ที่มา : สุเทพ ดุษฎีวณิชยา . 2540. ศัพท์ชีววิทยา. ต้นไทรการพิมพ์, กรุงเทพฯ.

ที่มา : สุเทพ ดุษฎีวณิชยา . 2540. ศัพท์ชีววิทยา. ต้นไทรการพิมพ์, กรุงเทพฯ.

ที่มา: สุเทพ ดุษฎีวณิชยา . 2540. ศัพท์ชีววิทยา. ต้นไทรการพิมพ์, กรุงเทพฯ.

ที่มา : สุเทพ ดุษฎีวณิชยา . 2540. ศัพท์ชีววิทยา. ต้นไทรการพิมพ์, กรุงเทพฯ.

ที่มา : สุเทพ ดุษฎีวณิชยา . 2540. ศัพท์ชีววิทยา. ต้นไทรการพิมพ์, กรุงเทพฯ.

ที่มา : สุเทพ ดุษฎีวณิชยา . 2540. ศัพท์ชีววิทยา. ต้นไทรการพิมพ์, กรุงเทพฯ.

ที่มา: สุเทพ ดุษฎีวณิชยา . 2540. ศัพท์ชีววิทยา. ต้นไทรการพิมพ์, กรุงเทพฯ.

ที่มา : สุเทพ ดุษฎีวณิชยา . 2540. ศัพท์ชีววิทยา. ต้นไทรการพิมพ์, กรุงเทพฯ.

 
บทที่ 3
การเติบโตและการพัฒนาของต้นไม้
 
เนื้อหา
     - ความหมาย
     - บริเวณที่เกิดการเติบโตและพัฒนา
     - การเติบโตและพัฒนาของส่วนต่างๆ
        1. การเติบโตและพัฒนาของราก
        2. การเติบโตและพัฒนาของลำต้น
        3.การเติบโตและพัฒนาของใบ
     - ขั้นตอนการเติบโตและพัฒนา
     - รูปแบบการเติบโต
     - ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเติบโต
        1.ปัจจัยทางพันธุกรรม
        2.ปัจจัยภายใน  
        3.ปัจจัยภายนอก
     - กระบวนการทางสรีรวิทยา
        1.กระบวนการสังเคราะห์แสง
        2.กระบวนการทางสรีรวิทยาอื่นๆ
     - สารควบคุมการเติบโต
     - การสืบต่อพันธุ์
        1.การขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศ
        2.การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
     - คำถามท้ายบท
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ลดาวัลย์  พวงจิตร
 
 
 
                              การเติบโต (Growth) หมายถึง การเพิ่มขึ้นของขนาด ปริมาตร หรือมวลของต้นไม้ ซึ่งเป็นผลมาจากการแบ่งเซลล์และขยายขนาดของเซลล์ อันเป็นผลมาจากกระบวนการทางสรีรวิทยาทุกกระบวนการในพืช ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านปริมาณที่ ไม่คืนกลับ (irreversible)
 
                             การพัฒนา (Development) เป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านคุณภาพ หมาย ถึงการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ทั้งลักษณะภายนอกและกายวิภาคภายใน ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและองค์ประกอบของเซลล์ (cell differentiation) เพื่อไปทำหน้าที่ที่แตกต่างกัน การพัฒนา เป็นผลร่วมของการเติบโตและการเปลี่ยนสภาพ กำหนดด้วยลักษณะทางพันธุกรรม
 
Development = Growth + Differentiation
 
 
 
                              บริเวณที่มีเซลล์ใหม่เกิดขึ้นเรียกว่าบริเวณ เนื้อเยื่อเจริญ (meristems) ประกอบด้วยเซลล์จำนวนมากที่จะทำหน้าที่ในการแบ่งเซลล์ โดยปกติ เนื้อเยื่อเจริญจะอยู่บริเวณส่วนปลายของต้นไม้ อันได้แก่ ปลายยอด และปลายราก เรียกว่า เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย (apical meristems) ทำให้ต้นไม้มีการเพิ่มขนาดทางความยาวขึ้น การเติบโตนี้เรียกว่า การเติบโตปฐมภูมิ (primary growth) เนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นจากการเติบโตปฐมภูมิ เรียกว่า เนื้อเยื่อปฐมภูมิ (primary tissues) สำหรับเนื้อเยื่อเจริญที่อยู่ด้านข้าง เรียกว่า เนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง (lateral meristems) ซึ่งผลของการเติบโตของเนื้อเยื่อเจริญด้านข้างทำให้ต้นไม้มีการเพิ่มขนาดทางเส้นผ่าศูนย์กลาง เรียกว่า การเติบโตทุติยภูมิ (secondary growth) ซึ่งพบในไม้ยืนต้น เนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นจากการเติบโตทุติยภูมิ เรียกว่า เนื้อเยื่อทุติยภูมิ (secondary tissues) ทำให้เกิดความแข็งแรง ความแตกต่างของการเติบโตของส่วนต่างๆ ของต้นไม้ ทั้งการเติบโตปฐมภูมิของเนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย และการเติบโตทุติยภูมิของเนื้อเยื่อเจริญด้านข้างทำให้ต้นไม้มีรูปทรงที่แตกต่างกันไป เช่น เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายมีความแข็งแรงและข่มเนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง ต้นไม้จะมีทรงพุ่มสูง ตรงกันข้าม หากเนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายไม่แข็งแรงทำให้มีการเจริญของเนื้อเยื่อเจริญด้านข้างเกิดการแตกกิ่งก้านมาก ต้นไม้จะมีทรงพุ่มเตี้ยและแผ่กว้าง
 
 
ที่มา : http://www.projectgrow.org/readin3.gif
meristems
 
 
 
                              1. การเติบโตและพัฒนาของราก รากจะเริ่มพัฒนาจากเนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย (apical meristem) ซึ่งอยู่บริเวณส่วนปลายสุดของราก สามารถแยกออกเป็น เขตการแบ่งตัว (region of cell division) เขตการขยายขนาด (region of cell elongation) และเขตการเปลี่ยนสภาพของเซลล์เพื่อไปทำหน้าที่ต่างๆ กัน (region of cell differentiation) บริเวณปลายสุดของรากจะมี หมวกราก (root cap) ซึ่ง มีลักษณะเป็นเยื่อบางๆ มีเมือกลื่นที่เรียกว่า มิวซิเลจ (mucilage) ช่วยให้รากสามารถชอนไชได้สะดวกขึ้น และทำหน้าที่ป้องกันเนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายราก รากที่แตกแขนงออกไปทางด้านข้างเรียกว่ารากแขนง (lateral root)
 
ที่มา : http://www.ualr.edu/~botany/root_anatomy2.jpg
การเติบโตและการพัฒนาของราก
 
 
 
                              2. การเติบโตและพัฒนาของลำต้น จะเกิดขึ้นทั้ง 2 บริเวณ คือ บริเวณเนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย และเนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง การเติบโตของลำต้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระยะ คือ การเติบโตจากเนื้อเยื่อเจริญปฐมภูมิ (primary meristem) ซึ่ง มีผลทำให้ลำต้นและกิ่งยืดยาวขึ้น และการเติบโตจากเนื้อเยื่อเจริญทุติยภูมิ (secondary meristem) ซึ่งมีผลทำให้ลำต้นขยายขนาดความโต โดยมีเนื้อเยื่อเจริญที่สำคัญคือ แคมเบียม (cambium) เมื่อแคมเบียมแบ่งเซลล์เข้าด้านในจะเกิดเป็นไซเล็มทุติยภูมิ (secondary xylem) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ต้นไม้ขยายขนาดขึ้น สำหรับเซลล์ที่เกิดจากการแบ่งของแคมเบียมออกมาทางด้านนอกจะเปลี่ยนสภาพเป็นโฟลเอ็มทุติยภูมิ (secondary phloem) ซึ่งจะถูกผลักดันออกมาเรื่อยๆ และหลุดออกไปในที่สุด โดยปกติกิจกรรมการแบ่งเซลล์และการเติบโตของแคมเบียมจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงฤดูเติบโต (growing season) ซึ่งมักจะอยู่ในช่วงฤดูฝน และช้าลงในช่วงปลายฤดูฝนย่างเข้าสู่ฤดูหนาว อัตราการเติบโตที่ต่างกัน นี้ ทำให้เมื่อตัดลำต้นด้านตัดขวาง จะเห็นส่วนของไซเล็มทุติยภูมิมีลักษณะเป็นชั้นๆ ตามจำนวนปีที่เติบโต เรียกว่า วงเติบโต (growth ring )
 
ที่มา : Northington, D.K. and E.L. Schneider. 1996. The Botanical World. 2nd Edition. Wm.C.Brown Publishers. Boston.

โครงสร้างและวงเติบโตของลำต้นของไม้ยืนต้น

 
 
 
                              3.การเติบโตและพัฒนาของใบ ใบมีต้นกำเนิดมาจากจุดกำเนิดใบ (leaf primordia) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณรอบนอกของเนื้อเยื่อเจริญปลายยอด การเติบโตของใบจะแบ่งออกเป็นการเติบโตปลายยอด (apical growth) ซึ่งมีผลทำให้ใบยาวขึ้น และการเติบโตแนวขอบใบ (marginal growth) ซึ่งมีผลทำให้ใบแผ่ออกเป็นแผ่นใบ (blade) องค์ประกอบที่สำคัญของใบคือปากใบ (stomata) ซึ่งจะอยู่ที่ส่วนของเนื้อเยื่อชั้นผิวใบ (epidermis) ปากใบอาจมีทั้งสองด้าน (amphistomatous) หรือมีเพียงด้านเดียว โดยอาจมีเฉพาะด้านบน (epistomatous) หรือเฉพาะด้านล่าง (hypostomatous) ปากใบอาจเกิดอยู่ในระดับเดียวกับเนื้อเยื่อชั้นผิว หรืออยู่ต่ำกว่า (sunken stomata) หรือสูงกว่า (raised stomata) เนื้อเยื่อชั้นผิวก็ได้
 
ที่มา : Nels R.Lersten”Leaf”World Book Online,http://worlbookonline.com ที่มา : Nels R.Lersten”Leaf”World Book Online,http://worlbookonline.com ที่มา : Nels R.Lersten”Leaf”World Book Online,http://worlbookonline.com
ที่มา : Nels R.Lersten”Leaf”World Book Online,http://worlbookonline.com ที่มา : Nels R.Lersten”Leaf”World Book Online,http://worlbookonline.com ที่มา : Nels R.Lersten”Leaf”World Book Online,http://worlbookonline.com
ที่มา : Nels R.Lersten”Leaf”World Book Online,http://worlbookonline.com ที่มา : Nels R.Lersten”Leaf”World Book Online,http://worlbookonline.com ที่มา : Nels R.Lersten”Leaf”World Book Online,http://worlbookonline.com
ภาพตัดขวางแสดงส่วนต่างๆ ของใบ
 
 
 
 
                              การเติบโตและพัฒนาของต้นไม้จะเกิดขึ้นในเซลล์เป็นลำดับแรก โดยมีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเซลล์ แบ่งออกได้เป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การแบ่งเซลล์ (cell division) 2) การขยายขนาดของเซลล์ (cell enlargement) 3) การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ (cell differentiation) และ 4) การเจริญเต็มวัยของเซลล์ (cell maturation) การเติบโตและพัฒนาของต้นไม้ในระยะเริ่มแรก นับตั้งแต่เมล็ดงอก จะเป็นการเติบโตและพัฒนาของส่วนที่ไม่อาศัยเพศ (vegetative growth) คือส่วนของลำต้น กิ่ง ใบ และราก จากการพัฒนาของเซลล์ตายอด เมื่อถึงระยะหนึ่งต้นไม้จึงเริ่มมีการเติบโตและพัฒนาของส่วนสืบพันธุ์ (reproductive growth) อันได้แก่ ส่วนของดอก ผล และเมล็ด การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทั้งสองระยะจะดำเนินไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเป็นลำดับขั้น โดยจะไม่มีการพัฒนาที่ข้ามขั้นตอน
 
 
 
 
                              การศึกษาการเติบโตของต้นไม้ส่วนใหญ่จะแสดงผลในรูปของเส้นโค้งการเติบโต ( growth curve ) ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของต้นไม้แต่ละชนิด หากนำการเติบโตของต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของขนาด ปริมาตร หรือน้ำหนัก มาสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของเวลา จะพบว่าการเติบโตมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน คือมีลักษณะเป็นรูปตัว S เรียกว่า sigmoid growth curve ทั้งนี้เนื่องจากต้นไม้จะมีอัตราการเติบโตในระยะต่างๆ ตลอดวงจรชีวิตที่ไม่เท่ากัน
 

ความสัมพันธ์ของการเติบโตและเวลา มีรูปร่างเป็นแบบ sigmoid curve

 
 
 
 
                              ปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตของต้นไม้ สามารถแบ่งออกเป็น
                              1. ปัจจัยทางพันธุกรรม เป็นตัวกำหนดขอบเขตของการเติบโต เนื่องจากการเติบโตและพัฒนาของต้นไม้จะถูกควบคุมโดยหน่วยพันธุกรรมเบื้องต้น ที่เรียกว่า ยีน (gene) ซึ่งจะทำหน้าที่กำหนดชนิด จำนวน ขนาด รูปร่าง และควบคุมการทำงานในระดับเซลล์ให้เป็นไปตามแบบแผน และสามารถถ่ายทอดลักษณะดังกล่าวไปยังลูกหลานได้ ดังนั้นพันธุ์ไม้ต่างชนิดกัน จึงมีลักษณะการเติบโตที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม การควบคุมโดยยีนนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ตามสภาพแวดล้อม สาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดความผันแปรของลักษณะทางพันธุกรรม ได้แก่ การกลายพันธุ์ (mutation) ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดความผิดปกติของยีน โครโมโซม หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของโครโมโซม อันเกิดขึ้นจากสิ่งเร้าภายนอก สำหรับความผันแปรทางพันธุกรรมในระดับประชากรนั้น เกิดขึ้นจากการผสมพันธุ์ระหว่างต้นที่มีพื้นฐานทางพันธุกรรมที่แตกต่างกัน มนุษย์ได้นำความรู้ในเรื่องของความผันแปรของลักษณะทางพันธุกรรมมาใช้ประโยชน์ในด้านการปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น การปรับปรุงพันธุ์สามารถทำได้โดยการคัดเลือกแม่ไม้ คัดเลือกสายพันธุ์ รวมทั้งการผสมเทียม เพื่อให้ได้ลักษณะที่ต้องการ
 
 
                              2. ปัจจัยภายใน หมายถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับต้นไม้ อันได้แก่ ลักษณะทางสัณฐานวิทยา ปริมาณสารควบคุมการเติบโต และกระบวนการทางสรีระวิทยา ปัจจัยภายในจะเป็นตัวกำหนดระดับการเติบโตและพัฒนาของต้นไม้ ลักษณะทางพันธุกรรมก็ถือเป็นปัจจัยภายในของต้นไม้ได้เช่นกัน ความสามารถในการเติบโตของต้นไม้นั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิดกับลักษณะทางสัณฐานวิทยาของต้นไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัดส่วนระหว่างรากกับส่วนเหนือดิน (ลำต้น กิ่ง และใบ) การเติบโตและพัฒนาระบบรากจะขึ้นอยู่กับใบ ซึ่งทำหน้าที่ในการสร้างอาหารและฮอร์โมน ในขณะเดียวกันการเติบโตของส่วนเหนือดิน ก็ขึ้นอยู่กับรากที่ทำหน้าที่หาน้ำ และธาตุอาหาร ซึ่งจะผันแปรไปตามชนิดไม้ และอายุของต้นไม้
 
 
                              3. ปัจจัยภายนอก หมายถึง ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ในบริเวณที่ต้นไม้ขึ้นอยู่ ปัจจัยภายนอกนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงการเติบโตของต้นไม้โดยตรง แต่จะส่งผลทางอ้อมต่ออัตราการเติบโตและกระบวนการทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการเติบโต อันได้แก่ กระบวนการสังเคราะห์แสง การหายใจ การสร้างอาหาร การสังเคราะห์ฮอร์โมน การดูดน้ำและแร่ธาตุอาหาร และการขนย้ายสารอาหาร เป็นต้น ปัจจัยภายนอกอาจแบ่งได้เป็น ปัจจัยที่ไม่มีชีวิต ( biotic factors) ได้แก่ แสง น้ำ อุณหภูมิ ลม ธาตุอาหาร และมลพิษทางอากาศ เป็นต้น และ ปัจจัยที่มีชีวิต (abiotic factors) ได้แก่ โรค แมลง การแทะเล็มของสัตว์ และกิจกรรมของมนุษย์ เป็นต้น ปัจจัยแวดล้อมเป็นปัจจัยที่มีความซับซ้อนมาก โดยปัจจัยหนึ่งมักจะส่งผลต่ออีกปัจจัยหนึ่งเป็นลูกโซ่ การศึกษาอิทธิพลของสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการเติบโตของต้นไม้นั้น ไม่สามารถจำแนกออกเป็นเชิงปริมาณอย่างเด่นชัด เนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ อันได้แก่ (1) ปัจจัยแวดล้อมบางประการส่งผลต่อต้นไม้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ปัจจัยแวดล้อมบางประการส่งผลต่อต้นไม้เป็นครั้งคราว (2) ความสำคัญของปัจจัยแวดล้อมหนึ่งๆ ต่อการเติบโตของต้นไม้จะแปรผันไปตามเวลา (3) การเปลี่ยนแปลงการเติบโตอันเนื่องมาจากการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมอาจไม่ปรากฎ ให้เห็นเมื่อเวลาผ่านไป (4) การตอบสนองของการเติบโตต่อสภาพแวดล้อมเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมก่อนหน้านี้ (5) ความผันแปรของการเติบโตต่อสภาพแวดล้อมขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของต้นไม้ (6) การปรับตัวทางสัณฐานวิทยาของต้นไม้เมื่อเวลาผ่านไปจะมีผลต่อกระบวนการทางสรีรวิทยาของต้นไม้อย่างถาวร
 
 
 
 
                              กระบวนการทางสรีรวิทยาของต้นไม้มีหลายกระบวนการ สำหรับกระบวนการทางสรีรวิทยาที่สำคัญได้แก่
 
ที่มา : http://extension.oregonstate.edu/mg/botany/images/fig24.gif ที่มา : http://extension.oregonstate.edu/mg/botany/images/fig24.gif ที่มา : http://extension.oregonstate.edu/mg/botany/images/fig24.gif
ที่มา : http://extension.oregonstate.edu/mg/botany/images/fig24.gif ที่มา : http://extension.oregonstate.edu/mg/botany/images/fig24.gif ที่มา : http://extension.oregonstate.edu/mg/botany/images/fig24.gif
ที่มา : http://extension.oregonstate.edu/mg/botany/images/fig24.gif ที่มา : http://extension.oregonstate.edu/mg/botany/images/fig24.gif ที่มา : http://extension.oregonstate.edu/mg/botany/images/fig24.gif
กระบวนการทางสรีรวิทยาที่มีผลต่อการเติบโตของต้นไม้
 
 
                                   1 กระบวนการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) เป็นกระบวนการสร้างอาหารของต้นไม้ โดยส่วนของต้นไม้ที่มีสีเขียว คือใบจะดูดซับเอาพลังงานแสงมาเปลี่ยนเป็นพลังงานเคมี และสร้างอาหารจากโมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ ได้เป็นคาร์โบไฮเดรต คือน้ำตาลและแป้ง และปลดปล่อยก๊าซออกซิเจนออกมา ซึ่ง สามารถเขียนในรูปของสมการ ได้ดังนี้
 
 
6CO2 + 12H2O   C6H12O6 + 6H2O + 6O2
 
                                   ต้นไม้สังเคราะห์แสงได้เนื่องจากมีรงควัตถุ (pigment) ประเภทคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) ซึ่งอยู่ในคลอโรพลาสต์ (chloroplast) ทำหน้าที่ในการดูดแสงและกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาแสงในกระบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งประกอบด้วยหลายขั้นตอนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกันตามลำดับดังนี้ กระบวนการแพร (diffusion process) โดยก๊าซ CO2บริเวณรอบผิวใบจะไหลซึมผ่านเข้าสู่ใบและคลอโรพลาสต์ กระบวนการเคมีแสง (photochemical process)เปลี่ยนพลังงานแสงไปเป็นพลังงานเคมี (ATP, ADPH)โดยการถ่ายทอดอิเลคตรอน กระบวนการชีวเคมี (biochemical process) เป็นกระบวนการที่ คาร์บอนไดออกไซด์จะถูกเปลี่ยนไปเป็นแป้งและน้ำตาล โดยใช้พลังงานเคมีที่ได้ในกระบวนการเคมีแสง และมีเอนไซม์เข้ามาเกี่ยวข้อง
 
ที่มา : http://www.energex.com.au/switched_on/images/project_info/electricity_production/60.gif
photosynthesis
 
 
                                   2. กระบวนการทางสรีรวิทยาอื่นๆ การเติบโตของต้นไม้ยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางสรีรวิทยาอื่นๆ อีก อันได้แก่ การหายใจ (respiration) คือกระบวนการออกซิไดซ์สารอาหาร เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน โดยอาศัยกิจกรรมของเอนไซม์ ก่อให้เกิดพลังงานเพื่อนำไปใช้ในการเติบโต การคายน้ำ (transpiration) คือกระบวนการที่ต้นไม้สูญเสียน้ำออกจากใบไปสู่อากาศภายนอกในรูปของไอน้ำ การสูญเสียน้ำส่วนใหญ่จะออกทางปากใบ (stomata) ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของน้ำ และช่วยลดอุณหภูมิของใบ การลำเลียง (translocation) คือกระบวนการลำเลียงน้ำ แร่ธาตุ และอาหารที่สังเคราะห์ได้ไปยังส่วนต่างๆ ของต้นไม้เพื่อใช้ในการเติบโต การลำเลียงน้ำและแร่ธาตุจะเกิดขึ้นในท่อลำเลียงน้ำ (xylem) ในขณะที่การลำเลียงสารอาหารที่สังเคราะห์ได้จะเกิดขึ้นในท่อลำเลียงอาหาร (phloem)
 
ที่มา : http://www.uic.edu/classes/bios/bios100/lectf03am/translocation.jpg ที่มา : http://www.uic.edu/classes/bios/bios100/lectf03am/translocation.jpg
ที่มา : http://www.uic.edu/classes/bios/bios100/lectf03am/translocation.jpg ที่มา : http://www.uic.edu/classes/bios/bios100/lectf03am/translocation.jpg
translocation
 
ที่มา : http://www.bbc.co.uk/schools/gcsebitesize/img/bi05006.gif
 
transpiration
 
 
 
                              สารควบคุมการเติบโตของต้นไม้ (plant growth regulator หรือ PGR) เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่เกิดขึ้นในต้นไม้ มีระดับความเข้มข้นที่ต่ำมาก แต่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพทางสรีรวิทยา โดยการกระตุ้นหรือยับยั้งการเติบโตในต้นไม้นั้นๆ สารควบคุมการเติบโตที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ เรียกว่า ฮอร์โมน (hormone) สารควบคุมการเติบโตของพืชมีหลายชนิด แต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน และมีผลต่อการเติบโตที่แตกต่างกันด้วย ในบางครั้งอาจพบว่าต้องใช้สารควบคุมการเติบโตมากกว่าหนึ่งชนิด ในการร่วมกันทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง สารควบคุมการเติบโตของพืชที่พบในปัจจุบัน สามารถจำแนกตามคุณสมบัติออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ ออกซิน (auxin) จิบเบอเรลลิน (gibberellin) ไซโทไคนิน (cytokinin) เอธิลีน (ethylene) และสารยับยั้งการเติบโต (growth inhibitors)
 
 
 
                              การสืบต่อพันธุ์หรือการขยายพันธุ์สามารถจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
                              - การขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศ
(sexual reproduction) ได้แก่ การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดที่เป็นที่นิยมในทางป่าไม้ โดยมีปัจจัยที่ควรจะต้องคำนึงถึง คือแหล่งเมล็ดพันธุ์ วิธีการเก็บเมล็ด และการเพาะเมล็ด การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดมีข้อดี คือสามารถผลิตกล้าได้ในปริมาณมาก ทำได้ง่าย เสียค่าใช้จ่ายน้อย ต้นกล้าที่ได้มีระบบรากดี เนื่องจากมีรากแก้ว สำหรับข้อเสียของการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดคือเกิดการกลายพันธุ์ได้ง่าย
 
ที่มา : www.dragon.seowon.ac.kr/ ~bioedu/bio/ch26.htm ที่มา : www.dragon.seowon.ac.kr/ ~bioedu/bio/ch26.htm
ที่มา : www.dragon.seowon.ac.kr/ ~bioedu/bio/ch26.htm ที่มา : www.dragon.seowon.ac.kr/ ~bioedu/bio/ch26.htm
การขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชมีดอก
 
 
 
                              - การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (asexual reproduction) ซึ่งปัจจุบัน ได้รับความสนใจในทางป่าไม้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกสร้างสวนป่าไม้โตเร็ว ที่มีรอบตัดฟันสั้น การขยายพันธุ์ด้วยวิธีไม่อาศัยเพศมักใช้กับพันธุ์ไม้ที่ได้มีการทดสอบแล้วว่ามีลักษณะที่ดี เช่น มีการเติบโตรวดเร็ว มีรูปทรงที่ดี และมีความทนทานต่อโรคและแมลง การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ มีหลายวิธี เช่น การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง การติดตา การแยกหน่อ การปักชำ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ข้อดีของการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ คือ สามารถรักษาลักษณะทางพันธุกรรมที่ดีของต้นแม่ให้ถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ ลดปัญหาการขาดแคลนเมล็ดไม้ ต้นไม้ที่ได้จะมีการเติบโตที่เท่าๆ กัน ทำให้ง่ายต่อการจัดการดูแล สำหรับข้อเสีย คือ ต้องอาศัยเทคนิคและความชำนาญจึงจะได้ผลดี ต้นทุนสูงกว่าการเพาะด้วยเมล็ด และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พื้นฐานทางพันธุกรรมแคบลงได้ เนื่องจากมีการขยายพันธุ์เฉพาะต้นที่ดีๆ เพียงไม่กี่ต้น
 
ที่มา : http://web.ku.ac.th/agri/plants/j1.htm
ที่มา : http://web.ku.ac.th/agri/plants/j2.htm
การตอนกิ่ง
การทาบกิ่ง
การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ