| Satellite
(เซท-เทล-ไลท์) หมายถึง วัตถุที่โคจรไปรอบๆ วัตถุอีกชิ้นหนึ่งที่ใหญ่กว่า
ตัวอย่างเช่น ดาวเทียมหรือดวงจันทร์ที่โคจรรอบโลกของเรา ก็เรียกว่า satellite
แต่ดวงจันทร์จะมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Moon (สะกดด้วย M ตัวใหญ่)
หรือโลกเป็นบริวาร (satellite) ของดวงอาทิตย์ หรือดาวบริวารที่เป็นดวงจันทร์
(moon สะกดด้วย m ตัวเล็ก) ของดาวเคราะห์อื่นเช่น ดาวพฤหัส หรือ ดาวเสาร์
|
| Solar
flares (โซ-ล่า-ฟแล) หมายถึง แรงระเบิดอย่างรุนแรงของก๊าซที่อยู่ผิวชั้นนอกของดวงอาทิตย์
|
| Solar
day ดูที่คำว่า Day
|
| Solar
Eclipse (โซล่า-อิคลิปส์) เป็นปรากการณ์ที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์
มักเกิดขึ้นช่วงขึ้น 1 ค่ำ หรือ แรม 15 ค่ำ เป็นช่วงที่ดวงจันทร์ อยู่ระหว่างโลกและดวงอาทิตย์พอดี
|
| Solar Longitude
(โซ-ล่า-ลอง-กิ-จูด) เป็นระยะห่างเชิงมุมที่กำหนดโดยตำแหน่งของโลกบนวงโคจรรอบดวงอาทิตย์
หรืออีกนัยหนึ่งคือ ตำแหน่งเส้นลองกิจูดทางภูมิศาสตร์บนดวงอาทิตย์นั่นเอง |
Solstice
(โซล-สะติส) ตำแหน่งของดวงอาทิตย์บน ทรงกลมท้องฟ้า
ที่เคลื่อนมาอยู่สูงสุดบนท้องฟ้า มีอยู่ 2 ตำแหน่งคือ
1.Summer
Solstice หรือ ครีษมายัน ตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน ดวงอาทิตย์จะอยู่สูงเลย
เส้นศูนย์สูตรฟ้าไปทางทิศเหนือมากที่สุด (ดวงอาทิตย์อยู่สุดบนท้องฟ้า)
ซึ่งเป็น วันที่กลางวัน ยาวนานที่สุดทางซีกโลกเหนือ ตรงกับฤดูร้อน
2.Winter
Solstice หรือ เหมายัน ตรงกับ วันที่ 22 ธันวาคม ดวงอาทิตย์จะอยู่ต่ำกว่า
เส้นศูนย์สูตรฟ้าไปทางทิศใต้มากที่สุด (ดวงอาทิตย์อยู่ต่ำสุดบนท้องฟ้า)
ซึ่งเป็นวันที่กลางวันสั้นที่สุด ทางซีกโลกเหนือ ตรงกับฤดูหนาว ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจาก
แกนเอียงของโลก 23.5 องศา กับแนวที่ตั้งฉากกับระนาบอิคลิปติค |
| Speed
of light ความเร็วแสง ทางวิทยาศาสตร์ใช้สัญญาลักษณ์
C เป็นความเร็วของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่แพร่ในสูญญากาศ มีค่าเท่ากับ
299,792,458 เมตรต่อวินาที (186,000 ไมล์ต่อวินาที) ทฤษฎีสัมพัทธ์ภาพของไอน์สไตด์กล่าวว่า
ไม่มีอะไรที่จะเดินทางได้เร็วกว่าความเร็ว |
Singularity
(ซิงกูลาลิตี้) คือจุดซึ่งทำให้ กฏต่างๆ ทางฟิสิกส์ที่เรารู้จักกันใช้การไม่ได้
ตัวอย่างเช่น
singularity
ที่ศูนย์กลางของ หลุมดำ (Black hole) เป็นจุดที่มวลสารอัดแน่นจนมีขนาดเล็กเป็นอนันต์
(infinite) และมีความหนาแน่นสูงมาก จนมีค่าอนันต์เช่นกัน ในทฤษฏี Big
Bang ก็เช่นกัน เอกภพเกิดจาก singularity ของความหนาแน่นและอุณหภูมิที่มีค่าอนันต์
|
Sidereal
(ไซ-ดี-เรียล) มีความหมายเกี่ยวข้องกับดาวฤกษ์ หรือ
การใช้ดาวฤกษ์เป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบ หรืออ้างอิง มีคำที่ใช้ประกอบกับคำว่า
sidereal มากมายในทางดาราศาสตร์ เช่น
sidereal
time เป็นช่วงเวลาที่ใช้ในการคำนวนโดยอิงคาบการหมุนรอบตัวเองของโลกเกี่ยวข้องกับดาวฤกษ์
ซึ่งเวลาที่ 0h อยู่ตำแหน่งที่จุด vernal equinox ผ่านจุด meridian ของผู้สังเกตุ
ซึ่ง sidereal time มีค่าเท่ากับค่า right ascention ของวัตถุที่ตำแหน่งที่ตำแหน่ง
meridian ของผู้สังเกตุนั่นเอง
sidereal
day เป็นช่วงของวันที่โลกหมุนรอบตัวเองครบ 1 รอบโดยอ้างอิงกับดาวฤกษ์ให้ผ่านไป
แล้วกลับมาอยู่ที่ตำแหน่งเดิม หรือกำหนดให้จุด vernal equinox ผ่านจุด
meridian ของผู้สังเกตุ ซึ่งตรงกับวันที่ 21 มีนาคม เป็นวันที่ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืน
มีค่าเท่ากับ 23 ชั่วโมง 56 นาที 4.091 วินาที แล้วแบ่งออกเป็น 24 sidereal
hours
sidereal
month เป็นคาบการโคจรของดวงจันทร์รอบโลกครบ 1 รอบโดยใช้ดาวฤกษ์เป็นจุดอ้างอิง
มีค่าเท่ากับ 27.32166 วัน ( sidereal day)
sidereal
year เป็นช่วงเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบโดยใช้ดาวฤกษ์เป็นจุดอ้างอิง
มีค่าเท่ากับ 365.25636 วัน ( sidereal day)
sidereal
period เป็นคาบการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์หรือบริวารรอบดาวเคราะห์ครบ
1 รอบโดยใช้ดาวฤกษ์เป็นจุดอ้างอิง ซึ่งเป็นค่าจริงเมื่อเทียบกับค่า synodic
period |