Physical Geography
   






Chapter >>
1
2
3
4
5
6
7
8
9

       Chapter 6  Diastropic & Landform

HOME

ลักษณะภูมิประเทศของภาคพื้นทวีป

          การจำแนกลักษณะภูมิประเทศของภาคพื้นทวีปที่สำคัญ แบ่งออกเป็น 2 ชนิดด้วยกัน เรียกว่า “ภูมิประเทศหลัก” (Major Landform) ซึ่งได้แก่ ที่ราบ ที่ราบสูง เนินเขา และภูเขา ความแตกต่างของภูมิประเทศดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับ ความต่างระดับ ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โครงสร้างของหินที่รองรับ ส่วนภูมิประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วเป็นต้นว่า หาดทราย หุบเขา และเกาะ จะจัดเป็นลักษณะ “ภูมิประเทศรอง” (Minor Landform) ภูมิประเทศนับว่ามีความสำคัญต่อความเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก ซึ่งนักภูมิศาสตร์จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องและทำการศึกษาอย่างใกล้ชิด ดังต่อไปนี้

                    ที่ราบ (Plains) เป็นอาณาบริเวณที่เป็นที่ต่ำซึ่งจะมีความต่างระดับต่ำกว่า 100 เมตร พื้นผิวของที่ราบอาจจะราบเรียบหรือเป็นลูกคลื่นเล็กน้อย บริเวณที่อยู่ติดกับชายฝั่งทะเลจะมีความลาดเอียงน้อยมาก แต่อีกด้านหนึ่งความลาดเอียงจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ที่ราบบางแห่งจะมีระดับความสูงจากน้ำทะเลมากกว่า 100 เมตร ซึ่งที่ราบ ดังกล่าวเรียกว่า “ที่ราบระดับสูง” (High Plain) ตามที่ราบบางครั้งอาจจะมีเนินเขาเตี้ย ๆ ปรากฏอยู่ซึ่งจะทำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศแบบลูกคลื่นในบริเวณนั้น ปกติแล้วที่ราบจะเป็นภูมิประเทศที่นำมาใช้ทำการเพาะปลูกและมีประชากรตั้งถิ่นฐานรวมกันอยู่อย่างหนาแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ราบที่มีแม่น้ำไหลผ่าน ตัวอย่างเช่น ที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำคงคา และแม่น้ำแยงซีเกียง เป็นต้น แต่ที่ราบบางแห่งจะครอบคลุมด้วยทุ่งหญ้า เช่น ทุ่งหญ้าสเต็ปป์ในรุสเซีย ทุ่งหญ้าแพรร์รี่ในสหรัฐอเมริกา และทุ่งหญ้าแปมปัสในอาร์เจนตินา เป็นต้น ที่ราบซึ่งปรากฏกระจัดกระจายอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของโลกอาจจะจัดรวมได้ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ

                               ที่ราบโดยโครงสร้าง (Structural Plain) ที่ราบชนิดนี้จะมีโครงสร้างของภูมิประเทศที่เป็นแอ่งต่ำของพื้นโลก และเป็นที่ราบ โดยธรรมชาติที่แพร่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง หินที่รองรับพื้นที่ราบจะวางตัวอยู่ในแนวนอนและไม่ถูกรบกวนจากแรงที่ทำให้ผิวโลกเกิดการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่น ที่ราบในรุสเซียที่เรียกว่า “รุสเซียน แพลตฟอร์ม” (Russian Platform) ที่ราบ “เกรต เพลน” (Great Plain) ในสหรัฐอเมริกา และที่ราบตอนกลางของออสเตรเลีย

                               
ที่ราบโดยการทับถม (Depositional Plain) เป็นที่ราบที่เกิดจากกระบวนการทับถมของตะกอนที่ตัวการทางธรรมชาติพัดพามา ลักษณะโดยทั่วไปของที่ราบค่อนข้างจะราบเรียบ แต่จะมีความลาดเอียงสูงขึ้นในด้านที่ติดต่อกับที่สูงที่อยู่ใกล้เคียง นับว่าเป็นที่ราบค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ แต่ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับชนิดของตะกอนทับถมอยู่                                                    ที่ราบที่เกิดจากการทับถมของแม่น้ำ ได้แก่ “ที่ราบลุ่มแม่น้ำ” (Alluvial Plain) “ที่ราบน้ำท่วมถึง” (Flood Plain) และ “ที่ราบดินดอนสามเหลี่ยม” (Deltaic Plain) ที่ราบดังกล่าวจะเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญของโลกและมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น เช่น ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ และแม่น้ำคงคา เป็นต้น ข้อจำกัดของที่ราบประเภทนี้มักเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม ที่ราบที่เกิดจากธารน้ำแข็ง ที่สำคัญ ได้แก่ “ที่ราบเศษหินธารน้ำแข็ง” (Out wash Plain) จะเป็นที่ราบที่ตะกอนจำพวกหินมน (Boulder) ขนาดต่าง ๆ และดินเหนียวทับถมอยู่อย่างเป็นระเบียบซึ่งเกิดขึ้นหลังจากธารน้ำแข็งละลายแล้วและ “ที่ราบดินหินคละธารน้ำแข็ง” (Till Plain) จะเป็นที่ราบที่เกิดจากการทับถมของตะกอนที่ธารน้ำแข็งพามาอย่างไม่เป็นระเบียบ ตะกอนเหล่านี้จะเคล้าคละปะปนกันเพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ธารน้ำแข็งยังไม่หลอมละลาย เช่น ทางตะวันตกกลางของสหรัฐอเมริกาและแองเกลียตะวันออกของอังกฤษ เป็นต้น ส่วนที่ราบเศษหินธารน้ำแข็งจะพบอยู่ทั่วไปทางตอนเหนือของเยอรมนีและบางส่วนของประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ราบที่เกิดจากคลื่น เป็นที่ราบที่เกิดจากคลื่นและกระแสน้ำชายฝั่งพัดพาเอาตะกอนชนิดต่าง ๆ มาทับถมไว้ตามพรุ (Swamp) ที่ลุ่มราบชายเลน (Mud-Flats) และตามที่ต่ำชะวากทะเล (Estuarine Lowland) และต่อมาจะค่อย ๆ พัฒนากลายเป็น “ที่ราบชายฝั่ง” (Coastal Plain) ต่อไป เช่น ที่ราบชายฝั่งทะเลก้นอ่าวไทย ชายฝั่งของเนเธอร์แลนด์ และเบลเยี่ยม เป็นต้น ที่ราบเกิดจากลม ซึ่งได้แก่ “ที่ราบดินลมหอบ" (Loess Plain) ซึ่งลมจะพาเอาดินจากบริเวณที่อยู่ห่างไกลออกไปมาทับถมไว้ ทำให้มีดินปกคลุมเป็นชั้นหนา ลักษณะดินเป็นเม็ดผงละเอียด เช่น ที่ราบทางตอนเหนือของประเทศจีน และที่ราบแปมปัสในประเทศอาร์เจนตินา เป็นต้น

                                        
ที่ราบโดยกษัยการ (Erosional Plain) เป็นที่ราบที่เกิดจากกระบวนการกษัยการ เนื่องมาจากตัวการทางธรรมชาติต่างๆ เช่น น้ำฝน น้ำไหล ลม และธารน้ำแข็ง เป็นต้น ซึ่งทำให้ภูมิประเทศที่สูงชันมาก่อนราบเรียบและลดระดับความสูงลงมาจนกลายเป็นที่ราบไปในที่สุด ที่ราบซึ่งเกิดจากกษัยการนี้มักจะอยู่ในรูปของ “พื้นเกือบราบ” (Peneplain) เช่น “ที่ราบลานเศษหินรอบเขา” (Pediplain) หรือ “ลานเศษหินรอบเขา” (Pediment) และ “ที่ราบน้ำแข็งขัดถู” (Ice-Scoured Plain) เป็นต้น

                     ที่ราบสูง (Plateau) ที่ราบสูง มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 1,500 เมตร (5,000 ฟุต) และมีความต่างระดับน้อยกว่า 300 เมตร (1,000 ฟุต) ยกเว้นส่วนของที่ราบสูงที่ลำน้ำหรือธารน้ำแข็งกัดเซาะจนกลายเป็นหุบผาชันขึ้นมา ส่วนบนสุดของที่ราบสูงจะค่อยข้างราบเรียบและแผ่ขยายต่อเนื่องกัน ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ ตามปกติแล้วที่ราบสูงมักจะมีความลาดเอียงลงสู่ที่ราบที่อยู่ใกล้เคียง ที่ราบสูงมีลักษณะเหมือนกับภูมิประเทศซึ่งเป็นที่สูงโดยทั่วไปกล่าวคือ มักจะถูกตัวการทางธรรมชาติกระทำให้ลดระดับความสูงและความลาดชันลงมา ถ้าหากพิจารณาถึงกระบวนการเกิดและรูปแบบที่ปรากฎออกมาให้เห็นจะสามารถจัดที่ราบสูงออกได้ 3 แบบด้วยกัน คือ

                                           ที่ราบสูงแปรโครงสร้าง (Tectonic Plateau) เป็นที่ราบสูงที่เกิดจากการยกตัวของเปลือกโลกให้สูงขึ้น ที่สำคัญ ได้แก่ “ที่ราบสูง ภาคพื้นทวีป” (Continental Plateau) ซึ่งเปลือกโลกถูกยกตัวให้สูงขึ้นจากระดับภูมิประเทศที่อยู่โดยรอบคล้ายกับโต๊ะที่ตั้งอยู่บนพื้นห้อง เช่น ที่ราบสูงเดคข่าน ในประเทศอินเดีย แต่ถ้าหากการยกตัวขึ้นและล้อมรอบด้วยเทือกเขาที่เกิดจากการโก่งตัวเรียกว่า “ที่ราบสูงระหว่างภูเขา” (Intermountaine Plateau) เช่น ที่ราบสูงทิเบตซึ่งทอดตัวอยู่ระหว่างเทือกเขาหิมาลัยและเทือกเขาคุนลุ้น และที่ราบสูงโบลิเวีย ที่ปรากฏอยู่ระหว่างเทือกเขาแอนดิส ที่ราบสูงระหว่างภูเขานี้จัดว่าเป็นที่ราบสูงที่สูงที่สุดและปรากฎอยู่ทั่วไปในส่วนต่าง ๆ ของโลก

                                           ที่ราบสูงภูเขาไฟ (Volcanic Plateau) เมื่อหินหลอมละลายภายในโลกไหลออกมาภายนอก และทับถมแผ่กระจาย เป็นบริเวณกว้างจนกลายเป็น “แผ่นลาวาบะซอลต์” ขึ้น ซึ่งหินที่เกิดขึ้นใหม่นี้จะทำให้ผิวโลกบริเวณนั้นกลายเป็นที่ราบสูงขึ้นมาเรียกว่า “ที่ราบสูงลาวา” (Lava Plateau) ตัวอย่างเช่น ที่ราบสูงแอนทริม (antrim Plateau) ทางตอนเหนือของประเทศไอร์แลนด์ และส่วนทางตะวันตกเฉียงเหนือของที่ราบสูงเดคข่านในประเทศอินเดีย เป็นต้น สำหรับที่ราบลาวาที่น่าจะนำมากล่าวไว้ในที่นี้อีกแห่งหนึ่งก็คือ “ที่ราบสูงโคลัมเบีย-สเนค” ในประเทศ แคนาดา ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยเล็กน้อย ลาวาแต่ละชั้นจะมีความหนาถึง 30 เมตร แต่ถ้าหากรวมความหนาของลาวาที่ซ้อนกันอยู่ทั้งหมดจะราว 1.6 กิโลเมตร (Leong, 1983)

                                          
ที่ราบสูงซอยแบ่ง (Dissected Plateau) เป็นที่ราบสูงที่เกิดจากกระบวนการกษัยการ และการพังสลายของที่สูงหรือที่ราบสูง ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาอันยาวนาน จึงทำให้พื้นผิวของที่ราบสูงดั้งเดิมเกิดความผิดปกติปรากฎขึ้น ในเขตภูมิอากาศชุ่มชื้นจะเกิดจากการกระทำของน้ำฝน ในเขตภูมิอากาศหนาวเย็นจะเกิดจากธารน้ำแข็ง ส่วนในเขตภูมิอากาศแห้งแล้งจะเกิดจากการกระทำของลม ผลจากการกระทำของตัวการทางธรรมชาติดังกล่าว จะทำให้เกิดหุบเขาที่ลึกและแคบตัดผ่านบนพื้นผิวของที่ราบสูงมากมาย เช่น ที่ราบสูงยูนาน ในประเทศจีน เป็นต้น ในสภาพภูมิอากาศแล้ง ลมและน้ำจะขัดถูและกัดเซาะพื้นผิวของที่ราบสูง ทำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศแบบ “เนินยอดป้าน” (Butte) และ “เนินเมซา” (Mesa) เช่น บริเวณทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ที่ราบสูงส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณไม่เหมาะที่จะใช้ทำการเพาะปลูกและใช้เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ แต่ทว่าที่ราบสูงจะเป็นแหล่งสะสมแร่ธาตุที่สำคัญมากมายหลายชนิดที่สามารถลงทุนทำเหมืองได้ เช่น ที่ราบสูงแอฟริกาจะเป็นแหล่งผลิตทองคำ เพชร ทองแดง แมงกานีส และโครเมียม ที่ราบสูงบราซิล เป็นแหล่งแร่เหล็กและแมงกานีส และที่ราบสูงเดคข่าน มีแร่ธาตุพวกแมงกานีส ถ่านหิน และเหล็ก เป็นต้น

                      ภูเขา (Mountain) เป็นลักษณะภูมิประเทศที่มีความต่างระดับมากกว่า 600 เมตร (2,000 ฟุต) พื้นผิวโดยทั่วไปขรุขระและมีความลาดชันมาก ภูเขาเป็นลักษณะภูมิประเทศ ที่ประกอบเป็นเปลือกโลกมากที่สุด จากลักษณะการกำเนิดจะสามารถจำแนกภูเขาออกได้ 4 ชนิดด้วยกันคือ

                              
ภูเขาที่เกิดจากการคดโค้งของหิน (Fold Mountain)
ภูเขาชนิดนี้ปรากฏอยู่บนผิวโลกมากที่สุดและมีความสำคัญมากที่สุดอีกด้วย ซึ่งมักเกิดจากกระบวนการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกที่ครอบคลุมอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ เมื่อเปลือกโลกเกิดอาการเครียดขึ้นอันเนื่องมาจากแรงดันกดลงบนพื้นหิน การเคลื่อนไหวของหินหลอมละลาย และหรือการหดหรือขยายตัวของเปลือกโลกเมื่อเกิดความเครียดขึ้นมาจะทำให้เปลือกโลกถูกระทำให้แนวนอนและเกิดอาการโก่งตัวขึ้นมาตามแนวของผิวโลกที่ยังไม่มั่นคง ส่วนที่ถูกยกตัวให้สูงขึ้นเรียกว่า “ชั้นหินโค้งรูปประทุน” (Anticline) จะกลายเป็นแนวของยอดหรือสันเขา ส่วนบริเวณที่แอ่นตัวทรุดต่ำลงเรียกว่า “ชั้นหินโค้งรูปประทุนหงาย” (Syncline) จะเป็นแนวของหุบเขาที่ขนานไปกับยอดเขาที่เกิดขึ้น แนวภูเขาที่สำคัญของโลก เช่น เทือกเขาหิมาลัย เทือกเขาร็อกกี้ เทือกเขาแอนดิส และเทือกเขาแอลป์ เป็นต้น จะเกิดจากแรงกดดันที่สลับซับซ้อน ซึ่งทำให้บริเวณยอดของภูเขาถูกยกตัวให้สูงขึ้นจากกระบวนการ “รอยคดโค้งตลบทับ” (Overturned Fold) และ “รอยคดโค้งนอนทับ” (Recumbent Fold) ในกรณีที่กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจะทำให้รอยคดโค้งนอนทับยื่นออกไปตามแนว “ระนาบรอยเลื่อนย้อน” (Thrust Plane) ซึ่งจะทำให้เกิดการโก่งตัวของชั้นแบบ “การคดโค้งตลบทับ” (Overturned Fold) ส่วนที่ครอบคลุมอยู่ข้างบนสุดนี้เรียกว่า “ชั้นหินทบตัว” (Nappe) ภูเขาที่เกิดจากการคดโคังของหินมักจะเกี่ยวข้องกับการกระทำของภูเขาไฟ และตามแนวเทือกเขาดังกล่าวจะมีภูเขาไฟปรากฎอยู่หลายลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวภูเขาที่เกิดจากการคดโค้งของหินรอบมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากนี้เทือกเขาดังกล่าวยังเป็นแหล่งกำเนิดของแร่ธาตุที่สำคัญ เป็นต้นว่า ดีบุก ทองแดง ทองคำ และปิโตรเลียม (Leong, 1983)

                                 ภูเขาบล็อก (Block Mountain) เมื่อเปลือกโลกเกิดอาการโค้งงอ แต่ในขณะเดียวกันจะมีรอยร้าวและทำให้ เกิด “รอยเลื่อน” (Fault) ปรากฏขึ้น รอยเลื่อนเหล่านี้อาจจะเกิดจากแรงกดหรือแรงเครียดที่ ปรากฏขึ้นในช่วงที่เปลือกโลกหดหรือขยายตัว ซึ่งทำให้เปลือกโลกบางส่วนถูกยกตัวให้สูงขึ้นจากแนวระนาบเดิมเรียกว่า “ฮอร์สต์” (Horst) และกลายเป็นยอดของภูเขา ส่วนบริเวณที่ถูกกดให้ทรุดต่ำลงจะเรียกว่า “แอ่งกราเบน” (Graben) ซึ่งจะกลายเป็น “หุบเขาทรุด” (Rift Valley) เทือกเขาที่เกิดจากรอยเลื่อนที่สำคัญได้แก่ เทือกเขาซีร่าเนวาดา ในประเทศสหรัฐอเมริกา เทือกเขาวอสจ์และแบล็คฟอเรสต์ ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมัน นอกจากนี้ยังพบอยู่ในบริเวณภาคตะวันออกของทวีปแอฟริกา

                                 ภูเขาไฟ (Volcanic Mountain) เป็นภูเขาที่เกิดจากหินหลอมละลายภายในโลก ที่ไหลออกมาเสริมสร้าง เปลือกโลกบริเวณนั้นให้กลายเป็นภูเขารูปฝาชีคว่ำขึ้นมา แหล่งที่ปรากฏภูเขาไฟที่สำคัญ ได้แก่ “แนวแปซิฟิก” เช่น ภูเขาฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น ภูเขาเมยอน ประเทศฟิลิปินส์ ภูเขาเมลาปิ เกาะสุมาตรา และภูเขาคาโตปาชิ ประเทศเอกวาดอร์ เป็นต้น และ “แนวเมดิเตอร์เรเนียน” เช่น ภูเขาเอ็ตน่าและวิซุเวียส ประเทศอิตาลี เป็นต้น

                                     
 ภูเขาถิ่นเดิม (Residual Mountain)
เป็นภูเขาที่เกิดจากกระบวนการเกลี่ยผิวของแผ่นดิน กล่าวคือ ส่วนของ เปลือกโลกที่อ่อนจะถูกตัวการทางธรรมชาติกัดเซาะให้ต่ำลง ในขณะเดียวกันส่วนที่เป็นหินแข็งยังคงอยู่ในสภาพเดิม จากการกระทำดังกล่าวในที่สุดจะทำให้เกิดภูเขาขึ้นมา นอกจากนี้ภูเขาถิ่นเดิมยังพัฒนามาจากที่ราบสูงซอยแบ่งที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อลำน้ำชะพาเอาตะกอนที่กัดเซาะไปจะทำให้เกิดภูเขาขนาดต่างๆ ขึ้นมา เช่น ภูเขาที่ ปรากฏในดินแดนที่สูงของประเทศสก็อตแลนด์ คาบสมุทรสแกนดิเนเวีย และบนที่ราบสูงเดคข่าน เป็นต้น

            เนินเขา (Hill) เนินเขาตามปกติแล้วจะมีความต่างระดับมากกว่า 100 เมตร แต่ต้องน้อยกว่า 600 เมตร อย่างไรก็ตาม ตามแถบชายฝั่งทะเลเนินเขาอาจจะมีความต่างระดับต่ำกว่า 60 เมตร จากกระบวนการเกิดและลักษณะทางธรณีวิทยาสามารถจำแนกเนินเขาออกได้ 3 ชนิดด้วยกันคือ

                              เนินเขาโดยการทับถม (Depositional Hill) จะเกิดจากการทับถมของลมที่พัดพาเอาดินหรือทรายมาทับถมในบริเวณที่ราบ หรือ ที่ราบสูง ซึ่งจะทำให้เกิดเนินทรายที่มีขนาดและรูปแบบแตกต่างกัน เนินทรายเหล่านี้บางลูกจะมีความสูงหลายร้อยเมตร และครอบคลุมพื้นที่หลายร้อยตารางกิโลเมตร

                              
 
เนินเขากษัยการ (Erosional Hill) เป็นเนินเขาที่พัฒนาขึ้นมาจากกระบวนการเกลี่ยผิวของแผ่นดิน ซึ่งมักจะเกิดจาก การกระทำของน้ำกัดเซาะที่ราบ ที่ราบสูง หรือภูเขาทำให้ความสูงลดต่ำลงจนกระทั่งเหลือแต่เนินเขาและหุบเขาระเกะระกะทั่วไป ลักษณะเนินเขาแบบนี้จะพบอยู่ตามขอบที่ราบที่ห่างจากแนวเทือกเขาในภาคกลางของประเทศไทย สำหรับในภาคตะวันออกจะพบอยู่ที่หมู่บ้านสำโรง อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นต้น

                              เนินเขาแปรโครงสร้าง (Tectonic Hill) เป็นเนินเขาที่เกิดจากกระบวนการ “เคลื่อนไหวแปรรูป” (Diastrophism) หรือ “กระบวนการภูเขาไฟ” (Volcanism) ทั้งภายนอกและภายใน แต่ระดับการยกตัวหรือการทับถมที่เกิดจากหินหลอมละลายที่พ่นออกมาไม่สามารถเสริมสร้างเปลือกโลกบริเวณนั้นให้สูงและลาดชันจนกลายเป็นภูเขาได้ ดังนั้น เนินเขาเหล่านี้จึงปรากฏปะปนอยู่กับแนวเทือกเขา ดังเช่นเนินเขาที่พบในของประเทศไทยและในส่วนต่าง ๆ ของโลก ลักษณะภูมิประเทศแบบนี้บางครั้งจะเรียกว่า “เนินเขาเชิงภูเขา” และมักจะพบอยู่ในเขตรอยต่อระหว่างที่ราบหรือที่ราบสูงกับเขตเทือกเขาสูง เช่น เนินเขาทางตอนใต้ของภาคเหนือของประเทศไทย เป็นต้น

                               สำหรับคุณค่าของเนินเขาและภูเขานั้น นอกจากจะเป็นแหล่งที่สะสมแร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อเศรษฐกิจแล้ว เขาและเนินเขายังเป็นบริเวณที่ปกคลุมด้วยป่าไม้นานาชนิดที่ให้ทั้งไม้เพื่อใช้ในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ตามลาดเขาบางแห่งได้มีการถากถางป่าเพื่อนำพื้นที่มาใช้ทำการเพาะปลูกได้ แต่ให้ผลดีในระยะสั้นเท่านั้น เพราะดินเกิดการกษัยการอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ในเขตภูเขาจะเป็นบริเวณที่ยากลำบากในการเข้าไปตั้งถิ่นฐานอย่งถาวรซึ่งจะทำให้ประชากรเหล่านั้นอยู่อย่างโดดเดี่ยว การตัดเส้นทางเข้าไปยังแดนภูเขากระทำได้ด้วยความยากลำบากและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสูง แต่ทางด้านการเมืองแล้วภูเขาจะใช้เป็นแนวธรรมชาติที่แบ่งพรมแดนระหว่างประเทศได้ดี และในบริเวณที่ทิวเขาทอดตัวต่ำลงมาจนกลายเป็นช่องเขาจะใช้เป็นเส้นทางติดต่อระหว่างประเทศได้ ซึ่งสะดวกในการควบคุมสินค้าและประชากรที่ทำการติดต่อค้าขายกัน

ดูหน้าที่แล้ว <              >ดูหน้าถัดไป


 

 

บทความเพิ่มเติม

แผ่นใสการเรียนการสอน

วิวัฒนาการ บท

บทที่ 1   1/6

กำเนิดและวิวัฒนาการของธรรมชาติ

     กำเนิดจักรวาล  ความคิดของนาย Friedman นักคณิตศาสตร์ชาวรัสเซีย  ทฤษฎี Big Bang  กำเนิดสุริยะจักรวาล   กำเนิดโลก  การแบ่งชั้นของโลก ร่องลึกในมหาสมุทร   จำนวน  57 แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

บทที่  2  2/6

กำเนิดสิ่งมีชีวิตชนิดแรก

     โมเลกุลของสารประกอบอินทรีย์  ชีวิตเกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต การทดลองของเรดิ  และหลุยส์ปาสเตอร์   แนวความคิดของอริสโตเติล  Polymerization  เคลวิน  นักชีวเคมีขาวเยอรมัน     จำนวน  56 แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

 

บทที่  3  3/6

Evolution

     เมื่อ 3900 ล้านปีก่อน  วิวัฒนาการคืออะไร  นักอนุกรมวิธาน  ทฤษฎีวิวัฒนาการ  นายลามาร์ค   นาย ชาร์ล ดาร์วิน   กลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ  หมู่เกาะกาลาปากอส  นายมัลทัส     จำนวน  40  แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

 

บทที่  4  4/6

กลไกการวิวัฒนาการ

     สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว การแปรผันทางพันธุกรรม  เมนาลิซึมของผีเสื้อกลางคืน  การกระจายตัวของประชากรผีเสื้อ  ผู้ถูกล่าและผู้ล่า  จำนวน  28 แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

 

บทที่  5  5/6

หลักฐานทางวิวัฒนาการ

     ความจริงที่เกิดขึ้นในอดีต  ซากดึกดำบรรพ์  นกกลุ่มที่บินไม่ได้  โครงสร้างของสิ่งมีชีวิต  สัตว์มีกระดูกสันหลัง  ลำดับเบสบนสายดีเอ็นเอ  การคัดเลือกพันธุ์  และความรู้ทางพันธุ์ศาสตร์  จำนวน  39 แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

 

บทที่  6  6/6

หลักฐานทางวิวัฒนาการ

     ข้อแตกต่างระหว่างมนุษย์และลิง  สายวิวัฒนาการของมนุษย์  มนุษย์วานร  สปีชีส์สุดท้าย  ค้นพบฟอสซิลของมนุษย์  การแบ่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ จำนวน  37 แ่ผ่น   คลิกค่ะ  powerpoint

 

จากธุลีสู่ชีวิต

        โลกถือกำเนิดจากเศษซากชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นดาวเคราะห์ขนาดไม่ใหญ่นักที่เกิดจากการหมุนวนของซากหินและฝุ่นละออง เป็นหนึ่งในบริวารที่อยู่ภายใต้อิทธิพลแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ ซากหินและฝุ่นละอองของกลุ่มดาวเคราะห์น้อยที่กระจายเป็นวงรอบดวงอาทิตย์เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงกำเนิดของโลกได้เป็นอย่างดี ส่วนดาวบริวารดวงอื่น ๆ ของดวงอาทิตย์ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ถ้าหากสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบของโลกเปลี่ยนแปลงไป โลกจะมีสภาพเป็นเช่นไร  คลิกอ่านต่อครับ

Charles Darwin

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับหน้าสารบัญธรรมชาติมหัศจรรย์ ฟิสิกส์ราชมงคล

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ธรรมชาติมหัศจรรย์