ความรู้เบื้องต้นวิชาแผ่นดินไหว

บทที่ 1 วิชาแผ่นดินไหวคืออะไร
บทที่
2 คลื่นแผ่นดินไหว
บทที่
3 โลก
บทที่
4 อะไรทำให้เกิดแผ่นดินไหว
บทที่
5 ขนาดมาตราริคเตอร์

บทที่ 6 ริคเตอร์

บทที่ 7 ศัพท์แผ่นดินไหว หน้าที่ 1

บทที่ 8 ศัพท์แผ่นดินไหว หน้าที่ 2

บทที่ 7 ศัพท์แผ่นดินไหว หน้าที่ 1

    ศัพท์พื้นฐานวิทยาศาสตร์โลก
(
Basic Earth Science Terms)  
อดิศร  ฟุ้งขจร
adisorncm@hotmail.com


    ศัพท์พื้นฐานวิทยาศาสตร์โลกจัดทำขึ้นเพื่อปูพื้นฐานความรู้สาขานี้ให้แก่นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป คำศัพท์และรูปภาพส่วนใหญ่นำมาจากเว็บไซต์ http://earthquake.usgs.gov/image_glossary อาจมีคำอธิบายเพิ่มเติมโดยนำมาจากพจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา อังกฤษ-ไทย  จัดทำโดย  คณะอนุกรรมการจัดทำพจนานุกรมธรณีวิทยา ของคณะกรรมการประสานงานด้านธรณีวิทยา ภายใต้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ พ.ศ. 2530

   

 

หมวดคำศัพท์

A | B | C | D | E | F | G | H | I | J | K | L   ไปหน้า 2  (หมวด M-Z)

สารบัญรูป
รูปที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | 33 | 34 | 35 | 36 | 37 | 38 | 39 | 40 | 41 | 42 | 43 | 44 | 45 | 46 | 47 | 48 | 49 | 50 | 51 | 52 | 53 | 54 | 55

 

 

สารบัญคำศัพท์

หมวด A

Acceleration |  Accelerogram | Accelerograph | Accretionary Wedge | Active Fault | Aftershocks | Alluvium | Amplification | Amplitude | Arc | Aseismic | Asperity | Attenuation  

 

หมวด B

Basement | Bedrock | Benioff zone | Blind thrust fault | Body wave | Brittle-ductile boundary  

 

หมวด C

  14C-age | Creep | Crust

 

หมวด D

Deformation | Dip | Dip-slip faults | Directivity Displacement

 

หมวด E

Earthquake | Elastic rebound | Epicenter | Earthquake hazard | Earthquake risk

 

 

หมวด F

Fault gouge | Fault plane | Fault plane solution Fault scarp | Fault trace | First motion | Focal depth | Forearc | ForeshocksFrequency  

   

 

หมวด G

Geodesy | Geodetic | Geology | Geomorphology | Geophysics | Geotechnical | Graben | Gravity | Ground failure | Ground motion

 

 

หมวด H

Half space | Harmonic tremor | Hertz (Hz) | Holocene | Horst | Hypocenter

 

 

หมวด I

Intensity | Interplate | Interplate coupling | Intraplate | Isoseismal

 

 

หมวด J

Joint | Jurassic period | Juvenile water

 

 

หมวด K

Kame | Kast | Kinematic | Knee fold

 

 

หมวด L

Landslide | Late Quaternary | Lateral spread | Least-squares fit | Left-lateral | Lifelines | Liquefaction | Lithology | Lithosphere | Locked fault | Love wave

 

 

 

Acceleration

            เมื่อเราย้ำลงบนคันเร่งรถยนต์ทำให้รถวิ่งเร็วขึ้น หรือเมื่อเยียบเบรกก็ทำให้รถชะลอความเร็ว  เมื่อรถเปลี่ยนความเร็วจากระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่ง ไม่ว่าเป็นการเร่งให้เร็วขึ้น หรือชะลอความเร็วให้ช้าลง  การเปลี่ยนแปลงความเร็วนี้ เรียกว่า อัตราเร่ง ขณะที่เกิดแผ่นดินไหว เมื่อแผ่นดินสั่นสะเทือนมีอัตราเร่งเกิดขึ้นเหมือนกัน อัตราเร่งของการสั่นสะเทือนดังกล่าวสามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์

กลับขึ้นไป

 

Accelerogram
           บันทึกอัตราเร่งของพื้นดินขณะเกิดแผ่นดินไหว
 

รูปที่ 1 บันทึกอัตราเร่งของพื้นดินขณะเกิดแผ่นดินไหวมีหน่วยเป็น ซม./วินาที2 หรือ แกล (gal) เปรียบเทียบกับความเร็วของพื้นดินมีหน่วยเป็น ซม./วินาที และการกระจัด (ระยะการเคลื่อนที่ของพื้นดิน) มีหน่วยเป็น ซม.  
กลับขึ้นไป

 

 

Accelerograph
             
เครื่องมือบันทึกอัตราเร่งของพื้นดินขณะเกิดแผ่นดินไหว แอกเซเลอโรมิเตอร์ ก็เรียก         

รูปที่ 2  เครื่องบันทึกอัตราเร่งของพื้นดินขณะเกิดแผ่นดินไหว

 

  กลับขึ้นไป

 

 

Accretionary Wedge
           
การพอกพูนของตะกอน  การพอกพูนที่ผิวบนของแผ่นเปลือกโลกหรือเพลตเทคโทนิค การพอกพูนและเสียรูปของเพลตเทคโทนิคขณะเมื่อเพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นมหาสมุทรปะทะกับเพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นทวีป  ตะกอนที่ผิวด้านบนของเพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นมหาสมุทรหลุดออกขณะที่มุดลงใต้เพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นทวีปแล้วไปพอกพูนให้เพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นทวีป

                accretion การงอกพอกพูน:
                  (ภูมิศาสตร์) การงอกพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ ของหาดทรายหรือชายฝั่ง
            (ธรณีวิทยา) กระบวนการที่มวลอนินทรีย์มีขนาดโตขึ้น เนื่องจากสารอื่นมาเคลือบพอกพูนที่ด้านนอก (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา
2530 หน้า 2)

รูปที่ 3 เมื่อเพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นมหาสมุทร (ด้านซ้ายของภาพ) ปะทะกับเพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นทวีป (ด้านขวาของภาพ) ทำให้ผิวด้านนอกของเพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นมหาสมุทรหลุดออกขณะที่มุดลงใต้เพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นทวีปแล้วไปพอกพูนให้เพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นทวีป

 

  กลับขึ้นไป

 

Active Fault

            รอยเลื่อนมีพลัง หมายถึง รอยเลื่อนที่จะมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นอีกในอนาคต  รอยเลื่อนที่จัดว่าเป็นรอยเลื่อนมีพลังต้องมีการเคลื่อนที่อย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในระยะเวลา 10,000 ปี

รูปที่ 4 รอยเลื่อนอีเมอร์สันในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา รอยแยกที่ปรากฏให้เห็นบนพื้นผิวเกิดจากแผ่นดินไหวขนาด 7.2 ริคเตอร์ เมื่อ ค.ศ. 1992

กลับขึ้นไป

 

Aftershocks
           
แผ่นดินไหวระลอกหลังเป็นแผ่นดินไหวเกิดขึ้นหลังจากแผ่นดินไหวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในห้วงเวลานั้น แผ่นดินไหวเหล่านี้มีขนาดเล็กกว่าแผ่นดินไหวหลัก และมีระยะห่างจากแผ่นดินไหวหลักภายในสองเท่าของความยาวของรอยเลื่อนที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวหลัก  แผ่นดินไหวระลอกหลังอาจเกิดขึ้นภายในระยะเวลานานหลายสัปดาห์  หลายเดือน หรือ หลายปี  หลังจากแผ่นดินไหวหลัก โดยทั่วไป ยิ่งแผ่นดินไหวหลักมีขนาดใหญ่ขึ้นเพียงใด จะมีแผ่นดินไหวระลอกหลังมากขึ้นและเกิดต่อเนื่องเป็นเวลานานขึ้นเพียงนั้น

 

            Aftershock แผ่นดินไหวระลอกหลัง: หลังจากแผ่นดินไหวแล้ว หินต่าง ๆ รอบ ๆ ศูนย์กลางไหวสะเทือนใต้ผิวโลกจะพยายามปรับตัวให้คืนสู่สภาพสมดุล ดังนั้น จึงเกิดความไหวสะเทือนตามมาเป็นระยะ ๆ กว่าจะหยุดไหวสนิท อาจกินเวลานับเป็นชั่วโมง ๆ เป็นวันๆ หรือเป็นเดือน ๆ ก็มี แต่มีความรุนแรงน้อยกว่าระลอกแรกมาก (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 3)

 

 

 

รูปที่ 5 แผนภูมิเปรียบเทียบระหว่างแผ่นดินไหวหลักกับแผ่นดินไหวระลอกหลัง

   

กลับขึ้นไป

 

 

Alluvium

            ตะกอนน้ำพา เป็นกรวด หิน ตะกอน ดิน ทราย เลน ที่ทับถมกันจากการพัดพามาของกระแสน้ำ

            Alluvium ตะกอนน้ำพา: กรวด หิน ดิน ทราย และสิ่งอื่น ๆ ที่น้ำนำพาไปสะสมตัว ณ บริเวณใดบริเวณหนึ่ง เช่น ตามร่องน้ำ เรียกว่า สิ่งทับถมร่องน้ำ (channel-filled deposit) ตามที่ราบน้ำท่วมถึง เรียกว่า สิ่งที่ทับถมที่ราบน้ำท่วมถึง (flood plain deposit) ตามพื้นทะเลสาบ เรียกว่า สิ่งทับถมในทะเลสาบ (lacustrine deposit) (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 5)

 

 

รูปที่ 6 ตะกอนน้ำพาสองฝั่งแม่น้ำซอลต์ มลรัฐอาริโซน่า สหรัฐอเมริกา

   

กลับขึ้นไป

 

Amplification
          การขยาย 
แผ่นดินไหวส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก  เล็กมากจนไม่มีผู้ใดรู้สึกได้  เมื่อนักวิชาการด้านแผ่นดินไหวจะดูบันทึกการเคลื่อนที่ของพื้นดินอันเกิดจากแผ่นดินไหวเล็ก ๆ เหล่านี้ จะต้องทำให้บันทึกนั้นมีขนาดใหญ่ขึ้น เหมือนมองผ่านแว่นขยาย  กำลังหรือปริมาณที่บันทึกนั้นขยายใหญ่ขึ้น เรียกว่า  การขยาย  ระดับการสั่นสะเทือน ณ จุดต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอันเนื่องจากพลังงานแผ่นดินไหวตรงจุดนั้นเช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากโครงสร้างทางธรณีวิทยาของชั้นหินที่ทำให้การเคลื่อนที่แรงขึ้น เช่น โครงสร้างที่เป็นแอ่งตะกอน หรือพื้นผิวที่อ่อนกว่า

 

รูปที่ 7  ปัจจัยสำคัญสองประการของโครงสร้างธรณีวิทยาที่มีผลต่อระดับการเคลื่อนที่ของพื้นดินขณะเกิดแผ่นดินไหว ได้แก่ ประการแรก ความอ่อนของพื้นผิว  ประการที่สอง ความหนาของชั้นตะกอนของพื้นผิว  ภาพนี้แสดงให้เห็นผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องจากโครงสร้างธรณีวิทยา ณ บริเวณต่าง ๆ (site effects) ของเมืองลอสแองเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

  กลับขึ้นไป

 

Amplitude
           
แอมพลิจูด เป็นขนาดหรือช่วงกว้างของเส้นหยักที่บันทึกไว้ขณะเกิดแผ่นดินไหว

         

รูปที่ 8 รูปบนแสดงแอมพลิจูดขนาดต่างๆ ของคลื่นอย่างง่าย
รูปล่างแสดงแอมพลิจูดจากบันทึกคลื่นแผ่นดินไหว

 

  กลับขึ้นไป

 

Arc

            แนวโค้ง เป็นแนวโค้งภูเขาไฟ ที่บางครั้งอาจเกิดขึ้นบนแผ่นดินเมื่อเพลตที่เป็นพื้นมหาสมุทรปะทะกับเพลตที่เป็นพื้นทวีปแล้วมุดลงใต้เพลตที่เป็นพื้นทวีป (ดูรูปที่ 3 ประกอบ)

 

กลับขึ้นไป

 

Aseismic

            ศัพท์ที่ใช้บรรยายลักษณะรอยเลื่อนที่ตรวจไม่พบแผ่นดินไหว

กลับขึ้นไป

 

Asperity
           
บริเวณที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว รอยแตกจากแผ่นดินไหวมักเริ่มขึ้นบริเวณนี้

 

 

รูปที่ 9 พื้นผิวที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว

  กลับขึ้นไป

   

Attenuation
   
เมื่อเราโยนก้อนกรวดลงในบ่อน้ำ ทำให้เกิดคลื่นตรงจุดที่ก้อนกรวดตก  คลื่นมีขนาดใหญ่ที่สุด ณ จุดนี้แล้วค่อย ๆ ลดขนาดเบาบางลงตามระยะทางที่แผ่ออกไป การลดขนาดหรือแอมพลิจูดนี้เรียกว่า การดูดซับพลังงาน คลื่นแผ่นดินไหวมีการดูดซับพลังงานตามระยะทางที่คลื่นแผ่ออกไปจากแหล่งกำเนิดเช่นกัน



รูปที่ 10  คลื่นในบ่อน้ำถูกดูดซับพลังงานให้ค่อย ๆ เบาบางลงตามระยะทางที่แผ่ออกไปจากแหล่งกำเนิด

กลับขึ้นไป

 

Basement
    หินพื้นฐาน เป็นหินอัคนีและหินแปรที่มีความแข็งกว่าและโดยทั่วไปเป็นชั้นหินมีอายุมากกว่าชั้นหินที่อยู่ด้านบนที่สามารถจำแนกได้ในบริเวณนั้น ๆ 

    basement complex หินพื้นฐานซับซ้อน: 1. ชุดหินที่มีลักษณะทางธรณีวิทยายุ่งยากซับซ้อน และรองรับชุดหินที่มีอายุแก่ที่สุดที่สามารถจำแนกได้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง
2. ส่วนชั้นเปลือกโลกที่อยู่ใต้แอ่งสะสมสิ่งตกจมต่อเนื่องลงไปถึงแนวแบ่งเขตโมโฮโรวิซิก  โดยทั่ว ๆ ไปชุดหินในหินพื้นฐานซับซ้อนเป็นหินอัคนีและหินแปรที่มีอยู่ในมหายุคพรีแคมเบรียน แต่ในบางแห่งอาจมีอายุในมหายุคพาลีโอโซอิก  มีโซโซอิก หรือซีโนโซอิก ก็ได้ มีความหมายเหมือนกับ basal complex และ basement rock
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 13)

 กลับขึ้นไป

 

 

Bedrock
    หินดาน เป็นหินที่มีความแข็งแกร่งกว่าหิน ดิน ที่อยู่ด้านบน หินดานเป็นส่วนหนึ่งของหินพื้นฐาน

    base rock หินดาน: หินที่รองรับดิน ทราย กรวด (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 14)

รูปที่ 11  แสดงตำแหน่งของหินดาน

กลับขึ้นไป

 

 

Benioff zone
    เขตเบนิออฟฟ์ เป็นแนวแผ่นดินไหวที่เกิดจากเพลตมหาสมุทรมุดลงใต้เพลตทวีป แผ่นดินไหวเกิดจากการเคลื่อนที่ของรอยเลื่อนย้อนตามแนวมุด หรือจากการเคลื่อนที่ลงตามแนวดึงลงสู่ชั้นแมนเทิล
เขตวาดาติ-เบนิออฟฟ์ (Wadati-Benioff zone) ก็เรียก

    Benioff zone เขตเบนิออฟฟ์: เขตที่มีจุดศูนย์กลางของการเกิดแผ่นดินไหวระดับปานกลางถึงระดับลึก ซึ่งจะเอียงออกไปจากแนวร่องลึกก้นสมุทรและอยู่ใต้หมู่เกาะรูปโค้งหรือทวีปที่อยู่ใกล้เคียง (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 14)

รูปที่ 12 แสดงลักษณะของเขตเบนิออฟฟ์ กากบาทสีแดงเป็นตำแหน่งของศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหว (ดูรูปที่ 3 ประกอบ)

  กลับขึ้นไป

 

 

Blind thrust fault
    รอยเลื่อนย้อนบัง เป็นรอยเลื่อนย้อนที่ไม่ปรากฏร่องรอยที่พื้นผิว แต่อยู่ลึกลงไปในชั้นหินใต้เปลือกโลก

  รูปที่ 13 แสดงลักษณะของรอยเลื่อนย้อนบัง

  กลับขึ้นไป

 

Body wave
    คลื่นหลัก เป็นคลื่นแผ่นดินไหวที่เดินทางผ่านส่วนต่าง ๆ ภายในโลก ตรงข้ามกับคลื่นพื้นผิวที่เดินทางใกล้ผิวโลก คลื่นพีและคลื่นเอสเป็นคลื่นหลัก คลื่นแต่ละแบบทำให้เกิดการสั่นสะเทือนที่พื้นดินแตกต่างกันไป

รูปที่ 14 ลักษณะการเคลื่อนที่ของคลื่นแผ่นดินไหวแบบต่าง ๆ 

กลับขึ้นไป

 


Brittle-ductile boundary
      เขตรอยต่อระหว่างชั้นหินเปราะด้านบนกับชั้นหินนุ่มด้านล่างที่อยู่ลึกลงไปในเปลือกโลก มีลักษณะเช่นเดียวกับรอยต่อระหว่างชั้นธรณีภาคชั้นนอก (lithosphere) กับชั้นธรณีภาคชั้นกลาง (asthenosphere) แผ่นดินไหวส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ส่วนของชั้นหินเปราะเหนือรอยต่อนี้

รูปที่ 15 รอยต่อระหว่างชั้นธรณีภาคชั้นนอกกับชั้นธรณีภาคชั้นกลาง

กลับขึ้นไป

 

 

14C-age
    การหาอายุด้วยธาตุคาร์บอน-14 วัตถุเมื่อมีอายุมากขึ้นธาตุคาร์บอน-14 ของวัตถุนั้นจะสลายไป นักวิทยาศาสตร์ใช้สัดส่วนของธาตุคาร์บอน-14กับธาตุคาร์บอนที่มีอยู่ในวัตถุเพื่อเทียบหาอายุของวัตถุนั้น เมื่อทราบระยะเวลาครึ่งชีวิตของธาตุคาร์บอน-14 ด้วยวิธีนี้ทำให้สามารถทราบระยะเวลาการเคลื่อนตัวของชั้นหินหรือแผ่นดินไหวในอดีตได้ถึง 40,000 ปี

    radiocarbon dating การหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสี: การหาอายุของวัตถุโบราณโดยหาปริมาณของคาร์บอน 14 ที่มีอยู่ในวัตถุโบราณนั้น วิธีนี้เหมาะสำหรับหาอายุของวัตถุโบราณที่มีอายุสูงสุดประมาณ 30,000 ปี
    คาร์บอน 14 คือคาร์บอนที่มีกัมมันตรังสี มีมวลอะตอม 14 มีครึ่งชีวิต (halflife) 5,600 ปี เกิดขึ้นในบรรยากาศชั้นบนเนื่องจากรังสีคอสมิกไปชนนิวเคลียสของธาตุไนโตรเจน  คาร์บอน 14 จะถูกออกซิไดส์ไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และเข้าไปสู่วงโคจรคาร์บอนของโลก  สิ่งมีชีวิตได้ คาร์บอน 14 ไว้จากการสังเคราะห์แสงของพืช หลังจากสิ่งมีชีวิตตายหรือถูกฝังอยู่ในตะกอนจะไม่มีการเก็บคาร์บอนไดออกไซด์อีก และคาร์บอน 14 ที่มีอยู่ก็จะสลายตัวลดลงด้วยอัตราที่สามารถทราบได้ ดังนั้นอายุของชิ้นไม้ที่ถูกฝังหรือกระดูกในหลุมฝังศพ พืชในที่ลุ่ม และเปลือกหอยในพื้นท้องมหาสมุทรก็จะหาได้โดยการหาสัดส่วนของคาร์บอน 14 ต่อคาร์บอนทั้งหมดที่มีอยู่ในวัตถุนั้น วิธีหาอายุนี้ ดร.ดับเบิลยู. เอฟ. ลิบบี (Dr. W. F. Libby) เป็นผู้ค้นพบ มีความหมายเหมือนกับ carbon dating
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 98)

รูปที่ 16 รูปแบบการสลายหรือครึ่งชีวิตของธาตุกัมมันตรังสี

กลับขึ้นไป

 

 

Core
    แก่นโลก ส่วนที่อยู่ในสุดของโลก  แก่นโลกชั้นนอกอยู่ที่ระดับลึกจาก 2,500 ถึง 3,500 ไมล์ มีลักษณะเป็นโลหะเหลว  แก่นโลกชั้นในอยู่ถัดจากแก่นโลกชั้นนอกไปจนถึงใจกลางโลก มีลักษณะเป็นโลหะแข็ง
    core แก่นโลก: ส่วนชั้นในสุดของโลกใต้แนวแบ่งเขตวิเชิร์ต-กูเทนเบิร์กประกอบด้วยธาตุเหล็กและนิกเกิลเป็นส่วนใหญ่ มีความหนาแน่นมาก มีรัศมียาวประมาณ 3,440 กม. แบ่งออกเป็นสองชั้นคือ แก่นโลกชั้นใน (inner core) อยู่ในระดับความลึกจากผิวโลกระหว่าง 5,000 กม. กับจุดศูนย์กลางโลก (ประมาณ 6,370 กม.) และแก่นโลกชั้นนอก (outer core) อยู่ในระดับความลึกจากผิวโลกระหว่าง 2,900 กม. กับ 5,000 กม.
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 27)

รูปที่ 17 โครงสร้างของโลก (ปรับปรุงจาก http://www.pbs.org/wnet/savageearth/animations/hellscrust/index.html)

 

กลับขึ้นไป

 

 

Creep
    การเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ ของรอยเลื่อน รอยเลื่อนที่ค่อย ๆ เคลื่อนมักไม่ก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่

รูปที่ 18 การเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ ของรอยเลื่อนแห่งหนึ่งในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

กลับขึ้นไป

 

 

Crust
    เปลือกโลก เป็นส่วนนอกสุดของโลก มีความหนาระหว่างประมาณ 10 ถึง 65 กิโลเมตร  ส่วนนอกสุดของเปลือกโลกที่ความหนาระหว่าง 15-35 กิโลเมตร เป็นบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวได้ง่าย

    crust เปลือกโลก: ส่วนชั้นนอกสุดของโลก หนาเฉลี่ยประมาณ 6-35 กม. แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนบนเป็นหินจำพวกแกรนิต หรือไซอัล (sial) และส่วนล่างเป็นหินที่เป็นเบสปานกลางหรือไซมา (sima) ตามความคิดเห็นของนักธรณีวิทยานั้นคิดว่าโลกเมื่อแรกเริ่มเป็นวัตถุเหลวร้อน และส่วนนอกสุดเย็นลงจนเป็นของแข็งห่อหุ้มไว้โดยรอบ (sial ย่อมาจาก si คือ silica กับ al คือ alumina  sima ย่อมาจาก si คือ silica กับ ma คือ magnesia)(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 30)

รูปที่ 19 เปลือกโลกพื้นทวีปกับเปลือกโลกพื้นมหาสมุทร

กลับขึ้นไป

 

 

Deformation
   
การเปลี่ยนลักษณะ เป็นการทำให้รูปทรงของวัตถุเปลี่ยนไป เมื่อกล่าวถึงแผ่นดินไหว การเปลี่ยนลักษณะ เกิดจากแรงเค้นและแรงเครียด
   
deformation การเปลี่ยนลักษณะ: การที่หินเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ปริมาตร หรือโครงสร้างไปจากธรรมชาติเดิม เช่น เกิดการคดโค้ง การเลื่อนเหลื่อมล้ำ การบีบอัด การบิดย้วย หรือการเลื่อนไถล ผลต่าง ๆ นานาอันเนื่องมากจากความดันในหินเปลือกโลกทำให้แผ่นดินเปลี่ยนรูปลักษณะไป อาจจะเป็นแบบ
    ก. ยืดหยุ่น คือเปลี่ยนลักษณะไปแล้วอาจกลับรูปเดิมได้ ทำนองเดียวกับยางลบ
   
ข. ไหลเลื่อน คือหินไหลไปจากที่เดิมและเปลี่ยนรูปไปอย่างถาวรไม่กลับรูปเดิม
    ค. แตกแยก คือหินอาจแตกแยกหรือเลื่อนเหลื่อมกัน ทำให้เกิดรอยแยกและรอยเลื่อนขึ้นในหิน
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 34)

รูปที่ 20 การเปลี่ยนลักษณะของหิน

กลับขึ้นไป

 

 

Dip
    มุมเท เป็นมุมระหว่างแนวระนาบทางธรณีวิทยา (เช่น รอยเลื่อน) กับแนวนอน
    dip มุมเท: มุมที่เกิดจากระนาบของโครงสร้างทางธรณีวิทยาตัดกับระนาบแนวนอน ทิศทางของแนวเทจะตั้งฉากกับแนวระดับ
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 37)

รูปที่ 21 ลักษณะของมุมเท

กลับขึ้นไป

 

 

Dip-slip faults
    รอยเลื่อนตามแนวมุมเท เป็นรอยเลื่อนที่หินมีการเคลื่อนที่ในแนวดิ่ง ถ้าเป็นการเลื่อนลงอันเกิดจากอิทธิพลของแรงดึงเรียกว่า รอยเลื่อนปกติ (normal faults)  ถ้าเป็นการเลื่อนขึ้นอันเกิดจากอิทธิพลของแรงอัดเรียกว่า รอยเลื่อนย้อน (reverse faults) หรือรอยเลื่อนย้อนมุมต่ำ(thrust faults) 
    รอยเลื่อนเฉียง (oblique faults) เป็นรอยเลื่อนที่หินเลื่อนไปในทิศทางที่ทำมุมเฉียงกับระนาบรอยเลื่อน อันเกิดจากอิทธิพลของแรงดึงและแรงอัดในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
    รอยเลื่อนตามแนวระดับ (strike-slip faults) เป็นรอยเลื่อนที่มีมุมเทตั้งฉากหรือเกือบตั้งฉากกับแนวนอน หินทั้งสองข้างของรอยเลื่อนเคลื่อนที่ในแนวนอน ถ้าหินเคลื่อนที่ไปทางขวามือของผู้สังเกต เรียกว่า เลื่อนทางขวา (right lateral) ถ้าหินเคลื่อนที่ไปทางซ้ายมือของผู้สังเกต เรียกว่า เลื่อนทางซ้าย (left lateral) 

    dip-slip fault รอยเลื่อนตามแนวมุมเท: รอยเลื่อนที่มีทิศทางของการเคลื่อนตัวตามหรือขนานกับแนวมุมเทของระนาบรอยเลื่อนนั้น อาจเป็น รอยเลื่อนปกติ (normal fault) หรือ รอยเลื่อนย้อน (reverse fault) ก็ได้ (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 37)
   
normal fault รอยเลื่อนปกติ: รอยเลื่อนในหินซึ่งส่วนที่อยู่ข้างบนระนาบรอยเลื่อนเคลื่อนตัวลดระดับลงสัมพันธ์กับส่วนที่อยู่ข้างล่างที่เคลื่อนตัวขึ้น  ถ้าส่วนที่อยู่ข้างบนเคลื่อนตัวย้อนขึ้น เรียกว่า รอยเลื่อนย้อน (reverse fault) ถ้ารอยเลื่อนย้อนมีค่ามุมเทเท่ากับหรือน้อยกว่า 45 องศา เรียกว่า รอยเลื่อนย้อนมุมต่ำ(thrust fault) (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 80-81)
   
oblique fault รอยเลื่อนเฉียง: รอยเลื่อนที่มีระดับของระนาบรอยเลื่อนทำมุมเฉียงหรือทแยงกับแนวระดับของชั้นหินที่เลื่อนไป (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 82)

รูปที่ 22 รูปแบบของรอยเลื่อน

กลับขึ้นไป

 

 

Directivity
    ผลกระทบตรง เป็นทิศทางที่รอยเลื่อนมีการแตกแยกรุนแรงกว่าทิศทางอื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายจากการเคลื่อนที่ของพื้นดินที่รุนแรงกว่าทิศทางอื่น ๆ จากแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว

รูปที่ 23 แผนที่แสดงผลกระทบจากแผ่นดินไหวนอร์ธทริดจ์  สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1994  แผ่นดินไหวมีขนาด 6.7 ริคเตอร์ส่งผลกระทบตรงไปทางทิศเหนือของศูนย์กลางแผ่นดินไหว (ด้านเหนือของเครื่องหมายรูปดาว)

กลับขึ้นไป

 

 

  Displacement
    การเคลื่อน เป็นการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง บริเวณใดที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวจะมีการเคลื่อนไปจากตำแหน่งเดิม
    displacement การเคลื่อน:  การเคลื่อนที่ของหินที่ทำให้เกิดรอยเลื่อน และสามารถวัดระยะทางของการเลื่อนสัมพัทธ์ได้ มีความหมายเหมือนกับ dislocation (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 38)

กลับขึ้นไป

 

 

Earthquake
    แผ่นดินไหว เป็นศัพท์ที่ใช้กล่าวถึงการเคลื่อนที่อย่างฉับพลันของรอยเลื่อน การทำให้เกิดสั่นสะเทือนของแผ่นดิน การแผ่ไปของคลื่นสั่นสะเทือนอันเนื่องมาจากการเคลื่อนที่ของรอยเลื่อน การสั่นสะเทือนอันมีสาเหตุมาจากภูเขาไฟหรือการเลื่อนไหลของแมกมาหรือหินหนืด รวมถึงการเปลี่ยนแปรแรงเค้นอย่างฉับพลันอื่น ๆ ของโลก
    earthquake แผ่นดินไหว: การสั่นสะเทือนของแผ่นดินที่รู้สึกได้ในจุดใดจุดหนึ่งบนผิวโลก แผ่นดินไหวส่วนใหญ่เกิดจากการคลายตัวอย่างรวดเร็วของความเครียดภายในโลกที่มีการก่อตัวของความเครียดอย่างช้า ๆ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในรูปของการเลื่อนตัวของหินหรือการระเบิดของภูเขาไฟ แต่ในปัจจุบัน การปะทุของระเบิดนิวเคลียร์ก็อาจทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้เหมือนกัน
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 42)

รูปที่ 24 การเกิดแผ่นดินไหว

กลับขึ้นไป

 

 

Elastic rebound
    การสะท้อนกลับ เป็นแนวคิดเกี่ยวกับสาเหตุการเกิดแผ่นดินไหว เมื่อเพลตเทคโทนิคเคลื่อนที่สัมพัทธ์กันทำให้เกิดแรงเครียดสะสมที่ขอบของเพลตตามแนวรอยเลื่อน หินทั้งสองด้านของรอยเลื่อนย่อมสะสมพลังงานนั้นไว้เพื่อต้านแรงเค้นที่มากระทำ เมื่อหินสะสมแรงเค้นไว้มากก็จะเครียดจนเปลี่ยนลักษณะทำให้คดโค้งหรือบิดงอ จนในที่สุดเมื่อหมดแรงต้าน หินทั้งสองด้านของรอยเลื่อนก็แตกแยกออกจากกัน แล้วสะท้อนกลับสู่ตำแหน่งเดิมหรือใกล้เคียงตำแหน่งเดิม เนื่องจากหินที่ประกอบเป็นเปลือกโลกมีคุณสมบัติยืดหยุ่น

รูปที่ 25 แผนภาพแสดงแนวคิดทฤษฎีสะท้อนกลับ บริเวณรอยเลื่อนซานแอนเดรียส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา รอยเลื่อนเคลื่อนที่ในแนวทิศตะวันตกเฉียงเหนือ-่ตะวันออกเฉียงใต้ (รอยเลื่อนเคลื่อนทางขวา) ทำให้หินทั้งสองด้านของรอยเลื่อน (แนว A-G) คดโค้งออกจากแนวเดิม

กลับขึ้นไป

 

 

Epicenter
    ศูนย์กลางแผ่นดินไหว เป็นตำแหน่งบนผิวโลกที่ตั้งฉากกับจุดเกิดแผ่นดินไหวที่อยู่ลึกลงไป เป็นตำแหน่งที่เริ่มได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว 
    epicenter;epicentum จุดเหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหว: ตำแหน่งที่สมมุติกำหนดด้วยจุดตัดของเส้นดิ่งที่ลากจากศูนย์เกิดแผ่นดินไหว (earthquake focus) ตัดกับผิวโลก
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 43)

รูปที่ 26 แสดงตำแหน่งศูนย์กลางแผ่นดินไหว

กลับขึ้นไป

 

Earthquake hazard
    ภัยแผ่นดินไหว เป็นอุบัติภัยแผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบต่อความปกติสุขของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนที่ของรอยเลื่อนที่พื้นผิว  การสั่นสะเทือนของแผ่นดิน  แผ่นดินถล่ม  ภาวะดินเหลว การเปลี่ยนลักษณะทางเทคโทนิก  คลื่นซึนามิ และ การกระฉอกอย่างแรงของน้ำในแหล่งน้ำปิด

กลับขึ้นไป

 

 

Earthquake risk
    ความเสี่ยงแผ่นดินไหว เป็นความเป็นไปได้ที่อาคารบ้านเรือนจะได้รับความเสียหาย ตลอดจนผู้คนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากแผ่นดินไหว คำศัพท์นี้อาจเข้าใจผิดโดยใช้สลับกับภัยแผ่นดินไหว

กลับขึ้นไป

 

Fault gouge
    ผงรอยเลื่อน เป็นเศษหินที่เกิดจากการบดอัดของรอยเลื่อน
   
fault gouge ผงรอยเลื่อน: สารละเอียดคล้ายแป้งที่พบตามแนวรอยเลื่อน เกิดจากบดและขัดสีกันของหินสองฟากรอยเลื่อน มีความหมายเหมือนกับ gouge, clay gouge (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 45)

รูปที่ 27 ตัวอย่างผงรอยเลื่อน

กลับขึ้นไป

 

 

Fault plane
    ระนาบรอยเลื่อน เป็นแนวระนาบของรอยเลื่อนที่แยกหินออกจากกันขณะเกิดแผ่นดินไหว
    fault plane ระนาบรอยเลื่อน
: หน้าประกับของหินสองฟากรอยเลื่อนปรากฏเป็นหน้าเรียบพอสมควร ระหว่างหน้าประกับมักมีเศษหินที่ครูดไถกันและกันประจุอยู่เต็มช่องว่างจนวัดได้ว่าระนาบนี้มีแนวระดับ (strike) ไปทิศใด และมีแนวเทและมุมเทเท่าใด เมื่อทราบแล้วก็สามารถติดตามและกำหนดขอบเขตของระนาบได้ ถึงแม้จะมีเศษอะไรปกคลุมจนมองไม่เห็น (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 45-46)

รูปที่ 28 ระนาบรอยเลื่อน (แนวศรชี้ด้านล่างของภาพ)

กลับขึ้นไป

 

Fault plane solution
    วิธีหาระนาบรอยเลื่อน เป็นการแสดงรูปแบบและทิศทางของรอยเลื่อนที่เกิดจากแผ่นดินไหว มีลักษณะเป็นรูปวงกลมภายในวงกลมมีเส้นโค้งสองเส้นตัดกัน คล้ายลูกบอลล์ที่นิยมเล่นตามชายหาด วิธีหากลไกจุดเกิดแผ่นดินไหว (focal-mechanism solution) ก็เรียก

รูปที่ 29 ภาพกลไกจุดกำเนิดแผ่นดินไหวแบบต่าง ๆ

กลับขึ้นไป

 

 

Fault scarp
    ผารอยเลื่อน เป็นรูปแบบหนึ่งบนพื้นผิวโลกที่มีลักษณะคล้ายบันได เกิดจากการเคลื่อนที่ของรอยเลื่อน
      fault scarp ผารอยเลื่อน
: ผาที่ปรากฏขึ้นหลังจากเกิดรอยเลื่อน สังเกตได้ง่ายตรงที่ผารอยเลื่อนมักจะมีแนวตรงตัดกับภูมิประเทศชัดกว่าผาตั้งหรือผาชัน (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 46)

รูปที่ 30 ผารอยเลื่อนเฮคเตอร์ไมน์ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เกิดจากแผ่นดินไหวขนาด  7.1 ริคเตอร์ เมื่อวันที่ 16  ตุลาคม ค.ศ. 1999

กลับขึ้นไป

 


Fault trace
    แนวรอยเลื่อน เป็นแนวแยกที่ปรากฏบนพื้นผิวโลก หรือแนวที่ลากบนแผนที่ธรณีวิทยาเพื่อระบุตำแหน่งของรอยเลื่อน 

รูปที่ 31 แนวรอยเลื่อนเฮคเตอร์ไมน์ปรากฏบนพื้นผิวในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เกิดจากแผ่นดินไหวขนาด  7.1 ริคเตอร์ เมื่อวันที่ 16  ตุลาคม ค.ศ. 1999

 กลับขึ้นไป

 

 

First motion
    การเคลื่อนที่แรก  บนแผ่นบันทึกคลื่นแผ่นดินไหว การเคลื่อนที่แรกของคลื่นพีแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของแผ่นดินขณะที่คลื่นเดินทางถึงเครื่องรับสัญญาณสั่นสะเทือน ถ้าแผ่นดินเคลื่อนที่ขึ้นแสดงว่าบริเวณจุดกำเนิดแผ่นดินไหวมีการขยายออก ถ้าแผ่นดินเคลื่อนที่ลงแสดงว่าบริเวณจุดกำเนิดแผ่นดินไหวมีการบีบตัว

รูปที่ 32  การเคลื่อนที่แรกของคลื่นนำมากำหนดเป็นสัญลักษณ์ในแผนภาพกลไกจุดกำเนิดแผ่นดินไหว

กลับขึ้นไป

 


Focal depth
    ความลึกจุดเกิดแผ่นดินไหว 

รูปที่ 33 ความลึกจุดเกิดแผ่นดินไหวระดับต่าง ๆ ตามแนวมุดของเปลือกโลกหรือเพลตเทคโทนิค

กลับขึ้นไป

 

 

Forearc
    แนวโค้งส่วนหน้า เป็นบริเวณระหว่างแนวมุดของเพลตเทคโทนิคกับแนวโค้งภูเขาไฟ  
    แนวโค้งส่วนหลัง (backarc) เป็นบริเวณด้านหลังของแนวโค้งภูเขาไฟตรงข้ามกับแนวมุดของเพลตเทคโทนิค

รูปที่ 34 แสดงลักษณะของแนวโค้งส่วนหน้ากับแนวโค้งส่วนหลังของแนวโค้งภูเขาไฟ

กลับขึ้นไป

 


Foreshocks
    แผ่นดินไหวระลอกก่อน เป็นแผ่นดินไหวที่มีขนาดเล็กกว่าแผ่นดินไหวหลัก (mainshock) ที่เกิดตามมาในห้วงเวลานั้น ๆ 

รูปที่  35 แสดงรูปแบบของแผ่นดินไหวระลอกก่อนเปรียบเทียบกับแผ่นดินไหวหลักและแผ่นดินไหวระลอกหลัง

กลับขึ้นไป

 


Frequency
    ความถี่ จำนวนคลื่นที่เคลื่อนไปในหนึ่งวินาทีในที่นี้หมายถึงจำนวนครั้งที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น จำนวนครั้งของการสั่นสะเทือนของแผ่นดินขึ้นลงหรือสั่นสะเทือนไปข้างหน้ามาข้างหลังขณะเกิดแผ่นดินไหว

รูปที่ 36 ความถี่ของคลื่นหาได้จากสูตร F = 1/T  เมื่อ F เป็นความถี่ หน่วย รอบ/วินาทีหรือ Hertz (Hz) T เป็นคาบของคลื่นหน่วยวินาที

 กลับขึ้นไป


Geodesy
    วิชาจีออเดซี เป็นสาขาวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับขนาดและรูปทรงของโลกตลอดจนกำหนดตำแหน่งต่าง ๆ บนพื้นผิวโลก

รูปที่ 37  อุปกรณ์ที่ใช้สำรวจรังวัดเป็นสิ่งจำเป็นในการศึกษาวิชาจีออเดซี

กลับขึ้นไป

 

Geodetic
    เกี่ยวกับวิชาจีออเดซี ในการสำรวจรังวัดภูมิประเทศบนพื้นผิวโลก

กลับขึ้นไป

 

 

Geology
    วิชาธรณีวิทยา เป็นสาขาวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับโลก  องค์ประกอบของโลก  กระบวนการที่เกิดขึ้นในโลก ผลที่เกิดมาจากกระบวนการดังกล่าว ตลอดจนประวัติของโลกและสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นบนโลกตั้งแต่เริ่มต้น

    geology ธรณีวิทยา: วิชาที่ว่าด้วยโลก คือศึกษาเกี่ยวกับสสารต่าง ๆ ที่เป็นส่วนประกอบของโลก กระบวนการที่ทำต่อสสารต่าง ๆ  และผลที่เกิดจากกระบวนการนั้น ๆ ตลอดจนสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลก นับตั้งแต่ปฐมกาลของโลกเรื่อยมา 
    ธรณีวิทยาสัมพันธ์กับวิชาเคมีในส่วนที่เกี่ยวกับสสารซึ่งเป็นส่วนประกอบของโลก สัมพันธ์กับวิชาฟิสิกส์ในส่วนที่เกี่ยวกับแรงต่าง ๆ ที่กระทำต่อโลก และสัมพันธ์กับชีววิทยาในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในอดีตกาล ซึ่งปรากฏอยู่ในซากดึกดำบรรพ์
    ต้นกำเนิดของโลกนั้น เราได้ศึกษาจากดวงจันทร์และเทหฟากฟ้าชนิดพิเศษอื่น ๆ ความรู้ที่ได้จากการศึกษาเรื่องนี้จะให้ประโยชน์แก่มวลมนุษย์ เช่น ใช้สำรวจหาแหล่งแร่ น้ำมัน หาสถานที่ที่เหมาะสมในการสร้างถาวรวัตถุขนาดใหญ่ เช่น เขื่อน และใช้พยากรณ์ภัยธรรมชาติบางอย่างที่เกิดขึ้นเนื่องจากแรงเคลื่อนไหวของเปลือกโลก เช่น ภูเขาไฟระเบิด
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 51)

รูปที่ 38 การศึกษาองค์ประกอบของโลกเป็นเนื้อหาหลักของวิชาธรณีวิทยา

กลับขึ้นไป

 

 

Geomorphology
    วิชาธรณีสัณฐานวิทยา เป็นสาขาวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับลักษณะและการกำเนิดของภูมิประเทศ เช่น ภูเขา หุบเขา เป็นต้น
    geomorphology วิชาธรณีสัณฐานวิทยา
: สาขาธรณีวิทยาที่ว่าด้วยผิวพื้นของโลกซึ่งประมวลเอาทั้งรูปร่าง ธรรมชาติ กระบวนการกำเนิด และการปรับตัวของพื้นผิวโลก ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงที่ประสบในปัจจุบัน (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 51)

รูปที่ 39  การศึกษาลักษณะภูมิประเทศบนพื้นผิวโลกเป็นเนื้อหาสำคัญของกระบวนวิชาธรณีสัณฐานวิทยา

กลับขึ้นไป

 

 

Geophysics
    วิชาธรณีฟิสิกส์ เป็นสาขาวิชาวิทยาศาสตร์โลกที่นำเอาองค์ความรู้ทางฟิสิกส์และคณิตศาสตร์มาใช้ในการศึกษาโครงสร้างและกระบวนการทางพลวัตรของโลก

    geophysics ธรณีฟิสิกส์: การศึกษาโลกโดยใช้วิธีการทางฟิสิกส์ โดยทั่วไป พื้นฐานการศึกษาธรณีฟิสิกส์รวมถึงการศึกษาสมบัติและกระบวนการทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภาคพื้นดิน อุทกภาค บรรยากาศ ความสัมพันธ์ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ธรณีฟิสิกส์นี้ยังมีวิชาเฉพาะอีกหลายแขนง เช่น วิทยาแผ่นดินไหว  ธรณีฟิสิกส์แปรสัณฐาน  ธรณีฟิสิกส์เชิงวิศวกรรม  คำนี้หมายรวมถึงการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ศึกษาดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ด้วย (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 51)

รูปที่ 40  การเคลื่อนที่ของเพลตเทคโทนิคเป็นหัวข้อหนึ่งในการศึกษาสาขาวิชาธรณีฟิสิกส์

กลับขึ้นไป

 

 

Geotechnical
    เทคนิกธรณี หมายถึง การนำวิธีทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์มาใช้ในการวิเคราะห์ แปลความหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบของโลกเพื่อแก้ปัญหาทางวิศวกรรม

รูปที่ 41 เทคนิกธรณีสามารถช่วยแก้ปัญหาทางวิศวกรรมได้

กลับขึ้นไป

 

 

Graben
    กราเบน เป็นบล็อกหินของเปลือกโลกที่เลื่อนลงอันเนื่องมาจากแรงดึงหรือการขยายออกของเปลือกโลก

    graben กราเบน: พืดหินที่เลื่อนลงเป็นบล็อก โดยมีรอยเลื่อนขนาบเป็นแนวยาวสองข้างพืดหินนั้น อาจจะปรากฏให้เห็นบนผิวโลกหรือไม่ก็ได้ ถ้าปรากฏ จะมีลักษณะเป็นหุบเขา ร่องหุบเขา หรือแอ่ง (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 54)

รูปที่ 42 ลักษณะของกราเบนและรอยเลื่อนที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นไป

 

 

Gravity
   
แรงโน้มถ่วง เป็นแรงดึงดูดระหว่างวัตถุ เช่น ระหว่างโลกกับสิ่งต่าง ๆ บนพื้นผิวโลก  ในที่นี้หมายถึงอัตราเร่งของแรงโน้มถ่วง  ความเปลี่ยนแปลงของสนามโน้มถ่วงสามารถนำมาอธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างของชั้นธรณีภาคและส่วนบนของชั้นแมนเทิล
   
g เป็นอัตราเร่งของแรงโน้มถ่วงของโลกมีค่าเท่ากับ 9.8 เมตร/วินาที2   ค่า g เป็นอัตราส่วนคงตัวมีค่าเท่ากับ 6.67x10-11  นิวตัน-เมตร2/กิโลกรัม2 ตามกฎของนิวตันที่ว่าด้วยแรงโน้มถ่วง กล่าวอีกอย่างหนึ่ง กำลังของแรงโน้มถ่วงหาได้จากสูตร F = mg ณ พื้นผิวโลกเมื่อ F เป็นแรงดึงดูดระหว่างวัตถุกับโลก  m เป็นมวลของวัตถุหน่วยกรัม g เป็นแรงโน้มถ่วงของโลกหน่วย เซนติเมตร/วินาที
2 หรือ F = GMm/r2 ณ ระยะทาง  r เท่ากับระยะทางจากใจกลางโลกไปยังวัตถุ เมื่อวัตถุอยู่นอกโลกหรือ r มีค่ามากกว่ารัศมีของโลก G  เป็นแรงโน้มถ่วงของโลก M เป็นมวลของโลก m  เป็นมวลของวัตถุ 
    เมื่อมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น สามารถหาสัดส่วนของแรงสั่นสะเทือนเทียบกับแรงโน้มถ่วงของโลกได้ หน่วยเป็นร้อยละของ g

    gravity ความถ่วง: แรงดึงดูดของโลกต่อมวลสารเข้าสู่ศูนย์กลางโลก (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 56)

กลับขึ้นไป

 

 

Ground failure
    ความเสียหายของแผ่นดิน  เป็นศัพท์ทั่วไปหมายถึง แผ่นดินถล่ม  ภาวะดินเหลว  แผ่นดินแยก รวมทั้งผลที่ตามมาจากการสั่นสะเทือนของแผ่นดิน

รูปที่ 43  ลักษณะของภาวะดินเหลวที่เกิดจากแผ่นดินไหว

กลับขึ้นไป

 

 

Ground motion
    การเคลื่อนที่ของแผ่นดิน เป็นการเคลื่อนที่ของพื้นดินอันเกิดจากแผ่นดินไหวหรือการระเบิด การเคลื่อนที่ของแผ่นดินเกิดจากคลื่นสั่นสะเทือนที่มีแหล่งกำเนิดจากการเคลื่อนที่อย่างฉับพลันของรอยเลื่อน หรือแรงอัดอย่างฉับพลันจากการระเบิด คลื่นสั่นสะเทือนนี้เดินทางผ่านส่วนต่าง ๆ ภายในโลกและบริเวณพื้นผิวโลก

กลับขึ้นไป

 

 

 

Half space 
    กึ่งระยะ เป็นวิธีคำนวณทางคณิตศาสตร์เพื่อประมาณค่าปรากฏการณ์วิทยาศาสตร์โลกด้านแผ่นดินไหว ทำให้สามารถกำหนดค่าต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

กลับขึ้นไป

 

 

Harmonic tremor 
    การสั่นสะเทือนสอดประสาน เป็นการบรรยายลักษณะของแผ่นดินไหวที่ตรวจวัดได้ด้วยเครื่องตรวจแผ่นดินไหว การสั่นสะเทือนลักษณะนี้มักเกิดร่วมกับการระเบิดของภูเขาไฟ

รูปที่ 44 รูปแบบของคลื่นสั่นสะเทือนสอดประสานคลื่นแรก (ด้านล่างของภาพ) ที่มีแหล่งกำเนิดบริเวณภูเขาไฟเซ็นต์เฮเลน สหรัฐอเมริกา

กลับขึ้นไป

 

 

Hertz (Hz)
    เฮิร์ซ เป็นชื่อเรียกความถี่
ของคลื่นตั้งตามชื่อนักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน Heinrich Hertz ผู้สร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้เป็นคนแรกเมื่อ ค.ศ. 1887 

รูปที่ 45 รูปแบบความถี่ของคลื่นมีหน่วยเป็นเฮิร์ซ

กลับขึ้นไป

 

 


Holocene
    สมัยโฮโลซีน เป็นอายุทางธรณีวิทยาย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 10,000 ปีที่ผ่านมา อันเป็นระยะสุดท้ายของยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุด  ถ้ารอยเลื่อนมีการเคลื่อนที่ในสมัยโฮโลซีนถือว่าเป็นรอยเลื่อนมีพลัง

    Holocene สมัยโฮโลซีน: สมัยที่สองของยุคควอเทอร์นารี มีอายุตั้งแต่สมัยไพลสโตซีน ซึ่งเป็นสมัยน้ำแข็งช่วงสุดท้ายจนถึงปัจจุบัน หินที่เกิดในสมัยนี้เรียกว่า หินสมัยโฮโลซีน (Holocene Series) ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยวัตถุน้ำพา  พีต  เนินทราย  ชั้นหอย และปะการัง คำนี้มีความหมายเหมือนกับ Recent (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 59)

กลับขึ้นไป

 

 

Horst
    ฮอรสต์ เป็นบล็อกหินที่อยู่ส่วนบนทั้งสองด้านของกราเบน (ดูรูปที่ 42  ประกอบ) 
    horst ฮอรสต์
: พืดหินที่เลื่อนขึ้นเป็นบล็อก (block fault) โดยมีรอยเลื่อนขนาบเป็นแนวยาวสองข้างของพืดหินนั้น คำว่า ฮอรสต์ แสดงถึงลักษณะโครงสร้างของหิน ซึ่งอาจจะปรากฏหรือไม่ปรากฏให้เห็นบนผิวโลกก็ได้ ถ้าปรากฏเรียกว่า ภูเขาบล็อก (block mountain) (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 60)

กลับขึ้นไป

 

 

Hypocenter
    จุดเกิดแผ่นดินไหว เป็นจุดที่แผ่นดินไหวเริ่มเกิดขึ้นภายในโลก ส่วนศูนย์กลางแผ่นดินไหว (
epicenter) เป็นตำแหน่งบนพื้นผิวโลกที่ตั้งฉากกับจุดเกิดแผ่นดินไหว  focus  ก็เรียก 

รูปที่ 46 ตำแหน่งของจุดเกิดแผ่นดินไหวเทียบกับตำแหน่งของศูนย์กลางแผ่นดินไหวบนพื้นผิวโลก

กลับขึ้นไป

 

 

 

Intensity
    ความรุนแรง เป็นตัวเลข (เลขโรมัน) บรรยายเกี่ยวกับผลกระทบของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวโลก รวมทั้งผู้คนและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ความรุนแรงมีใช้ด้วยกันหลายแบบ สำหรับประเทศไทยเราใช้ระดับความรุนแรงมาตราเมอร์คัลลี (
Mercalli scale) แผ่นดินไหวแต่ละครั้งก่อให้เกิดความรุนแรงหลายระดับขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่สำรวจ (มาตราเมอร์คัลลีมี 12 ระดับ) ต่างจากขนาดแผ่นดินไหวที่แต่ละครั้งมีเพียงค่าเดียว

รูปที่ 47 แผนที่แสดงเส้นความรุนแรงเท่าจากแผ่นดินไหว

กลับขึ้นไป

 

 

Interplate
    ระหว่างเพลต หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ ของโลกที่เกิดขึ้นระหว่างแผ่นเปลือกโลกหรือเพลตเทคโทนิค

กลับขึ้นไป

 

 

Interplate coupling
    การผสานระหว่างเพลต เป็นความสามารถระหว่างเพลตเทคโทนิคในการต้านและเก็บสะสมแรงเค้น  

กลับขึ้นไป

 

 

Intraplate
    ภายในเพลต เป็นกระบวนการต่าง ๆ ของโลกที่เกิดขึ้นภายในเพลตเทคโทนิค

รูปที่ 48 แผ่นดินไหวระหว่างเพลต (ส่วนที่อยู่ใกล้ทะเล) กับแผ่นดินไหวภายในเพลต (ส่วนที่อยู่ในแผ่นดิน)

กลับขึ้นไป

 

 

Isoseismal
    ความสั่นสะเทือนเท่า เป็นเส้นชั้นแสดงระดับความรุนแรงเท่าของความสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวแต่ละครั้ง

รูปที่ 49 แผนที่แสดงเส้นชั้นระดับความรุนแรงเท่าของความสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวนิวแมดริด สหรัฐอเมริกา

กลับขึ้นไป

 

 

 

Joint รอยแยก: รอยแยกของเนื้อหินเปลือกโลกที่เกิดจากความเค้นและความเครียด จึงทำให้เปลือกโลกพยายามแยกตัวออกเพื่อให้หมดภาวะความกดดัน ดังนั้น จึงพบเห็นเสมอว่าหินเกือบทุกแห่งมีรอยแตก รอยร้าวอยู่ ถ้าหินสองฟากรอยแตกไม่เหลื่อมตัวกัน เรียกรอยแตกนั้นว่า รอยแยก ถ้าเหลื่อมตัวกันไป ก็เรียกว่า รอยเลื่อน (fault)
   
โดยที่รอยแยกนั้นเกิดจากความกดดันดังกล่าวแล้ว แนวและความเอียงเทของรอยแยกจึงมักสม่ำเสมอทั่วผืนหินแถบนั้น และแสดงทิศทางจากการกระทำจากแรงเค้นด้วย แนวรอยแยกในผืนหินแถบหนึ่ง ๆ อาจมีมากกว่าทิศทางเดียวก็ได้ เพราะเกิดต่างกรรมต่างวาระกัน (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 66)

กลับขึ้นไป

 

 

Jurassic period ยุคจูแรสซิก: ยุคที่สองของมหายุคมีโซโซอิก อยู่ระหว่างยุคไทรแอสซิกกับยุคครีเทเชียส มีช่วงอายุตั้งแต่ 195 ถึง 141 ล้านปีมาแล้ว ยุคนี้เป็นยุคของสัตว์เลื้อยคลาน หินที่เกิดในยุคนี้เรียกว่า หินยุคจูแรสซิก (Jurassic System) (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 66)

กลับขึ้นไป

 

 

Juvenile water  น้ำแรกเกิด:  น้ำและก๊าซจากหินหนืดที่ขึ้นสู่ผิวโลกครั้งแรก ๆ (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 66)

กลับขึ้นไป

 

 

Kame เนินเคม: กลุ่มเนินเตี้ยไหล่ชัน เรียงรายอยู่ตอนปลาย ๆ ของธารน้ำแข็ง ตัวเนินประกอบด้วยกรวดและทรายซึ่งตกจมทับถมกันเป็นชั้น ๆ เนื่องจากธารน้ำแข็งละลายตัว (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 67)

กลับขึ้นไป

 

Kast คาสต์: พื้นที่หินปูนที่น้ำฝนน้ำท่าชะละลายหินออกไปมากจนเป็นตะปุ่มตะป่ำ เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ถ้ำ และทางน้ำใต้ดินที่น้ำละลายเอาเนื้อหินปูนแทรกซึมหายลงไป พื้นที่แบบนี้จึงมักเป็นที่แห้งแล้งและมีธารน้ำที่ไหลลงที่ต่ำในหน้าฝน แต่ตอนปลายธารน้ำมุดดินหายไปหมด คำนี้แต่เดิมใช้แก่ที่ราบสูงคาสต์ อันเป็นที่ราบสูงหินปูนชายฝั่งทะเลเอเดรียติก ในเขตประเทศยูโกสลาเวียในปัจจุบัน
    ในประเทศไทยมีภูมิประเทศคล้ายกันนี้ แต่มีบริเวณเล็กกว่าที่ อ.เมืองฯ จ.พังงา อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช และอ.ฝาง ทางตะวันตกเป็นหย่อม ๆ ต่อเนื่องลงมาถึง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 67)

กลับขึ้นไป

 

 

Kinematic
    พลวัตร เป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวทั่ว ๆ ไปของหินที่ทำให้หินนั้นเปลี่ยนลักษณะไป

รูปที่ 50 การเคลื่อนไหวของหินบริเวณสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก

กลับขึ้นไป

 

 

Knee fold ชั้นหินคดโค้งฟันเลื่อย: ชั้นหินที่คดโค้งวกไปวกมา เกิดเนื่องจากชั้นหินถล่มเพราะแรงโน้มถ่วง (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 67)

กลับขึ้นไป

 

 

Landslide
    แผ่นดินถล่ม เป็นการเลื่อนไหลของสิ่งต่าง ๆ บนพื้นผิวไปตามแนวลาดเท
   
landslide แผ่นดินถล่ม: คำทั่วไปที่ใช้เรียกการเคลื่อนที่ของแผ่นดินและกระบวนการซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของดิน หิน ตามแนวลาดชัน เนื่องจากแรงดึงดูดของโลก การเคลื่อนที่ของมวลเหล่านี้มีความเร็วปานกลางถึงเร็วมาก (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 70)

รูปที่ 51  แผ่นดินถล่มในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อ ค.ศ. 1995

กลับขึ้นไป

 

 

Late Quaternary
ยุคควอเทอร์นารีตอนปลาย หมายถึงช่วงระยะเวลาระหว่าง 0.5-1.0 ล้านปีที่ผ่านมา รอยเลื่อนที่มีการเคลื่อนที่ในช่วงเวลาดังกล่าวบางครั้งอาจพิจารณาได้ว่าเป็นรอยเลื่อนมีพลัง

กลับขึ้นไป

 


Lateral spread 
การไหลแยกทางข้าง หมายถึง แผ่นดินถล่มรูปแบบหนึ่งที่มักเกิดขึ้นในพื้นที่ลาดเทไม่มาก วัสดุมีการแยกไหลออกมาทางข้าง  flow ก็เรียก 

รูปที่ 52  การไหลแยกทางข้าง

กลับขึ้นไป

 

 

Least-squares fit
การกำหนดใกล้เคียงที่สุด เป็นการสร้างสมการเชิงเส้นที่เข้าใกล้ข้อมูลที่พล็อตลงบนกราฟมากที่สุด

รูปที่ 53  เส้นตรงที่เกิดจากสมการเชิงเส้นซึ่งเข้าใกล้ข้อมูลที่พล็อตมากที่สุด

กลับขึ้นไป

 

 

Left-lateral
    เลื่อนทางซ้าย เป็นทิศทางการเคลื่อนที่ของรอยเลื่อนจากตำแหน่งที่สังเกต

รูปที่ 54  รอยเลื่อนทางซ้าย

กลับขึ้นไป

 

 

Lifelines
โครงสร้างพื้นฐาน เป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิตของชุมชน เช่น ถนน  ไฟฟ้า น้ำประปา  เครื่องมือสื่อสาร เป็นต้น

กลับขึ้นไป

 

 

Liquefaction
    ภาวะดินเหลว เป็นกระบวนการที่ชั้นตะกอนซึ่งอิ่มน้ำสูญเสียกำลังในการอุ้มน้ำไว้ได้ ทำให้กลายสภาพเป็นของเหลว ผลกระทบนี้อาจเกิดจากแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว (ดูรูปที่ 43 ประกอบ)

กลับขึ้นไป

 

 

Lithology
    วิชาหินวิทยา เป็นสาขาวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับองค์ประกอบและลวดลายของหิน

     lithology วิทยาหิน:  วิชาที่ว่าด้วยลักษณะทางกายภาพของหินโดยศึกษาจากหินโผล่หรือหินตัวอย่าง (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 72)

กลับขึ้นไป

 

 

Lithosphere
    ธรณีภาค เป็นส่วนนอกของโลกที่มีความแข็ง  หมายรวมถึง เปลือกโลก และชั้นแมนเทิลตอนบน  ธรณีภาคมีความหนาประมาณ
100 กิโลเมตร  อย่างไรก็ตาม ความหนานี้ขึ้นกับอายุของธรณีภาคส่วนนั้น (ส่วนที่มีอายุมากกว่าก็จะมีความหนากว่า)  ธรณีภาคส่วนที่อยู่ใต้เปลือกโลกมักมีความเปราะที่อาจก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขึ้น เช่น บริเวณแนวมุดของเพลตเทคโทนิค
    สำหรับธรณีภาคชั้นกลาง (
asthenosphere) เป็นส่วนที่อ่อนนุ่มอยู่ถัดจากธรณีภาคลงไปจนถึงชั้นแมนเทิลส่วนล่าง ธรณีภาคชั้นกลางหนาประมาณ 180
กิโลเมตร

กลับขึ้นไป

 

 

Locked fault
    รอยเลื่อนกัก เป็นรอยเลื่อนที่ยังไม่เคลื่อนตัวเนื่องจากรอยเลื่อนมีแรงเสียดทานมากกว่าแรงเค้น  รอยเลื่อนกักอาจสะสมแรงเครียดไว้ระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงปลดปล่อยพลังงานนั้นออกมาในรูปของแผ่นดินไหว เมื่อพลังงานที่สะสมไว้สามารถเอาชนะแรงเสียดทานของรอยเลื่อนได้

รูปที่ 55  รอยเลื่อนกักบริเวณแนวมุดของเพลตเทคโทนิค

กลับขึ้นไป

 

 

Love wave
    คลื่นเลิฟ:
คลื่นที่เกิดจากการไหวสะเทือนซึ่งเคลื่อนที่ไปตามพื้นผิวระหว่างตัวกลางต่างกัน อนุภาคตัวกลางเคลื่อนไหวในแนวราบ (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 118)

กลับขึ้นไป

 หมวด M-Z ต่อหน้า 2

ดูหน้าที่แล้ว <              >ดูหน้าถัดไป

 

แผ่นใสการเรียนการสอน

ศัพท์แผ่นดินไหว และธรณีวิทยา

    แบ่งตามหมวดตัวอักษร ตั้งแต่ อักษร จนถึง Z   มีภาพประกอบ และภาพเคลื่อนไหว สีสรรชัดเจน  ของอดิศร  ฟุ้งขจร  จำนวน 185  หน้า คลิกค่ะpowerpoint

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับหน้าสารบัญธรรมชาติมหัศจรรย์ ฟิสิกส์ราชมงคล

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ธรรมชาติมหัศจรรย์