สัญลักษณ์

      ดาวเสาร์เป็นชื่อของเทพเจ้า แห่งการเกษตร ชื่อ Saturn เป็นดาวเคราะห์ ที่มีวงแหวนที่สวยงาม ซึ่งประกอบด้วยฝุ่น และน้ำแข็ง นับร้อยวงเลยทีเดียว

     ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่เป็นที่ 2 รองจากดาวพฤหัสบดี ่โคจรห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 6 ถัดจากดาวพฤหัสบดี เป็นดาวเคราะห์ที่สวยงามที่สุด เพราะปรากฏมีวงแหวนล้อมรอบตัวดวง เมื่อส่องดูด้วยกล้องโทรทรรศน์ มีสีค่อนข้างเหลือง จะเคลื่อนตัวช้าๆ ผ่านไปยังกลุ่มดาวจักรราศี

     ดาวเสาร์มีเส้นผ่านศูนย์กลางโดยเฉลี่ยประมาณ 119,871 กิโลเมตร หรือประมาณ 9 เท่าของโลก โคจรอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นระยะทางเฉลี่ย 9.54 หน่วยดาราศาสตร์ แสงจากดวงอาทิตย์ต้องใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 15 นาที จึงจะถึงดาวเสาร์ ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์นานถึง 29.46 ปีของโลก ด้วยอัตรา ความเร็ว 9.64 กิโลเมตรต่อวินาที และหมุนรอบตัวเอง 1 รอบกินเวลา 10 ชั่วโมง 40 นาที ซึ่งเร็วมากทำให้ดาวเสาร์มีลักษณะป่องในแนวเส้นศูนย์สูตร และสามารถเห็นได้ชัดเจนเมื่อมองด้วยกล้องโทรทรรศน์จากโลก

     นิยายกรีกโบราณ กล่าวว่า Uranus เทพแห่งสวรรค์ มีภรรยาคือ Gaea (หรือโลก) มีบุตรหลายคน คนโตชื่อ Saturn หรือ Chronos (โครโนส ) เทพแห่งเวลา จึงเป็นที่มาของคำว่า Chronology , Chronometer ต่อมาโครโนสปฏิวัติต่อต้านบิดาของเค้า โดยแย่งชิงราชบัลลังค์ แต่ต่อมาก็ถูกบุตรชายของโครโนสเอง ก็คือ jupiter แย่งชิงราชบัลลังค์อีก และถูกขับไล่ออกจากสวรรค์เมื่อยามชรา
สำหรับชาวโรมัน ถือว่า Saturn เป็นเทพของการเก็บเกี่ยว และสัญญาลักษณ์เป็นรูปเคียวเกี่ยวข้าว

ข้อมูลจำเพาะของดาวเสาร์

ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ โดยเฉลี่ย 1,427 ล้านกิโลเมตร(9.539 a.u.)
ใกล้สุด 1,347 ล้านกิโลเมตร (9.008 a.u.)
ไกลสุด 1,507 ล้านกิโลเมตร (10.069 a.u.)
Eccentricity 0.056
คาบการหมุนรอบตัวเอง 10 ชั่วโมง 13 นาที 59 วินาที
คาบการหมุนรอบดวงอาทิตย์ 29.46 ปีบนโลก ด้วยความเร็ว 9.60 กิโลเมตรต่อวินาที
ระนาบโคจร (Inclination) 2:29:21.6 องศา
แกนเอียงกับระนาบโคจร 26:44 องศา
มวล 586.5 x 1024 Kg. หรือ 95.17 เท่าของโลก
เส้นผ่านศูนย์กลาง 119,871 กิโลเมตร (74,500 ไมล์) หรือ 9 เท่าของโลก
(โลก 12,756 กิโลเมตร ที่เส้นศูนย์สูตร)
แรงโน้มถ่วง 1.16 เท่าของโลก
ความเร็วหลุดพ้น 32.26 กิโลเมตรต่อวินาที
ความหนาแน่น 687 kg/CBM หรือ 1 ต่อ 0.71 เมื่อเทียบกับน้ำ
ความสว่างสูงสุด -0.3 ถึง +0.8 ขึ้นอยู่ระนาบวงแหวนที่หันเข้าหาโลก
อุณหภูมิของเมฆชั้นบนสุด -170 องศาเซลเซียส

หมายเหตุ:
Eccentricity เป็นค่าคงทีของวงโคจร ที่บอกว่าวงโคจรนั้นรีมากหรือน้อย หาได้จาก ระยะห่างของจุด โฟกัสทั้งสอง หารด้วย ความยาวของแกนหลัก ซึ่งวงกลมจะมีค่า Ecc=0 และพาลาโบล่าจะมีค่า Ecc=1
Inclination มุมเอียงที่ระนาบการโคจรของดาวเคราะห์หรือดาวหาง ทำกับระนาบอิคลิปติค มีหน่วยเป็น องศา


โครงสร้างของดาวเสาร์

     ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบส่วนประกอบภายในของ ดาวเสาร์โดยสมบูรณ์ แต่คาดว่าคงจะคล้ายกับดาวพฤหัสบดี ทั้งนี้จากการศึกษาทางทฤษฎีก็พบว่า ดาวเสาร์มีไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ อยู่ถึงร้อยละ 63 โดยน้ำหนัก ที่เหลือเป็นฮีเลียม กับแอมโมเนีย และมีกัมมะถันเป็นสารประกอบอยู่ในชั้นบรรยากาศในรูปของ แอมโมเนียมไฮโดรซัลไฟล์

     ลึกลงไปเป็นชั้นของน้ำในรูปของน้ำแข็ง จนถึงชั้นของไฮโดนเจนเหลว (Liquid Hydrogen) และใจกลางดาวที่มีแรงดันสูงเกิดเป็นชั้นของโลหะไฮโดรเจนเหลว ห่อหุ้มแกนกลางที่หินแข็ง หรือน้ำแข็งอีกทีหนึ่ง ในบริเวณจุดศูนย์กลางของดาวเสาร์จะเป็นจุดที่มีความร้อนอยู่มาก แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าดาวเสาร์มีแกนกลาง (Core) หรือไม่

     

     นักดาราศาสตร์ได้พยายามศึกษามวลสาร ความหนาแน่น และส่วนประกอบของดาวเสาร์ ซึ่งก็เพียงคำนวณได้ว่า มวลของดาวเสาร์เป็น 95.1 เท่าของโลก และเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ คือ มีความหนาแน่นเพียง 0.7 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร นั่นหมายความว่า ถ้าเรามีภาชนะใส่น้ำที่มีขนาดใหญ่กว่าดาวเสาร์ ดาวเสาร์ก็สามารถลอยน้ำได้ไม่จม


ชั้นบรรยากาศ

จากภาพด้านซ้ายเป็นชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์ที่ถูกย้อมสี เพื่อให้เห็นความแตกต่างของชั้นบรรยากาศได้ดีขึ้น เพราะความจริงแล้ว กลุ่มเมฆของดาวเสาร์นั้นมีสีสรรน้อยกว่าของดาวพฤหัส เนื่องจากชั้นบรรยากาศส่วนใหญ่มีองค์ประกอบของซัลไฟส์ค่อนข้างมาก ทำให้เราเห็นดาวเสาร์มีสีออกเหลืองๆ เมื่อดูดาวเสาร์ในระยะใกล้หรือจากกล้องโทรทรรศน์บนโลก มีอุณหภูมิที่เมฆชั้นบนสุดเฉลี่ยราว -170 องศาเซลเซียส แต่ชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์เองก็มีความรุนแรงแบบเดียวกับดาวพฤหัส โดยปรากฏแถบเมฆ คาดตามแนวดาวเสาร์เพียง 2-3 แถบเท่านั้นที่ชัดเจน
ภาพด้านซ้ายเป็นภาพขยายของพายุบนดาวเสาร์ครั้งใหญ่ที่ยานอวกาศถ่ายไว้ได้เมื่อ ปี คศ.1990 โดยพายุหมุนบนดาวเสาร์นี้ จะเกิดขึ้นทุกๆ 30 ปี

สนามแม่เหล็กของดาวเสาร์

สนามแม่เหล็กของดาวเสาร์ มีขนาดไม่ใหญ่เท่ากับของดาวพฤหัส แต่ก็มีขนาดใหญ่พอที่จะยึดเหนี่ยวบริวารของดาวเสาร์ทั้งหมดไว้ได้ แต่ก็มีโครงร่างคล้ายกับของดาวพฤหัส และวงแหวนของดาวเสาร์เองก็มีผลกับการเปลี่ยนแปลง ของอนุภาคในชั้นบรรยากาศแมคเนโตสเฟียรเช่นกัน นอกจากนี้ บรรยากาศชั้นแมคเนโตสเฟียร ก็ยังสร้าง aurora ที่สวยงามบริเวณขั้วของดาวเสาร์ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นบนโลก
ภาพออโรร่าของดาวเสาร์ ที่กล้องอวกาศฮับเบิลถ่ายไว้ได้จากโลก

วงแหวนดาวเสาร์

     ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ 1 ใน 4 ดวงของระบบสุริยะที่มีวงแหวนล้อมรอบ และที่มีความโดดเด่นกว่าเพื่อน ก็เพราะมีวงแหวนที่ชัดเจนสามารถมองเห็นได้จากโลก วงแหวนของดาวเสาร์ค้นพบครั้งแรก โดยกาลิเลโอ ราวปี คศ.1600 เมื่อเค้าประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์สำเร็จและใช้ส่องดูดาวเสาร์ แต่บันทึกของกาลิเลโอ ไม่ได้บอกว่าเป็นวงแหวน เพียงแต่บอกว่าเป็นวัตถุประหลาดอยู่คู่กับดาวเสาร์คล้ายกับดาวแฝด 3 ดวง แต่ต่อมา ปี คศ.1655 คริสเตียน ฮอยเกนต์ (Christian Haygens) นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส บอกว่าสิ่งที่กาลิเลโอพบนั่นคือวงแหวน

     ปัจจุบันนี้เราทราบว่า วงแหวนของดาวเสาร์ ประกอบด้วยก้อนหินและก้อนน้ำแข็งขนาดตั้งแต่เม็ดทราย ไปจนถึงรถยนตร์ค้นเล็กๆ มีความหนาเพียง 10 ไมล์ แต่มีความกว้างหลายแสนไมล์ วงแหวนดาวเสาร์สามารถคงรูปอยู่ได้เพราะแรงโน้มถ่วงของดาวเสาร์ และดวงจันทร์บริวารของดาวเสาร์เอง และถ้าหากมีวัตถุใดที่หลงเข้าไปอยู่ในแถบวงแหวน ก็จะถูกแรงโน้มถ่วงนั้นบีบอัดจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้

ภาพของดาวเสาร์จากกล้องขนาด 12 นิ้วบนโลก สามารถเห็นวงแหวนดาวเสาร์ได้ 2-3 ชั้น


โครงสร้างของวงแหวนดาวเสาร์

     ในระยะแรกของการสังเกตวงแหวนดาวเสาร์ พบว่ามีเพียง 3 ชั้นที่สามารถเห็นได้จากโลก ใช้อักษรภาษาอังกฤษเรียงตามลำดับคือ A,B และC ในปี คศ.1675 (พศ.2218) Giovanni Cassini นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ได้ค้นพบช่องว่าง ระหว่าง วงแหวน A กับ B ทำให้วงแหวนดาวเสาร์มี 2 ชั้นในตอนั้น ซึ่งต่อมาช่องว่างนี้ ก็ถูกเรียกว่า "ช่องว่างแคสสินี (Cassini Gap)"


     และในปี คศ.1800 วงแหวนบางชั้น C ก็ถูกค้นพบ จนกระทั้งมีการส่งยานอวกาศไปสำรวจ คือยานไพโอเนียร์ 11 และยานวอยเอเจอร์ 1 กับ 2 ก็พบวงแหวนเพิ่มขึ้นอีกในปี คศ. 1979 คือ D E F และ G ตามลำดับ กับช่องว่างที่อยู่ในวงแหวน A ที่มีชื่อว่า "ช่องว่างเองเก้ (Encke Division)" และพบดาวบริวารแพน (Pan) อยู่ในช่องว่างนี้ด้วย


      ที่วงแหวน F ยานวอยเอเจอร์ ได้พบดาวบริวาร 2 ดวงคือ เพนดอร่า (Pendora) ดวงล่างของภาพ กับ โพรมีเทอุส (Prometheus) ดวงบนของภาพ ส่งแรงโน้มถ่วงถึงกันบังคับวงแหวน F ให้คงรูปอยู่ได้ มีความกว้างเพียง 10-20 กิโลเมตรเท่านั้น ดาวบริวารทั้งสองนี้ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "Shepherded" หรือบริวารเลี้ยงแกะ เพราะทำหน้าที่คล้ายสุนัขคอยต้อนฝูงแกะ

          

     ยานวอยเอเจอร์ถ่ายภาพวงแหวนดาวเสาร์ โดยใช้ดาวฤกษ์ที่อยู่ด้านหลังวงแหวน พบว่าชั้นใหญ่ๆของวงแหวนประกอบด้วยชั้นย่อยๆ ของวงแหวนอีกนับพันวงเลย นักวิทยาศาสตร์จึงยอมสีวงแหวนแต่ละชั้น เพื่อให้เห็นความแตกต่างของวงแหวนในชั้นถัดไป ดังรูปด้านซ้าย


     นอกจากนี้ยานอวกาศยังพบจุดสีดำ กระจ่ายอยู่ทั่ววงแหวนเคลื่อนที่ไปตามแนววงแหวนด้วย นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เป็นอนุภาคของฝุ่นละอองในวงแหวนที่ทำปฎิกิริยากับ เส้นแรงแม่เหล็กที่ส่งมาจากตัวดาวเสาร์เอง

     

     เนื่องจากดาวเสาร์มีแกนหมุนเอียงทำมุม 26.7 องศากับแนวดิ่งที่ตั้งฉากระนาบโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้ระนาบของวงแหวนที่อยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตรเอง 26.7 องศาไปด้วย ซึ่งความสว่างของดาวเสาร์เมื่อมองจากโลก จะมีค่าเปลี่ยนแปลงไปด้วยตามระนาบของวงแหวนที่เอียงมาหาโลก โดยความสว่างของดาวเสาร์จะเปลี่ยนแปลง อยู่ระหว่างแมคนิจูด -0.3 ถึง +0.8

ปรากฏการณ์วงแหวนหาย

     ด้วยเหตุที่ระนาบของวงแหวนเอียงตามแกนเอียงของดาวเสาร์ เมื่อดาวเสาร์โคจรไปรอบดวงอาทิตย์ ระนาบของวงแหวนเมื่อมองจากโลกก็จะเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งจะมีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นวงแหวนของดาวเสาร์ได้เนื่องจากวงแหวนมีความหนาน้อยมาก (10 ไมล์) ซึ่งปรากฏการณ์วงแหวนหาย (the ring edge-on) จะเกิดขึ้นทุกๆ ครึ่งรอบของการโคจรรอบดวงอาทิตย์หรือ ราว 14 ปี ต่อครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดเกิดเมื่อปี พศ.2538 (คศ.1995) และจะปรากฏให้เห็นอีกครั้งในปี พศ.2552


ดวงจันทร์บริวารดาวเสาร์

     ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่มีดวงจันทร์เป็นบริวารมากที่สุด ในยุคแรกๆก่อนมีการสำรวจอวกาศ เรารับรู้ว่าดาวเสาร์มีบริวารมากที่สุดในระบบสุริยะแต่ก็มีไม่เกิน 10 ดวง Chirstian Huygens นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เป็นคนแรกที่พบดวงจันทร์ไททันเมื่อปี คศ.1965 ในขณะที่ดวงจันทร์มา ก็ถูกค้นพบโดยนักดาราศาสตร์คนอื่นๆ ในช่วงเวลาไม่เกิน ปีคศ.1800 และถูกค้นพบเพิ่มเติมอีก จากยานอวกาศวอยเอเจอร์

บริวารทั้ง 18 ดวงของดาวเสาร์ที่ถูกตั้งชื่อแล้ว เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับขนาดของดาวแม่

ซึ่งในปัจจุบันค้นพบแล้วไม่น้อยกว่า 30 ดวง และมี 18 ดวง ที่ได้ถูกตั้งชื่อแล้วอย่างถาวรดังตารางข้างล่าง

ดวงจันทร์

ผู้ค้นพบ

ปีค้นพบ ขนาด (กม.) ห่างจากดาวแม่(กม.)

Mag

คาบการโคจร
รอบดาวแม่

แพน (Pan) M.R.Showalter  1990 20 133,600  ? 0.57 วัน
แอตลาส(Atlas)  R. Terrile  1980 34 137,640  18.0 0.60 วัน
โพรมิเทอุส(Prometheus)  S.Collins 1980 110 139,350  ? 0.62 วัน
แพนดอรา(Pandora)  S.Collins 1980 88 141,700  16.5 0.62 วัน
แจนุส(Janus)  A.Dullfus 1966 190 151,472  14.5 0.69 วัน
เอพิเมเทอุส(Epimetheus)  R.Walker 1980 120 151,472  15.70 0.69 วัน
มิมาส(Mimas)  W.Herschel  1789 390 185,520 12.71 0.94 วัน
เอนเซลาอุส(Enceladus)  W.Herschel 1789 500 238,020  11.70 1.37 วัน
เททิส(Tethys)  G.Cassini 1684 1,050 294,660  10.2 1.88 วัน
เทลิสโต(Telesto)  B.Smith 1980 25 294,660  18.7 1.88 วัน
คาลิปโซ(Calypso)  B.Smith 1980 26 294,660  18.0 1.88 วัน
ดิโอนี่(Dione)  G.Cassini 1684 1,120 377,400 10.4  2.73 วัน
เฮเลนี่(Helene)  P.Laques  1980 33 377,400  18.5 2.73 วัน
รี (Rhea)  G.Cassini 1672 1,530 527,040  9.5 4.5 วัน
ไททัน(Titan)  C.Huygens  1655 5,150 1,221,850  8.28 15.94 วัน
ไฮเปอร์เรียน(Hyperion)  WC.Bond 1848 280 1,481,000  14.04  21.27 วัน
ไอเอบตัส (Iapetus)  G.D.Cassini 1671 1,440 3,561,300  12.0 79 วัน
พีเบ(Phoebe)  HerryPickering 1898 220 12,952,000  16.45 -550 วัน
S/2000 S1-S12 (12 ดวง)

 --

2000 >50 ? ?  ?
             

ภาพของบริวารดาวเสาร์


Pan

Atlas

Enceladus

Epimetheus

Janus

Mimas

Tethys

Telesto

Hyperion

Titan

Calypso

Dione

Pandora

Prometheus




Helene

Phoebe

Rhea

Iapetus

- Atlas พบจากภาพถ่ายของยานวอยเอเจอร์ อยู่ขอบด้านนอกสุดของวงแหวน A ทำให้ Atlas กลายดาวบริวารประเภท shepherd ด้วย

- Dione ถูกค้นพบตั้งแต่ปี 1684 เป็นดาวบริวารน้ำแข็งขนาดใหญ่ มีโครงสร้างคล้ายกับ Tethys และ Rhea

- Enceladus เป็นดาวบริวารที่ถูกค้นพบในระยะแรกๆ โดย William Herschel อยู่ในแถบวงแหวน E เป็นดาวขนาดเล็กแต่มีค่า Albedo สูงมากสูงที่สุดในบรรดาวัตถุในระบบสุริยะ (>0.9)

- Epimetheus และJanus เป็นบริวารที่ใช้วงโคจรร่วมกัน อยู่ระหว่างวงแหวน F และ G อยู่ห่างกันเพียง 50 กิโลเมตร น้อยกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของดาวบริวารทั้งสองเสียอีก ทำให้ทั้งสองมีแลกเปลี่ยนโมเมนตัมกัน คือสลับกันอยู่ระหว่างวงในกับวงนอก มีช่วงคาบนาน 4 ปี Janus ถูกค้นพบเมื่อปี 1966 จากโลกแต่ Epimetheus พบโดยยานวอยเอเจอร์ในปี 1980 จึงทำให้เป็นที่น่าสงสัยว่าการค้นพบเมื่อปี 1966 เป็นบริวารดวงไหนกันแน่หรือทั้งสองดวง

- Helene เป็นดาวบริวารขนาดเล็กเป็น Dione Trojans คือใช้วงโคจรร่วมกับ Dione ทำมุม 60 องศาอยู่ด้านหน้า ค้นพบโดย P. Laques กับ J. Lecacheus จากหอดูดาวที่ภาคพื้นดิน

- Iapetus ดาวบริวารดวงใหญ่อีกดวงที่ถูกค้นพบในยุคแรกๆ อยู่ห่างจากดาวแม่มากเลยวงแหวนชั้น E ออกไปอีก บริวารดวงนี้มีค่า albedo ต่ำเนื่องจากมีสารสีดำปกคลุมอยู่

- Mimus เป็นดาวบริวารที่ค้นพบในยุคแรกๆเช่นกัน ที่น่าสนใจคือ Mimus มีหลุมอุกกาบาตชื่อ หลุมเฮอเชล ที่กว้างราว 1 ใน 3 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของ Mimus คือกว้าง 130 กิโลเมตร ลึก 10 กิโลเมตร ตรงกลางมียอดเขาแหลม สูงเกือบเท่ายอดเขาเอฟเวอเลส เป็นน่าประหลาดใจว่าในอดีต Mimus คงถูกอุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชน ทำให้ดาวบริวารดวงนี้เกือบแหลกเป็นชิ้นๆมาแล้ว Mimus มีความหนาแน่นน้อยมากและเย็นจัดอุณหภูมิ -200 องศาเซลเซียสจึงเชื่อว่าเนื้อสารส่วนใหญ่ของ Mimus คงเป็นน้ำแข็ง

- Pan ดาวบริวารขนาดเล็กโคจรอยู่ในช่องว่างเอนเก้ (Encke Division) ค้นพบจากภาพถ่ายของยานวอยเอเจอร์ ซึ่งถ่ายไว้นานก่อนหน้าถึง 9 ปี Pan เป็นบริวารประเภท Shepherd ที่คอยแหวกช่องว่างให้กับช่องว่างเอนเก้

- Pandora กับ Prometheus เป็นดาวบริวารขนาดเล็ก ค้นพบได้จากภาพถ่ายของยานวอยเอเจอร์ 2 อยู่ใกล้กับวงแหวน F ส่งแรงโน้มถ่วงให้วงแหวน F คงรูปอยู่ได้ ดาวบริวาร 2 ดวงนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "shepherd" หรือสุนัขเลี้ยงแกะ

- Phoebe เป็นดวงเดียวที่โคจรรอบดาวเสาร์ ในทิศตรงกัน ข้ามกับการเคลื่อนที่ตามปกติของวัตถุในระบบสุริยะ และมีขนาดเล็กทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า Phoede เป็นดาวเคราะห์น้อยที่ถูกดาวเสาร์จับไว้

- Tethys เป็นดาวบริวารน้ำแข็งมีโครงสร้างคล้ายกับ Dione และ Rhea

- Telesto และ Calypso เป็นดาวบริวารขนาดเล็ก ทั้งสองถูกเรียกว่าเป็น Tethys Trojans เนื่องจากใช้วงโคจรเดียวกับ Tethys และอยู่ห่างจาก Tethys ทำมุม 60 องศาโดยอยู่คนละด้านกัน

- Titan เป็นบริวารที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และเป็นลำดับที่ 2 ในระบบสุริยะ รองจาก แกนิมีด ของดาวพฤหัส ไททันสามารถมองเห็นได้จากกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กบนโลก และเป็นบริวารดวงเดียวที่มีบรรยากาศ และพบว่า เป็นไนโตรเจน ซึ่งมีปริมาณมากกว่าไนโตรเจนในโลกของเราถึง 4.6 เท่า โดยที่ผิวมีความกดดันของบรรยากาศเป็น 1.6 เท่าของโลก


      ในเดือนตุลาคม ปี คศ.2000 กลุ่มนักดาราศาสตร์นำทีมโดย Brett Gladman จากหอดูดาวในฝรั่งเศส ประกาศการค้นพบดาวบริวารดวงใหม่ของดาวเสาร์อีก 4 ดวงคือ S/2000 S1-S4 และในเดือนพฤศจิกายน ก็พบอีก 2 ดวงคือ S/2000 S5-S6 และต่อมาในเดือนธันวาคมก็พบอีก 8 ดวง คือ S/2000 S7-S12 ซึ่งดาวบริวารที่พบใหม่นี้แต่ละดวงมีขนาดเล็กมากเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 50 กิโลเมตร และโคจรอยู่ห่างจากดาวแม่มากด้วยเช่นกัน ลักษณะของดาวบริวารเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นดาวบริวารน้ำแข็ง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เมื่อยานแคสสินีเดินทางถึงดาวเสาร์ใน ปี คศ.2004 อาจจะมีการค้นพบดาวบริวารเพิ่มขึ้นอีก และพร้อมกันนี้ก็จะตรวจสอบดาวบริวารน้ำแข็งที่พบใหม่เหล่านี้ด้วย


การสำรวจดาวเสาร์

     เรารู้จักดาวเสาร์มาตั้งแต่โบราณกาล เป็นตัวแทนของเทพในยุคสมัยกรีกและโรมัน เพราะเป็นดาวเคราะห์ดวงสุดท้าย ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทำให้เราได้ชื่อของดาวเสาร์เป็นหนึ่งในชื่อของวันในสัปดาห์ จนกระทั่งกาลิเลโอ ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ส่องเห็นวงแหวน ทำให้ดาวเสาร์กลายเป็นดาวที่สวยงามที่สุดในระบบสุริยะ และแฝงไว้ซึ่งความลับที่น่าขบคิดและค้นหา

Pioneer

     โครงการ Pioneer ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสำรวจดวงอาทิตย์และดาวบริวาร ประกอบด้วยโครงการสำรวจหลายโครงการ เริ่มตั้งแต่ Pioneer 1 เมื่อ ปี คศ.1958 ถึง Pioneer 13 ปีคศ.1978 โครงการเด่นๆก็ได้แก่

Pioneer 10 ปี คศ. 1972 ที่ไปสำรวจดาวเคราะห์น้อย และเป็นยานลำแรก ที่ไปเฉียดดาวพฤหัสและถ่ายรูปกลับมา สิ้นสุดโครงการปี 1997 ซึ่งยานได้มุ่งหน้าไปที่กลุ่มดาววัว ซึงจะใช้เวลาอีกราว 2 ล้านปี ที่ยานจะถึงดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในกลุ่มดาววัวนี้

Pioneer 11 ปี คศ.1973 ไปสำรวจดาวพฤหัสและถ่ายภาพจุดแดงยักษ์ของดาวพฤหัสส่งกลับโลก และเป็นยานลำแรกที่ไปถึงดาวเสาร์กับถ่ายรูปวงแหวนดาวเสาร์ส่งกลับมายังโลกด้วย แต่ภาพที่ได้ไม่ค่อยดีนัก พร้อมกับสำรวจดาวบริวารดาวเสาร์ พบว่าไททัน เป็นดวงจันทร์ที่เย็นจัดไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิต สิ้นสุดโครงการ ปี 1979

Pioneer 12&13 ปี คศ.1978 เป็นยานที่ส่งไปสำรวจดาวศุกร์ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Pioneer Venus สิ้นสุดโครงการเมื่อปี 1992


Vovager

     ประกอบด้วยยานวอยเอเจอร์ 1 และ 2 เป็นโครงการสำรวจระยะยาว เดินทางไปสำรวจดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ยูเรนัส และ เนปจูน เริ่มโครงการตั้งแต่ปี 1977 โดยยานวอยเอเจอร์ 1 ปล่อยเมื่อ 5 กันยายน และ วอยเอเจอร์ 2 เมื่อ 20 สิงหาคม ปีเดียวกัน ทั้งคู่เป็นยานพลังนิวเคลียร์ และอาศัยแรงเหวี่ยงของดาวเคระห์ด้วย โครงการวอยเอเจอร์นับว่าเป็นโครงการอวกาศที่ประสพผลสำเร็จอีกโครงการหนึ่ง เผยให้เห็นความลับของวงแหวนดาวเสาร์ และบริวารของดาวเคราะห์ชั้นนอกเพิ่มอีก 21 ดวง ทั้งวอยเอเจอร์ 1 และ 2 เดินทางถึงดาวพฤหัสเมื่อปี 1979 ถ่ายรูปดาวพฤหัส จุดแดงยักษ์ และพายุบนดาวพฤหัส กับไอโอดาวบริวาร กลับมาโลก และเดินทางถึงดาวเสาร์ปี 1980 และ 1981 ตามลำดับ ส่งภาพวงแหวนดาวเสาร์ที่ชัดเจนที่สุดกลับมาโลกนับพันๆภาพ หลังจากนั้นวอยเอเจอร์ 1 ก็ออกนอกระบบสุริยะไป ส่งให้วอยเอเจอร์ 2 ไปสำรวจยูเรนัสและเนปจูนตามลำพัง

Cassini

     โครงการมูลค่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นความร่วมมือของ National Aeronautics and Space Administration (NASA) กับ the European Space Agency (ESA) เริ่มออกเดินทางเมื่อเดือน ตุลาคม 1997 มีวัตถุประสงค์ที่จะสำรวจดาวเสาร์และดวงจันทร์ไททัน โดยจะถึงดาวพฤหัสก่อนในปี คศ.2000 สำรวจดาวพฤหัสเป็นของแถม ก่อนเดินทางไปถึงดาวเสาร์ในปี คศ.2004


ชื่อ Cassini ถูกตั้งให้เป็นเกียจติกับ Giovanni Cassini ผู้ค้นพบช่องว่างแคสสินี และดาวบริวารของดาวเสาร์อีกหลายดวง


ยานอวกาศ Cassini ใช้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์พลูโตเนียม เป็นพลังงานแทนพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากต้องเดินทางไกล ห่างจากแสงอาทิตย์มาก ยานได้นำเครื่องมือไป 12 ชิ้น เพื่อศึกษาวงแหวนดาวเสาร์ สนามแม่เหล็ก และดาวบริวารน้ำแข็งของดาวเสาร์ พร้อมทั้งหัวสำรวจ Huygens ที่จะลงไปสำรวจดวงจันทร์ไททัน ดาวบริวารดวงใหญ่สุดของดาวเสาร์เพื่อไขความลี้ลับของชั้นบรรยากาศบนไททัน


ยานวอยเอเจอร์ถ่ายภาพชั้นบรรยากาศของดวงจันทร์ไททัน ไว้ได้ พบว่ามีชั้นของไนโตรเจนหนาแน่นมาก
ภาพจำลองการหย่อนหัวสำรวจ Huygens ลงไททัน

แหล่งที่มาข้อมูล:
Stars and Planets -Ian Ridpath
The Guinness book of Astronomy - Patrick Moore
www.solarviews.com
www.windows.ucar.edu/tour/link=/windows3.htmlBR www.seds.org/nineplanets/nineplanets/nineplanets.html

ของ  นายอดิศักดิ์ มหาวรรณ
    โรงเรียน ดาราวิทยาลัย เชียงใหม่    ฟิสิกส์ราชมงคลขอขอบคุณครับ

กลับหลังหนึ่งหน้า กลับหน้าแรกบทความไปข้างหน้าหนึ่งหน้า

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ธรรมชาติมหัศจรรย์