การทดสอบความแข็ง (Hardness test)

                ความแข็ง คือ ความต้านทานต่อแรงกด การขัดสีและการกลึงของวัสดุ   ดังนั้นการทดสอบความแข็งจึงสามารถทำได้หลายวิธี    แต่ในเชิงโลหะวิทยา การวัดความแข็งจะเป็นการทดสอบความสามารถของโลหะในการต้านทานต่อการแปรรูปถาวร เมื่อถูกแรงกดจากหัวกดกระทำลงบนชิ้นงานทดสอบ  โดยมีวิธีในการทดสอบที่นิยมใช้งาน ดังนี้

1. Brinell Hardness Test (HB)

เป็นการวัดความแข็งโดยอาศัยแรงกดคงที่กระทำกับลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็งลงบนผิวชิ้นงานทดสอบ  ค่าความแข็งจะคำนวณจากแรงกดที่กระทำต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ผิว โดยพื้นที่ผิวมีลักษณะเป็นผิวโค้ง  ดังนั้นสามารถคำนวณค่าความแข็งได้ตามสูตร ดังนี้

HB =

โดยที่                      HB  คือ  ค่าความแข็งแบบ Brinell (kgf/mm2)

                        P   คือ  แรงกด (kgf)

                        D   คือ  เส้นผ่านศูนย์กลางของลูกบอลเหล็กกล้า (mm.)

                        d   คือ  เส้นผ่านศูนย์กลางของรอยกด (mm.)

 

รูปที่ 1 : การทดสอบแบบ Brinell

แรงกดสำหรับการทดสอบจะอยู่ในช่วง 500-3000 kgf และลูกบอลเหล็กกล้าจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0 - 10 มม. โดยใช้ระยะเวลาในการกดประมาณ 10-15 วินาที สำหรับเหล็กหรือเหล็กกล้า  และ 30 วินาทีสำหรับโลหะนิ่ม (เช่น ตะกั่ว  ดีบุก เป็นต้น) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโลหะมีความแข็งที่แตกต่างกัน หากโลหะที่ทดสอบนิ่มและใช้แรงกดมาก จะมีผลทำให้ระยะที่หัวกดจมลงไปลึกมาก จนอาจเกินกว่าครึ่งลูก ซึ่งจะมีผลต่อการคำนวณค่าความแข็งผิดพลาดได้ หรือหากเลือกแรงกดน้อยไปเมื่อเทียบกับขนาดของลูกบอลเหล็กกล้าก็จะทำให้การแปลผลทำได้ไม่แม่นยำเช่นกัน ดังนั้นการเลือกใช้แรงกด และขนาดลูกบอลจะแตกต่างกันไปด้วย เพื่อป้องกันข้อบกพร่องที่จะพบได้ในการทดสอบด้วยวิธีนี้   เราสามารถพิจารณาได้จากอัตราส่วน P/D2 ดังต่อไปนี้


 

โลหะ

ค่าความแข็งโดยประมาณ (HB)

อัตราส่วน P/D2

เหล็กกล้าและเหล็กหล่อ

มากกว่า 100

30

ทองแดง, ทองแดงผสม, อะลูมิเนียมผสม

30-200

10

อะลูมิเนียม

15-100

5

ดีบุก, ดีบุกผสม, ตะกั่ว, ตะกั่วผสม

3-20

1

 

 

รูปที่ 2 : ลักษณะการทดสอบแบบ Brinell ที่ไม่ถูกต้อง

 

สำหรับการทดสอบเหล็กกล้าชุบแข็ง หรือโลหะที่มีความแข็งสูงมากๆ จะไม่สามารถทดสอบด้วยลูกบอลเหล็กกล้าชุบแช็งได้  จะต้องใช้ลูกบอลทังสเตนคาร์ไบด์ขนาด 2.45 มม. แทนซึ่งจะใช้สำหรับทดสอบวัสดุที่แข็งตั้งแต่ 444 ถึง 627 HB

                ข้อควรระวังสำหรับการวัดความแข็งด้วยวิธีนี้ ได้แก่

- ผิวของชิ้นงานทดสอบต้องเรียบ เพื่อให้ได้ค่าเส้นผ่านศูนย์กลางของรอยกดที่แน่นอน  และที่ผิวของชิ้นงานทดสอบต้องไม่มี oxide scale หรือสิ่งแปลกปลอม   นอกจากนี้การเตรียมผิวต้องระวังอย่างมาก โดยหลีกเลี่ยงกรรมวิธีร้อน (heating) และกรรมวิธีเย็น (cold working)

- ต้องระวังตำแหน่งการทดสอบโดยให้ระยะหัวกดอยู่ห่างจากขอบแต่ละด้านของชิ้นงานอย่างน้อย  3 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของลูกบอล   ระยะห่างของแต่ละรอยกดห่างกันอย่างน้อย 3 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของลูกบอล   และชิ้นงานต้องมีความหนาอย่างน้อย 8 เท่าของความลึกของการกด

                - ควรวัดเส้นผ่านศูนย์กลางรอยกด 2 ครั้งในแนวตั้งฉากกัน  แล้วหาค่าเฉลี่ยเพื่อนำไปคำนวณหาความแข็งต่อไป

                การวัดความแข็งแบบ Brinell มีข้อดี คือ ในการกด 1 ครั้งจะครอบคลุมหลายๆ เฟสของชิ้นงาน ทำให้ได้ค่าความแข็งที่สม่ำเสมอ  ซึ่งหากวัดด้วยวิธีที่ใช้หัวกดขนาดเล็กมาก อาจทำให้วัดได้เพียงเฟสเดียว ทำให้ค่าความแข็งที่ได้  ไม่ได้เป็นค่าที่แสดงถึงความแข็งของทั้งวัสดุนั้น   แต่ข้อจำกัดของวิธีนี้ คือ ชิ้นงานต้องมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะวัดกับหัวกดได้ และไม่ควรวัดกับชิ้นงานที่มีรัศมีผิวโค้งน้อยกว่า 1 นิ้ว

2. Vickers Hardness Test

                เป็นการวัดความแข็งโดยใช้หัวกดเพชรมีลักษณะเป็นปิรามิดฐานสี่เหลี่ยม ที่ปลายหัวกดทำมุม 136? (เป็นมุมที่มีองศาใกล้เคียงกับหัวกดลักษณะกลมมากที่สุด) เป็นเวลา 10-15 วินาที ค่าความแข็งจะคำนวณจากแรงกดที่กระทำต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ผิวเช่นเดียวกับการทดสอบแบบ Brinell แต่วิธีนี้หัวกดเป็นเพชรซึ่งมีความแข็งสูงมากๆ   ดังนั้นในการใช้งานจึงสามารถวัดค่าความแข็งได้ตั้งแต่โลหะที่นิ่มมาก (HV ประมาณ 5) จนถึงโลหะที่แข็งมากๆ (VHN ประมาณ 1500) โดยไม่ต้องเปลี่ยนหัวกด  จะเปลี่ยนก็เฉพาะแรงกดเท่านั้น โดยมีตั้งแต่ 1-120 kgf ขึ้นอยู่กับความแข็งของโลหะที่ทดสอบ  ซึ่งทำให้วิธีนี้มีข้อได้เปรียบกว่า Brinell คือ ไม่ต้องคำนึงถึงอัตราส่วน P/D2  และข้อจำกัดในด้านความหนาของชิ้นงานทดสองเนื่องจากหัวกดเพชรมีขนาดเล็กมาก

 

HV =

โดยที่                      HV คือ  ค่าความแข็งแบบ Vicker (kgf/mm2)

                        P   คือ  แรงกด (kgf)

                        d   คือ  ขนาดเส้นทะแยงมุม d1 และ d2 เฉลี่ย (mm.)

 

รูปที่ 3 : ลักษณะรอยกดจากหัวเพชรของ Vickers Hardness Test

 

                ข้อควรระวังสำหรับการวัดความแข็งด้วยวิธีนี้ ได้แก่

-          การเลือกใช้น้ำหนักกดมีผลต่อความแข็งด้วย คือ ถ้าเลือกน้ำหนักน้อยเกินไป จะได้ค่าความแข็งที่ผิด แต่ถ้าชิ้นงานนิ่มและใช้น้ำหนักกดมากเกินไป   อาจทำให้เกิดปัญหากับหัวกดเพชรตอนคลายหัวกดได้

-          ผิวของชิ้นงานทดสอบต้องไม่มี oxide scale หรือสิ่งแปลกปลอม  การเตรียมผิวของชิ้นทดสอบต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก  และหลีกเลี่ยงกรรมวิธีร้อน (heating) หรือกรรมวิธีเย็น (cold working)

-          ไม่ควรวัดความแข็งในบริเวณที่ใกล้กับตำแหน่งเดิม โดยควรเว้นระยะห่างไว้ไม่น้อยกว่า 2.5 เท่าของเส้นทแยงมุมรอยกด ทั้งตามแนวแกน x และ y

-          ความหนาของชิ้นงานทดสอบควรมากกว่าอย่างน้อย 1.5 เท่าของเส้นทแยงมุมของรอยกด  และหลังจากการทดสอบวัดความแข็ง ไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้เห็นทางด้านหลัง (อีกด้านหนึ่ง) ของชิ้นงานทดสอบ

-          การอ่านค่าความยาวเส้นทแยงมุม จะขึ้นกับสายตาของแต่ละคน ดังนั้นควรให้คนใดคนหนึ่งเป็นผู้อ่านค่า

วิธีทดสอบนี้ไม่เป็นที่นิยมในการใช้งานสำหรับภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากข้อจำกัดที่ทดสอบได้ช้า  ต้องมีเตรียมผิวที่ดี เพื่อให้ได้ค่าเส้นทแยงมุมของรอยกดที่แน่นอน  และมีโอกาสผิดพลาดในการวัดระยะเส้นผ่านศูนย์กลางได้

3. Rockwell Hardness Test

                เป็นวิธีวัดความแข็งของโลหะที่นิยมใช้มากที่สุด โดยจะวัดความแข็งจากความลึกระยะกดที่ถูกหัวกดกดด้วยแรงคงที่ ซึ่งจะแตกต่างจากแบบ Brinell และ Vicker ที่วัดจากแรงกดต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ ดังนั้นวิธีนี้จึงมีการวัดด้วยกันหลายสเกล เพื่อให้สามารถเลือกใช้วัดความแข็งได้เหมาะสมที่สุด   แรงที่ใช้กดมี 2 ส่วน คือ minor load และ major load

                Minor load เป็นแรงที่ยึดหัวกดลูกบอลเหล็กชุบแข็ง หรือหัวกดเพชรไว้บนผิวโลหะที่จะวัดความแข็ง

                Major load เป็นแรงที่มากกว่า minor load และกดลงภายหลังจากให้ minor load กับชิ้นงาน

                สำหรับมาตรฐานความแข็งแบบ Rockwell มีอยู่ 15 สเกล (ไม่รวม superficial hardness scale) ดังแสดงในตารางที่ 1

 

ตารางที่ 1 : การวัดความแข็งแบบ Rockwell สเกลต่างๆ

 

สเกล

ประเภทหัวกด

Major laod, kgf

การใช้งานทั่วไป

A

หัวกดเพชร (two scales-carbide and steel)

60

ซีเมนต์คาร์ไบด์, เหล็กกล้าที่มีขนาดบาง และเหล็กกล้าชุบแข็งผิวไม่ลึก (shallow case-hardening steel)

B

ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็ง 1/16 นิ้ว (1.588 มม.)

100

โลหะผสมของทองแดง (Copper alloys), เหล็กกล้าที่ไม่แข็งมาก (soft steels), โลหะผสมของอะลูมิเนียม (aluminum alloys) และเหล็กหล่ออบเหนียว (malleable iron)

C

หัวกดเพชร

150

เหล็กกล้า, เหล็กหล่อที่มีความแข็งสูง (hard cast irons), เหล็กหล่ออบเหนียวชนิดเพอร์ริติก, ไทเทเนียม, เหล็กกล้าชุบแข็งที่ผิวลึก และวัสดุอื่นๆ ที่มีความแข็งมากกว่า 100 HRB

D

หัวกดเพชร

100

เหล็กกล้าที่มีขนาดบาง และเหล็กกล้าชุบแข็งที่ผิว  และเหล็กหล่ออบเหนียวชนิดเพอร์ริติก

E

ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็ง 1/8 นิ้ว (3.175มม.)

100

เหล็กหล่อ, โลหะผสมของอะลูมิเนียม  โลหะผสมของแมกนีเซียม และโลหะสำหรับผลิตแบริ่ง

F

ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็ง 1/16 นิ้ว (1.588 มม.)

60

โลหะผสมของทองแดงที่ผ่านการอบอ่อน และโลหะแผ่นบางที่ไม่แข็ง

G

ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็ง 1/16 นิ้ว (1.588 มม.)

150

บรอนซ์ผสมฟอสฟอรัส (Phosphor bronze), โลหะผสมทองแดง-เบอริเลียม (beryllium copper), เหล็กหล่ออบเหนียว. โดยความแข็งสูงสุดที่วัดได้จะต้องไม่เกิน 92 HRG เพื่อป้องกันหัวกดเสียหาย

H

ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็ง 1/8 นิ้ว (3.175 มม.)

60

อะลูมิเนียม, สังกะสี และตะกั่ว

K

ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็ง 1/8 นิ้ว (3.175 มม.)

150

โลหะสำหรับผลิตแบริ่ง และวัสดุอื่นๆ ที่บางและนิ่ม  โดยเลือกใช้ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็งขนาดเล็กและใช้แรงกดสูงเพื่อป้องกันผลของ anvil effect

L

ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็ง 1/4 นิ้ว (6.350 มม.)

60

โลหะสำหรับผลิตแบริ่ง และวัสดุอื่นๆ ที่บางและนิ่ม  โดยเลือกใช้ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็งขนาดเล็กและใช้แรงกดสูงเพื่อป้องกันผลของ anvil effect

M

ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็ง 1/4 นิ้ว (6.350 มม.)

100

โลหะสำหรับผลิตแบริ่ง และวัสดุอื่นๆ ที่บางและนิ่ม  โดยเลือกใช้ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็งขนาดเล็กและใช้แรงกดสูงเพื่อป้องกันผลของ anvil effect

P

ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็ง 1/4 นิ้ว (6.350 มม.)

150

โลหะสำหรับผลิตแบริ่ง และวัสดุอื่นๆ ที่บางและนิ่ม  โดยเลือกใช้ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็งขนาดเล็กและใช้แรงกดสูงเพื่อป้องกันผลของ anvil effect

R

ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็ง 1/2 นิ้ว (12.70 มม.)

60

โลหะสำหรับผลิตแบริ่ง และวัสดุอื่นๆ ที่บางและนิ่ม  โดยเลือกใช้ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็งขนาดเล็กและใช้แรงกดสูงเพื่อป้องกันผลของ anvil effect

S

ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็ง 1/2 นิ้ว (12.70 มม.)

100

โลหะสำหรับผลิตแบริ่ง และวัสดุอื่นๆ ที่บางและนิ่ม  โดยเลือกใช้ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็งขนาดเล็กและใช้แรงกดสูงเพื่อป้องกันผลของ anvil effect

V

ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็ง 1/2 นิ้ว (12.70 มม.)

150

โลหะสำหรับผลิตแบริ่ง และวัสดุอื่นๆ ที่บางและนิ่ม  โดยเลือกใช้ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็งขนาดเล็กและใช้แรงกดสูงเพื่อป้องกันผลของ anvil effect

 

ค่าความแข็งจะแสดงเป็น 2 ส่วน คือ ตัวเลขค่าความแข็งที่วัดได้ และสัญลักษณ์ของสเกลที่ใช้วัด (แสดงถึงลักษณะหัวกดที่ใช้วัด  ค่า และmajor load) ตัวอย่าง เช่น 64.0 HRC หมายความค่า ตัวเลขความแข็งที่อ่านได้เท่ากับ 64.0 ด้วยการวัดแบบ Rockwell สเกล C ที่ใช้หัดกดเพชร และมีค่า major load เท่ากับ 100 kgf

                ส่วนใหญ่การทดสอบเหล็กกล้า และวัสดุอื่นๆ จะใช้เป็น Rockwell สเกล C และ B อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่ได้มีการกำหนดสเกลที่ชัดเจน ดังนั้นจึงควรพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เลือกใช้สเกลได้เหมาะสมที่สุด ซึ่งปัจจัยต่างๆ ที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่

?       ชนิดของวัสดุ โดยทั่วไปผลการทดสอบที่ดีที่สุด ได้จากการใช้แรงกดสูงที่สุดเท่าที่ชิ้นงานทดสอบจะสามารถรับได้ และจากตารางที่ 1 จะบอกได้ว่าวัสดุที่ทดสอบควรใช้สเกลแบบไหน เช่น วัสดุแข็ง เช่น เหล็กกล้า หรือทังสเตนคาร์ไบด์ จะต้องใช้สเกล A, C, D เท่านั้น

?       ความหนาของชิ้นงานทดสอบ  ควรมากกว่าความลึกของรอยกดอย่างน้อย 10 เท่า  เพื่อให้ได้ค่าความแข็งที่ถูกต้อง ซึ่งการวัดความลึกรอยกด แบ่งได้เป็น 2 ส่วน ดังนี้

-            ความลึกรอยกด = (100 - ค่าความแข็งที่วัดได้) x 0.002       สำหรับหัวกดเพชร

-            ความลึกรอยกด = (130 - ค่าความแข็งที่วัดได้) x 0.002       สำหรับหัวกดบอล

นอกจากนี้ภายหลังการทดสอบจะต้องไม่มีรอยนูนเกิดขึ้นทางด้านหลังของชิ้นงานทดสอบด้วย

?       รูปร่างของชิ้นงานทดสอบ และตำแหน่งในการวัด

-            ชิ้นงานรูปทรงยาว จะต้องติดตั้งแท่นรองรับเพื่อให้มั่นใจได้ว่า ผิวทดสอบที่ทำการวัดความแข็งตั้งฉากกับแนวกดของหัวกด

-            ชิ้นงานทรงกระบอก  การวัดค่าความแข็งให้ถูกต้องจะต้องใช้ค่า correction factor ช่วยปรับค่าความแข็งที่อ่านได้  เนื่องจากในการวัดความแข็งของผิวนูน (convex) หักกดจะกดลงไปลึกมากกว่าปกติ ดังนั้นค่าที่อ่านได้จะน้อยกว่าความเป็นจริง  ดังนั้นค่า correction factor (ตารางที่ 2) จะถูกบวกเข้าไปเมื่อวัดความแข็งกับผิวชิ้นงานทรงกระบอก นอกจากนี้ในการวัดความแข็งชิ้นงานทรงกระบอกจะต้องใช้แท่นตัววี (V anvil) เพื่อช่วยรองรับชิ้นงานทดสอบให้อยู่นิ่งกับที่


ตารางที่ 2 : ค่า Correction factors สำหรับการวัดความแข็งชิ้นงานทรงกระบอก

 

Correction factors สำหรับชิ้นงานทดสอบที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ

ค่าความแข็งที่อ่านได้

6.350 มม.

(0.250 นิ้ว)

9.525 มม.

(0.375 นิ้ว)

12.700 มม.

(0.500 นิ้ว)

15.875 มม.

(0.625 นิ้ว)

19.050 มม.

(0.750 นิ้ว)

22.225 มม.

(0.875 นิ้ว)

25.400 มม.

(1.000 นิ้ว)

การทดสอบความแข็ง ด้วยลูกบอล 1/16 นิ้ว (1.588 มม.) (Rockwell สเกล B, F และ G)

0

*

*

*

*

4.5

3.5

3.0

10

*

*

*

5.0

4.0

3.5

3.0

20

*

*

*

4.5

4.0

3.5

3.0

30

*

*

5.0

4.5

3.5

3.0

2.5

40

*

*

4.5

4.0

3.0

2.5

2.5

50

*

*

4.0

3.5

3.0

2.5

2.0

60

*

5.0

3.5

3.0

2.5

2.0

2.0

70

*

4.0

3.0

2.5

2.0

2.0

1.5

80

5.0

3.5

2.5

2.0

1.5

1.5

1.5

90

4.0

3.0

2.0

1.5

1.5

1.5

1.0

100

3.5

2.5

1.5

1.5

1.0

1.0

0.5

การทดสอบความแข็ง ด้วยหัวกดเพชร (Rockwell สเกล C, D และ A)

20

*

*

*

2.5

2.0

1.5

1.5

30

*

*

2.5

2.0

1.5

1.5

1.0

40

*

2.5

2.0

1.5

1.0

1.0

1.0

50

2.5

2.0

1.5

1.0

1.0

0.5

0.5

60

1.5

1.0

1.0

0.5

0.5

0.5

0.5

70

1.0

1.0

0.5

0.5

0.5

-

-

80

0.5

0.5

0.5

-

-

-

-

 

หมายเหตุ :   *  เป็น correction factor ที่เกิน 5.0 (สำหรับ Rockwell สเกล B, F และ G) และ 3.0 (สำหรับ Rockwell สเกล C, D และ A) ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับ จึงไม่รวมอยู่ในตาราง

-            การวัดความแข็งผิวด้านใน (เช่น ด้านในของวงแหวน) ส่วนใหญ่จะใช้หัวกดแบบ gooseneck adapter

-            ระยะห่างระหว่างจุดศูนย์กลางของรอยกด กับขอบของชิ้นงานทดสอบควรมากกว่า 2.5 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางรอยกด  และไม่ควรวัดความแข็งในบริเวณที่ใกล้กับตำแหน่งเดิม โดยควรเว้นระยะห่างไว้ไม่น้อยกว่า 4 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางรอยกด

 


ตารางที่ 3 : เปรียบเทียบค่าความแข็งตามวิธีต่างๆ

ROCKWELL

SUPERFICIAL ROCKWELL

BRINELL

VICKERS OR FIRTH DIAMOND HARDNESS NUMBER

 

TENSILE STRENGTH

10 m/m Ball

Diamond Brale

1/16" Ball

"N" Brale Penetrater

3000 kgm Load

150 kgf C Scale

60 kgf A Scale

100 kgf D Scale

100 kgf B Scale

15 kg Load 15 N

30 kg Load 30N

45 kg Load 45N

Dia. Of Ball Impression in m/m

Hardness Number

Equivalent 1000 lb. Sq. In.

80

92

87

 

97

92

87

 

 

1865

 

79

92

86

 

 

92

87

 

 

1787

 

78

91

85

 

96

91

86

 

 

1710

 

77

91

84

 

 

91

85

 

 

1633

 

76

90

83

 

96

90

84

 

 

1556

 

75

90

83

 

 

89

83

 

 

1478

 

74

89

82

 

95

89

82

 

 

1400

 

73

89

81

 

 

88

81

 

 

1323

 

72

88

80

 

95

87

80

 

 

1245

 

71

87

80

 

 

87

79

 

 

1160

 

70

87

79

 

94

86

78

 

 

1076

 

69

86

78

 

94

85

77

 

 

1004

 

68

86

77

 

 

85

79

 

 

942

 

67

85

76

 

93

84

75

 

 

894

 

66

85

76

 

93

83

73

 

 

854

 

65

84

75

 

92

82

72

2.25

745

820

 

64

84

74

 

 

81

74

2.30

710

789

 

63

83

73

 

92

80

70

2.30

710

763

 

62

83

73

 

91

79

69

2.35

682

746

 

61

82

72

 

91

79

68

2.35

682

720

 

60

81

71

 

90

78

67

2.40

653

697

 

59

81

70

 

90

77

66

2.45

627

674

326

58

80

69

 

89

76

65

2.55

578

653

315

57

80

69

 

89

75

63

2.55

578

633

304

56

79

68

 

88

74

62

2.60

555

613

294

55

79

67

 

88

73

61

2.60

555

595

287

54

78

66

 

87

72

60

2.65

534

577

279

53

77

65

 

87

71

59

2.70

514

560

269

52

77

65

 

86

70

57

2.75

495

544

261

51

76

64

 

86

69

56

2.75

495

528

254

50

76

63

 

86

69

55

2.80

477

513

245

49

75

62

 

85

68

54

2.85

461

498

238

48

75

61

 

85

67

53

2.90

444

484

232

47

74

61

 

84

66

51

2.90

444

471

225

46

73

60

 

84

65

50

2.95

432

458

219

45

73

59

 

83

64

49

3.00

415

446

211

44

73

59

 

83

63

48

3.00

415

434

206

43

72

58

 

82

62

47

3.05

401

423

202

42

72

57

 

82

61

46

3.10

388

412

198

41

71

56

 

81

60

44

3.10

388

402

191

40

70

55

 

80

60

43

3.15

375

392

185

39

70

55

 

80

59

42

3.20

363

382

181

38

69

54

 

79

58

41

3.25

352

372

176

37

69

53

109

79

57

40

3.30

341

363

171

36

68

52

109

78

56

39

3.35

331

354

168

35

68

52

108

78

55

37

3.35

331

345

163

34

67

51

108

77

54

36

3.40

321

336

159

33

67

50

107

77

53

38

3.45

311

327

154

32

66

49

106

76

52

34

3.50

302

318

150

31

66

48

106

76

51

33

3.55

293

310

146

30

65

48

105

75

50

32

3.60

285

302

142

29

65

47

104

75

50

30

3.65

277

294

138

28

64

46

103

74

49

29

3.70

269

286

134

27

64

45

103

73

48

28

3.75

262

279

131

26

63

45

102

73

47

27

3.80

255

272

126

25

63

44

101

72

46

26

3.80

255

266

124

24

62

43

100

72

45

24

3.85

248

260

122

23

62

42

99

71

44

23

3.90

241

254

118

22

62

42

99

71

43

22

3.95

235

248

116

21

61

41

98

70

42

21

4.00

229

243

113

20

61

40

97

69

42

20

4.05

23

238

111

18

 

 

95

 

 

 

4.10

217

230

107

16

 

 

94

 

 

 

4.15

212

222

102

14

 

 

92

 

 

 

4.25

203

213

98

12

 

 

90

 

 

 

4.35

192

204

92

10

 

 

89

 

 

 

4.40

187

195

90

8

 

 

87

 

 

 

4.50

179

187

87

6

 

 

85

 

 

 

4.60

170

180

83

4

 

 

84

 

 

 

4.65

166

173

79

2

 

 

82

 

 

 

4.80

156

166

77

0

 

 

81

 

 

 

4.80

156

160

74

 

 

 

79

 

 

 

4.90

149

156

73

 

 

 

77

 

 

 

5.00

143

150

70

 

 

 

74

 

 

 

5.10

137

143

67

 

 

 

72

 

 

 

5.20

131

137

65

 

 

 

70

 

 

 

5.30

126

132

62

 

 

 

68

 

 

 

5.40

121

127

60

 

 

 

65

 

 

 

5.50

116

122

58

 

 

 

 

 

 

 

5.60

112

117

56

 

   
 

ดูหน้าที่แล้ว <              >ดูหน้าถัดไป

หน้าที่

 

  1. การผลิตเหล็ก

  2. การแปรรูปเหล็กกล้า

  3. การแบ่งประเภทของเหล็กกล้า

  4. การใช้พลังงานกับอุตสาหกรรมเหล็กกล้า

  5. การทดสอบความแข็ง

  6. การกัดกร่อนของโลหะ

 

 

บทความเพิ่มเติม

เหล็กกับเหล็กกล้า

สารจำเป็นของอุตสาหกรรม

 เหล็กเหลวจากเตาหลอม

เหล็กเป็นธาตุสามัญอย่างหนึ่งในธรรมชาติ  การที่ก้อนหิน  ดิน หรืออิฐที่มีสีแดง  หรือสีเหลือง  เป็นเพราะมีเหล็กออกไซด์ปนอยู่  แร่ที่มีเหล็กมากได้แก่  เอมาไทท์ (Hematite)  และแมกนีไทท์  (Magnetite)  ทั้งสองนี้เป็นออกไซด์บริสุทธิ์  แร่อื่นที่มีค่าก็มีลิโมไนท์ (Limonite)  และแร่เหล็กคาร์บอเนต   การถลุงแร่เหล็กทำโดยเผาแร่กับถ่านหิน  ถ่านหินจะรวมกับออกซิเจนเป็นก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ปล่อยเหล็กให้เหลืออยู่เป็นของเหลว  เขาใช้หินปูนบดละเอียดปนลงไปกับถ่านหินและแร่เพื่อให้เป็นฟลักซ์ (Flux) ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นต่อไปได้ง่าย   คลิกอ่านต่อครับ

 

นำมาจาก   ฟิสิกส์ของวัสดุ   ของอาจารย์ ศุภสโรช   หมื่นสิทธิ์ ต้องขอขอบคุณมากครับ

อ่านหนังสือ

 

 

 

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ฟิสิกส์ 1 หนังสือฟิสิกส์ 1 ภาคกลศาสตร์ หนังสือฟิสิกส์ 1  ภาค ของไหล ความร้อนและคลื่น

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับเข้าหน้าแรกบทความพิเศษ

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

บทความพิเศษ