เทคโนโลยีสมัยใหม่สำหรับผู้มีบุตรยาก 

BLASTOCYST CULTURE

ภาพที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีล่าสุดในการช่วยเหลือผู้มีบุตรยาก ด้วยการเลี้ยงตัวอ่อนภายนอกร่างกายนาน 5 วัน ให้ตัวอ่อนเจริญ เติบโตจนถึงระยะพร้อมจะฝังตัว ที่เรียกว่า Blastocyst ก่อนจะ ใส่คืนเข้าไปในโพรงมดลูก

          ปัญหาการมีบุตรยากเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของคู่สมรส ซึ่งจะมีผลกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจเป็นอย่างยิ่งลูกเป็นเสมือนโซ่ทองคล้องใจเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่เพราะฉะนั้นการมีลูกเป็นผู้สืบสกุลเป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่ทุกคน

         ในอดีตการรักษาผู้มีบุตรยากทำได้ไม่ได้ผลดีนัก แต่ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ความรู้เรื่องการทำงานของระบบสืบพันธุ์ และการเกี่ยวข้องกันระหว่างต่อมไร้ท่อต่างๆ ก้าวหน้าไปมาก รวมทั้งการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ เพื่อช่วยในการคัดเลือกตัวอสุจิที่แข็งแรง และไข่ที่สมบูรณ์ออกมา ซึ่งช่วยให้การปฏิสนธิมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เทคโนโลยีต่างๆ ถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีวิธีการช่วยเหลือการเจริญพันธุ์มากมาย แล้วแต่จะเรียกชื่อกันไปต่างๆ นานา นับเป็นความพยายามของแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ที่จะหาวิธีง่ายและเหมาะสมเพื่อให้ได้ประสิทธิผลสูงสุด โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด

         BLASTOCYST CULTURE (บลาสโตซิสท์ คัลเจอร์) เป็นเทคนิคที่เกิดขึ้นราวต้นปีที่แล้ว และเกิดกระแสตอบรับอย่างมากมายทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยก็เช่นกัน เพราะเป็นวิธีทันสมัยที่สุดในขณะนี้ ที่จะช่วยกอบกู้ความหวังของผู้มีบุตรยากให้แจ่มใสขึ้นมาอีกครั้ง

          แล้ว BLASTOCYST CULTURE คืออะไร

         คำตอบคือเป็นวิทยาการใหม่ล่าสุดที่สามารถช่วยเหลือผู้มีบุตรยาก เป็นเทคนิคการรักษาชนิดใหม่ ที่ได้ผลความสำเร็จสูงที่สุดในปัจจุบัน Blastocyst culture เป็นวิธีที่นำกระบวนการเลี้ยงตัวอ่อนภายนอกร่างกายนาน 5 วัน ให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตจนถึงระยะพร้อมจะฝังตัว ที่เรียกว่า Blastocyst ก่อนจะใส่คืนเข้าไปในโพรงมดลูก

          ในอดีตเราไม่สามารถเลี้ยงตัวอ่อนได้นานเท่าระยะ Blastocyst นี้จึงจำเป็นต้องใส่คืนในมดลูกในขณะที่ตัวอ่อนแบ่งตัวเป็นเพียงระยะ 4-8 เซลล์เท่านั้น ซึ่งเป็นระยะที่ยังไม่พร้อมจะฝังตัวเพราะเป็นระยะตัวอ่อนในท่อนำไข่ต้องไปเจริญเองต่อในโพรงมดลูกให้เป็น Blastocyst ก่อน ทำให้มีโอกาสตายไปก่อนสูงขึ้น

          แต่วิธีการ Blastocyst นั้นเป็นระยะในโพรงมดลูกแล้วจึงพร้อมจะฝังตัวได้เลยทำให้วิธีการ Blastocyst culture มีความสำเร็จเพิ่มขึ้นมากกว่าในการช่วยรักษาผู้มีบุตรยาก (ภาพที่ 1)

ขั้นตอนกรรมวิธีการรักษาผู้ป่วยมีบุตรยากโดยวิธี Blastocyst culture มีขั้นตอนดังนี้คือ

          1. การกระตุ้นไข่ที่รังไข่ 

             การแพทย์วิวัฒนาการใหม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการผลิตไข่ที่รังไข่ให้มีจำนวนไข่มากขึ้นได้โดยการใช้ยากระตุ้นไข่ โดยเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Recombinant DNA Technology ทำให้ยากระตุ้นไข่ในปัจจุบันเป็นยาชนิด ฉีดที่มีความบริสุทธิ์มากขึ้นมากกว่ายาฉีดแบบเดิมที่ผลิตหรือสกัดจากปัสสาวะของผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนโดยสกัด FSH (Follicle Stimulation Hormone) ออกมาการสกัดแบบเดิมไม่บริสุทธิ์ มีโปรตีนแปลกปลอมมากมาย ผู้ป่วยที่ได้รับการกระตุ้นไข่โดยยาฉีดชนิดใหม่นี้มีโอกาสที่จำนวนไข่มากขึ้นและใช้ปริมาณยาน้อยลงรวมทั้งจำนวนวันที่ฉีดลดลง

          ยาฉีดกระตุ้นไข่จะเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้รังไข่ผลิตไข่จำนวนมากขึ้นมักได้จำนวนไข่มากกว่า 10 ใบขึ้นไปต่อการกระตุ้นแต่ละครั้งในผู้ป่วยที่มีรังไข่ปกติ การใช้ยาใหม่ได้ผลดีในกากระตุ้นไข่และได้จำนวนไข่มากกว่าการใช้ยากระตุ้นไข่แบบเดิม การที่ได้ไข่จำนวนมากขึ้นทำให้การใช้ยาน้อยลงช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาโดยรวมลง เพราะค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะเป็นค่าใช้จ่ายของค่ายา

          ยาชนิดใหม่นี้สามารถฉีดตื้นๆ ในชั้นไขมัน ไม่ต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อเช่นเดิมทำให้ความปวดในการฉีดยาน้อยลงมากซึ่งได้รับความพอใจจากผู้ป่วยมากเนื่องจากไม่ปวดเหมือนยาสมัยเดิม

          ระยะเวลาของการใช้ยาในการกระตุ้นไข่ แพทย์จะฉีดยากระตุ้นไขชนิดใหม่เข้าชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ปริมาณ 2-4 หลอดต่อวัน เป็นเวลา 6 วัน แล้วจะนัดมาตรวจดูการเจริญเติบโตของไข่ที่รังไข่ และนับจำนวนไข่ และวัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของไข่ที่เกิดขึ้น แล้วจึงฉีดต่อจนไข่มีขนาดโตเต็มที่ โดยเฉลี่ยจะให้ผู้รับการรักษาฉีดประมาณ 8-10 วัน เท่านั้น ถ้าอายุมากๆ ก็ฉีดประมาณ 10-12 วัน ก็จะได้ไข่ที่โตและสมบูรณ์เพียงพอ

          2. การตรวจติดตามการเจริญเติบโตของไข่ 

           เมื่อกระตุ้นไข่ด้วยยาแล้ว แพทย์สามารถตรวจติดตามการเจริญเติบโตของไข่ได้ โดยการใช้เครื่องอัลตราซาวน์ซึ่งเครื่องมือนี้สามารถตรวจหาตำแหน่งจำนวนและวัดขนาดของไข่ได้ ไข่เมื่อโตขนาด 17 mm. ขึ้นไปก็สามารถเจาะออกมาได้แล้ว (ภาพที่ 2)

        

                 จากนั้นจะตรวจยืนยันความพร้อมด้วยการเจาะหาระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในเลือดจนพบว่าไข่เจริญเติบโตเต็มที่และพร้อมแล้วจึงเตรียมการเจาะเซลล์ไข่ออกมา โดยจะให้ผู้รับการรักษาฉีดยาเข็มสุดท้ายอีกชนิดหนึ่งชื่อ Profasi ปริมาณ 10,000 ยูนิต เข้ากล้ามเนื้อประมาณ 34 ชั่วโมงก่อนเวลาการเจาะไข่

          3. การเจาะนำเซลล์ไข่ออกมานอกร่างกาย

         เมื่อตรวจพบว่าไข่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว แพทย์สามารถเจาะนำเซลล์ไข่ออกมาจากรังไข่และออกมาภายนอกร่างกายได้ ด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้เข็มเล็กๆ เจาะผ่านผนังช่องคลอดเข้าไปที่รังไข่โดยใช้เครื่องมืออัลตราซาวน์ เป็นเครื่องบอกชี้ทิศทาง การเจาะไข่แต่ละครั้งใช้เวลาสั้นไม่เกิน 5-10 นาที

         ภายหลังการเจาะไข่แล้วสามารถกลับบ้านได้ไม่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ในกรณีเพื่อให้เกิดความประทับใจที่ดีแก่ผู้รักษา แพทย์อาจใช้ยานอนหลับชนิดออกฤทธิ์สั้นแก่ผู้รับการรักษาที่มีบุตรยากได้ ปัจจุบันไม่มีการผ่าตัด หรือการเจาะทางหน้าท้องแล้ว ทำให้ลดความเจ็บปวดต่างๆ ได้อย่างมาก และสามารถลดค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งลงได้ (ภาพที่ 3 และ 4)

     

           4. การเก็บและเตรียมตัวอสุจิเพื่อนำมาผสมกับไข่

           การเก็บอสุจิทำได้โดยให้สามีผู้มีบุตรยากหลั่งอสุจิใส่ภาชนะที่จัดไว้ให้แล้วนำอสุจิที่ได้มาคัดเลือกตัวอสุจิที่แข็งแรง สมัยก่อนเมื่อได้ sperm มาเราจะนำมาล้างเฉยๆ ต่อมามีการผลิตน้ำยา ปัจจุบันมีน้ำยาตัวใหม่ ชื่อ puresperm โดยใช้สาร Xylase เคลือบผง silica (วิธีการเดิมไม่มีสาร Xylase เคลือบอยู่) ทำให้สามารถคัด sperm ที่มีความสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากเชื้อโรค จากการวิจัยในปัจจุบันพบว่า น้ำยานี้สามารถคัดเชื้อโรคร้ายแรง เช่น ไวรัส ตับอักเสบบี และโรคเอดส์ได้ (ภาพที่ 5)

          

         นอกจากนี้บางรายที่ไม่มี sperm ออกมา ทางการแพทย์เรามีเทคนิคพิเศษที่จะช่วยได้โดยการเจาะอัณฑะดูดเอา sperm ออกมาโดยตรง หรือทำการผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อออกมาจากลูกอัณฑะโดยตรง ก็จะมีเซลล์ของตัวอสุจิออกมาด้วย ยกเว้นในรายที่ลูกอัณฑะไม่มีการผลิตตัวอสุจิเลยเท่านั้น เพราะฉะนั้นแม้ฝ่ายชายจะทำหมันมาแล้วก็สามารถดูด sperm ออกจากถุงอัณฑะโดยตรงได้เลย

          5. การผสมกันระหว่างไข่และตัวอสุจิและการเลี้ยงตัวอ่อนภายนอกร่างกาย

          เป็นการนำไข่และตัวอสุจิมาผสมกันเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ เป็นขั้นตอนที่สำคัญ (ภาพที่ 6) จะมีตัวอสุจิตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถเข้าไปผสมกับไข่ได้ (ภาพที่ 7) เมื่อผสมกันและมีการปฏิสนธิเกิดขึ้นแล้ว เซลล์ไข่ที่มีหน่วยโครโมโซม 23 ตัว ซึ่งเปรียบเสมือนครึ่งเซลล์ จะรวมตัวกับเซลล์อสุจิที่มีหน่วยโครโมโซม 23 ตัว ซึ่งเปรียบเสมือนอีกครึ่งเซลล์ จะรวมตัวกันเป็นหน่วยโครโมโซม 46 ตัว ซึ่งเปรียบเสมือนครบหนึ่งเซลล์ (ภาพที่ 8) จากนั้นก็จะแบ่งตัวเป็น 2 เซลล์ 4 เซลล์ 8 เซลล์ ตามลำดับ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 วัน (ภาพที่ 9) ซึ่งวิธีการเด็กหลอดแก้วเดิม จำเป็นต้องย้ายจากการเลี้ยงไว้ภายนอกกลับเข้าไปในโพรงมดลูกเพื่อการฝังตัวต่อไป ไม่สามารถเลี้ยงต่อไปภายนอกร่างกายได้ ตัวอ่อนจะตายเกือบหมด

          

          ตัวอ่อนเมื่อเข้าไปอยู่ในโพรงมดลูกจะค่อยๆ แบ่งตัวต่อไปอีก 2 ถึง 3 วัน จนเจริญไปเป็นระยะตัวอ่อนที่เรียกว่า Morula และระยะพร้อมฝังตัวที่เรียกว่าระยะ Blastocyst (5 วันหลังการผสม) จากนั้นตัวอ่อนจะเจาะทะลุเปลือกไข่ออกมาและฝังตัวบนโพรงมดลูกเพื่อเจริญเป็นรกเด็ก ถึงน้ำคร่ำและตัวเด็กทารกต่อไป

         การใส่ตัวอ่อนที่ระดับ 4-8 เซลล์นี้จะมีความสำเร็จประมาณ 20-30% หากใส่ในระยะ Blastocyst ความสำเร็จจะเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า (ภาพที่ 10 และภาพที่ 11)

        

          การตรวจการตั้งครรภ์

         ภายหลังใส่ตัวอ่อนประมาณ 7-10 วัน แพทย์จะสามารถตรวจหาฮอร์โมนของรกเด็กได้ที่เรียกว่า HCG หรือ Human Chorionic Gonadotropin เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ต่อไป

        

           ข้อดีของวิวัฒนาการใหม่

          1. การเลี้ยงตัวอ่อนจนถึงระยะฝังตัว (Blastocyst) และการย้ายตัวอ่อนระยะนี้กลับสู่โพรงมดลูก (ภาพที่ 12) เป็นการใส่ตัวอ่อนที่ตรงกับระยะและตำแหน่งของความเป็นจริงในธรรมชาติมากที่สุด ทำให้มีโอกาสความสำเร็จสูงขึ้นกว่าเดิมมาก ตัวอ่อนที่ได้จะมีความพร้อมจะฝังตัวได้ทันที (ภาพที่ 13) และทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี (ภาพที่ 14)

          2. การค้นพบและการใช้น้ำยาใหม่ที่สามารถเลี้ยงตัวอ่อนภายนอกร่างกายได้นานมากขึ้น ทำให้เราสามารถเลือกตัวอ่อนที่ดีที่สุด และมีความพร้อมมากที่สุดในการฝังตัว ตัวอ่อนจะเจาะเปลือกไข่ออกมา และสามารถไปฝังตัวในโพรงมดลูกได้ทันที มีโอกาสหาอาหารและฝังตัวได้ดีขึ้น เป็นผลให้มีโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จสูงขึ้น

          3. ทำให้สามารถลดจำนวนตัวอ่อนในการใส่กลับคืนเข้าไปในโพรงมดลูกเนื่องจากการทำเด็กหลอดแก้วแบบเดิมต้องใส่กลับไป อย่างน้อย 3-4 ตัว แต่โดยวิธีใหม่นี้ เราสามารถใส่เพียง 1-2 ตัวเท่านั้น ซึ่งการใส่กลับไปจำนวน 3-4 ตัวแบบเดิมจะมีผลทำให้เกิดการตั้งครรภ์แฝด 3 หรือ แฝด 4 สูงมาก

                 4.การเลี้ยงตัวอ่อนภายนอกร่างกายได้นานวันขึ้นทำให้สามารถนำเซลล์จากตัวอ่อนบางเซลล์มาตรวจวิเคราะห์หาความผิดปกติของโครโมโซมร่างกายหรือโครโมโซมเพศได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ก่อนที่จะใส่ตัวอ่อนเข้าไปในโพรงมดลูกเพื่อให้ตั้งครรภ์ (ภาพที่ 15)

        

             5. ด้วยเหตุผลของการรักษาที่ง่ายกว่า การเจ็บปวดในการรักษาน้อยกว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาน้อยกว่า แต่ผลสำเร็จของการรักษาสูงกว่ามาก คงสามารถเลิกการรักษาวิธีเดิมๆ เช่น GIFT, ZIFT หรือเด็กหลอดแก้วชนิด 4-8 เซลล์ได้เลย วิธีการนี้เป็นที่ยอมรับแล้วทั่วโลกและทุกสถาบันกำลังเปลี่ยนแปลงมาสู่วิธีการนี้ด้วยกันทั้งสิ้น

           ดังที่ได้กล่าวแล้วจึงเห็นได้ว่าการเลี้ยงตัวอ่อนระยะ Blastocyst และย้ายใส่โพรงมดลูกในระยะพร้อมที่จะฝังตัวนี้เป็นความหวังใหม่ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ของผู้มีบุตรยาก

          

        เทคนิคการช่วยเหลือผู้มีบุตรยาก

           การที่สามีภรรยา ที่อยู่ด้วยกันมาโดยมีเพศสัมพันธ์อย่างปกติเป็นระยะเวลา 1 ปี แล้วยังไม่มีบุตรถือว่าเป็นคู่ที่มีบุตรยาก

          องค์ประกอบหรือปัจจัยพื้นฐานที่จะมีบุตรได้มีด้วยกัน 3 ประการ คือ ฝ่ายชายต้องมี Sperm หรือตัวอสุจิ ฝ่ายหญิงต้องมีมดลูก และรังไข่ แพทย์จะตรวจดูปัจจัยพื้นฐานี้ก่อนว่ามีอะไรผิดปกติ ก็แก้ไขไปตามจุดที่บกพร่อง

           ก่อนที่จะมีเทคนิค BLASTOCYST CULTURE วิธีการช่วยเหลือผู้ที่มีบุตรยากมีหลากหลายวิธี

           1. การกำหนดวันไข่ตกที่แน่นอน และกำหนดวันมีเพศสัมพันธ์ให้ตรงกัน ใช้ในผู้ที่ตรวจปัจจัยพื้นฐานแล้วพบว่าปกติดี 

            2. การคัด Sperm ที่แข็งแรง และกำหนดวันไข่ตกอาจใช้การกระตุ้นไข่โดยการฉีดยาหรือทานยา และทำการตรวจดูการเจริญเติบโตของไข่ ด้วยเครื่องอัลตราซาวน์หรือการเจาะเลือดดูระดับฮอร์โมน เมื่อไข่สมบูรณ์เต็มที่ก็จะฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูกในวันที่ไข่ตก วิธีการนี้เรียกว่า IUI (Intrauterine insemination) (ภาพ A) 

            3. GIFT (Gamete intrafollopian transfer) เป็นการคัดเลือก sperm ที่แข็งแรงและไข่ที่เลือกแล้วว่าสมบูรณ์ใส่ในท่อนำไข่ให้เซลล์ไข่และตัวอสุจิมาพบกันแน่นอนแต่ยังไม่เกิดการปฏิสนธิแล้วปล่อยให้เกิดการปฏิสนธิดำเนินไปเองตามธรรมชาติวิธีการนี้ต้องทำการผ่าตัดทางหน้าท้องเพื่อนำไข่และตัวอสุจิไปใส่ในท่อ    

            4. ZIFT (Zygote intrafollopian transfer) ใช้วิธีการคล้ายกับ GIFT แต่รอจนกระทั่งไข่ และ sperm ผสมกันและปฏิสนธิเกิดขึ้นภายนอกร่างกายเสียก่อน จนเจริญเป็นตัวอ่อนระยะ 1 เซลล์ ที่เราเรียกว่า Zygote แล้วจึงทำการผ่าตัดทางหน้าท้องเช่นเดียวกับวิธีการ Gift เพื่อใส่ตัวอ่อนที่เป็น Zygote เข้าไปในท่อนำไข่เช่นกัน         

            5. IVF เป็นวิธีการที่เลี้ยงตัวอ่อนจนถึงระยะ 2-4 เซลล์ภายนอกร่างกายแล้วนำตัวอ่อนไปใส่กลับคืนในโพรงมดลูก แต่เป็นระยะที่ไม่ถูกต้องตามธรรมชาติเพราะระยะ 4-8 เซลล์นี้ตัวอ่อนยังเป็นระยะที่อยู่ในท่อนำไข่จึงทำให้ไม่ได้ผลดีนัก ในโอกาสของการตั้งครรภ์

 

ภาพ B ตัวอ่อนในระยะต่างๆ (GIFT , ZIFT , IVF) 

ของนายแพทย์ ม.ร.ว. ทองทิศ ทองใหญ่ โรงพยาบาลพระรามเก้า

 

 

 

 

จรัส บุณยธรรมา

 

 

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ธรรมชาติมหัศจรรย์