นักวิทยาศาสตร์ล่วงรู้โลกในอดีตได้จากละอองเรณูดอกไม้ที่เล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เรณูเหล่านี้ช่วยบอกเราว่ามนุษย์ทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปอย่างไร และช่วยให้รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเมื่อหลายพันปีที่ผ่านมา ในแต่ละปีต้นโอ๊กแต่ละต้นปล่อยละอองเรณูสู่อากาศนับร้อยล้านเรณู พืชชนิดอื่นๆ อาจปล่อยละอองเรณูมากกว่านั้นอีก เช่น ต้นซอเรล(ลักษณะคล้ายกะเพรา) ที่ขึ้นทั่วไปตามริมทางหรือแนวป่าปล่อยละอองเรณู ถึง 400 ล้านเรณูในแต่ละปี 

           ละอองเรณูที่ปลิวไปตามลมมักจะร่วงสู่พื้นดินและเน่าเปื่อยเพราะออกซิเจนในดิน แต่บางส่วนก็ตกลงในทะเลสาบหรือปลักหนองและไม่เน่าเปื่อย เพราะซากพืชที่เน่าเปื่อยทับถมกันและตะกอนก้นทะเลสาบไม่มีออกซิเจนจึงทำให้เรณูเหล่านั้นคงอยู่ได้หลายพันปีและกลายเป็นฟอสซิส ด้วยกระบวนการนี้ ละอองเรณูของพืชแต่ละยุคจึงถูกเก็บรักษาอยู่ในตะกอนที่ทับถมกันชั้นแล้วชั้นเล่า ฟอสซิลของเรณูเหล่านี้เปรียบเสมือน "หนังสือ" ที่ช่วยนักพฤกษศาสตร์ ผู้ศึกษาชีวิตพืชยุคโบราณนำมาประติดประต่อจนเห็นภาพของพืชชนิดต่างๆ ตลอดจนภูมิอากาศของโลกในอดีตนานนับพันปีได้ 

            ละอองเรณูมีขนาดต่างๆ กัน มีเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ระหว่าง 15/1,000 ถึง 50/1,000 ของ 1 มม. โดยมีโครงสร้างเฉพาะตัวต่างกันไปตามชนิดพันธุ์ซึ่งบอกได้จากกล้องจุลทรรศน์ ผนังภายนอกของเรณูคงทนเพราะประกอบด้วยโปรตีนซึ่งทนทานต่อการเน่าเปื่อย การนับจำนวนเรณูในฟอสซิลนั้นอาศัยสว่านกลวงรูปทรงกระบอกเจาะเข้าไปและสูบเอาตัวอย่างจากแหล่งที่มีตะกอนสารอินทรีย์ เช่น ที่ลุ่มสนุ่นพีต (Peat bog)ซึ่งเป็นหนองที่มีซากพืชเน่าเปื่อยทับถมกัน แล้วนำตัวอย่างตะกอนที่ได้จากความลึกระดับต่างๆ มาวัดอายุด้วยวิธีเรดิโอคาร์บอน การหาตัวอย่างด้วยวิธีนี้ทำให้ได้เรณูจำนวน 20,000 เรณู/ลบ. ซม. จากตะกอนอายุ 11,000 ปี จนถึง 650,000 เรณู/ลบ.ซม. จากตะกอนที่เกิดขึ้นในเวลา 2-3 พันปีต่อมา เมื่อสุ่มเอาเพียง 1,000 เรณูมาวิเคราะห์ก็จะได้สัดส่วนของพืชยุคต่างๆ 

           วิธีนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้รู้อะไรหลายอย่าง เช่น รู้ว่าหลังยุคน้ำแข็งระยะสุดท้ายเมื่อประมาณ 12,000 ปีมาแล้ว ดินแดนทางเหนือของโลกปกคลุมด้วยพืชพันธุ์อะไรบ้าง พันธุ์ไม้ชนิดแรกๆ ที่พบคือต้นจูนิเพอร์ (ไม้ประเภทสน) ซึ่งงอกงามในอากาศหนาว ต่อมาเมื่อภูมิอากาศอุ่นขึ้นก็มีต้นเบิร์ซ ต้นโอ๊ก และเอล์ม ขึ้นแทนที่ตามลำดับเมื่อภูมิอากาศเปลี่ยนเป็นชุ่มชื้น ก็เกิดต้นอัลเดอร์ขึ้นนอกจากนี้ ก็ได้รู้ว่าการโค่นป่าและการทำกสิกรรมมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพืชพันธุ์อย่างไร เช่น การวิเคราะห์ละอองเรณูจากตะกอนก้นทะเลแห่งกาลิลี (ทะเลสาบคินเนอเร็ธ) ทางตอนเหนือของอิสราเอลเมื่อ คศ.1987 พบว่าเมื่อ 5,000 ปีที่แล้วชาวยิวหักร้างถางป่าไม้โอ๊กเพื่อทำไร่มะกอก ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 3 เมื่อชาวยิวอพยพออกจากดินแดนปาเลสไตน์ จำนวนต้นมะกอกก็ลดลง

ละอองเรณูที่มีชีวิตและเป็นฟอสซิล พืชแต่ละชนิดผลิตละอองเรณูที่มีรูปร่างและขนาดต่างกัน ละอองเรณูที่กลายเป็นฟอสซิล คือร่องรอยให้เราสืบทราบถึงพืชพันธุ์และภูมิอากาศของแต่ละท้องถิ่นในสมัยโบราณ

ละอองเรณูฟอสซิลของต้นโอ๊กช่วยในการศึกษาชีวิตในแถบตะวันออกกลาง ฟอสซิลของเรณูนี้ มีอายุกว่า 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช เมื่อมีการโค่นถางป่าโอ๊กเพื่อปลูกมะกอก

 

นำมาจาก  รีดเดอร์ส ไดเจสท์  รู้รอบตอบได้

 

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ธรรมชาติมหัศจรรย์