ผู้สันโดษ จอร์จสตีเฟนสัน เป็นคนเงียบและเก็บตัวเขาปฏิเสธยศถาบรรดาศักดิ์ที่มีผู้เสนอให้เขาในวัยชรารวมทั้งตำแหน่งขุนนางและที่นั่งในสภา

       ผู้คนในรัศมีหลายไมล์พากันหลั่งไหลมาชมการเดินรถไฟไอน้ำครั้งแรกในโลก บ้างขี่ม้า บ้างขึ้นเกวียนเทียมลา บ้างก็เดินมา ชาวบ้านบางคนที่นักข่าวรายงานเหตุการณ์นี้เรียกว่าเป็น"พวกบ้านนอกคอกตื้อ" นั้นคิดว่าหัวรถจักรก็คือ "ม้าเหล็ก" จริงๆ

       "ความตื้นเต้นในจิตใจของหลายคนกลายเป็นความผิดหวัง" นักประวัติศาสตร์คนหนึ่งเขียนเล่าไว้ "เมื่อเห็นว่าเหัวรถจักรไม่ได้มีหุ่นเป็นสัตว์สี่เท้าเหมือนม้าหุ่นยนต์ที่ย่างก้าวไปบนขาท้งสี่"

       แต่กระนั้นรูปลักษณ์และเสียงของหัวรถจักรไอน้ำรุ่นบุกเบิกที่ชื่อว่า โลโคโมชั่น (Locomotion) ของจอร์จ สตีเฟนสัน ก็ดูน่าเกรงขามไม่น้อย แม้รถไฟขบวนนี้บรรทุกผู้โดยสารมาด้วยแต่จุดประสงค์หลักที่สร้างขึ้นก็คือเพื่อใช้ขนถ่านหินจากเหมืองที่อยู่ไกลทะเลไปยังท่าเรือที่สต๊อกตัน-ออน-ทีส์

        ในเช้าวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1825 สตีเฟนสันผู้สร้างหัวรถจักรเป็นผู้คุมเครื่อง ขบวนรถไฟมีตู้เปิด 32 ตู้ บรรทุกคนกว่า 300 คน และตู้ถ่านหิน 12 ตู้ซึ่งมีคนนั่งอยู่ข้างบน ออกเดินทางเป็นระยะ 32 กม. จากเหมือนถ่านหินที่ซิลดันไปดาร์ลิงตันและต่อไปยังสต๊อกตัน หน้าสุดมีกลุ่มคนขี่ม้าถือธงนำเพื่อเตือนผู้คนว่ารถไฟกำลังมา เมื่อรถไฟเร่งความเร็วถึง 24 กม./ซม. กลุ่มคนขี่ม้าก็หลีกทางออกไปและถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ปล่อยให้กลุ่มพรานเสื้อแดงบนหลังม้าเข้ามารับช่วงแทนต่อมาก็ถึงคราวของรถเทียมม้า 4 ตัววิ่งไล่ตาม แต่สุดท้ายก็กวดไม่ทันรถไฟเหมือนกัน     

          เมื่อโลโคโมชัน แล่นมาถึงสต๊อกตัน ก็มีประชาชนกว่า 40,000 คนชุมนุมรออยู่แล้วพร้อมแตรวงบรรเลงเพลงชาติ ยุค "ม้าเหล็ก" หรือรถไฟไอน้ำกำลังก้าวเข้ามาแทนที่ ไอพวยพุ่ง ในภาพ (ขวา) เป็นหัวรถจักรไอน้ำที่จำลองจากโลโคโมชัน ซึ่งสตีเฟนสันสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1825 หัวรถจักรจำลองนี้ตั้งแสดงที่พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งบีมมิชในเคาน์ตี เดอแรม ทางตอนเหนือของอังกฤษ 

ไอพวยพุ่ง ในภาพ  เป็นหัวรถจักรไอน้ำที่จำลองจากโลโคโมชัน ซึ่งสตีเฟนสันสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1825 หัวรถจักรจำลองนี้ตั้งแสดงที่พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งบีมมิชในเคาน์ตี เดอแรม ทางตอนเหนือของอังกฤษ

            จอร์จ สตีเฟนสัน เกิดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1781 ที่ไวลัม ซึ่งเป็นหมู่บ้านเหมืองถ่านหินในนอร์ธัมเบอร์แลนด์ ใกล้นิวคาสเซิล-อะพอน-ไทน์สตีเฟนสันเป็นลูกชายช่างเหมืองถ่านหิน เขาศึกษาหาคามรู้ด้วยตนเอง ไนปี ค.ศ. 1813 ขณะที่เป็นหัวหน้าช่างที่เหมืองคิลลิงเวิร์ธในนอร์ธัมเบอร์แลนด์สตีเฟนสันเกิดสนใจเรื่องเครื่องจักรไอน้ำเมื่อให้ตรวจ "หม้อน้ำติดล้อ" เครื่องหนึ่งซึ่งออกแบบโดยจอห์น เบล็นคินซอป ผู้จัดการเหมืองแห่งหนึ่ง

         "หม้อน้ำติดล้อ" ดังกล่าวนิยมใช้ขนถ่านหินในเหมืองตามเมืองต่างๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษสมัยนั้น ในปีต่อมา สตีเฟนสันสร้างหัวรถจักรไอน้ำขึ้นและตั้งชื่อว่า บลือเชอร์ (Blucher) ตามชื่อนายพลชาวปรัสเซียผู้มีบทบาทสำคัญในสงครามนโปเลียน รถของเบล็นคินซอปมีล้อเฟืองต่อกับฟันเฟืองข้างราง ต่างกับ บือเชอร์ที่มีขอบเรียบวิ่งบนรางทำให้วิ่งได้เร็วและกระเทือนน้อยกว่า มีการนำบลือเชอร์มาใช้งานเป็นครั้งแรกที่คิลลิงเวิร์ธในปี ค.ศ. 1814 แต่เครื่องเสียเป็นประจำ

        จอร์จ สตีเฟน ปรับปรุงดัดแปลงหัวรถจักรของเขาอยู่หลายเดือนและพัฒนาเทคนิคสำคัญขึ้น คือ การพ่นไอเข้าเตาเผา (Steam-blast technique) วิธีการก็คือส่งไอ (น้ำ) เสีย ผ่านท่อลมแคบๆ กลับเข้าปล่องของรถบลือเชอร์ ไอ (น้ำ) เสียนั้นจะดูดลม ตามเข้าไปเพิ่มแรงลมในเตาเผาด้วย ซึ่งเท่ากับช่วยเพิ่มกำลังและความเร็วให้แก่รถ ต่อมาเมื่อสร้าง โลโลโมชัน สำเร็จ สตีเฟนสันก็ไรับแต่งตั้งเป็นนายช่างโครงการรถไฟโดยสารและสินค้าระหว่างวิเวอร์พลูและแมนเชสเตอร์ในปี ค.ศ. 1826 จอร์จ สตีเฟนสัน ร่วมกับบุตรชายชื่อ รอเบิร์ตออกแบบและสร้างหัวรถจักรขึ้นใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ ซึ่งต่างจากแบบเก่ามาก หัวรถจักรใหม่นี้มีชื่อว่า ร็อกเค็ต (Rocket) สร้างขึ้นที่โรงงานในนิวคาสเซิลประกอบด้วยหม้อน้ำที่มีท่อทองแดงจำนวน 25 ท่อ แต่ละท่อมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 7.6 ซม. น้ำในหม้อจะกลายเป็นไอเมื่อสัมผัสกับท่อทองแดงที่ได้รับความร้อนจากเตา

         ในวันเปิดรถไฟสายลิเวอร์พลูและแมนเชสเตอร์เมื่อ 15 กันยายน ค.ศ. 1830 มีคนกว่า 50,000 คน มาชุมนุมกัน ณ จุดเริ่มต้นคือที่อู่เก็บหัวรถจักรที่ลิเวอร์พลู เมื่อยิงปืนใหญ่เป็นสัญญาณนัดหนึ่งแล้วขบวนรถไฟพร้อมด้วยหัวรถจักร 8 ตัว รวมทั้งร็อกเก็ต ก็แล่นออกไป นำโดย นอร์ธัมเบรียน ซึ่งเป็น "ม้าเหล็ก" ตัวล่าสุดและกำลังแรงสดของพ่อลูกตระกูลสตีเฟนสัน ส่วนผู้ขับคือจอร์จนั่นเอง ผู้เดินทางในขบวนของ นอร์ธัมเบรียน ได้แก่ ดุ๊ก แห่งเวลวิลตัน ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีและวีรบุราแห่งวอเตอร์ลู เอกอัครราชทูตแห่งออสเตรีย เจ้าชายพอล เ อสเตอร์เฮสซี และนายวิลเลียม ฮัสคิสซัน ส.ส. จากลิเวอร์พูลสังกัดพรรคทอรีผู้สนับสนุนการรุถไฟอย่างแข็งขีนที่สุดผู้หนี่ง ขบวนเคลื่อนไปโดยไม่มีเหตุการณ์ใดๆ จนกระทั่งนอร์ธัมเบรียน แวะเติมน้ำและเชื้อเพลิงที่พาร์คไซด์ประมาณ 30 กม. จากลิเวอร์พลู รถอีก 2 ขบวน คือนอร์ธสตาร์ และฟีนิกซ์ ก็แล่นมาทันและแซงขึ้นหน้าไปบนรางที่ขนานกัน

          เจ้าชายเอสเตอร์เฮสซีและนายฮัสคิสสันลงมาเดินเล่นข้างรถ ดุ๊กแห่งเวลลิงตันโบกมือทักทายท่านสมาชิกสภาและเปิดประตูตู้รถซึ่งมีลวดลายปิดทองและประดับม่านแดง ฮัสคิสสันรีบเดินไปสัมผัสมือกับเวลลิงตัน ชายทั้งสองคุยกันขณะที่ร็อกเค็ต ส่งเสียงใกล้เข้ามาบนรางอีกคู่หนึ่ง เจ้าชายเอสเตอร์เฮสซี องค์เล็กและบอบบาง จึงมีผู้ฉุดขึ้นไปในตู้โดยสารได้ ส่วนฮัสคิสสัน วัย 60 ปี ผอมสูงและขาข้างหนึ่งพิการ จึงว่องไวน้อยกว่าขณะที่พยายามจะหนี เขาก็สะดุดและล้มลงตรงทางที่รถกำลังวิ่งเข้ามา    ร็อกเก็ต ห้ามล้อไม่ทันจึงทับตันขาของฮัสคิสสันแหลก ผู้เคราะห์ร้ายร้องครวญครางว่า "ผมต้องตายแน่แล้ว" ผู้มาร่วมพิธีคนหนึ่งรีบเอาผ้าเช็ดหน้าห้ามเลือดคนเจ็บ จอร์จ สตีเฟนสัน ควบคุมสติได้ดียิ่ง เขาสั่งให้ปลดขอเกี่ยวตู้รถของ นอร็ธัมเบรียน ทั้งหมดยกเว้นตู้แรกเพื่อให้ฮัสคิสสันขึ้น สตีเฟนสันเข้าประจำที่คุมหัวรถจักรและออกรถด้วยความเร็วเต็มพิกัดไปยังหมู่บ้านเอ็กเคิลส์ ระยะทาง 24 กม. ที่ชานเมืองแมนเชสเตอร์ ทำสถิติถึงที่นั่นในเวลาเพียง 25 นาที แต่ในเย็นวันนั้นเองฮัสคิสสันก็ถึงแก่กรรมที่บ้านนักบวชประจำหมู่บ้าน นับเป็นเหยื่อรายแรกของอุบัติเหตุรถไฟ    

          วันรุ่งขึ้น ผู้ใช้บริการที่เสียค่าโดยสารกลุ่มแรก 130 คน ก็ออกเดินทางจากลิเวอร์พลูไปแมนเชสเตอร์ เมื่อถึงปี ค.ศ. 1840 อังกฤษก็มีเครือข่ายทางรถไฟเป็นระยะทางถึง 2,414 กม. และภายในทศวรรษ 1890 ทางรถไฟได้แพร่ขยายไปทั่วโลก เบิกทางสู่พื้นที่ห่างไกลความเจริญในทวีปอเมริกาเหนือและใต้ สตีเฟนสันผู้ได้รับสมญาว่า "บิดาแห่งการรถไฟ" ทำงานเป็นที่ปรึกษาโครงการรถไฟหลายโครงการในอังกฤษ เบลเยียมและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ในปี ค.ศ. 1838 

          สตีเฟนสันออกจากงานกับไปอยู่แทปตันเฮาส์ใกล้เชสเตอร์ฟิลด์ในดาร์บีเชอร์ซึ่งมองเห็นที่ทำการรถไฟนอร์ธมิดเลนด์ เขาจึงนั่งดูรถไฟที่เขารักแล่นผ่านไปมาได้ ในช่วง 2-3 ปี สุดท้ายของชีวิต เขามีความสุขอยูกับการทำสวน สตีเฟนสันถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1848 รวมอายุได้ 67 ปี

ตั๋วโดยสาร ตั๋วรถไฟส่วนที่ผู้โดยสารถือไว้  ของการรถไฟลิเวอร์พลูและแมนเชสเตอร์เมื่อ ค.ศ. 1832 ตั๋วฟรี สำหรับคนจำนวนไม่มากนัก

 

 

นำมาจาก  รีดเดอร์ส ไดเจสท์  รู้รอบตอบได้

 

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ธรรมชาติมหัศจรรย์