ที่มา คณะกรรมการจัดทำปทานุกรมปฐพีวิทยา. 2541. ปทานุกรม ปฐพีวิทยา. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

ที่มา คณะกรรมการจัดทำปทานุกรมปฐพีวิทยา. 2541. ปทานุกรม ปฐพีวิทยา. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

ที่มา สุเทพ ดุษฎีวณิชยา. 2540. ศัพท์ชีววิทยา. บริษัท สำนักพิมพ์แม็ค จำกัด. ต้นไทรการพิมพ์, กรุงเทพฯ.

ที่มา สุเทพ ดุษฎีวณิชยา. 2540. ศัพท์ชีววิทยา. บริษัท สำนักพิมพ์แม็ค จำกัด. ต้นไทรการพิมพ์, กรุงเทพฯ.

ที่มา : อุทิศ กุฏอินทร์. 2541. นิเวศวิทยา พื้นฐานเพื่อการป่าไม้. ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

ที่มา : วิสุทธิ์ สุวรรณาภินันท์. 2539. ระบบวนวัฒน์. ภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

ที่มา : วิสุทธิ์ สุวรรณาภินันท์. 2539. ระบบวนวัฒน์. ภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

 
บทที่ 2
ป่าไม้
 
เนื้อหา
     - องค์ประกอบของป่า
     - การจำแนกชนิดของป่า
           1.อาศัยจุดกำเนิด
           2.อาศัยอายุของหมู่ไม้
           3.อาศัยองค์ประกอบของหมู่ไม้
           4.อาศัยวัตถุประสงค์ของการจัดการ
           5.จำแนกตามหลักนิเวศน์วิทยา
     - การจำแนกชนิดของป่าในประเทศไทย
           1. ป่าไม่ผลัดใบ
           2. ป่าผลัดใบ
     - คำถามท้ายบท
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
จงรัก  วัชรินทร์รัตน
 
 
 
                              ป่าไม้ เป็นระบบนิเวศซึ่งมีการปกคลุมของต้นไม้อย่างหนาแน่นมากหรือน้อย และมีขนาดเพียงพอที่จะทำให้เกิด ภูมิอากาศจุลภาค (micro climate) และสภาพทางนิเวศวิทยาซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนจากพื้นที่นอกป่า โดยเฉพาะในเรื่องของอุณหภูมิ ความชื้น แสง ลม ความชื้นสัมพัทธ์ และดิน มีองค์ประกอบและสิ่งแวดล้อมต่างๆ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ให้คงสภาพความเป็นป่าไม้ไว้ เช่น ภูเขา ลำน้ำ ลำห้วย ลำธาร สัตว์ป่า ดิน หิน พืชชั้นสูง พืชชั้นต่ำ แมลง ทำให้เกิดระบบนิเวศหนึ่ง ซึ่งมีความสลับซับซ้อน
 
 
                              ป่าไม้จึงเป็นสังคมสิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วย พืชพรรณน้อยใหญ่นานาชนิด ขึ้นอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลและเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น สัตว์ป่า จุลินทรีย์ในดิน ตลอดจนสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ดิน หิน น้ำ แร่ธาตุ ทำให้เกิดระบบนิเวศหนึ่ง ซึ่งมีความสลับซับซ้อนซึ่งจะทำให้ภูมิอากาศ และสภาพแวดล้อมแตกต่างจากภายนอกป่าอย่างชัดเจน จึงสามารถแบ่งองค์ประกอบของป่าไม้ออกเป็น 2 ส่วน หลักๆ ได้แก่ ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน ได้แก่ ไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม ไม้ล้มลุก หญ้า ไลเคน และเฟิร์นต่างๆ รวมทั้งสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่บนดิน เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก นก ตลอดจน แมลงต่างๆ และส่วนที่อยู่ใต้ดิน ได้แก่ ดิน หิน น้ำในดิน และจุลินทรีย์ในดิน เป็นต้น
 
 
 
 

                             1. การแบ่งประเภทป่าโดยอาศัยจุดกำเนิด (origin) แบ่งได้เป็น
                                 - ป่าสูง
(high forest) หมายถึงป่าที่พัฒนามาจากเมล็ด เช่น ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง
                                 - ป่าต่ำ
(low forest, coppice forest) หมายถึงป่าที่เกิดจากการแตกหน่อจากลำต้น (sprouts) หรือราก (sucker) เช่น ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง
                                 - ป่ากลาง
(middle forest) หมายถึงป่าที่มีจุดกำเนิดจากทั้งเมล็ดและการแตกหน่อ เช่น ป่าที่เกิดจากการทำไม้ในระบบเลือกตัด
                                 

                                 การแบ่งประเภทป่าตามลักษณะของจุดกำเนิดยังอาจแบ่งออกเป็น
                                 - ป่าพรหมจรรย์ (virgin forest) ซึ่งเป็นป่าที่เกิดขึ้นจากเมล็ดและไม่เคยถูกตัดฟันมาก่อน
                                 - ป่ารุ่นสอง (second growth, secondary forest) เป็นป่ายังอยู่ในระยะกำลังฟื้นตัว (building phase)

 
 
                              2. การแบ่งประเภทป่าโดยอาศัยอายุของหมู่ไม้ (age stands) แบ่งได้เป็น
                                 - หมู่ไม้ชั้นอายุเดียว
(even age stands) มักจะพบในพื้นที่ที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติภายหลังที่ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เช่น เกิดไฟป่า หรือเกิดจากการตัดฟันแบบตัดดะ (clearcutting) แล้วปลูกใหม่
                                 - หมู่ไม้ชั้นอายุไม่สม่ำเสมอ
(uneven age stands) เป็นหมู่ไม้ที่มีชั้นอายุแตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง เป็นต้น
 
 
                              3. การแบ่งประเภทป่าโดยอาศัยองค์ประกอบของหมู่ไม (stands composition) แบ่งได้เป็น
                                 - ป่าล้วน (pure forest) โดยทั่วไปจะพิจารณาจากการที่มีไม้เรือนยอดเด่นเพียงชนิดเดียวมากกว่าร้อยละ 90 แม้ว่าจะมีไม้พื้นล่างเป็นชนิดอื่น ป่าชนิดเดียวล้วนจะเกิดขึ้นได้ต้องมีสาเหตุหลักๆ ดังนี้
                                  1) มีสภาพภูมิอากาศ (climatic conditions) ซึ่งค่อนข้างจะเลวร้าย และมีชนิดไม้เพียงชนิดเดียวที่สามารถขึ้นอยู่ได้
                                  2) มีสภาพดิน (edaphic condition) ที่พรรณไม้อื่นไม่สามารถขึ้นได้
                                  3) เกิดความหายนะอย่างใหญ่หลวงจาก ไฟ ลมพายุ หรือน้ำท่วม ทำให้มีไม้เพียงชนิดเดียวที่สามารถบุกเบิกมาใหม่ หรืออยู่รอดได้ในพื้นที่เปิดโล่ง
                                  4) มีไม้ซึ่งเป็นผู้รุกราน (aggressive) ขึ้นปกคลุมพื้นที่จนไม้ชนิดอื่นไม่สามารถเกิดขึ้นได้
                                  5) เป็นสวนป่าเศรษฐกิจ ซึ่งปกติจะเป็นสวนป่าชนิดเดียวล้วนเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ และมีต้นทุนต่ำ
                                  ข้อดีของป่าล้วนคือ ได้ชนิดไม้ที่มีราคาสูงมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ป่าผสม การจัดการเพื่อการสืบพันธุ์ของชนิดไม้ที่ต้องการทำได้ง่าย แต่มี ข้อเสีย คือ ขาดความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนแปลงของตลาด และขาดการใช้ประโยชน์อย่างอเนกประสงค์
                                 - ป่าผสมหลายชนิด (mixed stand) มีข้อดีคือ มีระบบรากที่หลากหลาย การหมุนเวียนธาตุอาหารมีการพัฒนาที่ดี มีหลายชั้นเรือนยอด มีความผันแปรของภูมิอากาศน้อย มีความรุนแรงของโรคและแมลงน้อย และมีการใช้ประโยชน์อย่างเอนกประสงค์ได้มากกว่าป่าชนิดเดียวล้วน แต่มีข้อเสียคือ การจัดการทำได้ยาก มีต้นทุนสูง และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจของไม้ต่ำกว่าป่าล้วน
 
 
 
                              4. การแบ่งป่าโดยอาศัยวัตถุประสงค์ของการจัดการ (management objective) แบ่งได้เป็น
                                 - ป่าเศรษฐกิจ (economic forest, commercial forest) เป็นพื้นที่ที่กำหนดไว้เพื่อผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ เช่น สวนป่า ป่าป้องกัน (protection forest) เป็นป่าเพื่อประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ การนันทนาการ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า
                                 - ป่าอเนกประสงค์ (multiple use forest) เป็นพื้นที่ป่าที่มีไว้เพื่อประโยชน์หลายด้านทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ป่าชุมชน
 
 
 
                              5. การจำแนกป่าตามหลักนิเวศวิทยา (ecology) การจำแนกประเภทป่าในด้านนิเวศวิทยาในระดับโลก คือการมองอย่างกว้างๆ โดยอาจจะเรียก “ป่า” ว่าเป็นหนึ่งหน่วยของสังคมพืชพรรณไม้เหนือพื้นดินหรือสังคมพืชบก (terrestrial plant community) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ไบโอม (boime) คำว่า “ไบโอม” (biome) มีความหมายอย่างกว้างๆ คือ เป็นหน่วยของสังคมสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะหน่วยของพืชพรรณแต่อย่างเดียว สามารถจำแนกให้เห็นความแตกต่างได้ โดยอาศัยหลักการทางนิเวศอย่างกว้างๆ ได้แก่ ทุนดรา (tundra) ทะเลทราย (desert) ทุ่งหญ้า (grassland) และป่าไม้ (forests) พื้นที่ที่ถูกเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นที่เกษตร และชุมชนเมืองนั้นสามารถจำแนกไบโอมได้โดยใช้สังคมพืชสุดยอดที่คาดว่ากระจายในบริเวณนั้นๆ ในอดีต
 
                                   5.1 ไบโอมป่าไม้ (Forest biome) เป็นไบโอมที่มีต้นไม้ปกคลุม มีเรือนยอดของหมู่ไม้แน่นทึบ ป่าจะพบในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เกี่ยวกับดิน และน้ำ และมีช่วงของอุณหภูมิที่เหมาะสม โดยอย่างน้อยที่สุดจะต้องมีฤดูอบอุ่น ที่ไม้ยืนต้นสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
 
ที่มา : http://www.uwsp.edu/geo/faculty/ritter/geog101/modules/ecosystems_biomes/biomes_tropical_forests_page_1.html ที่มา : http://www.uwsp.edu/geo/faculty/ritter/geog101/modules/ecosystems_biomes/biomes_tropical_forests_page_1.html ที่มา : http://www.uwsp.edu/geo/faculty/ritter/geog101/modules/ecosystems_biomes/biomes_tropical_forests_page_1.html ที่มา : http://www.uwsp.edu/geo/faculty/ritter/geog101/modules/ecosystems_biomes/biomes_tropical_forests_page_1.html
ที่มา : http://www.uwsp.edu/geo/faculty/ritter/geog101/modules/ecosystems_biomes/biomes_tropical_forests_page_1.html ที่มา : http://www.uwsp.edu/geo/faculty/ritter/geog101/modules/ecosystems_biomes/biomes_tropical_forests_page_1.html ที่มา : http://www.uwsp.edu/geo/faculty/ritter/geog101/modules/ecosystems_biomes/biomes_tropical_forests_page_1.html ที่มา : http://www.uwsp.edu/geo/faculty/ritter/geog101/modules/ecosystems_biomes/biomes_tropical_forests_page_1.html
ที่มา : http://www.uwsp.edu/geo/faculty/ritter/geog101/modules/ecosystems_biomes/biomes_tropical_forests_page_1.html ที่มา : http://www.uwsp.edu/geo/faculty/ritter/geog101/modules/ecosystems_biomes/biomes_tropical_forests_page_1.html ที่มา : http://www.uwsp.edu/geo/faculty/ritter/geog101/modules/ecosystems_biomes/biomes_tropical_forests_page_1.html ที่มา : http://www.uwsp.edu/geo/faculty/ritter/geog101/modules/ecosystems_biomes/biomes_tropical_forests_page_1.html
Forest biome
 
                                   5.2 ไบโอมสาวันนา (Savanna biome) มักจะพบกระจายอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ของทวีปแอฟริกา หรืออเมริกาใต้ มีลักษณะเป็นป่าไม้จนถึงทุ่งหญ้า ที่มีต้นไม้กระจายอยู่ห่างๆ กันทั้งนี้เนื่องจากความชื้นในฤดูแล้งไม่เพียงพอสำหรับการปกคลุมของต้นไม้ให้เต็มพื้นที่ ไม้บางชนิดเป็นพวกทนแล้ง (xerophyte) การที่มีเรือนยอดโปร่งทำให้ไม้พื้นล่างขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น โดยเฉพาะหญ้าชนิดต่างๆ
 
ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm
ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm
ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm
ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm ที่มา : http://www.plantzafrica.com/vegetation/savanna.htm
Savanna  biome
 
 
                                   5.3 ไบโอมทุ่งหญ้า (Grassland biome) ไบโอมทุ่งหญ้า มีอยู่ 2 กลุ่มด้วยกัน คือ ทุ่งหญ้าแพรรีสูง มีหญ้าที่สูง และมีไม้ล้มลุกขึ้นปะปน พบในแถบละติจูดกลาง (midlatitude zone) และกึ่งเขตร้อน (subtropical zone) ที่มีฤดูหนาวและฤดูแล้งอย่างชัดเจน ทุ่งหญ้าแพรรีต่ำ จะมีหญ้าเตี้ยๆ ขึ้นกระจายเป็นกอ หรือช่อ อาจจะพบไม้พุ่มและไม้ยืนต้นเตี้ยๆ ทุ่งหญ้าประเภทนี้ถูกจัดเป็นกึ่งทะเลทรายในพื้นที่แห้งแล้ง มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าทุ่งหญ้าแพรรีสูง พบมากในอเมริกาเหนือ และประเทศรัสเซีย
 
ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm
ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm
ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm
ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm ที่มา : www.nature.nps.gov/.../ I&M1998/Peer-01.htm
Grassland  biome
 
 
                                   5.4 ไบโอมทะเลทราย (Desert biome) สามารถแบ่งกว้างๆ ได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
                                        - กึ่งทะเลทราย (semidesert) พบได้ในพื้นที่ที่มีภูมิอากาศแบบแห้งแล้ง และพื้นที่กึ่งแห้งแล้ง ส่วนใหญ่จะพบไม้พุ่มทนแล้ง (xerophytic shrubs) เช่น พืชกลุ่ม sagebruch ในตอนกลางและตอนใต้ของเทือกเขารอกกี้ และที่ราบสูงโคโลราโด
                                        - กึ่งทะเลทราย - ไม้หนาม (thorntree semidesert) ส่วนใหญ่อยู่ในเขตร้อน ไม้ส่วนใหญ่มีหนาม บางครั้งพบไม้กลุ่มกระบองเพชร ซึ่งสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพที่ร้อนและแล้งอันยาวนาน และมีฤดูฝนสั้น
                                        - ทะเลทรายแห้งแล้ง (dry desert) จะพบพืชทนแล้งกระจายอยู่เล็กน้อยตามพื้นดิน พืชที่พบส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก ใบแข็ง ไม้พุ่มหนาม เช่น กระบองเพชร หรือหญ้าแข็ง หลายชนิดเป็นพืชอายุสั้นที่จะเกิดเฉพาะช่วงฝนตกหนัก ซึ่งเกิดขึ้นน้อยครั้ง
 
ที่มา : http://pantransit.reptiles.org/images/1996-07-28/desert-scrub.jpg
Desert  biome
 
 
                                   5.5 ไบโอมทุนดรา (Tundra biome) โดยทั่วไปเป็น arctic tundra ซึ่งพบในพื้นที่ที่มีภูมิอากาศแบบทุนดรา พืชเติบโตได้ในฤดูร้อนที่มีกลางวันยาวและกลางคืนสั้นหรือไม่มีเลย ซึ่งช่วงนั้นอุณหภูมิจะสูงกว่าจุดเยือกแข็ง และชั้นน้ำแข็งจะตื้นลง พืชส่วนใหญ่เป็นไม้ล้มลุกเตี้ย และไม้ยืนต้นขนาดเล็ก บางครั้งพบพวก birch และ willow สำหรับพืชพื้นล่าง ได้แก่ sedges หญ้า เฟิร์น และไลเคน สังคมพืชแบบทุนดรา อาจพบได้ในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลมาก เรียกว่า alpine tundra ซึ่งอยู่เหนือเขตการเติบโตของไม้ยืนต้น และอยู่ต่ำกว่าเขตที่ไม่มีพืชพรรณขึ้นอยู่ (vegetation-free zone)
 
ที่มา : http://mbgnet.mobot.org/sets/tundra/
Tundra  biome
 
 
 
 
                              ในประเทศไทยได้แบ่งประเภทของป่าออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกันคือ
                                 - ป่าไม่ผลัดใบ (evergreen forests)
                                 - ป่าผลัดใบ (deciduous forests)
 
 
                             1. ป่าไม่ผลัดใบ (Evergreen Forests)
 
 
                                   1.1 ป่าดิบชื้น (tropical rain forest) ป่าดิบชื้นเกิดทั่วไปในเขตร้อนและชุ่มชื้น มีฝนตกรายปีโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 2,000 มม.ต่อปี และมีช่วงฤดูแล้งที่สั้น พบที่ระดับความสูงจากน้ำทะเลไม่เกิน 600 เมตร ในประเทศไทยพบได้ทุกส่วนของประเทศ แต่มีลักษณะที่แตกต่างกันไปบ้างตามสภาพดินฟ้าอากาศและภูมิประเทศที่ขึ้นอยู่ สภาพโดยทั่วไปเป็นป่ารกทึบ ไม้ชั้นบนส่วนใหญ่เป็นไม้ใหญ่วงศ์ไม้ยาง ไม้ชั้นกลาง และไม้ชั้นล่างสามารถขึ้นใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ได้ พื้นป่าประกอบด้วย ไม้พุ่ม ไม้ล้มลุก ระกำ หวาย และไผ่ รวมทั้งพืชตระกูลปาล์มที่มักพบอยู่เสมอ บนไม้ใหญ่จะมีพรรณไม้พวกเกาะอาศัย (epiphyte) เช่น เฟิร์น มอส ขึ้นอยู่ทั่วไป และพบเถาวัลย์เป็นจำนวนมาก พรรณไม้ที่สำคัญในป่าดิบชื้นได้แก่ ยางนา (Dipterocarpus alatus  ) ยางแดง (D.costulus  ) ยางยูง (D. gradiflorus  ) ตะเคียนทอง (Hopea odorata  ) ไข่เขียว (Parashorea stellat  ) เป็นต้น
 
ที่มา : wisplants.uwsp.edu/.../ natcomdetail.asp?typex=OR
tropical rain forest
 
 
                                   1.2 ป่าดิบแล้ง (dry evergreen forest) องค์ประกอบของพรรณไม้ที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัดระหว่างป่าดิบแล้งกับป่าดิบชื้นก็คือการลดลงของจำนวนชนิดพรรณไม้วงศ์ยางของป่าดิบแล้งเมื่อเปรียบเทียบกับป่าดิบชื้น โครงสร้างของป่าประกอบด้วยเรือนยอด 3 ชั้น โดยไม้ในเรือนยอดชั้นบน (canopy layer) นั้นประกอบด้วยพรรณไม้ผลัดใบน้อยกว่าหนึ่งในสาม ชั้นของไม้พุ่ม (shrub layer) มีการพัฒนาดี และมีเถาวัลย์ที่มีเนื้อไม้ (woody climber) หลายชนิด พรรณไม้พวกปาล์มพบกระจายอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะในบริเวณที่มีความชื้นสูง เช่น ตามแนวลำน้ำ พบที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 100 ถึง 800 เมตร พรรณไม้สำคัญในป่าดิบแล้งได้แก่ กระบาก (Anisoptera costata   ) ยางนา (Dipterocarpus alatus  ) ยางปาย (D. costatus  ) ยางแดง (D. turbinatus  ) ตะเคียนทอง (Hopea odorata  )
 
ที่มา : mailbox.univie.ac.th/.../2002-04Thaipics.htm
dry evergreen forest
 
 
                                   1.3 ป่าดิบเขา (montane forest or hill evergreen forest) ในพื้นที่ภูเขาสูงในเขตร้อน (tropical mountain) สังคมพืชเขตร้อน จะถูกแทนที่ด้วยสังคมพืชเขตอบอุ่น (temperate vegetation) หรือสังคมพืชป่าดิบเขา (montane vegetation) มักปรากฏให้เห็นที่ระดับความสูงประมาณ 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ขึ้นไป ซึ่งสามารถแบ่งป่าดิบเขาออกเป็นสังคมย่อยได้ดังนี้
                                 - ป่าดิบเขาระดับต่ำ (lower montane forest) พบที่ระดับความสูงประมาณ 1,000-1,800 เมตร จากระดับน้ำทะเล ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยประมาณ 1,300-2,000 มิลลิเมตรต่อปี หรือมากกว่า มีปริมาณความชื้นสูงคงที่ พรรณไม้ที่พบ ได้แก่ ไม้ในวงศ์ก่อ อันได้แก่ Castanopsis, Lithocarpus และ Quercus นอกจากนี้ยังพบไม้สนสามใบ (Pinus  kesiya  ) ขึ้นผสมอยู่ร่วมกับไม้ในวงศ์ Fagaceae และ Theaceae เป็นต้น
                                 - ป่าดิบเขาระดับสูง (upper montane forest) การปรากฏของป่าดิบเขาระดับสูงนั้นจะควบคู่ไปกับแนวหมอกน้ำค้าง (mist belt) โดยปกติแล้วจะอยู่ที่ระดับความสูงมากกว่า 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล แบ่งย่อยได้เป็น (1) ป่าดิบเขาชื้นระดับสูง (upper montane rain forest) มี เรือนยอดเกือบจะเป็นชั้นเดียว (single storey) บนกิ่งก้านของต้นไม้นั้นมีพืชที่เกาะอาศัยอยู่บนต้นไม้ประเภทไม้ดอก (epiphytic flowering plants) เฟิร์น มอส และไลเคนขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น และ (2) ป่าดิบเขาระดับสูงแคระ (upper montane scrub) ปรากฏอยู่ตามร่องหินที่ได้รับแสงเต็มที่ สภาพพื้นที่เปล่าเปลือยปราศจากดินเป็นส่วนใหญ่ มีลักษณะคล้ายกับเป็นสวนหิน ซึ่งเป็นรูปแบบของสังคมพืชกึ่งอัลไพน์และอัลไพน์
 
ที่มา : www.ipst.ac.th/ environment/video.htm
hill evergreen forest
 
 
                                   1.4 ป่าชายหาด (beach forest) พบอยู่ตามชายฝั่งทะเลซึ่งพื้นดินเป็นกรวด ทราย และโขดหิน ที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึง เนื่องจากอยู่ติดทะเลจึงได้รับอิทธิพลจากคลื่น ละอองน้ำเค็ม และลมทะเลอย่างต่อเนื่อง ป่าชายหาดพบกระจายอยู่ทั่วไปบริเวณชายฝั่งทะเลเป็นพื้นที่เล็กๆ องค์ประกอบของพรรณไม้และลักษณะโครงสร้างของป่าชายหาดจะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมากตามสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องที่ พรรณไม้สำคัญในป่าชายหาดได้แก่ ทุ้งฟ้า (Alstonia macrophylla  ) โพทะเล (Thespesia populnea  ) และก้านเหลือง (Nuaclea orientalis  )
 
ที่มา : http://www.wildlifefund.or.th/07_Habitats/02_beach_forest/beach_forest00.html
beach forest
 
                                   1.5 ป่าพร (swamp forest) ป่าพรุถือได้ว่าเป็นป่าที่มีน้ำท่วมขังประเภทหนึ่ง เกิดขึ้นตามแอ่งน้ำที่มีน้ำขังตลอดปี มีการสะสมซากพืช หรืออินทรียวัตถุอย่างถาวรของสังคมที่ขึ้นอยู่ เนื่องจากมีน้ำจืดแช่ขังอยู่ตลอดทั้งปี ทำให้ขาดออกซิเจน ซากพืช และอินทรียวัตถุจึงสลายตัวได้ช้ามาก ทำให้เกิดเป็นพรุ (peat bog) ขึ้น พืชส่วนใหญ่จึงมีวิวัฒนาการในส่วนของอวัยวะให้มีโครงสร้างพิเศษ เพื่อดำรงชีพอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ได้ เช่นโคนต้นมีพูพอน (buttress) มีรากหายใจ (pnuematophore) โผล่เหนือชั้นดินอินทรีย์ที่มีน้ำขัง ประเทศไทยมีป่าพรุที่สมบูรณ์เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวคือ ป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส พรรณไม้ที่สำคัญในป่าพรุได้แก่ หว้าหิน (Eugenia tumida  ) สะเตียว (Ganua motleyana  ) ชะเมาน้ำ (Eugenia grandis  ) ช้างไห้ (Neesia altissima  ) เสม็ดแดงใบใหญ่ (Eugenia chlorantha  ) กล้วยไม้ (Polyalthia curtisii  ) ขี้หนอนพรุ (Campnosperma coriaceum  )
 
ที่มา : http://www.trekkingthai.com/forest/frguide/frguide07.htm
swamp forest
 
 
                                   1.6 ป่าชายเลน (mangrove forest) จะพบทั่วไปตามพื้นที่ชายฝั่งทะเล บริเวณปากน้ำ อ่าว ทะเลสาบ และเกาะซึ่งเป็นบริเวณที่น้ำทะเลท่วม น้ำขึ้นน้ำลง เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดการแบ่งเขตการขึ้นอยู่ของพรรณไม้ หรือสิ่งมีชีวิต ในป่าชายเลน คลื่นและกระแสน้ำ มีบทบาทต่อการแพร่กระจายของพันธุ์ไม้ สภาพแวดล้อมที่รุนแรง ทำให้พรรณไม้ในป่าชายเลนต้องมีการปรับตัว และเปลี่ยนแปลงลักษณะบางประการของระบบราก ลำต้น ใบ ดอก และผลทั้งลักษณะภายนอกและภายในให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ที่พรรณไม้แต่ละชนิดขึ้นอยู่ เช่นการมีรากค้ำจุนในไม้โกงกาง รากหายใจของไม้แสม และลำพู เป็นต้น
 
mangrove forest
 
 
 
                              2. ป่าผลัดใบ (Deciduous forest)
 
 
                                   2.1 ป่าเต็งรัง (deciduous dipterocarp forest) ป่าเต็งรังเป็นสังคมพืชที่แห้งแล้ง ซึ่งปัจจัยดิน (edaptic factors) และไฟป่าที่เกิดเป็นประจำทุกปีมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาและการกระจายของป่าเต็งรัง ต้นไม้ส่วนใหญ่มีความทนทานต่อไฟผิวดินซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีได้ดี ป่าเต็งรังเกิดบนพื้นที่แห้งแล้งจนถึงแห้งแล้งมากที่สุดบนที่ลาดเชิงเขา บนไหล่เขา ตามแนวสันเขา และตามแนวลาดของภูเขาจนถึงความสูงประมาณ 600 – 800 เมตร จากระดับน้ำทะเล ดินตื้น เป็นกรวดจนถึงเป็นทราย หรือเป็นดินแลงที่มีหิน ต้นไม้ที่แสดงคุณลักษณะของป่าเต็งรังอย่างเด่นชัดที่สุด ได้แก่ เต็ง (Shorea obtusa  ) และรัง (Shorea siamensis  )
 
deciduous dipterocarp forest
 
 
                                   2.2 ป่าผสมผลัดใบ (mixed deciduous forest) ป่าผลัดใบผสมเขตร้อนหรือป่าผลัดใบผสม หรือป่าเบญจพรรณ โดยปกติแล้วการพัฒนาจะเกิดขึ้นดีที่สุดบนดินที่ถือกำเนิดมาจากหินปูน (limestone) และดินที่มีความอุดมสมบูรณ์จากการทับถมของตะกอน (alluvium soil) ป่าผลัดใบผสมจะพัฒนาอยู่อย่างกว้างขวางในระดับที่ต่ำกว่า 800 เมตร จากระดับน้ำทะเล และได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้งตามฤดูกาลไม่มากก็น้อย ป่าผลัดใบผสมแตกต่างอย่างเด่นชัดกับป่าเต็งรังตรงที่ไม่มีพรรณไม้ผลัดใบในวงศ์ยางที่ทนแล้งได้ดี แต่จะมีไม้ไผ่ที่มีลำใหญ่และยาวปรากฏอยู่แทนซึ่งจะมากหรือน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ พรรณไม้ที่สำคัญในป่าพรุได้แก่ กระบก (Irvingia malayana  ) หว้า (Eugenia cumini  ) มะม่วงป่า (Mangifera caloneura  )
 
ที่มา : http://www.deqp.go.th/data_env/tropical%20forest/images/mix1.gif
mixed deciduous forest
 
                                   2.3 ป่าเต็งรังผสมสน (pine deciduous dipterocarp forest) เป็นสังคมของป่าเต็งรังผสมกับสนพื้นเมืองสองชนิดคือ สนสองใบ และสนสามใบ โดยเกิดจากการซ้อนทับกัน (overlapping) ระหว่างป่าดิบเขาระดับต่ำสังคมสนเขา - ก่อ ซึ่งมีไม้สนสามใบ กับป่าเต็งรังผสมสนในพื้นที่สูงของภาคเหนือ อันเป็นผลมา จากไฟป่าในฤดูหนาวที่อากาศแห้ง (ธันวาคม – กุมภาพันธ์) โดยการกระทำของมนุษย์ ที่ระดับความสูงประมาณ 800 – 1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเล
 
ที่มา : http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E2689838/E2689838-22.jpg
pine deciduous dipterocarp forest