หลายคนคงเคยสงสัยว่า ตะเกียงเจ้าพายุทำงานอย่างไร ฟิสิกส์ราชมงคลจะหาคำตอบให้กับคุณ

       Incandescence คือการเปล่งแสงสว่าง ออกมาเนื่องจากอุณหภูมิสูง หรือให้ความร้อนสูง จนวัตถุนั้นเปล่งแสงสว่างจ้า คุณคงเคยเห็นเหล็กที่มันร้อนแดง เมื่อมันอยู่ในเตาเผา และถ้าเหล็กร้อนจนถึงอุณหภูมิ 1000องศาฟาเรนไฮต์ ผิวเหล็กจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม ให้ลองสังเกตเตาไฟฟ้าที่ทำจากขดลวด หรือเครื่องปิ้งขนมปังก็ได้ ในอุปกรณ์ไฟฟ้าพวกนี้ กระแสไฟฟ้าจะให้ความร้อนกับขดลวด หรือเส้นลวดจนร้อนและเปล่งแสงออกมา และถ้าคุณเพิ่มอุณหภูมิจนถึง 4500องศาฟาเรนไฮต์  จะได้แสงสีเหลืองเกือบขาว ซึ่งก็คือแสงเดียวกันกับที่เปล่งออกจากหลอดไฟมีไส้นั่นเอง

       สารทุกๆอย่างถ้าคุณให้ความร้อนมันจะเปล่งแสงออกมา แต่ว่า การเปล่งแสงของสารแต่ละชนิดจะมีมากน้อยต่างกันแม้ว่าจะอยู่ที่อุณหภูมิเดียวกัน เหล็กกล้าให้แสงได้ดีเมื่อได้รับความร้อน ส่วนแก้วเป็นตัวให้แสงที่เลว ในปี ค.ศ. 1800 การฉายภาพยนตร์ในประเทศอังกฤษได้ใช้ สาร แคลเซียม ออกไซด์ ที่เรารู้จักกันดีว่า ปูน หรือ ไลม์ (Lime) เป็นตัวที่ให้แสงสว่าง จึงเป็นที่มาของคำว่า ไลม์ไลท์ (Limelight) เหตุผลก็เพราะว่าปูนให้แสงสว่างได้ดีมาก เมื่อมันมีอุณหภมิสูง และปูนมีอุณหภูมิหลอมเหลวที่สูงประมาณ 4600 oF ดังนั้นคุณสามารถให้ความร้อนกับมันจนเปล่งแสงเป็นสีขาว อุณหภูมิประมาณ 2800o F

      ตะเกียงเจ้าพายุ มีหลักการเหมือนกับหลอดไฟมีไส้ทุกประการ โดยหลอดไฟมีไส้ ใช้กระแสไฟฟ้าเป็นตัวให้พลังงานความร้อน ส่วนตะเกียงเจ้าพายุใช้ น้ำมันก๊าด ด้วยการเป่าน้ำมันก๊าดผ่านเข้าไปในไส้ เพื่อให้ความร้อนและเปล่งแสงออกมา เมื่อเราหยิบไส้ ขี้นมาดูจะเห็นว่าเหมือนตาข่ายผ้า แต่จริงๆแล้ว เส้นใยผ้าจะคลุมสารออกไซด์ หรือ เซรามิกอยู่ภายใน หลังจากมีการวิจัยเพื่อหาไส้ที่ดีที่สุด พบว่า สารเซรามิกพวก ทอเรียม ออกไซด์ ซีเรียมออกไซด์ และแมกนีเซียมออกไซด์ พวกนี้จะเปล่งแสงได้ดีที่สุดเมื่อได้รับความร้อน เมื่อจุดไส้หลอด เส้นใยผ้าจะถูกเผา เหลือแต่เส้นใยเซรามิกซึ่งมีความเปราะมาก แสดงดังรูป

ไส้หลอดทำเป็นรูปตาข่าย เพื่อจะเพิ่มพื้นที่ผิวให้มากที่สุด ตอนนี้คุณก็ทราบแล้วว่าตะเกียงเจ้าพายุตัวโปรดของคุณมีหลักการง่ายๆ และเพราะความรู้ง่ายๆนี้ นี่แหละ ที่ทำให้นักประดิษฐ์เอกของโลก นายโทมัส อัลวา เอดิสัน สร้างหลอดไฟมีไส้ได้สำเร็จเป็นคนแรกของโลก

   

 

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ธรรมชาติมหัศจรรย์