|
A Star (เอ-สตาร์)
ดาวฤกษ์ที่สเปคตรัมชนิด A
มีสเปคตรัมดูดกลืนของไฮโดรเจนเด่นชัด
มีอุณหภูมิผิวราว 7500 เคลวิน
ที่ A9 และ 9900 เคลวินที่ A0
เป็ดาวสีขาวมีขนาดประมาณ
1.8 ถึง 1.4
เท่าของมวลดวงอาทิตย์
ตัวอย่างดาวประเภทนี้ได้แก่
Sirius Vega Altair Deneb
|
|
Absolute Magnitude (แอ๊บ-โซ-ลูด-แมค-เน-จูด)
ค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์ แทนด้วย M เป็นการวัดความสว่างของดาวฤกษ์ เมื่อวัดที่ระยะ
ให้อยู่ห่างจากโลก 32.6 ปีแสง หรือ 10
พาร์เสก
ซึ่งดาวทั้งหมดจะมีค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์อยู่ระหว่าง
-5 ถึง +15
ดวงอาทิตย์มีค่าแมกนิจูดปรากฏ -27 และ
มีค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์
+4.8
ความสัมพันธ์ระหว่างค่า
แมกนิจูดปรากฎ กับ
แมกนิจูดสัมบูรณ์
M = m + 5 +5logp
เมื่อ p คือมุมพารัลแลกซ์ของดาวนั้นมีหน่วยเป็น arc seconds (1/3600
องศา)
ตัวอย่างเช่น
ดาวดวงหนึ่งมีค่าแมกนิจูดปรากฏ
12.6 มีมุมพารัลแลกซ์ 0.5 arc seconds
จงหาค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์
แทนค่าสูตร M = 12.60 + 5 +5 log (0.5/3600)
= 17.60 + 5* (-3.85733)
= -1.69 |
|
Absolute temperature (แอ็บ-โซ-ลูด-เทม-เพอ-เร-เจอร์)
อุณหภูมิสัมบูรณ์
มีหน่วยวัดเป็นเคลวิน (K)
ช่วงย่อยของเคลวินมีค่าเท่ากับ
1 องศาเซลเซียส (C)
ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิเคลวิน
กับองศาเซลเซียสคือ T=
t+273.16 เมื่อ T
แทนด้วยอุณหภูมิเคลวิน
และ t
แทนด้วยองศาเซลเซียส
ดังนั้น
อุณหภูมิศูนย์องศาสัมบูรณ์จึงมีค่าเท่ากัน
-273.16 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสัมบูรณ์มีการใช้กันแพร่หลายในวงการดาราศาสตร์
|
Aberration (แอบ-เออะ-เร-ชั่น)
มีอยู่ด้วยกันสองความหมาย
1)
ตำแหน่งคลาดเคลื่อนของดาวฤกษ์
เป็นผลมาจากการเคลื่อนที่ของโลกเมื่อเทียบกับความเร็วแสง
ค้นพบโดย James Bradley เมื่อปี คศ.1729
แบ่งออกเป็น
-Annual Aberration
เป็นระยะคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของโลกรอบดวงอาทิตย์
ให้ค่าตั้งแต่ 20 arc second
ขึ้นไป
- Diurnal Aberration
เป็นระยะคลาดเคลื่อนเล็กน้อยที่เกิดขึ้นทางซีกตะวันออก
เป็นผลมาจากการหมุนรอบตัวเองของโลก
ซึ่งค่ามากที่สุดอยู่ที่
0.32 arc secconds
สำหรับผู้สังเกตที่เส้นศูนย์สูตร
และมีค่าเท่ากับศูนย์ที่จุดขั้วโลก
2)
ความคลาดเคลื่อนทางแสง
จะทำให้ภาพเกิดสีที่ผิดปกติขึ้น
ถ้าเกิดขึ้นกับเลนซ์เราเรียกว่า
Chromatic Aberration
ถ้าเกิดขึ้นกับกระจกโค้งเราจะเรียกว่า
Spherical Aberration
|
Accretion disk (แอ็ค-ครี-ชั่น-ดิส)
คือกลุ่มสะสมของก๊าซรอบๆวัตถุที่มีรัศมีแผ่กว้างออกเป็นเหมือนจานเสียง
เกิดขึ้นจากการถ่ายเทมวลสารระหว่างวัตถุที่มีขนาดใหญ่ไปหาวัตถุที่มีขนาดเล็ก
เช่นดาวฤกษ์ไปหาดาวนิวตรอน
หรือหลุมดำ
ซึ่งจะทำให้ก๊าซเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากเกิดความร้อนนับล้านองศาและปลดปล่อยรังสีเอ็กซ์ออกมา
|
|
Achromatic Lens (อะ-โคร-มา-ติค-เลนซ์)
หรือ achromat
เป็นเลนซ์ที่ถูกออกแบบมาให้ลดความคลาดเคลื่อนทางแสง
โดยปกติจะใช้เลนซ์ 2
ชิ้นที่ทำจากเนื้อแก้วต่างชนิดกัน
มาประกบกันเพื่อให้ได้ผลรวมของแสงตกมาอยู่ที่โฟกัสเดียวกัน
|
| Active
galactic nuclei (AGN) (แอค-ตีฟ-กา-แลค-ติด-นู-คลิ-ไอ)
เป็นกาแลกซี่ทั่วไปที่มีหลุมดำ (Black
Hole) ขนาดใหญ่กำลังดูดกลืน มวลสาร ของก๊าซโดยรอบอยู่ ซึ่งปลดปล่อยพลังงานมหาศาลในรูปของสเปคตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกช่วงความถี่
|
|
|
| Airglow (แอร์-โกล)
ปรากฏการณ์เรืองแสงอ่อนๆของชั้นบรรยากาศของโลก
ซึ่งโมเลกุลของชั้นบรรยากาศชั้นบนๆจะถูกรังสีจากดวงอาทิตย์
เช่นรังสีอุลตร้าไวโอเลท
ทำให้โมเลกุลแตกตัวเป็นอิออนแต่อยู่ไม่นานก็จะรวมตัวคืนสภาพเดิมโดยคลายพลังงานออกมาเป็นแสงให้เราเห็น
มักจะเห็นหลังดวงอาทิตย์ตกไปแล้ว
|
| Albedo
(อัล-บี-โด) เป็นการวัดค่าความสามารถสะท้อนแสง หรือ
ความสว่างของวัตถุท้องฟ้า โดยมีค่าตั้งแต่ 1 (มีการสะท้อนแสงได้ดี) จนถึง
0 (การสะท้อนแสงแย่ที่สุด) ในทางดาราศาสตร์ ค่า albedo ถูกใช้ในการคำนวนความสว่างของวัตถุท้องฟ้าด้วย
อย่างเช่น ดาวพุธ และดวงจันทร์ มีค่า albodo ต่ำมาก ขณะที่ ดาวเสาร์และดาวบริวารน้ำแข็งของระบบสุริยะชั้นนอก
และดาวหาง จะมีค่า albedo สูงเช่นกัน |
| Almanac (อัล-มา-แนค)
เป็นหนังสือที่บรรจุข้อมูลตำแหน่งของวัตถุบนท้องฟ้าที่สำคัญๆไว้
สำหรับนักดาราศาสตร์และนักเดินเรือ |
Altazimuth
(อัล-ตา-ซิ-มุธ)
เป็นขาตั้งกล้องดูดาวแบบหนึ่งที่สามารถหมุนไปได้
2 ทิศทางพร้อมกันคือ
แนวราบ (azimuth motion)
และแนวดิ่ง (altitude motion) |
| Altitude (อัล-ติ-จูด)
เป็นการวัดมุมสูงของวัตถุบนท้องฟ้า
เริ่มจากระดับสายตาของผู้สังเกต
(Horizontal) 0 องศา
สูงขึ้นไปจนถึงจุดเหนือศีรษะ
(Zenith) ค่า 90 องศา
ถ้าวัตถุอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาจะมีค่าเป็นลบ
มุมสุงสุดจึงมีค่า 90
องศาเท่านั้น ดูคำว่า Azimuth |
Analemma
(แอนนาเลมม่า) เป็นปรากฏการณ์รูปเลข 8 ของตำแหน่งดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า
ของแต่ละวัน ในเวลาเดียวกัน ในรอบ 1 ปี
เนื่องจากในเวลาเดียวกันของแต่ละวัน
ดวงอาทิตย์จะมีการเปลี่ยนตำแหน่งไม่คงที่บนท้องฟ้า เมื่อเรานำตำแหน่ง
ของดวงอาทิตย์แต่ละวันมา plot ต่อๆ กัน จะพบว่ามีลูปที่มาบรรจบกันและเป็นรูปเลข
8 โดยที่ความสูงของเลข 8 เกิดจากแกนเอียงของโลก 23.5 องศา จุดสูงสุดตรงกับ
summer solstice และจุดต่ำสุดตรงกับ winter
solstice ส่วนความกว้างของเลข 8 เกิดจากค่า eccentricity
ของวงโคจรโลกรอบดวงอาทิตย์ นั่นเอง
|
| Angular Diameter (แอง-กู-ล่า-ได-มิ-เตอร์)
เป็นการวัดระยะของวัตถุท้องฟ้าในรูปแบบความกว้างเชิงมุม
มีหน่วยเป็นองศา
หน่วยย่อยคือ arc minute , arc second
ถ้าเราทราบระยะห่างระหว่างผู้สังเกตกับวัตถุท้องฟ้า
ก็สามารถคำนวนหาความกว้างจริงของวัตถุท้องฟ้านั้นได้ด้วยหลักตรีโกณมิติ
|
| Anomaly (อะ-โน-มา-รี่)
เป็นการวัดเชิงมุมในการบอกตำแหน่งของวัตถุบนวงโคจรที่เป็นวงรี
|
| Apparent magnitude (แอบ-พา-เรนท์-
แมค-นิ-จูด) เป็นค่าความสว่างของวัตถุบนท้องฟ้าที่เห็นได้จากโลก
เรียกว่า
ความสว่างปรากฏ
ใช้สัญญาลักษณ์ m (ตัวเล็ก)
ซึ่งแตกต่างจาก
ความสว่างสัมบูรณ์
เพราะวัตถุท้องฟ้าแต่ละชนิดจะมีระยะห่างจากโลกไม่เท่ากัน
|
| Aperture(แอบ-เพอ-เจอร์)
คือขนาดช่องรับแสงของกล้องโทรทรรศน์
ที่บอกด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเลนซ์วัตถุ
หรือ กระจก primary
|
| Apochromat (อะ-โพ-โคร-เมท)
เลนซ์ที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อแก้ปัญหา
Chromatic Aberration เช่นกัน
แต่มีประสิทธิภาพดีกว่า
เลนซ์ Achromat
ประกอบด้วยเลนซ์เนื้อแก้วต่างชนิดกัน
3 ชิ้น
|
| Apsides (แอบ-ไซด์)
คือจุดสองจุดบนวงโคจรที่แทนด้วยตำแหน่งใกล้สุด
เรียกว่า periapis
ตำแหน่งไกลสุดเรียกว่า
apapsis ของวัตถุพื้นฐาน
ยกตัวอย่างเช่น apsides
ของโลกคือตำแหน่ง perihelion
และ aphelion
เส้นที่เชื่อมระหว่างจุดสองจุดนี้เรียกว่า
Line of Apsides
|
| Apex (เอ-แพท)
เป็นจุดบนทรงกลมท้องฟ้าทิศทางที่ดวงอาทิตย์และระบบสุริยะเคลื่อนที่เข้าไปหาด้วยความเร็วประมาณ
19-20 กิโลเมตรต่อวินาที
ซึ่งเราเรียกว่า solar apex
อยู่ในกลุ่มดาวเฮอร์คิวลิสตำแหน่ง
RA18h Dec+30d
ส่วนจุดตรงข้ามเรียกว่า
antapex
อยู่ในกลุ่มดาวนกพิราบ (Columba)
|
| Aphelion
(แอะ-เฟล-เยน)
ตำแหน่งไกลสุดบนวงโคจรของวัตถุที่โคจรรอบดวงอาทิยต์เช่น
ดาวหาง หรือ ดาวเคราะห์ ตรงข้ามกับคำว่า perihelion
|
| Apogee
(อะ-โพ-จี่) ตำแหน่งไกลที่สุดบนวงโคจรของวัตถุ เช่น
ดวงจันทร์ หรือดาวเทียม ที่โคจรเป็นวงรีรอบโลก ส่วนคำคู่กันคือ perigee
คือตำแหน่งใกล้โลกที่สุด |
| Arc Minutes
(อาค-มิ-นิด) เป็นการวัดระยะเชิงมุมของวัตถุท้องฟ้า
มักจะใช้ในการบอกขนาดของวัตถุนั้นๆ โดยที่ 1 arc minute มีค่าเท่ากับ
1/60 องศา ซึ่งก็คือหน่วยย่อยขององศา ที่เรียกว่า ลิปดา |
| Arc Seconds
(อาค-เซค-คอน) เช่นเดียวกับ arc minutes โดยที่ 1
arc second มีค่าเท่ากับ 1/60 arc minute หรือ 1/3600 องศา ซึ่งก็คือหน่วยย่อยขององศา
ที่เรียกว่า ฟิลิปดา |
| Artificial Satellite (อา-ติ-ฟิ-เชียน-แซท-เทอะ-ไลท์)
หรือ ดาวเทียม
เป็นวัตถุที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นนำไปโคจรรอบโลก
เพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านวิทยาศาสตร์
คมนาคม และทางทหาร
ดาวเทียมดวงแรกชื่อ สปุคนิค
1 ของรัสเซียส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อ
4 ตุลาคม 1957 |
| Ascending Node (แอส-เซน-ดิ้ง-โหนด)
จุดตัดของวงโคจร 2 วง
ตำแหน่งที่วัตถุเคลื่อนที่จากใต้ขึ้นเหนือ
ดูคำว่า Node |
| Aspect (เอส-เพค)
ตำแหน่งของดาวเคราะห์หรือดวงจันทร์ที่สัมพันธ์กับดวงอาทิตย์
เมื่อมองเห็นจากโลก
ดูคำว่า Conjunction Elongation
Opposition Quandrature |
| Asteroid (แอส-เตอ-รอย)
หรือดาวเคราะห์น้อย (Minor planet)
เป็นวัตถุท้องฟ้าขนาดเล็กที่โคจรรอบดวงอาทิตย์
เช่นเดียวกับดาวเคราะห์หลัก
ดาวเคราะห์น้อยดวงแรกที่ถูกค้นพบชื่อว่า
Ceres พบโดย Giuseppe Piazzi เมื่อ 1
มกราคม 1801 |
| Astrograph (แอส-โตร-กราฟ)
กล้องโทรทรรศน์ที่ใช้ถ่ายรูปดาวบนท้องฟ้าในแบบมุมกว้าง
เพื่อใช้งานด้านดาราศาสตร์ |
| Astrometry (แอส-โตร-มิ-ตรี)
สาขาหนึ่งของวิชาดาราศาสตร์
ที่ใช้ในการวัดการเคลื่อนที่หรือขนาดหรือตำแหน่งของวัตถุท้องฟ้า
เช่น Parallaxes , Proper motions เป็นต้น |
| Astrology (แอส-โตร-โล-จี้)
วิชาว่าด้วยการศึกษาการเคลื่อนที่ของวัตถุท้องฟ้าสัมพันธ์กับมนุษย์
ที่เราเรียกว่า
โหราศาสตร์ |
| Astrolabe (แอส-โตร-เลป)
เป็นเครื่องดาราศาสตร์ในยุคแรกๆ
ถูกใช้มาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณจนถึงศตวรรษที่
17 เพื่อใช้ในการเดินเรือ
วัดเวลา และการคำนวนการเคลื่อนที่ของวัตถุท้องฟ้า
astrolabe
เป็นเครื่องมือง่ายๆที่ใช้บอกมุมสูง
และมุมราบของวัตถุท้องฟ้า |
| Astrophysics (แอส-โตร-ฟิ-สิกส์)
เป็นวิชาว่าด้วยการศึกษาคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของวัตถุท้องฟ้า
เช่น การแผ่รังสี
สนามแม่เหล็ก
และความร้อน |
| Astronomical
unit (AU) (แอส-โตร-โน-มิ-คอล-ยู-นิด) หรือ 1 หน่วยดาราศาสตร์
เป็นค่าเฉลี่ยของระยะจากโลกถึงดวงอาทิตย์ มีค่าเท่ากับ 149,597,870 กิโลเมตร
มักใช้บอกระยะของวัตถุท้องฟ้าในระบบสุริยะของเรา เช่น ดาวเคราะห์ หรือ
ดาวหาง ว่าอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เท่าไหร่ หากเป็นวัตถุที่อยู่นอกระบบสุริยะจะใช้หน่วยเป็น
ปีแสง (Light year) หรือ พาเสค (Parsec)
แทน |
| Atmosphere (แอท-มอส-เฟีย)
คือชั้นบรรยากาศหรือก๊าซที่ห่อหุ้มดาวเคราะห์หรือดาวบริวารไว้
ถูกกำหนดโดยระยะห่างจากดวงอาทิตย์และเร็วหลุดพ้นของดาวเคราะห์นั้นๆ |
| Atmosheric extinction (แอท-มอส-เฟอ-ริค-เอ็กซ์-ทิง-ชั่น)
เป็นการลดความสว่างของวัตถุท้องฟ้าเมื่อผ่านชั้นบรรยากาศของโลก
ยิ่งผู้สังเกตอยู่ต่ำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีผมมากเพราะแสงจะผ่านชั้นบรรยากาศที่หนาขึ้นด้วย |
| Atmosheric refraction (แอท-มอส-เฟอ-ริค-
ีรี-แฟ็ลค-ชั่น)
ปรากฏการณ์ที่เห็นวัตถุท้องฟ้าอยู่สูงกว่าความเป็นเจริง
เกิดขึ้นจากความหนาของชั้นบรรกากาศจะทำให้แสงเกิดการหักเหเมื่อผ่านตัวกลางต่างชนิดกัน
(สูญญากาศกับชั้นบรรยากาศ)
ทำให้เราเห็นดวงอาทิตย์
ด้านทิศตะวันออกก่อนอาทิตย์ขึ้นจริง
และยังเห็นดวงอาทิตย์อยู่หลังจากตกลับขอบฟ้าไปแล้ว
นอกจากนี้จะทำให้ขนาดของดวงอาทิตย์ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยด้วย |
| Aurora (ออ-โร-ร่า)
ปรากฏการณ์เรืองแสงของชั้นบรรยากาศสูงขึ้นไป
20 ถึง 100 กิโลเมตร
บริเวณแถบขั้วโลก
ซึ่งเกิดจากอนุภาคในลมสุริยะที่หลุดรอดการจับของสนามแม่เหล็กโลก
มากระทบกับอะตอมของออกซิเจน
และไนโตรเจน
ทำให้ปลดปล่อยพลังงานออกมาเป็นสีแดงและเขียว
ออโรร่าที่เกิดแถบซีกโลกเหนือเรียกว่า
Aurora Borealis
ถ้าเกิดทางแถบซีกโลกใต้ก็เรียวกว่า
Aurora Australis |
| Autumnal
equinox (ออทัมนัล อิคิวน๊อกซ์) ดูเรื่อง Equinox |
| Azimuth (อะ-ซิ-มุธ)
เป็นการวัดมุมในแนวราบของวัตถุท้องฟ้า
เริ่มที่ทิศเหนือ 0
องศาไปทางทิศตะวันออก
ทิศใต้ ทิศตะวันตก
และกลับมาที่ทิศเหนืออีกครั้ง
1 รอบมีค่าเท่ากับ 360 องศา |