ที่มา : คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา. 2544. ปฐพีวิทยาเบื้องต้น. ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

ที่มา : คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา. 2544. ปฐพีวิทยาเบื้องต้น. ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

ที่มา : คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา. 2544. ปฐพีวิทยาเบื้องต้น. ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

ที่มา : คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา. 2544. ปฐพีวิทยาเบื้องต้น. ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

ที่มา : คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา. 2544. ปฐพีวิทยาเบื้องต้น. ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

ที่มา : คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา. 2544. ปฐพีวิทยาเบื้องต้น. ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

ที่มา : คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา. 2544. ปฐพีวิทยาเบื้องต้น. ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

ที่มา : คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา. 2544. ปฐพีวิทยาเบื้องต้น. ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

ที่มา : คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา. 2544. ปฐพีวิทยาเบื้องต้น. ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

ซากพืช
ซากสัตว์
วัตถุต้นกำเนิดดิน
 
บทที่ 5
ปัจจัยแวดล้อมด้านดิน
 
เนื้อหา
   - ความหมายของดิน
   - ความแตกต่างของดินป่าไม้กับดินเกษตร
   - กระบวนการเกิดดิน
    1. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกำเนิดดิน
    2. กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเกิดดิน
   - สมบัติของดินป่าไม้
    1. หน้าตัดดินทางด้านข้าง
    2. สมบัติทางฟิสิกส์ของดิน
    3.สมบัติทางเคมีของดิน
   - การหมุนเวียนของธาตุอาหารในดินป่าไม้
    1. การหมุนเวียนของไนโตรเจน
    2. กระบวนการตรึงไนโตรเจน
    3. กระบวนการของไนโตรเจนรูปแบบอื่นๆ
    4. การหมุนเวียนของธาตุฟอสฟอรัส
   - คำถามท้ายบท
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สคาร  ทีจันทึก
 
 
 
                              ดินเป็นวัตถุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีความหมายที่แตกต่างกันออกไปตามแนวคิดในแต่ละสาขาวิชา นักปฐพีวิทยา ให้ความหมายไว้ว่า ดิน คือ วัตถุที่เกิดจากการสลายตัวผุผังของชั้นผิวเปลือกโลกและคลุกเคล้าเข้ากับพวกอินทรียวัตถุรวมทั้งน้ำและอากาศ เนื่องจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ตามธรรมชาติ อันนำไปสู่การเกิด การโยกย้ายถ่ายเทสารจำพวกเกลือ คอลลอยด์ และสสารอื่นๆ ที่ควบคุมด้วยปัจจัยทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาของดินเป็นชั้นต่างๆ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละชั้นดิน และพื้นที่ที่กำเนิดดิน ส่วนนักการป่าไม้ให้คำจำกัดความว่า “ ดินส่วนของผิวโลกที่ช่วยสนับสนุนค้ำจุนพืชพรรณไม้ ซึ่งประกอบไปด้วยแร่ธาตุ มีอินทรียวัตถุแทรกอยู่ มีปริมาณของน้ำ อากาศที่แตกต่างกันไปตามสภาวการณ์ต่างๆ และเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต โดยเกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของปัจจัยของการกำเนิดดินที่แตกต่างจากดินทั่วๆ ไป อยู่ 3 ปัจจัย คือ ซากอินทรียวัตถุ รากไม้ และสิ่งชีวิตเฉพาะถิ่นที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาพพืชพรรณของป่าในช่วงเวลานั้น ”
 
 
 
องค์ประกอบของดินตามแนวคิดของนักวิชาการป่าไม้
 
 
 
                              พื้นที่ที่ทำการเกษตรกรรมในปัจจุบัน ถือว่าเป็นดินที่เคยมีสภาพเป็นป่ามาก่อนในอดีต พื้นที่ที่เหลือทิ้งไว้เป็นพื้นที่ป่า ส่วนใหญ่มักเป็นดินที่มีลักษณะไม่ค่อยดีนัก อาทิ มีปริมาณของหิน กรวด ปนอยู่ในปริมาณสูง อย่างไรก็ตาม การที่ดินป่าไม้มีต้นไม้ปกคลุมติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการสะสมอินทรียวัตถุจากการสลายตัวผุพังของซากอินทรีย์ ที่เป็น ใบ กิ่ง ดอก ผล และราก เกิดการหมุนเวียนของธาตุอาหารในระบบนั้นๆ และพบว่า ดินป่าไม้โดยเฉพาะบริเวณที่ลาดชันมากๆ จะมีความเสี่ยงในการเกิดการพังทลายของดินน้อยกว่าพื้นที่เกษตรกรรมเนื่องจากมีซากอินทรีย์ปกคลุมพื้นที่อยู่ นอกจากนี้การแพร่กระจายของรากทำให้ มีแรงยึดเหนี่ยวของอนุภาคดินดีกว่า และยอมให้น้ำซึมผ่านได้ดีกว่าดินในพื้นที่เกษตรกรรม สภาพภูมิอากาศเฉพาะถิ่นของดินป่าไม้ ส่งเสริมให้เกิดความหลากชนิดของพืชและสัตว์ชนิดเล็กในดินได้มากกว่าดินในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการผสมคลุกเคล้าและเกิดกระบวนการที่ทำธาตุอาหารพืชในดินเปลี่ยนรูปให้อยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้
                              ดินที่ใช้ประโยชน์ในทางการเกษตร เป็นผลผลิตที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์อย่างต่อเนื่องเรื่อยมา แต่ดินป่าไม้นั้นเป็นผลผลิตที่เกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติและใช้เป็นตัวแทนของกระบวนการทดแทนตามธรรมชาติ
 
 
 
 
                              1. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกำเนิดดิน ประกอบด้วยปัจจัยหลัก 5 ประการคือ
                              - สภาพภูมิอากาศ (Climate) อุณหภูมิและความชื้นถือเป็นปัจจัยทางสภาพภูมิอากาศที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการเกิดดินมากที่สุด ในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง อัตราการสลายตัวผุพังของวัตถุต้นกำเนิดดินมักจะสูง นอกจากนี้ยังมีผลต่อกิจกรรมการทำงานของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในดิน ที่มีผลต่อความถี่และความมากน้อยของกระบวนทางเคมีในดิน
                              - วัตถุต้นกำเนิดดิน (Parent Material) คือ หินและแร่ที่ผ่านการสลายตัวแล้วพัฒนาต่อเป็นดิน อิทธิพลของวัตถุต้นกำเนิดดินที่มีต่อกระบวนการเกิดดิน มักเกี่ยวข้องกับลักษณะของเนื้อดิน (soil texture) สมบัติทางเคมี (soil chemistry) และการหมุนเวียนของธาตุอาหารต่างๆ (nutrient cycling)
                              - สภาพภูมิประเทศ (Topography) มีอิทธิพลต่อปัจจัยของลักษณะภูมิอากาศเฉพาะถิ่นและการระบายน้ำของพื้นที่ ในพื้นที่ที่มีความลาดชันมากๆ มักยับยั้งกระบวนการพัฒนาทางหน้าตัดของดิน เนื่องจากเกิดการชะล้างพังทลายของดิน (Erosion) ได้ง่าย                               - พืชพรรณที่ปกคลุมและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ (Organisms) เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการเกิดดินในการสะสมอินทรียวัตถุ การผสมคลุกเคล้าองค์ประกอบของดิน และเป็นส่วนประกอบใน วัฏจักรการหมุนเวียนของสสารในระบบ
                              - เวลา (Time) เป็นปัจจัยที่จัดลำดับของการได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว
 
 
 
                              2. กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเกิดดิน แบ่งกว้างๆ ได้เป็น 5 กระบวนการ ที่พบมากและมีความสำคัญ ได้แก่
                              - Laterization ในสภาพที่อุณหภูมิและความชื้นสูงทำให้เกิดการสลายตัวของหินและแร่อย่างรุนแรง และถูกชะล้างลงสู่ดินชั้นล่าง สารที่ได้จากการสลายตัวของหินและแร่ที่สำคัญคือเหล็กและอลูมิเนียมออกไซด์ (susque oxide) พื้นที่เกิดกระบวนการนี้อย่างรุนแรงมักพบกรวด (laterite) ปะปนอยู่ในดิน
                              - Podzolization เป็นกระบวน การที่อินทรียวัตถุ (organic matter) ฮิวมัส (humus) และไอออนประจุบวก (base cation) ถูกชะล้าง (leaching) จากดินชั้นบน ( ชั้น A) ผ่านชั้นหน้าตัดดิน เกิดเป็นชั้นดินใหม่ขึ้นมา มีสีเทาถึงดำ มีสภาพเป็นกรดจัด ซึ่งเรียกว่าชั้น podzolic
                              - Calcification เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีวัตถุต้นกำเนิดดินเป็นพวกหินปูน และมีปริมาณสารประกอบแคลเซียมในน้ำใต้ดินสูง เมื่อเกิดสภาวะการคายระเหยเกิดขึ้นมากกว่าปริมาณหยาดน้ำฟ้า ทำให้เกลือที่มีสภาพเป็นด่างในน้ำใต้ดินเคลื่อนที่ขึ้นสะสมอยู่บริเวณดินชั้น B ถ้ามีปริมาณมากอาจเกิดเป็นชั้นที่เรียกว่า caliche
                              - Salinization เป็นกระบวนการที่เกิดการสะสมสารจำพวกเกลือบริเวณผิวดิน มักจะพบมากในพื้นที่ที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบของน้ำใต้ดิน และมีสภาพอากาศร้อนมาก ดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยก็เป็นดินที่เกิดกระบวนการนี้
                              - Gleization เป็นกระบวนการที่พบในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำเลว กระบวนการนี้จะเกิดการสะสมอินทรียวัตถุบริเวณดินชั้นบนของหน้าตัดดิน ส่วนดินชั้นล่างลงไปมักจะมีสีน้ำเงินเทาซึ่ง เป็นสารประกอบของเหล็กในสภาพที่ถูกรีดิวซ์
 
ที่มา : www.uwsp.eduที่มา : www.uwsp.eduที่มา : www.uwsp.edu
ที่มา : www.uwsp.eduที่มา : www.uwsp.eduที่มา : www.uwsp.edu
ที่มา : www.uwsp.eduที่มา : www.uwsp.eduที่มา : www.uwsp.edu
Laterization
Podzolization
Gleization
 
 
 
                              1. หน้าตัดดินทางด้านข้าง (soil profile) เมื่อเวลาผ่านไปแร่ธาตุต่างๆ จะถูกเคลื่อนย้ายจากดินที่อยู่ชั้นบน (eluviation layer) ลงไปสะสมอยู่ในดินชั้นลึกลงไปที่เรียกว่า ชั้นสะสม (Illuviation layer) เกิดเป็น ชั้นของดิน (horizon) หลายชั้นรวมกันเรียกว่า หน้าตัดดิน ชั้น O เป็นชั้นที่อยู่บนสุด มีการสะสมอินทรียวัตถุอย่างชัดเจน ชั้น A เป็นชั้นดินที่มีการสะสมอินทรียวัตถุผสมคลุกเคล้ากับอนินทรียวัตถุที่ได้จากการสลายตัวผุพังของดินและแร่ ชั้น B เป็นชั้นดินที่เกิดขึ้นมาจากกระบวนการสะสมวัตถุที่ถูกชะล้างมาจากดินชั้นบน ชั้น C เป็นชั้นที่ประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นวัตถุต้นกำเนิดดิน ซึ่งอาจจะเป็นหินที่กำลังสลายตัวอยู่ หรืออาจจะเป็นแร่ธาตุในขั้นที่สอง (secondary mineral) เช่น อนุภาคดินเหนียวที่ถูกโยกย้ายพัดพามาโดยตัวกลางอื่นๆ ก็ได้ ตามความหมายของดินแล้วชั้นนี้ไม่ถือว่าเป็นอนุภาคดิน ชั้น R เป็นชั้นของหินแข็งที่ยังไม่มีเกิดการสลายตัวผุพังที่เรียกว่า bed rock
 
Soil profile
 
 
 
                             2. สมบัติทางฟิสิกส์ของดิน หมายถึงลักษณะต่างๆ ทางกายภาพของดินอันได้แก่
                              - องค์ประกอบของดิน ประกอบด้วยส่วนที่เป็นอนินทรียวัตถุ (Mineral Particles) น้ำ (Water) อากาศ (Air) และอินทรียวัตถุ (Organic Matter)
 
องค์ประกอบของดิน
 
                              - สีของดิน (soil color) ความแตกต่างจากความผันแปรของปัจจัยที่มีผลต่อการกำเนิดดิน
                              - เนื้อดิน (soil texture) หมายถึง สัดส่วนของอนุภาคทราย (sand) ทรายแป้ง (silt) และอนุภาคดินเหนียว (clay) ที่อยู่ในดิน มีผลต่อความสามารถในการเก็บกักน้ำของดิน
                              - น้ำในดิน (Soil Water) เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากต่อการเติบโตของพืช จำแนกได้โดยอาศัยแรงที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว (retention) ดังนี้ คือ gravitational water คือน้ำซึ่งสามารถเคลื่อนที่ไปได้อย่างอิสระภายใต้แรงดึงดูดของโลก capillary water คือ น้ำซึ่งถูกดูดยึดด้วย film forces ในช่องว่างระหว่างอนุภาคของดิน ซึ่งพืชจะดูดไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย hygroscopic water เป็นปริมาณน้ำที่อยู่ใน micro-pores ของ soil colloids จะสูญเสียไปจากอนุภาคดินก็ต่อเมื่ออบด้วยความร้อนมากกว่าจุดเดือด
                               absolute holding capacity หมายถึง ปริมาณน้ำที่มีเหลืออยู่ในสภาวะของดินที่ถูกทำให้อิ่มตัวด้วยน้ำ แล้วทิ้งไว้ให้น้ำในดินนั้นเคลื่อนที่โดยอิสระตามแรงโน้มถ่วงของโลกเป็นเวลา 24 ชั่วโมง
                              field capacity หมายถึง ปริมาณของน้ำในดินที่ถูกดูดยึดไว้ด้วยอนุภาคของดินหลังจากที่น้ำนั้นสูญเสียจากดินไปด้วยแรงดึงดูดของโลกแล้ว
                              Permanent wilting point หรือ wilting coefficient หมายถึง ระดับความชื้นในดินที่พืชไม่สามารถดูดน้ำไปใช้ได้ จึงเป็นเหตุให้พืชนั้นเหี่ยวอย่างถาวร ไม่สามารถฟื้นคืนสภาพเดิมได้แม้จะเพิ่มปริมาณน้ำลงสู่ดินใหม่อีกครั้ง
                              - ความหนาแน่นรวมของดิน (Soil density) คือสัดส่วนระหว่างน้ำหนักแห้งของดินส่วนที่เป็นของแข็ง (อนุภาคของดินรวมกับอินทรียวัตถุ) ต่อปริมาตรของดิน มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ ความพรุนของดิน และความสามารถในการระบายน้ำและอากาศของดิน
                              - อินทรียวัตถุ (soil organic matter) เป็นองค์ประกอบ ที่มีความสำคัญต่อคุณสมบัติของดินทั้งทางฟิสิกส์และทางเคมี ที่จะทำให้ดินมีความสามารถในการเก็บกักน้ำไว้ในดินได้ในปริมาณสูง เก็บกักธาตุอาหารได้ดี
 
 
 
 
 

                              3.สมบัติทางเคมีของดิน วัดได้จาก ปฏิกิริยาของดิน หมายถึงปริมาณความเข้มข้นของไฮโดรเจน (H+) และไฮดรอกซิลไอออน (OH- ) ที่อยู่ในสารละลายดิน (pH) โดยคำนวณได้จากค่า logarithm ของ ความเข้มข้นของไฮโดรเจน (H+) ดังสมการ

                              ค่า pH มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของพืชและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อยู่ในดิน มีผลต่อการประโยชน์ของธาตุอาหารพืชที่อยู่ในดิน รวมถึงสมบัติทางฟิสิกส์ของดิน ดินที่มีค่า pH สูง แสดงว่าดินมีความเป็นด่าง ส่วนดินี่มีค่า pH ต่ำ แสดงว่ามีความเป็นกรด ค่า pH ยังใช้เป็นค่าดัชนีที่ใช้ในการจัดการพื้นที่เพื่อการสร้างผลผลิตทั้งทางเกษตรและป่าไม้ ค่า pH จะแตกต่างกันไปตามพื้นที่ เนื่องมาจากสภาพอากาศที่แตกต่างกัน หรืออาจจะเกิดจากสมบัติพื้นฐานของดิน เช่น ปริมาณของอนุภาค colloids และปริมาณของสารต่างๆ ที่ละลายอยู่ในสารละลายดิน

 
 
 
 
                              1. การหมุนเวียนของไนโตรเจน ไนโตรเจนเป็นธาตุที่มีปริมาณมากอยู่ในบรรยากาศในรูปของ N2 NOx ประมาณ 79 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ไนโตรเจนยังเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของโปรตีน กรดอะมิโนที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ ของสิ่งมีชีวิต โดยทั่วไปแล้วไนโตรเจนมักจะเป็นปัจจัยจำกัดในการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากพืชสามารถใช้ไนโตรเจนในรูปของแอมโมเนียมไอออน (NH4+) และไนเตรท ไอออน (NO3- ) เท่านั้น อินทรีย์ไนโตรเจน (organic nitrogen) ที่สะสมอยู่ในสิ่งมีชีวิต จะเปลี่ยนรูปไปเป็นอนินทรีย์ไนโตรเจนก็ต่อเมื่อผ่านกระบวนการสลายตัว (decomposition) หรือกระบวนการทางชีวเคมี (biogeochemical) กระบวนการเหล่านี้จะเกิดขึ้นในบริเวณผิวดินโดยจะเปลี่ยนจากอินทรีย์ไนโตรเจนในรูปของ NH3 เป็น NH4+ เรียกกระบวนการเหล่านี้ว่า Mineralization ที่ประกอบไปด้วย Ammonification และ Nitrification ที่สิ่งมีชีวิตพวกแบคที่เรีย รา และ Actinomycetes เป็นตัวที่ทำให้เกิดกระบวนการเหล่านี้ขึ้นมา
 
การหมุนเวียนของไนโตรเจนในระบบนิเวศ
 
 
 
                              2. กระบวนการตรึงไนโตรเจน (Nitrogen Fixation) ไนโตรเจนที่อยู่ในดินของระบบนิเวศบนบก พบว่ามีต้นกำเนิดมาจากบรรยากาศโดยผ่านกระบวนการตรึงไนโตรเจน ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนรูปของไนโตรเจนที่มีความเฉื่อยสูงและไม่สามารถเป็นประโยชน์ต่อพืชในบรรยากาศให้อยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ กระบวนการตรึงไนโตรเจน จำแนกได้ 3 รูปแบบ ได้แก่
                              - การตรึงไนโตรเจนตามธรรมชาติ (Atmospheric fixation) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในขณะที่เกิดฟ้าแลบฟ้าผ่า
                              - การตรึงไนโตรเจนโดยกระบวนการทางอุตสาหกรรม (Industrial fixation) เป็นกระบวนการ ซึ่งสามารถเปลี่ยนรูปไนโตรเจนไปเป็นปุ๋ย แอมโมเนียมไนเตรท (NH4NH3 ) ได้
                              - การตรึงไนโตรเจนโดยอาศัยสิ่งมีชีวิต (Biological fixation) เป็นการตรึงไนโตรเจน โดยอาศัยสิ่งมีชีวิตบางกลุ่มที่เรียกว่า nitrogen fixing organism ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเพียงชนิดเดียวหรือเกิดขึ้นจากการร่วมกันกระทำของสิ่งชีวิตในรูปแบบ symbiosis ระหว่างแบคทีเรียกับพืชก็ได้
 
ที่มา : ltpwww.gsfc.nasa.gov ที่มา : ltpwww.gsfc.nasa.gov ที่มา : ltpwww.gsfc.nasa.gov
ที่มา : ltpwww.gsfc.nasa.gov ที่มา : ltpwww.gsfc.nasa.gov ที่มา : ltpwww.gsfc.nasa.gov
ที่มา : ltpwww.gsfc.nasa.gov ที่มา : ltpwww.gsfc.nasa.gov ที่มา : ltpwww.gsfc.nasa.gov
ที่มา : ltpwww.gsfc.nasa.gov ที่มา : ltpwww.gsfc.nasa.gov ที่มา : ltpwww.gsfc.nasa.gov
กระบวนการตรึงไนโตรเจน
 
 
 
                              3. กระบวนการของไนโตรเจนรูปแบบอื่นๆ
 
                                   Ammonification เป็นกระบวนการเปลี่ยนรูปของไนโตรเจนจากกรดอะมิโนเป็นแอมโมเนีย (NH3 )
 
                                   Nitrification เป็นกระบวนการ enzymatic oxidation ด้วย nitrifying bacteria พวก autotrophic bacteria เปลี่ยนรูปของไนโตรเจน NH4+ หรือ NH3 ไปเป็น NO2- และ NO3-ตามลำดับ
 
                                   Denitrification เป็นกระบวนการย้อนกลับของ nitrification เปลี่ยนรูปของไนโตรเจน NO2- และ NO3- ไปเป็น NH3 เป็นกระบวนการ enzymic reduction ของแบคทีเรียพวก heterotrophic bacteria ที่เกิดขึ้นในสภาวะที่ขาดออกซิเจน
 
 
 
                              4. การหมุนเวียนของธาตุฟอสฟอรัส ฟอสฟอรัสเป็นธาตุอาหารที่มีความสำคัญต่อการเติบโตของต้นไม้มากและมีแนวโน้มว่าปริมาณของฟอสฟอรัสในดินมักจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช ฟอสฟอรัสจึงจัดเป็นธาตุปุ๋ยอีกตัวหนึ่งที่อาจจำเป็นต้องเติมให้กับดิน ฟอสฟอรัสพบเฉพาะวัตถุต้นกำเนิดที่อยู่ในกลุ่มหินตะกอนเท่านั้น ฟอสฟอรัสที่สลายตัวจากวัตถุต้นกำเนิดดินจะละลายอยู่ในสารละลายดิน ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้โดยตรง แต่มีฟอสฟอรัสปริมาณไม่น้อยที่ไม่สามารถเป็นประโยชน์ต่อพืชได้เนื่องจากมีสภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น ค่า pH สูงหรือต่ำเกินไป หรือถูกตรึงไว้ในดินไม่สามารถเป็นประโยชน์ได้ สัตว์ได้รับฟอสฟอรัสด้วยการกินชิ้นส่วนของพืชที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบอยู่ และเมื่อพืชและสัตว์ตายลง ฟอสฟอรัสจะถูกย่อยสลายเป็นอนิน ทรีย์ฟอสฟอรัสกลับลงสู่ดินอีกครั้ง ฟอสฟอรัสที่อยู่ในรูปของ PO4- มักจะไม่ถูกดูดซับไว้ด้วยอนุภาคของดินจึงมีแนวโน้มที่จะสูญเสียออกจากระบบนิเวศนั้นๆ ด้วยการถูกกษัยการ (erosion) และถูกชะล้าง (leaching) ได้โดยง่าย ซึ่งมีน้ำเป็นตัวนำฟอสฟอรัสไปสู่ระบบนิเวศในน้ำต่อไป
 
การหมุนเวียนของฟอสฟอรัสในระบบนิเวศ