37–45 วัน ตั้งท้องประมาณ 193 วัน ออกลูกปีละ 2 ครั้ง ปกติออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกอ่อนจะอยู่กับแม่จนตัวเกือบเท่าแม่จึงจะแยกออกไปหากินเอง ซึ่งกินเวลานานราว 6–9 เดือน และมีอายุยืนประมาณ 10 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
 

ลิงวอก  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Rhesus Macaque 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Macaca mulatta

ลักษณะทั่วไป
    
ลำตัวส่วนหลังสีน้ำตาล ส่วนอื่นเป็นสีน้ำตาลเทา หางสั้นประมาณครึ่งหนึ่งของลำตัว โคนหางค่อนข้างใหญ่และเรียวเล็กลงไปทางปลายหาง แต่หางสั้นกว่าลิงแสม ขนบริเวณสองข้างแก้มม้วนวนเป็นก้นหอย
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พนในประเทศไทย พม่า อินเดีย อัสสัม เนปาล อัฟกานิสถาน จีน และอินโดจีน ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ
     ลิงวอกกินผัก ผลไม้ ใบไม้อ่อน แมลงต่างๆ รวมทั้งสัตว์เล็กๆ เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     เป็นลิงที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ มีตัวผู้แก่เป็นจ่าฝูง ชอบอยู่ตามป่าที่มีโขดหิน หรือหน้าผาและเป็นป่าที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ออกหากินบริเวณใกล้เคียงกับที่อาศัย ชอบลงมาเดินบนพื้นดิน เป็นลิงที่เชื่องและไม่ค่อยกลัวคน
     ลิงวอกเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 3-4 ปี ระยะตั้งท้องนาน 5-7 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา

ลิงไอ้เงี้ยะ(ลิงวอกภูเขา หรือลิงสวาสดิ์)

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Assamese Macaque(Swarti Macaque)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Macaca assamensis

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นลิงรูปร่างอ้วนสั้น ขนปุย มีเคราสีออกขาว ขนตามตัวมีสีน้ำตาลเทา แต่บริเวณหน้าอก ท้องแขนและขาด้านในมีสีออกขาว หางค่อนข้างสั้นมีขนขึ้นเต็ม
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในเนปาล สิกขิม ภูฐาน อัสสัม ยูนาน พม่า และอินโดจีนตอนเหนือ สำหรับในประเทศไทยพบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบมากที่จังหวัดลำปาง
     อาหารได้แก่ ผัก ผลไม้ ใบไม้อ่อน และสัตว์เล็กๆเช่น กิ้งก่า

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     เป็นลิงที่มีนิสัยดุร้าย กระดิกหางได้เหมือนสุนัข ชอบอาศัยอยู่บนภูเขา
     ลิงวอกภูเขาเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 3-4 ปี ระยะตั้งท้องนาน 5-6 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 

ลิงเสน  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Stump-tailed Macaque 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Macaca arctoides

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นลิงรูปร่างอ้วนสั้น หางสั้นมากจนดูเหมือนกับไม่มีหาง เมื่อมีอายุมากหน้าจะเป็นสีแดง ก้นแดง หน้าท้องมีขนน้อย ขนตามตัวมีสีเทาออกแดง ขนบนหัวจะขึ้นวนเป็นก้นหอย ขนที่แก้มชี้ไปทางหลังและคลุมหูไว้
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     ลิงชนิดนี้พบใน อัสสัม ธิเบต อินโดจีน จีน และมาเลเซีย สำหรับประเทศไทยพบทุกภาค
     กินผัก ใบไม้อ่อน ผลไม้ เมล็ดพืช สัตว์เล็กๆ รวมถึงแมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ หากินตอนกลางวัน เป็นลิงที่หากินตามพื้นดินมากกว่าบนต้นไม้ ชอบอยู่ป่าทึบมากกว่าป่าโปร่ง และพบทั้งป่าสูงและป่าต่ำ เวลาตกใจวิ่งจะขึ้นต้นไม้อย่างรวดเร็ว
     ลิงเสนเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 3-4 ปี ระยะตั้งท้องนาน 146 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว และมีอายุยืนกว่า 20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

ลิงแสม  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Crab-eating Macaque 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Macaca fascicularis

ลักษณะทั่วไป
    
ลิงแสมมีขนตามลำตัวสีน้ำตาล หางยาวกว่าความยาวของลำตัว ขนตรงกลางหัวมีลักษณะตั้งแหลมชี้ขึ้น ในประเทศไทยมีอยู่หลายชนิด ชนิดที่พบทางอ่าวไทยมีขนยาวเป็นจุกอยู่บนหัวขนมีสีเหลืองคล้ายลิงวอก ส่วนชนิดที่พบทางฝั่งทะเลอันดามันมีขนาดเล็กกว่าและหน้าดำ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชียแถบอินโดจีน พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ชวา ฟิลิปปินส์ บอร์เนียว และในประเทศไทยพบอยู่ทั่วไป โดยมีชุกชุมตามป่าชายเลนและริมฝั่งทะเล
     ลิงแสม ชอบกินปู ปลา หอย แมลง และพืช ผักผลไม้ต่างๆ เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ลิงแสมชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง สามารถว่ายน้ำและดำน้ำเก่ง ขณะดำน้ำจะลืมตาจับเหยื่อ ออกหากินตอนกลางวัน ลิงแสมเป็นลิงที่นำมาฝึกเล่นละครลิงได้
     เมื่อมีอายุได้ราว 3-4 ปี จึงสามารถผสมพันธุ์ได้ ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกที่มีอายุน้อยจะเกาะติดแม่เสมอ

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

ลิงอุรังอุตัง  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Orang-utan 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pongo pygmaeus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นลิงที่มีรูปร่างคล้ายคน ไม่มีหาง มีขนาดใหญ่ตัวผู้หนัก 75–100 กิโลกรัม ตัวเมียหนัก 45–68 กิโลกรัม แขนยาวแต่ขาสั้นและค่อนข้างเล็ก มีขนยาวหยาบรุงรังสีน้ำตาลแดง หูเล็กมากเมื่อเทียบกับของชิมแปนซีและกอริลล่า ตัวผู้จะมีถุงลมใต้คอหอยขนาดใหญ่ เมื่อมันโตเป็นหนุ่มเต็มตัว กระพุ้งแก้มจะเจริญห้อยย้อยเป็นถุงขนาดใหญ่เห็นได้ชัด คำว่า “อุรังอุตัง” เป็นภาษามลายู มีความหมายว่า “คนป่า” ลิงอุรังอุตังมี 2 พันธุ์ คือ พันธุ์สุมาตราและพันธุ์บอร์เนียว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบตามป่าร้อนชื้นของเกาะบอร์เนียว และเกาะสุมาตรา
     อาหารหลักในธรรมชาติของมันได้แก่ผลไม้ป่าชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะพวกที่มีรสขมและเปรี้ยวจะชอบมาก ตาอ่อนของพืช ใบไม้กิ่งไม้สด ๆ และยังกินพวกแมลง ไข่นก จิ้งจก สัตว์เล็กอื่น ๆ ได้อีกด้วย ทุเรียนเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ลิงอุรังอุตังชอบมาก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้ และเคลื่อนที่ไปโดยการห้อยโหนโยนตัวจากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่ง กินน้ำโดยใช้ปากก้มลงดื่มโดยตรง ไม่ใช้หลังมือจุ่มน้ำขึ้นมากินอย่างชะนี เวลาลงมาบนพื้นดินส่วนใหญ่จะใช้ทั้ง 4 ขาในการเคลื่อนไหว แต่บางทีก็ใช้ 2 ขา ปกติเราจะพบมันชอบอยู่กันเป็นฝูง ๆ มีการสร้าง “รังนอน” บนคบคาไม้ได้เช่นเดียวกับชิมแปนซี มีนิสัยเชื่อง ไม่ดุ แต่เมื่ออายุมากมักดุอาจมีอันตรายจึงไม่ควรไว้ใจ ปกติลิงอุรังอุตังตัวผู้จะอยู่ตัวเดียว ไม่ยุ่งเกี่ยวกับตัวเมีย นอกจากระยะผสมพันธุ์ และไม่สนใจเกี่ยวกับครอบครัวของตน
     ลิงอุรังอุตังจะโตเป็นหนุ่มสาวพร้อมผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 10 ปี ตั้งท้องนานประมาณ 250–275 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกจะหย่านมแม่เมื่ออายุประมาณปีครึ่ง เป็นสัดทุก ๆ 23–39 วัน แต่ละครั้งเป็นนาน 3–4 วัน ลูกจะแยกจากแม่เด็ดขาดเมื่ออายุราว 4 ปี อายุยืนถึง 40 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 

เลียงผา(เยือง หรือ กูรำ หรือ โครำ) 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Serow 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Capricornis sumatraensis

ลักษณะทั่วไป
    
รูปร่างคล้ายแพะ แต่ไม่มีเครา ขนหยาบและยาวกว่า มีสีดำเกือบทั้งตัว หูยาวเหมือนลา มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย เขายาวประมาณ 4 - 8 นิ้ว โคนเขามีหยักเป็นวงรอบ ๆ ปลายเขากลมเรียวโค้งไปข้างหลังเล็กน้อย เท้าของมันแข็งแรงมาก กีบเท้าแข็งแกร่งและสั้น เหมาะที่จะกระโดดไปตามหน้าผา มีต่อมขนาดใหญ่อยู่ใต้ตา
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     อาศัยอยู่ในปัญจาบ แคชเมียร์ ทางใต้ของเทือกเขาหิมาลัยไปจนจรดอัสสัม จีนตอนใต้ พม่า ไทย อินโดจีน มาเลเซีย สุมาตรา ไต้หวัน ญี่ปุ่น ในประเทศไทยพบอยู่ตามป่าภูเขา และเกาะต่าง ๆหลายแห่ง
     อาหารของเลียงผาได้แก่ ใบไม้อ่อน หน่อพืชบางชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีกลิ่นหอม รวมทั้งกินหญ้า เปลือกไม้ และกิ่งไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าสูงที่มีหน้าผาหรือโขดหินสูงชัน มีชะง่อนผากำบังเพียงพอ หรือเข้าไปอยู่ ในถ้ำที่คนเข้าไปไม่ถึง นิสัยปกติขี้อาย ปกติชอบออกหากิน แต่จะดุเมื่อบาดเจ็บหรือจนตรอก ปกติชอบออกหากินตามลำพังตัวเดียว ออกหากินตอนเย็นและเช้าตรู่ ส่วนตอนกลางวันนอนหลบพักตามป่าละเมาะหรือป่าลึก ๆ สามารถอดน้ำได้นานเป็นสัปดาห์
     เลียงผามีฤดูผสมพันธุ์ประมาณช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ตั้งท้องนาน 7-8 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกเลียงผาพอมีอายุได้สองสามวัน ก็สามารถเดินตามแม่ได้ มันจะอยู่กับแม่นานราว 1 ปี มีอายุยืนราว 10 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เลียงผามีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากถูกล่าอย่างหนัก เพื่อเอาเขา กระดูก และน้ำมันมาใช้ทำยาสมานกระดูก นอกจากนี้พื้นที่หากินของเลียงผาลดลงอย่างรวดเร็วจากการทำการเกษตรตามลาดเขา และบนพื้นที่ที่ไม่ชันจนเกินไป เลียงผาจัดเป็นสัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิด ตามพระรา

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

สัตว์สงวน
 

 

วัวแดง(วัวเพาะ หรือ วัวดำ)

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Banteng 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Bos javanicus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นวัวป่าชนิดหนึ่ง รูปร่างคล้ายวัวบ้าน แต่มีลักษณะสำคัญที่ต่างไปจากวัวบ้านและกระทิงคือ มีวงก้นขาวทั้งในตัวผู้และตัวเมีย มีเส้นขาวรอบจมูก ขาทั้ง 4 ข้างมีสีขาวตั้งแต่หัวเข่าจนถึงกีบเท้า ระหว่างโคนขาของตัวผู้ไม่มีขน แต่เป็นหนังตกกระแข็ง ๆ เรียกว่า "กระบังหน้า" ความยาวลำตัวและหัวประมาณ 190 - 255 เซนติเมตร หางยาว 65 - 70 เซนติเมตร สูงประมาณ 155 - 165 เซนติเมตร และมีน้ำหนักราว 600 - 800 กิโลกรัม
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในพม่า ไทย อินโดจีน ชวา บอร์เนียว เกาะบาหลี ซาราวัค เซลีเบส สำหรับประเทศไทยเคยพบได้ทุกภาค
     วัวแดงกินหญ้าอ่อน ๆ ใบไผ่อ่อน หน่อไม้อ่อน ลูกไม้ป่าบางชนิด ใบไม้ ยอดอ่อนของพืช และดอกไม้ป่าบางชนิด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบหากินอยู่เป็นฝูง ไม่ใหญ่นัก ราว 10-15 ตัว ปกติจะเริ่มออกหากินตั้งแต่ตอนพลบค่ำไปจนถึงเช้าตรู่ กลางวันนอนหลบตามพุ่มไม้ทึบ ชอบอยู่ตามป่าโปร่งหรือป่าทุ่ง ชอบกินดินโป่งไม่ชอบนอนแช่ปลัก รักสงบ ปกติไม่ดุร้าย หากินโดยมีตัวเมียเป็นจ่าฝูง
     วัวแดงเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปีเศษ ระยะตั้งท้องนาน 8-10 เดือน ปกติออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกหย่านมเมื่อมีอายุราว 9 เดือน หลังคลอดลูกราว 6-9 เดือน แม่วัวแดงจะเป็นสัดและรับการผสมพันธุ์อีก มีอายุยืนประมาณ 30 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 
 

สมเสร็จ 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Malayan Tapir 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Tapirus indicus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นสัตว์กีบเดี่ยว มีลักษณะของสัตว์หลายชนิดอยู่รวมกันในตัว กล่าวคือ รูปร่างคล้ายหมู กีบเท้าคล้ายแรด จมูกและริมฝีปากมนยาวยื่นออกมาคล้ายงวงช้าง หางสั้นคล้ายหางหมี หูเล็กสั้นกลม ตาเล็ก สำหรับลูกสมเสร็จที่เกิดใหม่ตัวจะลายคล้ายแตงไทย แต่มีสีน้ำตาลสลับขาว ลายนี้จะเลือนหายไปเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน โดยจะเริ่มมีสีเป็นขาวเทาในช่วงกลางลำตัว ส่วนอื่นจะเป็นสีดำเช่นเดียวกับพ่อแม่
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปอเมริกา และเอเชีย ในทวีปอเมริกาพบตั้งแต่เม็กซิโกลงมาจนถึงอเมริกาใต้ ในเอเชียพบตั้งแต่แถบเทือกเขาตะนาวศรีของไทย ลงไปจนถึงคาบสมุทรมลายา สุมาตรา
     สมเสร็จกินใบไม้ ต้นอ่อนของพืช ผลไม้ พืชน้ำ และหญ้า เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ปกติชอบอยู่ลำพังตัวเดียว รักสงบ อาศัยตามป่าดงดิบหรือป่าทึบ ใกล้แหล่งน้ำลำธาร ชอบนอนแช่น้ำปลักโคลน ดำน้ำเก่งมาก จมูกไว ส่งเสียงร้องเหมือนนกหวีดเมื่อภัยมา
     สมเสร็จเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว 3-5 ปี ตั้งท้องนานปรมาณ 390-395 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกจะอยู่กับแม่นานราว 6-8 เดือนจึงจะแยกตัวออกไป มีอายุยืนประมาณ 20-30 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     สมเสร็จถูกล่าเพื่อเอาหนังและเนื้อ เพราะมีขนาดใหญ่ เนื้อสมเสร็จคล้ายเนื้อหมู และเนื่องจากมีนิสัยไม่ดุร้าย จึงล่าได้ง่าย นอกจากนี้การบุกรุกทำลายป่าดิบชื้นของภาคใต้ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยสำคัญของสมเสร็จรวมทั้งการตัดไม้ การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ และถนน ทำให้จำนวน

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

สิงโต 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Lion 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Panthera leo

ลักษณะทั่วไป
    
สิงโตแอฟริกา และสิงโตอินเดียไม่มีลักษณะที่แตกต่างกัน สิงโตไม่มีลายบนตัวอย่างเสือ ตัวผู้ที่โตเต็มที่จะมีขนยาวขึ้นรอบคอ ดูสง่าน่าเกรงขาม ตัวเมียไม่มีขนรอบคอ ตรงปลายหางมีขนขึ้นเป็นพู่
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปแอฟริกา ในทวีปเอเชียยังคงพบได้บ้างเช่นในประเทศอินเดียทางแถบตะวันตก
     สิงโตกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร กินสัตว์ได้แทบทุกชนิด เช่น กระต่ายป่า ไก่ป่า ลิง จระเข้ เม่น กวางต่างๆ และม้าลาย เป็นต้น แม้แต่ซากสิงโตด้วยกันเองก็กิน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่เป็นฝูงตามทุ่งโล่ง ขนาดของฝูงขึ้นอยู่กับปริมาณของเหยื่อ ถ้ามีเหยื่อมากและเหยื่อมีขนาดใหญ่ สิงโตก็จะอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ เวลาส่วนใหญ่ของสิงโตหมดไปกับการนอนพักผ่อน จะล่าเหยื่อก็ต่อเมื่อหิว หน้าที่ล่าเหยื่อจะเป็นของตัวเมียเป็นส่วนใหญ่ ตัวผู้ล่าเหยื่อไม่เก่ง แต่จะเป็นผู้คอยกันตัวเมียออกจากซากเหยื่อ เพื่อให้ลูกสิงโตได้มีโอกาสกินด้วย นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ป้องกันฝูงและรักษาอาณาเขตของฝูงจากตัวผู้ตัวอื่น สิงโตออกหากินกลางคืน ตั้งแต่เริ่มมืดจนถึงเที่ยงคืน เมื่อกินเหยื่อเสร็จแล้วต้องกินน้ำ และนอนพัก ตอนเช้าจึงจะกลับที่อยู่ การล่าเหยื่อของสิงโตมีทั้งแบบออกล่าตัวเดียวและเป็นกลุ่ม วิธีการล่าเหยื่อของสิงโตคือจะพยายามเข้าไปใกล้เหยื่อให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะตะครุบเหยื่อหรือออกวิ่งไล่เหยื่อ เพื่อให้เหยื่อมีเวลาหนีน้อยที่สุดเนื่องจากว่าสิงโตสามารถวิ่งได้เร็วในระยะสั้นๆเท่านั้น นอกจากนี้สิงโตยังมีความอดทนอย่างมากในการรอคอยเหยื่อ
     สิงโตมีฤดูผสมพันธุ์ไม่แน่นอนสามารถมีได้ทุกเวลาตลอดปี ตัวเมียเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 3 ปี ส่วนตัวผู้ประมาณ 4-6 ปี ระยะของการเป็นสัดนาน 4-16 วัน ตั้งท้องนานราว 100 วัน ออกลูกครั้งละ 3-5 ตัว ลูกอดนมเมื่ออายุ 3-6 เดือน และมีอายุยืนประมาณ 30-40 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา