|
ชนพื้นเมืองอะบอริจีนี (Aborigine) ในทวีปออสเตรเลียรู้จักใช้บูมเมอแรง (Boomerang) ล่าสัตว์และจับนกเป็นอาหารมานานนับพันๆ ปีแล้ว บูมเมอแรงที่ใช้ล่าสัตว์มีน้ำหนักมากและออกแบบให้สามารถขว้างตรงเข้าใส่เหยื่อเต็มแรงจนถึงตายหรือสลบได้ แล้วจึงตกสู่พื้น แต่บูมเมอแรงที่ชาวพื้นเมืองใช้ขว้างเล่นกันเป็นเกมกีฬาสนุกๆ นั้น มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา บูมเมอแรงแบบนี้จะขว้างไป แล้ววกกลับมาหาผู้ขว้างได้ สถิติการขว้างบูมเมอแรงได้ไกลที่สุดอย่างเป็นทางการนั้นเคยเป็นของออสเตรเลียเมื่อปี ค.ศ. 1981 แต่นักขว้างชาวอเมริกันชื่อ จิม ยังบลัด แห่งเมืองเกเธอร์เบิร์ก รัฐแมรีแลนด์ สหรัฐฯ ได้ทำลายสถิตินี้ในปี ค.ศ. 1989 เขาขว้างบูมเมอแรงเป็นระยะทางทั้งไปและวกกลับรวมทั้งสิ้น 134 ม. บูมเมอแรงรูปกล้วยแบบดั้งเดิมนั้น ไม่ได้ทำขึ้นมาให้วกกลับได้ บูมเมอแรงที่สามารถขว้างให้วกกลับมาหาผู้ขว้างได้ต้องทำเป็นรูปตัว "T" "V" หรือ "X" "Y" เราอาจทำบูมเมอแรงอย่างง่ายๆ เพียงนำไม้บรรทัด 2 อันมาไขว้เป็นมุมฉาก แล้วใช้ยางรัดไว้ไห้แน่น ก็เป็นบูมเมอแรงได้แล้ว ส่วนสำคัญที่สุดของบูมเมอแรงอยู่ที่แขนแต่ละข้างซึ่งถ้ามองด้านตัดจะดูเหมือนปีกเครื่องบิน คือด้านบนโค้งและด้านล่างแบน บูมเมอแรงที่ขว้างออกไปจะวิ่งในอัตราความเร็วราว 100 กม./ชม. และหมุนในอัตรา 10 รอบ/วินาทีขณะที่หมุนอยู่นั้น แขนหรือปีกทั้ง 2 ข้างของบูมเมอแรงจะทำให้เกิดแรงยกและมีเสียงหวือเบาๆ เมื่อชูบูมเมอแรงขึ้นในแนวเกือบจะตั้งฉากแล้วขว้างไปแรงๆ ด้วยมือขวา บูมเมอแรงจะเหินขึ้นโค้งไปทางซ้าย แล้วโฉบลงทางขวา และเหินสูงขึ้นอีกเป็นวงกว้างก่อนจะค่อยๆ ลดลงกลับมาหาผู้ขว้าง ซึ่งถ้าฝึกจนชำนาญก็จะสามารถใช้มือคว้าบูมเมอแรงไว้ได้ หรืออาจทำให้บูมเมอแรงวิ่งเป็นวง 2 หนเหมือนเลข 8 ก็ได้ บูมเมอแรงวกกลับมาหาผู้ขว้างได้ด้วยสาเหตุที่ซับซ้อนทางฟิสิกส์และอากาศพลศาสตร์ (aerodynamics) บูมเมอแรงที่หมุนอยู่นั้นเป็นของ 2 สิ่งในเวลาเดียวกันคือเป็นทั้งเครื่องร่อนและลูกข่าง บูมเมอแรงที่หมุนอยู่ ก็มีฐานะไม่ต่างจากเครื่องร่อน ตัวบูมเมอแรงจะกวัดแกว่งไม่ทรงตัวอยู่นิ่งคือขณะที่มันพุ่งไปข้างหน้า ปีกขวาที่พุ่งไปข้างหน้าจะหมุนตัวกลับ กลายเป็นปีกซ้ายที่พุ่งไปข้างหน้าโดย "หันหลัง" ให้ แต่เพราะบูมเมอแรงพุ่งไปข้างหน้า ปีกขวาจึงพุ่งไปเร็วกว่าปีกซ้ายเมื่อเทียบกับกระแสลมและมีแรงยกมากกว่า ดังนั้น แรงอากาศกลศาสตร์จะพยายามเอียงบูมเมอแรงไปทางซ้าย ขณะเดียวกัน สภาพแกว่งนี้จะมีแรงหมุนแบบเดียวกับที่ทำให้ลูกข่างหมุนติ้วทรงตัวอยู่ได้ แรงนี้จะคอยถ่วงบูมเมอแรงไว้โดยจะบังคับให้ลงสู่แนวราบ เมื่อบูมเมอแรงถูกผลักออกจากวิถีที่ "แท้จริง" โดยแรงทางอากาศพลศาสตร์ ก็จะเกิดปฏิกิริยาคือบูมเมอแรงจะแผ่ตัวออกในแนวราบ และค่อยๆ เอียงตัวไปทางขวาและทำวงกว้าง ถ้าเส้นทางวิ่งยาวพอ บูมเมอแรงก็จะวกกลับไปอีกทางหนึ่งและเริ่มทำวงเป็นเลข 8 ได้ บูมเมอแรงที่ใช้ในการล่าสัตว์จะมีลักษณะโค้งเล็กน้อย ส่วนปีกด้านบนไม่โค้งมาก เพื่อให้เกิดแรงยก บูมเมอแรงแบบนี้จะวิ่งในแนวราบและไปได้ไกลถึง 90 ม. จึงล่วงลงสู่พื้น "ดาบไม้" ไม่ธรรมดา เซอร์ โจเซฟ แว็งส์ นักธรรมชาตินิยมชาวอังกฤษ เป็นชนผิวขาวคนแรกที่เขียนพรรณาถึงบูมเมอแรงของคนพื้นเมืองเผ่าอะบอริจินีในออสเตรเลีย เขาร่วมเดินทางไปกับคณะสำรวจของกัปตันคุก ซึ่งขึ้นบกที่ออสเตรเลียทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 1770 ในฝูงคนพื้นเมืองซึ่งแห่กันมา "ต้อนรับ" ที่อ่าวโบทานี มีอยู่ 2 คนที่มองมาทางชาวคณะนักสำรวจอย่างไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ เซอร์โจเซฟเขียนเล่าไว้ว่า"ทั้งสองมีอาวุธทำด้วยไม้อยู่ในมือ คล้ายดาบโค้ง ยาวสัก 2 ฟุตครึ่งด้านคมทาสีขาวอย่างเดียวกับสีที่ใช้ทาเนื้อตัว" พวกนักสำรวจเห็นบูมเมอแรงเป็นเพียงอาวุธพื้นๆ ไม่แตกต่างจาก "ดาบไม้" ตามที่ กัปตันคุกเรียก ในตอนต้นทศวรรษ 1830 เรือโท ดับบลิว เอช เบรตัน เป็นบุคคลแรกที่บันทึกเกี่ยวกับการขว้างบูมเมอแรงของชนเผ่าอะบอริจินี เขาบรรยายว่าเป็นวัตถุชนิดหนึ่งที่มีรูปคล้ายกล้วย "มันเคลื่อนมาเป็นแนวโค้งกว้างมาก แล้งตกลงที่เท้าของเขาในที่สุด" บูมเมอแรงทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น วอตเทิลดำและไม้จันทน์ บางครั้งทาด้วยผงดินสีแดงแต่บูมเมอแรงทีใช้ในพิธีกรรมจะตกแต่งด้วยสีแดง เหลือง ขาว นอกจากใช้เป็นอาวุธล่าสัตว์ ขาวพื้นเมืองยังใช้บูมเมอแรงชำแหละซากสัตว์ ถางพื้นที่หรือขุดหลุมก่อกองไฟ ขุดหารังมด จุดไฟโดยเอาบูมเมอแรงถูเสียดสีกับขอนไม้ หรือกระทั่งใช้ตีเคาะจังหวะเต้นระบำ
หลากหลายรูปทรง บูมเมอแรงมีรูปร่างต่างๆ กันไป แล้วแต่ชนิดของไม้ที่ใช้ทำ แบบที่วกกลับมาหาผู้ขว้างอาจยาวถึง 76 ซม. และหนักถึง 240 กรัม แบบที่ใช้ล่าสัตว์นั้นมักยาวและหนักกว่านั้นบางครั้งมีลวดลายเขียนด้วยผงสี เช่น แดง ขาว และเหลือง
เที่ยวบินกลางคืน แสงไฟที่ติดไว้กับมูมเมอแรงทำให้เห็นวิถีโค้งการเคลื่อนที่ตามแบบฉบับของมูมเมอแรง |
|
|
นำมาจาก รีดเดอร์ส ไดเจสท์ รู้รอบตอบได้
|
ครั้งที่
ธรรมชาติมหัศจรรย์