ความรู้เบื้องต้นวิชาแผ่นดินไหว

บทที่ 1 วิชาแผ่นดินไหวคืออะไร
บทที่
2 คลื่นแผ่นดินไหว
บทที่
3 โลก
บทที่
4 อะไรทำให้เกิดแผ่นดินไหว
บทที่
5 ขนาดมาตราริคเตอร์

บทที่ 6 ริคเตอร์

บทที่ 7 ศัพท์แผ่นดินไหว หน้าที่ 1

บทที่ 8 ศัพท์แผ่นดินไหว หน้าที่ 2

บทที่ 8 ศัพท์แผ่นดินไหว หน้าที่ 2

ศัพท์พื้นฐานวิทยาศาสตร์โลก
(
Basic Earth Science Terms)  
อดิศร  ฟุ้งขจร
adisorncm@hotmail.com


    ศัพท์พื้นฐานวิทยาศาสตร์โลกจัดทำขึ้นเพื่อปูพื้นฐานความรู้สาขานี้ให้แก่นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป คำศัพท์และรูปภาพส่วนใหญ่นำมาจากเว็บไซต์ http://earthquake.usgs.gov/image_glossary อาจมีคำอธิบายเพิ่มเติมโดยนำมาจากพจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา อังกฤษ-ไทย  จัดทำโดย  คณะอนุกรรมการจัดทำพจนานุกรมธรณีวิทยา ของคณะกรรมการประสานงานด้านธรณีวิทยา ภายใต้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ พ.ศ. 2530

   

 

หมวดคำศัพท์

M | N | O | P | Q | R | S | T | U | V | W | X | Y | Z  กลับไปหน้า 1 (หมวด A-L)

สารบัญรูป

รูปที่ 56 | 57 | 58 | 59 | 60 | 61 | 62 | 63 | 64 | 65 | 66 | 67 | 68 | 69 | 70 | 71 | 72 | 73 | 74 | 75 | 76 | 77 | 78 | 79 | 80 | 81 | 82 | 83 | 84 | 85 | 86 | 87 | 88 | 89 | 90 | 91 | 92 | 93 | 94 | 95 | 96 | 97 | 98 | 99 | 100 | 101 | 102 | 103 | 104 | 105 | 106 | 107 | 108 | 109 | 110 | 111

   

 

 

สารบัญคำศัพท์

หมวด M

Magma | Magnetic polarity reversalMagnitude | Mainshock | Mantle | Mesosphere | Microzonation | Mid-oceanic ridge | Moho

 

 

หมวด N

Natural frequency | Normal fault 

 

หมวด O

Oblique fault | Oceanic crust | Oceanic spreading ridge | Oceanic trench | Oligocene epoch | Ordovician period | Outer core | Overthrust fault

 

 

หมวด P

Paleoseismicity | Paleozoic era | Pangea | Pedogenic | Pedology | Period | Permian period | Plate Tectonics | Pleistocene | Plunge | Poisson distribution | Precambrian era | Pumice | P-wave

 

 

หมวด Q

Quaternary | Quick sand

 

 

หมวด R

Radiocarbon dating | Rayleigh wave | Recurrence interval | Reflection | Refraction | Regression Analysis | Residual | Richter scaleRight-lateral | Ring of Fire | Rupture front | Rupture velocity

 

 

หมวด S

Sand boil | Sea floor spreading | Sea-floor trench | Secular | Sediment | Segmentation | Seiche | Seismic gapSeismic moment | Seismic refraction or Seismic reflection line | Seismic wave | Seismic zone | Seismicity | Seismogenic | Seismogram | Seismograph | Seismology | Shadow zone | Slab | Slickensides | Slip | Slip Model | Slip rate | Soil | Soil profile | Source | Spectral acceleration | Spectrum | Standard deviation | Station | Stick-slip | Stochastic | Strain | Strain rate | StressStress dropStrike | Strong motion | Subduction | Subduction zone | Surface faulting | Surface wave | S-wave

 

 

หมวด T

Tectonic | Tectonic plates | Tectonic process | Teleseismic | Tertiary periodTime history | Transcurent fault | Transform fault | Traveltime curve | Tsunami | Tsunamigenic | Turbidites 

 

 

หมวด U

Ultrabasic | Underthrust fault | Uplift | Upwarping

 

 

หมวด V

Velocity | Velocity structure | Volcanic arc | Volcano | Volcanology

 

หมวด W

Wave front | Wavelength | Wrench fault

 

หมวด X

Xenocryst | Xenolith

 

หมวด Y

YBP | Young stream

 

หมวด Z

Zone of saturation | Zoning

 

Magma
    หินหนืด: สารเหลวร้อนเกิดตามธรรมชาติอยู่ภายในโลก สามารถเคลื่อนตัวไปมาได้ในวงจำกัด อาจมีของแข็ง เช่น ผลึกและเศษหินแข็ง และ/หรือก๊าซรวมอยู่ด้วยหรือไม่มีเลยก็ได้ เมื่อแทรกดันขึ้นมาหรือพุพุ่งออกสู่ผิวโลกแล้ว จะเย็นและแข็งตัวเกิดเป็นหินอัคนี (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 74)

กลับขึ้นไป

 

 

Magnetic polarity reversal
    การกลับขั้วแม่เหล็ก เป็นการกลับขั้วของสนามแม่เหล็กโลก ปรากฏการณ์นี้ใช้ระยะเวลาไม่แน่นอน  สมบัติของสนามแม่เหล็กในแต่ละยุคปรากฏอยู่ในหินที่มีสภาพเป็นสื่อแม่เหล็กทำให้สามารถหาอายุของหินได้โดยเทียบกับตารางเวลามาตรฐานของการกลับขั้วแม่เหล็ก  หินที่เรียงรายอยู่สองฟากของสันเขาในมหาสมุทรมักปรากฏรูปแบบของการกลับขั้วแม่เหล็กเมื่อหินนั้นเย็นลงหลังจากปะทุออกมาจากภายในโลก การกลับขั้วแม่เหล็กดังกล่าวนี้สามารถนำมาหาอัตราการเคลื่อนที่ของสันเขาในมหาสมุทรได้  รูปแบบการกลับขั้วแม่เหล็กที่บันทึกอยู่ในหินเรียกว่า แนวแม่เหล็กพื้นทะเล (
sea-floor magnetic lineaments)

รูปที่ 56  การกลับขั้วแม่เหล็กที่บันทึกอยู่ในหินของสันเขากลางมหาสมุทร

กลับขึ้นไป

 

 

Magnitude
    ขนาด เป็นตัวเลขที่บอกขนาดของแผ่นดินไหวแต่ละครั้ง  ค่าขนาดนี้เป็นผลการคำนวณจากการตรวจวัดความสั่นสะเทือนของแผ่นดินของเครื่องตรวจแผ่นดินไหว ค่าขนาดมีหลายแบบแต่ที่ใช้อยู่ทั่วไปได้แก่ (1) ค่าขนาดท้องถิ่น (local magnitude: ML) (2) ค่าขนาดคลื่นพื้นผิว (surface-wave magnitude: Ms) (3) ค่าขนาดคลื่นหลัก (body-wave magnitude: Mb) และ (4) ค่าขนาดโมเมนต์ (moment magnitude: Mw)

กลับขึ้นไป

 

 

Mainshock
    แผ่นดินไหวหลัก เป็นแผ่นดินไหวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในห้วงเวลานั้น ๆ  บางครั้งอาจมีแผ่นดินไหวระลอกก่อนนำมา และมักมีแผ่นดินไหวระลอกหลังตามมาเสมอ (ดูรูปที่ 35 หน้า 1 ประกอบ)

กลับขึ้นไป

 

 


Mantle
    ชั้นแมนเทิล เป็นส่วนที่อยู่ระหว่างเปลือกโลกกับแก่นโลกชั้นนอก
    mantle แมนเทิล: ส่วนชั้นของโลกที่อยู่ระหว่างเปลือกโลกกับแก่นโลก ด้านบนของส่วนชั้นนี้ล้อมรอบด้วยแนวแบ่งเขตโมโฮโรวิซิก ที่มีความลึกประมาณ 35 กม. ใต้ทวีป และประมาณ 10 กม. ใต้มหาสมุทร ส่วนด้านล่างเป็นแนวแบ่งเขตวิเชิร์ต-กูเตนเบิร์กซึ่งอยู่ใต้ผิวโลกประมาณ 2900 กม. เชื่อกันว่าส่วนชั้นนี้ประกอบด้วยสารพวกอัลตราเบสิก (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 74)

รูปที่ 57 ชั้นแมนเทิลและส่วนอื่น ๆ ของโลก

กลับขึ้นไป

 

 

Mesosphere
    ธรณีภาคชั้นใน: ชั้นที่อยู่ใต้ธรณีภาคชั้นกลาง (asthenosphere) เป็นแมนเทิล (mantle) ชั้นล่างประกอบด้วยวัสดุเนื้อแข็งและแน่น ใต้ชั้นนี้เป็นแก่นโลกชั้นนอก (outer core)
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 75)

กลับขึ้นไป

 

Microzonation
    การแบ่งเขตย่อย  เป็นการแบ่งเขตที่จะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวออกเป็นพื้นที่ย่อย ๆ 

รูปที่ 58  แผนที่แสดงบริเวณที่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะดินเหลวอันเนื่องจากแผ่นดินไหวบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

กลับขึ้นไป


Mid-oceanic ridge
เทือกเขากลางมหาสมุทร: เทือกเขาซึ่งเกิดกลางมหาสมุทรเริ่มจากกลางมหาสมุทรแอ็ตแลนติกเหนือ
-ใต้ ต่อไปยังมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ยาวทั้งหมด 48,000  กม.  กว้างประมาณ  1,500 กม. สูง 1-3 กม. ตรงกลางมีรอยแยกเป็นแนวยาว ปกติจะมีลักษณะขรุขระ เป็นบริเวณที่มีแผ่นดินไหว จากทฤษฎีการขยายตัวของพื้นทะเล (sea floor spreading) กล่าวกันว่าบริเวณเทือกเขากลางมหาสมุทรนี้เป็นที่ที่เปลือกโลกใหม่โผล่ขึ้นมา แล้วค่อย ๆ เคลื่อนไปเรื่อย ๆ ทั้งสองข้างจนจมลงบริเวณร่องลึกก้นสมุทร (submarine trench) มีความหมายเหมือนกับ oceanic ridge (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 76) (ดูรูปที่ 56 ประกอบ)

กลับขึ้นไป

 

 

Moho
    แนวโมโฮ เป็นแนวแบ่งเขตระหว่างเปลือกโลกกับชั้นแมนเทิล  เป็นระดับที่ส่วนประกอบทางเคมีเปลี่ยนไปและคลื่นแผ่นดินไหวเปลี่ยนความเร็ว แนวแบ่งเขตโมโฮร์โอวิเชช (
Mohorovicic discontinuity) ก็เรียก เป็นชื่อที่ใช้เรียกเพื่อเป็นเกียรติแก่นักวิชาการด้านแผ่นดินไหวชาวโครเอเชีย นามว่า แอนดริจา โมโฮร์โอวิเชช (Andrija Mohorovicic ค.ศ. 1857-1936) ผู้พบแนวดังกล่าว  แนวนี้มีความลึกระหว่าง 25 ถึง 60 กิโลเมตรใต้พื้นทวีป และมีความลึกระหว่าง 5 ถึง 8 กิโลเมตรใต้พื้นมหาสมุทร (ดูรูปที่ 57 ประกอบ)

    Mohorovicic Discontinuity แนวแบ่งเขตโมโฮโรวิซิก: แนวที่แบ่งเขตระหว่างเปลือกโลกชั้นนอกกับเปลือกโลกชั้นใน อยู่ลึกประมาณ 35  กม.ใต้พื้นทวีป และลึกเพียง 5-10 กม.ใต้มหาสมุทร เรียกตามชื่อนักวิทยาศาสตร์ชาวสลาฟชื่อ นาย เอ. โมโฮโรวิซิก ซึ่งเป็นผู้ค้นพบใน พ.ศ. 2452 ขณะที่ทำการศึกษาเรื่องแผ่นดินไหวที่แหลมบอลข่าน แนวแบ่งเขตนี้มีผลเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่ออัตราเร็วของคลื่นแผ่นดินไหว (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 77) 

กลับขึ้นไป

 

 

Natural frequency
    ความถี่ธรรมชาติ เป็นความสั่นสะเทือนของสิ่งที่มีแรงใดแรงหนึ่งมากระทบโดยไม่มีการหน่วงหรือมีแรงภายนอกอื่นร่วมด้วย

รูปที่ 59 คลื่นความถี่ธรรมชาติ

กลับขึ้นไป

 

 

Normal fault
    รอยเลื่อนปกติ: รอยเลื่อนในหินซึ่งส่วนที่อยู่ข้างบนระนาบรอยเลื่อนเคลื่อนตัวลดระดับลงสัมพัทธ์กับส่วนที่อยู่ข้างล่างที่เคลื่อนตัวขึ้น ถ้าส่วนที่อยู่ข้างบนเคลื่อนตัวย้อนขึ้น เรียกว่า รอยเลื่อนย้อน (reverse fault)  ถ้ารอยเลื่อนย้อนมีค่ามุมเทเท่ากับหรือน้อยกว่า 45 องศา เรียกว่า รอยเลื่อนย้อนมุมต่ำ (thrust fault)
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 81) (ดูรูปที่ 22 หน้า 1 ประกอบ)

กลับขึ้นไป

 

 

Oblique fault
    รอยเลื่อนเฉียง: รอยเลื่อนที่มีแนวระดับของระนาบรอยเลื่อนทำมุมเฉียงหรือทแยงกับแนวระดับของชั้นหินที่เลื่อนไป
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 82)

กลับขึ้นไป

 

 

Oceanic crust
    เปลือกโลกใต้มหาสมุทร: เปลือกโลกส่วนที่อยู่ข้างใต้บริเวณมหาสมุทรต่าง ๆ มีความหนาประมาณ
5-10 กม. ความเร็วคลื่นไหวสะเทือนในชั้นนี้มีค่าสูงกว่า 8.2 กม. ต่อวินาที (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 82)

กลับขึ้นไป

 

 

Oceanic spreading ridge
    สันเขามหาสมุทรขยายตัว เป็นแนวแตกที่พื้นมหาสมุทรอันเป็นบริเวณที่หินหนืดหรือวัสดุเหลวในชั้นแมนเทิลปะทุออกมาที่ผิวโลก กลายเป็นเปลือกโลกรุ่นใหม่  แนวแตกนี้มองเห็นได้ที่พื้นมหาสมุทรไปตามแนวสันเขา
(ดู Mid-oceanic ridge ประกอบ) 

รูปที่ 60 สันเขาพื้นมหาสมุทรและโครงสร้างอื่น ๆ ของโลก

กลับขึ้นไป

 

 

Oceanic trench
    ร่องลึกก้นสมุทร เป็นแนวมุดที่พื้นทะเลเกิดจากเพลตเทคโนทิกมุดเข้าหากัน (ดูรูปที่ 60 ประกอบ)

 

กลับขึ้นไป

 

 

Oligocene epoch
    สมัยโอลิโกซีน: สมัยที่สามของยุคเทอร์เชียรี อยู่ระหว่างสมัยอีโอซีนกับสมัยไมโอซีน มีช่วงตั้งแต่ 37 ถึง 22.5 ล้านปีมาแล้ว เป็นสมัยเริ่มแรกของมนุษย์วานร หินที่เกิดในสมัยนี้เรียกว่า หินสมัยโอลิโกซีน (Oligocene Series)
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 83)

กลับขึ้นไป

 

Ordovician period
    ยุคออร์โดวิเชียน: ยุคที่สองของมหายุคพาลีโอโซอิก อยู่ระหว่างยุคแคมเบรียนกับยุคไซลูเรียน มีช่วงอายุตั้งแต่ 500 ถึง 437 ล้านปีมาแล้ว ยุคนี้มีสัตว์ทะเลไม่มีกระดูกสันหลังอยู่มาก หินที่เกิดในยุคนี้เรียกว่า หินยุคออร์โดวิเชียน (Ordovician System)
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 84)

กลับขึ้นไป

 

Outer core
    แก่นโลกชั้นนอก: ตอนบนของบริเวณใจกลางโลกซึ่งลึกจากผิวโลก 2,900 กม. ถึง 5,100 กม. เชื่อกันว่าแก่นโลกชั้นนี้เป็นของเหลวเพราะคลื่นทุติยภูมิผ่านไม่ได้ ความหนาแน่นอยู่ในช่วง 9-10 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 85) (ดูรูปที่17 หน้า 1 และ รูปที่ 60 ประกอบ)

กลับขึ้นไป

 

Overthrust fault
    รอยเลื่อนไถลทับ: 1. รอยเลื่อนย้อนที่มีค่ามุมเทของระนาบรอยเลื่อนเท่ากับหรือน้อยกว่า 10 องศา มวลหินจะเคลื่อนตัวไปได้หลายกิโลเมตร
    2. ใช้เรียกรอยเลื่อนที่มวลหินด้านบนของระนาบรอยเลื่อนเคลื่อนที่ล้ำออกไปจากมวลหินด้านล่าง

กลับขึ้นไป

 

 

Paleoseismicity
    การเกิดแผ่นดินไหวยุคโบราณ  เป็นร่องรอยการเกิดแผ่นดินไหวทางธรณีวิทยาที่ส่วนใหญ่ไม่มีบันทึกหรือผลการตรวจทางเครื่องมือ  ร่องรอยทางธรณีวิทยาของแผ่นดินไหวในอดีตอาจอยู่ในรูปของชั้นรอยเลื่อน  ร่องรอยการแทรกสอดของทรายเหลว  แผ่นดินถล่ม การเลื่อนขึ้นลงอย่างฉับพลันของแนวชายฝั่ง ตลอดจนร่องรอยของคลื่นซึนามิ

รูปที่ 61  การสำรวจหาร่องรอยแผ่นดินไหวยุคโบราณ

กลับขึ้นไป

 

 

Paleozoic era
    มหายุคพาลีโอโซอิก: มหายุคหนึ่งทางธรณีกาล อยู่ระหว่างมหายุคพรีแคมเบรียนกับมหายุคมีโซโซอิก มีอายุตั้งแต่ 570 ถึง 230 ล้านปีมาแล้ว เป็นมหายุคที่พืชและสัตว์เริ่มมีวิวัฒนาการสูง หินที่เกิดในมหายุคนี้เรียกว่า หินมหายุคพาลีโอโซอิก (Paleozoic Erathem)
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 88)

กลับขึ้นไป

 

 

Pangea
    พันเจีย: สมมุติฐานที่อัลเฟรด เวเกเนอร์  (Alfred Wegener) ริเริ่มขึ้น สมมุติฐานนี้กล่าวว่า เดิมโลกนี้เป็นผืนแผ่นดินกว้างใหญ่เพียงผืนเดียว เรียกว่า พันเจีย มหาสมุทรที่อยู่รอบ ๆ เรียกว่า พันทาลัสซา (Panthalassa)  และต่อมาผืนแผ่นดินใหญ่นี้ได้แยกออกจากกันกลายเป็นทวีปต่าง ๆ ในปัจจุบัน
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 88)

รูปที่ 62 พันเจียและวิวัฒนาการของผืนแผ่นดินในมหายุคต่าง ๆ 

กลับขึ้นไป

 

 

Pedogenic
    กระบวนการปฐพี หมายถึง กระบวนการพอกพูน  ถ่ายเท เปลี่ยนแปร และ หลุดออกขององค์ประกอบของดิน

รูปที่ 63  การไหลของดินเป็นกระบวนการหนึ่งทางปฐพี

กลับขึ้นไป

 

 

Pedology
    ปฐพีวิทยา: วิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องดิน การกำเนิด คุณลักษณะและการใช้ประโยชน์
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 88)

กลับขึ้นไป

 

 

Period
    ช่วงคลื่น เป็นช่วงห่างของคลื่นหนึ่งวงรอบ

รูปที่  64 ช่วงคลื่น (ช่วงห่างของลูกศร)

กลับขึ้นไป

 

 

Permian period
    ยุคเพอร์เมียน: ยุคสุดท้ายของมหายุคพาลีโอโซอิก มีช่วงอายุตั้งแต่  280 ถึง  230 ล้านปีมาแล้ว เป็นยุคที่มีสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกเจริญมาก บางทีเรียกว่า ยุคสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ หินที่เกิดในยุคนี้เรียกว่า หินยุคเพอร์เมียน (Permian System)
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 89)

กลับขึ้นไป

 

 

Plate Tectonics
    เพลตเทคโทนิคส์ เป็นทฤษฎีหรือแนวคิดที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง กล่าวว่าเปลือกโลกและส่วนบนของชั้นแมนเทิลประกอบด้วยแผ่นเปลือกโลกหรือเพลตเทคโทนิคบาง ๆ ขนาดใหญ่ที่เคลื่อนที่สัมพัทธ์กัน  แนวรอยเลื่อนอันเป็นขอบของเพลตเป็นแหล่งกำเนิดของแผ่นดินไหว  แนวต่อระหว่างเพลตมีหลายแบบได้แก่ แบบมุด  หมายถึง เพลตหนึ่งมุดลงใต้อีกเพลตหนึ่ง  แบบแยก หมายถึง เพลตแยกห่างออกจากกันโดยมีทิวเขาในมหาสมุทรเป็นแกนกลาง และแบบเฉียด หมายถึง เพลตเคลื่อนที่เสียดกันในแนวนอน

รูปที่ 65  เพลตเทคโทนิคของโลก

กลับขึ้นไป

 

 

Pleistocene
    สมัยไพลสโตซีน เป็นระยะเวลาทางธรณีวิทยาเมื่อประมาณ
10,000 ถึง 1,650,000 ปีที่ผ่านมา  ชื่อนี้สื่อถึงการกำเนิดของหินหรือรอยเลื่อน  รอยเลื่อนที่เคลื่อนที่ในสมัยไพลสโตซีนอาจถือว่าเป็นรอยเลื่อนมีพลัง 

    Pleistocene Epoch สมัยไพลสโตซีน: สมัยที่หนึ่งของยุคควอเทอร์นารี อยู่ระหว่างสมัยไพลโอซีนกับสมัยโฮโลซีน มีช่วงอายุตั้งแต่ 1.8  ถึง 0.01  ล้านปีมาแล้ว สมัยไพลโตซีนมีธารน้ำแข็งเกิดขึ้นมากมายหลายระยะจนมีสมญาว่าเป็นสมัยน้ำแข็ง (ice age) หินที่เกิดในสมัยนี้เรียกว่า หินสมัยไพลโตซีน (Pleistocene Series) (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 92)

กลับขึ้นไป

 

Plunge
    พลันจ์: การเอียงเทของชั้นหินคดโค้ง หรือลักษณะโครงสร้างทางธรณีวิทยาอื่น ๆ ที่เป็นเชิงเส้น วัดจากแนวระนาบลงไป มักใช้บอกรูปทรงเรขาคณิตชั้นหินคดโค้ง (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 92)

กลับขึ้นไป

    

 

Poisson distribution
    การแจกแจงปัวซอง เป็นการแจกแจงเชิงน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่เป็นอิสระแก่กันในห้วงระยะเวลาหนึ่ง

รูปที่ 66  การแจกแจงปัวซอง

กลับขึ้นไป

 

 

Precambrian era
    มหายุคพรีแคมเบรียน:  มหายุคแรกของธรณีกาล มีอายุก่อนยุคแคมเบรียนในมหายุคพาลีโอโซอิก เริ่มตั้งแต่กำเนิดโลกจนถึง 570  ล้านปีมาแล้ว เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุด เชื่อกันว่าสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำเริ่มเกิดขึ้นในตอนปลายของมหายุคนี้ แต่ส่วนมากไม่ทิ้งร่องรอยหรือหลักฐานที่ชัดเจนเหมือนซากดึกดำบรรพ์ในยุคแคมเบรียน หินที่เกิดขึ้นในมหายุคพรีแคมเบรียนนี้เรียกว่า หินมหายุคพรีแคมเบรียน (Precambrian Erathem)
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 94-95)

กลับขึ้นไป

 

 

Pumice
    หินพัมมิซ:  หินแก้วภูเขาไฟชนิดหนึ่งซึ่งมีฟองก๊าซเล็ก ๆ อยู่ในเนื้อมากมายจนโพรกคล้ายฟองน้ำ มีส่วนประกอบเหมือนหินไรโอไลต์ เนื่องจากมีเนื้อพรุนมาก จึงมีน้ำหนักเบา ลอยน้ำได้เรียกว่า หินลอยน้ำ ใช้ขัดถูภาชนะดี ทำให้ผิวภาชนะวาว ชาวบ้านเรียกว่าหินส้ม
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 96)

กลับขึ้นไป

 

P-wave
    คลื่นปฐมภูมิ: คลื่นที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลาง โดยอนุภาคของตัวกลางนั้นเกิดการเคลื่อนไหวในแนวเดียวกับคลื่นที่ส่งผ่านไป คลื่นชนิดนี้อาจเกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือเกิดจากมนุษย์ทำขึ้นก็ได้ สามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่เป็นของแข็ง ของเหลว และก๊าซ เป็นคลื่นที่สถานีวัดความไหวสะเทือนสามารถรับได้ก่อนชนิดอื่น โดยมีความเร็วประมาณ  7.8-8.5 กม./วินาที ในเปลือกโลกชั้นใน และประมาณ 5.5-7.2 กม./วินาที ในเปลือกโลกชั้นนอก P เป็นคำย่อมาจาก primary มีความหมายเหมือนกับ push-pull wave และ longitudinal wave (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 96)

กลับขึ้นไป

 

 

Quaternary
    ยุคควอเทอร์นารี เป็นช่วงเวลาทางธรณีวิทยาเมื่อประมาณ
1.65 ล้านปีที่ผ่านมา

    Quaternary period ยุคควอเทอร์นารี: ยุคที่สองของมหายุคซีโนโซอิก มีช่วงอายุประมาณ 1.8 ล้านปีมาแล้ว แบ่งออกได้เป็น 2  สมัย คือ สมัยไพลสโตซีนกับสมัยโฮโลซีน ยุคนี้ได้ประมวลเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาตลอดจนการสะสมของตะกอนดินทรายบนผิวโลก นับตั้นแต่สิ้นยุคเทอร์เชียรีเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน หินที่เกิดในยุคนี้เรียกว่า หินยุคควอเทอร์นารี (Quaternary System) (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 97)

รูปที่ 67 ยุคควอเทอร์นารีและยุคอื่น ๆ ทางธรณีกาล

กลับขึ้นไป

 

 

Quick sand 
    ทรายดูด:  มวลหรือชั้นของทรายละเอียด ร่วนซุย และโชกน้ำ มีลักษณะไม่อยู่ตัว เมื่อมีของหนักกดทับของนั้นจะจมลงไปได้ง่ายเกือบคล้ายจมน้ำ มักพบตามริมฝั่งทะเล ริมฝั่งแม่น้ำ และบริเวณปากแม่น้ำที่เป็นทรายบางแห่ง มีความหมายเหมือนกับ running sand
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 97)

กลับขึ้นไป

 

 

 

Radiocarbon dating
   
การหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสี: การหาอายุของวัตถุโบราณโดยหาปริมาณของคาร์บอน 14 ที่มีอยู่ในวัตถุโบราณนั้น วิธีนี้เหมาะสำหรับหาอายุของวัตถุโบราณที่มีอายุสูงสุดประมาณ 30,000 ปี
    คาร์บอน 14 คือคาร์บอนที่มีกัมมันตรังสี มีมวลอะตอม 14 มีครึ่งชีวิต (halflife) 5,600 ปี เกิดขึ้นในบรรยากาศชั้นบนเนื่องจากรังสีคอสมิกไปชนนิวเคลียสของธาตุไนโตรเจน  คาร์บอน 14 จะถูกออกซิไดซ์ไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และเข้าไปสู่วงโคจรคาร์บอนของโลก  สิ่งมีชีวิตได้ คาร์บอน 14 ไว้จากการสังเคราะห์แสงของพืช หลังจากสิ่งมีชีวิตตายหรือถูกฝังอยู่ในตะกอนจะไม่มีการเก็บคาร์บอนไดออกไซด์อีก และคาร์บอน 14 ที่มีอยู่ก็จะสลายตัวลดลงด้วยอัตราที่สามารถทราบได้ ดังนั้นอายุของชิ้นไม้ที่ถูกฝังหรือกระดูกในหลุมฝังศพ พืชในที่ลุ่ม และเปลือกหอยในพื้นท้องมหาสมุทรก็จะหาได้โดยการหาสัดส่วนของคาร์บอน 14 ต่อคาร์บอนทั้งหมดที่มีอยู่ในวัตถุนั้น วิธีหาอายุนี้ ดร.ดับเบิลยู. เอฟ. ลิบบี (Dr. W. F. Libby) เป็นผู้ค้นพบ มีความหมายเหมือนกับ carbon dating
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 98) (ดูเพิ่มเติม 14C-age หน้า 1)

กลับขึ้นไป

 

 

 

Rayleigh wave
    คลื่นเรย์ลี: คลื่นที่เกิดจากการไหวสะเทือนซึ่งเคลื่อนที่ไปตามพื้นผิวระหว่างตัวกลางต่างกัน อนุภาคตัวกลางเคลื่อนไหวในแนวดิ่ง
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 118)

รูปที่ 68  การเดินทางของคลื่นเรย์ลี

กลับขึ้นไป

 

 

 

Recurrence interval
    ห้วงเวลาอุบัติซ้ำ เป็นระยะเวลาเฉลี่ยของการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ซ้ำอีกในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
return period ก็เรียก 

รูปที่ 69 ห้วงเวลาอุบัติซ้ำของแผ่นดินไหวขึ้นกับความแข็งแรงของหินที่เป็นรอยเลื่อน

กลับขึ้นไป

 

 

Reflection
    การสะท้อน เป็นพลังงานหรือคลื่นจากแผ่นดินไหวที่สะท้อน ณ รอยต่อที่เป็นวัสดุต่างกันภายในโลก คล้ายการสะท้อนของแสงบนกระจก

รูปที่ 70 การสะท้อนของคลื่น

กลับขึ้นไป

 

 

Refraction
    การหักเห 
(1) เป็นการเบี่ยงเบนของคลื่นแผ่นดินไหว เกิดจากตัวกลางที่มีสมบัติความยืดหยุ่นต่างกัน (2) เป็นการเบี่ยงเบนของคลื่นซึนามิไปตามชายฝั่ง เนื่องจากความลึกของน้ำต่างกัน

รูปที่ 71 การหักเหของคลื่น

กลับขึ้นไป

 

 

Regression Analysis
    การวิเคราะห์ถดถอย เป็นกรรมวิธีทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ในการพยากรณ์แนวโน้ม  หาสหสัมพันธ์ของตัวแปรตามกับตัวแปรอิสระอื่น ๆ  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เพื่อหาว่าสิ่งสองสิ่ง มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่

กลับขึ้นไป

 

 

 

Residual
    ส่วนต่าง เป็นความต่างระหว่างค่าตรวจวัดกับค่าพยากรณ์ของข้อมูล

รูปที่ 72 ความต่างระหว่างค่าตรวจวัด (จุด) กับค่าพยากรณ์ (เชิงเส้น) ของข้อมูล

กลับขึ้นไป

 

 

Richter scale
    มาตราริคเตอร์   ขนาดมาตราริคเตอร์เสนอโดย ชาร์ลส์ เอฟ. ริคเตอร์ (
Charles F. Richter) แห่งสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (California Institute of Technology) เมื่อ ค.ศ. 1935 เพื่อใช้เปรียบเทียบขนาดของแผ่นดินไหว   ค่าขนาดแผ่นดินไหวหาจากล็อกริธม  (ีเลขยกกำลังฐานสิบ) ของแอ็มพลิจูดของคลื่นที่ตรวจได้จากเครื่องมือตรวจแผ่นดินไหว ค่านี้มีการปรับแก้ตามระยะทางจากสถานีตรวจไปยังศูนย์กลางแผ่นดินไหว  ค่าขนาดมาตราริคเตอร์เป็นเลขและสัดส่วน (ทศนิยม)  เช่น ขนาด 5.3 ริคเตอ์เป็นตัวเลขของแผ่นดินไหวขนาดกลาง เปรียบเทีบกับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่มีค่าเท่ากับ 6.3 ริคเตอร์ เนื่องจากค่านี้ได้จากล็อกริธม ดังนั้น ตัวเลขที่ต่างกัน 1 จึงหมายถึงแอมพลิจูดของคลื่นที่ต่างกันสิบเท่า เมื่อกล่าวถึงพลังงานที่แผ่นดินไหวปลดปล่อยออกมา ค่าขนาดที่ต่างกัน 1 หมายถึงพลังงานที่ต่างกันถึง 31 เท่า

    Richter scale มาตราริคเตอร์: มาตราที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กำหนดขนาด (magnitude) ของแผ่นดินไหว นาย ซี. เอฟ. ริคเตอร์  (C. F. Richter) นักธรณีวิทยาแผ่นดินไหวแห่งสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นผู้คิดค้นและเผยแพร่ใน พ.ศ. 2478  โดยใช้หลักการจากผลบันทึกของเครื่องวัดความสั่นสะเทือน (seismograph) และมีการปรับแก้เกี่ยวกับระยะทางจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว มาตรานี้มีค่าตั้งแต่ 0-9 (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 100)

รูปที่ 73 (บน) ชาร์ล เอฟ. ริคเตอร์  (ล่าง) แผนภาพแสดงการหาขนาดแผ่นดินไหว

กลับขึ้นไป

 

 

Right-lateral
    เคลื่อนทางขวา ถ้าเรายืนอยู่ด้านใดด้านหนึ่งของรอยเลื่อนแล้วมองไปตามความยาวของรอยเลื่อนนั้น บล็อกของหินที่เป็นรอยเลื่อนด้านตรงข้ามแนวรอยเลื่อนเคลื่อนไปทางด้านขวา เราเรียกว่า รอยเลื่อนทางขวา

รูปที่ 74 รอยเลื่อนทางขวา

กลับขึ้นไป

 

 

Ring of Fire
    วงแหวนไฟ หมายถึง แนวแผ่นดินไหวรอบมหาสมุทรแปซิฟิก
(Circum-Pacific belt) ที่มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นถึงร้อยละ 90 

รูปที่  75  แนวแผ่นดินไหวรอบมหาสมุทรแปซิฟิกหรือวงแหวนไฟ

กลับขึ้นไป

 

 

Rupture front
    แนวแยก เป็นแนวแยกอย่างฉับพลันขณะเกิดแผ่นดินไหว แนวแยกที่เกิดขึ้นทิศทางเดียวถือเป็นการเคลื่อนที่ด้านเดียว (unilateral) ของรอยเลื่อน  กรณีแนวแยกเป็นแนวโค้งออกไปจากรอยเลื่อน หรือเกิดขึ้นที่ปลายสองด้านของรอยเลื่อน ถือว่าเป็นการเคลื่อนที่สองด้าน (bilateral) 

รูปที่ 76 รูปแบบของแนวแยกขณะเกิดแผ่นดินไหว


กลับขึ้นไป

 

 

Rupture velocity
    ความเร็วแยก เป็นความเร็วที่แนวแยกเคลื่อนที่ออกไปขณะเกิดแผ่นดินไหว

กลับขึ้นไป

 

 

Sand boil
    ทรายปะทุ  เป็นเหตุการณ์ที่ทรายปนน้ำปะทุขึ้นมาที่พื้นผิวขณะเกิดแผ่นดินไหว เป็นผลมาจากภาวะดินเหลว (
liquefaction) ที่ระดับตื้น

รูปที่ 77 ทรายปะทุขณะเกิดแผ่นดินไหว

กลับขึ้นไป

 

 

Sea floor spreading
    การเคลื่อนขยายของพื้นทะเล เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณทิวเขากลางมหาสมุทร (
mid-oceanic ridge) ตรงแนวที่เพลตเทคโทนิคเคลื่อนที่แยกออกจากกันทำให้วัสดุหลอมละลายจากชั้นแมนเทิลปะทุขึ้นมาตรงรอยแยกของเพลตแล้วเย็นลงพอกพูนตรงของเพลตบริเวณรอยแยกดังกล่าว ขณะเดียวกันเปลือกโลกรุ่นก่อนที่อยู่ตรงแนวแยกก็ถูกรุนดันห่างออกไปทั้งสองข้างของแนวแยก ทำให้พื้นทะเลค่อย ๆ เคลื่อนขยายออกไป (ดูรูปที่ 56 ประกอบ)

กลับขึ้นไป

 

 

Sea-floor trench
    ร่องลึกก้นสมุทร:  ร่องลึกที่พื้นท้องทะเลและมหาสมุทร มีลักษณะแคบยาวและขอบสูงชัน มีความหมายเหมือนกับ ocean trench (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 123)
(ดูรูปที่ 60 ประกอบ)

กลับขึ้นไป

 

 

Secular
    การเปลี่ยนแปรต่อเนื่อง เป็นการเปลี่ยนแปรระยะยาวอย่างค่อยเป็นค่อยไป  โดยทั่วไปหมายถึง การเปลี่ยนแปลงระดับ ความลาดเท  อัตราความเค้น ความเครียด ที่เกิดขึ้นกับเปลือโลก เช่น ภูเขาที่สูงขึ้นช้า ๆ จนสังเกตไม่ได้ นอกจากจะวัดความสูงของภูเขานั้นทุกปีจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

รูปที่ 78  โดยทั่วไปภูเขาสูงขึ้นทุกปีแต่เราสังเกตไม่เห็น

กลับขึ้นไป

 

 

 

Sediment
    ตะกอน
: เศษหิน ดิน แร่ และอินทรียวัตถุที่เกิดจากกระบวนการผุสลายและพังทลาย  วัสดุเหล่านี้ถูกน้ำ ลม หรือธารน้ำแข็งพามาสะสม (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 106)

กลับขึ้นไป

 

 

Segmentation
    การแตกแขนง เป็นการแตกแขนงของรอยเลื่อนหลักตามแนวยาว  ก่อให้เกิดรอยเลื่อนแขนงเพิ่มขึ้นตัดกับรอยเลื่อนหลักที่ต่างไปจากเดิมทั้งทิศทางและขนาดของรอยเลื่อน  แขนงรอยเลื่อนเหล่านี้มีความยาวจำกัดและก่อให้เกิดแผ่นดินไหวที่มีขนาดจำกัดเมื่อเทียบกับรอยเลื่อนหลัก (ดูเพิ่มเติม
http://www.thai.to/universe/mechanism.html)

รูปที่ 79 การแตกแขนงของรอยเลื่อนซานแอนเดรียสในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แขนงรอยเลื่อนเหล่านี้อาจก่อให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในอีก 30 ปีข้างหน้า

กลับขึ้นไป

 

 

Seiche
    การกระฉอก เป็นการกระฉอกของน้ำในอ่างปิดขณะเกิดแผ่นดินไหว เช่น ในสระว่ายน้ำ หรืออ่างเก็บน้ำ

รูปที่ 80  ภาพการกระฉอกในทะเลสาบเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์

กลับขึ้นไป

 

 

 

Seismic
    ไหวสะเทือน: เกี่ยวข้องกับการเกิดแผ่นดินไหวหรือการสั่นสะเทือนของโลก รวมถึงการสั่นสะเทือนที่เกิดจากมนุษย์ทำขึ้น
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 106)

กลับขึ้นไป

 

 

Seismic focus
    ศูนย์เกิดแผ่นดินไหว: จุดภายในเปลือกโลก ซึ่งเป็นที่เกิดการไหวสะเทือนของแผ่นดิน จุดนี้จึงเรียกว่า แหล่งเริ่มเกิดแผ่นดินไหว มีความหมายเหมือนกับ focus
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 106)

กลับขึ้นไป

 

Seismic gap
    ช่องว่างแผ่นดินไหว เป็นส่วนของรอยเลื่อนที่เคยเกิดแผ่นดินไหวมาก่อนแต่ในห้วงเวลานี้ได้เว้นว่างหรือลดลงไป  อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าบริเวณดังกล่าวมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวอีกในอนาคต

รูปที่ 81 ช่องว่างแผ่นดินไหวบริเวณรอยเลื่อนซานแอนเดรียส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

กลับขึ้นไป

 

 

Seismic moment
    โมเมนต์แผ่นดินไหว เป็นวิธีหาขนาดแผ่นดินไหวแบบหนึ่งโดยอาศัยพื้นที่แตกร้าว อัตราเฉลี่ยวของการเคลื่อนตัว และแรงที่ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อน  โมเมนต์แผ่นดินไหวยังหาได้จากแอมพลิจูดของคลื่นแผ่นดินไหว
   
Mo = A D  เมื่อ Mo เป็นโมเมนต์แผ่นดินไหว  เป็นโมดูลัสของแรงเฉือน (มีค่าเท่ากับ  32 GPa ในเปลือกโลก  75 GPa ในชั้นแมนเทิล)  A เป็นพื้นที่แนวแยกของรอยเลื่อน  D เป็นอัตราเฉลี่ยระยะการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อน (ดูเพิ่มเติม http://www.seismo.unr.edu/ftp/pub/louie/class/100/magnitude.html)

กลับขึ้นไป

 

 

Seismic refraction or
Seismic reflection line

      
แนวตรวจคลื่นหักเหหรือคลื่นสะท้อน เป็นชุดของเครื่องตรวจคลื่นแผ่นดินไหวที่ติดตั้งไว้ตามพื้นโลกเพื่อตรวจคลื่นหักเหหรือคลื่นสะท้อนจากการสั่นสะเทือน เพื่อตรวจสอบชั้นหินไม่ต่อเนื่องภายในโลกที่ทำให้คลื่นเปลี่ยนความเร็ว ทำให้สามารถทราบโครงสร้างภายในโลก

 

รูปที่  82  แนวตรวจคลื่นหักเห (บน) และคลื่นสะท้อน (ล่าง)

กลับขึ้นไป

 

 

Seismic wave
    คลื่นแผ่นดินไหว เป็นคลื่นยืดหยุ่นที่เกิดจากแผ่นดินไหวหรือการระเบิด คลื่นแผ่นดินไหวอาจเดินทางไปตามพื้นผิวหรือใกล้ ๆ พื้นผิวโลก (คลื่นเรย์ลี และ คลื่นเลิฟ) หรือเดินทางผ่านส่วนต่าง ๆ ภายในโลก (คลื่นพี และคลื่นเอส)

กลับขึ้นไป

 

 

Seismic zone
    เขตแผ่นดินไหว เป็นพื้นที่ที่มีแผ่นดินไหว

รูปที่ 83   แผนที่เขตแผ่นดินไหว

กลับขึ้นไป

 

 

Seismicity
   
การเกิดแผ่นดินไหว เป็นการกระจายแผ่นดินไหวทางภูมิศาสตร์ในห้วงเวลาที่ผ่านมา


รูปที่ 84 แผนที่แสดงการเกิดแผ่นดินไหวบริเวณประเทศอินเดีย

 

กลับขึ้นไป

 

 

Seismogenic
   
การก่อเกิดแผ่นดินไหว เป็นความสามารถในการก่อให้เกิดแผ่นดินไหว ชั้นหินที่เป็นฐานการก่อเกิดแผ่นดินไหวคือบริเวณส่วนบนของเปลือกโลกที่อ่อนกว่า

รูปที่ 85 แผนภาพแสดงเขตก่อเกิดแผ่นดินไหวใต้พื้นผิวโลก

กลับขึ้นไป

 

 

Seismogram
    บันทึกคลื่นแผ่นดินไหว เป็นผลการบันทึกคลื่นแผ่นดินไหวจากเครื่องตรวจแผ่นดินไหวที่สนองตอบต่อการสั่นสะเทือนของแผ่นดิน อันเกิดจากแผ่นดินไหว  การระเบิด หรืออื่น ๆ 

รูปที่ 86 บันทึกคลื่นแผ่นดินไหว


กลับขึ้นไป

 

 

Seismograph
   
เครื่องตรวจแผ่นดินไหว เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจและบันทึกคลื่นแผ่นดินไหว โดยทั่วไปมีตุ้มน้ำหนักยึดอยู่ เมื่อมีแผ่นดินไหวเครื่องมือเคลื่อนที่สอดคล้องกับการสั่นสะเทือนของแผ่นดิน ก่อให้เกิดการเหนี่ยวนำไฟฟ้าขึ้นในอุปกรณ์ของเครื่องตรวจแผ่นดินไหว สัญญาณเหนี่ยวนำนี้จะถูกแปลงเป็นบันทึกคลื่นแผ่นดินไหวปรากฏบนกระดาษ  แถบแม่เหล็ก หรือสื่อบันทึกอื่น ๆ  บันทึกนี้สามารถนำมาคำนวณเพื่อหาอัตราการสั่นสะเทือนของแผ่นดิน  เครื่องตรวจแผ่นดินไหวโดยทั่วไปประกอบด้วยอุปกรณ์สองส่วนหลัก คือ เครื่องรับสัญญาณ (seismometer) กับเครื่องบันทึกสัญญาณ (recording device)

    seismograph เครื่องวัดความไหวสะเทือน: เครื่องมือที่ใช้กำหนดความไหวสะเทือนของวัตถุต่าง ๆ ของโลก ว่าสูงต่ำมากน้อยเพียงใด (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 106)

รูปที่ 87 รูปแบบของเครื่องตรวจแผ่นดินไหวอย่างง่าย

กลับขึ้นไป

Seismology
   
วิชาแผ่นดินไหว เป็นสาขาวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับแผ่นดินไหว และโครงสร้างของโลกทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านคลื่นแผ่นดินไหว

    Seismology วิทยาแผ่นดินไหว: วิทยาศาสตร์สาขาหนึ่งที่ศึกษาข้อเท็จจริงของโลกเกี่ยวกับแผ่นดินไหว เช่น ขนาดความรุนแรงของแผ่นดินไหว การพยากรณ์ และให้คำเตือนล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัยของมนุษย์ รวมตลอดถึงการจุดระเบิดและผลติดตามของปรมาณูทุกแบบ ทั้งนี้ด้วยอาศัยการศึกษาจากข้อมูลของเครื่องวัดความไหวสะเทือนที่ประดิษฐ์ขึ้น เพื่อใช้วัดความไหวสะเทือนในช่วงระยะเวลายาวหรือสั้น (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 107)

กลับขึ้นไป

 

 

Shadow zone
    เขตอับคลื่น เป็นบริเวณที่รองรับมุมระหว่าง
104 ถึง 140 องศาของโลก บริเวณนี้จะตรวจคลื่นหลักไม่ได้ เนื่องจากคลื่นพีหักเหจากแก่นโลกชั้นนอกที่เป็นของเหลวออกไป และคลื่นเอสเดินทางผ่านแก่นโลกชั้นนอกไม่ได้ (คลื่นเอสเดินทางผ่านได้เฉพาะตัวกลางที่เป็นของแข็ง)

    shadow zone เขตอับ: 1. บริเวณที่มีคลื่นไหวสะเทือนได้น้อยหรือไม่มีเลย   2. บริเวณที่ไม่มีคลื่นไหวสะเทือนจากแผ่นดินไหว เป็นบริเวณที่อยู่ระหว่างมุม 100-140 องศา วัดจากจุดเหนือศูนย์แผ่นดินไหวตามเส้นรอบวงของโลก (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 107)

รูปที่ 88 เขตอับคลื่น

กลับขึ้นไป

 

Slab
    แนวมุดเพลต เป็นแนวมุดที่เพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นมหามสุทรมุดลงใต้เพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นทวีปแล้วหลอมหายไปในชั้นแมนเทิล

รูปที่ 89 แนวมุดเพลต

กลับขึ้นไป

 

 

Slickensides
    รอยไถล เป็นแนวบดอัดของหินที่เป็นผิวหน้ารอยเลื่อน

    slickensides  รอยไถล: รอยครูดบาง ๆ บนผิวหินตรงระนาบรอยเลื่อน เกิดจากการไถลเสียดสีของหิน อาจมีการหลอมละลายของหินเนื่องจากความร้อนตรงบริเวณที่เสียดสีนั้น (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 110)

 

รูปที่ 90 รอยไถล

กลับขึ้นไป

 

 

Slip
    การเลื่อน เป็นการเลื่อนสัมพัทธ์ของหินสองด้านของรอยเลื่อน ระยะของการเลื่อนวัดจากผิวหน้าของรอยเลื่อน

กลับขึ้นไป

 

Slip Model
    รูปแบบการเลื่อน เป็นรูปแบบทางพลวัตรที่อธิบายขนาดและทิศทางการเลื่อนของรอยเลื่อนขณะเกิดแผ่นดินไหว

กลับขึ้นไป

 

 

Slip rate
    อัตราการเลื่อน เป็นอัตราการเคลื่อนที่สัมพัทธ์ของหินสองด้านของรอยเลื่อน วัดจากการสำรวจทางจีออเดซี  จากการเหลื่อมของสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ   หรือการเหลื่อมของโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่หาอายุได้  การวัดนั้นวัดขนานไปตามทิศทางการเลื่อนหลัก หรือหาจากการเหลื่อมของลอยเลื่อนแนวดิ่งหรือแนวนอน

 

รูปที่ 91 รูปแบบการเลื่อนของรอยเลื่อนแห่งหนึ่งจากแผ่นดินไหวขนาด 7.2 ริคเตอร์ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อ ค.ศ. 1992 (บน) และอัตราการเลื่อน (ล่าง)

กลับขึ้นไป

 

 

Soil
    ดิน (1) ในทางวิศวกรรม หมายถึง วัสดุร่วนหรือไม่คงตัวเหนือชั้นหินฐาน (2) ในทางปฐพีวิทยา หมายถึง  ชั้นแร่ธาตุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือวัสดุที่มีองค์ประกอบต่างจากชั้นแร่ธาตุหลักที่อยู่เบื้องล่างทั้งทางกายภาพ เคมี  องค์ประกอบของแร่ธาตุ และธรณีสัณฐาน อันเนื่องมาจากกระบวนการก่อเกิดปฐพี (
pedogenic) (3) ในความหมายทั่ว ๆ ไป หมายถึง สิ่งสกปรก

    soil ดิน: วัตถุที่ทับถมปกคลุมเป็นชั้นบาง ๆ อยู่บนส่วนใหญ่ของพื้นผิวโลก ประกอบด้วยอินทรียวัตถุและอนินทรียวัตถุต่าง ๆ ปะปนกัน ในสภาพของของแข็ง ของเหลว และก๊าซ ผสมผสานกัน มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของพืชซึ่งเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และสัตว์อีกต่อหนึ่ง   ดินมีลักษณะและสมบัติแตกต่างกันไปในที่ต่าง ๆ ของโลก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญคือ ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ชนิดของหินเปลือกโลกที่ให้กำเนิดดิน และระยะเวลาที่ดินนั้นมีวิวัฒนาการ (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 111)

    

กลับขึ้นไป

 

 

Soil profile
    หน้าตัดชั้นดิน  เป็นหน้าตัดแนวดิ่งของชั้นดินลงไปถึงชั้นหินฐาน
    soil profile หน้าตัดข้างของดิน: ชั้นดินที่มีลักษณะปรากฏให้เห็นเรียงตามลำดับเป็นช่วงชั้นจากชั้นบนสุดจนถึงชั้นล่างสุด ว่าแต่ละช่วงชั้นมีลักษณะอย่างไร หากขุดเป็นหลุมใหญ่ลึกลงไปในดินที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติจะสามารถแลเห็นหน้าตัดของดินได้จากหลุมลงไปจนถึงก้นหลุม
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 95)

กลับขึ้นไป


รูปที่ 92 หน้าตัดชั้นดินบริเวณภูเขาแห่งหนึ่งในจังหวัดแมนิสา ประเทศตุรกี  (สีแดงปนม่วงอาจมีส่วนผสมของเหล็กหรือแมงกานีสออกไซด์)

กลับขึ้นไป

 

 

Source
    แหล่งกำเนิด  ในที่นี้หมายถึง แหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว

กลับขึ้นไป

 

 

Spectral acceleration
    แบบอัตราเร่ง เป็นการทดสอบหาค่าอัตราเร่งของสิ่งก่อสร้าง เพื่อหาคาบช่วงคลื่นธรรมชาติของการสั่นไหวของอาคาร (
natural period of vibration) เพื่อประโยชน์ในการออกแบบอาคารให้สามารถต้านทานแรงสั่นสะเทือนได้ มีอักษรย่อว่า SA เปรียบเทียบกับอัตราเร่งของแผ่นดินที่มีอักษรย่อว่า PGA (Peak Ground Acceleration)

รูปที่ 93  แผนภูมิแสดงแบบอัตราเร่ง

กลับขึ้นไป

 

Spectrum
    แถบคลื่น เป็นแผนภูมิแสดงรูปแบบของคลื่นต่าง ๆ จากแผ่นดินไหวว่ามีลักษณะของแอมพลิจูด ความถี่ หรือคาบช่วงคลื่นเป็นแบบใด



รูปที่ 94  แผนภูมิแสดงแถบคลื่นแบบต่าง ๆ

กลับขึ้นไป

 

 

Standard deviation
    ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นวิธีทางสถิติที่แสดงให้ทราบว่าข้อมูลนั้น ๆ ต่างจากเส้นโค้งของชุดข้อมูลที่พล็อทบนกราฟมากน้อยเพียงใด หาได้จากรากกำลังสองของค่าเฉลี่ยของค่าเบี่ยงเบนกำลังสองของข้อมูลชุดนั้น 

รูปที่ 95  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

กลับขึ้นไป

 

 

Station
    สถานี ในที่นี้หมายถึงสถานที่ที่มีเครื่องมือทางธรณีฟิสิกส์ติดตั้งอยู่

กลับขึ้นไป

 

 

Stick-slip
    การเลื่อนฉับพลัน เป็นการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วของหินสองด้านของรอยเลื่อนเมื่อรอยเลื่อนต้านแรงเค้นไม่อยู่ การเลื่อนฉับพลันของรอยเลื่อนก่อให้เกิดแผ่นดินไหวและมีคลื่นสั่นสะเทือนหรือคลื่นแผ่นดินไหวแผ่ออกไป

รูปที่ 96 เมื่อแรงพยายามกระทำต่อวัตถุ (m) จนเอาชนะแรงต้านทานได้ ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ออกไป 

กลับขึ้นไป

 

Stochastic
    แบบการสุ่ม เป็นวิธีสุ่มหาลักษณะแบบหนึ่ง

รูปที่ 97 การจัดแบบปกติ (ซ้าย) เทียบกับการจัดแบบสุ่ม (ขวา)

กลับขึ้นไป

 

 

Strain
    แรงเครียด เป็นความเปลี่ยนแปลงลักษณะรูปทรงหรือปริมาตรของวัตถุ เทียบได้กับการเปลี่ยนลักษณะของโลกจากแรงเค้นทางเทคโทนิคหรือจากการเดินทางผ่านไปของคลื่นสั่นสะเทือน

รูปที่ 98 แรงเครียดแบบต่าง ๆ ที่ทำให้วัตถุเปลี่ยนลักษณะ

กลับขึ้นไป

 

Strain rate
    อัตราเครียด เป็นอัตราที่แสดงให้เห็นว่าธรณีภาคเปลี่ยนลักษณะไปเร็วเพียงใดจากการเคลื่อนที่ของเพลตเทคโทนิค

กลับขึ้นไป

 

 

Stress
    แรงเค้น เป็นแรงต่อหน่วยพื้นที่ของวัตถุ
    แรงเค้นปกติ (
normal stress) เป็นแรงเค้นที่ทำมุมตั้งฉากกับระนาบที่กำหนด เช่น การดันประตูให้ปิดเป็นการใส่แรงเค้นไปที่ประตู อย่างนี้เป็นแรงเค้นอัด (compressional stress) ถ้าเป็นการดึงประตูให้เปิดออกเป็นแรงเค้นดึง (tensional stress)
    สำหรับปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์โลก แรงเค้นอัดเป็นแรงเค้นที่บีบอัดวัตถุในทิศทางตั้งฉากกับระนาบของวัตถุนั้น เช่น ระนาบของรอยเลื่อนอันเป็นผลมาจากการเคลื่อนที่ของหินบริเวณรอยเลื่อนดังกล่าว
    แรงเค้นดึงเป็นแรงเค้นที่พยายามดึงวัตถุให้แยกออกจากกันในทิศทางตั้งฉากกับระนาบของวัตถุนั้น เช่น ระนาบของรอยเลื่อนอันเป็นผลมาจากการเคลื่อนที่ของหินบริเวณรอยเลื่อนดังกล่าว
    แรงเค้นเฉือน (shear stress) เป็นแรงเค้นที่มีทิศทางขนานกับระนาบของวัตถุนั้น เช่น ระนาบของรอยเลื่อนอันเป็นผลมาจากการเคลื่อนที่ของหินบริเวณรอยเลื่อนดังกล่าว

รูปที่ 99  แรงเค้นแบบต่าง ๆ

กลับขึ้นไป

 

 

Stress drop
    แรงเค้นปล่อย เป็นความแตกต่างของแรงเค้นก่อนและหลังเกิดแผ่นดินไหว

รูปที่ 100 แรงเค้นสะสมมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงระดับที่รอยเลื่อนต้านแรงเค้นไม่ไหว
ก็ปลดปล่อยพลังงานที่สะสมไว้ออกไปในรูปของแผ่นดินไหวแล้วเริ่มสะสมพลังงานรอบใหม่

กลับขึ้นไป  

 

Strike
    แนวระดับ เป็นทิศทางของแนวพื้นผิวโครงสร้างทางธรณีวิทยา เช่น รอยเลื่อน ชั้นหิน ที่ทำมุมกับทิศเหนือ

    strike แนวระดับ: แนวทางหรือทิศทางที่ตั้งฉากกับแนวไหลของน้ำบนผืนระนาบชั้นหิน สายแร่ พนังหิน แนวระดับนี้เดิมนิยมวัดกันตามเสี้ยวของสี่มุมโลก จากเหนือไปตะวันออกไปใต้ไปตะวันตกจนจดเหนืออีก แต่ขณะนี้นิยมใช้เป็นมุมแอซิมัธ (azimuth) เพราะจดบันทึกได้สั้นและผิดพลาดยากกว่าการกำหนดอย่างอื่น (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 115)

รูปที่ 101 แนวระดับของรอยเลื่อน

กลับขึ้นไป

 

 

Strong motion
    การสั่นสะเทือนรุนแรง เป็นการสั่นสะเทือนของแผ่นดินที่มีแอมพลิจูดและระยะเวลามากพอที่จะทำความเสียหายแก่อาคารบ้านเรือน และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ

รูปที่ 102 ความเสียหายเกิดขึ้นกับอาคารแห่งหนึ่งจากแผ่นดินไหวโลมาพริเอต้า มลรัฐแคลิฟอร์เสีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 1989 แผ่นดินไหวมีขนาด 7.1 ริคเตอร์

กลับขึ้นไป

 

 

Subduction
    การมุดตัวของเปลือกโลก เป็นกระบวนการที่แผ่นธรณีภาคหรือเพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นมหาสมุทรปะทะแล้วมุดลงใต้เพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นทวีป

กลับขึ้นไป

 

Subduction zone
    เขตมุดตัวของเปลือกโลก เป็นบริเวณที่เพลตเทคโทนิคสองแผ่นปะทะกันแล้วเพลตหนึ่งมุดลงใต้อีกเพลตหนึ่ง ภูเขาไฟส่วนใหญ่ก่อกำเนิดขึ้นตามแนวมุดนี้

    subduction zone เขตมุดตัวของเปลือกโลก: เขตที่เปลือกโลกภาคพื้นสมุทรมุดตัวเข้าใต้เปลือกโลกภาคพื้นทวีปโดยเอียงทำมุมประมาณ 45 องศา และจมลงสู่เปลือกโลกชั้นใน เขตนี้จะมีคลื่นแผ่นดินไหวเกิดขึ้นมาก เช่น แนวรอบมหาสมุทรแปซิฟิก (Circum-Pacific belt ) (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 116)

รูปที่ 103 เขตมุดตัวของเปลือกโลก (บน) และการเกิดภูเขาไฟบริเวณดังกล่าว (ล่าง)

กลับขึ้นไป

 

Surface faulting
    การเลื่อนที่พื้นผิว เป็นการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนซึ่งปรากฏที่พื้นผิวโลก มักปรากฏขึ้นเมื่อมีแผ่นดินไหวระดับตื้น หรือมีจุดเกิดแผ่นดินไหวที่ระดับลึกน้อยกว่า
20 กิโลเมตร  การเลื่อนที่พื้นผิวอาจเกิดจากการคืบที่ไม่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหว หรือการทรุดของแผ่นดินตามธรรมชาติ หรือมนุษย์ทำให้เกิดขึ้น

กลับขึ้นไป

 

 

Surface wave
    คลื่นพื้นผิว เป็นคลื่นแผ่นดินไหวที่เดินทางใกล้พื้นผิวโลก
    คลื่นเรย์ลี เป็นคลื่นพื้นผิวที่อนุภาคตัวกลางเคลื่อนที่ย้อนวนในแนวดิ่งโดยไม่มีการเคลื่อนที่ในแนวขวางหรือแนวตั้งฉาก
    คลื่นเลิฟ เป็นคลื่นพื้นผิวที่อนุภาคตัวกลางเคลื่อนที่ในแนวขวาง หรือแนวตั้งฉากกับทิศทางของคลื่น (ดูรูปที่ 14 หน้า 1 ประกอบ)

    surface wave คลื่นพื้นผิว: คลื่นที่เกิดจากการไหวสะเทือนซึ่งเคลื่อนที่ไปตามพื้นผิวระหว่างตัวกลางต่างกัน มีหลายชนิด เช่น ชนิดที่อนุภาคตัวกลางเคลื่อนไหวในแนวดิ่ง เรียกว่า คลื่นเรย์ลี (Rayleigh wave) ชนิดที่อนุภาคตัวกลางเคลื่อนไหวในแนวราบ เรียกว่า คลื่นเลิฟ (Love wave) (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 118)

กลับขึ้นไป

 

S-wave
    คลื่นทุติยภูมิ: คลื่นที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลางโดยอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนไหวตั้งฉากกับทิศทางที่คลื่นผ่าน มีทั้งแนวตั้ง และแนวนอน คลื่นชนิดนี้ผ่านได้เฉพาะตัวกลางที่เป็นเทหวัตถุแข็งแกร่ง (rigid body) เท่านั้น เป็นคลื่นที่เดินทางมาถึงเครื่องวัดความไหวสะเทือนช้ากว่าคลื่นปฐมภูมิ มีความเร็วประมาณ 4.4-4.6 กม./วินาที ในเปลือกโลกชั้นใน และประมาณ 3.0-4.0 กม./วินาที ในเปลือกโลกชั้นนอก คำว่า S ย่อมาจาก secondary มีความหมายเหมือนกับ shear wave, transverse wave, rotational wave, tangential wave, equivoluminal wave, และ distortional wave
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 118)

กลับขึ้นไป

 

 

Tectonic
    ธรณีแปรสัณฐาน เป็นกระบวนการที่หินเปลี่ยนลักษณะแล้วก่อให้เกิดโครงสร้างต่าง ๆ ขึ้นบนในธรณีภาค

    tectonics ธรณีวิทยาแปรสัณฐาน: วิชาธรณีวิทยาสาขาหนึ่งว่าด้วยลักษณะโครงสร้างของเปลือกโลกส่วนบนที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง รูปร่าง เป็นบริเวณกว้าง รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ต่อกัน การกำเนิด และประวัติการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเหล่านี้ (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 119)

กลับขึ้นไป

 

 

Tectonic plates
    เพลตเทคโทนิค เป็นแผ่นเปลือกโลกที่แข็ง บาง และกว้างใหญ่ เคลื่อนที่สัมพัทธ์กันไปบนพื้นผิวโลก (ดู
Plate Tectonics

กลับขึ้นไป


Tectonic process
    กระบวนการแปรสัณฐาน: การเคลื่อนไหวของเปลือกโลกที่เป็นไปอย่างช้า ๆ หรืออย่างรวดเร็ว ทำให้โครงสร้างของหินที่ประกอบเป็นเปลือกโลกแปรสภาพเดิมไปได้ และมีผลให้สภาพของผิวโลกเปลี่ยนแปลงไปด้วย (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 119)

กลับขึ้นไป

 

Teleseismic
    แผ่นดินไหวระยะไกล เป็นแผ่นดินไหวที่มีระยะทางกว่า
1,000 กิโลเมตรจากสถานีตรวจวัด

รูปที่ 104 แผ่นดินไหวระยะไกล (ดาวสีแดง)

กลับขึ้นไป

 

Tertiary period
    ยุคเทอร์เชียรี: ยุคแรกของมหายุคซีโนโซอิก อยู่ระหว่างยุคครีเทเชียสกับยุคควอเทอร์นารี มีช่วงอายุตั้งแต่ 65-1.8 ล้านปีมาแล้ว หินที่เกิดในยุคนี้เรียกว่า หินยุคเทอร์เชียรี (Tertiary System)
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 120) (ดูรูปที่ 67 ประกอบ)

กลับขึ้นไป

 

 

Time history
    กาลประวัติ  เป็นลำดับเหตุการณ์ทางธรณีเชิงปริมาณ เช่น การวัดการเคลื่อนที่ของแผ่นดินในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง  time series ก็เรียก

รูปที่ 105 บันทึกคลื่นแผ่นดินไหวช่วงเวลา 30 วินาที

กลับขึ้นไป

 

Transcurent fault
    รอยเลื่อนเหลื่อมข้าง: รอยเลื่อนตามแนวระดับ (strike-slip fault) ขนาดใหญ่ที่ระนาบรอยเลื่อนมีความเอียงชันมาก มีความหมายเหมือนกับ transverse thrust
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 122)

กลับขึ้นไป

 

 

Transform fault
  
รอยเลื่อนแนวระดับ เป็นรอยเลื่อนที่ปรากฏร่วมกับกระบวนการแปรสัณฐานบริเวณพื้นมหาสมุทร

รูปที่ 106 รอยเลื่อนทางข้างในพื้นมหาสมุทรแปซิฟิกนอกชายฝั่งทวีปอเมริกาเหนือ

กลับขึ้นไป

 

 

Traveltime curve
    เส้นโค้งการเดินทางเวลา เป็นกราฟแสดงการเดินทางของคลื่นแผ่นดินไหว โดยทั่วไปเป็นคลื่นพี หรือคลื่นเอส ที่แปรตามฟังชันค์ของระยะทางจากจุดกำเนิด  เราสามารถหาความเร็วของคลื่นที่เดินทางผ่านส่วนต่าง ๆ ภายในโลกได้จากความชันของเส้นโค้งนี้

รูปที่ 107 เส้นโค้งการเดินทางเวลาของคลื่นแผ่นดินไหว

 

กลับขึ้นไป

 

 

Tsunami
    คลื่นซึนามิ เป็นคลื่นทะเลที่อาจมีแหล่งกำเนิดในที่ห่างไกลหรือบริเวณใกล้ ๆ เกิดจากการเคลื่อนที่อย่างรุนแรงของพื้นทะเลขณะเกิดแผ่นดินไหว การถล่มของพื้นทะเล หรือเกาะภูเขาไฟระเบิด

    tsunami คลื่นซึนามิ: คลื่นในทะเลที่มีช่วงคลื่นยาวประมาณ 80 ถึง 200 กม.เกิดจากความสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวหรือแผ่นดินถล่ม หรือภูเขาไฟระเบิดที่พื้นท้องมหาสมุทรซึ่งห่างจากตำบลที่เกิดเป็นพัน ๆ กิโลเมตร โดยไม่มีลักษณะผิดสังเกต เพราะมีความสูงเพียง 30 ซม. เคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 600 ถึง1,000 กม. ต่อชั่วโมง เรือที่แล่นผ่านคลื่นนี้จะได้รับความสั่นสะเทือน ทำให้เรือโคลงอย่างแรง มีเสียงดังเหมือนเสียงปืนใหญ่ หรือเสียงฟ้าผ่าติดตามมา ทำให้คนประจำเรือเข้าใจว่าเรือเกยหินใต้ทะเล ถ้าคลื่นเคลื่อนตัวผ่านที่ตื้นจะเพิ่มความสูงขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณ 15 ม. ก่อให้เกิดอันตรายแก่มนุษย์และสิ่งก่อสร้างในบริเวณชายหาดนั้น ๆ ชื่อนี้มาจากภาษาญี่ปุ่น บางที่เรียกว่า tsunami ก็มี มีความหมายเหมือนกับ seismic sea wave, earth sea wave และ seismic surge (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 123)

รูปที่ 108 รูปแบบการขึ้นฝั่งของคลื่นซึนามิ

กลับขึ้นไป

 

 

Tsunamigenic
    การก่อเกิดคลื่นซึนามิ  เป็นความสามารถในการก่อเกิดคลื่นซึนามิ โดยทั่วไปหมายถึงแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบริเวณเขตมุดตัวของเพลตเทคโทนิค เช่น ตามชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก

กลับขึ้นไป

 

 

Turbidites
    ตะกอนพื้นทะเล  เกิดจากการถล่มของพื้นทะเลที่เอียงเทโดยเฉพาะบริเวณสะสมตะกอนปากแม่น้ำ  การถล่มนี้อาจเกิดจากแผ่นดินไหว หรือตะกอนที่ถับถมกันมาก ๆ 

กลับขึ้นไป

 

Ultrabasic
    หินอัลตราเบสิก: คำเรียกหินอัคนีที่ประกอบด้วยซิลิกาเป็นปริมาณน้อยกว่าร้อยละ 44
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 125)

กลับขึ้นไป

 

Underthrust fault
    รอยเลื่อนมุด: รอยเลื่อนย้อนแบบหนึ่งซึ่งเกิดจากหินส่วนที่อยู่ด้านล่างเคลื่อนตัวไปตามระนาบรอยเลื่อน  ขณะที่หินส่วนที่อยู่ด้านบนยังคงอยู่กับที่ ในทางปฏิบัติเป็นการยากที่จะบอกได้ว่า รอยเลื่อนนั้นเป็นแบบรอยเลื่อนมุด (underthrust)  หรือรอยเลื่อนไถลทับ (overthrust)
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 125)

กลับขึ้นไป

 

Uplift
    การยกตัว: การที่ชั้นหินยกตัวขึ้นหรือเลื่อนขึ้น ทำให้เปลือกโลกส่วนนั้นสูงขึ้น เช่น โดม หรือโค้งเทือกเขา
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 125)

กลับขึ้นไป

 

Upwarping
    การเกิดแผ่นดินโก่งตัว: การโก่งตัวน้อย ๆ ของแผ่นดินที่เกิดในบริเวณกว้างอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลก จะเป็นการโก่งตัวขึ้นหรือการแอ่นตัวลงก็ได้
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 126)

กลับขึ้นไป

 

Velocity
    ความเร็ว ในที่นี้หมายถึงความเร็วของการสั่นสะเทือนของแผ่นดินขณะเกิดแผ่นดินไหว

กลับขึ้นไป

 

 

Velocity structure
    โครงสร้างความเร็ว เป็นรูปแบบของความเร็วของคลื่นแผ่นดินไหวในเปลือกโลก

รูปที่ 109 รูปแบบของโครงสร้างความเร็ว

 กลับขึ้นไป

 

Volcanic arc
    หมู่เกาะรูปโค้ง: หมู่เกาะที่มีลักษณะต่อเนื่องเป็นรูปโค้งคล้ายส่วนโค้งของวงกลม โดยทั่วไปด้านนูนของส่วนโค้งจะหันออกทางมหาสมุทร หรือทะเลหลวง และมักมีร่องลึกยาวไปตามแนวของส่วนโค้งทางด้านนูน ภายในส่วนโค้งทางด้านเว้าจะโอบแอ่งทะเลไว้ (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 127) (ดูรูปที่ 3 หน้า 1ประกอบ)  

กลับขึ้นไป

 

Volcano
    ภูเขาไฟ: ภูเขาที่เกิดขึ้นจากการปะทุของหินหนืด ก๊าซ และเถ้าธุลีภูเขาไฟจากใต้เปลือกโลก แล้วปรากฏตัวเป็นสภาพเด่นอย่างหนึ่งทางภูมิศาสตร์
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 128) (ดูรูปที่ 3 หน้า 1 ประกอบ)

กลับขึ้นไป

 

Volcanology
    วิทยาภูเขาไฟ: วิชาวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่งซึ่งประมวลประสบการณ์ และอรรถาธิบายเรื่องที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ภูเขาไฟ
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 128)

กลับขึ้นไป

 

 

 

Wave front
    หน้าคลื่น เป็นส่วนหน้าของคลื่นหรือเขตแบ่งระหว่างคลื่นแผ่นดินไหวกับส่วนที่คลื่นยังเดินทางไปไม่ถึง

 

กลับขึ้นไป

 

Wavelength
    ความยาวคลื่น เป็นระยะระหว่างยอดคลื่นถึงยอดคลื่นหรือท้องคลื่นถึงท้องคลื่นถัดไป

    wavelength ความยาวคลื่น: ความยาวหรือระยะห่างระหว่างยอดของคลื่นที่อยู่ติดกันหรือระหว่างคู่ตำแหน่งที่มีระดับเท่ากันคู่หนึ่ง (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 130)

 

รูปที่ 110 ความยาวคลื่น

กลับขึ้นไป

 

Wrench fault
    รอยเลื่อนเหลื่อมข้างแนวยืน: รอยเลื่อนเหลื่อมข้างชนิดหนึ่งที่ผิวของรอยเลื่อนเกือบอยู่ในแนวยืน
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 131)

 กลับขึ้นไป

 

Xenocryst
    ผลึกแปลกปลอม: ผลึกแร่ขนาดใหญ่ในหินอัคนีที่ไม่ได้เป็นแร่ประกอบหินขณะเกิดหินนั้น แต่ภายหลังปลอมปนเข้ามาในเนื้อหิน ทำให้หินมีลักษณะเป็นเนื้อดอก

กลับขึ้นไป

 

Xenolith
    หินแปลกปลอม: เศษชิ้นของหินพวกอื่น ๆ หรือชนิดอื่นที่ปลอมปนอยู่ในหินอัคนี

กลับขึ้นไป

 

YBP
    ปีที่ผ่านมา ย่อมาจาก years before present ส่วน Ma หมายถึง ล้านปีมาแล้ว ย่อมาจาก million years ago (Megannum)

รูปที่ 111 เหตุการณ์ต่าง ๆ ของโลก

    กลับขึ้นไป

 

Young stream
    ธารปฐมวัย: ธารที่ยังมีอายุน้อย ส่วนใหญ่พบตอนต้นน้ำ สังเกตได้ว่า แรกเกิด เพราะร่องธารมักมีหน้าตัดเหมือนรูปตัววี (V-shape) ลึกตื้นแล้วแต่ความแข็งของหินที่รองรับ มักมีน้ำตกเป็นตอน ๆ
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 133)

กลับขึ้นไป

 

 

Zone of saturation
    เขตอิ่มน้ำ: เขตหรือส่วนชั้นใต้ดินที่มีน้ำบรรจุอยู่เต็มช่องว่างต่าง ๆ แม้ว่าช่องว่างเหล่านี้จะมีอากาศหรือของเหลวชนิดอื่น ๆ แทรกอยู่บ้างก็ตาม
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 134)

กลับขึ้นไป

 

Zoning
    การแบ่งเขต ในที่นี้หมายถึง การแบ่งเขตเสี่ยงภัยแผ่นดินไหว (ดู
Seismic zone และ Microzonation ประกอบ)

กลับขึ้นไป

กลับไปหน้า 1 (หมวด A-L)

ดูหน้าที่แล้ว <              >ดูหน้าถัดไป

แผ่นใสการเรียนการสอน

ศัพท์แผ่นดินไหว และธรณีวิทยา

    แบ่งตามหมวดตัวอักษร ตั้งแต่ อักษร จนถึง Z   มีภาพประกอบ และภาพเคลื่อนไหว สีสรรชัดเจน  ของอดิศร  ฟุ้งขจร  จำนวน 185  หน้า คลิกค่ะpowerpoint

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับหน้าสารบัญธรรมชาติมหัศจรรย์ ฟิสิกส์ราชมงคล

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ธรรมชาติมหัศจรรย์