1. ขนาดของอนุภาค (particle size)
  2. ความหนาแน่นของอนุภาค (particle density)
  3. ปริมาณความร้อน (heat value)
  4. ส่วนประกอบทางเคมี (chemical compositions)
  5. ส่วนประกอบที่เป็นพวกน้ำมัน (composition extractives)

ที่มา : สันต์ เกตุปราณีต. 2526. ไฟป่าเบื้องต้น. ภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

 
บทที่ 7
ปัจจัยแวดล้อมเกี่ยวกับไฟ
 
เนื้อหา
     - การเกิดและชนิดของไฟป่า
         1 . คำจำกัดความของไฟป่า
         2 . ชนิดของไฟป่า
         3 . พฤติกรรมของไฟ
         4 . สาเหตุของการเกิดไฟ
     - ความรุนแรงของไฟ
     - ประโยชน์และโทษของไฟป่า
     - การควบคุมไฟป่า
         1 . การป้องกันไฟป่า
         2 . การตรวจหาไฟป่า
         3 . การเตรียมการดับไฟ
         4 . การดับไฟป่า
     - คำถามท้ายบท
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สันต์  เกตุปราณีต
 
                              1.คำจำกัดความของไฟป่า
 
                              ไฟป่า (forest fire) หมายถึง ไฟที่เผาไหม้เชื้อเพลิงธรรมชาติในป่า แล้วลุกลามอย่างเสรีไม่มีการควบคุม เชื้อเพลิงธรรมชาติที่ถูกเผาไหม้ ได้แก่ อินทรียวัตถุที่กำลังสลายตัว (duff) เศษไม้และใบไม้ที่ร่วงหล่นสู่พื้นป่า หญ้า กิ่งไม้แห้ง ท่อนไม้ ตอไม้ ไม้พุ่ม และไม้ยืนต้นบางส่วน
 
 
 
                              2.ชนิดของไฟป่า
 
                              ไฟป่า แบ่งเป็นชนิดใหญ่ได้ 3 ชนิด ตามลักษณะของเชื้อเพลิงที่ถูกเผาไหม้ ได้แก่
                              - ไฟใต้ดิน
คือ ไฟที่เผาไหม้พวกอินทรียวัตถุที่สลายตัวแล้ว (humus) และที่กำลังสลายตัวเหนือผิวดินในป่า (duff) บางทีไฟชนิดนี้ไหม้พวกรากไม้ด้วย ไฟชนิดนี้ลักษณะครุกรุ่น เผาไหม้อย่างช้าๆ ไม่มีเปลวไฟให้เห็น มีควันเล็กน้อยหรือแทบไม่มีเลย ปกติไฟใต้ดินจะเกิดหลังจากไฟผิวดิน และมีความรุนแรงของไฟน้อย
                              - ไฟผิวดิน
คือ ไฟที่เผาไหม้พวกซากพืช (litter) ได้แก่ ใบ ผล และเศษไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้นป่า พืชชั้นล่าง (undergrowth) ได้แก่ หญ้า (grass) เครือเถาว์ (climber)
ไม้พุ่ม (shrub) และลูกไม้ (seedling)
                              - ไฟเรือนยอด
คือ ไฟที่ไหม้เรือนยอดไม้ (tree crown) และลุกลามจากเรือนยอดหนึ่งไปสู่อีกเรือนยอดหนึ่ง
 
ที่มา : www.forest.go.th
ที่มา : www.jonesctr.org
ที่มา : www.pc.gc.ca
ไฟใต้ดิน
ไฟผิวดิน
ไฟเรือนยอด
 
 
 
                              3.พฤติกรรมของไฟ (fire behavior)
 

                              พฤติกรรมของไฟ หมายถึง เมื่อไฟเกิดขึ้นแล้ว มีอัตราการลุกลาม (rate of fire spread, m/min) ความรุนแรงของไฟ (fire intensity, kW/m) และความยาวของเปลวไฟ (flame length, m) มากหรือน้อยเพียงใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับไฟ และสิ่งแวดล้อมของไฟ

 
 
                             ไฟ (fire) เป็นปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ซึ่งเกิดจากการรวมของออกซิเจนกับสสารอย่างรวดเร็ว มีความร้อน แสง และมีเปลวไฟ (flame) ให้เห็น ธรรมชาติของไฟป่าเป็นกระบวนการทางเคมี มีปฏิกิริยากลับ (reverse reaction) กับกระบวนการการสังเคราะห์แสง (photosynthesis process) ไฟจะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ เชื้อเพลิงมีปริมาณที่เพียงพอเพื่อใช้ในการเผาไหม้ ความร้อนที่เพียงพอที่จะเผาไหม้เชื้อเพลิง และมีออกซิเจนเพียงพอเพื่อส่งเสริมกระบวนการเผาไหม้ ปัจจัยทั้งสามประกอบเป็นสามเหลี่ยมไฟ (fire triangle) หรือสามเหลี่ยมของการเผาไหม้ (combustion triangle)
 
 
 

                             สิ่งแวดล้อมของไฟ (fire environment) ประกอบด้วย ปัจจัยหลักสามอย่างคือ เชื้อเพลิง (fuel) ได้แก่ สมบัติของแหล่งเชื้อเพลิง (fuel bed) ที่ประกอบด้วย น้ำหนักเชื้อเพลิงต่อหน่วยเนื้อที่ ความสูงของแหล่งเชื้อเพลิง การต่อเนื่องของเชื้อเพลิง ความชื้นในเชื้อเพลิง (fuel moisture) และสมบัติของอนุภาคของเชื้อเพลิง (fuel particle) ภูมิประเทศ (topography) ประกอบด้วย ความสูงของพื้นที่ เส้นละติจูด ทิศด้านลาด ความลาดชัน และรูปร่างของภูมิประเทศ และ อากาศ (weather) ประกอบด้วย ความชื้นในบรรยากาศ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของผิวโลก และลม

 
             Fire environment
 
 
 
                              4 . สาเหตุของการเกิดไฟ
 

                              ไฟป่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มีสาเหตุมาจากคนจุดไฟโดยเจตนาและประมาท รวมทั้งการจัดการป่าไม้ที่ไม่ปฏิบัติตามหลักวิชาการ จากรายงานสถิติการเกิดไฟป่าในประเทศไทย ระหว่างปี 2543-2546 ปรากฏว่าการเกิดไฟป่ามีมากที่สุดโดยเฉลี่ยจากสาเหตุการหาของป่า (43.01 %) รองลงมาได้แก่ การล่าสัตว์ (33.33%) การเผาไร่ (22.43%) ไม่ทราบสาเหตุ (10.57%) ความขัดแย้ง (7.56%) สาเหตุอื่นๆ (5.71%) การเลี้ยงสัตว์ (5.60%) การลักลอบทำไม้ (2.99%) อุบัติเหตุและประมาท (0.65%) และนักท่องเที่ยว (0.60%)
(ส่วนวิชาการด้านไฟป่า, 2546)

 
 
 
 
                             ความรุนแรงของไฟ (fire intensity) หมายถึง พลังงานความร้อนที่ถูกปลดปล่อยออกมาขณะที่เชื้อเพลิงถูกเผาไหม้ ความรุนแรงของไฟ ขึ้นอยู่กับปัจจัยสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้แก่ เชื้อเพลิง สภาพภูมิประเทศ และอากาศ ตามหลักการในการควบคุมไฟป่าได้กำหนดว่า ไฟป่าที่มีความรุนแรงน้อย จะมีค่าความรุนแรงของไฟไม่เกิน 345.86 kW/m
(<100 Btu/ft/sec) และมีความยาวเปลวไฟน้อยกว่า 1.22 m (< 4 ft) ไฟรุนแรงปานกลางจะมีค่าความรุนแรงของไฟอยู่ในช่วง 345.86-1729.3 kW/m (100-500 Btu/ft/sec) และมีความยาวเปลวไฟอยู่ในช่วง 1.22-2.44 m (4-8 ft) ไฟที่มีความรุนแรงมาก จะมีค่าความรุนแรงของไฟมากกว่า 1729.3 kW/m (> 500 Btu/ft/sec)
 
 
 
                            1 . ประโยชน์ของไฟป่า
 

                            ไฟเป็นเสมือนเครื่องมือทางวนวัฒนวิทยาที่ราคาถูกที่สุด ี่นำมาใช้ในการเตรียมพื้นที่ปลูกสร้างสวนป่า และกำจัดวัชพืชในสวนป่าโดยวิธีการเผาตามกำหนด ไฟที่มีความรุนแรงน้อยช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน มีผลทำให้การซาบซึมน้ำลงสู่ดินเพิ่มขึ้น ไฟมีผลดีต่อสภาพถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า มีประโยชน์ในการจัดการแหล่งอาหารสำหรับสัตว์กินพืชโดยทำให้เกิดหญ้าระบัด นอกจากนี้ไฟป่าที่มีความรุนแรงน้อย และมิได้เกิดซ้ำที่เดิมทุกปี จะช่วยรักษาการเป็นสภาพป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าสนไว้มิให้กลายเป็นป่าชนิดอื่น

 
 
                            2.โทษของไฟป่า
 

                            ไฟป่าทำให้ต้นไม้มี อัตราการเติบโตที่ลดลง ทำให้ลูกไม้และไม้พื้นล่างตายเป็นส่วนใหญ่ ถ้าไฟรุนแรงมาก จะทำให้เปอร์เซ็นต์ของอนุภาคดินเหนียวลดลง ความชื้นในดิน ปริมาณอินทรียวัตถุ และ ความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวกของดินจะลดลง ธาตุอาหารต่างๆ ได้แก่ ไนโตรเจน กำมะถัน ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมจะสูญเสียไปโดยการระเหิด ทำให้ดินแห้งแล้งและเสื่อมทรามลง ไฟป่ายังมีผลกระทบต่อน้ำท่าและตะกอน โดยทำให้ความสามารถในการซึมผ่านผิวดินของน้ำลดลง เกิดน้ำไหลบ่าหน้าดินเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ควันไฟที่เกิดจากไฟป่า มีส่วนประกอบทั้งที่เป็นอนุภาคและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และคาร์บอนมอนออกไซด์ (CO) ส่วนประกอบ เหล่านี้มีผลทำให้อากาศมีอุณหภูมิสูงขึ้น ผลของไฟป่ามีผลโดยตรงและโดยอ้อมต่อสัตว์ป่า ผลโดยตรงคือ ทำให้สัตว์บาดเจ็บหรือตายได้ ผลโดยอ้อมต่อสัตว์ป่าคือ ไฟป่าทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย และปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของสัตว์ป่า

 
 
 
 
                            1.การป้องกันไฟป่า (prevention of forest fire)
 
                              หลักในการป้องกันไฟป่า ในประเทศไทย ควรมุ่ง ป้องกันคนมิให้ก่อไฟขึ้นโดยการรณรงค์ผ่านสื่อต่างๆ ออกกฎหมายควบคุมไฟป่าที่มุ่งด้านการป้องกันมากกว่าการปราบปราม
                              การจัดการเชื้อเพลิงเพื่อลดอันตรายจากไฟป่า หมายถึง การควบคุมเชื้อเพลิงในด้านเกี่ยวกับปริมาณ การเรียงตัว ความต่อเนื่อง การติดไฟ และอัตราการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในป่า สำหรับในประเทศไทย วิธีการที่เหมาะสมคือ การเผาตามกำหนด (prescribed burning) เพื่อลดอันตรายของเชื้อเพลิง และการทำแนวกันไฟ (fire breaks) เพื่อป้องกันการลุกลามของไฟ
 
ที่มา : www.gfc.state.ga.us/ Services/FireRelated/PreS...
Fire breaks
 
 
 

                            2 . การตรวจหาไฟป่า (detection of forest fire)

 
                            วัตถุประสงค์ของหน่วยงานควบคุมไฟคือ การป้องกันไฟเท่าที่จะทำได้ และดับไฟในขณะที่ยังเป็นขนาดเล็ก โดยต้องตรวจพบทันทีที่เกิดไฟขึ้น และรู้สถานที่ที่เกิดไฟอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งส่งสัญญาณและข้อมูลทั้งหมดไปยังหน่วยดับไฟ เพื่อออกปฏิบัติการ ถ้าการตรวจหาไฟไม่มีประสิทธิภาพ ไฟที่เกิดขึ้นจะขยายการลุกลาม จนในที่สุดหน่วยดับไฟอาจจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ การตรวจหาไฟจำเป็นต้องดำเนินการอย่างมีแผน โดยใช้วิธีการต่างๆ ที่จะเป็นไปได้ เช่น การเดินตรวจทางพื้นดิน การสังเกตการณ์จากหอดูไฟ และการตรวจหาไฟทางอากาศ หรือความร่วมมือจากหน่วยต่างๆ ในการรายงานการเกิดไฟ เป็นต้น
 
 
 

                            3 . การเตรียมการดับไฟ (pre-suppression of forest fire)

 
                             หน่วยงานควบคุมไฟป่าต้องเตรียมพร้อมก่อนที่จะเกิดไฟ เพื่อที่จะออกปฏิบัติงานได้ทันที ประกอบด้วย การฝึกอบรมและสร้างความร่วมมือจากชุมชน การเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์และรักษาให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ การประเมินอันตรายไฟ การสื่อสารและการขนส่ง แหล่งน้ำ รวมถึงการสร้างแนวกันไฟ (fire breaks) และแนวควบคุมไฟ(fire line)
                             แนวกันไฟ หมายถึง สิ่งกีดขวางที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติหรือสิ่งกีดขวางที่มนุษย์สร้างขึ้นก่อนเกิดไฟซึ่งกระทำได้โดยการตัดถาง และขนย้ายสิ่งที่จะติดไฟออกหมดเป็นแนวกว้างพอประมาณ แนวกันไฟดังกล่าวใช้สำหรับสกัดการลุกลามของไฟผิวดิน และหากเป็นไปได้อาจใช้เป็นทางลำเลียงกำลังคนและเครื่องมือต่างๆ ในการดับไฟ แม่น้ำ ลำธาร บ่อ ถนน และอื่นๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของแนวกันไฟ
                              แนวควบคุมไฟ หมายถึง คำรวมๆ ที่เรียกสิ่งกีดขวางตามธรรมชาติ หรือโดยมนุษย์ก่อสร้างขึ้นและกระทำที่ขอบไฟ เพื่อที่จะควคุมไฟมิให้ลุกลามต่อไป
 
ที่มา :  www.rampartrange.org/.../ pages/fire_line_jpg.htm
Fire line
 
 
 

                            4 . การดับไฟป่า (forest fire suppression)

 
                             ไฟเกิดจากกระบวนการทางเคมี ไฟจะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 อย่างคือ เชื้อเพลิง (fuel) ความร้อน (heat) และ ออกซิเจน (oxygen) ถ้าขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งก็จะไม่เกิดไฟ ดังนั้นการดับไฟจึงเป็นการทำลายสามเหลี่ยมไฟ กระทำโดยกำจัดด้านใดด้านหนึ่งของสามเหลี่ยมไฟ กล่าวคือ กำจัดเชื้อเพลิงโดยการทำแนวควบคุมไฟ (control line) ลดความร้อนโดยใช้น้ำ หรือดินโคลนสาด พ่นน้ำหรือสารเคมีคลุมออกซิเจน ซึ่งการฉีดพ่นน้ำจะเกิดควันสีขาวป้องกันออกซิเจนเข้าทำปฏิกิริยา
 

                             ขั้นตอนในการดับไฟ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย                               -วิธีการสร้างแนวควบคุม (control line method) พยายามกำจัดเชื้อเพลิงออกไปโดยการใช้เครื่องมือ หรือเครื่องกล ในการกำจัดเชื้อเพลิงเพื่อมิให้เชื้อเพลิงต่อเนื่อง
                              - วิธีดับไฟทั่วพื้นที่
(area method) วิธีการนี้ใช้น้ำหรือสารเคมีโปรยจากเครื่องบินทั่วพื้นที่วิธีการเผากลับ (back firing)
                              - การดับไฟแบบการเผากลับ
(back firing) วิธีนี้ใช้ในที่ราบ มีจุดประสงค์เพื่อกำจัดเชื้อเพลิงก่อนที่ไฟจะลุกลามมาถึง หลักการของวิธีนี้เป็นการสู้ไฟด้วยไฟ (flight fire with fire) นั่นเอง

 
การสร้างแนวควบคุมมี 3 วิธี
 
1. วิธีสู้ไฟโดยตรง
 
 
2. วิธีสู้ไฟแบบขนาน
 
 
3. วิธีสู้ไฟโดยทางอ้อม